น.125 ท่านที่จะเป็นผู้พิพากษาทั้งหลาย อาตมาได้บรรยายหลักของพระพุทธศาสนามาโดยลำดับ นับตั้งแต่ว่าพุทธศาสนา คือวิชาหรือหลักปฏิบัติให้รู้ว่าอะไรเป็น อะไร; และที่ว่าอะไรเป็นอะไรนั้น ก็คือสังขารทุกสิ่งทุกอย่างไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ไม่ว่าอะไรทั้งหมด; ทั้ง ๆ ที่ทุกสิ่งทุกอย่าง เป็นอนัตตา สัตว์หรือคนทั่วๆ ไป ก็ยังหลงยึดถือผูกพันในสิ่งเหล่า นั้น, นั่นเป็นเพราะอำนาจของอุปาทานทั้ง ๔; ปัญหาก็เกิดขึ้น คือ ความทุกข์เนื่องมาจากอุปาทานที่เข้าไปยึดถือในสิ่งทั้งปวง เราจึง ต้องมีวิธีปฏิบัติ เพื่อจะตัดอุปาทาน ซึ่งเป็นเครื่องผูกล่ามสัตว์ ให้ติดกับความทุกข์. อุบายวิธีนั้นก็ได้แก่สิ่งที่เรียกว่าไตรสิกขา ซึ่งมีอยู่ ๓ ชั้น ได้แก่ ศีล สมาธิ ปัญญา. ศีลเป็นเครื่องปรับ ปรุงในเบื้องต้นให้มีความเป็นอยู่ที่ผาสุกและเหมาะที่จะมีจิตเป็นสมาธิ จิตเป็นสมาธิหมายถึงมีกำลัง มีสมรรถภาพเพียงพอในการที่จะทำ
น.126 งานทางจิต ซึ่งได้แก่ปัญญา ทำการรู้แจ้งแทงตลอดในสิ่งที่จะต้อง รู้แจ้ง โดยเฉพาะคือ ความทุกข์หรือสิ่งที่ผูกพันมนุษย์ให้ติดอยู่กับ ความทุกข์ อันได้แก่อุปาทาน. แต่ว่ายังมีเรื่องที่เราจะต้องเข้าใจ อย่างมีความสำคัญเท่ากันอีกเรื่องหนึ่ง คือว่า อะไรเล่า ที่เป็นที่ตั้ง ที่ยึดถือหรือที่เกาะเกี่ยวของจิต ด้วยอำนาจของอุปาทานนั้น ? เพราะ ฉะนั้นเราจึงต้องรู้เรื่องนั้น หรือรู้เรื่องราวต่าง ๆ ของสิ่งนั้น. สำหรับเรื่องของสิ่งซึ่งเป็นที่ตั้งของอุปาทานนั้น ถ้าจะ ชี้กันง่ายๆ ตรงๆ ก็คือสิ่งที่เราเรียกกันว่าโลกนี้เอง . คำว่า โลก ๆ นี้ ในทางธรรม มีความหมายอีกอย่างหนึ่งซึ่งกว้างกว่า ความหมายตามธรรมดา. เมื่อพูดว่าโลก ทางธรรมะ หมายถึงสิ่ง ทั้งปวงทั้งหมดทั้งสิ้นกันทีเดียว ไม่ว่าจะเกี่ยวกับโลกมนุษย์นี้ หรือ โลกอื่นเช่นเทวโลก พรหมโลก หรือโลกที่เลวทราม เช่นโลก สัตว์เดรัจฉาน โลกนรก โลกปีศาจ เปรต อสุรกาย อะไรก็สุดแท้ แต่จะมี, รวมแล้วก็เรียกว่าโลก. แต่การรู้จักโลกนี้ มีความยาก ลำบากอยู่บางอย่าง ตรงที่ว่ามันมีความลึกลับเป็นชั้น ๆ. ที่เรา รู้จักกันโดยมากนั้น มักจะรู้จักกันแต่ชั้นนอก ๆ หรือที่เรียกว่า "ชั้นสมมติ". เราไม่อาจจะรู้จักให้ลึกไปกว่าชั้นสมมติ; นี้ หมายถึงตามลำพังสติปัญญาของคนทั่วๆ ไป หรือตามที่ปรกติวิสัย
น.127 ของคนทั่วไปจะรู้ได้. โดยเหตุนี้ ในทางพุทธศาสนาจึงมีการสอน ให้กูโลกกันหลาย ๆ ชั้น ท่านแนะวิธีให้ดู ด้วยการจำแนกโลกออกเป็น ๒ ฝ่าย คือที่เป็นฝ่ายวัตถุ เรียกว่า รูปธรรม อย่างหนึ่ง. ฝ่ายที่ไม่ใช่ วัตถุ ได้แก่ฝ่ายที่เป็นจิตใจ เรียกว่า นามธรรม อีกอย่างหนึ่ง. ถ้าเราฟังคนโบราณพูด หรืออ่านข้อความในหนังสือโบราณ ๆ เรา จะได้ยินคำว่า " รูปธรรม นามธรรม ” นี้ย่อย ๆ นั่นแหละ ขอให้เข้าใจว่า การใช้คำว่า รูปธรรม นามธรรม นั้น ก็คือการที่ ท่านแบ่งโลกออกเป็น ๒ ฝ่าย; หรือแบ่งสิ่งทั้งหมดที่มีอยู่ในโลก ออกเป็น ๒ ประเภท คือประเภทที่เป็นรูปธรรมได้แก่วัตถุ, หรือ ส่วนที่ไม่ใช่จิตใจ. ส่วนอีกพวกหนึ่งเย็นส่วนที่เป็นจิตใจ หรือรู้สึก ได้แต่ทางใจ ท่านรวมเรียกว่านามธรรม. แต่เพื่อให้ละเอียดยิ่งไป กว่านั้นอีก ท่านได้แย่งส่วนที่เป็นนามธรรมหรือจิตใจนี้ ออกเป็น ๔ ส่วน เรียกว่า เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ. คำว่า เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ก็เป็นคำที่ใช้กันคืน ในวง พุทธบริษัท เชื่อว่าคงได้ยินได้ฟังกันอยู่มากแล้ว. เมื่อเอาส่วนที่ เรียกว่า ‘ รูป ’ อีกหนึ่ง ซึ่งเป็นประเภทรูปธรรม มารวมเข้ากับ ๔ ส่วนที่เป็นนามธรรมหรือเป็นจิตใจ ก็ได้เย็น ๕ ส่วน; ท่านเลย
น.128 นิยมเรียกว่า "ส่วน ๕ ส่วน". ถ้าเรียกเป็นภาษาบาลีก็เรียกว่า เบญจขันธ์ หรือ ขันธ์ห้า แปลว่า ส่วน ๕ ส่วนที่ประกอบกันขึ้น เป็นโลก โดยเฉพาะก็คือเป็นสัตว์เป็นคนเรานี้เอง. การที่จะดูโลก ก็หมายถึงการที่จะดูสัตว์โลกมากกว่า อย่างอื่น และโดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือคน เพราะว่าปัญหานั้น อยู่ที่เรื่องของคน, โลกมีปัญหาที่ต้องรู้มากมาย ปัญหาสำคัญอยู่ ที่ตรงคน, การศึกษาเรื่องที่เกี่ยวกับคน นับว่าเป็นเรื่องที่เพียงพอ. ถ้าพูดให้ละเอียด เราจะไม่พูดเป็น คน จะพูดเป็น ส่วน ๕ ส่วน ก็ได้ เพราะว่าส่วนประกอบต่าง ๆ ที่ประกอบเป็นโลกนี้ จะไม่มีอะไรมาก ไปกว่าส่วน ๕ ส่วนนี้ แล้วเผอิญส่วน ๕ ส่วนนี้ มีพร้อมอยู่ ในคน; มันประกอบกันเข้าเป็นคน พร้อมกันอยู่ในคน ๆ หนึ่งแล้ว. ในคน คนหนึ่ง ๆ นั้น มีการจำแนกเป็น ๕ ส่วน ส่วนที่ เป็นร่างกาย เป็นวัตถุ เรียกว่า รูป หรือ รูปขันธ์- ส่วนที่ เป็นรูป. ส่วนที่เป็นจิตใจอีก ๔ ส่วนนั้น อาจจำแนกออกไปได้ คือ :- ส่วนที่ ๑ เรียกว่า "เวทนา" นั้น หมายถึงความรู้สึกที่ เป็นความสุข หรือเป็นความทุกข์ หรือความรู้สึกที่ยังไม่อาจจะเรียก ว่าสุขหรือทุกข์. ความรู้สึกที่คนเราจะรู้สึกกันได้โดยทั่วๆ ไป ที่จะ
น.129 ทำให้เป็นผล หรือที่เป็นเหตุให้เกิดผลต่าง ๆ ขึ้นนั้น ย่อมมีเพียง ๓ ประการนี้ คือสุขหรือพอใจอย่างหนึ่ง, ทุกข์หรือไม่พอใจอย่าง หนึ่ง, อีกอย่างหนึ่งอยู่ในลักษณะที่ไม่อาจจะเรียกได้ว่าสุขหรือทุกข์ คือเป็นเรื่องที่ยังเฉย ๆ อยู่ แต่ก็เป็นความรู้สึกเหมือนกัน. ความ รู้สึกทั้งหมดนี้ ย่อมมีประจำอยู่ในคนเราเป็นปรกติ. วันหนึ่ง ๆ ย่อม เต็มไปด้วยความรู้สึกสุข หรือทุกข์ หรือไม่สุขไม่ทุกข์ ๓ อย่างนี้ ทั้งนั้น. ทุกคนมีเวทนาอย่างใดอย่างหนึ่งอยู่เป็นปรกติ เช่นว่าเรา มานั่งที่นี่ เกิดเมื่อย นี่ก็เรียกว่าเป็น ทุกขเวทนา . ที่ไม่เป็นทุกข์ เช่นเราได้รู้สึกพอใจ เพราะได้ยินได้เห็นบางสิ่งบางอย่างในที่นี้ เรียก ว่ากำลังมี สุขเวทนา หรือความรู้สึกที่เย็นสุข. ส่วนความรู้สึกที่ เฉย ๆ นั้น เรามีในขณะที่รู้หรือสัมผัสสิ่งยางสิ่ง แต่อยู่ในลักษณะ ที่เรากำลังสงสัยว่าอะไรเป็นอะไรกันแน่ แล้วก็ตัดสินใจไม่ถูก ว่า จะซอยหรือจะซัง จะรักหรือจะเกลียด จะพอใจหรือไม่พอใจ ยัง เป็นปัญหาอยู่ อย่างนี้เกิดเป็นความรู้สึกอันใดขึ้นมา เราก็นิยมเรียก ว่า อทุกขมสุขเวทนา คือเวทนาที่ยังไม่กล่าวว่าเย็นสุขหรือเป็นทุกข์ ชัดลงไป; เราจึงได้ประมวลแห่งความรู้สึกทั้งหมดเป็น ๓ พวก คือ สุข ทุกข์ และไม่สุขไม่ทุกข์. ความรู้สึกที่เกิดขึ้นเป็นประจำ ในจิตใจของคนเรา เป็นความรู้สึกของใจที่มีประจำใจอยู่นี้ท่าน
น.130 ถือว่าเป็นส่วน ๆ หนึ่ง ที่ประกอบกันเป็นคนเราด้วยกัน และ เรียกส่วนนี้ว่าเวทนา, หรือเวทนาขันธ์ , นับเป็นส่วนที่ ๑ หรือ ส่วนแรกของฝ่ายจิต: แต่ก็เป็นส่วนที่ ๒ ของทั้งหมด. ส่วนที่ ๒ ถัดไป เรียกว่า "สัญญา" คำว่า สัญญา นี้ ตามตัวหนังสือแปลว่า รู้พร้อม: เป็นความรู้สึกเหมือนกัน แต่ ไม่ใช่รู้สึกอย่างที่กล่าวมาแล้วข้างต้น. รู้สึกอย่างที่กล่าวมาแล้ว ข้างต้นนั้น รู้ ไปในทางที่ว่าเป็นสุข หรือเป็นทุกข์ หรือไม่สุขไม่ ทุกข์, ส่วนสัญญานี้ เป็นความรู้สึกตัวอยู่เหมือนอย่างว่าเรากำลัง รู้สึกตื้นอยู่ คือไม่หลับ ไม่สลบ ไม่ตาย หรือเรียกว่ามีสมปฤดี มิสติสมปฤดี. เราจะรู้จักตัวสติสมปฤดีหรือสัญญานี้ได้ โดยเปรียบ เทียบกว่าขณะที่เราไม่หลับ ไม่สลบ ไม่ตาย หรือไม่เมาจนเสีย สติ อย่างนี้เป็นต้น สัญญาในที่นี้ ยังมี คือยังกำหนดสิ่งต่าง ๆ ได้ว่าอะไรเป็นอะไร; อย่างเราทุกคนที่นั่งอยู่ที่นี่เดี๋ยวนี้ไม่เมา ไม่ สลบ ไม่หลับ ไม่ตาย ก็กำหนดได้ว่าอะไรเป็นอะไร, ความมี สมปฤดี หรือความมีสัญญาอยู่ ทำให้เราไม่เมา ไม่สลบ ไม่หลับ ไม่ตาย. ขอให้พยายามคำนึงถึงตัวจริงของมันดีกว่าที่จะไปกำหนด เอาแต่ตัวหนังสือ หรือเสียงที่เรียกว่า สัญญา. คำว่า สัญญา ที่แท้ หมายถึงสิ่งที่กล่าวมาแล้ว; แต่โดยมากทั่ว ๆ ไป ท่านมัก
น.131 จะชอบพูดอธิบายกันว่าเป็นความจำ หรือความจำได้หมายรู้. นั้นก็ ถูกเหมือนกัน ไม่ใช่ว่าไม่ถูก ที่จะแปลสัญญา ว่าความจำได้ หมายรู้. เพราะว่าถ้าเรายังจำได้หมายรู้อยู่ ก็คือเรายังไม่เมา ไม่ สลย ไม่หลับ ไม่ตาย ดังที่กล่าวแล้ว. ความที่เมื่อกระทบอะไร ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ก็รู้สึกหรือจำได้ว่า เย็นอะไร เช่นรู้ว่าขาว ว่าเขียว ว่าแดง ว่าสั้น ว่ายาว ว่าสูง ว่าต่ำ ว่าคน ว่าสัตว์ ตามแต่จะจำได้ นั่นแหละเป็นความรู้สึก ของสมปฤดี หรือสัญญาในที่นี้. ความรู้สึกส่วนที่ทำให้เรายังคง เป็นอย่างนี้อยู่นั่นแหละเรียกว่า สัญญา จัดเป็นส่วนประกอบส่วน ที่ ๒ ของพวกที่เรียกว่า นามธรรม หรือ จิต. ส่วนที่ถัดไป ส่วนที่ ๓ เรียกว่า "สังขาร" คำว่า สังขาร นี้ มีความหมายมากที่สุด จนมันปนเปกันยุ่งไปหมด. คำว่า สังขาร ๆ นั้น มีอยู่หลายคำด้วยกัน ฉะนั้นอย่าเพิ่งไปพูด ไปนึกถึงคำว่าสังขารในพวกอื่น หรือหมู่อื่น. เราพูด สังขาร ใน ที่นี้กันก่อน. สังขารในส่วนที่เป็นส่วนประกอบส่วนหนึ่งของพวกนาม ธรรมในที่นี้ ได้แก่ตัวความคิด. คำว่า สังขาร ๆ นี้ แปลว่า ปรุง. คำว่า ปรุง ท่านทั้งหลายคงจะเข้าใจได้ว่ามันต้องหลาย ๆ อย่าง มารวมกันเข้าด้วยกัน แล้วเกิดเป็นผลอันใดอันหนึ่งขึ้น จึงเรียกว่า
น.132 ปรุง. คำว่าสังขารนี้ ตัวหนังสือแปลว่า ป รุ ง แต่กิริยาอาการของ มัน ที่เป็นอยู่หรือเป็นไปในคน ๆ หนึ่งนั้น ได้แก่การคิดหรือความ คิด. ความรู้สึกส่วนที่เป็นความคิดเช่นคิดจะทำนั้นคิดจะพูดนี้ คิด อย่างนั้นอย่างนี้ ซึ่งจัดแบ่งเป็นคิดดีคิดเลว คิดชั่วร้าย คิดในทาง ไหนก็ตาม เหล่านี้จัดเป็นความคิดทั้งนั้น. ความรู้สึกที่เป็นความคิด พลุ่งขึ้นมาจากการปรุงในภายใน นี้เราเรียกว่าสังขาร, จำกัดความ ลงไปว่าเป็นความคิด. คำว่าสังขารในที่อื่นนั้น หมายถึงบุญกุศล ที่ปรุงแต่งคนให้เกิดก็มี, ในที่อื่นอีก หมายถึงร่างกายหรือโครง ร่างโครงสร้างสิ่งทั้งปวง ที่มีจิตใจครอง ไม่มีจิตใจครอง ดังนี้ ก็มี คำว่าสังขารนี้ มีความหมายหลาย ๆ ชนิด หลายทาง แต่ ว่ามันตรงกันทั้งนั้น โดยเหตุที่มันมีความหมายทางตัวหนังสือที่ แปลว่า ปรุง นั่นเอง. อะไรที่มีการปรุง ก็เรียกว่ามีสังขารได้, แต่ในองค์ประกอบของการประกอบ ๕ ส่วน ที่ประกอบกันเป็นคนนี้ หมายถึงความคิด. นี้จัดเป็นส่วนที่ ๓ ของนามธรรม, ถ้านับรวม ทั้งหมดก็เป็นส่วนที่ ๔ เพราะนับมาแต่รูป. ทีนี้ ส่วนที่ ๔ ซึ่งเป็นส่วนสุดท้ายของฝ่ายนามธรรม เรียกว่า " วิญญาณ." วิญญาณในที่นี้ หมายถึงตัวจิตที่ทำหน้าที่ รู้สึกที่ตา ที่หู ที่จมูก ที่ลิ้น ที่กายทั่ว ๆ ไป และตลอดถึงที่
น.133 มโนทวาร คือที่ในเองด้วย. ศัพท์ว่า วิญญาณ นี้ แปลว่า รู้แจ้ง ก็จริง แต่ในที่นี้หมายถึงเท่าที่รู้ตามธรรมชาติ ไม่ได้หมายความ ว่ารู้ถูกต้องก็หามิได้. เพียงแต่รู้ชนิดที่เมื่อมีอะไรมากระทบทางตา ก็มารับอารมณ์ทางตา จนรู้สึกว่ามันเป็นรูปนั้นรูปนี้. เมื่ออะไร กระทบทางหู จะรู้สึกว่าเป็นเสียงนั้นเสียงนี้ ขึ้นมา, ถ้ากระทบทาง จมูก ก็รู้สึกว่าเป็นกลิ่นขึ้นมาดังนี้เป็นต้น. จิตที่ทำหน้าที่รู้อารมณ์ ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ตลอดจนถึงทางใจ นี้เอง เรียกว่า วิญญาณ. ในที่สุดเราก็ได้ส่วนประกอบทางจิตเป็น ๔ ส่วน คือ เวทนา ความรู้สึกสุขทุกข์, สัญญา คือ สมปฤดี ที่ทำให้ยังคง รู้สึกตัวหรือจำอะไรได้, สังขาร คือความคิด, วิญญาณ คือความ รู้แจ้ง: ๔ ส่วนนี้เรียกว่า นามธรรม ; คู่กันกับร่างกายล้วน ๆ ที่เรียกว่า รูป ธรรม จึงเป็นอันว่า ถ้าจำแนกละเอียดออกไป ก็ เย็น ๕. ถ้าจำแนกย่อ ๆ ก็เป็น ๒ ที่เป็นนามธรรมมี ๔, รวมกัน กับรูปธรรม ๑ จึงจะเป็น ๕. ขอให้จำไว้เป็นพิเศษ ว่า คำว่า "โลก" ในพระพุทธ- ศาสนา ท่านจำแนกกันอย่างนี้, เพราะว่าไม่มีอะไรมากไปกว่านี้ ในการที่จะเป็นโลก หรือเป็นที่ตั้งของความทุกข์ก็ตาม. เราอย่าไป
น.134 ดูหมิ่นในคำที่เราไม่เข้าใจ เช่นคำว่า ขันธ์ห้า เป็นต้น แล้วจะ ไม่สนใจเสียเลย. การทำเช่นนี้ มันจะทำให้เราไม่อาจจะเข้าใจ พุทธศาสนาได้. ถ้าเรายังมีความประสงค์จะเข้าใจพุทธศาสนา ขอให้สนใจคำเหล่านี้ไว้ก่อน, อย่าเห็นเป็นคำนอกเรื่องนอกราว หรือเป็นคำที่มีไว้สำหรับพระ หรือคนแก่คนเฒ่าพ้นสมัย เพราะว่า ต่อเมื่อไปศึกษาสิ่งเหล่านี้ให้เข้าใจชัดเจนว่าอะไรเป็นอะไรแล้วเท่านั้น เราจึงจะเข้าใจตัวความทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ และวิธีจะดับทุกข์เสีย ได้ ซึ่งเป็นตัวพุทธศาสนาจริง ๆ เพราะฉะนั้น เราจึงต้องสนใจใน สิ่งที่เรียกว่ารูปธรรมนามธรรมนี้ หรือขันธ์ห้านี้ ให้มากตามสมควร. ขันธ์ห้า หรือส่วน ๕ ส่วนนี่แหละ เป็นที่เกาะยึด ของอุปาทานทั้ง ๔ ที่ได้อธิบายแล้ววันก่อน. ขอให้ย้อนไปนำมา คิดให้เข้าใจกันเสียให้ดีเสียใหม่ ให้รู้ว่าอุปาทานนั้น เป็นสิ่งที่ ผูกพันหรือเกาะจับอยู่กับส่วน ๕ ส่วน หรือเบญจขันธ์เหล่านี้ มัน จึงจะเกิดมีเบญจขันธ์ หรือส่วน ๕ ส่วน ที่เต็มแน่นอยู่ด้วยอุปาทาน โดยเฉพาะก็ได้แก่คนเราคนหนึ่ง ๆ นั่นเอง. ความเข้าใจผิดหรือ อุปาทานที่กล่าวนี้ อาจยึดถือเอาทุก ๆ ส่วน หรือแต่ละส่วน ว่า เป็นตัวตนก็ได้ แล้วแต่ความโง่ของเรา. การที่ยึดเอาส่วนรูปร่าง กายล้วน ๆ เป็นตัวต น นั้นก็มีได้ เหมือนอย่างเด็กเล็ก ๆ ที่เซไป
น.135 โดนประตูเจ็บ ได้เตะประตูเข้าที่หนึ่ง แล้วก็หายโกรธและหายเจ็บ อย่างนี้ หมายความว่ายึดเอารูปล้วน ๆ ไม่เกี่ยวกับจิตใจ คือประตู ซึ่งเป็นไม้แท้ ๆ ว่าเป็นตัวเป็นตน อย่างนี้ก็มีได้ และพึงเข้าใจว่า นั้นเป็นอุปาทานในขั้นต่ำที่สุด. สำหรับคนโต ๆ เช่นพวกเรา ถ้า หากไปเข้าใจผิด มีอุปาทานในร่างกาย เช่นโกรธร่างกายจนถึงกับ ไปทุบตีร่างกาย หรือโขกศีรษะตัวเอง เหล่านี้ ถ้าใครเคยมีบ้าง ก็ไปคิดดูเอาเอง ว่าเป็นเพราะอะไร. ที่แท้ก็เพราะเหตุอย่างเดียวกัน กับเด็กที่กล่าวแล้ว คือไปยึดถือเอาส่วนที่เป็นรูปธรรมนั้น ว่าเป็น ตัวตน แล้วจะให้ได้อย่างใจ. ถ้าหากว่าฉลาดขึ้นไปกว่านั้นก็จะไป ยึดถือที่เวทนา หรือสัญญา หรือสังขาร หรือวิญญาณ ส่วนใด ส่วนหนึ่ง ว่าเป็นตัวตน. ถ้าไม่อาจจะแยกออกได้ ก็ยึดถือทั้งกลุ่ม เป็นตัวตน คือเอาทั้ง ๕ ส่วน รวมกลุ่มเป็นตัวตน อย่างนี้ก็ได้ มันเป็นเรื่องของสิ่งแวดล้อมและสติปัญญาความรู้ของแต่ละคนๆ ไป. แต่เรื่องที่ยึดถือเอารูปหรือวัตถุเป็นตัวเป็นตน แล้วโกรธได้ รักได้ นั้น เป็นเรื่องขั้นต้นหรือขั้นต่ำที่สุด. ถัดมาจากรูป ก็คือเวทนา. เวทนาความรู้สึกว่า สุข หรือทุกข์ หรือไม่สุขไม่ทุกข์ อย่างที่กล่าวแล้วนั้น มีทางที่จะ ถูกยึดเป็นตัวเป็นตนได้มากที่สุดเหมือนกัน. เราจะมองดูตัวอย่าง
น.136 ในเรื่องนี้ ตรงที่เราหลงใหลในกามสุข โดยเฉพาะก็คือความเอร็ด อร่อย ความถูกอกถูกใจ ในรูปเสียงกลิ่นรสสัมผัสต่าง ๆ ที่ได้ รับอยู่. ตัวเวทนาในที่นี้ หมายถึงความรู้สึกเอร็ดอร่อยโดยเฉพาะ ซึ่งเป็นความสุขชนิดที่ชาวโลกสมมติเอาเอง และเรียกว่าความสุข. ในที่นี้จึงเป็นอันว่า การติดในเวทนาก็คือเราติดในความรู้สึกที่เป็น ความสุขหรือความอร่อยนั้นเอง. อาตมาต้องขออภัย ถ้าใช้คำ ๆ นี้ มันไม่ตรงกับความหมายที่ท่านจะเข้าใจ หรือจะรู้สึกว่าเป็นคำที่ หยาบโลนโสกโดกไปข้าง แต่ไม่ทราบว่าจะใช้คำอะไรดี. ถ้าจะใช้ คำบาลี ก็มีอยู่คำหนึ่ง ซึ่งคงจะแปลกหูท่านทั้งหลายมาก คือคำ ว่า " อัสสาทะ " เชื่อว่าท่านทั้งหลายคงจะไม่เคยได้ยิน คำว่า อัสสาทะ เป็นคำบาลี ซึ่งหมายถึงความเอร็ดอร่อย ติดอกติดใจ ของรูปเสียงกลิ่นรส สัมผัส; ตรงกันข้ามจาก นิพพิทา คือความ เบื่อหน่าย ดังที่เราเบื่อหน่ายไม่รู้สึกเพลิดเพลินในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง. เรากำลังเอร็ดอร่อยติดใจแน่นแฟ้นอยู่ในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เรียกว่ากำลัง มี อัสสาทะ ในสิ่งนั้น. ความเอร็ดอร่อยนี้ก็คือเวทนา นั่นเอง. โดย ส่วนใหญ่ คนยึดถือเวทนาตัวนี้ เป็นตัวเป็นตนกันอยู่มากหรือว่า แทบทั้งหมด เพราะว่าไม่มีใครที่จะไม่ชอบความเอร็ดอร่อย โดย เฉพาะทาง โผฏฐัพพะ คือการสัมผัสทางกาย หรือทางผิวหนัง.
น.137 อำนาจของอวิชชาหรืออุปาทานทำให้ไม่มองเห็นสิ่งอื่นใด, มองเห็น แต่ตัวความเอร็ดอร่อยแล้วก็ยึดถือเป็นตัวเป็นตน ในลักษณะที่จะเอา เป็นของของตน. คำที่ว่ายึดถือเอาเป็นตัวเป็นตนนี้ มีอยู่ ๒ อย่าง คือ ยึดถือว่าเป็นตัวตนที่เป็นฝ่ายจะเอา หรือผู้เอา นี้ฝ่ายหนึ่ง; และยึด ถือเป็นตัวเป็นตนในฝ่ายที่จะถูกเอา หรือแม้ถูกรังเกียจ เกลียดชัง ก็ตาม นี้ อีกฝ่ายหนึ่ง; มีอยู่ ๒ ฝ่ายเท่านั้น. สิ่งที่เรียกว่าเวทนา นั้น จะถูกยึดถือว่าเป็นตัวเป็นตนในทางที่จะเอา หรือในทาง ที่จะไม่เอาก็ตาม เรียกได้ว่า เป็นความรู้สึกที่เป็นความยึดถือ หรือเป็นที่ตั้งของความทุกข์ได้ทั้งนั้น. ถ้ามันตรงกับความต้อง การหรือเอร็ดอร่อย มันก็ยึดถือเป็นตัวเป็นตนที่มันจะเอา คือว่ารวย รัดดึงเข้ามาหาตัว, นี้เป็นการกอดรัดเอาไว้ด้วยอุปาทาน. ถ้ามัน ไม่ถูกไม่ตรงกับความต้องการ กลายเป็นความโกรธความชังอย่าง นี้ ก็เป็นเวทนาเหมือนกัน แต่เป็นทุกขเวทนา; มันมีลักษณะที่จะ ถูกผลักถูกดันออกไปให้ห่าง ตรงกันข้ามจากที่จะดึงเข้ามา, แต่ก็ เป็นการผลักออกไปด้วยอำนาจอุปาทานอีกนั่นเอง. เป็นอันว่าถ้ารัก ก็รักด้วยอุปาทาน, ถ้าเกลียด ก็เกลียดด้วยอุปาทาน โดยเท่ากัน. ทั้ง ๒ ฝ่ายนี้ เป็นที่ตั้งของความทุกข์เท่ากัน.
น.138 ความรู้สึกชอบ กับความรู้สึกชังนี้ ตามความหมาย อันแท้จริงของทางธรรมแล้ว ท่านถือว่าเป็นความทุกข์เท่ากัน. แต่ความหมายอย่างโลก ๆ ที่คนธรรมดารู้สึกนั้น กลับเห็นว่าฝ่าย ที่ชอบที่รักนั้นเป็นความสุข ไม่ใช่ความทุกข์, ฝ่ายที่ไม่ซอย จึง เป็นความทุกข์. นี้เรียกว่ามองกันอย่างโลก ๆ หรืออย่างติดสมมติ ซึ่งจะอธิบายที่หลัง. ทางธรรมนั้น หมายความว่ามันทำให้เกิดการ ทรมานเท่ากัน: ความชอบหรือความรัก ก็ทำให้เกิดความฟูขึ้นใน ทางจิตใจ; ความไม่ชอบไม่รัก ก็ทำให้แฟบลงในทางจิตใจ. การได้ กับการเสีย การดีใจกับการเสียใจ เหล่านี้เป็นการทำให้จิตเหน็ด เหนื่อยเท่ากัน, ทำให้เกิดความอยาก ทำให้เกิดการวนเวียนใน. ความทุกข์ เท่ากัน. นี้เป็นการมองดูในลักษณะของธรรมะ ตามวิถี ทางธรรม. แต่ถ้ามองดูในวิถีทางของโลกียะ ก็เป็นอย่างที่ว่ามา แล้ว คือถ้าเป็นสุขก็มัวรัก ถ้าเป็นทุกข์ก็มัวชัง ถ้าเป็นอุเบกขาก็ มัวรำคาญสงสัยต่าง ๆ นานาอยู่ไม่เว้นแต่ละวัน. ทั้งหมดนั้น เรียก ว่าเป็นความยึดถือเวทนานั้น ๆ ว่าเป็นตัวตน. ขอให้ทุกคนพิจารณา ให้เห็นการยึดถือเวทนาเป็นตัวตนของตัวเอง ให้เข้าใจเสีย ให้ถูกต้อง จะเป็นหนทางที่จะทำจิตให้เป็นอิสระจากเวทนา. เวทนานี่แหละ จะเป็นสิ่งที่ครอบงำใจ แล้วดึงจูงเราไปสู่สภาพที่เรา
น.139 จะต้องเสียใจทีหลัง. ในทางการปฏิบัติเพื่อบรรลุพระอรหันต์ที่ มีปรากฏ อยู่ในพระสูตรทั้งหลาย ที่สอนให้พิจารณาเรื่องเวทนาโดยเฉพาะก็มี อยู่มาก: มีผู้ ที่บรรลุเป็นพระอรหันต์ เพราะกำหนดเวทนาเป็นวัตถุ สำหรับการพิจารณา นี้ก็มีมาก. เวทนานี้ เป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือได้ง่ายกว่าสิ่งใด ๆ ทั้งหมด เพราะมันเป็นตัวผลสุดท้ายของสิ่งที่เราพากเพียรทำ หรือเข้าไปเกี่ยวข้องและยึดถือกันอยู่เป็นประจำ. ขอให้คิดดู ว่าเราอุตส่าห์ศึกษาเล่าเรียน อุตส่าห์ประกอบการงานอาชีพต่าง ๆ ก็เพื่อให้ได้เงินมา แล้วก็ไปซื้อหาสิ่งต่าง ๆ มา นับตั้งแต่สิ่งของ เครื่องใช้ เครื่องกิน เครื่องบำรุงบำเรอ; ตลอดจนถึงรสจากเพศตรง กันข้าม หรืออะไรทำนองนี้ ก็หามาได้ด้วยเงินที่เราหามาได้ แล้ว ก็ทำการบริโภคของเหล่านั้นเพื่อผลอย่างเดียวคือสุขเวทนา อย่าง วิสัยโลกดังที่กล่าวมาแล้วนั้นเอง. เรื่องมันไปจบไปสุดอยู่ตรงสุข- เวทนา คือความเอร็ดอร่อยทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทาง กาย ซึ่งได้มาจากสิ่งที่เราลงทุนลงแรงทำงาน แล้วซื้อหามา. เรา ลงทุนด้วยกำลังทรัพย์ กำลังกาย กำลังใจ ทั้งหมด จัดหามา แล้ว ก็เพื่อผลคือเวทนาอันเดียว เป็นสุขเวทนาทางลิ้นบ้าง ทางจมูกข้าง ทางตาบ้าง ซึ่งทราบกันดีแล้ว ไม่จำเป็นจะต้องจาระไนให้เป็นราย
น.140 ละเอียด แต่ความสำคัญมีอยู่ตรงที่ว่า ถ้าไม่เพราะอำนาจสุขเวทนา นี้แล้ว ท่านทั้งหลายก็คงจะไม่ลงทุนเรียน ลงทุนทำการงาน ลง เรี่ยวลงแรงหาเงิน นี้เป็นส่วนใหญ่, ฉะนั้นจะเห็นได้ว่า เรื่องของ เวทนานั้นไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยเสียแล้ว. ถ้ามีความรู้ความเข้าใจ แล้ว จะสามารถควบคุมมันได้ จะทำให้เรามีจิตใจสูงอยู่เหนือ ความรู้สึกชนิดนั้น, จะทำให้เราสามารถทำสิ่งต่าง ๆ ได้สูง หรือดีกว่าที่เราจะปล่อยให้เป็นไปตามธรรมดา ฉะนั้นเราจึงควร เข้าใจสิ่งที่เรียกว่าเวทนานี้กันให้ถูกต้อง. อาตมาอยากจะชี้ต่อไปถึงข้อที่ว่า แม้เรื่องในระหว่าง สังคมที่ไม่เป็นความเรียบร้อย เป็นความยุ่งยากต่างๆ ก็มีมูล มาจากสุขเวทนานี้เหมือนกัน. แม้การ กระทบ กระทั่งระหว่าง ประเทศชาติ หรือระหว่างครึ่งโลกกับครึ่งโลก ที่จะต้องรบกัน ก็ขอ ให้คิดดูเถอะว่าเมื่อไล่เบี้ยไปให้ถึงที่สุดแล้ว จะไปสุดลงตรงความ จริงที่ว่า ทุกคนตกเป็นทาสของเวทนา โดยเฉพาะก็คือสุขเวทนา อย่างที่กล่าวมาแล้ว ในทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิน ทางกาย. การที่ทำสงครามกันนั้น ไม่ใช่ว่ามีมูลมาจากความยึดถือเกี่ยวกับ ลัทธิ หรือเกี่ยวกับอุดมคติอะไรโดยแท้จริงก็หามิได้ โดยที่แท้ แล้ว มันก็เนื่องมาจากประโยชน์; ต่างฝ่ายต่างมุ่งจะได้ประโยชน์ จะกอบโกยเอาประโยชน์; ส่วนตัวลัทธินั้นเป็นเครื่องยังหน้า หรือ
น.141 เป็นเครื่องมือประกอบรอง ๆ ลงไปเท่านั้นเอง ส่วนลึกที่สุดอยู่ที่การ ตกเป็นทาสของเวทนา. ฉะนั้นการรู้จักเวทนา ก็หมายถึงการรู้ จักมูลเหตุอันสำคัญ ที่ทำให้คนเราตกเป็นทาสของกิเลสหรือ ความทุกข์. เมื่อมนุษยโลกเป็นอย่างไร ในโลกที่สูงไปกว่า เช่น เทวโลก พรหมโลก ก็มีลักษณะอย่างนั้น คือตกอยู่ภายใต้อำนาจเวทนา อย่างเดียวกัน. อย่างชนิดที่เรียกว่าสวรรค์หรือเทวโลก ก็เพ่งถึง สุขเวทนาอย่างเดียวกันกับในมนุษยโลก เพียงแต่เขาบัญญัติให้เป็น เรื่องที่ดีกว่า ประณีตกว่า สูงกว่า ได้อย่างอกอย่างใจกว่า เท่า นั้นเอง. แต่ความหมายก็ยังไม่พ้นไปจากเรื่องอร่อยทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ อยู่นั่นเอง. ถ้าสูงไปกว่า สวรรค์ ก็ถึงพรหมโลก. นี้ในชั้นนี้ต้องยกเวทนาที่เป็นความอร่อย ในทางกามารมณ์ออกเสีย แต่ก็ไม่พ้นจากความเอร็ดอร่อยทางจิต อีกชนิดหนึ่ง ที่เรียกว่า ฌาน. เมื่ออยู่ในฌานหรือในสมาธิ เกิด ความสุขใจเป็นรสอร่อยขึ้น ก็ติดใจในรสอร่อยนั้นเหมือนกัน แม้ ไม่เกี่ยวกับกามารมณ์ ก็เป็นเวทนาอยู่นั่นเอง ดังนี้เป็นต้น. และ ข้อนี้ไม่ต้องกล่าวถึงสัตว์ที่ต่ำลงไปกว่ามนุษย์ มันย่อมตกอยู่ภาย ใต้อำนาจของเวทนาอย่างไม่เป็นระเบียบยิ่งกว่ามนุษย์เรา. ฉะนั้น
น.142 ถูกต้อง ๑๓๙ การรู้เรื่องเวทนาว่าเป็นอย่างไร โดยเฉพาะรู้เรื่องเวทนาไม่เป็นตัว ตน ไม่ควรจะยึดถือจึงเป็นสิ่งที่มีประโยชน์. ส่วนที่ถัดไปคือ สัญญาขันธ์ หรือสมปฤดีนั้น มีทาง ที่จะยึดถือว่าเป็นตัวเป็นตนได้ง่ายเหมือนกัน. เรื่องอย่างที่ชาว บ้านทั่ว ๆ ไป เขาพูดว่าถ้าเราหลับมีอะไรบางอย่างออกไปจากตัวเรา จะเรียกว่าเจตภูตหรือเป็นอะไรก็สุดแท้ ในขณะนั้นเราก็เหมือนกับ ท่อนไม้ไม่มีความรู้สึกทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย. พอมีสิ่งนั้นกลับมาสู่เราอีกตามเดิม จึงรู้สึกมีสมปฤดีตามเดิม มี สติสตังขึ้นมาตามเดิม. เขาสอนและเชื่อกันอย่างนั้น; เขายิ่งมีทาง ที่จะยึดถือสัญญาหรือสมปฤดีนั้น ว่าเป็นตัวตนมากขึ้น. แต่ถ้า ว่าตามทางพุทธศาสนาแล้ว สัญญาไม่ใช่เป็น ตัวตนอย่าง นั้น. สัญญาเป็นเพียงสติสมปฤดีหรือความรู้สึกจำได้หมายรู้ ที่ยังคง ดีอยู่ เพราะว่ายังมีการปรุงการแต่งที่เป็นระเบียบในร่างกายนี้ ดีอยู่. พอเกิดการไม่เป็นระเบียบในการปรุงแต่งในร่างกายนี้เท่านั้น สิ่งที่เรียกว่าสัญญา หรือเจตสิกธรรมส่วนนั้น ก็จะกลายเป็นใช้ ไม่ได้ไปทันที. ในพุทธศาสนาไม่ยอมรับว่าสัญญาเป็นตัวตนเพราะ เหตุนี้. แต่คนทั่วไปก็ชอบเดา หรือชอบสันนิษฐาน หรือชอบใช้ เหตุผลไปในทางที่จะยึดถือ เอาสิ่งที่ทำให้เราตามปรกติผิดกับคน
น.143 สลบหรือคนบ้านั่นแหละ ว่าเป็นตัวตน. การศึกษาทางพุทธศาสนา กลับได้ความรู้ ที่ตรงกันข้าม ว่านั่นไม่ใช่ตัวตน, นั้นเป็นเพียงผล ของการปรุงแต่งที่เป็นอยู่ตามธรรมชาติในคนหนึ่ง ๆ. ส่วนหรือขันธ์ ที่ถัดไปคือ สังขาร ได้แก่ความคิด. ความ รู้สึกคิดจะทำนั้นจะทำนี้ จะได้นั้น จะได้นี้ จะเป็นความคิดดีก็ตาม ความคิดชั่วก็ตาม นี้ก็ยิ่งจะน่ายึดถือว่าเป็นตัวตนหนักขึ้นไปอีก. ใคร ๆ ก็พอจะรู้ สึกได้ว่า ถ้าจะเป็นตัวตนกันบ้างละก็ ตัวผู้คิดนี้น่า จะเป็นตัวตนมากกว่าอย่างอื่น อย่างนักปรัชญาคนหนึ่งของยุคปัจจุบัน ดูเหมือนจะชื่อว่า Bergson หรืออะไรทำนองนี้ ถ้าอาตมาจำไม่ผิด, ๑ ซึ่งเขามีปรัชญาส่วนของเขาง่าย ๆ ว่า "ข้าพเจ้าคิด ข้าพเจ้าจึงมี อยู่” ซึ่งเป็นคำแปลของภาษาละติน แปลแล้วได้อย่างนั้น. นี้ เป็นเพราะถือเอาโดยเหตุผลที่ว่า เพราะว่ามีการคิดได้อยู่ จึงมีผู้คิด คือตัวข้าพเจ้า. ในที่นี้เราจะเห็นว่า แม้นักปรัชญาสมัยปัจจุบัน ซึ่ง เราเรียกว่าสมัยวิทยาศาสตร์แล้วอย่างนี้ ก็ยังมีผู้ ยึดถือตัวตนอย่าง เดียวกับในสมัยเมื่อสองสามพันกว่าชี้มาแล้ว โดยยึดถือเอาตัวความ คิดว่าเป็นตัวตน ยึดถือเอาสิ่งที่ตนเข้าใจว่าเป็น ‘ผู้คิด’ ว่าเป็น ตัวตน. ๑ ในวันแสดงจริง จำผิด, ที่ถูกเป็น Descartes ไม่ใช่ Bergson. แต่การ พิมพ์ในที่นี้ คงไว้ตามที่แสดงจริง, เพราะเรื่องคาบเกี่ยวกันกับการบรรยายครั้ง ถัดไป.
น.144 แต่พุทธศาสนาก็ยังคงเหมือนกันกับข้ออื่น ในการที่ได้ ปฏิเสธเวทนา และสัญญา ว่าไม่ใช่ตัวตนมาแล้ว ได้ปฏิเสธ ความคิด หรือตัวจิตที่เป็นตัวคิดทำหน้าที่คิดในขณะนั้นก็ตาม ว่า ไม่ใช่ตัวตนไปตามเดิม; เพราะกิริยาที่คิดขึ้นมาได้นั้น เป็นของ ธรรมชาติ เป็นผลของการปรุงของหลาย ๆ สิ่ง ไม่ใช่ตัวตน สำเร็จ รูปเป็นความคิดขึ้นมาได้ในกลุ่มของส่วนประกอบต่าง ๆ ที่ประกอบกัน เป็นคนมา โดยไม่ต้องมีตัว "ข้าพเจ้า’ ที่เป็นตัวเป็นตนอย่างที่ ว่า. สังขารหรือความคิดนี้ จึงถูกบัญญัติว่าเป็นอนัตตา คือไม่เป็น ตัวไม่เป็นตนอย่างเดียวกันกับขันธ์อื่น ๆ ที่กล่าวมาแล้ว. โดยเฉพาะ คำพูดในพุทธศาสนา ก็ระบุชัดอยู่แล้วว่า "สังขารๆ" คำว่า สังขาร แปลว่า ของปรุง, คือของหลาย ๆ อย่างมาปรุงกันเข้า จึงยิ่งไม่ใช่ตัวตน. ความลำบากหรือความเข้าใจยากอยู่ตรงที่ว่า เราไม่มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องของนามธรรม หรือนามธาตุ อย่างเพียงพอ. เรารู้จักกันแต่เรื่องของรูปธาตุ ธาตุนั้นธาตุนี้ ที่ เป็นวัตถุ. แต่ ธาตุอีกประเภทหนึ่ง ที่เป็นนามธรรม ไม่ใช่วัตถุ นี่เราแทบจะไม่เข้าใจกันเสียเลย เราจึงเข้าใจยากในเรื่องการ ปรุงของธาตุที่เป็นนามธาตุ; ฉะนั้นเราต้องศึกษากันต่อไป ใน ที่นี้บอกได้แต่เพียงหลักตามทางพุทธศาสนาว่า เป็นการปรุงของธาตุ
น.145 หลาย ๆ ธาตุ รวมทั้งวัตถุและนามธาตุ สิ่งที่เรียกว่าความคิดหรือ "สังขาร" ในที่นี้ จึงเกิดขึ้นในใจ ในสิ่งที่เราเรียกกันว่าตัว เราหรือคนเรานี้ได้ ในลักษณะที่ทำให้เข้าใจไปว่ามีผู้ ใดผู้หนึ่งเป็น ผู้คิด หรือสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นผู้คิด จึงทำให้มีทางเชื่อไปในทำนอง ว่าเป็นเจตภูต เป็นวิญญาณ เป็นตัวตน เป็นตัวเจ้าของร่าง หรือ อะไรในทำนองนี้. พุทธศาสนาปฏิเสธสิ่งเหล่านี้อย่างสิ้นเชิง. เมื่อ ได้แยกออกเป็นส่วน ๆ ไม่มีอะไรเหลือแล้ว ก็พิสูจน์แต่ละส่วน ๆ ว่า ไม่มีส่วนไหนที่เป็นตัวตน, ตลอดถึงส่วนที่เป็นความคิด ก็ไม่ใช่ ตัวตนอย่างที่ว่านี้. ส่วนถัดไปอีก และเป็นส่วนสุดท้ายที่เรียกว่า " วิญญา " ซึ่งทำหน้าที่รู้แจ้ง ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย นั่นก็เป็นสิ่งที่ไม่ใช่ตัวตนเหมือนกัน เพราะเหตุว่า อวัยวะนั้น ๆ, ซึ่งตามภาษาธรรมะเรียกว่า อายตนะ, คือตาพร้อมทั้งประสาทตา หูพร้อมทั้งประสาทหู จมูกพร้อมทั้งประสาทที่จมูก ลิ้นพร้อมทั้ง ประสาทที่ลิ้น ผิวกายทั่ว ๆ ไป พร้อมทั้งเส้นประสาทที่นั่น ล้วน แต่มีสมรรถภาพ ที่จะทำการรับอารมณ์ภายนอก ที่เรียกอายตนะ ภายนอก ได้แก่รูปเสียงกลิ่นรสสัมผัส อยู่ตลอดเวลา. เมื่อมา กระทบกันเข้าพร้อมกันเข้าทั้งสองฝ่าย นามธรรมส่วนที่เรียกวิญญาณ
น.146 ในที่นี้ ก็เกิดขึ้นในขณะนั้น เป็นสามฝ่ายด้วยกัน และจะมีความรู้ แจ้งเกิดขึ้นที่ตรงนั้น เช่นที่ตา ก็มีความรู้แจ้งเกิดขึ้นที่ตา ว่ารูป นั้น มีสัณฐานอย่างไร เป็นรูปคนหรือสัตว์ สั้นหรือยาว ขาวหรือ คำ สูงหรือต่ำ อย่างนี้เป็นต้น. ความรู้แจ้งที่เกิดขึ้นทำนองนี้เป็น เหมือนกับแมคานิคของธรรมชาติ. นี้เป็นการพูดตามหลักของพุทธ- ศาสนา ถือว่ามันเป็นแมคานิคอันหนึ่ง เป็นกลไกอันหนึ่ง ซึ่งเป็น ไปเองตามธรรมชาติอย่างอัตโนมัติ ซึ่งมันจะต้องเกิดขึ้นอย่างนั้น ในขณะนั้น สำเร็จเป็นการรู้แจ้ง ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย. ที่นี้มีคนบางพวก ยึดถือว่านั้นเป็นตัวเจตภูต เป็นตัว วิญญาณ แล่นออกมาจากใจ มารับอารมณ์ทางตา ทางหู ทาง จมูก ทางลิ้น อย่างนี้ก็มี, แล้วก็ยึดถือเอาเป็นตัวเป็นตน. แต่ตาม หลักพุทธศาสนาถือว่ามันเป็นอย่างนั้นเอง, มันเป็นธรรมชาติอย่าง นั้น. ถ้ารูปและตา พร้อมทั้งประสาท ได้มีการกระทบกัน ก็จะมี การรู้แจ้งเกิดขึ้น สำเร็จเป็นความรู้แจ้ง ที่เรียกว่า จักษุวิญญาณ โสตวิญญาณ เป็นต้น ตามชื่อของที่ตั้งแห่งการกระทบ, โดยไม่ ต้องมีตัวตนอะไรที่ไหนอีก. เมื่อได้แยกดูทีละส่วน ๆ ทั้ง ๕ ส่วน ว่าไม่มีส่วนไหน ที่เป็นตัวตน คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
น.147 ทั้ง ๕ ส่วน ก็ไม่มีส่วนไหนที่เป็นตัวตน ดังนี้แล้ว ก็จะถอนความ เข้าใจผิดว่าเป็นตัวตนเสียได้ในสิ่งทั้งปวง. คำว่าในสิ่งทั้งปวงก็คือ ในคนทุกคนนั้นเอง. โลกทั้งโลก อาจแยกได้เป็น ๕ ส่วน อย่างนี้. ส่วนที่ไม่เกี่ยวกับจิตใจ เป็นวัตถุล้วน ๆ ก็เป็นพวกรูปไป. " ส่วน เรื่องของจิตที่แทรกแซงอยู่ ก็จัดเป็นของเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ส่วนใดส่วนหนึ่ง. การรู้จักส่วนทั้ง ๕ ส่วนนี้ คือการ รู้จักโลกทั้งหมดว่าไม่ใช่ตัวตน. การรู้จัก ในที่นี้ หมายถึง การ รู้แจ้ง อย่างที่ได้เคยอธิบายมาแล้ว ว่ามันเป็นคนละอย่างกับ ความ เข้าใจ. ถ้าพิจารณาไปในทางเห็นแจ้ง ชนิดที่อาจจะถอน ความยึดถือว่า เป็นตัวตนเสียได้แล้ว ต้องมีการวัดกันตรงที่ว่า ไม่เกิดความอยากอย่างใดอย่างหนึ่งในสิ่งเหล่านั้น คือไม่เกิด ความรักหรือความเกลียดในสิ่งเหล่านั้น จึงจะเรียกว่าเห็นแจ้งสิ่ง ทั้งปวง ว่าไม่ใช่ตัวตน; ฉะนั้นการคิดเอาตามการใช้เหตุผล จึง ถอนตัวตนไม่ได้. การพิสูจน์กันตามทางเหตุผล หรือการคิดกันตาม ทางเหตุผล ก็พอที่จะทำให้เกิดความเชื่อว่าไม่ใช่ตัวตนได้ แต่มัน ก็เป็นเพียงแต่ความเชื่อ ไม่ใช่เป็นการรู้แจ้งชนิดที่จะตัดความยึดถือ ว่าตัวตนได้อย่างเด็ดขาด โดยเหตุนี้เอง จึงต้องศึกษาพิจารณา
น.148 กันตามหลักแห่งสิกขา ๓ ประการ ดังที่ได้บรรยายไว้แล้วในวัน ก่อน จึงจะถึงขนาดที่ถอนการยึดถือเป็นตัวตนในสิ่งทั้งปวงได้. บัดนี้เราได้รู้แล้วว่า สิ่งทั้งปวงนั้น ทั้งที่ไม่ใช่เป็นตัวเป็นตน ถึงเพียงนี้ มันก็ยังเป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือว่าเป็นตัวเป็นตน. ความ สำคัญที่ต้องรู้อยู่ตรงนี้. ส่วนที่ประกอบกันขึ้นเป็นโลกทุก ๆ ส่วน หรือที่ประกอบกันขึ้นเป็นตัวเราทุก ๆ ส่วน มันไม่เป็นตัวเป็นตนที่ตรง ไหนเลย แต่ก็ยังเป็นที่ตั้งที่ยึดถือว่าเป็นตัวตนได้ เพราะอำนาจของ อุปาทาน ซึ่งมาจากอวิชชา คือความไม่รู้แจ้งตามที่เป็นจริงอีก ต่อหนึ่ง: เพราะฉะนั้น หน้าที่สำคัญอันพึงจะปฏิบัติในเรื่องเบญจ- ขันธ์นี้ อยู่ที่จะต้องทำให้วิชชา คือความรู้แจ้งตามที่เป็นจริง เกิดขึ้น เพื่อจะกำจัดอวิชชาเสีย. เมื่อรู้แจ้งตามที่เป็นจริงแล้ว มัน ก็จะเห็นเองว่าไม่มีส่วนไหนเป็นตัวเป็นตนที่น่าหลงใหลยึดถือ; เมื่อ นั้นอุปาทานการยึดถือก็แตกสลายลงเอง, แม้ที่เคยยึดถือมาแต่ สันดาน แต่กำเนิด แต่ชาติก่อน หรือแต่ไหนก็ตามมันต้องสลาย ออกไปทันที เพราะว่าเดี๋ยวนี้ มันได้เห็นแจ้งความจริงว่า สิ่งที่มัน เคยหลงยึดถือว่าเป็นตัวเป็นตนนั้น มันไม่ใช่เป็นตัวเป็นตนเลย. เราจำเป็นจะต้องศึกษาเรื่องเบญจขันธ์ ซึ่งเป็นที่ตั้งแห่ง ความหลงว่าเป็นตัวเป็นตนนี้ให้ละเอียด. คำสอนประเภทนี้เรียกกันว่า
น.149 พหุลานุสาสนี . พหุล แปลว่า มาก . อนุสาสนี แปลว่า คำสอน. พหุลานุสาสนี จึงแปลว่าคำสอนที่สอนมากที่สุด, คือ พระพุทธเจ้าทรงสอนเรื่องนี้มากที่สุดกว่าเรื่องทั้งหลาย เป็นใจความ สรุปได้สั้นๆ ว่า "เบญจขันธ์เป็นอนัตตา " และถือว่าเป็นคำสอน ที่เป็นตัวพระพุทธศาสนา: เพราะฉะนั้น อาตมาจึงชักชวนรบเร้าท่าน ทั้งหลาย ให้เกิดความสนใจในเรื่องส่วน ๕ ส่วนนี้ หรือเรื่อง เบญจขันธ์นี้; และขออย่าถือว่าเป็นเรื่องที่น่าล้อเลียนถึงกับนำมาล้อ กันเล่น เรื่องนี้เป็นใจความสำคัญของพระพุทธศาสนา ทั้งที่จะมอง กันในแง่ปรัชญา หรือจะมองกันในแง่วิทยาศาสตร์ หรือจะมองกัน ในฐานะเป็นศาสนาก็ตามที่; เป็นตัวเรื่องสำคัญที่เรารู้จักตามที่เป็น จริง อุปาทานก็สลายไป ตัณหาทุกชนิด ไม่มีทางเกิด: ความ ทุกข์ก็ไม่มี เพราะเหตุนี้. ที่นี้ เรามาถึงปัญหาที่ว่า ทำไมเราตามปรกติจึงมอง ส่วน ๕ ส่วนนี้ไม่ออกตามที่เป็นจริง ? เพราะเหตุใด ? เพราะ เหตุว่าเมื่อเราคลอดมาจากท้องมารดา ลืมตาขึ้นมาในโลกนี้นั้น เราไม่อาจจะมีปัญญาของเราเอง. เราได้แต่รับการศึกษาแวดล้อม มาตามที่เขาจะสอนให้อย่างไร. สิ่งแวดล้อมเราที่สอนเรานี้ สอน ด้วยปากตรง ๆ ก็มี สอนด้วยทำให้ดูก็มี หรือเป็นสิ่งที่กระทบด้วย
น.150 ตนเองแล้วเข้าใจได้เองก็มี, ล้วนแต่เป็นสิ่งแวดล้อมทั้งสิ้น ที่สอน เรา: แต่ว่าสิ่งทั้งหมดนั้น ล้วนแต่สอนเราไปในทางให้เข้าใจว่า ทุกสิ่งเป็นตัวเป็นตนไปเสียทั้งนั้น. ทั้งนี้ก็เพราะอำนาจสัญชาตญาณ ดั้งเดิม คือสัญชาตญาณแห่งการยึดถือด้วยวาทะว่าตัวตน ที่เรียก ว่า อัตตวาทุปาทาน ซึ่งอาตมาได้อธิบายมาแล้วในวันที่กล่าว ถึง เรื่อง อุป า ทาน สี่ . อัตตวาทุปาทาน นี้ มันมีเชื้อติดมาตั้งแต่เรา เกิดมาและพอกพูนให้หนายิ่งขึ้นทุกวัน . เรามีการพูดจากับบิดา มารดาเพื่อนฝูงทั้งหลาย ก็ล้วนแต่พูดเป็นมึง เป็นกู เป็นเขา เป็น เรา เป็นผู้นั้นผู้นี้ ผู้กระทำ ผู้ถูกกระทำ ผู้ได้ ผู้เสีย เป็นต้น, ซึ่งทั้งหมดนั้นล้วนแต่เป็นการย้ำความคิดความรู้สึก หรือความเข้า ใจว่ามีตัวตนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น. ตัวอย่างเช่นคนเราเกิดมา ก็ต้อง ถูกตั้งชื่อว่า นายนั้น นายนี้ นาย ก. นาย ข. นาย ค. นาย ง. คนนั้นชื่อนั้น คนนี้ชื่อนี้ เป็นลูกคนนั้น เป็นหลานคนนี้ เป็นสามี คนนั้น เป็นภรรยาคนนี้ เหล่านี้เป็นต้น. สิ่งแวดล้อมเหล่านี้ทั้งหมด ล้วนแต่ระบุไปในทางเป็นตัวเป็นตน เราจึงไม่รู้สึกตัวในการที่เรา ยึดถือเอาความเป็นตัวเป็นตนเพิ่มขึ้นทุกวัน. สัญชาตญาณดั้งเดิมที่ เรียกว่า อัตตวาทฺปาทาน หรือบางทีก็เรียกว่า อัสมิมานะ ก็มีแต่หนา ขึ้น ๆ พอกพูนหนาขึ้น ๆ แทนที่จะลดลงไป, ความยึดถือว่าตัวตน
น.151 ก็หนาขึ้น. ที่นี้ เมื่อมีความยึดถือว่าตัวตน ก็เกิดการเห็นแก่ตัวตน ตามมา, คือเห็นแก่ประโยชน์ฝ่ายตัวหรือฝ่ายพวกของตัว แล้วก็ ประกอบการกระทำไปตามความเห็นแก่ตัว หรือพวกของตัว, จน ได้ประโยชน์มา สำเร็จประโยชน์ มาเลี้ยงตัวหรือบำรุงความใคร่ ของตัว. นี้ก็เท่ากับเป็นการเสริมความยึดถือว่าเป็นตัวมีตัว เป็นของ ตัวมากขึ้น. ความยึดถือว่าตัว ในลักษณะที่เป็นผู้นั้นผู้นี้ อย่างนี้ท่าน เรียกว่า "ตัว" โดยสมมติ. ถ้าจะพูดว่าเป็นความจริง ก็ต้องว่าเป็น ความจริงอย่างสมมติ; เช่นพูดว่า คนนี้ชื่อ นาย ก. มันก็เป็นความ จริง เพราะใคร ๆ ก็เรียกคนนี้ว่า นาย ก. เขาเองก็ถือว่าเขาชื่อ นาย ก. หรือการเรียกสิ่งนี้ว่าคน สิ่งนี้ว่าสัตว์ สิ่งนี้ว่าเทวดา อย่างนี้เป็นต้น ก็เป็นความจริง เพราะว่าใคร ๆ ก็เรียกว่าอย่างนั้น แต่ความจริงอย่างนี้ เป็นความจริงที่เท็จ หรือความเท็จที่ถูกสมมติ ว่า เป็นความจริง, เรียกว่า "จริงโดยสมมติ" นี้ชั้นหนึ่ง; เป็นชั้นแรกที่สุดที่ปิดบังหรือหลอกลวงให้เราเข้าใจไปว่า สิ่งทั้งหลาย เป็นตัวตน. ที่นี้ ถ้าหากว่าเราเกิดความฉลาด จนมองเห็นว่านี้เป็น ของหลอก ๆ เราก็จะหมดความยึดถือในข้อที่ว่าเป็น นาย ก. นาย ข. นาย ง. เป็นขุน เย็นหลวง เป็นพระ เย็นพระยา เป็นสัตว์ เป็น
น.152 มนุษย์ เป็นเทวดา เป็นอะไรเหล่านี้เป็นต้นไปได้, โดยเห็นว่าเป็น เรื่องที่ สมมติขึ้น พูดกันด้วยการผูกพันกันในสังคมหรืออาศัย ประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งผูกพันกันแล้ว จำเป็นจะต้องสมมติ เป็นอย่างนั้นก็มี; หรือสมมติขึ้นตามความจำเป็นเพราะธรรมชาติ บังคับ เช่นถ้าไม่สมมติ มันก็พูดกันไม่ได้ ไม่อาจจะมีภาษาพูดกัน ได้. คนเราต้องพูดกัน, เพราะฉะนั้นเราจึงสมมติว่านั่นเป็นนั้น นี่ เป็นนี้ มันจึงพูดกันได้รู้เรื่อง อย่างนี้ก็มี. ที่มาแห่งสมมติ จะมา โดยทางไหน ไม่สำคัญ. มันสำคัญอยู่ตรงความจริงที่ว่า มันล้วน แต่เป็นเรื่องที่สมมติ ถ้าเราเข้าใจเรื่องสมมตินี้แล้ว ก็นับว่า เป็นการเพิกถอนสิ่งที่หลอกลวงนั้นได้ชั้นหนึ่ง. ทีนี้ ก็มาถึงขั้นที่เรียกกันว่า "บัญญัติ " บัญญัติในที่นี้ ตัวอย่างเช่นคน ๆ หนึ่ง เราไม่เรียกว่า นาย ก. นาย ข. นาย ค. นาย ง. อีกแล้ว. เราเพ่งไปยังส่วนต่าง ๆ ที่จับกลุ่มประกอบกัน อยู่เป็น นาย ก. เป็นต้น. นาย ก. ผู้นี้ เมื่อเราพิจารณาดูร่างกาย ทั้งหมดของนาย ก. หรือกลุ่มสังขารที่รวมกันเย็น นาย ก. ก็จะพบ ว่า นาย ก. นั้น เท่ากับ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ รวมกัน. แต่ละส่วน ๆ ถูกบัญญัติเรียกว่าอย่างนั้นอย่างนี้, เช่น ส่วนนี้เรียกว่า รูปขันธ์ ส่วนนี้เรียกว่าเวทนาขันธ์, ส่วนนี้เรียกว่า
น.153 หายละลายไปหมด ปราศจากอุปาทานโดยสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเป็น อุปาทานข้อไหนใน ๔ ข้อนั้นก็ตาม มันจึงไม่มีสัตว์ ไม่มีคน ไม่มี ธาตุ ไม่มีขันธ์ ไม่มีอายตนะ ไม่มีอะไรทั้งหมด อีกชั้นหนึ่ง. นี้ แหละเป็นความว่าง จากการยึดถือว่าตัวตนจนสิ้นเชิงแล้ว จนกระ ทั้งความทุกข์ก็ไม่มีที่เกิด และเกิดไม่ได้. ธรรมดาความทุกข์ ต้องเกิดมาแต่กิเลส. กิเลสต้องมาจากการที่หลงเข้าไปยึดถือเบญจ- ขันธ์อย่างใดอย่างหนึ่ง ว่าเป็นตัวตน แล้วก็อยากได้ อยากมี อยากเป็น อย่างใดอย่างหนึ่งเสียก่อน. ความอยากนี้เป็นกิเลส พอ เริ่มอยากก็เริ่มทุกข์. เมื่ออยากก็ต้องทำ เมื่อต้องทำตามอำนาจ ของความอยาก ก็ต้องทุกข์, ครั้นได้ผลมา ก็เป็นที่ตั้งของกิเลส ของความอยาก สืบต่อไปอีก. ขึ้นชื่อว่าเรื่องของกิเลสแล้ว ก็ต้อง เป็นเรื่องของความทุกข์ ไม่มีที่สิ้นสุด เช่นนี้. ความทุกข์นั้น เป็นสิ่งที่ละเอียดมาก ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ข้างต้นว่า สิ่งที่คนธรรมดาเรียกว่าความสุขนั้น ก็คือความทุกข์ ตามแบบของพระอริยเจ้าอยู่นั่นเอง. ไม่มีอะไรที่จะไม่เป็นความทุกข์ ในโลกนี้ หากแต่บางอย่างเป็นความทุกข์ที่เร้นลับจนคนธรรมดาดู ไม่ออก. ความทุกข์ที่ซับซ้อนเร้นลับที่สุดนั้น เช่นคนที่ถือกันว่าดี มีความสุข ก็ต้องทุกข์อย่างคนดีมีความสุข, ขอให้ไปคิดเอาเอง
น.154 ก็แล้วกันว่า คนดีก็ต้องทุกข์อย่างคนดี, คนมีความสุข ก็ต้อง ทุกข์อย่างคนมีความสุข. นี้เป็นคำที่ออกจะฟังยาก แต่ก็อาจจะเห็น ความจริงของมันได้ไม่ยาก โดยที่จะไปพิจารณาดูเอาเองก็ได้ว่า ความทุกข์นั้น มันมีเลศนัยซับซ้อน และมีความหมายละเอียดมาก. ถ้าเราตกเป็นทาสของกิเลสอย่างใดก็ตาม มันต้องเป็นความทุกข์ ทั้งนั้น และไม่เป็นอิสระแก่ตน. คนที่ใคร ๆ ว่าดี มีความสุขก็ ล้วนแต่ยังตกเป็นทาสของกิเลสอย่างใดอย่างหนึ่งอยู่นั้นเอง, ถ้า หมายถึงดีและสุขอย่างโลก ๆ. แต่เมื่อใด มองเห็นความว่างของสิ่งทั้งปวง คือของ โลกทั้งหมด หรือจะเรียกว่าของสัตว์หรือของคน หรือของอะไร ก็ตาม โดยการเพิกถอนความยึดถือมาตามลำดับ ๆ คือชั้นแรก ทีเดียวก็เพิกถอน สมมติ ที่ว่า เป็น นาย ก. นาย ข. นาย ค .; เป็นลูก เป็นพ่อ เป็นผัว เป็นเมีย เป็นบ่าว เป็นนาย เป็นอะไร เหล่านี้ จนหมดสมมติก็มาเหลืออยู่ที่บัญญัติว่าเป็นรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ, เป็นธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม แล้วมองบัญญัติเหล่านั้นให้ละเอียดยิ่งลงไปอีก จนเห็นว่าเป็นแต่ละ บัญญัติ ๆ แล้วเพิกถอนบัญญัติให้เป็นของว่าง เป็นความว่าง คือ ว่างจากส่วนใดส่วนหนึ่งที่จะเรียกว่าตัวตน อีกต่อหนึ่ง ดังนี้แล้ว;
น.155 เมื่อนั้นเขาจะไม่ตกเป็นทาสของกิเลสอีกต่อไป และความทุกข์ก็ไม่มี ที่เกิด ทุก ๆ ชนิด และทุกวิถีทาง. ใครจะเรียกเขาว่าคนดี คนชั่ว, คนสุข คนทุกข์ หรืออะไรก็ตาม ไม่เป็นของแปลก. ทั้งหมดนี้ เป็นผลเกิดมาจากการมีความรู้ ความเข้าใจ และความเห็นแจ้ง ในความจริงของเบญจขันธ์ จนถอนอุปาทานทั้ง ๔ ประการเสียได้ นั่นเอง. สรุปความว่า สิ่งทั้งปวงในโลก หรือโลกทั้งหมด สรุป รวมอยู่ในคำว่า เ บ ญ จ ขั น ธ์ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ. แต่ละส่วนเป็นมายา ไร้ตัวตน, แต่ก็มีเหยื่อล่อให้เกิด อุปาทานการยึดถือ จนเป็นที่ตั้งของความอยากได้ อยากมี อยาก เป็น อยากไม่ให้มีไม่ให้เป็น ซึ่งล้วนแต่จะทำให้เกิดทุกข์ ไม่ อย่างเปิดเผย ก็อย่างเร้นลับ. ทุกคนจะต้องอาศัยข้อปฏิบัติที่เรียกว่า ไตรสิกขา ทำการถอนอุปาทานในเบญจขันธ์เสียให้สิ้นเชิง จึงจะ ไม่ตกเป็นทาสของเบญจขันธ์ และไม่มีความทุกข์อีกต่อไป. โลก หรือสิ่งต่าง ๆ จะอยู่ในลักษณะที่อำนวยความผาสุกสะดวก สบายให้ แก่ผู้นั้น ไม่มีเรื่องต้องร้อนใจเพราะสิ่งใด ๆ เป็นผู้มีจิตใจอยู่เหนือ สิ่งทั้งปวงไปจนตลอดชีวิต. นี้แลเป็นผลของการรู้แจ้งแทงตลอดใน เรื่องของเบญจขันธ์. ขอยุติการบรรยายวันนี้ เพราะหมดเวลาเพียงเท่านี้.
Buddhadasa