Buddhadasa.org

หลักพระพุทธศาสนา และธรรมบรรยายพิเศษ เล่ม 1 ตอนที่ ๑๐ — ตุลาการตามอุดมคติแห่งพระพุทธศาสนา

หลักพระพุทธศาสนา และธรรมบรรยายพิเศษ เล่ม 1 — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — หลักพระพุทธศาสนา และธรรมบรรยายพิเศษ เล่ม 1 (๑๐ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.300 ท่านที่จะเป็นผู้พิพากษาทั้งหลาย การบรรยายในโอกาสครั้งสุดท้ายนี้ อาตมาจะได้กล่าวถึงข้อ คิดบางประการในทางพุทธศาสนา หรือที่เกี่ยวเนื่องกับพุทธศาสนา ในส่วนที่เห็นว่าเกี่ยวข้องกันกับการเป็นตุลาการ. ในข้อแรกที่สุด อาตมาอยากจะปรับความเข้าใจตามหลักของ พุทธศาสนาเกี่ยวกับ การปฏิบัติหน้าที่ต่าง ๆ ของคนเรา ไม่ว่า เป็นอาชีพประเภทใด: สิ่งที่เรียกว่าหน้าที่ หรืออาชีพนั้น ถ้าถือ ตามหลักของธรรมะ หรือว่าถือเอาธรรมเป็นหลักสำหรับมอง ก็อาจ จะกล่าวได้ว่า หน้าที่หรืออาชีพนั่นเอง เป็นสิ่งจำเป็นอย่างหนึ่ง ในการที่คนเราจะเข้าถึงธรรม. การที่จะรู้จักโลก หรือสิ่งทั้งหลาย ทั้งปวงดี ว่าอะไรเป็นอะไรนั้น จำต้องมีการทำสิ่งซึ่งเป็นหน้าที่ของ ตนให้ลุล่วงไปด้วยดีเสียก่อน. การที่คนเราคนหนึ่ง ๆ ทำหน้าที่ซึ่ง เป็นหน้าที่โดยตรงของตน โดยเฉพาะเช่นอาชีพ ให้ลุล่วงไปด้วยดี

น.301 ไม่มีมลทินด่างพร้อย นั่นแหละย่อมเป็นการเพียงพอที่จะทำให้รู้จัก ว่าอะไรเป็นอะไร อย่างไม่น้อยทีเดียว; โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ก็จะรู้ จักชีวิตจิตใจของคนเรานี้ ว่าหมายความว่าอย่างไร เป็นสิ่งที่ควร ยึดถือหลงใหลเพียงไรเป็นต้น. ถ้าหากว่าเราไม่ได้ทำอะไรจริง ๆ จัง ๆ ให้ดีที่สุด ให้ถูกต้องตามอุดมคติของอาชีพหรือของหน้าที่ นั้นๆ แล้ว, มันยังน้อยเกินไปสำหรับที่จะรู้จักตัวเอง รู้จักโลก รู้จักกิเลส รู้จักทุกข์ และรู้จักความดับทุกข์เป็นต้น. การที่คนเราปฏิบัติหน้าที่ หรือประกอบอาชีพอย่างใด อย่างหนึ่งซึ่งมีอุดมคติสูง อยู่อย่างสุดความสามารถนั้น นับว่า เป็นการประพฤติธรรมอย่างเต็มที่อย่างหนึ่งอยู่ในตัว; ฉะนั้นจึง ไม่ควรทำด้วยความรู้สึกแต่เพียงว่า มันเป็นการจำเป็นจะต้องหา เลี้ยงชีพ หรืออะไรทำนองนั้น แต่ควรจะทำด้วยความรู้สึกที่สูงขึ้น ไปกว่านั้น คือรู้สึกว่าเป็นบทเรียนที่มนุษย์เราจะต้องผ่านไป และ ต้องผ่านไปให้เป็นอย่างดีที่สุด แม้ว่าจะเหนื่อยยากลำบากก็ยิ่งจะเป็น การทำให้รู้จักสิ่งทั้งหลายถูกต้องดีขึ้นโดยเร็ว มเป็นการประพฤติ ธรรมที่ยิ่งขึ้นไป. การทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุดนั้น คือการ ปฏิบัติธรรม !

น.302 สำหรับอาชีพตุลาการ ย่อมเป็นอาชีพที่กล่าวได้ว่ามีอุดม คติสูง เป็นโอกาสแห่งการประพฤติธรรมชั้นสูงพร้อมกันไปในตัว. เราควรจะยกอุดมคติขึ้นเป็นที่ตั้ง ในการประกอบอาชีพการงาน; ไม่ ควรจะถืออย่างที่คนบางจำพวกถือ ว่าอุดมคตินั้นซื้ออะไรกินไม่ได้ ส่วนวัตถุเช่นเงินทองเป็นต้นนั้น ยังซื้ออะไรกินได้ ดังนี้. เงินทอง ซื้ออะไรกินได้ก็จริง แต่ว่าเป็นไปเพียงเพื่อประโยชน์ในทางกาย เรื่องทางฝ่ายกายนี้ ถ้าปล่อยมากไป คือตามใจมากไป ก็จะกลาย เป็นเรื่องของกิเลสตัณหา หรือของภูตผีปีศาจอันร้ายกาจ ไปโดย ไม่รู้สึกตัว; ฉะนั้นจึงต้องเหนี่ยวรั้งไว้ด้วยเรื่องของฝ่ายใจคืออุดม คติที่ดีงาม ที่จะหล่อเลี้ยงจิตใจให้ประกอบหน้าที่ของตน อย่าง บริสุทธิ์บริบูรณ์และงดงาม เป็นการประพฤติธรรมเพื่อทำความพ้น ทุกข์อย่างสูงสุดพร้อมกันไปในตัว. "เราจะต้องควบคุมกิเลสหรือ บรรเทากิเลสพร้อมกันไปในตัว ในขณะที่เราจะต้องประกอบอาชีพ หรือปฏิบัติหน้าที่ของเราให้บริสุทธิ์ผุดผ่อง. สำหรับอุดมคติของตุลาการ นั้น อาตมารู้สึกว่า ถ้า ถือกันตามหลักธรรมแล้ว ควรจะถือว่า ตุลาการคือ บุคคลผู้มี หน้าที่อภิบาลรักษาธรรมของโลกประเภทหนึ่ง เช่นเดียวกันกับ บุคคลบางประเภทที่เป็นบรรพชิต ที่มีหน้าที่รักษาธรรมของโลกอยู่

น.303 ส่วนหนึ่งด้วยเหมือนกัน. การรักษาธรรมของโลกนั้น ถือเอาความ หมายได้กว้าง เพราะว่าคำว่าธรรม เป็นคำที่กว้าง. ธรรม เป็น เครื่องมือสำหรับทำความพ้นทุกข์ แต่มีความหมายกว้าง: แม้ที่สุด แต่การรักษาความเป็นธรรม หรือความยุติธรรมในโลกก็ได้ชื่อว่า เป็นการรักษาธรรมเหมือนกัน เพราะคำบาลีก็ได้ใช้คำ ๆ เดียวกัน คือว่าคำว่า ธรรม นี้ หมายถึงความยุติธรรมเป็นคำที่กว้าง. อุดม คติของผู้รักษาธรรมของโลกนั้น ย่อมอยู่สูงเหนือกว่าที่เราจะถือตัว เพียงว่า เราเป็นข้าราชการกระทรวงยุติธรรมหรืออะไรทำนองนี้. แต่เมื่อเราเป็นผู้ยึดอุดมคติที่สูงในฐานะเป็นผู้รักษาธรรมของโลก ก็ จะเป็นการครอบคลุมอุดมคติที่ต่ำ ๆ กว่านั้นไว้ได้ในตัวเสร็จ เช่น ว่าเป็นตุลาการผู้รักษากฎหมาย เป็นข้าราชการของกระทรวงยุติ- ธรรม หรือเป็นผู้รับใช้ประชาชนอะไรก็สุดแท้ แต่ว่าควรจะยึดถือ ให้ถูกความจริง ซึ่งเป็นความจริงแท้และเหมาะสม คืออุดมคติที่ ว่าผู้รักษาธรรมของโลกนั้นจะประเสริฐกว่า เราจะต้องไม่เป็นเพียง ข้าราชการของประเทศไทย เราต้องเป็นผู้รักษาธรรมของธรรม หรือ ของโลกโดยไม่ต้องจำกัดเชื้อชาติหรืออื่น ๆ. ธรรมนั้นเป็นของโลก เรามีชีวิตอยู่ในโลกช่วยกันรักษาธรรมให้คงมีอยู่ในโลก. การมี

น.304 จิตใจกว้างอย่างนี้ จะเหมาะสมกับการเป็นตุลาการ และจะเป็นผู้ ประพฤติธรรมอย่างยิ่งพร้อมกันไปในตัว. การที่เรายึดถืออุดมคติอันใหญ่หลวง ว่าเราเป็นผู้รักษา ธรรมของโลกนั่นแหละ จะเป็นเครื่องป้องกันไม่ให้เราบกพร่อง ในอุดมคติที่ย่อม ๆ เล็ก ๆ ลงมา . ข้อนี้ จะเป็นเครื่องชูกำลังใจ ให้มองดูสิ่งต่าง ๆ ด้วยสายตาที่กว้าง หรือสูงเป็นทางที่จะป้องกัน อคติต่าง ๆ ได้ง่าย. โดยที่อาตมาไม่ต้องบอกกล่าวท่านทั้งหลายที่ เป็นตุลาการก็ย่อมทราบดีว่า อคตินั้น ไม่เป็นสิ่งที่พึงปรารถนาอย่าง ยิ่งในการเป็นตุลาการ. แต่ถ้าเราจะทำตนเป็นคนของใคร ก็จะต้อง ทำอะไรคล้อยตามความประสงค์ของคนนั้น เป็นธรรมดา เช่นเป็น ผู้รับใช้ประชาชน ก็เป็นคนของประชาชน และทำอะไรคล้อยตาม ความต้องการของประชาชน; เป็น ข้าราชการของ กระทรวง นั้น กระทรวงนี้ ก็เป็นคนที่ต้องทำตามความประสงค์ของกระทรวงนั้น ๆ เป็นต้น; หรือแม้ที่สุดแต่การทำตนเป็นคนของประเทศไทย ก็รู้สึกว่า แคบ เราควรจะเป็นคนของโลก หรือถ้ายิ่งไปกว่านั้นก็ควรจะเป็นคน ของธรรม ซึ่งยิ่งไปกว่าโลก ใหญ่ไปกว่าโลก ฉะนั้นจึงสามารถ เป็นผู้ทำหน้าที่รักษาธรรม ไว้ให้ยังคงมีอยู่เป็นที่พึ่งของโลก โดย ไม่เห็นแก่หน้าใครได้โดยง่าย. อุดมคติเช่นนี้ ย่อมเป็นเช่นเดียว

น.305 กับอุดมคติของบรรพชิตหรือนักบวช ผู้สืบอายุพระศาสนาหรือรักษา ธรรมไว้เป็นที่พึ่งแก่โลก โดยไม่อยู่ในอาณัติของผู้ใด นอกจาก ธรรม. ในทางธรรม ย่อมถือว่าบุคคลที่ถืออุดมคติเช่นนี้ ย่อมตั้ง อยู่ในฐานะเป็นปูชนียบุคคลของโลกส่วนรวม ไม่เป็นลูกจ้างใคร เพราะว่าทำไปด้วยเจตนา ที่จะรักษา ธรรม อันประเสริฐของ โลก ไว้. ส่วนเงินเดือนนั้น เป็นแต่ค่าบูชาที่ประชาชนชาวโลกช่วยกันสละให้ ด้วยหวังว่าเราจะได้ไม่ต้องไปเสียเวลาทำไร่ไถนา หาอาหารด้วย ตนเอง แต่ให้ได้รับความสะดวกสบายในการเป็นอยู่ เพื่อใช้เวลา ทั้งหมดเพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามอุดมคติ คือช่วยกันรักษาความยุติธรรม หรือธรรมไว้ ให้ยังคงอยู่เป็นที่พึ่งประจำโลก สิ่งที่เรียกว่าความยุติธรรม หรือความสัตย์จริงนี้ ย่อม เป็นของสากล: เมื่อถือโดยหลักใหญ่ๆ เว้นข้อปลีกย่อยเล็กๆ น้อย ๆ เสีย ย่อมจะตรงกันทุกชาติทุกภาษา หรือทุกส่วนของโลก แม้แต่ในโลกเทวดา หรือในโลกอื่น ๆ ต่อไป ก็ยังมีหลักแห่งความ เป็นธรรม หรือยุติธรรมนั้นตรงกัน ฉะนั้น ผู้รักษาความเป็นธรรม ของโลกไหนก็ตาม ย่อมตั้งอยู่ในฐานะเป็นปูชนียบุคคลของ โลกทุกโลก ที่มีหลักแห่งความเป็นธรรม หรือความยุติธรรม ตรงกัน: ด้วยเหตุนี้ เราจึงพบข้อความในพระคัมภีร์ต่าง ๆ ที่กล่าว

น.306 ว่า บรรดาพระโพธิสัตว์ผู้ตั้งอยู่ในฐานะเป็นตุลาการวินิจฉัยคดีอะไร ต่าง ๆ นั้น ย่อมเป็นที่เคารพของสัตว์ทั้งหลาย แม้ประเภทเทวดา คือเป็นที่สักการบูชาของเทวดา เช่นเดียวกันกับพระสมณะทั่วไป หมายความว่า แม้แต่พวกเทวดา ก็ต้องการความยุติธรรม จะพา กันสรรเสริญแซ่ซ้องสาธุการ ในเมื่อมีความเป็นธรรมเกิดขึ้น อย่างนี้เป็นต้น. การเป็นปูชนียบุคคลของโลก ในลักษณะที่กล่าวนั้น ย่อม เป็นสิ่งที่เราอาจจะมองเห็นได้ โดยไม่ต้องกลัวหรือระแวงไปว่าจะเป็น การเข้าข้างตัวเอง หรือเป็นการยกตัวเอง. ข้อสำคัญย่อมอยู่ที่จิตใจ ของเรามีอุดมคติอย่างที่กล่าวนั้น หรือไม่เท่านั้น. ถ้ามีอุดมคติ อย่างที่กล่าวนั้น และบำเพ็ญหน้าที่ไปตามอุดมคตินั้นแล้ว เงิน เดือนย่อมกลายเป็นของเล็กน้อยเกินไป ในการที่จะนำมาเปรียบเทียบ กับคุณธรรมอันสูง ที่เรากำลังมีอยู่หรือปฏิบัติอยู่ ด้วยเหตุนี้จึงหลุด พ้นจากฐานะแห่งความเป็นลูกจ้าง ที่จะถูกจัดไว้ว่าเป็นลูกจ้างของ ประชาชนหรืออะไรทำนองนั้น. การกล่าวเช่นนั้น จะกล่าวได้ก็แต่ แก่บุคคลจำพวกที่ทำงานพอสักแต่ว่าแล้ว ๆ ไป พอคุ้มเงินเดือน เดือนหนึ่ง ๆ นั่นแหละ ที่จะกลายเป็นลูกจ้าง. แต่ถ้าเป็นผู้ทำงาน ประกอบไปด้วยอุดมคติอันสูง เช่นช่วยกันรักษาธรรมให้ยังคงมีอยู่

น.307 เป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลายในโลกนี้แล้ว สิ่งที่เขาทำขึ้นมาได้นั้น ย่อมมีคุณค่าสูงเกินกว่าที่จะประมาณได้ . เมื่อมาเทียบกับเงิน เดือนแล้ว เงินเดือนก็กลายเป็นของอันเล็กน้อย เช่นเศษขยะมูล ฝอยไป และตกอยู่ในฐานะเป็นเครื่องบูชาคุณธรรมมากกว่า ไม่ อาจจะจัดเป็นค่าจ้าง. ลักษณะของการเป็นปูชนียบุคคล มีความ หมายอยู่ตรงที่การตั้งตนอยู่ในอุดมคติ หรือคุณธรรมที่สูงเกินกว่า ราคาสิ่งของยูซาของบุคคลที่นำมาบูชา. การที่กล่าวเช่นนี้ เย็น การกล่าวได้ตามความสัตย์จริง หรือเหตุผลตามหลักธรรม; ฉะนั้น จึงเป็นสิ่งที่น่าจะปลื้มใจ ในการที่ใครก็ตาม ได้มีโอกาสบำเพ็ญ หน้าที่นี้ให้ได้ผลเต็มตามความหมายของคำ ๆ นี้ โดยไม่เป็นเพียง ผู้ประกอบอาชีพ ซึ่งจะกลายเป็นลูกจ้างไปในวันใดวันหนึ่งโดยไม่ รู้ตัว, เว้นเสียแต่เราได้ทำให้เต็มตามความหมายและฐานะแห่ง ความเป็นปูชนียบุคคลเท่านั้น. ข้อนี้ ขอให้คิดเลยไปถึงปูชนียบุคคลพวกอื่น เช่นพวก สมณะ พวกพราหมณ์ พวกนักบวชเช่นภิกษุเหล่านี้ ล้วนแต่ต้อง อาศัยข้าวปลาอาหารต่าง ๆ ที่ประชาชนสละให้ จึงทำหน้าที่ในการ เป็นสมณะ เป็นพราหมณ์ เป็นสงฆ์อยู่ได้ แต่แล้วก็มิได้มีหลักเกณฑ์ อะไร ที่อาจจะจัดบุคคลเหล่านี้ให้เป็นผู้รับจ้างหรือลูกจ้าง. ถ้าจะเรียก

น.308 ว่าอาชีพ ก็เรียกว่าอาชีพได้เหมือนกัน แต่อาชีพอีกชนิดหนึ่ง คือ เป็น อาชีพของบุคคลประเภทเจ้าหนี้ ; เพราะเหตุว่าสิ่งที่ท่านเหล่า นั้นทำให้แก่โลกนั้น มีค่ามากเกินกว่าสิ่งที่โลกเสียสละเป็นเครื่อง เลี้ยงดูบูชาท่าน ฉะนั้นจึงเป็นอาชีพของบุคคลประเภทเจ้าหนี้. ตัว อย่างเช่นพระอรหันต์ทั้งหลาย รับจตุปัจจัยจากทายก ในฐานะที่ท่าน เป็นเจ้าหนี้ เพราะว่าท่านได้ทำสิ่งวิเศษต่าง ๆ ให้แก่โลกมากมาย เหลือเกิน และคงรับเอาเพียงจตุปัจจัยเครื่องอาศัยเท่าที่จะมีชีวิตอยู่ ได้เท่าที่จำเป็นแก่การเป็นอยู่ จึงกลายเป็นปูชนียบุคคลไป ดังนี้. การดำรงตนอยู่ในลักษณะเช่นนี้ เป็นเหตุให้เรามีปีติ- ปราโมทย์ เป็นต้นทุนประจำอยู่ทุกวันทุกคืน. ดังที่บรรยายไว้แล้ว ในการบรรยายครั้งก่อน ๆ ว่า ปีติและปราโมทย์นั้น เป็นสิ่งที่ต้อง การอย่างยิ่ง อย่างจำเป็น สำหรับการบรรลุมรรค ผล นิพพาน, เพราะว่าเมื่อมีปีติปราโมทย์แล้ว จะมีความระงับจิต มีสมาธิ มียถา ภูตญาณทัสสนะ มีนิพพิทา วิราคะ เป็นลำดับไปโดยง่ายดายที่สุด. ตุลาการผู้ทำหน้าที่ตามอุดมคติ จนตั้งอยู่ในฐานะเป็นปูชนียบุคคล แล้ว วันคืนย่อมประกอบอยู่ด้วยปี ติและปราโมทย์ จึงได้รับความ ผาสุกทางกายทางใจ มีสติปัญญาสดชื่นแจ่มใส ในการปฏิบัติ หน้าที่ของตน และเป็นหนทางแห่งการรู้ธรรมอันสูงยิ่งขึ้นไปตาม

น.309 ธรรมชาติ พร้อมกันไปในตัวด้วย; อาตมาจึงขอร้องท่านทั้งหลาย ทุกคน ให้ยึดถืออุดมคติ แทนที่จะถือเสียว่าอุดมคติซื้อหาอะไรไม่ ได้, และมีอุดมคติ ว่าตนเป็นผู้รักษาความเป็นธรรมของธรรม หรือ ของโลกทั้งสิ้น แทนที่จะจำกัดผูกมัดตัวเองให้อยู่ในวงแคบ ๆ ของ บุคคลใด หมู่ใด คณะใด ประเทศใด เป็นต้น ก็มีจิตใจสูง มี ความกล้าหาญเฉียบขาดครอบงำอคติต่าง ๆ ให้สูญสิ้นไปได้. ที่นี้ ถ้าหากว่าจะกล่าวต่อไป ถึงการที่ ตุลาการจะเอาชนะ อคติได้จริงๆ อย่างไร ก็ควรจะพิจารณาให้เห็นชัดเจนเสียด้วยว่า การที่คนเราตั้งใจว่าจะไม่มีอคติ หรือจะไม่ทำผิดคิดร้ายอะไร ด้วย สักว่าลำพังความตั้งใจอย่างเดียวนั้น ย่อมเป็นไปไม่ได้ ย่อมไม่ สามารถจะทำได้ ถ้าหากว่าไม่มีอุดมคติ หรือเครื่องมืออย่างอื่น อย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นเครื่องช่วยที่มีกำลังอันเพียงพอ. สิ่งที่ เรียกว่ากิเลสหรืออคตินั้น ย่อมมีกำลังมาก เกินกว่าที่เราจะนึกคิด เอาเฉย ๆ ว่าจะเว้น จะไม่ทำ หรือแม้ที่สุดแต่ว่า รังเกียจเกลียด ชังมัน เพราะเหตุนั้นแหละ อย่างน้อยที่สุดจึงจำเป็นจะต้องมีอุดมคติ สำหรับยึดเป็นหลัก ซึ่งจะเป็นเครื่องป้องกันทางมาแห่งกิเลส ซึ่งเป็น ทางมาแห่งอคติอีกต่อหนึ่งไปในตัว.

น.310 เมื่อตุลาการอยู่ในฐานะเป็นปูชนียบุคคลของโลก มีความ หมายในบางอย่างบางประการเหมือนกับบรรพชิต หรือสาวกของพระ สัมมาสัมพุทธเจ้า หรือโพธิสัตว์ หรือพระอริยเจ้าก็ตาม แล้ว ตุลา- การก็น่าจะสนใจถึงวิธีที่จะครอบงำหรือบังคับกิเลสต่าง ๆ ดังที่ ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ในการบรรยายวันก่อน ๆ ให้เป็นการเพียง พออยู่เสมอ. การที่จะไม่ลำเอียงด้วยอคติ ๔ นั้น ย่อมเป็นไปไม่ได้ ถ้าเราละเลยในข้อที่ว่าอะไรเป็นทางมาแห่ง อคติ. และการเป็น ตุลาการที่บริสุทธิ์บริบูรณ์ ย่อมเป็นเสมือนหนึ่งอริยบุคคล หรืออย่าง ต่ำที่สุด ก็กัลยาณบุถุชนอยู่แล้ว ฉะนั้นจึงควรจะสนใจเรื่องราวของ อริยบุคคล หรือกัลยาณบุถุชนไว้เป็นที่พึ่ง. อย่างน้อยที่สุด ท่าน จะเห็นได้อยู่แล้วว่า การละสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส เพียง ๓ อย่าง เท่าที่พระโสดาบันท่านละได้นั้น ก็เป็นหนทางหรือ กำลังอันเพียงพอ ที่จะตัดหนทางของอคติได้โดยสิ้นเชิง. เมื่อผู้ใด เป็นอยู่ ด้วยการพยายาม ละกิเลสหรือสังโยชน์อยู่อย่างปรกติ แล้ว สิ่งที่เรียกว่าอคติ ก็จะหมดกำลังไปในตัว แม้ไม่ต้อง คอยระมัดระวัง ก็เกิดขึ้นไม่ได้ มีขึ้นไม่ได้: เพราะได้อาศัย การที่เราทำในใจของเราอยู่เสมอถึงการละความเห็นแก่ตัว; ละการ ลังเลในทางฝ่ายข้างดี ละการลังเลในการจะละความชั่ว ละการ

น.311 ลังเลในการที่จะบำเพ็ญความดี เป็นผู้ที่ไม่มีความสงสัยในระเบียบ ปฏิบัติสำหรับการบรรลุถึงความดีเป็นต้น; และเป็นผู้ไม่งมงายไป ตามความยึดถือต่าง ๆ ซึ่งไร้เหตุผล; เมื่อเป็นเช่นนี้ การไม่เห็นแก่ ตัว ย่อมจะป้องกันฉันทาคติหรือโทสาคติได้, ความไม่งมงาย ย่อม จะป้องกันภยาคติลำเอียงเพราะกลัว หรือโมหาคติลำเอียงเพราะ ความไม่รู้ความโง่เขลาได้ ดังนี้เป็นต้น. การยึดถือหลักของพระอริยเจ้า เป็นเครื่องประจำใจ อยู่เช่นนี้นั้นย่อมเป็นการกำจัดอคติต่าง ๆ ให้หมดสิ้นไปได้พร้อมกัน ไปในตัว เราจึงมีภาระน้อยที่สุดในการที่จะต้องระวังในเรื่องอคติ. สิ่งต่าง ๆ จะเป็นไปในทางดีในตัวมันเอง โดยการที่เราคอยควบคุม แต่เพียงเล็กน้อย ไม่ต้องหนักอกหนักใจ และไม่มีโอกาสพลาดพลั้ง ชนิดที่จำต้องเสียใจภายหลัง. การเผลอตัวตกเป็นฝ่ายแพ้แก่กิเลส แล้วต้องเสียใจที่หลังนั้น ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยเลย ! คนทุกคนคง ไม่ต้องการเป็นแน่ ! นี้เป็นสิ่งที่เชื่อได้. แต่ว่าก็ยังมีคนที่ต้องตก เป็นฝ่ายแพ้แก่กิเลส แล้วต้องเสียใจภายหลังอยู่เสมอ ๆ; เพราะ ฉะนั้น เราจำเป็นที่จะต้องป้องกันเสียก่อนที่มันจะเป็นอย่างนั้น เป็น การป้องกันที่สะดวกสบาย ด้วยการยึดมั่นในหลักของพระพุทธ- ศาสนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการละสังโยชน์ ๑๐ ประการ.

น.312 ทั้งนี้ไม่ใช่ว่าเราจะพากันตั้งตัวเป็นพระอริยเจ้า หรือเป็นพระอรหันต์ แต่ว่าเป็นแนวทางที่จะทำให้เป็นบุคคลดีไปตามลำดับ ชนิดที่ไม่เสีย หลาย ไม่มีการเสียประโยชน์หรือขัดขวางแก่การก้าวหน้าแต่อย่าง ใด แต่แล้วจะกลับมีกำไรพิเศษ ตรงที่ให้เกิดความเบาสบายในการ เป็นอยู่ ในการปฏิบัติหน้าที่ ชนิดที่เป็นเครื่องรับประกันอยู่ในตัวเอง อย่างมั่นคง ว่าจะไม่ต้องเป็นผู้เพลี่ยงพล้ำแก่กิเลส แล้วต้องเสียใจ ในภายหลัง. การเพลี่ยงพล้ำแก่อำนาจของกิเลส แล้วต้องเสียใจ ในภายหลังนั้น อย่าได้เป็นสิ่งที่เราต้องลงทุนทดลองกันเลย. ไม่มี ข้อสงสัยอะไรที่ว่าควรลอง มันเป็นสิ่งที่ไม่ควรจะมี ไม่ควรจะเป็น อย่างยิ่งโดยประการทั้งปวง. เมื่อเรากล้าตั้งตนเป็นผู้จะรักษาธรรม ของโลกแล้ว ก็ไม่ควรกระดากหรือรู้สึกว่าเป็นการอวดดิบอวดดี ใน การ ที่จะไปยึดเอาหลักของ พระอริยเจ้าทั้งหลาย มาเป็นหลัก ปฏิบัติ เพราะเป็นการสมควรอย่างยิ่ง ในข้อที่เรามีอุดมคติ ตรงกัน. เราตี ราคาอาชีพหรือหน้าที่ของเรา ในฐานะเป็นผู้รักษาความเป็นธรรม ของโลก ซึ่งโดยกฎเกณฑ์แห่งธรรมแล้ว ย่อมตั้งอยู่ในฐานะที่ เป็นปูชนียบุคคลประเภทหนึ่ง ฉะนั้นเราควรจะสนใจในเรื่องของพระ อริยบุคคล หรือปูชนียบุคคลที่แท้จริงของโลกนี้ ให้มากเพียงพอกัน เพื่อจะได้สิ่งวิเศษศักดิ์สิทธิ์สิ่งหนึ่ง ซึ่งจะเป็นเครื่องมือกำจัดอคติไป

น.313 นตัว. ถ้าปราศจากเครื่องมือนี้เสียแล้ว เราย่อมสู้กิเลสไม่ได้ ย่อมจะพ่ายแพ้แก่อำนาจ ของกิเลส ตกอยู่ในอคติไม่อย่างใด ก็อย่าง หนึ่ง ไม่มากก็น้อย ฉะนั้นจึงเป็นการสมควรอย่างยิ่ง ที่เราจะ ทำความปลอดภัย ให้แก่เกียรติยศ หรืออุดมคติแห่งหน้าที่ การงาน ของเรา. อนึ่ง พึ่งทราบว่า แม้ เรื่องของวิปัสสนาภาวนา อย่างที่ ได้เคยอธิบายมาแล้วนั้น ก็ไม่ใช่เรื่องของคนที่จะอยู่แต่ในวัด หรือ เป็นเรื่องของผู้ที่จะไปนิพพานโดยส่วนเดียว. แม้ท่านที่จะเป็นตุลาการ วินิจฉัยคดีต่าง ๆ ก็ยังอาจจะนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์แก่หน้าที่ ประจำวันได้ ด้วยการมีศีลบริสุทธิ์ มีจิตบริสุทธิ์ มีปัญญาสว่าง ไสว ตามควรแก่กรณี. คำว่า "มีจิตไม่บริสุทธิ์” หรือคำว่า "มีจิตมืดมิดขุ่นมัว" นี้ ลองคิดดูเถอะว่า ถ้าผู้ใดมีในตน แล้ว จะปฏิบัติหน้าที่ อันเป็นความ รับผิดชอบต่อธรรมของโลกได้ อย่างไรกัน เพราะมันเป็นเรื่องที่มีค่าสูงเกินกว่าที่จะเอามาทำเล่นๆ หวัด ๆ ไปตามอารมณ์. เมื่อเราบูชาอุดมคติ หรือคุณค่าของอาชีพ ที่ต้องอาศัยความบริสุทธิ์นี้แล้ว ก็จำเป็นที่จะต้องแสวงหาเครื่องมือ หรืออุบายวิธีต่างๆ ที่จะหล่อเลี้ยงสมรรถภาพในการที่จะปฏิบัติหน้า ที่ของตนให้บริสุทธิ์ อย่างน้อยก็ต้องเป็นผู้ที่มีความฉลาดในการที่

น.314 จะมีศีลบริสุทธิ์ มีการควบคุมจิตไว้ได้ในลักษณะที่เรียกว่ามีสมาธิ คือบริสุทธิ์ผุดผ่องตั้งมั่นด้วยดี มีความเหมาะสมที่จะทำงานในทางจิต ต่อจากนั้นก็มีปัญญา มีทิฏฐิ มีความคิดเห็นที่เป็นไปถูกทาง ในสิ่ง ทั้งหลายทั้งปวง ว่า อะไรเป็นอะไร ตามสมควรแก่เหตุการณ์. การบำเพ็ญตนอยู่ในศีล สมาธิ ปัญญาก็ตาม หรือการดำเนินกาย วาจา ใจ ตามนัยวิสุทธิทั้ง๗ มีสีลวิสุทธิเป็นต้น กระทั่งถึงญาณ ทัสสนวิสุทธิก็ตาม ล้วนแต่เป็นอุปกรณ์อันประเสริฐ สำหรับผู้ที่จะ ตั้งตนอยู่ในฐานะเป็นผู้รักษาความเป็นธรรม ให้ยังคงอยู่เป็นที่พึ่งของ โลก. บรรดาท่านที่จะเป็นตุลาการให้ตรง ให้เต็ม ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ ตามอุดมคติของคำ ๆ นี้ ควรจะได้สนใจหลักของพระพุทธศาสนาดัง ที่ได้บรรยายมาแล้วนั้นให้พอสมควรอยู่เสมอ. ยังมีข้อปลีกย่อยเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่อาตมาอยากจะนำมาตั้ง เป็นข้อสังเกตสำหรับการศึกษาพระพุทธศาสนา หรือศาสนาโดย ทั่ว ๆ ไป พร้อมกันไปในตัว: เรามีทางที่จะพิจารณาให้เห็นได้ว่า ศาสนาต่าง ๆ นั้น ล้วนแต่มีแนวที่จะยึดถือและปฏิบัติต่างกัน อย่างไร. การที่เราจะมองแต่แนวใดแนวหนึ่งแนวเดียว ตามที่เรารู้ เราเห็น หรือที่เป็นแนวของเราโดยเฉพาะนั้น ย่อมนำเราไปสู่อคติ

น.315 ได้โดยไม่รู้สึกตัวด้วยเหมือนกัน. บรรดาศาสนาทั้งหลายในโลกนี้ ทั้งที่เป็นอดีต ปัจจุบัน หรืออนาคตก็ตาม กล่าวกันอย่างกว้าง ๆ แล้ว อาจจะแบ่งออกได้เป็น ๓ ประเภทด้วยกัน คือ ศาสนาประเภทหนึ่ง ทำความดับทุกข์ด้วยอำนาจของศรัทธาหรือความเชื่อเป็นเบื้องหน้า, ศาสนาอีกประเภทหนึ่ง ทำความดับทุกข์ด้วยอำนาจการบังคับกาย บังคับจิต เป็นเบื้องหน้า โดยการบังคับตามวิธีของศาสนานั้น ๆ ให้ จิตดำรงอยู่ในลักษณะนั้น ๆ ตามที่ตนต้องการ, ศาสนาอีกประเภท หนึ่ง ทำความดับทุกข์ให้สิ้นไปด้วยอำนาจของปัญญาเป็นเบื้องหน้า คือการเจริญปัญญาจนเกิดความรอบรู้ในสิ่งทั้งปวง; เราจึงได้ศาสนา ในโลกเป็น ๓ ประการด้วยกัน : ศาสนาที่พึ่งกำลังศรัทธาความเชื่อ, ศาสนาที่พึ่งกำลังวิริยะความพากเพียร และศาสนาที่พึ่งกำลังปัญญา. สำหรับศาสนาที่พึ่งกำลังแรงของศรัทธาหรือความเชื่อ ก็ต้องมีสิ่งเป็นที่ตั้งของศรัทธาหรือความเชื่อไว้สิ่งหนึ่ง หรืออย่าง หนึ่ง เช่นมีพระเป็นเจ้าเป็นที่ตั้งของศรัทธา; ถ้าเป็นอย่างนี้ ก็ต้อง ปล่อยศรัทธาหรือปลงศรัทธาหมดทั้ง ๑๐๐ เปอร์เซนต์ ลงในพระ เป็นเจ้า. อะไร ๆ ทั้งหมด ก็ต้องยกให้เป็นไปตามหลักที่ว่า "เป็น ความต้องการหรือเป็นพระประสงค์ของพระเป็นเจ้า"; เพื่อให้คนเหล่า นั้นไม่มีความทุกข์ใจ เพราะอาศัยกำลังศรัทธาแรงกล้านั้น มาเป็น

น.316 เครื่องตัดเสีย. ตัวอย่างเช่นเขาเจ็บไข้ได้ป่วยกระวนกระวาย ทรมาน กายอย่างไรก็ตาม ถ้าเขาสามารถที่จะมีศรัทธาปลงลงไปทั้ง ๑๐๐ เปอร์เซนต์ว่า เป็นพระประสงค์ของพระเป็นเจ้าจริง ๆ แล้ว เขากลับ ยินดีเสียอีก ในการที่ตนได้เป็นไปตรงตามความประสงค์ของพระ เป็นเจ้า. แม้ที่สุดแต่ว่าจะต้องตายไปก็ถือว่าเป็นความประสงค์ของ พระเป็นเจ้า, จะยากจนเข็ญใจ ตกระกำลำบาก ก็ถือว่าเป็นการ สั่งสอนเป็นการทดลองความภักดีในพระเป็นเจ้า, จะมั่งมีศรีสุขเป็น เศรษฐีร่ำรวย ก็ไม่อวดดิบอวดดีว่าเป็นฝีมือของตัวเอง แต่ถือว่า เป็นความโปรดปราน หรือเป็นพระประสงค์ของพระเป็นเจ้า; ความ ทุกข์อันใดจะเกิดขึ้นมาในลักษณะอย่างใด ก็ไม่ทุกข์ เพราะถือว่าเป็น การจัดการทำ ของพระเป็นเจ้า, เขาก็สามารถที่จะมีชีวิตอยู่ในโลก นี้อย่างที่ไม่มีความทุกข์ และเป็นที่พอใจอย่างยิ่งของเขา ด้วย อำนาจแห่งศรัทธานั้น ก็ได้เหมือนกัน. นี้เป็นลักษณะของศาสนา ประเภทที่ทำความพ้นทุกข์ด้วยอำนาจของศรัทธาเป็นเบื้องหน้า. ส่วนพวกที่ทำ ความพ้นทุกข์ด้วยความพากเพียร โดยตรง นั้น มีวิธีที่จะฝึกฝนการบังคับในทางจิต หรือทางสมาธิ หรือทาง ฌาน ทางสมาบัติ บังคับจิตของตัวให้อยู่ในอำนาจได้ตามที่ต้องการ คือไม่ให้ไปรู้สึกทุกข์ ไปรู้สึกร้อน ไปหวาดไปกลัว เป็นต้น แต่

น.317 ห้มาสงบเงียบอยู่ในฌานในสมาบัติได้จนตลอดเวลา จนกระทั่งถึง วันดับจิต. เขาเป็นผู้สามารถบังคับจิต ไม่ให้ไปรับอารมณ์ที่ไม่ ปรารถนาให้รับอย่างใด ๆ แล้ว ก็บังคับจิตให้กำหนดไว้แต่อารมณ์ ที่พึงปรารถนา เช่นความเป็นหนึ่งในอารมณ์อันใดอันหนึ่งแล้วก็หยุด อยู่ในอารมณ์อันนั้น จนเป็นสมาธิ หรือสมาบัติ เป็นความติดใจอยู่ ได้ในลักษณะที่ตนพอใจจนปราศจากความทุกข์ แต่ว่าอยู่ได้ด้วย อำนาจของการบังคับ ในกรณีที่เป็นความเจ็บไข้ได้ป่วย เขาก็ข่ม ทุกข์เวทนาไว้ด้วยกำลังจิต มิให้ปรากฏแม้ความรู้สึกรัก โกรธ เกลียด กลัว เป็นต้น ก็ถูกข่มไว้ด้วยอำนาจฌานอย่างเดียวกัน. อย่างนี้ เรียกว่าเป็นวิธีเอาตัวรอดจากความทุกข์ได้ ด้วยอำนาจของ วิริยะ คือการทำการบังคับจิตอันแรงกล้า ซึ่งรวมการบังคับกาย อยู่ด้วยในตัว ปรากฏว่ามีอยู่หลายเหล่าหลายลัทธิหลายศาสนา ตั้ง แต่ครั้งก่อนพุทธกาล และในสมัยพุทธกาล และแม้กระทั่งบัดนี้ก็ ยังมีเหลืออยู่. นี้ก็นับว่าเป็นศาสนาประเภทหนึ่ง. สำหรับศาสนาประเภทที่ ๓ นั้น ทำความพ้นทุกข์ด้วย ปัญญา จะต้องมีวิธีการณ์ที่เป็นไปในทางของปัญญา ให้เข้าใจแจ่ม แจ้งในสิ่งทั้งหลายทั้งปวง ตามที่เป็นจริงว่าอะไรเป็นอะไร โดยเฉพาะ อย่างยิ่งก็คือ เห็นว่าเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา จน

น.318 จิตเบื่อหน่ายถอยออกมาเสียจากสิ่งทั้งปวง ไม่ยึดมั่นสิ่งใดไว้ด้วย อำนาจอุปาทาน ก็ไม่มีความอยากหรือตัณหาที่เป็นเหตุแห่งทุกข์ จึงเลยไม่มีความทุกข์. วิธีนี้เรียกว่าเป็นการเอาชนะความทุกข์ด้วย กำลังปัญญา เป็น ศาสนา ประเภท ที่ ยึด หลัก ใน ทาง ปัญญาเป็น เบื้องหน้า. ในโลกเรา โดยสรุปแล้วมีลัทธิศาสนาซึ่งยึดหลักเป็นที่พึ่ง ต่างกันเป็น ๓ ประเภท ดังนี้. เราผู้จะเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ของเรา เกี่ยวข้องกับผู้เป็นศาสนิกแห่งศาสนานั้น ๆ ซึ่งมีหลักแห่งการยึดต่าง กันนั้น อาจจะพลั้งพลาดถึงกับทำสิ่งที่เป็นอคติลงไปได้ ถ้าหากว่า เรายึดแต่เพียงหลักใดหลักหนึ่ง ซึ่งเป็นหลักของตัวเองอย่างเดียว การรู้หลักกว้าง ๆ ถึงความแตกต่างระหว่างลัทธิศาสนาว่ามีอยู่อย่าง ไร แล้วปฏิบัติให้สมกันกับกรณีนั้น ๆ ให้สำเร็จประโยชน์ได้ทุกเมื่อ จึงเป็นสิ่งที่ท่านผู้เป็นตุลาการจะต้องคำนึงถึง และกำหนดไว้ในฐานะ เป็น ตัวอย่างสำหรับเทียบเคียง เพื่อให้ปฏิบัติหน้าที่ของตนได้ โดยเรียบร้อยบริบูรณ์ และเป็นหลักสำหรับเตือนตนว่า อคตินั้น มีทางมาจากการไม่รู้เท่าถึงการณ์ หรือจากที่เรารู้จักผู้อื่นพวกอื่น น้อยเกินไป ได้ไม่น้อยเลย. ด้วยเหตุนี้ ทุกคนจึงจำเป็นที่จะต้อง เปิดจิตใจของตน ให้กว้าง อำนวยความปล่อยความยอมให้แก่ลัทธิ

น.319 ศาสนาต่าง ๆ ทั่ว ๆ ไป ตามชั้นตามลำดับแห่งลัทธินั้น ๆ ซึ่งล้วน แล้วแต่ว่า ถ้าเราประมวลสงเคราะห์ ก็ย่อมสงเคราะห์ลงในคำว่า " ธรรม ” ได้ด้วยกันทั้งนั้น ไม่ว่าศาสนาใด ๆ ในโลกนี้; ฉะนั้น การมีหน้าที่รักษาความเป็นธรรมในโลก ก็ควรจะให้คำว่า ธ ร ร ม มีขอบเขตกว้างขวางชนิดที่กล่าวแล้วนั้นด้วย ในหลักเกณฑ์ครบทั้ง ๓ ประการ คือ ความเชื่อ ความเพียร หรือปัญญา ซึ่งเป็นหลัก ของศาสนาต่าง ๆ นั้น. สำหรับพุทธศาสนาเรา อยู่ในพวกอาศัยกำลังปัญญา เป็นเบื้องหน้า สำหรับทำความรอดพ้น ถึงอย่างนั้นก็ยังมีแบ่งแยก เป็นลัทธินิกายต่าง ๆ กัน. การที่จะถือให้เป็นแบบอย่างแต่อย่างเดียว นั้น ไม่เป็นวิสัยที่จะทำได้ เช่นลัทธิพุทธศาสนาที่เรียกตัวเองว่า เถรวาท หรือที่คนอื่นเรียกว่า หินยาน คือพุทธศาสนาอย่างไทย อย่างลังกา อย่างพม่า เหล่านี้ ตั้งอยู่ในฐานะที่ต่างกันเป็นอันมาก จากอีกพวกหนึ่ง ซึ่งเรียกตัวเองว่า มหายาน สถาบันซึ่งยึดถือกัน มั่นคงของฝ่ายเถรวาทนั้นก็คือ การที่ไม่ยอมแก้ไขเปลี่ยนแปลงสิ่ง ใด ๆ ที่พระพุทธเจ้าทรงวางไว้แล้ว. ข้อนี้ตรงกันข้ามจากฝ่าย มหา ยาน ที่นิยมแก้ไขเปลี่ยนแปลงทันทีที่รู้สึกว่าควรจะปรับให้เข้ากับสิ่ง แวดล้อม. โดยเหตุนี้เอง พุทธศาสนาอย่างเถรวาท จึงยังมีอะไร ๆ

น.320 คล้าย กับที่เป็นอยู่ใน สมัย ครั้ง พุทธกาล เป็นอย่างมาก, แม้ที่สุด แต่การกินอยู่นุ่งห่ม และการทำกิจประจำวัน ก็ยังเหมือนกับเมื่อ สองพันกว่าปีมาแล้ว. ส่วนฝ่ายมหายานนั้น มีการปรับปรุงกันใหม่ ทุกอย่างทุกประการ แม้กระทั่งตัวหลักลัทธิ ดังนี้เป็นต้น. ท่านผู้เป็น ตุลาการคงจะมีหน้าที่การงาน ซึ่งเกี่ยวข้องกับนิกายของพระพุทธ ศาสนาทุก ๆ นิกายอยู่ข้างเป็นธรรมดา เพราะฉะนั้นจึงควรจะศึกษา หาความรู้ความเข้าใจในเรื่องนี้ อเป็นการเพิ่มเติมให้เพียงพอ; อย่าง น้อยที่สุด ก็ควรจะกำหนดจดจำใจความสั้น ๆ ของความแตกต่าง ระหว่าง เถรวาท กับ มหายาน นี้ไว้ ตัวอย่างแห่งสถาบันที่ถือกันมั่นคงของฝ่ายเถรวาท นั้น อาตมาจะยกมาเป็นตัวอย่างสักข้อหนึ่ง เช่นในวินัยมีอยู่ว่าจะไม่ยอม บวชคนที่บิดามารดาไม่อนุญาต เขาจะมีอายุเท่าไรเป็นคนอย่างไร ก็ตาม ถ้าไม่ได้รับอนุญาตจากบิดามารดาก็ไม่ยอมบวชให้ ฉะนั้น เราจึงไม่ยอมยวชให้แก่บุคคลที่ไม่มีหลักฐานอะไร อันแสดงว่าบิดา มารดาอนุญาต ครั้นมาถึงสมัยนี้ มีระเบียบอะไรต่าง ๆ ของโลก ปัจจุบัน ที่เขาจัดตั้งกันขึ้น อย่างที่เรียกว่า สิทธิสากลของมนุษยชน ควรจะทำได้ เช่นเขาเป็นผู้ใหญ่เป็นอิสระแก่ตัวแล้ว เขาจะแต่งงาน หรือทำอะไรได้ โดยไม่ต้องอาศัยความยินยอมของบิดามารดา ทั้ง

น.321 ชายทั้งหญิง อย่างนี้เป็นต้น. เมื่อเขายกเอาสิทธิสากลของมนุษยชน ซึ่งเป็นที่ลุ่มหลงของคนในสมัยปัจจุบันนี้ เป็นอย่างยิ่ง ชนิด นั้นมาอ้าง มันก็เป็นข้อแก้ตัวให้รอดไปได้. แต่ทางฝ่ายเถรวาทเรายังคงถือ ตรงตามเดิมทุกประการ เขาจะอ้างสิทธิมนุษยชนอันประเสริฐของ เขา ให้คอแห้งแหบอย่างไร เราก็ไม่ยอมจะบวชให้แก่บุคคลที่แม้ อายุจะมากเป็นผู้ใหญ่เต็มที่แล้ว แต่ว่าบิดามารดาไม่ได้อนุญาต ดังนี้เป็นต้น. นี่ก็มีความหมายอยู่ตรงที่ว่า เรายังคงรักษาตัวบท เดิมของพระวินัยหรือของพระพุทธบัญญัติต่าง ๆ ไว้โดยไม่ยอม แตะต้อง. ถ้าข้อใดจะล้าสมัย จะพ้นสมัยไป ก็ปล่อยให้คงล้า สมัยพ้นสมัยปรากฏอยู่ในพระคัมภีร์นั้น ๆ ไม่ยอมถอนออก และไม่เปลี่ยนแปลง. เมื่อปฏิบัติไม่ได้ ก็ไม่ปฏิบัติ แต่เมื่อ ยังปฏิบัติได้อยู่ ก็ยังคงปฏิบัติอย่างเคร่งครัด หวังว่าท่านที่จะ ออกไปเป็นตุลาการ คงจะได้เผชิญปัญหาเหล่านี้ข้างหน้า ขอได้ เคารพต่อสถาบันของพุทธศาสนาอย่างเถรวาท ให้เหมาะสมแก่กรณี ด้วย. ส่วนที่เกี่ยวกับฝ่ายมหายานนั้น เชื่อว่าคงจะเป็นการสะดวก สบายกว่า ในการที่จะปฏิบัติหน้าที่อะไรไปตามที่เห็นสมควร จะ แก้ไขเปลี่ยนแปลง. เราไม่มีการยึดถือหลักเกณฑ์อย่างเดียวกัน ฉะนั้น ท่านทั้งหลายจะต้องอาศัยการพินิจพิจารณา ที่เหมาะสมแก่

น.322 กรณี เรียกว่าเป็นการทำให้ถูกให้ตรงตามลัทธินิกายของศาสนา นั้น ๆ นับตั้งแต่ศาสนาประเภทใหญ่ ๆ เช่นพวกที่เพ่งศรัทธาเป็น เบื้องหน้า ความเพียรเป็นเบื้องหน้า ปัญญาเป็นเบื้องหน้า และทุก ๆ พวก ก็ยังมีแตกแยกออกเป็นนิกายย่อย ๆ ดังนี้เป็นต้น ข้อต่อไปที่อาตมาอยากจะปรับความเข้าใจอีกครั้งหนึ่ง ก็คือ เรื่องที่เกี่ยวกับเจตนาของตุลาการ เจตนาที่จะพิพากษาหรือจะสั่ง บังคับคดีต่าง ๆ นั้น เป็นของสำคัญที่จะต้องตั้งไว้ในฐานะเป็นของ บริสุทธิ์. ได้เคยมีผู้ถามปัญหาถึงข้อที่ว่า คำพิพากษาสั่งฆ่าคน หรือทำให้คนตกทุกข์ลำบากนั้น จะมีส่วนที่เป็น วิบากกรรม อัน จะสนองแก่ผู้เป็นตุลาการด้วย หรือหาไม่. ข้อนี้ อาตมาก็ได้เคย ตอบไปบ้างแล้ว และยังอยากจะขอย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า ต้องถือเอา "เ จ ต น า เ ป็ น ตั ว ก ร ร ม” หรือเป็นใหญ่. เจตนานั้น หมายถึง ความรู้สึกคิดนึกหรือความต้องการตามความประสงค์ ในการที่ จะทำ สิ่งใด ๆ ลงไป, ในที่นี้หมายถึงการที่จะพิพากษาอรรถคดี และ สั่งบังคับคดีลงไป. เราต้องประคับประคองเจตนาของเราให้ตั้งอยู่ใน ฐานะเป็นเจตนาของปูชนียบุคคลแห่งโลก ให้เสมอไปเหมือนดัง ที่ได้อธิบายมาแล้วข้างต้น. "ถ้าเราเป็นผู้บูชาอุดมคติ ตั้งอยู่ใน อุดมคติจริง ๆ แล้ว ไม่ต้องกลัว เจตนานั้นย่อมจะบริสุทธิ์

น.323 ผุดผ่องเอง และจะเป็นการทำไปด้วยการมุ่งรักษาอุดมคติของผู้ รักษาความเป็นธรรม หรือผู้คุ้มครองธรรมอยู่ในโลกนี้ การที่ จำเลยจะต้องเป็นไปตามกรรม หรือตามบทบัญญัติที่อาศัยกฎเกณฑ์ แห่งความยุติธรรม ที่ได้วางกันขึ้นไว้นั้น ไม่ใช่สิ่งที่เราจะต้องรับผิด ชอบ เราจะรับผิดชอบเฉพาะแต่เจตนา ในการที่จะรักษาความ ยุติธรรมของโลกแต่อย่างเดียว. อาตมายังนึกไปถึงว่า แม้แต่ พวกที่จะต้องปฏิบัติหน้าที่ ในการฆ่าคนโดยตรง เช่นพวกเพชฌฆาตเป็นต้น: ถ้าเขามีเจตนา ในทำนองที่จะร่วมมือกันรักษาความยุติธรรมของโลกแล้ว เขาก็ไม่ ต้องรับบาปกรรมที่จะสนองในกรณีว่าเป็นผู้ฆ่าคน. ส่วนเขาจะรับบาป กรรมอันอื่นใดบ้างเป็นพิเศษหรือไม่นั้น เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ต่างหาก แต่เรื่องเจตนาฆ่าคนนั้น คงไม่มีแน่ ถ้าหากว่าเขาเป็นผู้มีอุดมคติ อย่างที่กล่าวนี้ ประจำอยู่ในใจจริง ๆ แม้ที่สุดแต่ทหารที่ถืออาวุธ ที่จะต้องปล่อยอาวุธออกไป เพื่อเจตนาที่จะป้องกันรักษาความยุติ- ธรรมของโลก ก็จะไม่ต้องรับสนองบาปกรรม ในฐานะที่เป็นการ ฆ่าคน, เจตนาไม่มีในการฆ่าคน มีแต่เจตนาในการที่จะรักษา ความยุติธรรมของโลกไว้จริง ๆ. เรากลัวอยู่แต่ว่าคนเหล่านั้นจะไม่ มีเจตนาเช่นนี้เท่านั้น. แม้ที่สุด แต่บุคคลที่จะต้องป้องกันตัว ใน

น.324 เมื่อมีศัตรูจู่โจมเข้ามาจะทำอันตราย เขาต้องป้องกันตัวโดยไม่มีการ คำนึงว่าจะทำให้ฝ่ายโน้นเสียชีวิตหรือไม่. ถ้าหากว่าการป้องกัน ตัวของเขานั้นทำให้ฝ่ายโน้นเสียชีวิตลงไป โดยบทบัญญัติของ กฎหมายก็ไม่ถือว่าเขาฆ่าคนหรือเจตนาจะฆ่าคน. ถ้าหากว่าเขาจะ มีโทษบ้าง ก็จะต้องมีโทษเพราะบทบัญญัติอื่น ไม่ใช่บทบัญญัติใน เรื่องเจตนาจะฆ่า; หรือเขาอาจจะไม่มีโทษเลยก็ได้ เพราะไม่มี เจตนาจะฆ่าคน ดังนี้. ธรรมในทางพุทธศาสนาล้วนแต่ถือหลักอย่าง เดียวกันนี้. วินัยเป็นอันมากสำหรับพระภิกษุ ยกเว้นอาบัติโดยสิ้น เชิงแก่ภิกษุผู้ที่ไม่เจตนา แม้ว่าการกระทำนั้นมีผลถึงกับเป็นการทำ ให้เกิดการเสียชีวิตแก่บุคคลอื่นเหล่านี้เป็นต้น. เพราะเหตุดังกล่าว มานี้เอง อาตมาจึงขอยืนยันว่า ผู้ที่ พยายาม รักษาอุดมคติของ ตุลา การไว้ ประจำ ใจอยู่ เสมอนั้น ย่อมจะมีเจตนาบริสุทธิ์ผุดผ่องในการที่จะ รักษาธรรม ของโลก ไม่มีเจตนาที่จะทำใครให้ลำบาก หรือแกล้งทำใครให้เสียชีวิต: และยังจะประกอบไปด้วยพรหมวิหารธรรม ข้อสุดท้ายอีกด้วย คือ อุ เ บ ก ข า มีความวางเฉยในเมื่อช่วยอะไรไม่ได้. ธรรม ข้อนี้ท่านก็จัดเป็นพรหมวิหาร คือเป็นคุณสมบัติของพรหมด้วยเหมือน กัน เท่า ๆ กับข้อเมตตา กรุณา มุทิตา แม้ว่าจะเป็นข้อ อุเบกขา

น.325 คือจำเป็นที่จะต้องวางเฉย ในกรณีที่สัตว์จะต้องเป็นไปตามกรรม. เมื่อ ประกอบไปด้วยพรหมวิหารธรรมข้อนี้ด้วย และมีอุดมคติแห่งบุคคลผู้ รักษาธรรมของโลกด้วย เจตนาของเขาย่อมบริสุทธิ์ผุดผ่อง ไม่มีบาป ไม่มีกรรม เพราะการสั่งบังคับคดี ทั้งจะเป็นการตั้งตนอยู่ในฐานะ ปูชนียบุคคลของโลกได้ด้วย โดยไม่ต้องสงสัยเลย. ข้อสุดท้ายเท่าที่เวลายังเหลืออยู่จะอำนวย ให้ อาตมาอยากจะ แนะให้ตั้ง ข้อสังเกตเป็นพิเศษอีกข้อหนึ่ง คือบุคคลที่เกี่ยวเนื่อง กัน. เราทุกคนที่อยู่ในโลก ย่อมมีบุคคลที่เกี่ยวเนื่องกัน อยู่เป็นพวก เป็นหมู่เป็นคณะ ที่ใกล้ชิดที่สุด ก็เรียกว่าครอบครัว บุคคลเหล่านี้ เมื่อพิจารณาดูให้ดีแล้ว จะเห็นว่าเป็นสิ่งแวดล้อมที่มีอิทธิพล อยู่ไม่ น้อย ในการที่จะดลบันดาลให้สิ่งต่าง ๆ เป็นไปตามความต้องการ ของเขา เพราะฉะนั้นเราจึงจำเป็นที่จะต้องจัดการแก้ปัญหาเกี่ยวกับ บุคคลแวดล้อมนี้ ให้ลุล่วงไปด้วยดีด้วยเหมือนกัน. เราจะ พิจารณากันถึงประเภทที่เป็นของจำเป็นก่อน โดยเฉพาะก็คือครอบ ครัว. ทุกคนจะต้องมีครอบครัว; เพราะการมีครอบครัวเป็นของ จำเป็นสำหรับฆราวาส; นี้เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ ที่ว่าฆราวาสจะต้อง มีครอบครัว. ผู้ที่เป็นตุลาการจะต้องมีภาระหนัก ที่จะป้องกัน ไม่ให้ เรื่อง ของ ครอบครัวเกี่ยวพันถึงการ ปฏิบัติหน้าที่ตุลาการ

น.326 เพราะฉะนั้นจำเป็นจะต้องมีความสามารถพิเศษ หรือมีอุบายวิเศษ ซึ่ง เป็นคุณธรรมวิเศษ อย่างใดอย่างหนึ่ง อันเป็นทางที่ทำได้ทั้งในทาง ป้องกันและแก้ไข ในกรณีที่เป็นการป้องกันนั้น อย่างน้อยเราจะต้อง ทำให้คนข้างเคียงของเราหรือครอบครัวของเรา เป็นผู้ที่ตั้งตนในศีล ในธรรมเช่นเดียวกับเรา จึงจำเป็นที่จะต้องถือเป็นหน้าที่ว่า ทุกคน จะต้องอบรมครอบครัวของตน ให้ตั้งอยู่ในศีลในธรรมอย่างถูกต้อง เช่นเดียวกับตน. พ่อบ้านจะต้องมีหน้าที่อบรมคนทุกคนในครอบครัว ของตน ให้ตั้งอยู่ในศีลในธรรม มิฉะนั้นแล้วจะเป็นภัยแก่พ่อบ้านนั้น เอง. สำหรับพ่อบ้านที่เป็นตุลาการด้วยแล้ว ยิ่งเป็นการจำเป็นอย่าง ยิ่ง ที่จะต้องมีครอบครัวที่ตั้งอยู่ในศีลในธรรม, ผู้ที่ยังไม่มีครอบครัว ก็ควรจะเลือกเฟ้นให้อย่างดีที่สุด ให้ได้ผู้เข้ามาร่วมครอบครัวนั้น เป็นคนตั้งอยู่ในศีลในธรรม. ผู้ที่ยังไม่มีครอบครัว ยังมีโอกาส เลือกได้มาก ไม่ควรเผลอตัวหาคู่ครองตามอารมณ์ตามอำนาจกิเลส แต่จะหาคู่ครองตามอุดมคติของตุลาการ คือจะต้องเป็นผู้มาช่วยกัน หรือร่วมมือกันอำนวยความสะดวก ในการปฏิบัติหน้าที่การงานแห่ง การรักษา ความเป็นธรรมของโลกให้ลุล่วงไปด้วยดี. สำหรับผู้ที่มี ครอบครัวอยู่แล้ว ก็จะต้องถือเป็นภาระหน้าที่อย่างยิ่ง ในการ ที่จะ สนใจพยายามฝึกฝนอบรม ครอบ ครัวของตน ให้ตั้งอยู่ในศีลในธรรม

น.327 เพื่อจะไม่เกิดเป็นสิ่งที่เป็นอุปสรรคขัดขวาง หรือถึงกับทำลายการ ปฏิบัติหน้าที่บริสุทธิ์บริบูรณ์ ของตนเสียในภายหลัง. แท้ที่จริงเราควรจะถือตรงกันทุกคนว่า การอบรมครอบ- ครัวให้ตั้งอยู่ในศีล ธรรมนั้น เป็นความจำเป็นเท่า ๆ กับการ ปฏิบัติ หน้าที่การงานอื่น ๆ มิฉะนั้นต้องประสบความ ยุ่งยาก หม่นหมอง จนเหมือนกับตกนรกทั้งเป็นโดยไม่ต้องสงสัย. ครอบครัว ของตุลาการ ควรจะตั้งอยู่ในฐานะเป็น ปูชนียบุคคลระดับหนึ่งไป ทั้งครอบครัว เช่นเดียวกับครอบครัวของปูชนียบุคคลอื่น ๆ. โดย เฉพาะในครั้งโบราณ บุคคลจำพวกพราหมณ์ หรือผู้สั่งสอนศีลธรรม ซึ่งเป็นผู้ครองเรือนเหล่านี้ ถ้าเราดูตามหลักเกณฑ์ที่เขาถือกันมาแต่ กาลก่อน เขาระมัดระวังคนที่จะเข้ามาเป็นสมาชิกในครอบครัวก็ด้วย เหตุนี้เอง; พวกพราหมณ์จะไม่ยอมแต่งงานกับพวกวรรณะอื่น นอก จากที่เป็นพราหมณ์ มีคุณสมบัติต่าง ๆ เหมือนกันหรือเข้ากันได้ เพื่อไม่มาเป็น อุปสรรค ต่าง ๆ ในการ ที่บุคคลนั้นจะปฏิบัติหน้าที่เย็น พราหมณ์ หรือเป็นครูบาอาจารย์ของบ้านเมือง. โดยเฉพาะหน้าที่ ที่จะต้องอาศัยบุคคลพิเศษเช่นนี้ จำเป็นที่จะต้องมีการเลือกเฟ้น หรือ มีการคบหาสมาคมกันแต่ในบุคคลที่ มีอุดมคติตรงกัน ดังกล่าวแล้ว เราจึงควรจะนำหลักเกณฑ์อันนี้มาใช้เป็นหลักปฏิบัติ หรือเป็นเครื่อง

น.328 ป้องกันความยุ่งยากที่จะเกิดในอนาคต ให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้. การที่มีสิ่งแวดล้อม หรือบุคคล แวดล้อมเป็น อุปสรรค เสียเองนั้น ขอให้ถือว่าเป็นโชคร้ายอย่างยิ่ง เป็นอัปมงคลอย่าง ยิ่ง. พระพุทธเจ้าท่านทรงสรรเสริญการมีมิตรดีไว้อย่างยิ่ง จนถึง กับตรัสว่า การมีมิตรดีนั้น เป็นอะไร ๆ ทั้งหมดของความสำเร็จ. ใน เรื่องนี้มีเรื่องเล่าว่า พระอานนท์ซึ่งเป็นศิษย์ใกล้ชิดที่สุดของพระ- พุทธเจ้า ได้กราบทูลพระพุทธเจ้าว่า เท่าที่ท่านเองได้คำนวณดูรอบ คอบทั่วถึงแล้วรู้สึกว่า การมีเพื่อนดี หรือบุคคลที่แวดล้อมดีนั้น เป็นถึง ๕๐ เปอร์เซนต์ของความสำเร็จของมนุษย์เรา พระพุทธเจ้า ท่านตรัสห้ามเสียว่า อย่าพูดอย่างนั้น การมีบุคคลแวดล้อมที่ดีนี้ เป็นทั้ง ๑๐๐ เปอร์เซนต์หรือเป็นทั้งหมดของความสำเร็จของมนุษย์ เรา. ฉะนั้นถ้าหากว่าบรรดาท่านที่เป็นตุลาการ ได้บุคคลข้างเคียง ที่แวดล้อมดี หรือถึงกับช่วยกันสงวนศักดิ์ศรีของตุลาการได้ด้วยกัน ทั้งครอบครัวแล้ว ย่อมจะเป็นการประพฤติธรรมทั้งครอบครัว ย่อมจะ เป็นบันไดไปสู่สวรรค์กันทั้งครอบครัว ไม่เป็นการดึงไปสู่นรกทั้งเป็น หมือนกับที่เราเห็น ๆ กันอยู่ในบางสิ่งบางแห่ง เป็นแน่นอน. ทั้งหมดนี้ เป็นอันว่าเราได้พิจารณากันโดยละเอียด ถึงข้อ ที่ควรสนใจและระมัดระวังเกี่ยวกับการเป็นตุลาการในอนาคต ในข้อ

น.329 ที่ว่าเราจะต้องประพฤติธรรมประจำหน้าที่ของเรา; และต้องเข้าไป เกี่ยวข้องกับลัทธิศาสนาต่าง ๆ อย่างปลอดภัย; เราจะต้องตั้งตนให้ อยู่ในฐานะเป็นคนของโลก คือผู้พิทักษ์ความเป็นธรรมของโลก ไม่เลือกที่รักมักที่ชังในระหว่างบุคคล หรือแม้ในระหว่าง ชาติ ระหว่างประเทศ หรือแม้ในระหว่างโลกด้วยซ้ำไป ถ้าหากคดีจะ เกิดขึ้นได้ระหว่าง โลกมนุษย์ กับโลกเทวดา เป็นต้น; เพราะคำว่า "ธ ร ร ม” นั้น ไม่มีชาติ ไม่มีเชื้อชาติ เป็นของสิ่งเดียวกันใน ทุก ๆ โลก: และเราจะต้องยึดถืออุดมคติที่ว่า การปฏิบัติหน้าที่เช่นนี้ ย่อมอยู่ในฐานะเป็นที่พึ่งของโลก อยู่ในประเภทที่เรียกว่า ปูชนีย- บุคคลของโลก, เมื่อผู้ใดสมัครเข้ามาปฏิบัติหน้าที่เช่นนี้ก็จะต้องถือ อุดมคติอันนี้ จึงจะราบรื่น หรือได้รับผลจากหน้าที่อันนี้ มิฉะนั้นแล้ว จะเป็นการผืนหรือขบถต่อหน้าที่โดยชื่นตา หรือโดยเราไม่รู้สึกตัว ก็ตามที, ผลสุดท้ายก็จะนำความยุ่งยากลำบากมาให้ ตรงกันข้าม จากที่ได้ทำให้ตรงกับอุดมคติ ซึ่งเรากลับจะได้สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ ควรจะได้ เป็นการดีกว่าหรือได้เปรียบกว่ามนุษย์อีกหลายประเภท จำนวนมากทีเดียว. เราควรถือเอาโอกาสที่เราได้โอกาส ในการ ทำตนเป็นผู้พิทักษ์ความเป็นธรรมของโลก ที่เขายกขึ้นเป็นปูชนีย- บุคคลของโลกประเภทหนึ่งนี้ ด้วยการปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วง

น.330 ไปด้วยดี โดยอาศัยหลักแห่งพุทธธรรมในพระพุทธศาสนาเป็นมูล- ฐาน ทำการชนะตนเองให้ได้โดยเด็ดขาดก่อนแล้ว มีจิตใจที่เกลี้ยง เกลาจากอคติทั้งปวง ทำการวินิจฉัยอรรถคดี และสั่งบังคับคดีไป ตามที่ธรรมจะชี้ช่องให้ หรือตามที่ธรรมจะชี้ชวนไป จนประสบกับ ความดีงาม ความเจริญ สมตามความมุ่งหมายของสิ่งที่มีชีวิต ทั้งหลาย ที่ว่าเกิดมาเวียนว่ายอยู่ในวัฏฏสงสารนี้ ก็เพื่อจะศึกษา สิ่งทั้งหลายทั้งปวง จนรู้แจ่มแจ้ง สามารถถอนตนออกมาเสียได้ จากความทุกข์ในวัฏฏสงสารด้วยกันทุกคน. เราเสียอีก ที่ตั้งตนอยู่ ในฐานะเป็นที่พึ่งแก่บุคคลอื่น เพราะฉะนั้นจะต้องรับภาระมากขึ้นอีก ส่วนหนึ่ง สำหรับปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นธรรม ให้ประกอบด้วยธรรม เพื่อบุคคลอื่นให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ สมตามที่เขาจัดบุคคล ประเภทนี้ไว้ ว่าเป็นที่พึ่งของโลก และเป็นปูชนียบุคคลของโลก ทุก ๆ ประการ. อาตมาขอยุติการบรรยายในวันนี้ เพราะหมดเวลาเพียงเท่านี้.

น.331 คุรุสภาด้วยความร่วมมือของกระทรวงศึกษาธิการได้มอบให้องค์ การค้าของคุรุสภาจัดพิมพ์หนังสือภาษาไทยที่ดีออกจำหน่ายเป็นชุด ๆ ในราคาย่อมเยา หนังสือชุดนี้ได้พิมพ์ออกจำหน่ายตั้งแต่ ๑ มกราคม ๒๕๐๔ เป็นต้นมาแล้ว รายชื่อหนังสือที่พิมพ์ออกจำหน่ายแล้ว ชุดที่ ๑-๑๐๑ ไตรภูมิพระร่วง ชุดที่ ๒-๒๐๑ ชุมนุมฉันท์ดุษฎีสังเวย เล่ม ๑ ชุดที่ ๓ -๓๐๑ ประชุมประกาศรัชกาลที่ ๔ เล่ม ๑-๒ ของพระบาท -๓๐๒ สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ชุดที่ ๔-๔ ๐๑ บ่อเกิดรามเกียรติ์ ชุดที่ ๕-๕๐๑ พิมพ์พิไล ของหม่อมหลวงปิ่น มาลากุล - ๕ ๐ ๒ แม่ศรีครัว, บ๋อยใหม่, หมั้นไว้และตาเงาะ ของเจ้า พระยาธรรมศักดิ์มนตรี ชุดที่ ๗-๗๐๑ ตำนานพระพุทธเจดีย์เล่ม ๑-๒ ของสมเด็จพระเจ้า - ๗ ๐ ๒ บรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ชุดที่ ๘-๘๐๑ พระราช พงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๑ ของเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ ชุดที่ ๑๐-๐๐๐๑ เตือนใจ ของภิกขุ ปัญญานันทะ - ๑๐๐๒ ชุมนุมปาฐกถา ของภิกขุ ปัญญานันทะ -๑๐๐๖ สนิมในใจ ของ พ.อ. ปิ่น มุทุกันต์ ชุดที่ ๑๒-๑๒๐๑ พระประวัติสมเด็จพระนเรศวรมหาราช กับ ดอนเจดีย์ ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรง ราชานุภาพ ชุดที่ ๑๓-๑๓๐๑ รวมเรื่องสั้น ของแสงทอง - ๑ ๓๐๗ อันเป็นที่รักแห่งเหมันต์, ชาคริตนิทรา, เพื่อนชาย และห้องที่ ๖ ๙ ของสันต์ เทวรักษ์

น.332 รายชื่อหนังสือที่กำลังจะพิมพ์ออกจำหน่ายในเร็วนี้ ๆ ชุดที่ ๒-๒๐๒ ชุมนุมฉันท์ดุษฎีสังเวย เล่ม ๒ ชุดท ๔-๔๑๗ บทละครพูดเรื่องกุศโลบาย ชุดที่ ๙- ๙ ๐ ๑ ลัทธิธรรมเนียม เล่ม ๑ ชุดที่ ๑๐-๐๐๐๓-๑๐๐๕ กองทัพธรรมเล่ม ๑-๓ ของนายสุชีพ ปุญญานุภาพ ๑๐๐๗-๑๐๐๘ หลักพระพุทธศาสนาและธรรมบรรยายพิเศษ เล่ม ๑ - ๒ ของ พุทธทาส ภิกขุ ชุดที่ ๑ ๑-๑๑๐๑ เที่ยวทะเลตะวันออก ของพระเจ้าบรมวงศ์กรมพระ สมมตอมรพันธ์ เที่ยวเมืองเพชรบูรณ์ ของสมเด็จ พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เที่ยวน้ำตกเจ้า อนัมก๊กที่เกาะกูดและเที่ยวไทรโยค ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยา ภาณุพันธ์วงศ์วรเดช ชุดที่ ๑๒-๑๒๐๒ พระราชประวัติพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้า อยู่หัว ก่อนเสวยราชย์ พระบวรราชประวัติและพระ ประวัติสมเด็จพระเจ้า บรมวงศ์ เธอกรมพระยาเทว- วงศ์วโรปการ ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรม พระยาดำรงราชานุภาพ พระประวัติตรัส เล่า ของ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ชุดที่ ๑ ๓-๑๓๐๒-๑๓๐๓ แผ่นดินของเราเล่ม ๑-๒ ของแม่อนงค์ ๑๓๐๕-๑๓๐๖ บันไดแห่งความรัก เล่ม ๑ - ๒ ของสันต์ เทวรักษ์ ชุดที่ ๑๖-๑๖๐๑ ประชุมพระนิพนธ์เรื่องเบ็ดเตล็ด ของสมเด็จ- พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ราคาจำหน่ายมาตรฐาน ปกอ่อนเล่มละ ๑๐.๐๐ บาท สำหรับผู้สนใจจะสั่งจองซื้อทุกเล่มที่พิมพ์ออกจำหน่ายทั้งปี และ ผู้ที่จะซื้อเป็นจำนวนมาก องค์การค้า ฯ จะให้ส่วนลดเป็นพิเศษ โปรด ติดต่อขอทราบรายละเอียดจากผู้จัดการองค์การค้าของคุรุสภา ศึกษา- ภัณฑ์พาณิชย์ อาคาร ๙ ถนนราชดำเนิน พระนคร พิมพ์ที่โรงพิมพ์คุรุสภา นายกำธร สถิรกุล ผู้พิมพ์และผู้โฆษณา

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต