น.95 ท่านที่จะเป็นผู้พิพากษาทั้งหลาย อาตมาได้บรรยายให้ทราบ ในการบรรยายครั้งแรกที่สุด ถึงข้อที่ว่าหลักพระพุทธศาสนาทุก ๆ เรื่อง ล้วนแต่สรุปลงได้ในหลัก ที่ว่าเป็นการแสดงให้เห็นแจ้งตามที่เป็นจริง ในสิ่งทั้งปวงว่าอะไร เป็นอะไร จนปฏิบัติถูกต่อสิ่งนั้น ๆ เท่านั้นเอง. ข้อนี้เท่ากับเป็นการ กล่าวได้อีกอย่างหนึ่งว่า พระไตรปิฎกทุก ๆ หน้าล้วนแต่เป็นคำบอก กล่าวว่า "อะไรเป็นอะไร” เท่านั้น. ในครั้งถัดมาได้บรรยาย ให้ทราบชัดลงไปว่า ที่ว่าอะไรเป็นอะไรนั้น ใจความที่สำคัญที่สุด ก็คือ ทุกสิ่งเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่มีอะไรที่น่าหลงใหล ปรารถนาหรือน่ายึดถือเลย, อันเรียกว่า เรื่องไตรลักษณ์. ถัดมาอีก ได้แสดงให้ทราบว่า การที่เข้าไปหลงใหลในสิ่งต่าง ๆ ทั้งที่มันเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตานั้น เป็นเพราะการผูกพันของอุปาทาน หรือ ความยึดถือถึง ๔ ประการ ด้วยอำนาจของอวิชชา จึงได้เป็นทุกข์ นานาชนิดและไม่สร่าง. ทั้งหมดนี้เป็นใจความสำคัญของพระพุทธ
น.96 ศาสนาส่วนหนึ่ง อันเป็นส่วนที่ลึกซึ้ง และเป็น ใจความสำคัญที่ เราจะต้องเข้าให้ถึงในเบื้องต้นเสียก่อน เราจึงจะเข้าใจในข้อ ปฏิบัติต่าง ๆ ที่มีอยู่เป็นหมวดเป็นหมู่ เพื่อดับความทุกข์ต่างๆ ที่มีมูลมาจากตัณหาหรืออุปาทานเหล่านั้นได้โดยง่าย ; ฉะนั้นใน วันนี้ เราก็มาถึงวาระที่จะต้องบรรยายให้ทราบกันต่อไปว่า ทำ อย่างไรหรือมีวิธีใด ที่จะตัดอุปาทานเหล่านั้นเสียให้ได้. โดย เฉพาะหลักพุทธศาสนาทั่ว ๆ ไปเราจะได้ยินได้ฟังคำต่าง ๆ ที่บัญญัติ ไว้เฉพาะเป็นอันมาก, แต่เกี่ยวกับกรณีนี้ ก็คือคำ ๓ คำที่เรียกว่า ศีล สมาธิ ปัญญา. ศีล สมาธิ ปัญญา นี้ มีมูลสำคัญอยู่ตรงที่ มีไว้เพื่อดับความทุกข์อันเกิดมาจากอุปาทาน ๔ ประการ ดังที่ กล่าวแล้วนั่นเอง. ข้อปฏิบัติสำหรับให้ทุกคนปฏิบัตินั้น ท่านมีลำดับ ไว้เป็นชั้น ๆ. สำหรับคนที่ยังไม่สามารถเพียงพอที่จะปฏิบัติในขั้นสูง ก็มีข้อปฏิบัติต้น ๆ ให้ปฏิบัติไปก่อนแล้ว ก็จะค่อยก้าวเข้าไปหาข้อ ปฏิบัติชั้นสูง ที่จะตัดอุปาทานหรือตัดกิเลสส่วนลึกได้อยู่ดี; เหตุนี้ จึงต้องมีข้อปฏิบัติหรือสิกขาเป็นชั้น ๆ. ข้อปฏิบัติ ๓ ชั้น ที่เรียกว่า ไตรสิกขา หรือสิกขา ๓ อย่างนั้น ชั้นแรกที่สุด เรียกว่า "ศีล" หมายถึงการประพฤติดี ประพฤติถกตามหลักทั่ว ๆ ไป ที่มีหลักอยู่ว่า ไม่เป็นการทำให้ผู้อื่น
น.97 เดือดร้อน ไม่ทำตนให้เดือดร้อน ในการที่เกี่ยวเนื่องกันอยู่เป็นสังคม มนุษย์ หรือ เกี่ยวข้องกันภายในครอบครัว หรือแม้ที่สุดแต่ที่ เกี่ยวข้องกับสิ่งของเครื่องใช้สอยต่าง ๆ ที่เป็นของจำเป็นแก่ชีวิต ซึ่ง ทั้งหมดนั้น เราจะต้องปฏิบัติให้ถูกต้อง ในลักษณะที่จะไม่เกิดโทษ หรือเกิดอันตรายขึ้นจากสิ่งเหล่านี้. ข้อปฏิบัติเหล่านี้ ในชั้น นี้ เรียกว่า ศีล. ถ้าเรียกเต็มที่ ก็เรียกว่า "สีลสิกขา" แปลว่า สิ่งที่ควรศึกษาหรือควรอบรมที่เป็นชั้นศีล. แม้จะมีการจำแนกไว้ เป็น ศีลห้า ศีลแปด หรือศีล ๒๒๗ และอื่น ๆ อีกเป็นอันมาก ก็ตาม แต่รวมใจความแล้ว ก็อยู่ตรงที่เป็น การปฏิบัติเพื่อความ ปรกติสงบเรียบร้อย ปราศจากโทษชั้นต้น ๆ ที่เป็นไปทางกาย ทางวาจา ทั้งที่เกี่ยวกับสังคม หรือส่วนตัว หรือสิ่งของต่างๆ ที่จำเป็นแก่การเป็นอยู่ ดังที่กล่าวมานี้ทั้งนั้น. รายละเอียดเรื่องศีล นั้น ๆ จะหาศึกษาได้จากตำหรับตำราอันว่าด้วยเรื่องนั้นโดยเฉพาะ เป็นราย ๆ ไป. สิกขาชั้นที่ ๒ ที่สูงขึ้นไปอีก เรียกว่า "สมาธิ" ข้อ นี้ ได้แก่การที่ ผู้นั้นสามารถบังคับจิตใจของตัว ไว้ ได้ในสภาพที่จะใช้ ให้เป็นประโยชน์มากที่สุดตามที่ตนต้องการ. ขอให้นักศึกษาทั้ง
น.98 หลายตั้งข้อสังเกตความหมายของคำว่า สมาธิไว้ ให้ถูกต้อง : โดยมากท่านทั้งหลายย่อมจะได้ยินได้ฟังมาแต่ก่อน ว่าสมาธินั้นคือ ความตั้งใจมั่นแน่วแน่ ถึงกับว่าผู้นั้นแน่นิ่งเหมือนกับท่อนไม้ หรือ คนตายไปเลยอย่างนั้นเสียโดยมาก ; หรือที่ดีกว่านั้น ก็มักจะกล่าว กันแต่เพียงว่า เป็นจิตที่สงบ เป็นจิตที่บริสุทธิ์. แต่ลักษณะเพียง ๒ อย่างนั้น ยังไม่ใช่ความหมายอันแท้จริงของสิ่งที่เราเรียกว่า สมาธิโดยสมบูรณ์ เพราะยังมีอีกคำหนึ่ง ซึ่งถ้ากล่าวโดยภาษาไทย ก็ได้แก่การทำจิตนั้นให้เหมาะสมที่จะให้ทำการงานทางจิต ; เป็น การบังคับจิต ฝึกฝนจิต หรืออบรมจิต หรืออะไรก็สุดแท้ ให้จิต อยู่ในลักษณะที่พร้อม ที่มีสมรรถภาพถึงที่สุด ในการที่จะปฏิบัติ หน้าที่ทางจิต. ข้อนี้เอง เป็น ความมุ่งหมายอันแท้จริงของสิ่งที่ เรียกว่า สมาธิ. การกล่าวเช่นนี้มีหลักในพุทธวจนะนั่นเอง : พระ- องค์ทรงแสดงลักษณะของจิตด้วยคำอีกคำหนึ่งซึ่งเป็นคำสำคัญ ที่สุด คือคำว่า กมฺมนิโย แปลว่าสมควรแก่การทำงาน ; และ คำนี้ เป็นคำสุดท้ายที่ทรงแสดงลักษณะของจิตที่เป็นสมาธิ. เพราะ ฉะนั้นขอให้เข้าใจคำว่า สมาธิ ๆ นี้ ว่ามีความมุ่งหมายถึงการบังคับ จิตสามารถบังคับจิตให้ตั้งอยู่ในภาวะที่พร้อมที่สุด ที่จะทำการงาน ในทางจิต : ไม่ใช่ให้บริสุทธิ์เฉย ๆ ไม่ใช่ให้ตั้งมั่นสงบเงียบหรือ
น.99 แน่นิ่งไปอย่างเดียว ก็หามิได้. ข้อนี้มีความหมายที่กำกวม อัน อาจทำให้เข้าใจผิดได้ดังนี้. คำว่า สมาธิ แปลว่าจิตตั้งมั่นก็จริง แต่ต้องหมายถึงตั้งมั่นในลักษณะที่พร้อมที่จะปฏิบัติงาน ไม่ใช่ตั้งมั่น ในลักษณะที่ไม่ปฏิบัติงานใด ๆ คือสงบนิ่งเงียบอยู่เฉย ๆ. เพราะมี ความเข้าใจผิดบางสิ่งบางอย่างในเรื่องนี้มาตั้งแต่แรก ๆ แล้วก็เลย ยึดถือกันเสียอย่างนั้น. อีกประการหนึ่ง ที่ทำให้เกิดความสับสนกันขึ้น หรือพอ ใจในทางที่จะยึดถือความหมายเป็นความสงบเงียบ มากกว่าอย่างอื่น นั้น มันมีลู่ทางอยู่บ้างเหมือนกัน คือเมื่อจิตเป็นสมาธิสงบเงียบ ไม่มีอะไรรบกวนแล้ว ในขณะนั้นย่อมรู้สึกเป็นความสุขอย่างยิ่ง ; ที่นี้คนก็เกิดชอบความสุข พอใจความสุขชนิดนั้น เลยรักการสมาธิ ในทางที่จะเป็นเช่นนั้น ไม่ได้พอใจสมาธิในลักษณะที่จะปรับปรุงจิต ให้เหมาะสมที่จะทำการพิจารณาหรือค้นคว้าสืบไป. เพราะเหตุฉะนี้ เอง นักสมาธิส่วนใหญ่ จึงตกอยู่ภาย ใต้อำนาจของความสุข อันเกิด จากความสงบของจิต แล้วก็หยุดอยู่เพียงแค่นั้น ไม่สามารถทำ สมาธิของตนให้สูงขึ้นไป จนถึงกับเป็นพื้นฐานหรือเป็นบาทฐานของ การเจริญปัญญา อันจะทำให้เข้าถึงพระนิพพานได้. มิหนำซ้ำ ยัง จะตกอยู่ในลักษณะของความหลง คือหลงเอารสแห่งความสุขที่เกิด
น.100 จากสมาธินั้น เป็นพระนิพพานไปเสียตั้งแต่ขั้นนี้ก็มี แล้วก็เลยติดตั้ง ถอนตัวออกจากความพอใจนั้นไม่ได้ ทำให้เกิดการไม่ก้าวหน้าไป จนถึงปัญญาชนิดที่จะตัดตัณหาหรืออุปาทานได้. ฉะนั้นเราควรเข้าใจ คำว่า สมาธิ กันให้ถูกต้อง. สิ่งที่เรียกว่า สมาธิ นี้ ท่านเรียก อีกอย่างหนึ่งว่า "จิตตสิกขา" แปลว่า สิ่งที่ควรศึกษา หรือ อบรมในทางบังคับจิต หรือเกี่ยวกับจิต ; จัดเป็นสิกขาข้อที่ ๒ ต่อ จากสีลสิกขา. ส่วน สิกขา ชั้นที่ ๓ นั้น เรียกว่า ปัญญาสิกขา. สิกขา นี้หมายถึงการฝึกฝนอบรม ทำให้เกิดความรู้ความเข้าใจอันถูกต้อง และสมบูรณ์ถึงที่สุดใน สิ่ง ทั้งหลาย ทั้งปวง ตามที่ เป็นจริง. ความ หมายของเรื่องนี้ สำคัญอยู่ตรงที่คำว่า "ตามเป็นจริง” หรือ ตามที่พระบาลีว่า ยถาภูตัง แปลว่า ตามที่มันเป็นจริง. คน เราตามปรกติไม่สามารถรู้อะไร ๆ ให้ถูกต้องตามที่เป็นจริง คือมัก ถูกต้องแต่ตามที่เราเข้าใจเอาเอง หรือสมมติกันโดยมาก, มันจึง ไม่ใช่ตามที่เป็นจริง หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือไม่สมบูรณ์ ; ด้วย เหตุนี้ ทางพุทธศาสนาจึงมีระเบียบปฏิบัติ ที่เรียกว่า ปัญญา สิกขา ขึ้นอีกส่วนหนึ่ง เป็นส่วนสุดท้าย สำหรับจะได้ฝึกฝนอบรม ให้เกิดความเข้าใจ และความเห็นแจ้งในสิ่งทั้งหลายทั้งปวง ตาม ที่เป็นจริงและโดยสมบูรณ์.
น.101 ขอให้ตั้งข้อสังเกตอีกอย่างหนึ่งว่า คำว่า " ความเข้าใจ " กับ คำว่า " ความเห็นแจ้ง " นั้น ในทางธรรมแล้ว ไม่อาจจะ เป็นอันเดียวกันได้. ความเข้าใจ นั้น ต้องอาศัยอยู่บนการคิดการ คำนวณไปตามหลักของคณิตศาสตร์บ้าง ของตรรกคือการใช้เหตุ ผลบ้าง หรือตามวิธีของปรัชญาคือการอนุมานเอาตามเหตุผลต่าง ๆ บ้าง, นี้เรียกว่าเป็น "ความเข้าใจ" เท่านั้น. ส่วน ความ เห็นแจ้ง นั้น ไปไกลกว่านั้น คือต้องเป็น สิ่งที่เราได้ซึมซาบมา แล้ว ด้วยการผ่านสิ่งนั้น ๆ มาแล้วด้วยตนเอง หรือว่า ด้วยการ บ่มจิตใจให้เกี่ยวเนื่องอยู่กับสิ่งนั้น ด้วยการพินิจพิจารณาจน เกิดเป็นความรู้สึกในใจขึ้นมา จริง ๆ ในลักษณะที่จะเบื่อหน่าย หรือไม่หลงใหลในสิ่งนั้น ๆ ด้วยใจ จริง ๆ ไม่ใช่ด้วยเหตุผล. เพราะฉะนั้นคำว่า ปัญญาสิกขา ตามหลักของพุทธศาสนาจริงๆ นั้น จึงไม่ได้หมายถึงปัญญาที่เป็นไปตามอำนาจเหตุผล เหมือนที่ ใช้กันอยู่ในวงการศึกษา ของวิชาการสมัยปัจจุบัน, แต่เป็นคนละ อย่างทีเดียว. ปัญญาในทางพุทธศาสนา ต้องเป็นการรู้แจ้ง เห็นแจ้ง ด้วยใจจริงๆ ด้วยการผ่านสิ่งนั้น ๆ ไปแล้ว โดย วิธีใดวิธีหนึ่ง. ที่เรียกว่าผ่านสิ่งนั้น ๆ ไปแล้วนั้น หมายถึงอาการ ที่เราซอยใช้เรียกด้วยคำต่างประเทศคำหนึ่ง คือคำว่า Experience.
น.102 คำนี้หมาย ถึงความรู้สึก ด้วยใจจริง ในสิ่งที่ได้ผ่าน ไปแล้ว จนฝังใจ แน่วแน่ ไม่อาจจะลืมเลือนได้. เพราะฉะนั้นในการพิจารณาในทาง ปัญญา ตามสิกขาข้อนี้ จึงจำเป็นที่จะต้องใช้สิ่งต่าง ๆ ที่ได้ผ่านมา แล้วแต่หนหลังในชีวิตของเราเอง เป็นเครื่องพินิจพิจารณา, หรือ อย่างน้อยที่สุด ก็ต้องใช้เรื่องที่มีน้ำหนักมาก พอที่จะทำให้จิตใจ ของเราเกิดความสลดสังเวชเบื่อหน่ายในสิ่งที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เหล่านั้นได้จริง ๆ. ถ้าเราจะคำนวณตามหลักของเหตุ ผลหรืออะไรทำนองนั้น มาทำการวินิจฉัยลักษณะที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา กันสักเท่าไรก็ตาม มันก็ได้แต่ความเข้าใจอยู่นั่นเอง ไม่มีทางให้เกิดความสลดสังเวชได้ ไม่มีทางให้เกิดความเบื่อหน่าย คลายกำหนัดในสิ่งทั้งหลายทั้งปวงหรือในโลกได้. ขอให้เข้าใจว่า กิริยาอาการ ที่จิตใจเบื่อหน่ายคลายกำหนัดจากสิ่งที่ตนเคยหลง รักนั่นแหละ คือตัวความเห็นแจ้ง ในที่นี้. ตามหลักของธรรมะ ได้บัญญัติไว้ชัดเจนทีเดียวว่า ถ้าเห็นแจ้งจริง ๆ ก็ต้องเบื่อหน่าย คลายกำหนัด จะหยุดอยู่เพียงแค่เห็นแจ้งนั้นไม่ได้. ถ้าเราเข้าใจ สังขารข้อใดข้อหนึ่ง สิ่งใดสิ่งหนึ่ง ในโลกนี้ อย่างที่เรียกว่าเห็น แจ้งแล้ว ความเชื่อหน่ายคลายกำหนัดในสิ่งนั้น จะต้องเกิดติดตาม ขึ้นมาทันควัน โดยไม่ต้องแยกกันอย่างที่จะแยกกันไม่ได้. เมื่อมี
น.103 ผลถึงขนาดที่มีความรู้สึกเบื่อหน่ายคลายกำหนัดนั้นแล้ว เราจึงจะ เรียกว่าเป็นการเห็นแจ้ง หรือเป็น ปัญญา ในที่นี้ ; เรียกว่ารู้จัก และเข้าใจสิ่งนั้น ๆ อย่างถูกต้องตามที่เป็นจริงและสมบูรณ์. โดยเหตุดังกล่าวมานี้ ผู้ที่ปฏิบัติในทางปัญญาตามหลัก ของธรรมในทางพุทธศาสนา จึงไม่ค่อยจะใส่ใจถึงเรื่องการใช้เหตุ ผลกันนัก ไม่เหมือนกับการศึกษาในทางศาสตร์ต่าง ๆ ของสมัย ปัจจุบัน เราจะอาศัยความรู้สึกในใจจริง ๆที่เคยมี เคยเป็น เคย ผ่านมาแล้วแต่หนหลัง เป็นสำคัญ ; หรือแม้จะมีการเทียบเคียง ด้วยเหตุผลกันบ้าง ก็ต้องใช้เหตุผลโดยเอาสิ่งที่ได้ผ่านมาแล้วแต่ หนหลังนั้น มาเป็นเหตุผล ไม่ใช่เหตุผลทางคณิตศาสตร์ทาง คำนวณอะไรทำนองนั้นเป็นต้น ก็หามิได้ ; การเห็นแจ้งนั้นจึงจะ เป็นปัญญาชนิดที่ออกผลแก่จิตแก่ใจในขนะนั้นเลยทีเดียว ไม่ใช่ เป็นความรู้ ความเข้าใจ ชนิดที่จะต้องเก็บสะสม ไว้มาก ๆ เรื่อย ๆ ไป จนกระทั่งลืมเลือนฟั่นเฟือนไปด้วยเหตุผลนั้นเอง. เหตุผลก็เป็นสิ่งที่ เปลี่ยนแปลงได้ : ถ้ายังคงเรียกว่าเหตุผลอยู่เพียงใดแล้ว ก็ยัง เป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา อยู่เพียงนั้น. เพราะฉะนั้น ตัวเหตุผลเอง ก็เปลี่ยนแปลงได้. เมื่อเหตุผลเปลี่ยนแปลงได้ ความรู้ความเข้าใจของบุคคลนั้น ก็เปลี่ยนแปลงได้และไม่มีที่สิ้น
น.104 สุด : ด้วยเหตุนี้ เราจึงไม่อาจจะพ้นทุกข์ด้วยลำพังความเข้าใจ, จะพ้นทุกข์ได้ก็ต้องด้วยความเห็นแจ้ง . เพราะเหตุนี้แหละ ท่าน จึงมีระเบียบให้พิจารณาธรรมจากของจริง และด้วยความรู้สึกอัน แท้จริง จึงจะเรียกว่าเป็น ปัญญา ในที่นี้. เมื่อมีปัญญาในลักษณะ เช่นนี้แล้ว ก็สามารถเข้าใจสิ่งทั้งปวงตามที่เป็นจริงได้จริงๆ, รวม เรียกว่าปัญญาสิกขา. สรุปความ ในตอนนี้ว่า สิกขามีอยู่ ๓ สิกขาด้วยกัน คือ สีลสิกขา ได้แก่การฝึกฝนอบรมให้มีการประพฤติปฏิบัติถูกต้อง ทั้งที่เกี่ยวแก่สังคมทั้งหมด ทั้งที่เกี่ยวแก่ครอบครัว ทั้งที่เกี่ยวกับ สิ่งของไม่มีชีวิตวิญญาณ ; และ จิตตสิกขา คือการฝึกฝนให้มี ความสามารถบังคับจิต ให้อยู่ในอำนาจ ให้สงบเงียบเป็นสุขก็ได้ ให้บริสุทธิ์สะอาดดีก็ได้ ให้สามารถ คือ ว่ามีสมรรถภาพพร้อมที่ จะปฏิบัติงานใด ๆ ต่อไปก็ได้ ; และสิกขาที่ ๓ คือ ปัญญาสิกขา นั้น หมายถึงการอบรมจนเกิดความรู้แจ้งเห็นจริง ในสิ่งทั้งหลาย ทั้งปวงตามที่จริงถึงที่สุด จนถึงกับถอนความยึดถือด้วยอุปาทาน คือถอนความโง่หลงต่าง ๆ ออกไปได้จากใจ ซึ่งเป็นการถอนจิตใจ ให้หลุดออกมาเสียจากสิ่งที่มันเคยเข้าไปผูกพันไว้ตั้งแต่ต้นมา.
น.105 คำว่าสิกขา นี้ เป็นภาษาบาลี, ภาษาสันสกฤตก็คือ ศึกษา ที่เราเขียนกันในภาษาไทยว่า ศึกษา นั้น เป็นรูปสันสกฤต. ที่แท้ ก็เป็นคำ ๆ เดียวกันกับคำว่า สิกขา , ฉะนั้นท่านทั้งหลายคงจะได้ ความรู้ความเข้าใจเพิ่มขึ้นอีกสักอย่างหนึ่งว่า เกี่ยวกับภาษานี้ มัน มีการเลื่อนหรือการดำเนินไปตามลำดับ ดังที่จะเห็นได้ว่า คำว่า สิกขา ในภาษาบาลีนั้น เขาหมายถึงการอบรมหรือการกระทำลง ไปจริงๆ ทีเดียว, เช่น สีลสิกขา จิตตสิกขา ปัญญา สิกขา ที่กล่าวมาแล้วนั้น หมายถึงการอบรม กาย วาจา ใจ ลง ไปตรง ๆ ทีเดียว, ไม่ใช่หมายถึงการเล่าเรียนอย่างที่เราหมายถึงกัน เดี๋ยวนี้ด้วยคำว่า ศึกษา. นี้, เป็นเรื่องของภาษาเดินได้. ภาษา เดินไปในทิศทางต่างๆ จนเป็นการทำให้เกิดความเข้าใจผิดขึ้นได้. ในที่นี้อาตมาต้องการให้ท่านทั้งหลายได้เข้าใจถูกต้องว่า คำว่า สิกขา หรือ ศึกษา นั้น ในทางธรรม เขาหมายถึงการประพฤติ ปฏิบัติ ชนิดที่เป็นการอบรมกาย วาจา ใจ โดยตรง คืออบรม ตัวเองให้เปลี่ยนจากลักษณะหนึ่ง ไปสู่ลักษณะอีกอย่างหนึ่ง ตาม ที่เราเห็นว่าเป็นประโยชน์ยิ่งขึ้นไป. เมื่อกล่าวถึงหลักของพุทธศาสนา ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ข้างต้น ว่าพุทธศาสนามีใจความสำคัญอยู่ตรงที่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร
น.106 ตามที่เป็นจริง แล้วถอนกิเลสตัณหาออกเสียได้ เพราะการรู้นั้นๆ; เมื่อ ถือตามหลักนี้ เราจะเห็นได้ว่า สีลสิกขา นั้นเป็นเพียงสิกขาเบื้อง ต้น เป็นการตระเตรียมในเบื้องต้น เพื่อให้เรามีการเป็นอยู่ใน สังคมชนิดที่จะไม่มีการรบกวน ไม่มีการยุ่งยากลำบาก และเป็น การเตรียมให้เรามีการเป็นอยู่ในครอบครัวที่ผาสุก มีสิ่งแวดล้อม ที่ผาสุกเป็นพื้นฐานเบื้องต้นในทางภายนอก ในขั้นต้นนี้เสียขั้นหนึ่ง ก่อน, ไม่ใช่ศีลสิกขานี้จะไปทำให้เกิดความรู้อะไรสิ้นเชิง หรือทำ ให้ตัดกิเลสตัณหาอุปาทานได้เด็ดขาดก็หามิได้: แต่ว่าเป็นการจำ เป็นที่เราจะต้องเตรียมตัวเรา ให้เป็นคนเหมาะสม ที่จะอยู่ในโลก โดยมีความผาสุกอย่างที่เรียกว่าพื้นฐานทั่ว ๆ ไปกันเสียก่อน. เมื่อ เรามีความเป็นอยู่อย่างผาสุก ไม่ถูกรบกวน ท่านทั้งหลายก็จะเห็นได้ ง่าย ๆ ว่ามันช่วยได้มากเพียงไร ในทางที่จะช่วยให้จิตใจเป็น ปรกติ; เพราะฉะนั้นในทางธรรม จึงแสดงอานิสงส์ของศีลไว้หลาย อย่างด้วยกัน; แต่อย่างที่สำคัญที่สุด ที่ถือว่าเป็นยอดอานิสงส์ศีลนั้น ท่านเรียกเย็นบาลีว่า สมาธิสํวตฺตนิกา แปลว่า “เป็นไปเพื่อ ให้เกิดสมาธิ." อานิสงส์อย่างอื่น ๆ ของศีล เพียงว่าให้อยู่ เป็นผาสุก หรือให้ไปเกิดในสวรรค์เป็นต้นก็ตามนั้น พระพุทธเจ้า ไม่ได้ทรงมุ่งหมายโดยตรง. ท่านทรงมุ่งหมายโดยตรงถึงข้อที่ว่า
น.107 สมาธิสํวตฺตนิกา นี้เอง, คือจะเป็นบาทฐาน ที่งอก ที่เกิด ที่เจริญ ของสมาธิ; ฉะนั้นเราจึงต้องเตรียมตัว หรือปรับปรุงตัวของเรา ให้เป็นผู้อยู่ในโลกด้วยลักษณะที่ สะอาด บริสุทธิ์ หมดจด เสีย ก่อน คือให้มีศีลดีเสียก่อน จึงจะส่งเสริมให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า สมาธิได้โดยง่าย . ถ้าเรามีเครื่องรบกวนใจมาก เช่นทางสังคม ก็มีเรื่องรบกวน มีเรื่องผิด มีเรื่องเสียหาย, ในครอบครัวก็มีเรื่อง รบกวน มีเรื่องผิด มีเรื่องเสียหาย, แม้ที่สุดแต่เครื่องใช้ เครื่อง สอยเครื่องนุ่งห่มต่าง ๆ ที่แวดล้อมตัวเราอยู่ ก็มีเรื่องผิด เรื่องเสีย หาย แล้วจิตใจของเราจะเป็นสมาธิได้อย่างไรกัน. ถ้าเราจะปฏิบัติ ถูกต่อสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ เราต้องมีศีลดีเสียก่อน จึงจะเกิดผลอัน สูงสุด คือส่งเสริมให้เกิดสมาธิในขั้นต่อไปได้โดยง่าย, ศีลที่ปฏิบัติดีถึงที่สุด ท่านเรียกว่า "ศีลชนิดที่เป็นที่ ชอบใจของพระอริยเจ้า." ข้อนี้ท่านทั้งหลายคงจะเข้าใจได้ไม่ยาก เราจะเทียบเคียงกันได้โดยลักษณะที่ว่า ถ้าความประพฤติเป็นอยู่ ของพวกเรา เป็นที่พอใจของสุภาพบุรุษทั้งหลายได้ ก็แปลว่าความ ประพฤติของเราใช้ได้, คือมีความประพฤติดี ประพฤติชอบ มีศีล, เพราะคำว่า สุภาพบุรุษ นั้น ท่านหมายถึงคนดี คือเป็นสุภาพบุรุษ กันจริงๆ แต่ตามทางธรรมนั้น ท่านใช้คำว่า พระอริยเจ้า ซึ่ง
น.108 ยิ่งไปกว่าสุภาพบุรุษแทนคำว่า สุภาพบุรุษ, คือเอาเป็นว่า เขา เป็นผู้มีกิริยามารยาทหรือการประพฤติปฏิบัติ เป็นที่พอใจของพระ อริยเจ้า, สำนวนอย่างนี้ก็ใช้ได้เหมือนกัน เป็นการแสดงถึงลักษณะ ของผู้มีศีลได้. ถ้ามีการประพฤติทางกายทางวาจา ยังไม่เป็นที่ พอใจของพระอริยเจ้า ก็เรียกว่ายังไม่มีศีลที่ถูกต้อง และสมบูรณ์, ทำนองเดียวกับว่าถ้าเราในปัจจุบันนี้ ประพฤติตนไม่เป็นที่พอใจของ สังคมสุภาพบุรุษ ก็แปลว่าเรายังมีความป่าเถื่อน มีความประพฤติ ที่ไม่น่าคบหาสมาคม. ดังนั้น ถ้าท่านไม่ชอบใช้คำว่า "พระ อริยเจ้า" จะใช้คำว่า "สุภาพบุรุษ" แทนก็ได้ แต่ขอให้ เป็นสุภาพบุรุษจริง ๆ เป็นผู้ที่เป็นสัตบุรุษจริง ๆ คือเป็นคนดีจริงๆ. เมื่อ มีศีลในลักษณะเป็นที่พอใจของคนดีเช่นนี้แล้ว ไม่ต้องสงสัย ย่อมจะเป็นที่ตั้ง ที่เกิด ที่เจริญของสมาธิได้ นี้เป็นอันเห็นได้ว่า เราได้ปฏิบัติลุล่วงมาด้วยดี ไม่มีช่องทางที่ใครจะติเตียนได้ สำเร็จ ไปขั้นหนึ่งแล้ว. ที่นี้ก็มาถึงบทเรียนชั้นที่ ๒ คือการสามารถควบคุมจิต หรืออาจใช้จิตของเรานี้ให้บำเพ็ญหน้าที่ของมัน ให้เป็นประโยชน์ ถึงที่สุด. ถ้าฟังดูให้ดี ๆ ท่านก็จะเข้าใจ ความแตกต่างกัน ระหว่างศีล กับสมาธิ ได้โดยง่าย. ลำพังศีล อยู่ที่การประพฤติดี ไม่มีที่ตำหนิ. ส่วนสมาธินั้น เลื่อนขึ้นมาอยู่ตรงที่การมีจิตดี มี
น.109 วามประพฤติทางจิตดี. ในศีลนั้น มีการประพฤติทางกาย ทางวาจา ที่แสดงออกทางภายนอกดี. ครั้นมาถึงสมาธินี้ มีการประพฤติใน ทางจิตดี คือไม่มีความผิด ไม่มีความเศร้าหมอง ไม่มีความ ฟุ้งซ่าน และอยู่ในสภาพที่สามารถจะปฏิบัติหน้าที่ของตน. อย่างนี้ เรียกว่า เป็นผู้อบรมจิตหรือฝึกฝนจิตให้ถึงที่สุด มีผลเกิดขึ้นเรียก ว่า สมาธิ แล้ว. ในส่วนที่เกี่ยวกับประโยชน์ทั่ว ๆ ไปในทางโลก ท่าน นักศึกษาทั้งหลายก็เคยได้ยินได้ฟังกันอยู่แล้ว ว่า สิ่งที่เรียกว่า สมาธิ นั้น เป็นของจำเป็นในทุกกรณี ไม่ว่าเราจะทำอะไร ถ้าไม่ ทำด้วยจิตใจที่เป็นเหมือนสมาธิแล้ว ย่อมไม่สำเร็จประโยชน์ โดย ทั่ว ๆไป ท่านจึงจัดสมาธินี้ไว้ ในลักษณะเป็นองค์ประกอบ อันสำคัญองค์หนึ่ง ของบุคคลประเภทที่เรียกว่ามหาบุรุษ; ไม่ว่า จะเป็นมหาบุรุษทางโลกหรือทางธรรม ล้วนแต่จำเป็นจะต้องมีสมาธิ เป็นคุณสมบัติประจำตัวทั้งนั้น. แม้ที่สุดแต่จะเป็นเด็กๆ นักเรียน ถ้าไม่มีจิตเป็นสมาธิแล้ว จะคิดเลขได้อย่างไร หรือคนที่จะคิดนึก คำนวณสิ่งใด ๆ ก็ตาม · ถ้าจิตไม่เป็นสมาธิแล้ว จะคิดนึกได้อย่าง ไร แม้ที่สุดแต่คนจะเล่นกีฬา แม้แต่คนจะยิงปืนหรืออะไรทำนอง นั้น ก็ล้วนแต่ต้องอาศัยสมาธิทั้งนั้น มันจึงทำสิ่งนั้น ๆ สำเร็จ
น.110 ไปได้ด้วยดี. หากแต่ว่าสมาธิในทำนองนั้น เป็นสมาธิที่เป็นไป ตามธรรมชาติ มันยังอยู่ในระดับอ่อน ๆ หรือต่ำ ๆ ส่วนสมาธิใน ทางหลักพระศาสนาที่เรากำลังพูดถึงนี้ เป็นสมาธิที่เราได้ฝึกให้สูง ให้ดี ยิ่งขึ้นไปกว่าที่จะเป็นไปตามธรรมชาติ; เพราะฉะนั้นเมื่อฝึกกัน สำเร็จแล้ว จึงกลายเป็นจิตที่มีสมรรถภาพ หรือมีกำลังมีคุณสมบัติ พิเศษอย่างอื่น ๆ มากมายเหลือเกิน มันยิ่งไปกว่าเพียงแต่ที่จะคิด เลขถูก หรือยิ่งยืนถูก หรืออะไรทำนองนั้น ด้วยเหตุนี้เอง แม้จะไม่คำ นึ่งถึงเรื่องมรรค ผล นิพพาน ที่สูงสุด จะคำนึงกันแต่เรื่องปฏิบัติหน้าที่ งานที่เป็นอาชีพก็ตาม เราก็ยังต้องอาศัยสมาธิกันเสียแล้ว. แม้ที่ สุดแต่ท่านทั้งหลายผู้จะเป็นตุลาการในอนาคต ท่านจะต้องอาศัย ความเป็นผู้มีความประพฤติดี น่าเลื่อมใสน่านับถืออย่างจำเป็น นั่น ก็ส่วนหนึ่ง; แต่แล้วในที่สุด ท่านก็ยังจะต้องอาศัยการมีสมาธิดี ท่านจึงจะสามารถปฏิบัติหน้าที่ของท่าน ให้บริสุทธิ์ผุดผ่อง ทำตัวเอง ให้ตั้งอยู่ในฐานะเป็นปูชนียบุคคลของโลกได้ ถ้าผิดไปจากนั้นแล้ว แม้ไม่ตั้งใจ แม้ไม่มีเจตนาซั่ว เราก็คงจะปฏิบัติงานได้ผลเช่นเดียว กับคนที่มีเจตนาซั่วก็เป็นได้. ฉะนั้นจึงขอให้สนใจในเรื่องของสมาธิ ไว้ให้มากที่สุด เท่าที่จะทำได้ ในฐานะที่เป็นสิกขา ที่มนุษย์เราทุก คนจะต้องศึกษาปฏิบัติอบรมทำให้มี ให้มาก เท่าที่ตนจะทำได้.
น.111 การที่คนเราสามารถถือเอาประโยชน์จากสมาธิ ได้เห็นปาน นี้นั้น เรียกว่ามนุษย์ในชั้นนี้ ได้ก้าวขึ้นมาถึงการรู้ ความลับของ ธรรมชาติ อีกขั้นหนึ่งแล้ว. ข้อนี้หมายถึง การรู้วิธีบังคับจิตให้เป็น จิตที่มีสมรรถภาพยิ่งไปกว่าธรรมดา . คำว่า "ยิ่งไปกว่าธรรมดา" นี้ ก็คือยิ่งไปกว่าที่มนุษย์ธรรมดาจะทำได้. สมาธิตามธรรมดาที่ มนุษย์มี ๆ กันอยู่นั้น ไม่เป็นของแปลก แต่ถ้ามีการฝึกฝนให้ถูกต้อง ตามวิธี หรือโดยเฉพาะตามหลักของพุทธศาสนานี้แล้ว ก็จะเป็น สมาธิที่เลยระดับของมนุษย์ธรรมดาและ ท่านเรียกว่า อุตตริมนุสส - ธรรม ชนิดหนึ่งด้วยเหมือนกัน คำว่า อุตริมนุสสธรรม นี้ ขอให้ จำไว้ด้วย; คงไม่เป็นคำที่สูงเกินไป หรืออยู่นอกวงเกินไป. คำนี้เป็น คำที่ใช้ในพระพุทธศาสนา หมายถึงสิ่งที่มนุษย์ธรรมดาทำไม่ได้ก็ แล้วกัน เรียกว่า อุตริมนุสสธรรม แปลว่า ยิ่งกว่าธรรมดาของ มนุษย์ ในเพียงขั้นศีล ยังไม่ถือว่าเป็น อุตริมนุสสธรรม, แม้จะอวด กันบ้างก็ยังไม่ถือว่า เป็นอวดอุตริมนุสสธรรม ยังไม่น่าเกลียด แต่พอมาถึงขั้นที่เป็นสมาธิ เป็นฌาน เย็นสมายัติ ที่รวมเรียกว่าสมาธิ นี้แล้ว ท่านจัดเป็นขั้นอุตริมนุสสธรรม คือยิ่งไปกว่าธรรมดาของ มนุษย์, ซึ่งพระภิกษุ ในศาสนานี้จะอวดไม่ได้; ขืนอวดก็ชื่อว่าไม่เป็น พระที่ดี, หรือถึงกับไม่เป็นพระเลย แล้วแต่กรณี พูดตรงๆ ก็ว่า
น.112 อย่างนั้น. เพราะฉะนั้นควรจะทราบไว้ว่ามันไม่ใช่เรื่องธรรมดา มัน เป็นเรื่องที่สูงกว่าธรรมดา. เมื่อเป็นเรื่องที่สูงกว่าธรรมดา เราก็ ต้องลงทุนสักหน่อย คือลงทุนในการที่ต้องอดกลั้นอดทน ใน การศึกษาอบรมและปฏิบัติ จนเรามีสมาธิตามสมควรที่เราจะมี ได้ แล้วปฏิบัติหน้าที่ของตน และในที่สุดเราก็จะได้ผลในการปฏิบัติ หน้าที่ ของเรา มากไปกว่าที่มนุษย์ธรรมดา เขาได้ ๆ กัน เป็นแน่นอน เพราะเรามี เครื่องมือที่ สูงไปกว่าที่มนุษย์ธรรมดาเขามี ๆ กัน; เพราะ ฉะนั้นจึงขอให้สนใจไว้ ในฐานะที่เป็นสิ่งที่ควรสนใจศึกษาอบรม และปฏิบัติ ขออย่าได้ถือว่าเป็นของครึคระโง่เขลางมงาย หรือพ้น สมัยแล้ว; จะไปถือว่าเดี๋ยวนี้มันสองพันกว่าปีล่วงมาแล้ว สิ่งเหล่านี้ ใช้ไม่ได้ พ้นสมัยแล้วอย่างนี้ หาได้ไม่ มันยังคงเป็นของใหม่สด ที่ต้องการใช้กันอยู่เรื่อยไป และยิ่งในสมัยที่โลกมีอะไร ๆ หมุนเร็ว แทบจะลุกเป็นไฟอย่างนี้ด้วยแล้ว ยิ่งจะต้องการสมาธิมากไปเสีย กว่าครั้งพุทธกาลด้วยซ้ำไป; เพราะฉะนั้นขอให้สนใจกันบ้าง อย่า ไปหลงคิดว่าเป็นเรื่องในวัด เรื่องสำหรับคนวัด หรือคนงมงายเลย. ถัดจากนี้ไป เราก็มาถึงความเกี่ยวเนื่องกันในระหว่าง สมาธิสิกขา กับ ปัญญาสิกขา เมื่อจิตเป็นสมาธิแท้จริงแล้ว เป็น การง่ายดายที่สุด ที่จะมีการเห็นสิ่งทั้งหลายทั้งปวงตามที่เป็นจริง.
น.113 ถ้าถือเอาตามคำของพระพุทธเจ้าแล้ว ท่านตรัสไว้เสียเลยที่เดียวว่า "เมื่อจิตเป็นสมาธิแล้ว ย่อมเห็นสิ่งทั้งหลายทั้งปวงตามที่เป็นจริง" ท่านตรัสไว้สั้น ๆ อย่างนี้ แต่โดยกิริยาอาการนั้นท่านหมายถึงอาการ ที่จิต ประกอบด้วย สมาธิในลักษณะ ที่เป็นการพร้อมที่จะปฏิบัติหน้าที่. ถ้าจิตมีลักษณะเป็นสมาธิในลักษณะเช่นนี้แล้ว ก็จะรู้สิ่งทั้งหลายทั้ง ปวงตามที่เป็นจริงขึ้นมาได้จริง. ข้อนี้มีความลัยอยู่หน่อยหนึ่ง คือว่า เรื่องอะไร ๆ ที่เราอยากจะรู้ หรือปัญหาที่เราอยากจะสางนั้น ตาม ปรกติมันฝั่งตัวประจำอยู่ในใจของคนเราทั้งนั้น. เราอาจไม่รู้สึกก็ได้ คือมันอยู่ใต้สำนึก หรือที่เรียกว่า Subconscious ก็ได้ แต่ก็กล่าว ได้ว่ามันยังคงมีอยู่นั่นแหละ. ปัญหาอะไรที่สำคัญมาก ที่เราเดือด ร้อนมาก ที่ต้องสะสางเพื่อหาคำตอบให้ได้ หรือแม้ที่สุดเพราะมัน ชวนรู้ น่ารู้ ก็ตาม หรือมันรบกวนความสงสัยไม่มีที่สุดก็ตาม, ตัวปัญหานั้น มันเก็บตัวเองซ่อนอยู่ภายใต้สำนึกเรื่อยไปตลอดเวลา. ในขณะที่เราตั้งใจสะสางให้ออก มันก็ไม่ออก เพราะเหตุว่าบางสิ่ง บางอย่างยังไม่บริบูรณ์ มันไม่พร้อมบริบูรณ์ โดยเฉพาะก็คือความ เป็นไปของจิตในขณะนั้น ยังไม่เหมาะสมที่จะสางปัญหานั้นออก นั้น เอง. ถ้าผู้ใดเจริญสมาธิ ในลักษณะที่ถูกต้องตามเรื่องของพระ พุทธเจ้า คือมีลักษณะที่เรียกว่า กมุมนิโย พร้อมที่จะปฏิบัติงาน
น.114 ทางจิตแล้ว ปัญหาต่าง ๆ ที่สะสมอยู่ใต้สำนึกนั้น มันจะมีคำตอบ โพล่งออกมา ในขณะที่ได้จัดเตรียมปรับปรุงจิตให้เป็นสมาธิ ใน ลักษณะที่เรียกว่า กมฺมนิโย นั้นเอง ความรู้นั้นจะออกมาเฉย ๆ อย่าง ไม่มีเหตุผล อย่างไม่มี ปี่มีขลุ่ย ต่อเนื่องจากขณะที่จิตเป็นสมาธิใน ลักษณะเช่นนั้น ที่นี้ ถ้าหากมันไม่โพล่งออกมาในลักษณะเช่นนั้น เราก็ยังมีระเบียบวิธีอีกอันหนึ่งที่วางไวว่า ให้น้อมจิตที่เป็นสมาธิใน ลักษณะเช่นนั้นแล้ว ไปสู่การพิจารณาปัญหาที่เรากำลังมีอยู่นั่นเอง. การพิจารณาด้วยกำลังของสมาธิในลักษณะเช่นนี้เอง เรียกว่า ปัญญาสิกขา , หรืออย่างน้อยก็สงเคราะห์เข้าในปัญญาสิกขา. ปัญหาตามปรกติของผู้ปฏิบัติธรรม ก็คือปัญหาที่ว่าความ ทุกข์คืออะไร ? เหตุให้เกิดทุกข์คืออะไร ? ความไม่มีทุกข์คืออะไร ? วิธีดำเนินให้ถึง ความไม่มีทุกข์เป็น อย่างไร ? นี้ เป็น ปัญหา ประธาน เป็นหลักทั่วไป. ปัญหาว่าความทุกข์นี้มาจากอะไร ก็จะรู้ ได้ว่ามาจากอุปาทาน, อุปาทานมาจากอะไร ก็รู้ได้ว่ามาจากตัณหา เรื่อย ๆ ไปอย่างนี้ ตามลำดับของปัญหาที่มี แต่แล้วก็ต้องรู้ในขณะ แห่งจิตที่เป็นสมาธิในลักษณะตามที่ได้กล่าวไว้. พระพุทธเจ้าได้ ตรัสรู้ในคืนที่ตรัสรู้ คือรู้ปฏิจจสมุปบาทตามลำดับ คือรู้อะไรเป็น อะไร รู้อะไรเป็นอะไร ทยอยกันไปตามลำดับ ก็โดยในลักษณะ
น.115 ที่จิตเป็นสมาธิอย่างที่กล่าวแล้ว ซึ่งพระองค์ได้ทรงเล่าเรื่องนี้ไว้ใน ตอนหลังอย่างละเอียด แต่รวมใจความแล้วก็คือว่า ในขณะที่จิต เป็นสมาธิดีแล้ว ก็น้อมจิตไปเพื่อพิจารณาปัญหานั้น. ท่านนักศึกษาทั้งหลายอาจจะเข้าใจได้ง่ายในข้อนี้ โดยการ เปรียบเทียบอีกอย่างหนึ่ง; ในขณะที่จิตของเรามีลักษณะที่เรียกกันว่า โปร่งดี เราจะน้อมไปเพื่อคิดอะไร สะสางปัญหาอะไร หรือวินิจฉัย อะไร มันก็จะวินิจฉัยได้ดี นี้แหละคือผลของความเป็นสมาธิ. ถ้า เป็นเรื่องไม่สู้ยากนัก เพียงแต่เราทำจิตให้โปร่งโดยการไปนั่งหรือ ไปเดินอยู่ในที่สงัด เช่นในป่าหรือริมทะเลหรือที่ใดก็ตาม ซึ่งเป็น ที่เงียบสงัดเย็นสบายไม่มีอะไรรบกวนจิตใจ อาจทำให้จิตใจโปร่ง สงบเย็นเพียงพอ เราก็จะคิดปัญหาข้อนั้นออกได้โดยง่าย แต่มัน เป็นปัญหาที่เราคิด ในที่วุ่นวายอึกทึกครึกโครมไม่ออกดังนี้ เป็นต้น ความที่จิตมีลักษณะพร้อมที่จะคิดจะนิกอะไรได้ดี ในที่สงัดดังกล่าว มาแล้วนี้ ก็เป็นลักษณะโดยตรงของจิตที่เป็นสมาธิเหมือนกัน. ส่วน การที่จะคิดปัญหาเกี่ยวกับมรรคผล นิพพาน ก็เป็นไปทำนองนั้น. แต่ โดยเหตุที่เรื่องนั้นเป็นเรื่องยากมากกว่า จึงจำเป็นจะต้องใช้สมาธิ ที่แรงกว่า: เราจึงมีระเบียบวิธีทำจิตให้เป็นสมาธิที่ลึกซึ้งกว่า เย็น พิเศษ. พอเป็นสมาธิได้แล้ว ก็น้อมไปเพื่อพิจารณาปัญหานั้น เพื่อ
น.116 หาคำตอบในทำนองเดียวกัน. ถ้าหากว่าปัญหานั้นมันเต็มปรี่อัดตัว หาทางออกอยู่ในใจเป็นประจำอยู่แล้ว บางทียังไม่ทันน้อมไปเพื่อคิด ค้นอะไรนัก คำตอบมันจะโพล่งออกมาได้เองก็มี ตัวอย่างที่ง่าย ๆ เล็ก ๆ ลงไปอีกเช่นว่าก่อนจะนอน เรามีความรำคาญสงสัยอะไรอัน หนึ่งอยู่ในใจ คิดเท่าไหร่ก็ไม่ออก แล้วเราก็นอนเสีย. ครั้นได้ พักผ่อนตลอดคืน รุ่งเช้าตื่นนอน ยางที่ยังไม่ทันจะล้างหน้า คำ ตอบของปัญหาข้อนั้น มันก็ออกมาเองเสียแล้ว ดังนี้เป็นต้น. นี้ก็ เพราะเหตุว่า ร่างกายได้รับการพักผ่อน มีความสดชื่นเย็นเครื่อง รับรองจิตได้ดี, จิตได้รับการพักผ่อนปราศจากสิ่งรบกวน แล้วตื่น ขึ้นมาในลักษณะที่เป็นสมาธิพอสมควร ปัญหาที่ติดขัดอยู่เมื่อวาน ก็มีคำตอบออกมาเองเป็นแสงสว่างหรือปัญญาพลุ่งขึ้นมาเอง ในขณะ ที่ตื่นนอน ทั้งหมดนี้ เป็นการแสดงให้เห็นความจำเป็นที่ว่า ปัญญา กับ สมาธินี้ จะต้องเกี่ยวข้องกันเสมอไป . ถ้าปัญญาไม่ได้อาศัย สมาธิแล้ว ย่อมเป็นไปไม่ได้. แต่ว่ากิริยาที่ปัญญาอาศัย สมาธิ นั้น บางทีเรามองไม่เห็นเลย เช่นในลักษณะที่จิตเป็นสมาธิสดชื่น ดี พอตื่นนอนก็รู้อะไร ๆ ที่เป็นคำตอบของปัญหาที่ติดค้างอยู่เมื่อวาน ได้แล้ว ดังนี้เป็นต้น. ที่นี้หลักทางพระพุทธศาสนานั้น ท่านแสดงความสัมพันธ์ ระหว่างสมาธิกับปัญญาไว้ยิ่งขึ้นไปกว่านั้นอีก คือต้องมีสมาธิจึง
น.117 จะมีปัญญา ต้องมีปัญญาจึงจะมีสมาธิ. ท่านใช้คำที่ให้น้ำหนักเท่า กันว่า มีปัญญาจึงจะมีสมาธิ มีสมาธิจึงจะมีปัญญา . ข้อนี้เป็น เพราะว่า การที่จะมีสมาธิให้เป็นสมาธิยิ่งไปกว่าสมาธิ ตามธรรม ชาตินั้น มันเป็นเรื่องของปัญญา คือ อย่างน้อยต้องมีความรู้ความ เข้าใจ เกี่ยวกับลักษณะอาการต่าง ๆ ของจิต ว่าจะบังคับมันอย่างไร จึงจะเกิดเป็นสมาธิขึ้นมาได้. ท่านจะเห็นได้ว่าในธรรมที่สำคัญหมวด หนึ่ง คือมรรคมีองค์ ๘ ประการนั้น ท่านยกเอาสัมมาทิฐิขึ้นไว้ เป็นองค์แรก สัมมาทิฐินั้นหมายถึงปัญญาที่รู้ว่าอะไรเป็นอะไรตาม ที่เป็นจริง เหมือนกับที่เราพร่ำพูดกันมามากแล้วข้างต้นนั่นเอง. มัน ต้องมีสัมมาทิฐิก่อน คนเราจึงอยากทำอะไรที่เป็นฝ่ายดี คือรู้ว่า อะไรมีคุณอย่างไร อะไรไม่ดี มีโทษอย่างไร จึงอยากทำอะไรที่ ดีๆ และมีปัญญาทำไปให้ได้ดังที่ต้องการ: ฉะนั้นคนที่มีปัญญา ต่างหากจึงจะสามารถมีสมาธิมากขึ้นได้ตามลำดับ. เมื่อสมาธิมาก ขึ้น ปัญญาก็ยิ่งมีกำลังมากขึ้นตาม: มันส่งเสริมซึ่งกันและกันไป ในตัว กลับไปกลับมากันอยู่ในตัว. ถ้าเรียกอย่างโวหารธรรมะ ธรรมโมเขาเรียกว่า อัญญมัญญูปัจจัย หมายความว่ามันช่วย เหลือแก่กันและกัน. ถ้าอันนี้มากขึ้น มันก็ช่วยอันโน้นให้มากขึ้น, อันโน้นมากขึ้นอีก มันก็กลับช่วยอันนี้ให้มากขึ้นอีก, อันนี้ยิ่งมากขึ้น
น.118 อีก ก็กลับช่วยอันโน้นให้กลับมากไปกว่าเดิมอีก, เพราะฉะนั้นมัน จึงเจริญงอกงามควบคู่กันไปโดยเร็ว. ทีนี้มีเรื่องที่น่าสนใจต่อไปอีกว่า คนบางคนมีลักษณะที่ เรียกว่าปัญญานำหน้า: ปัญญาแสดงอาการออกหน้าเรื่อย, ลักษณะ ของสมาธิไม่ค่อยเห็น ไม่ค่อยปรากฏก็มี. ถ้าเป็นอย่างนี้ เราเรียก เขาว่า คนเจ้าปัญญา จะถูกกว่า คือมีปัญญามาก มีปัญญานำ หน้า. คนชนิดนี้ ขอแต่เพียงตั้งใจคิด ลงมือคิดลงมือพิจารณา เท่านั้น ความคิดก็ดำเนินไปได้เป็นปี่เป็นกลองไปทีเดียว เพราะเหตุ ว่าเขาเอาปัญญานำหน้า สมาธิเป็นแต่คอยช่วยชู ซ้อนอยู่ข้างใน ตามไปข้างหลัง. คนโดยมากอยู่ในจำพวกนี้. การที่คนในโลกนี้ ส่วนมากอยู่ในลักษณะเช่นนี้ ก็เพราะว่าเรื่องที่ทำกันอยู่โดยมาก ก็ เป็นเรื่องขนาดที่ใช้ปัญญาธรรมดาอย่างโลก ๆ. ส่วนคนอีก พวก หนึ่งนั้น เขามีลักษณะเป็นเจ้าสมาธิ ไม่ใช่เจ้าปัญญาอย่างที่ว่า. ที่ว่าเป็นเจ้าสมาธินั้น คือเขาเป็นคนสุขุม ชนิดที่ต้องรวบรวมกำลัง ใจทั้งหมดทั้งสิ้น ให้รอบคอบรัดกุมเสียก่อน จึงจะพินิจพิจารณา, หรือดำเนินการพิจารณา. เขาเป็นคนชอบทำสมาธิ หรือจะกล่าวว่า มีลักษณะเป็นคนสงบ มีสมาธิอยู่เป็นปรกติ อย่างนี้ก็ได้. แต่ว่า คนประเภทนี้มีน้อย, จัดเป็นคนที่มีสมาธิออกหน้าปัญญา. ในที่สุด
น.119 เราก็ได้คนเป็น ๒ พวก ที่ต่างกัน. คราวนี้มีคนอีกพวกหนึ่งซึ่งอาจ จะมีได้หรือหาได้ในโลกนี้เหมือนกัน. นี้คือ คนที่มีปัญญากับสมาธิ พอ ๆ กัน ซึ่งอาตมาเข้าใจว่าจะเป็นพวกที่ปลอดภัยที่สุด สบาย ที่สุด. การฝึกหัดจิตให้เป็นสมาธิ ตามโอกาสที่ควรฝึกหัดอยู่เสมอ ๆ แล้วใช้ปัญญาพิจารณาสิ่งที่ควรพิจารณาอยู่เสมอ ๆ นานๆ เข้าก็ จะเป็นนิสัยที่ดี คือเป็นผู้ที่มีสมาธิ และปัญญากลมกลืนกัน ซึ่ง อาตมาคิดว่าคงจะเหมาะอย่างยิ่ง โดยเฉพาะสำหรับบรรดาท่าน ทั้งหลายที่จะเป็นตุลาการ. อาตมาได้อธิบายลักษณะแห่งความสัมพันธ์ของปัญญากับ สมาธิพอเป็นที่เข้าใจแล้ว ต่อนี้ไปจะได้ระบุ ลักษณะของปัญญา โดยเฉพาะในข้อที่ว่า ถ้ามีสิ่งที่เรียกว่าปัญญาแล้ว จะต้อง หมายถึงการมีความเห็นแจ้ง . ท่านทั้งหลายจะใช้คำว่าเข้าใจก็ได้ แต่ต้องให้มีความหมายเป็นความเห็นแจ้ง, คือเห็นด้วยปัญญาอย่าง แจ่มแจ้ง; หรือใครจะใช้คำอื่นเช่นคำว่า รู้แจ้ง ก็ตามใจ แต่ ต้องให้ได้ความหมายเต็มตามความหมายของพระพุทธเจ้า คือมีผล เป็นความรู้สึกเบื่อหน่ายสลดสังเวชถอยหลังออกมา จากสิ่ง ทั้งปวง ที่ เคยหลงรัก หลงยึดถือ. ถ้ายังรี่เข้าไปหาสิ่งทั้งปวงด้วยความรัก ความยึดถือ ความหลงใหลแล้ว ไม่เชื่อว่าเป็นปัญญาของพระพุทธ- ศาสนา. ถ้าเป็นปัญญาของพระพุทธศาสนา จะชะงักหรือถอย เ ๙ ข P เ บ ท เ ไ ท ท ๕ น ข สี น จ จ จ อ ๘ ก ใ ทา
น.120 หลังจากการหลงยึดถือในสิ่งทั้งปวง . ที่ว่าจะชะงักหรือถอยหลัง นี้ เป็นทางจิตใจ ไม่ใช่ในทางกิริยาอาการ เช่นจะต้องจับสิ่งนั้น ขว้างทิ้ง หรือทุบตีให้แตกหัก หรือว่าจะต้องวิ่งหนีเข้าป่าไป อย่าง นี้ก็หามิได้; แต่หมายถึงชะงักถอยหลังทางจิตใจโดยเฉพาะ คือมี จิตใจถอยออกจากการที่เคยตกเป็นทาสของสิ่งทั้งปวง มาเป็นจิตที่ อิสระ. ผลของความเบื่อหน่ายคลายกำหนัดจากสิ่งทั้งปวงนั้น เป็นอย่างนี้ ; ไม่ใช่ให้ไปฆ่าตัวตายหรือไม่ใช่ให้ วิ่งหนีเข้าป่าไป บวชเป็นฤษี หรือว่าเอาไฟจุดเผาสิ่งต่าง ๆ เสียให้หมด ก็ไม่ใช่. ทางภายนอกจะเป็นอย่างไร ก็เป็นไปตามเรื่อง ยังคงเป็นไปตาม เหตุผล ตามความเหมาะสม: แต่ภายในจิตใจนั้น ย่อมเป็นอิสระ ไม่เป็นทาสของสิ่งใดอย่างแต่ก่อนอีกต่อไป. นี้แหละ คืออานิสงส์ ของปัญญา, แต่ท่านใช้เรียกด้วยคำบาลีว่า วิมุตติ . ท่านจงจำ ความหมายของคำว่า วิมุตติ ให้ดี ๆ; มีคนชอบพูดถึงกันนัก และเอามาล้อเลียนกันอย่างที่ไม่เข้าใจความหมาย. คำว่า วิมุต ติ ต้องหมายความว่า หลุดจากการเป็นทาสของสิ่งทั้งปวง โดยเฉพาะ ก็เป็นทาสของสิ่งที่เรารัก. แต่แม้สิ่งที่เราไม่รัก เราก็ตกเป็นทาส ของมันเหมือนกัน ถ้ากล่าวตามโวหารธรรม: เป็นทาสตรงที่ต้อง ไปเกลียดมันนั่นเอง อยู่เฉย ๆ ไม่ได้ก็อุตส่าห์ไปเกลียดมัน ไปร้อน
น.121 ใจกับมัน: มันบังคับเราได้เหมือนกัน เช่นเดียวกับของที่เรารัก แต่ อยู่ในลักษณะคนละอย่าง. ฉะนั้น คำว่าเป็นทาสของสิ่งทั้งปวงนั้น ย่อมหมายถึงทั้งทางที่พอใจและไม่พอใจ. ทั้งหมดนี้แสดงว่า เราหลุดออกมาจากการเป็นทาส ของสิ่งทั้งปวงมาเป็นอิสระอยู่ได้ ด้วยอำนาจของปัญญา พระ พุทธเจ้าท่านจึงได้วางหลักไว้สั้น ๆ ที่สุดว่า ปญฺญาย ปริสุชฌติ , แปลว่า คนเราบริสุทธิ์ได้ด้วยปัญญา. พระพุทธเจ้าท่านไม่เคยตรัส ว่าบริสุทธิ์ได้ด้วยศีล ด้วยสมาธิ แต่ตรัสว่าบริสุทธิ์ได้ด้วยปัญญา เพราะมันทำให้หลุดออกมาจากสิ่งทั้งปวง. การไม่หลุดออกมาจากสิ่ง ทั้งปวง หรือการเป็นทาสของสิ่งทั้งปวงนั้น ไม่บริสุทธิ์ คือสกปรก มืดมัว เร่าร้อน. เมื่อหลุดออกมาจากอำนาจครอบงำของสิ่งทั้งปวง ในโลกนี้หรือโลกไหน ๆ แล้ว ก็จะมีความบริสุทธิ์สะอาด สว่าง ไสวแจ่มแจ้ง และสงบเย็น เป็นผลของปัญญา หรือเป็นลักษณะ อาการที่แสดงว่า ปัญญาได้เข้าปฏิบัติหน้าที่ของมันถึงที่สุดแล้ว. ฉะนั้น ท่านทั้งหลายจงได้กำหนดพิจารณา สิกขาข้อที่ ๓ คือปัญญา นี้ให้ดี ๆ ว่ามันมีอยู่อย่างไร, มันมีอยู่ในลักษณะเป็นของสูงสุดเพียง ใด. โดยเฉพาะปัญญาในทางพระพุทธศาสนาแล้ว ก็คือ ปัญญา ที่จะให้ถอนตนออกมาเสียจากสิ่งทั้งปวง โดยการทำลายอุปาทาน
น.122 ประการ ดังที่ได้กล่าวแล้วเมื่อวานนี้นั้นเสียให้หมดสิ้น เมื่อ อุปาทานทั้ง ๔ นั้น เป็นเหมือนกับเชือกที่ผูกมัด หรือโซ่ตรวนที่ ล่ามเราไว้ หรือเป็นกรงที่ขังเราไว้ แล้ว ปัญญาก็จะเย็นเหมือน มืดหรือวัตถุที่มีคม ที่จะตัดจะทำลายสิ่งเหล่านั้นให้พินาศไป ไม่มี อะไรเป็นเครื่องผูกมัดเราให้ติดอยู่กับสิ่งต่าง ๆ ต่อไป. นี่แหละ คือบทเรียนในพระพุทธศาสนาซึ่งมีอยู่ ๓ บท คือ ศีล สมาธิ ปัญญา. เมื่อว่ากันโดยการปฏิบัติแล้ว พระพุทธศาสนา ก็คือการปฏิบัติอย่างนี้. การปฏิบัติ ๓ ประการนี้ ถ้าว่าโดยหลักวิชา ก็คือวิธีการที่จะทำให้เรารู้ว่าอะไรเป็นอะไร. แต่ถ้าว่าโดยทางปฏิบัติ แล้ว ก็คือการปฏิบัติอย่างนี้ เพื่อตัดอุปทาน ถอนตนออกมา เสียจากการเป็นทาสของสิ่งทั้งปวง. ในที่สุดนี้ อาตมาอยากจะแนะให้พิจารณาต่อไปว่า ข้อ ปฏิบัติทั้ง ๓ อย่างนี้ จะคงทนต่อการพิสูจน์ในตัวมันเองหรือ ไม่ ? จะเป็นหลักวิชาอันแท้จริง คือว่าเหมาะที่ทุกคนจะ ปฏิบัติหรือไม่ ? ขอให้พิจารณาดู. เมื่อท่านพิจารณาดู หรือยิ่ง พิจารณาดู จะยิ่งเห็นว่าคงทนต่อการพิสูจน์ ไม่มีทางด้านในข้อที่ ว่าจะไม่ให้ผลตามที่กล่าวแล้ว. และเมื่อพิจารณาดูต่อไปอีก จะเห็น ว่าหลักทั้ง๓ ข้อนี้จะไม่ด้านกับศาสนาไหนเลย ในเมื่อศาสนานั้นต้อง
น.123 การจะแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่เป็นความทุกข์ของมนุษย์กันจริง ๆ. พุทธ- ศาสนาย่อมไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อศาสนาใดๆ เพราะมีคำสอนเป็นบทเรียน ๓ บทดังที่กล่าวมานี้. แต่เราอาจจะเห็นได้อีกอย่างหนึ่งว่า มันอาจ จะมีอะไร ๆ ที่มากออกไปกว่าที่ศาสนาอื่น ๆ มีก็ได้ โดยเฉพาะ ก็คือปฏิบัติในทางปัญญา อันเป็นสิกขาข้อสุดท้าย เพื่อ ตัดอุปาทาน ทั้ง ๔ ประการเสีย แล้วมีการเปลื้องจิตออกมาให้เป็นอิสระจากสิ่ง ทั้งปวง ไม่ผูกพันเป็นทาสหรืออยู่ใต้อำนาจสิ่งใดทั้งหมด. ข้อนี้ แหละ อาจจะไม่มีในศาสนาอื่น ซึ่งไม่กล้าพอที่จะทำตนให้เป็น อิสระสิ้นเชิง หรือตนพึ่งตนโดยสิ้นเชิง, ก็ได้. ฉะนั้นเราจงเข้าใจ หลักที่เป็นใจความสำคัญของพระพุทธศาสนา ไว้ให้ดีดังที่กล่าวมา. เมื่อความจริงได้แสดงออกมา ในทางที่ว่าหลัก พุทธ- ศาสนาทนต่อการพิสูจน์ไม่ค้านกับใคร ๆ และมีอะไร ๆ ทุกอย่าง ที่ใคร ๆ มี แล้วยังจะมีอะไรบางอย่าง มากไปกว่าที่เขามีกันแล้ว เรายังจะมองเห็นต่อไปในทันที่นั้นอีกว่า หลัก ๓ ประการนี้ เป็น ของสากล หรือเป็นศาสนาสากล ที่จะใช้ได้แก่คนทุกคนทุก ยุคทุกสมัย และทั้งใช้ได้แม้แต่สัตว์ในเยื้องต่ำ แก่มนุษย์ในเบื้อง กลาง แก่เทวดาหรือยิ่งกว่าเทวดาในเบื้องบน เพราะว่าชีวิตทุก หน่วยมีปัญหาเป็นความทุกข์อย่างเดียวกันหมด คือทุกข์เพราะเกิด
น.124 แก่เจ็บตาย ทุกข์เพราะกิเลสตัณหาอุปาทานครอบงำย่ำยี. ไม่ว่า เทวดา ไม่ว่ามนุษย์ ไม่ว่าสัตว์เดรัจฉาน ย่อมจะมีปัญหาอย่าง เดียวกันนี้ เหมือนกันทั้งนั้น, ซึ่งเป็นเหตุให้เรากล่าวได้ว่าโลก ทั้งหมดเป็นอันเดียวกัน หรือเป็นชีวิตของชีวิตเดียวกัน เพราะ มันมีความทุกข์อย่างเดียวกัน มีปัญหาอย่างเดียวกัน มีสิ่งที่ต้อง ทำอย่างเดียวกัน คือต้องตัดกิเลสตัณหาที่เป็นตัวสำคัญ หรือ อุปาทานนี้เสียให้ได้, ฉะนั้น มันจึงเป็นการเพียงพอ ที่จะเสนอตัวเอง ได้ ว่าเป็นของสากล ที่จะใช้ได้ทุกชั้นในที่ทุกแห่ง จะใช้ในทุก กาลสมัย. นี้แหละ คือความหมายของความเป็นศาสนาสากล; ขอให้เข้าใจพระพุทธศาสนาไว้ ในลักษณะเช่นที่กล่าวนี้ โดยเหตุ ที่มีบทเรียน ๓ บท คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ดังที่กล่าวแล้วนั่นเอง. ขอยุติการบรรยายวันนี้ เพราะหมดเวลาเพียงเท่านี้.
Buddhadasa