Buddhadasa.org

หลักพระพุทธศาสนา และธรรมบรรยายพิเศษ เล่ม 1 ตอนที่ ๙ — พุทธศาสนากับคนทั่วไป

หลักพระพุทธศาสนา และธรรมบรรยายพิเศษ เล่ม 1 — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — หลักพระพุทธศาสนา และธรรมบรรยายพิเศษ เล่ม 1 (๑๐ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.268 ท่านที่จะเป็นผู้พิพากษาทั้งหลาย อาตมาได้บรรยายหลักแห่งพุทธศาสนามาโดยลำดับ ๆ ว่า พุทธศาสนา คือวิชาและระเบียบปฏิบัติเพื่อให้รู้ ถึงสิ่งทั้งปวงถูกต้อง ตามที่เป็นจริง ว่าอะไรเป็นอะไร; สิ่งทั้งปวงนี้มีสภาพตามที่เป็นจริง คือไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา; แต่สัตว์ทั้งหลายหลงรักหลงยึด ถือสิ่งทั้งปวงเพราะอำนาจของอุปาทาน; ในพุทธศาสนามีวิธีปฏิบัติ เรียกว่า ศีล สมาธิ ปัญญา เพื่อจะตัดอุปาทานนั้นเสียง อุปาทานนั้น มีที่ลง เกาะ หรือ จับยึด ที่ขันธ์ทั้งห้า คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ; เมื่อรู้จักขันธ์ห้าตามที่เป็นจริง ก็สามารถจะเข้าใจสิ่ง ทั้งปวงจนถึงกับเบื่อหน่ายคลายกำหนัด ไม่ยึดถือด้วยอุปาทาน; และ เราควรจะมีชีวิตอยู่อย่างที่เรียกว่า "เป็นอยู่ชอบ" คือให้วัน คืนเต็มไปด้วยปีติและปราโมทย์ อันเกิดมาจากการกระทำที่ดี ที่งาม ที่ถูกต้อง อยู่เป็นประจำ แล้วเกิดความระงับจิต เกิดสมาธิ เกิดความ เห็นแจ้งได้เรื่อยๆไป จนกระทั่งเกิดนิพพิทา วิราคะ วิมุตติ และ

น.269 นิพพานได้ตามความเหมาะสมของสิ่งแวดล้อม; หรือถ้าเราจะรีบเร่ง ทำให้เร็วกว่านั้น ก็มีแนวปฏิบัติที่เรียกว่าวิปัสสนาธุระ นับตั้งแต่มี ศีลบริสุทธิ์ มีจิตบริสุทธิ์ มีทิฏฐิบริสุทธิ์ เรื่อยขึ้นไปจนถึงมีญาณ ทัสสนะบริสุทธิ์ ในที่สุดก็จะตัดสังโยชน์ต่าง ๆ ได้ เรียกว่าการบรรลุ มรรคผล; ทั้งหมดนี้ นับว่าเป็นการแสดงแนวสังเขปทั้งหมดของ พระพุทธศาสนาแล้ว ตั้งแต่ต้นจนปลาย ให้เห็นว่าหลักพระพุทธ- ศาสนามีอยู่อย่างไร พร้อมกันกับหลักปฏิบัติไปในตัว. สำหรับ โอกาสสุดท้ายที่เหลืออยู่อีก ๒ ครั้งนั้น ในวันนี้อาตมาเห็นว่าควร จะได้ชี้ให้เห็นแนวคิดหรือข้อสังเกต ที่เกี่ยวกับพุทธศาสนาทั่ว ๆ ไป นับตั้งแต่ว่าอะไรเป็นมูลเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดสิ่งที่เราเรียกว่าศาสนา เป็นต้น เพื่อให้เข้าใจสิ่งที่เรียกว่า พุ ท ธ ศ า ส น า ในแง่ทั่ว ๆ ไป อย่างทั่วถึง เป็นการป้องกันการเข้าใจผิดพลาดได้อีกชั้นหนึ่ง. เมื่อถามขึ้นว่า อะไร เป็นมูลเหตุให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า ศาสนา แล้ว นักศาสนาทั้งหลายมีคำตอบที่ยุติกันว่า ศาสนาทั้ง หมดของโลก ทุก ๆ ศาสนานับตั้งแต่ชั้นต่ำที่สุดจนถึงระดับที่สูงที่สุด ก็ตาม ถือกันว่ามีมูลดั้งเดิมร่วมกัน มาจากความกลัว: กล่าวสั้น ๆ ก็ว่า ความกลัวเป็นมูลเหตุให้เกิดศาสนา. แต่นักศาสนาเหล่านั้น เพ่งเล็งถึงความกลัวอย่างต่ำ ๆ ของคนในสมัยที่ยังไม่เจริญ คือมัก

น.270 จะระบุความกลัวปรากฏการณ์ของธรรมชาติ ที่ดุร้ายหรือลึกลับว่าเป็น มูลเหตุของศาสนา. การกล่าวเช่นนั้นก็ถูกต้องเหมือนกัน; แต่สิ่ง ที่เรียกว่าความกลัวนั้น ยังมีอยู่อีกหลายชั้น ซึ่งเราจะได้พิจารณากัน ต่อไป การที่เราจะเข้าใจว่าศาสนามีมูลมาจากความกลัว ได้ อย่างไรนั้น เราจะต้องพิจารณาถึงตัวกิริยาอาการที่เรียกว่าศาสนา กันเสียชั้นหนึ่งก่อน. ตัวศาสนาแท้ ๆ ก็คือตัวการดิ้นรนเพื่อให้รอด จากอันตรายในทางจิต. เมื่อกล่าวอย่างนี้ ก็เป็นการครอบคลุมไป ทุก ๆ ศาสนา. แม้จะกล่าวอย่างที่อาตมาเคยกล่าวมาแล้วว่าพุทธ- ศาสนาคือวิชาและหลักปฏิบัติเพื่อให้รู้ว่าอะไรเป็นอะไร ก็ยังหมาย ความว่ารู้เพื่อให้เอาตัวรอดจากอันตรายได้อยู่นั่นเอง; ฉะนั้นถ้าจะ กล่าวให้กินความกว้างคลุมศาสนาทุกศาสนาทั่ว ๆ ไป ตั้งแต่ชั้นต่ำ ที่สุดในสมัยโบราณซึ่งมนุษย์ยังไม่มีความเจริญ ก็พอจะกล่าวรวบ ยอดได้ อีกอย่างหนึ่งว่า ศาสนาคือตัวการดิ้นรนกระทำเพื่อให้ รอดพ้นจาก อันตราย หรือ สิ่งที่ตนถือว่า อันตราย ในทางจิต นั่นเอง. เมื่อเป็นเช่นนี้ เราย่อมกล่าวได้ว่ามันมีมูลมาจากสัญชาต- ญาณแห่งความกลัวนั่นเอง. อันตรายในทางภายนอก เช่นสัตว์ร้าย หรือข้าศึกศัตรู เหล่านี้ คนเราก็มีความกลัวและดิ้นรนต่อสู้หรือหลบ

น.271 หนีตามสมควรแก่โอกาส. นั่นเรียกว่าความกลัวและการหลบหนี อันตรายทางกายหรือทางภายนอก. ทีนี้ เมื่อเกิดมีสิ่งที่น่ากลัวหรือ อันตราย ที่เรียกว่าภายในหรือทางจิตขึ้นมาอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งชั้นแรก ที่สุด ก็ได้แก่ความรู้ จักคิดนึก ถึงสิ่งที่มีอำนาจเหนือหรือยิ่งไปกว่า ธรรมดา แม้จะเป็นปรากฏการณ์ของธรรมชาติเช่นฟ้าผ่าฟ้าร้อง สิ่ง ที่น่ากลัวอื่น ๆ ทำนองนั้น ความคิดเกิดขึ้นว่านี้เป็นของนอกเหนือไป กว่าธรรมดา คือ จะวิ่งหนีหรือต่อสู้กันอย่างสู้สัตว์ร้ายหรือข้าศึกนั้น ไม่มีหนทาง เพราะฉะนั้นจึงเกิดมีความคิดใหม่ มีระเบียบวิธีอันใหม่ สำหรับจะต่อสู้หรือหลบหลีกสิ่งที่น่ากลัวเหล่านั้น. ข้อนี้ก็คือเกิดวิธี ปฏิบัติสำหรับเอาตัวรอดจากสิ่งที่กลัวในทางจิตขึ้นนั่นเอง และพอจะ ถือได้ว่า เป็นมูลเหตุอันแรก แห่งการเกิดขึ้น ของสิ่งที่เราเรียก กันว่า ศาสนา. ถ้าเราเปิดดูหนังสือทุกเล่มที่เขาเขียนกันในสมัยปัจจุบัน อัน ว่าด้วยมูลเหตุของการเกิดแห่งศาสนาแล้ว ก็จะเห็นว่าเขียนไว้ เหมือน ๆ กันหมด คือไปยุติลงที่คนป่าสมัยหินกลัวฟ้าผ่าฟ้าร้อง กลัวความมืด กลัวพายุ กลัวสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่เหนือความเข้าใจและ ความต้านทานของคนป่าเหล่านั้น แล้วก็ถือเอาความกลัวนั้น ๆ ว่า เป็นมูลของการเกิดขึ้นแห่งศาสนา. วิธีที่จะต่อสู้ หรือหลบหลีก

น.272 อันตรายของคนเหล่านั้น ก็คือการแสดงอาการยอมแพ้ หมอยราบ อ้อนวอนบูชา แล้วแต่คนที่ฉลาดที่สุดในสมัยนั้นเห็นว่าจะต้องทำ อย่างไร. ครูบาอาจารย์ของคนสมัยนั้นได้สอนให้หมอบราบ หรือให้ บูชาโดยวิธีต่าง ๆ ตามที่ตนนี้กว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือผีเหล่านั้นจะชอบ ใจ. นี่ นับว่าสิ่งที่เรียกว่า ศาสนา เกิดขึ้นมาในโลกด้วยอำนาจของ ความกลัว และการปฏิบัติไปตามความกลัว. ต่อมาความกลัวนั้น ได้เขยิบสูงขึ้นมา ตามความเจริญของวิชาความรู้ของมนุษย์: ความ กลัวเลื่อนขึ้นมาจากความกลัวภัยธรรมชาติเช่นนั้น มาสู่ความกลัว ชนิดอื่นที่แยบคายหรือสูงขึ้นไปกว่า; ศาสนาที่มีการบูชาสิ่งที่ตน กลัว เช่นภัยธรรมชาติกระทั่งผีสางเทวดาเหล่านั้น จึงกลายเป็นของ ขบขันไปในที่สุด. มีคนเขียนภาพการ์ตูนล้อ เป็นคนหมอบกราบฟ้า คะนองฟ้าผ่าอยู่ แล้วเขียนสุนัขหรือแมวซึ่งไม่เคยทำอาการอย่างนั้น เลย เรื่องเลยกลายเป็นว่าการหมอบราบคาบแก้วต่อผีสางเทวดานั้น ทำเป็นแต่คนเท่านั้น สุนัขและแมวเป็นต้น ทำไม่เป็น. นี่กลายเป็น ว่า เป็นของขบขันไป หรือเป็นของน่าหัวเราะ น่าเวทนาสงสารไป. ความกลัวของคนชั้นหลัง ๆ เลื่อนสูงขึ้นมาถึงความกลัว ความทุกข์ชนิดที่อำนาจทางวัตถุช่วยเหลือไม่ได้ เช่น ความเกิด ความแก่ความเจ็บความตาย หรือแม้แต่ความทุกข์ที่เป็นไปตาม

น.273 ปรกติ เช่น ความหม่นหมอง เร่าร้อน มืดมัว เพราะอำนาจของราคะ โทสะ โมหะ ซึ่งแม้จะมีอำนาจ มีเงินเท่าไหร่ ก็ไม่สามารถจะระงับ อาการอันโหดร้ายของความเกิดแก่เจ็บตาย หรือความแผดเผาของ ราคะ โทสะ โมหะได้. ประเทศอินเดียซึ่งเป็นประเทศที่เจริญด้วย นักคิดนักค้นคว้าผู้มีสติปัญญา จึงได้ก้าวหน้าจากการคอยแต่ไหว้ สิ่งศักดิ์สิทธิ์เหล่านั้น มากลายเป็นค้นหาวิธีที่จะเอาชนะ ความเกิด ความแก่ความเจ็บความตาย หรือเอาชนะราคะ โทสะ โมหะ เป็นต้น ให้ได้. นี่ นับว่าเป็นบ่อเกิดของศาสนาที่สูงขึ้นไปในทางปัญญา. ถ้า จะกล่าวให้สูงขึ้นกว่านั้นขึ้นไปอีก ก็ยังกล่าวได้ว่าเพราะมนุษย์กลัว ว่าจะไม่ได้สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์จะพึงได้รับ จึงได้พยายามค้นหาสิ่ง ที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้รับ ในที่สุดก็ได้พบวิชาที่จะทำให้เอาชนะ ความเกิดแก่เจ็บตาย หรือชนะกิเลสได้; ความกลัวที่ว่าจะไม่ได้สิ่ง ที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้รับก็หายไป. สำหรับพุทธศาสนา ก็อาจกล่าวได้ว่ามีมูลมาจากความ กลัวเหมือนกัน แต่ไม่ใช่ความกลัวอย่างโง่เขลา เช่น กลัวสิ่ง ศักดิ์สิทธิ์ กลัวผี กลัวเทวดา ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นเจ้าของปรากฏการณ์ ของธรรมชาติ หรือว่ากลัวเทวดาที่มีอำนาจบันดาลสิ่งต่าง ๆ ในท้อง ฟ้าเหล่านี้เป็นต้นก็หามิได้ แต่หมายถึงกลัวสิ่งที่ควรกลัวยิ่งไปกว่า

น.274 นั้น คือความบีบคั้นแผดเผาหุ้มห่อ ของราคะ โทสะ โมหะ ตลอด ถึงปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดมาจากอิทธิพลของความเกิดความแก่ความเจ็บ ความตาย ในที่สุดก็เกิดบุคคลประเภทที่เราเรียกกันว่าพระพุทธเจ้า ขึ้น เป็นผู้พบวิธีที่จะเอาชนะสิ่งที่กลัวได้เต็มตามความประสงค์ และ เกิดวิธีปฏิบัติเพื่อกับความทุกข์ชนิดที่เรียกว่า พุทธศาสนา. พุทธ- ศาสนา แปลว่า ศาสนาของผู้รู้, เพราะ พุทธะ แปลว่า ผู้รู้ หรือ ผู้ตื่น คือ ไม่หลับ เป็นผู้เบิกบานคือไม่หุบหรือไม่มืด แต่รู้ความจริง ของสิ่งทั้งปวงว่าอะไรเป็นอะไร จึงสามารถปฏิบัติถูกต่อสิ่งทั้งปวง ไม่เปิดโอกาสให้สิ่งทั้งปวงเกิดเป็นปัญหา หรือเป็นที่ตั้งแห่งความ หลงใหลยึดถือ จนกระทั่งทำให้เกิดความทุกข์แก่ผู้ที่เข้าไปยึดถืออีก ต่อไป; เพราะฉะนั้นพุทธศาสนาจึงเป็นศาสนาที่อาศัยสติปัญญา หรือ อาศัยวิชาความรู้โดยเฉพาะ เพื่อเป็นเครื่องทำลายความทุกข์ หรือ ต้นเหตุของความทุกข์ การที่จะทำพิธีรี ตองเพื่อบูชาบวงสรวงอ้อนวอนนั้น ไม่ใช่ พุทธศาสนา คือไม่ถูกรับเข้ามาในพระพุทธศาสนา กลายเป็นสิ่งที่น่า ขบขันน่าหัวเราะ และถือเอาเป็นที่พึ่งไม่ได้. พระพุทธเจ้าทรงปฏิเสธ การกระทำเช่นนั้นโดยสิ้นเชิง. การบูชาอ้อนวอนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ การ ทำพิธีรดน้ำอาบน้ำสระเกล้าดำหัวเหล่านี้ ล้วนแต่ถือว่าเป็นการกระทำ

น.275 ที่ไม่อาจจะเป็นที่พึ่งได้. แม้ที่สุดแต่เทวดาที่ยึดถือกันว่าเป็นผู้บันดาล สิ่งต่างๆ เป็นเจ้าของดวงดาวในท้องฟ้า ดาวนั่นดาวนี่ มีเทวดาองค์ นั้นองค์นี้ มีอิทธิพลบังคับมนุษย์อย่างนั้นอย่างนี้ ก็เป็นสิ่งที่ถูกปฏิเสธ สิ้นเชิง โดยบุคคลประเภทพระพุทธเจ้า จนถึงกับมีคำกล่าวในพระ- พุทธศาสนาว่า "ความรู้ ความฉลาด ความสามารถ ที่ทำให้สำเร็จ ประโยชน์นั่นแหละ เป็นตัวฤกษ์ที่ดีอยู่ในตัวเองแล้ว ดวงดาวทั้งหลาย ในท้องฟ้าจะทำอะไรได้. ประโยชน์ที่ควรปรารถนา จะผ่านพ้นคนโง่ ๆ ที่มัวแต่นั่งคำนวณดวงดาวในท้องฟ้าไปเสียสิ้น" ๑ ดังนี้เป็นต้น: หรือ ว่า ถ้าน้ำศักดิ์สิทธิ์ จะทำคนให้หมดบาปหมดทุกข์ได้แล้ว พวกปลา พวกเต่า ปู หอย ที่อาศัยอยู่ในแม่น้ำหรือสระศักดิ์สิทธิ์นั้น ก็จะหมด บาปหมดทุกข์ไปได้ด้วยน้ำนั้นเหมือนกัน: หรือถ้าหากว่าความพ้น ทุกข์จะสำเร็จได้ด้วยการบูชาอ้อนวอนเอา ๆ แล้วในโลกนี้ก็จะไม่มี ใครที่มีความทุกข์เลย เพราะว่าใคร ๆ ก็บูชาอ้อนวอนเป็น ไม่ใช่ของ ทำยาก; โดยเหตุที่ยังมีคนที่มีความทุกข์อยู่ ทั้งที่ทำการบูชาหรือ ทำพิธีรีตองต่าง ๆ อยู่ จึงถือว่ายังไม่เป็นหนทางที่จะเอาตัวรอดได้ จะ ต้องมาพิจารณาโดยละเอียดลออ ให้รู้ ให้เข้าใจว่า อะไรเป็นอะไรให้ ถูกต้องตามที่เป็นจริง แล้วประพฤติต่อสิ่งนั้นให้ถูกให้ตรงตามความ จริง จึงจะสามารถเอาตัวรอดได้. นี้เป็นขอบเขตของพระพุทธศาสนา ——————————————————————————— ๑ อตฺโถ อตถสฺส นกฺขตฺตํ กึ กริสฺสนฺติ ตารกา นกฺขตฺตํ ปฏิมาเนนฺตํ อตฺโถ พาลํ อุปจฺจคา

น.276 ที่เราควรจะเข้าใจไว้ว่า เราไม่เกี่ยวข้องลงไปถึงการกราบไหว้บูชาสิ่ง ที่น่าอัศจรรย์ต่างๆ เหล่านั้น และเราไม่เชื่อไม่รับนับถือพิธีรีตองเช่น การรดน้ำศักดิ์สิทธิ์เป็นต้น; เราไม่หวังพึ่งปัจจัยภายนอกเช่นเทวดา บนสวรรค์ หรืออำนาจดวงดาวบนท้องฟ้าเป็นต้น แต่เราจะกระทำเอา ด้วยสติปัญญา ความสามารถของเราเอง. นี่ เป็นการแสดงให้เห็น ว่า พุทธศาสนานั้น อยู่ในระดับหนึ่ง ซึ่งเป็นวิถีทางที่จะทำให้รอดพ้น จากอันตรายในทางใจด้วยเหมือนกัน แต่ว่าไม่เหมือนกับศาสนาบาง ศาสนา ซึ่งมีพิธีหรือมีหลักการเป็นอย่างอื่น ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ข้างต้น. พุทธศาสนามีวิธีแต่ที่จะใช้ปัญญาให้รู้ว่าอะไรเป็นอะไรให้ ถูกต้องตามที่เป็นจริง แล้วปฏิบัติต่อสิ่งนั้นๆ ให้ถูกต้องตามกฎที่ แท้จริงของสิ่งเหล่านั้น เท่านั้น. เราไม่ประสงค์จะคาดคะเน หรือ ทำอย่างที่เรียกว่าเผื่อว่าจะเป็นอย่างนั้น - เผื่อว่าจะเป็นอย่างนี้: เรา ต้องการจะทำลงไปตรง ๆ ตามที่มองเห็นอยู่ด้วยปัญญาของตัวเอง โดยไม่ต้องเชื่อคนอื่น. แม้จะมีคนอื่นมาบอกให้ทีแรก ก็ไม่ได้หมาย ความว่าต้องเชื่อ เราจะต้องฟังและพิจารณาจนเห็นจริงว่าเป็นสิ่งที่ เป็นไปได้ แล้วจึงจะเชื่อ และพยายามกระทำให้ปรากฏผลด้วยตน เอง. นี้เป็นความหมายของพุทธศาสนา ที่แตกต่างกันอยู่ในระหว่าง ศาสนาทั้งหลาย นับจำเดิมตั้งแต่แรกเริ่มมีขึ้นมาในโลก จนกระทั่ง ถึงมีพระพุทธศาสนา.

น.277 สิ่งที่เรียกว่า ศาสนา ๆ นั้น หรือโดยเฉพาะพระพุทธ- ศาสนาก็ตาม ย่อมมีอยู่หลายแง่หลายเหลี่ยม. มันเหมือนกับของ หลายเหลี่ยม ที่เราดูเหลี่ยมหนึ่ง มันก็ไปอย่างหนึ่ง ดูอีกเหลี่ยม หนึ่ง มันก็ไปอีกอย่างหนึ่ง เราอาจดูผิดเหลี่ยม คือไม่ถูกเหลี่ยม ที่ควรดูก็ได้. เหมือนอย่างว่าจะสังเกตดูภูเขาลูกหนึ่ง ไม่ว่าลูกไหน ดูไปจากทิศต่าง ๆ สมมติว่ามี ๘ ทิศ เราจะเห็นว่าภูเขาลูกนั้นมีรูป ร่างต่างกัน. แม้พุทธศาสนาก็เหมือนกัน: ถ้าจะดูด้วยสายตาของ บุคคลที่มีแง่คิดหรือความคิด หรือหลักสำหรับคิด ตามที่ได้เคย อบรมมาแต่กาลก่อน แล้วแต่ว่าบุคคลนั้นจะถือหลักการคิดในแนว ไหน ก็จะเห็นพุทธศาสนาในลักษณะที่แตกต่างกันได้. คนเราย่อม เชื่อความคิด ความเห็นของตัว เพราะฉะนั้น ความจริงหรือสิ่งที่ เรียกว่า สัจจะ สำหรับบุคคลหนึ่ง ๆ นั้น มันอยู่ตรงที่เพียงว่า เขาเข้าใจและมองเห็นได้เท่าไร เท่านั้นเอง ไม่มากไปกว่านั้น; เพราะฉะนั้นสิ่งที่เรียกว่า "ค ว า ม จ ริ ง" ของคนเรา จึงไม่เหมือน กัน เพราะว่าคนเราเข้าถึงตัวจริงของสิ่งซึ่งเป็นปัญหานั้น ได้ตื้นลึก กว่ากัน หรือด้วยท่าทางลักษณะที่ต่างกัน และสติปัญญาที่ต่างกัน. สิ่งใดที่อยู่นอกเหนือ สติปัญญา ความรู้ ความเข้าใจของตน, ตนยัง เข้าใจไม่ได้, คนนั้นก็ไม่อาจจะเอามาเป็นความจริงของเขาได้. ถ้า

น.278 เขาจะพลอยว่าจริงไปตามผู้อื่น เขาก็รู้สึกอยู่แก่ใจว่าไม่เป็นความ จริง. ความจริงของคน ๆ หนึ่งนั้น จะมีอยู่เท่าที่เขามีความเข้าใจถึง ที่สุดในขณะนั้นเพียงเท่าไรเท่านั้น; ความจริงของคน ในระดับนี้ จะเดินได้เสมอ คือเดินไปเรื่อย ๆ ตามสติปัญญาความรู้ความเข้าใจ ที่เพิ่มขึ้นทุก ๆ วัน จนกว่าจะถึง ความจริงขั้นสุดท้าย. คนเราใน ปัจจุบันนี้มีการศึกษามาต่าง ๆ กัน และมีหรือสร้างหลักสำหรับศึกษา พิจารณา สำหรับจะเชื่อ นั้นต่าง ๆ กัน ฉะนั้นถ้าเขาเอาสติปัญญาที่ ต่าง ๆ กันนั้น มาดูพุทธศาสนา มาจับพุทธศาสนาดูว่าอะไรเป็นอะไร ก็จะเกิดความคิดเห็นแตกแยกแตกต่างกันไป ทั้งนี้ก็เพราะว่าพุทธ- ศาสนาก็มีอะไร ๆ ให้ครบทุกอย่างอยู่เหมือนกัน; ยิ่งโดยเฉพาะสิ่งที่ เรียกกันว่า “พุทธศาสนา" ในสมัยหลังนี้ด้วยแล้ว มันมีอะไร เพิ่มมากยิ่งขึ้นไปอีกมากจนหน้าเวียนหัว. ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่า สิ่งที่เรียกว่าพุทธศาสนา โดยใจ ความ ก็คือวิธีปฏิบัติเพื่อเอาตัวรอดจากความทุกข์ โดยการทำให้ รู้ความจริงว่าอะไรเป็นอะไร ตามที่พระพุทธเจ้าท่านทรงทำได้ก่อน และได้ทรงสอนไว้เท่านั้น; แต่ที่นี้ใน คัมภีร์ทางศาสนานั้น มี อะไร ๆ เพิ่มขึ้น ๆ ทุกคราวที่มีโอกาสที่คนชั้นหลังเขาจะเพิ่มขึ้นได้ ด้วยกันทุกศาสนา, พระไตรปิฎกของเราก็ตกอยู่ในฐานะอย่างเดียว

น.279 กัน จึงมีเรื่องอะไรมากไปกว่านั้น. ถึงแม้มีข้อความที่พระพุทธเจ้า ท่านตรัสเอง ซึ่งไม่เกี่ยวกับเรื่องดับกิเลสดับทุกข์เป็นมรรคผลนิพพาน โดยตรงก็ยังมี เนื่องจากมีผู้มาทูลถามปัญหาอย่างโลก ๆ ในชั้น ต้น ๆ ต่ำ ๆ พระองค์ก็ได้ทรงให้คำตอบที่เหมาะสมไปด้วยเหมือนกัน เพราะฉะนั้นเรื่องที่เป็นขั้นโลก ๆ เช่นคิหิปฏิบัติ และศีลธรรมสากล ทั่ว ๆ ไปนั้น จึงมีอยู่ในพระไตรปิฎกด้วย. แม้คำที่ผู้ อื่นที่เป็นบัณฑิต นักปราชญ์กล่าวกันมา แต่กาลก่อน หรือขณะนั้นในยุคนั้นก็ดี เป็น สาวกภาษิตก็ดี เป็นฤษีภาษิต เทวดาภาษิตก็ดี ถ้าไม่ขัดกับหลัก ศีลธรรมสากล คือเป็นไปเพื่อละความชั่วทำความดีแล้ว พระพุทธ- องค์ก็ทรงอนุมัติว่าเป็น "คำ ที่ ก ล่ า ว ดี" ด้วย คือเป็นธรรมะด้วย เหมือนกันเลยถูกบรรจุไว้ในพระไตรปิฎกด้วยในอันดับต่อมา. ข้อความ ที่คนชั้นหลังเพิ่มเติมปนเปเข้าไปตามความเห็นว่าจำเป็นในยุคนั้น ๆ เพื่อจะช่วยให้คนมีศรัทธามากขึ้นหรือกลัวบาปรักบุญมากขึ้น และ มากขึ้นเกินขอบเขตจนกระทั่งเกิดเมาบุญ อย่างนี้ก็มีมาก ซึ่งมีเพิ่ม เข้าในพระคัมภีร์ทั้งพระบาลีและอรรถกถา. ครั้นตกมาถึงขั้นนี้ แม้แต่พิธีรีตองต่าง ๆ ที่เพิ่งเกิดขึ้น เกี่ยวเนื่องกันกับพระพุทธศาสนาเพียงเล็กๆ น้อยๆ ก็ถูกนับเข้าเป็น พุทธศาสนาไปด้วย. พิธีรีตองต่างๆ ก็เกิดเพิ่มขึ้นอย่างที่เรียกว่า

น.280 น่าสมเพช เช่นการจัดสำรับคาวหวานทำนองเซ่นวิญญาณพระพุทธ- เจ้า ที่เรียกว่าถวายข้าวพระอย่างนี้เป็นต้น ซึ่งเป็นสิ่งที่จะมีไม่ได้ใน หลักของพุทธศาสนา. การที่จะเซ่นวิญญาณของพระอรหันต์ให้ บริโภคอาหารคาวหวาน ผลหมากรากไม้ หรืออะไรทำนองนี้ เป็น สิ่งที่เป็นไปไม่ได้, แต่พวกที่เป็นพุทธบริษัทบางพวกก็ได้พยายามจะ เข้าใจว่านี่เป็นพุทธศาสนา และก็ได้ถือว่านี่เป็นพระพุทธศาสนากัน อยู่อย่างเคร่งครัดในคนบางหมู่บางเหล่า. พิธีรีตองต่าง ๆ ทำนองนั้น เกิดขึ้นอย่างหนาแน่นมากมาย จนหุ้มห่อของจริง หรือความมุ่งหมายเดิม ให้สาบสูญไปเลย ยกตัว อย่างเช่นเรื่องการบวชนาค จะต้องมีพิธีทำขวัญนาค เชื้อเชิญ แขกเลี้ยงดูกันอย่างเมามายเอิกเกริก ทำพิธีทั้งที่วัด ทั้งที่บ้าน บวช ไม่กี่วันก็สึกออกมา เป็นคนเกลียดวัดยิ่งกว่าเดิมไปก็มี. นี่ขอให้ คิดดูเถิดว่า สิ่งที่ไม่เคยมีในครั้งพุทธกาลทั้งนั้น ได้มีมา ได้เกิดขึ้น เพราะว่าถ้าเป็นการบวชครั้งพระพุทธเจ้าก็หมายความว่าบุคคลนั้นได้ รับอนุญาตจากบิดามารดาแล้ว จะปลีกตัวจากบ้านจากเรือนเป็นคนที่ ทางบ้านตัดบัญชีทิ้งได้ ไปอยู่กับพระพุทธเจ้าหรือพระสงฆ์ มีโอกาส เหมาะเมื่อไร ท่านก็บวช ให้เป็นพระองค์หนึ่ง โดยไม่พบเห็นบิดา มารดาญาติโยมอะไรเลย จนตลอดชีวิตก็ยังมี. แม้บางรายจะกลับ

น.281 ยี่ยมเยียนบิดามารดาบ้าง ก็ต่อโอกาสหลังซึ่งเหมาะสมแต่ก็มี น้อยเหลือเกิน เพราะเป็นธรรมเนียมของนักบวชครั้งโบราณจะไม่มา เยี่ยมบ้านเป็นอันขาด. นักบวชบางชนิดบางนิกายก็ยังคงมีอยู่กระทั่ง ทุกวันนี้ ที่ว่าบวชแล้วจะมาบ้านไม่ได้เป็นอันขาด ไม่ว่าในกรณีใด ๆ. การมาบ้าน ถือว่าเท่ากับทำลายการเป็นพระของตัวหมด จึงไม่มา บ้านจนตลอดชีวิต แม้บิดามารดาจะเจ็บจะช่วยจะตายอะไร ก็ไม่มี ทางทราบ. แต่ในพุทธศาสนายังมีระเบียบวินัยว่ามาได้ ในเมื่อมี เหตุผลสมควร ถึงอย่างนั้นก็พึงทราบว่าพวกที่บวชนั้นไม่ได้เวียนมา บ้าน ไม่ได้บวชในที่ต่อหน้าบิดามารดาแล้วก็ฉลองกันเป็นการใหญ่ แล้วไม่กี่วันก็สึก สึกแล้วก็ไม่มีอะไรดีขึ้นกว่าเดิม อย่างนี้เป็นต้น. แม้เป็นเช่นนี้ เราก็ยังเรียกการทำขวัญนาค และการทำพิธีต่าง ๆ ตลอดถึงการฉลองและอะไร ๆ เหล่านั้น ว่าเป็นพุทธศาสนา แล้วก็ นิยมทำกันอย่างยิ่ง จะหมดเปลืองทรัพย์ของตน หรือแรงงานของ ประเทศชาติเท่าไรก็ไม่ว่า. "พุทธศาสนา" โดยทำนองนี้เกิดขึ้น ใหม่ ๆ เกิดเป็นพุทธศาสนาแบบใหม่ ๆ อย่างนี้มีมากมาย แทบจะ ทั่วไปทุกแห่ง. ธรรมะหรือของจริง ที่เคยมีมาแต่ก่อนอย่างไรนั้น ถูกหุ้มห่อโดยพิธีรีตองจนมืดมิดหมดสิ้นไป เกิดเป็นสิ่งที่มีความมุ่ง หมายอย่างอื่นไปใหม่ เช่นพิธีบวชนี้ ก็กลายเป็นเรื่องสำหรับเพียง

น.282 ต่แก้หน้าเด็กหนุ่มคนนั้นที่เขาจะหาว่าเป็นคนดิบ หาเมียยากอะไร เหล่านี้เป็นต้น ตลอดถึงเย็นโอกาสที่จะชุมนุมแขกเหรื่อ ในบางถิ่น บางแห่งกลายเป็นที่ หรือเป็นโอกาส สำหรับรวบรวมเงินที่จะมีผู้นำ มาช่วย เป็นการร่ำรวยกันเสียคราวหนึ่ง อย่างนี้ก็มี ถึงอย่างนั้นเขา ก็เรียกกันว่าพุทธศาสนา, ถ้าใครไปตำหนิติเตียนเข้า ก็จะถูกหาว่า เป็นมิจฉาทิฏฐิ ไม่รู้จักพุทธศาสนา. ในเรื่องต่าง ๆ อย่างอื่น ๆ แทบทุกเรื่อง ก็เป็นไปในทำนอง เดียวกัน, ยกตัวอย่างอีกเรื่องหนึ่งเช่นเรื่องกฐิน: ของเดิมไม่มี ความมุ่งหมายและวิธีการอย่างที่คนสมัยนี้ทำกันอยู่. กฐินนั้นพระ พุทธองค์ทรงมีความมุ่งหมายจะให้พระภิกษุทำจีวรใช้เองเป็น ด้วย กันทุกรูป และได้พร้อมเพรียงกันทำจีวรใช้เอง ด้วยมือของตัวเอง ในเวลาอันรวดเร็ว. ถ้าผ้าที่ช่วยกันทำนั้น มีผืนเดียวก็มอบให้องค์ ใดองค์หนึ่ง ซึ่งไม่จำเป็นจะต้องเป็นเจ้าอาวาสหรือสมภาร แต่เป็น ภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง ซึ่งสงฆ์เห็นว่ามีคุณสมบัติในตัวสมควรจะใช้ สอย หรือขาดแคลนผ้าจะใช้สอยให้เป็นผู้ใช้สอยจีวรผืนนั้น แทน ในนามสงฆ์ทั้งหมด; มีความมุ่งหมายว่าจะให้พระทุกรูป หมดความ ถือเนื้อถือตัว; จะเป็นพระเถระ จะเป็นพระหนุ่ม หรือจะเป็นสมภาร เจ้าวัด หรือจะเป็นผู้มีศักดิ์มีเกียรติ์อะไรก็ตาม ต้องลดตัวเองกลาย

น.283 ป็นกุลีกันไปหมดในวันนั้น เพื่อจะมาระดมกันทำการกะผ้า ตัดผ้า เนาผ้า เย็บผ้า ย้อมผ้า ผ่าฟืน ต้มน้ำ ต้มแก่นไม้ทำสีย้อมผ้า และอะไร ๆ ทุกสิ่งทุกอย่าง ที่จะให้จีวรนั้นสำเร็จได้ในวันเดียวนั้น. มันเป็นการรวบรวมเอาเศษผ้าจากกองขยะมูลฝอย หรือทางใดทาง หนึ่งมาปะติดปะต่อกันเข้า หรือเอาเศษผ้าชิ้นเล็กชิ้นน้อย ที่ช่วยกัน สะสมไว้ในระยะเวลาที่ทรงอนุญาตมาทำจีวรใช้. นี่เป็นการแก้กิเลส ตัณหาที่เป็นการถือตัวถือตน ที่ไม่เป็นความพร้อมเพรียง ที่เป็นความ โง่เง่า ช่วยตนเองไม่ได้ เช่นเย็บจีวรใช้เองไม่เป็นอย่างนี้เป็นต้น พระพุทธเจ้าท่านทรงมุ่งหมายให้สิ่งที่เรียกว่า กฐิน เป็นอย่างนั้น คือ ไม่ต้องเกี่ยวกับฆราวาสเลยก็ได้, ไม่เกี่ยวกับฆราวาส หมายความ ว่าไม่ต้องเอาไปจากฆราวาสก็ได้. แต่เดี๋ยวนี้ กฐินกลายเป็นเรื่อง มีไว้สำหรับประกอบพิธีหรูหราเอิกเกริกเฮฮา สนุกสนานพักผ่อน หย่อนใจ โดยไม่ได้รับผลสมความมุ่งหมายอันแท้จริง แต่กลับ ใช้เวลามาก เปลืองมาก ยุ่งยากมาก กระทั่งกลายเป็นเวลา สำหรับสำมะเลเทเมา คือกินเหล้ากินปลากันสนุกสนานไป ก็มี เหล่านี้เป็นต้น. พุทธศาสนา "เนื้องอก" ทำนองนี้ มีขึ้นใหม่ ๆ มากมาย หลายสิบหลายร้อยอย่าง โดยไม่ต้องระบุชื่อ เพราะมากจนระบุไม่

น.284 ไหว แต่อาตมาอยากจะให้ชื่อว่า พุทธศาสนาเนื้องอก คือเป็นเนื้อ ร้ายชนิดหนึ่งซึ่งงอกขึ้น ๆ แต่ก็ยังได้ชื่อว่าพุทธศาสนาอยู่นั่นเอง เป็นการงอกออกมาปิดบังห่อหุ้มเนื้อดีหรือแก่นแท้ของ พุทธศาสนาให้ ค่อย ๆ ลับเลือนไป ด้วยเหตุฉะนี้แหละ สิ่งที่เราเรียกกันว่าพุทธ- ศาสนา ๆ จึงมีเพิ่มขึ้นมากมายหลายประเภทจากตัวแท้ของพุทธ- ศาสนาที่มีอยู่เดิม. ลักษณะอาการเช่นนี้เป็นที่เชื่อได้ว่ามีกันอยู่ทุก ศาสนา จะเป็นศาสนาคริสตัง หรือเป็นศาสนาอิสลามอันเคร่งครัด ของพระโมฮำหมัด หรือศาสนาอื่น ๆ ก็ตาม ย่อมถูกสาวกสาวิกา ในยุคหลัง ๆ นี้ ทำให้เกิดเนื้องอกดังที่ว่านี้ขึ้นตามมากตามน้อย. แต่สำหรับพุทธศาสนาเรานั้น เรารู้ดีว่ามีอะไรบ้าง เพราะเกี่ยวข้อง อยู่ทุกวัน จึงอาจนำมากล่าวให้เป็นเครื่องสังเกต ควรตั้งข้อสังเกตไว้ ว่าสิ่งที่เรียกว่าพุทธศาสนานั้น มี ความหมายที่ถูกเปลี่ยนแปลงแก้ไขกว้างขวางยุ่งเหยิงซับซ้อน เหลือ ประมาณในสมัยหลังนี้ เกิดเป็นนิกายใหญ่ ๆ และนิกายย่อย ๆ อีก ตั้ง ๒๐-๓๐ นิกาย ที่กลายเป็นพุทธศาสนาอย่างตันตระ เนื่องด้วย กามารมณ์ไปก็มี; จำเป็นที่เราจะต้องสนใจค้นคว้าแยกแยะให้รู้จัก ตัวพุทธศาสนาเดิมแท้ไว้เสมอ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือ การที่ ไม่หลงใหลงมงายยึดถือเอาเปลือกที่หุ้มภายนอก ไม่ติดแน่นในพิธี

น.285 รีตองต่าง ๆ จนเป็นสีลัพพตปรามาสยิ่งขึ้น แต่จะยึดเอาการทำกาย วาจาให้บริสุทธิ์ เป็นที่ตั้งของจิตอันบริสุทธิ์ มีปัญญารู้ว่าอะไรเป็น อะไรที่ถูกต้อง แล้วประพฤติปฏิบัติไปตามนั้น. อย่าได้เข้าใจไปว่า ถ้าเขาว่าพุทธศาสนาแล้ว ก็พุทธศาสนา. เนื้องอกนั้น ได้งอก ออกมาแล้ว ตั้งแต่หลังจากวันที่พระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้วด้วย เหมือนกัน และงอกเรื่อย ๆ มา กระจายไปทางทิศเหนือทิศใต้ จน ถึงกระทั่งบัดนี้ มีเนื้องอกก้อนโต ๆ อย่างมากมาย. เราจะไปอ้าง เอา "พุทธศาสนาเช่นนั้น" มาถือว่าเป็นพุทธศาสนา ไม่ได้ ; หรือ คนในศาสนาอื่นจะมาชี้ก้อนเนื้องอกเหล่านั้นว่าเป็นพุทธศาสนา และ กล่าวหาว่ามีอยู่อย่างน่าบัดสี น่าละอายเช่นนั้นก็ไม่ได้เหมือนกัน ไม่เป็นการยุติธรรม เพราะว่าสิ่งนั้นไม่ใช่พุทธศาสนาที่แท้จริงดั้งเดิม แต่เป็นพุทธศาสนาเนื้องอก. พวกเราที่จะช่วยกันจรรโลงพระพุทธ- ศาสนา เพื่อเป็นที่พึ่งแก่คนทั้งหลายก็ตาม หรือเพื่อประโยชน์แก่ ตัวเราเองโดยเฉพาะก็ตาม จะต้องรู้จักจับฉวยให้ถูกตัวพุทธศาสนา ไม่ไปถูกชิ้นพุทธศาสนาเนื้องอกดังที่กล่าวแล้ว. ยิ่งกว่านั้น ยังมีแง่หรือนัยอันละเอียด ที่เราควรจะตั้งข้อ สังเกตให้ละเอียดลออ ยิ่งขึ้นไปอีก, ข้อนี้คือ แม้ว่าพุทธศาสนา ตัวแท้ หรือคำสอนที่เรียกได้ว่าเป็นของเดิม ๆ ที่เราสงเคราะห์เรียก

น.286 กันว่าพระไตรปิฎกนี้ ก็ยังมีหลายแง่หลายมุม ที่จะทำให้เกิดการ จับฉวยเอาไม่ถูกใจความแท้ของพุทธศาสนาก็ได้. อาตมาอยากจะชี้ ระบุให้เห็นบางอย่างบางประการเท่าที่เห็นว่าจำเป็น คือหลักธรรม ต่าง ๆ ในพระพุทธศาสนานั้นมีเหลี่ยมคูต่างๆ ที่เมื่อมองดูกันใน เหลี่ยมไหนแล้ว ก็จะได้รูปร่างหรือลักษณะในเหลี่ยมนั้น. เช่นถ้า มองดูด้วยสายตาของบุคคลที่เป็นนักศีลธรรม สนใจแต่ในด้านศีล- ธรรม หรือมีความรู้แต่ในเรื่องศีลธรรม ก็จะเห็นว่าพุทธศาสนา นี้เป็นศาสนาแห่งศีลธรรม [Morals] ล้วน คือเต็มไปด้วยบทบัญญัติ ที่เป็นศีลธรรมที่ดีงาม เพราะมีกล่าวถึงบุญขายดีชั่ว ความซื่อ ตรง ความกตัญญูกตเวที ความสามัคคี ความเป็นคนที่เปิดเผย ตัวเอง และอะไรต่าง ๆ อีกมากมายหลายอย่างหลายประการที่ถือ กันว่าเป็นศีลธรรมที่ดี ล้วนแต่มีอยู่ในพระไตรปิฎก. นี้เรียกว่า พุทธศาสนาในฐานะที่เป็นศีลธรรม. แม้แต่ชาวต่างประเทศก็มอง ดูกันในส่วนนี้อยู่มาก หรือว่าชอบพุทธศาสนาเพราะเหตุนี้ก็มีอยู่มาก ที่นี้ พุทธศาสนาอีกส่วนหนึ่งซึ่งสูงขึ้นไปในฐานะที่เป็น สัจจธรรม [Truth ] คือ กล่าวถึงความจริงที่ลึกซึ้งที่เร้นลับ นอก เหนือไปกว่าที่คนธรรมดาจะเห็นได้. ส่วนนี้ก็ได้แก่ความรู้เรื่องศูนย- ตา เรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา หรือเรื่องการเปิดเผยขึ้นว่า ทุกข์

น.287 เป็นอย่างไร เหตุให้เกิดทุกข์เป็นอย่างไร ความดับสนิทของความ ทุกข์เป็นอย่างไร และวิธีปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์เป็นอย่างไร ใน ฐานะเป็นความจริงอันเด็ดขาดที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ที่ทุกคนควรจะรู้. นี้เรียกว่า พุทธศาสนาในฐานะที่เป็นสัจจธรรม ที่นี้อีกส่วนหนึ่งได้แก่ พุทธศาสนาในฐานะที่เป็นศาสนา (Religion) คือ ส่วนที่เป็นระเบียบปฏิบัติ ได้แก่ศีล สมาธิ ปัญญา กระทั่งผลที่เกิดขึ้น คือ วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ ซึ่งเมื่อบุคคล ปฏิบัติแล้ว จะหลุดพ้นไปจากทุกข์ได้ จัดเป็นตัวการปฏิบัติ. นี้เรียก ว่าพุทธศาสนาในฐานะที่เป็นศาสนา, อันจะพึงปฏิบัติเพื่อผล คือ โลกุตตรธรรม หรืออมฤตธรรม เป็นวิถีทางปฏิบัติที่จะเอาตัวรอด โดยตรง ไม่ใช่เป็นแต่ความสัตย์ความจริงสำหรับรู้อย่างเดียว. พร้อมกันนั้นเอง. เรายังมีพุทธศาสนาในเหลี่ยมอื่น ใน ลักษณะที่เป็นจิตตวิทยา ( Psychology ) เช่นคัมภีร์ไตรปิฎกภาค ท้าย กล่าวบรรยายถึงลักษณะของจิตไว้กว้างขวางอย่างน่าอัศจรรย์ ที่สุด เป็นที่งงและสนใจแก่นักศึกษาทางจิต แม้แห่งยุคปัจจุบัน. ข้อความเหล่านั้น จะเป็นของกล่าวที่หลัง หรือพระพุทธเจ้าตรัสไว้ เอง นั่นเป็นอีกปัญหาหนึ่ง ไม่จำต้องวินิจฉัยในที่นี้ แต่พึงเข้าใจ ว่ามีรวมอยู่ในหมวดที่เรียกว่า อภิธรรมปีฎกแห่งพระไตรปิฎกนั้น

น.288 พรณพก้อน ๒๘๗ ด้วย เป็นความรู้ทางจิตตวิทยาชนิดที่จะอวดได้ ว่าแยบคายหรือลึก ลัยกว่าความรู้ทางจิตวิทยาของโลกปัจจุบัน ถ้าจะมองไปอีกทางหนึ่ง พุทธศาสนายังมีความรู้ซึ่งอยู่ ในฐานะที่จัดเป็นปรัชญาและวิทยาศาสตร์ อีกด้วย. สำหรับ ปรัชญานั้น อาตมาจำกัดความแต่เพียงว่า คือสิ่งที่ยังเห็นแจ้งชด ด้วยการพิสูจน์และทดลองไม่ได้ ยังต้องอาศัยการคำนึงคำนวณไป ตามหลักแห่งการใช้เหตุผลระบอบหนึ่ง; อย่างนี้เรียกว่าเป็นปรัชญา (Philosophy) แต่ถ้าเป็นส่วนที่อาจเห็นแจ้งประจักษ์ ได้ด้วยตา หรือ ด้วยการพิสูจน์ทดลองตามทางวัตถุ หรือแม้แต่ที่อาจเห็นชัดด้วย ‘ตาใน" คือญาณจักษุก็ตาม ก็เรียกว่าวิทยาศาสตร์ได้. ความ รู้อันลึกซึ้งเช่นเรื่อง ปฏิจสมุปบาท เป็นต้นนั้น ไม่ต้องสงสัย ย่อม เป็นปรัชญาสำหรับผู้ที่ยังไม่บรรลุธรรม, แต่จะกลายเป็นวิทยา- ศาสตร์ (Science) ไปทันที สำหรับผู้ที่บรรลุธรรมแล้ว. แม้เรื่อง อย่างเรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา หรือเรื่องศูนยตานี้ก็เหมือนกัน อย่างดีที่สุดจะเป็นได้ก็เป็นเพียงปรัชญา สำหรับคำนึงคำนวณของ คนทั่วไป ไม่อาจจะเป็นวิทยาศาสตร์ขึ้นมาได้. แต่ถ้าสำหรับพระ อรหันต์แล้ว เรื่องเหล่านี้กลายเป็นวิทยาศาสตร์ไปทันที เพราะท่าน ได้เห็นแจ้งประจักษ์แล้วด้วยใจของท่านเอง ไม่ต้องคำนึงคำนวณ

น.289 ตามเหตุผล. เราจึงมองเห็นกันอยู่เป็น ๒ ทรรศนะ คือว่า หลัก พระพุทธศาสนาบางอย่างนั้น เป็นปรัชญาสำหรับคนธรรมดา สามัญทั่วไป แต่เป็นวิทยาศาสตร์สำหรับบรรดาพระอรหันต์ ทั้งหลาย. แต่ถึงอย่างนั้นก็ดี ยังมีหลักพระพุทธศาสนาบางส่วน บางประเภทที่เป็นวิทยาศาสตร์ โดยส่วนเดียว ที่บุคคลสมัยนี้จะพิสูจน์ ให้ชัดแจ้งด้วยสติปัญญา หรือด้วยวิธีการจับฉวยเอาความจริงตาม หลักของวิทยาศาสตร์แห่งยุคปัจจุบันได้เหมือนกัน โดยเฉพาะอย่าง เรื่องอริยสัจเป็นต้น. ถ้าผู้ใดมีสติปัญญาสนใจศึกษาค้นคว้าแล้ว จะมีเหตุผลแสดงอยู่ในลักษณะที่เป็นวิทยาศาสตร์ ไม่มืดมัวเป็น ปรัชญาเหมือนอย่างบางเรื่อง; ฉะนั้น หลักพระพุทธศาสนาบาง ส่วน จึงตั้งอยู่ในฐานะเป็นวิทยาศาสตร์โดยตรง. ถ้าจะมองไปให้กว้างๆ ตามความนิยมของสมัยนี้ สำหรับบุคคล ผู้บูชาวัฒนธรรม ก็จะพบว่ามีคำ สั่งสอนในพระพุทธศาสนา หลาย อย่างหลายข้อ ที่ตรงกับหลักวัฒนธรรมทั้งทางกายและทางจิต คำ สั่งสอนหลายอย่างหลายข้อ ตรงกับหลักวัฒนธรรมสากล และจะ มีคำสั่งสอนอีกมาก ที่เป็นวัฒธรรมของชาวพุทธโดยเฉพาะ ซึ่งดีกว่า สูงกว่าวัฒนธรรมสากลอย่างมากมาย. โดยเหตุนี้แหละ จึงมีเหลี่ยม ดูต่าง ๆ ในหลักธรรมแห่งพระพุทธศาสนา ที่เราจะมองได้ในฐานะที่

น.290 เป็นศีลธรรมก็มี เป็นสัจธรรมก็มี เป็นโมกขธรรมก็มี เป็นวัฒน- ธรรมก็มี เป็นวิทยาศาสตร์ก็มี เป็นปรัชญาก็มี เป็นจิตตวิทยาก็มี และยิ่งกว่านั้น ส่วนที่เป็นตรรกวิทยา (Logic] ซึ่งเป็นศาสตร์ที่โยก โคลงที่สุด ก็มีมากด้วยเหมือนกัน โดยเฉพาะในพวกพระอภิธรรม ปีฎกบางคัมภีร์ เช่นคัมภีร์กถาวัตถุเป็นต้น แต่อย่างไรก็ตาม อาตมาอยากจะขอยืนยันว่า เหลี่ยมซึ่ง เราจะต้องสนใจที่สุดนั้น ก็คือ เหลี่ยมแห่งพุทธศาสนาในฐานะ ที่เป็นศาสนา [ Religion ] ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นนั้นเอง. พุทธศาสนาในฐานะที่เป็นศาสนานั้น หมายถึงวิธีปฏิบัติโดยรวบรัด เพื่อให้รู้ความจริงว่า สิ่งทั้งปวงเป็น อะไร จนถอนความยึดถือ หลงใหลต่าง ๆ ออกมาเสียจากสิ่งทั้งปวงได้. การประพฤติกระทำใน ลักษณะเช่นนี้ เรียกได้ว่าเป็น ตัวศาสนาแท้ เพราะฉะนั้นอาตมาจึง ให้นามจำกัดไว้ว่า "พุทธศาสนาในฐานะเป็นศาสนา" ๑ ถ้าจะกล่าวถึงพุทธศาสนา ในฐานะเป็นสัจจธรรมหรืออมฤตธรรม ก็ ดจะสูงไป ฟังแล้วตกใจสำหรับคนโดยมาก, เอาพุทธศาสนาใน ฐานะที่เป็นศาสนานี้กันดีว่า คือเป็นวิธีการปฏิบัติอย่างรวบรัดลงไป ทันทีทันใดนั้น โดยการพิจารณาว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวง ซึ่งล้วน แต่เป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นั้น มีอะไรบ้างที่น่ายึดถือ น่าเอา —————————————————————————— ๑. ดูคำแยกแยะอย่างละเอียดจากธรรมเทศนาเรื่อง "ศาสนา คือ โรงพยาบาล โลก ” ของผู้แสดงคนเดียวกัน

น.291 น่าเป็น หรือพิจารณาอีกทางหนึ่งว่า มีสิ่งใดบ้าง ที่ยึดถือเข้าแล้ว จะไม่เป็นความทุกข์ชนิดใดชนิดหนึ่ง: พิจารณาไปจนกระทั่งมีจิต ใจเบื่อหน่ายคลายกำหนัดไม่ตกเป็นข่าวเป็นทาสของสิ่งทั้งปวง แต่ เป็นอิสระเหนือสิ่งทั้งปวง ควบคุมสิ่งทั้งปวงให้อยู่ในอำนาจแห่งสติ- ปัญญาของตน. แม้จะไปเกี่ยวข้องกับสิ่งใด ๆ ในโลก ในฐานะว่า เอา ว่าเป็น คือเป็นเจ้าของสิ่งนั้นสิ่งนี้ หรือเป็นนั้น เป็นนี่ ก็ตาม ก็เป็น หรือเอา หรือมี โดยสักแต่ว่าสมมติ ไม่ใช่หลงใหลด้วย จิตใจทั้งหมดทั้งสิ้น ด้วยความยึดถือ, แต่เป็นผู้มีสติปัญญารู้สึกตัว ต่อสิ่งทั้งปวงว่าไม่มีอะไรที่อาจยึดถือว่าเป็นตัวตนหรือเป็นของตน ดัง นี้อยู่เสมอ. นี้เรียกว่าเราเข้าถึงตัว พระพุทธศาสนาใน ฐานะที่เป็น ศาสนา มีผลดียิ่งไปกว่าที่จะเป็นเพียงศีลธรรมตามธรรมดาทั่วๆไป: หรือมีผลดียิ่งกว่าที่จะเป็นสัจจธรรมอัน เป็นความรู้ที่ลึกซึ้งอย่างเดียว ทั้งที่ยังไม่ได้ ปฏิบัติอะไร; และเป็นผลดีกว่าที่จะเป็นเพียงแง่ของ ปรัชญา ไว้คิดไว้นึก ไว้เถียงกันอย่างสนุกสนาน และก็ไม่ละกิเลส อะไรได้; หรือดีกว่าที่จะเป็นเพียงวัฒนธรรมทั่วๆ ไป สำหรับ ประพฤติให้ดีงาม น่าเลื่อมใสในด้านสังคมแต่อย่างเดียว. อย่างต่ำที่สุด เราทั้งหลายควร เข้าเกี่ยว ข้องกับพุทธ- ศาสนา ในฐานะที่เป็นศิลปะ [ Art ), ซึ่งในที่นี้หมายถึงศิลปะ

น.292 ละแก๊ส ๒๙๑ แห่งการครองชีพ คือเป็นการกระทำที่แยบคายสุขุมในการที่จะมี ชีวิตอยู่เป็นคน ให้น่าดู น่าซม น่าเลื่อมใส น่ายูซา เป็นที่จับอก จับใจแก่คนทั้งหลาย. อาตมาใช้คำว่า ศิ ล ปะ ในที่นี้มิได้หมาย ความว่า เป็นสิ่งหลอกลวง ทำนองArtificial, แต่หมายความ ว่าเป็นสิ่งที่มีความงดงามมาก ตามความหมายของศิลปะที่บริสุทธิ์ แท้จริง จนจับใจคนอื่นให้พอใจทำตามเรา ด้วยความสมัครใจของ เขาเอง ไ ม่ต้องแค่นเข็นกัน. ขอให้เราปฏิบัติตามหลักธรรมในพุทธ- ศาสนาในฐานะเป็นศิลปะแห่งการเป็นคน หรือการดำรงชีพอยู่ เป็นคน ซึ่งมีความ งดงาม อยู่ที่กายวาจาใจของเรา ซึ่งใครดูแล้ว จะเกิดความรัก ความพอใจ ยินดีทำตามเรา. เราจะมีความ งดงามในเบื้องต้น ด้วยศีลบริสุทธิ์สะอาดดี ; มีความงดงามใน ท่ามกลางด้วยการมีสมาธิ คือมีจิตใจสงบเย็น เหมาะสมที่จะทำ งานทางจิต ; มีความงดงามในเบื้องปลาย คือ สมบูรณ์ด้วย ปัญญารู้แจ้งสิ่งทั้งปวง ว่าอะไรเป็นอะไร จนไม่มีความทุกข์เกิดขึ้น เพราะสิ่งทั้งหลาย. เมื่อใครมีชีวิตอยู่ด้วยความงาม ๓ ประการใน ลักษณะเช่นนี้แล้ว ถือว่าเป็นผู้มีศิลปะในการดำรงชีวิต อย่างสูงสุด. ความงามของศิลปะอันนั้น จะดึงดูดใจบุคคลที่พบเห็นโดยรอบข้าง ให้ยินดี ปฏิบัติ ตามเรา ในฐานะ เป็น ศิลปะแห่ง การครองชีวิตมาก ออกไป ๆ โดยปราศจากความยากลำบากในการที่จะแค่นเข็นกัน.

น.293 แต่อย่างไรก็ตาม การปฏิบัติธรรมในแง่ของศิลปะอย่างนี้ก็ไม่พ้น ที่จะเป็นตัวแท้ของพุทธศาสนา เพราะว่าการครองชีพอยู่อย่าง มีความ สะอาด สว่าง สงบ ถึงที่สุดนั่นแหละ เป็นตัวแท้ของ พุทธศาสนา. อาตมาสังเกตเห็นชาว ตะวันตก สนใจพุทธศาสนา ในฐานะเป็นศิลปะแห่งชีวิต หรือ Art of life โดยนัยนี้กันเป็น อันมาก และเขียนกันมากกว่าในแง่อื่น ฉะนั้นจึงนำมากล่าวสู่กันฟัง ว่ายังมีวิถีทางของศิลปะ ที่จะนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์แก่พุทธบริษัท ด้วย การดำรงชีวิต ชนิดที่เป็น ศิลปะ แห่งการมีความสุขให้คน ทั้ง หลายดู. แต่ถ้ากล่าวเจาะจงในวงพุทธศาสนาแล้ว ก็ไม่พ้นที่จะ กล่าวว่า นั่นแหละ เป็นตัวแท้ของศาสนา. ในที่สุด อาตมาอยากจะขอร้องให้ตั้งข้อสังเกต หรือสนใจ ในส่วนพิเศษอีกส่วนหนึ่ง คือการที่เราเข้าถึงตัวแท้ของพุทธศาสนา ถึงจนกับนำมาใช้เป็นศิลปะแห่งการครองชีวิตให้ได้นั้น มันมีแง่ดีอยู่ ว่าเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความ บันเทิงเริงรื่นตาม ทางของ ธรรมะ ไม่เหงา หงอย ไม่เป็นทางให้เกิดความเบื่อหน่ายหรือเกิดความหวาดกลัว ดังที่ กลัวกันอยู่ว่า ถ้ามาทำการละกิเลสกันเสียโดยส่วนเดียวแล้ว ชีวิตนี้ จะแห้งแล้งไม่มีรสชาติอะไรเลย หรือว่าถ้าปราศจากตัณหาต่าง ๆ โดยสิ้นเชิงแล้ว คนเราจะทำอะไรไม่ได้ หรือไม่คิดจะทำอะไร จะ

น.294 เหมือนกับเป็นอัมพาต มือตายตืนตาย อย่างนี้เป็นต้น. แต่โดยที่แท้ แล้วผู้ที่ดำรงชีวิตถูกต้องตามศิลปะการครองชีวิตของพุทธศาสนานั้น จะมีความบันเทิงเริงรื่นอยู่ตลอดเวลา คือเป็นผู้มีชัยชนะอยู่เหนือสิ่ง ทั้งปวง ทุกๆ สิ่งที่เข้ามาแวดล้อมตน ไม่ว่าเป็นสัตว์ บุคคล สิ่งของ หรืออะไรชนิดใด จะเข้ามาหาทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ ก็ตาม ย่อมจะเข้ามาในฐานะเป็นผู้แพ้ เป็นฝ่าย แพ้ ไม่อาจจะทำให้เกิดความ มืดมัวสกปรกเร่าร้อนแก่ผู้ นั้นขึ้นได้ กิริยาที่เป็นฝ่ายชนะอารมณ์ทั้งปวงนี้ น่าจะเป็นที่บันเทิงเริงรื่นสำหรับ คนทั่วไปด้วยเหมือนกัน ฉ ะนั้นเราจึงควรมีทรรศนะประจำตัวอยู่ ทรรศนะหนึ่งเสมอไป ในการที่มองพระพุทธศาสนา ในฐานะ เป็นโรงมหรสพของวิญญาณ เป็นที่แสวงหาความเพลิดเพลินเช่น โรงมหรสพทั่ว ๆ ไป ซึ่งเป็นที่แสวงหาความ เพลิดเพลินทาง กาย หรือทางกิเลส. ข้อที่ว่า พระพุทธศาสนา ซึ่งมีสำนักงานอยู่ตามสมาคม หรือวัดวาอารามต่าง ๆ ตั้งอยู่ในฐานะเป็น โรงมหรสพทางวิญญาณ นั้น ก็คือว่า ธรรมะในพระพุทธศาสนาจะให้ความเพลิดเพลินชนิดที่ จิตใจหรือวิญญาณต้องการ เป็นสิ่งที่นับได้ว่าเป็นอาหารที่จำเป็น ด้วยเหมือนกัน: คนที่ตกอยู่ใต้อำนาจของกิเลส ยังต้องการอาหาร

น.295 ทางตา อาหารทางหู อาหารทางจมูก อาหารทางลิ้น อาหารทาง กาย เหล่านี้ แสวงหากันไปตามที่สมควรนั้นก็ถูกแล้ว; แต่ยังมี สิ่งอีกสิ่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ลึกและไม่ต้องการอาหารชนิดนั้น, สิ่งนี้คือ วิญญาณซึ่งเป็นอิสระหรือบริสุทธิ์ ต้องการความบันเทิงเริงรื่นที่เป็น อาหารทางธรรมะ นับตั้งต้นไปแต่ความยินดีปรีดาที่รู้สึกว่าตนได้ทำ อะไรอย่างถูกต้อง เป็นที่น่าพอใจของผู้รู้หรือพระอริยเจ้าทั้งหลาย มีความสงบหรือระงับในใจชนิดที่กิเลสมาเรียกร้องไม่ได้ มีความ เห็นแจ่มแจ้งรู้เท่าทันสิ่งทั้งปวงว่าอะไรเป็นอะไร ไม่ทะเยอทะยานใน สิ่งใด มีอาการเหมือนกับลงนั่งได้ ไม่ต้องวิ่งไปวิ่งมาเหมือนคน ทั้งหลาย ชนิดที่ท่านให้คำเปรียบไว้ว่า " กลางคืนเป็นควัน กลางวันเย็นไฟ” ซึ่งคิดดูเถอะว่าจะมีความสงบได้อย่างไร. "กลางคืนเป็นควัน" นั้น คือนอนไม่หลับ กระสับกระส่าย มือก่ายหน้าผาก คิดจะแสวงหาอย่างนั้นอย่างนี้ คิดจะกระทำเพื่อให้ ได้เงิน ได้ลาภได้สิ่งต่าง ๆ ที่ตนปรารถนาอย่างนั้นอย่างนี้ อัดเป็น ควันกลุ้มอยู่ในใจเพราะมันยังมืดค่ำ ลุกไปไหนไม่สะดวก ต้องทน นอนอัดควันอยู่. พอถึงเวลารุ่งขึ้น ก็ออกเดินหรือขึ้นรถยนต์สุดแท้ แต่จะใช้ยานพาหนะใด ๆ วิ่งว่อนไปตามความต้องการของ "ควัน" ที่อัดไว้แต่เมื่อคืน. นี้เรียกว่า "กลางคืนเป็นควัน กลางวันเป็นไฟ”

น.296 เหล่านี้ เป็นลักษณะของการที่จิตใจไม่ได้รับความสงบ ไม่ได้รับ อาหารทางธรรม แต่เป็นการที่กระหายไปตามอำนาจของกิเลสตัณหา โดยส่วนเดียว เรียกว่าเป็นผู้ที่ยิ่งกว่าตกนรกทั้งเป็น. ลักษณะที่ กลางคืนอัดควันนั้น ก็หมายความว่าร้อนกลุ่มอยู่แล้วตลอดคืน; กลางวันเป็นไฟนั่น ก็หมายความว่าลุกโพลง ๆ คือทั้งร้อนทั้งไหม้ อะไรไปในตัวเสร็จ ตลอดทั้งวันอีก, แล้วจะหาความสงบเยือกเย็น อย่างไรได้, ถ้าคนเราต้อง "กลางคืนอัดควัน กลางวันเป็นไฟ” ไปจนตลอดชีวิต ตลอดชาติแล้วจะเป็นอย่างไรบ้าง ขอให้เขาคิดด เขาเกิดมาทนทุกข์ทรมานจนตลอดชีวิต คือนับตั้งแต่เกิดมา จน กระทั่งเข้าโลงไปที่เดียว แล้วก็ไม่มีสติปัญญาที่จะระงับ ดับไฟ ดับ ควัน นั้นเสียได้. เขาจะต้องอาศัยสติปัญญาของบุคคลประเภท พระพุทธเจ้า สำหรับจะช่วยแก้ไขให้เขาบางจากลักษณะที่เรียกว่า "กลางคืนเป็นควัน กลางวันเป็นไฟ” นั้นลงตามส่วน จนกระทั่ง ว่ากลางคืนก็พอมีเวลาที่ไม่อัดควัน กลางวันก็มีเวลาที่ไม่ลุกเป็นไฟ. เมื่อเขาได้เข้าใจสิ่งทั้งหลายทั้งปวง ถูกต้องตามที่เป็นจริงมากขึ้น เท่าไร ควันหรือไฟ ก็ลดน้อยลงเท่านั้น. ถ้าเรามองเห็นความจริงคือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ของสิ่งที่ตนกำลังละโมบจะเอา จะเป็น อย่างแจ่มแจ้งอยู่เป็น

น.297 ประจำแล้ว ก็จะได้รับแต่ความเยือกเย็น ในทุก ๆ กรณี เมื่อ ความเยือกเย็นที่แสนจะเย็น ชนิดที่ว่าไม่ต้องรดน้ำ ไม่ต้องอาบน้ำ ก็ยังเย็นยิ่งกว่าการรดน้ำ การอาบน้ำ แช่น้ำ เป็นความบันเทิงเริงรื่น ของวิญญาณส่วนลึก ได้รับความเพลิดเพลินเป็นความพอใจตาม ทางธรรม อาตมาจึงชี้ทรรศนะที่ให้ช่วยกันมองจนเห็นว่า พุทธ- ศาสนานี้ ตั้งอยู่ในฐานะเป็นโรงมหรสพของฝ่ายจิต หรือ Spiritual Theatre ดังกล่าวแล้ว. ท่านทั้งหลายจะศึกษา หรือจะมองศาสนากันในลักษณะที่ เป็นปรัชญาก็ได้ เป็นศีลธรรมก็ได้ เป็นวิทยาศาสตร์ก็ได้ เป็น ศิลปะก็ได้ แม้ที่สุดแต่จะจัดเป็นวัฒนธรรมเป็นอย่างต่ำ และเป็น สัจจธรรมหรือเป็นโมกขธรรม เป็นอย่างสูงสุดก็ได้; แต่ที่จะเป็น ประโยชน์อย่างกว้างขวางที่สุดนั้น ย่อมอยู่ตรงที่รู้จักมองพุทธศาสนา ในฐานะเป็นศาสนา หรือเป็นโรงมหรสพทางฝ่ายจิตเท่านั้นเอง. ลักษณะนอกนั้นอาจเป็นความรู้อย่างผิวเผินข้าง เป็นไปอย่างชนิด ไข้วกัน คือไม่ตรงสู่ตรงทางของชีวิตจิตใจบ้าง หรือเป็นแต่เพียง สำหรับรู้ สำหรับคิด สำหรับถกเถียง สำหรับเป็นนักปราชญ์ อย่างเดียวบ้าง แต่ก็ละกิเลสอะไรไม่ได้เลย. ถ้าเราจะเป็นพุทธ- บริษัทที่มีความสะอาด สว่าง สงบ ตามสมควรแล้ว ต้องเข้าไป

น.298 เกี่ยวข้องกับพุทธศาสนาในฐานะเป็นศาสนาโดยตรง, หรือเป็นโรง มหรสพทางฝ่ายวิญญาณอย่างเดียวเท่านั้น จึงจะได้รับประโยชน์ เต็มตามความหมายของสิ่งที่เราเรียกกันว่า พุทธศาสนา ทุก ประการ. ทั้งหมดนี้ เป็นการชี้ให้เห็นว่า สิ่งที่เรียกว่า พุทธศาสนา นั้น มีลักษณะหลายเหลี่ยมหลายคู เหมือนกับภูเขาลูกเดียว มอง จากทิศต่าง ๆ กันก็เห็นเป็นรูปต่าง ๆ กัน เห็นประโยชน์ได้ต่าง ๆ กัน แล้วแต่ทรรศนะของผู้มอง. แม้พระพุทธศาสนาจะมีมูลมาจากความ กลัว ก็ไม่ใช่ความกลัวที่โง่เขลาของคนย่าเถื่อน จนถึงกับนั่งไหว้ รูปเคารพ หรือไห้วสิ่งที่มีปรากฏการณ์แปลก ๆ, แต่เป็นความกลัว ชนิดที่สูง คือความกลัวว่าจะไม่ได้สิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้ นั่นคือ ความรอดพ้นไปจากความยื่นคั้นของความเกิดแก่เจ็บตาย หรือความทุกข์ทั้งหลายที่เรามองเห็น ๆ กันอยู่. สิ่งที่เรียกว่าพุทธ- ศาสนาตัวแท้นั้น ไม่ใช่หนังสือ ไม่ใช่คัมภีร์ ไม่ใช่เสียงบอกเล่า ไม่ใช่หลักแห่งการคิดไปตามเหตุผล; ตัวพระไตรปิฎก หรือตัว ศาสนพิธี รีตองต่าง ๆ นั้น ยังไม่ใช่ตัวแท้ของพระพุทธศาสนา; ตัว แท้ของพุทธศาสนาต้องเป็นตัวการปฏิบัติด้วยกายวาจาใจ ชนิดที่จะ ทำลายกิเลสให้ร่อยหรอ หรือสิ้นไปในที่สุด. นี้เรียกว่าตัวจริงของ

น.299 พุทธศาสนา ในลักษณะซึ่งไม่จำเป็นต้องเนื่องด้วยหนังสือ ไม่ต้อง เนื่องด้วยตำรา ไม่ต้องเนื่องด้วยพิธีรีตอง ไม่ต้องเนื่องด้วยสิ่งภาย นอกเช่นเทวดา หรือดวงดาวบนท้องฟ้าเป็นต้น แต่ต้องเนื่องใน ภายใน ด้วยกายวาจาและด้วยใจ เนื่องด้วยสิ่งที่เกี่ยวเนื่องกันอยู่ กับกายใจโดยตรง คือกิเลสอันสรุปรวมอยู่ที่อวิชชา ความไม่รู้ ซึ่ง จะต้องบากบั่นกำจัดให้หมดสิ้นไป จนเกิดความรู้สว่างไสวที่เรียกว่า วิช ชา ขึ้น สามารถที่จะทำอะไรให้ถูกต้องได้ด้วยตนเอง ไม่มี ความทุกข์เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นจนอวสาน. นี่แหละ คือตัวแท้ของพระ- พุทธศาสนาในส่วนที่เราจะต้องเข้าใจ อย่าได้ไปหลงใหล เอาเนื้อ งอกที่หุ้มห่อพระพุทธศาสนามาเป็นตัวศาสนาเลย. อาตมาขอยุติการบรรยายในวันนี้ลง ด้วยการหมดเวลาเพียงเท่านี้

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต