Buddhadasa.org

อนัตตาของพระพุทธเจ้า ตอนที่ ๔ — คู่วิวาท

อนัตตาของพระพุทธเจ้า — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — อนัตตาของพระพุทธเจ้า (๒๑ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.10 สารบัญ คำชี้แจงเบื้องต้น ๑ เหตุที่เขียน ๒ อัตตา-อนัตตา มิใช่ปัญหาโลกแตก ๓ คู่วิวาท ๔ ประเด็นที่วิวาท ๖ ทางลุกลามแห่งการวิวาท ๗ หลักการศึกษาศาสนา ๔ ขั้น ๘ เรื่องอนัตตาอยู่ในขั้นปรัชญา ๑๐ พุทธศาสนาไปได้ไกลกว่าศาสนาอื่นเพราะหลักอนัตตา ๑๒ ใจความแห่งอนัตตาของพระพุทธเจ้า ๑๔ มติเกี่ยวกับอนัตตาในลัทธิอื่น ๒๓ มติเกี่ยวกับอนัตตาที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ ๒๓ ๑. ปูรณกัสสป ๒๔ ๒. มักขลิโคสาล ๒๕ ๓. อชิต เกสกัมพล ๒๗ ๔. ปกุธ กัจจายนะ ๒๙ ๕. สญชัย เวลัฏฐบุตร ๓๐ ๖. นิคันฐนาฏบุตร ๓๒ มติเกี่ยวกับอนัตตาที่ไม่ถึงกับถูกจัดเป็นมิจฉาทิฏฐิ ๓๓ ๑. มติของอาฬารดาบสและอุทกดาบส ๓๓ ๒. มติของเวทานตะ ๓๗

น.11 เปรียบเทียบกับทุก ๆ มติ ๔๐ พวกที่ว่ามีอัตตา ๔๐ พวกที่ว่าไม่มีอัตตา ๔๑ มติของพุทธศาสนา ๔๒ อัตตาที่ทรงปฏิเสธ ๔๗ อัตตาของนักปรมัตถ์ ๖๙ อาตมันในภควัทคีตา ๗๗ อาตมันในลัทธิไชน์หรือนิครนถ์ ๘๗ มติประกอบของนักศึกษา ๙๒ อัตตาของปราชญ์ตะวันตกหรือฝรั่ง ๙๔ ๑. ซิเซโร ๙๕ ๒. เบลี ๙๖ ๓. อีปิคติตุส ๙๖ ๔. เกอเธ้หรือโกเต้ ๙๖ ๕. ชาร์ลส เวสเล่ ๙๘ ๖. แอดดิสัน ๙๙ ๗. ลองเฟลโลว์ ๑๐๐ ๘. มองต์โกเมอรี ๑๐๐ ๙. เวอดเวอธ ๑๐๑ ๑๐. โสเมอร์วิลี ๑๐๒ ๑๑. ยูเวนาล ๑๐๓ ๑๒. เยอริมี เทเลอร์ ๑๐๔ ๑๓. ลอร์ด อะเวบิวรี่ ๑๐๕ เทียบความสูงต่ำของมติ ๑๐๖

น.13 เรื่องนี้ เขียนขึ้นเนื่องจากการที่หนังสือพิมพ์ พุทธสาสนา ได้เปิด หน้ากระดาษเป็นเวทีที่แถลงความคิดเห็นเกี่ยวกับอัตตาและอนัตตา เพื่อ ค้นหาความจริงว่า พุทธศาสนาเรามีมติในเรื่องนี้ แตกต่างจากที่ศาสนา อื่น หรือลัทธิอื่นเขามีกันอยู่อย่างไรบ้าง เพื่อว่าพุทธบริษัทจะได้รู้จักมติ ของตัวได้ถูกตรง ไม่ไปจับเอามติของลัทธิอื่นมาเป็นของตัว เนื่องจากความ คล้ายคลึงกันมาก. พุทธศาสนาแปลกจากศาสนาอื่นในโลกทุก ๆ ศาสนา และไปได้สูงสุดนอกเหนือศาสนาอื่น ๆ ก็ตรงที่ปฏิเสธอัตตาเด็ดขาด โดย ประการทั้งปวงนี่เอง. พุทธศาสนาสอนให้ผู้ปฏิบัติเห็นว่า มีแต่เพียงธรรมชาติ ล้วน ๆ ธรรมชาติประเภทหนึ่งมีสิ่งอื่นปรุงแต่งและหมุนเวียน ได้แก่เบญจ- ขันธ์, อีกประการหนึ่ง เป็นธรรมชาติที่ไม่มีอะไรปรุงแต่ง และไม่หมุนเวียน ไม่มีเกิดไม่มีดับ ได้แก่สถานะอันเป็นที่ดับหรือความดับของเบญจขันธ์นั้น ๆ เท่านั้น, ไม่มีอัตตาหรือตัวตนที่ไหน. ลัทธิอื่นมีอัตตาตัวตนที่วิญญาณ อัน ท่องเที่ยวปฏิสนธิก็มี, พุทธบริษัทบางคน จับเอาตัวธรรมชาติประเภทหลัง หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่านิพพาน ว่าเป็นตัวตนไปก็มี จึงเกิดเป็นปัญหา ยุ่งยากขึ้นว่า อนัตตาตามพระพุทธมติที่แท้นั้น มีอยู่อย่างไรแน่ ซึ่งจะได้ พิจารณากันโดยละเอียดในที่นี้ ตามที่สามารถจะทำได้. พุทธทาสภิกขุ.

น.14 ๒ คำชี้แจงเบื้องต้น เหตุที่เขียน การบรรยายเรื่องอนัตตา เป็นงานหนัก. ทั้งนี้ เพราะว่าเป็น เรื่องชนิดหัวใจของพุทธศาสนา ชวนให้เกิดความลังเลว่าจะทำ ได้ลึกซึ้ง สมตามที่มันเป็นเรื่องลึกซึ้งหรือไม่. ถ้าหากว่าทำได้ต่ำ ไป ก็จะมีผู้เข้าใจว่าพุทธศาสนามีดีเพียงเท่านั้นไปก็ได้ และนั่น ก็เป็นผลร้ายแก่ศาสนาเท่า ๆ กับที่บรรยายไปผิดพลาดเหมือนกัน. บัดนี้ความแน่ใจได้เกิดขึ้นโดยลำดับ ๆ เนื่องจากได้รับความคิด เห็นจากมิตรสหายหลายท่าน ซึ่งแสดงความเห็นและข้อข้องใจ ของตน ๆ ขึ้นมามากพอ จนทำให้จับความจริงได้ว่า ถ้าทำขึ้น จะเป็นผลดีมากกว่าที่ไม่ทำไม่มากก็น้อย หรืออย่างน้อยที่สุด อาจทำให้การถุ้งเถียงกันในเรื่องนี้เสร็จสิ้นกันไปเสียที. ที่ว่าดีกว่าไม่ทำ หมายความว่ายังมีบางท่าน ที่ยังลังเล หรือไม่เข้าใจในแง่ต่าง ๆ ที่เป็นเหตุผลประกอบ. ถ้าได้บรรยาย ไป แม้เพียงเท่าที่จะเป็นการตอบแก้ข้อสงสัยเหล่านั้นเท่านั้น ก็ย่อมเป็นผลดีงาม และเป็นที่พอใจของข้าพเจ้ามากอยู่แล้ว ไม่ จำเป็นที่จะต้องนึกไปถึงว่า จะต้องหมดจดสิ้นเชิงก็ได้. หากมัน จะได้ผลงอกงามมากไปกว่าที่นึก หรือถึงกับสิ้นเชิงเอาทีเดียว ก็นับว่าเป็นผลกำไรอีกส่วนหนึ่งต่างหาก.

น.15 ๓ อัตตา - อนัตตา มิใช่ปัญหาโลกแตก ปัญหาอนัตตา ในประเด็นที่ว่า มีอัตตาหรือไม่มีอัตตานี้ บางท่านอาจเห็นไปว่าเป็นปัญหาโลกแตก คือไม่อาจเข้าใจตรง กันได้ จนกระทั่งโลกแตกไปในที่สุด, เช่นเดียวกับปัญหาโลกแตก อื่น ๆ แต่ความจริงปัญหานี้ หาใช่ปัญหาโลกแตกไม่ เป็นปัญหา ที่จำกัดที่สุด เป็นแต่ลึกซึ้งเท่านั้น และความลึกซึ้งนี่เองที่ทำ ให้ผู้ไม่เข้าใจทั่วถึง เกิดมีความเห็นที่แย้งยันกันขึ้น. ขอสมมติตัวอย่างด้วยปัญหาที่ว่า ฆ่าสัตว์ บาปหรือไม่ บาป. บางพวกถือว่าฆ่าสัตว์ไม่บาป ดังที่จะเห็นนักบวชของ บางศาสนาจับปืนขึ้นยิงนกก็มี. แต่ฝ่ายพุทธบริษัทถือว่าเป็น บาป. แม้ในส่วนที่ไม่เกี่ยวกับศาสนาก็ยังมีผู้เห็นแตกแยกกัน อยู่นั่นเอง. เราจะถือว่าปัญหานี้เป็นปัญหาโลกแตกหรือไม่. สำหรับพุทธบริษัทเรา ไม่ถือว่านี่เป็นปัญหาโลกแตกเลย และ ถือว่ามันเป็นบาป. แม้มนุษย์ส่วนมาก ที่ถ้ามีความสงสารต่อ สัตว์นั้น ๆ อยู่ในใจสักปรมาณูหนึ่ง ก็จะต้องนึกว่าเป็นบาป. นี่ เราจะเห็นว่า ถ้าเพ่งเฉพาะในวงพุทธศาสนาของเราแล้ว ปัญหา ชนิดนี้ไม่อาจเป็นปัญหาโลกแตกได้เลย เป็นปัญหาที่มีความเด็ด ขาดอยู่ในตัวโดยแท้. สำหรับปัญหาอัตตาอนัตตานี้ ก็ทำนอง เดียวกัน เมื่อเพ่งเฉพาะในวงพุทธบริษัทเราแล้ว เป็นปัญหา ที่ควรจับขึ้นมาวินิจฉัย และจะได้พบความหมายอันเด็ดขาด; จะ เป็นปัญหาโลกแตกขึ้นมาก็ต่อเมื่อเอาเข้าไปเทียบคู่กับศาสนา ที่ต่ำกว่าหรือตื้นกว่า จนไม่รู้จักความหมายของคำว่า อนัตตา

น.16 ๔ เช่นเดียวกับเอาปัญหาเรื่องการฆ่าสัตว์ เข้าไปวินิจฉัยกับพวกที่ เห็นชีวิตสัตว์เป็นของไม่มีค่า ฉันใดก็ฉันนั้น. คู่วิวาท อย่างไรก็ตาม เราได้พบแล้วว่า ปัญหานี้ได้เกิดขึ้นเฉพาะ ในวงพวกพุทธบริษัทกันเองแทบทั้งนั้น. ทีนี้ เราลองมาช่วยกัน จับคู่วิวาทขึ้นมาพิจารณาดูกันเสียก่อน. ถ้าจะกล่าวให้ถูกต้อง ตามที่เป็นจริงที่สุดแล้ว ต้องกล่าวว่าปัญหานี้, คือปัญหาที่ว่า พุทธศาสนามี "อัตตา" ที่เที่ยงที่ยั่งยืนหรือไม่นั้น ได้เกิดขึ้น ระหว่างมหายานบางนิกาย กับเถรวาทหรือหินยานบางพวก มากกว่า, มิใช่เกิดขึ้นในหมู่พวกเราซึ่งเป็นหินยานล้วน ๆ. พุทธ- บริษัทไทยเราเป็นพวกหินยานหรือเถรวาท ซึ่งตามธรรมดาถือ มติที่ว่า ในพุทธศาสนา ไม่มีอัตตา หรือตัวตน (Self or Ego) แต่การที่มีบางคนอุตริ ไปถือพ้องกับพวกมหายานบางนิกาย ใน มติว่า มีตัวตน นั้น ไม่เป็นของแปลก เป็นเพราะไม่เข้าใจในลัทธิ ของตนมากพออย่างหนึ่ง และอีกอย่างหนึ่งได้เค้าเงื่อนกระเส็น กระสายเล็ก ๆ น้อย ๆ บางอย่างมาจากพวกมหายาน มาสอน กันอย่างลับ ๆ บางคน แล้วในที่สุดจับฉวยเอาเป็นจริง เพราะตรง กับความคิดของตน ซึ่งเชื่อดังนั้นอยู่แล้ว. คู่วิวาทจึงได้แก่มหา- ยาน (บางนิกาย) กับพวกเถรวาทเรา เท่านั้น.๑ ๑. การที่มหายานบางนิกาย กล่าวให้มีอัตตาขึ้น ก็เนื่องจากความจำเป็น บางอย่าง คือความจำเป็นที่เกิดขึ้นในการแข่งขันกับศาสนาพราหมณ์ ‘ภายหลังพุทธปรินิพพาน หลายร้อยปี ดังจะได้กล่าวต่อไปข้างหน้า. อน

น.17 การที่มีบางคนในฝ่ายเถรวาทเรา เกิดมีมติแตกแยกไปพ้อง กับมหายานบางนิกายนั้น เป็นของธรรมดา เช่นเดียวกับที่แม้ใน พวกมหายานเอง ก็มีการถือมติแตกแยกเป็นนิกายเล็กนิกายน้อย ฉันนั้น. เป็นอันว่าในพวกหนึ่ง ๆ ย่อมอดที่จะมีบางคนที่มีมติแตก แยกไปพ้องกับพวกอื่นไม่ได้. แต่เรารู้ได้ว่าพวกไหนมีมติอย่างไร เป็นของตัวจริง ๆ ก็โดยอาศัยศึกษาให้ทั่ว ๆ ไป ทุก ๆ พวก ตาม ที่เป็นมาทั้งทางประวัติศาสตร์ และทางหลักธรรมจริง ๆ เมื่อย้อน มาดูเฉพาะในพวกเถรวาทในเมืองไทยเรา เราจะพบว่ามีน้อย คนที่สุดที่มีมติเอียงออกไปหาพวกมหายาน. มิหนำซ้ำยังหลับตา หลงอยู่เสมอว่าเป็นมติใหม่ของตนโดยเฉพาะ ทั้งที่พวกมหายาน เขายืนยันออกมาตั้งนมนานแล้ว. บางคน ครั้งแรกยืนยันเอาจริงจังว่า มีอัตตาในพุทธศาสนา ได้แก่ตัวนิพพาน หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า อสังขตธรรม, ครั้น ต่อมาเห็นท่าไม่ดีเลยเลี่ยงออกไปเสียข้าง ๆ ว่า เป็นแต่เพียงอยาก จะเรียก หรืออยากจะสมมติเช่นนั้น เท่านั้น, บางคนพูดส่าย ไม่แน่นอน เช่นว่านิพพานจะเป็นอัตตาก็ไม่ใช่ อนัตตาก็ไม่ใช่, หรือเป็นอะไรไม่ได้ทั้งหมด ทั้งที่ครั้งหนึ่งเขาเคยยืนยันปรากฏ อยู่ในหนังสือที่เขาเขียนว่า เป็นอัตตา. ในที่สุด มีบางคนออก ตัวไปได้หลุดลุ่ยว่าที่กล่าวให้นิพพานเป็นอัตตา ก็เพื่อเพียงให้ เป็นเครื่องจูงใจคนที่ยังต่ำอยู่ให้ขะมักเขม้นยิ่งขึ้นเท่านั้น แต่อย่างไร ก็ตาม ยังคงมีบางคนที่ถือมติว่า พุทธศาสนามีอัตตา (ได้แก่ นิพพาน) อยู่เสมอ ดังที่ปรากฏอยู่ในข้อความตามที่เขาเขียนส่ง

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต