Buddhadasa.org

อบรมพระธรรมทูต ตอนที่ ๔ — ๑. ทำวัตร คืออะไร

อบรมพระธรรมทูต — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — อบรมพระธรรมทูต (๓๑ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.21 ทำวัตร คืออะไร เดี๋ยวนี้ก็ถึงเวลาที่เรากำหนดกันไว้ ถือเป็นชั่วโมงเรียนของเราอีก ผมอยากจะถือเป็นโอกาสซ้อมความเข้าใจ เกี่ยวกับการทำวัตรอีกครั้งหนึ่ง เพื่อสรุป ใจความทั้งหมดเข้ามาไว้ด้วยกัน ; เพื่อฟังง่ายเข้าใจง่าย เพื่อความก้าวหน้าและเป็นวิธีการทำวัตร ของพวกทำภาวนากัมมัฏฐาน ฯลฯ. เพราะว่าที่แล้วมา คำว่าทำวัตรนี้ดูมันถูกจัดไว้ในลักษณะ ที่ต่ำและง่าย, เป็นชั้นต้นมากเกินไป, ที่จริงมันก็แล้วแต่ว่า ความรู้สึก ความเข้าใจของคน. ทีนี้เราพวกพระป่า, พวกพระกัมมัฏฐานภาวนา ก็ยังต้องทำวัตร, และพอใจจะทำวัตรตามมติ ที่ได้ปรึกษากันแล้วเมื่อกี้นี้. ถ้าเราจะทำวัตรในลักษณะขั้นต้นขั้นต่ำ มีความหมายอย่างที่เขา ทำเมื่อแรกเข้ามาอยู่มาบวช อย่างนี้ก็น่าหัว, คงจะไม่ใช่เรื่องที่จะไปอวดฝรั่งได้. เพราะฉะนั้น ควรจะมีความเข้าใจที่ดี สำหรับคำว่า "ทำวัตร" ไม่ให้เป็นเรื่องการอ้อนวอนบวงสรวง ไม่แต่งตั้ง พระพุทธองค์ให้เป็นผู้รับการอ้อนวอนบวงสรวง โดยไม่รู้สึกตัว, เพราะฉะนั้นจึงมีการทำวัตรเช้า ทำวัตรเย็น, หรือสวดมนต์เช้าสวดมนต์เย็น ในลักษณะที่ไม่เป็นอย่างนั้น คือไม่เป็นการบวงสรวง อ้อนวอน, แต่เป็นไปในลักษณะที่ดีกว่า ประเสริฐกว่า และให้กลายเป็นอยู่ในรูปของไตรสิกขา ขึ้นมาทีเดียว. คำอธิบายนี้เทียบได้กับหลัก ปฏิสัมภิทามรรค ฝ่ายอานาปานสติ นั่นเองว่า : - กิริยา ที่ภิกษุสังวร, ควบคุมใจ บังคับใจ ให้มีการกำหนดลมเป็นต้นนั้น เอาการสังวรนั้นเป็นศีล, กิริยาที่มีจิตแน่วแน่ มีอารมณ์จำกัดลงไป เช่นนั้นก็เป็นสมาธิ, แล้วความรู้สึกตัวทั่วพร้อมใน สิ่งที่ตนกระทำ แม้ในขั้นต้น ๆ ก็ตาม และความรู้สึกหรือญาณที่เกิดขึ้นในขั้นต่อๆ ไป ก็ตาม นั่นเป็นปัญญา. เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า เพียงแต่ให้ลงมือเจริญอานาปานสติเท่านั้น ก็เป็นศีล สมาธิ ปัญญา พร้อมครบหมด ; และก็น่าจะเป็นอย่างนั้น, เพราะเราเห็นได้ตรงที่ว่า ในอานาปานสติ ๑๖ ขั้นนั้น มีเพียงสองขั้นแรกเท่านั้น ที่ใช้คำว่า ปชานาติ คือท่านให้กำหนด รู้ลม ส่วน ๑๔ ขั้นต่อมา ใช้คำว่า สิกขติ ทั้งนั้น. คำอธิบายขยายออกเป็น สิกขา ซึ่งมีสาม แล้วก็ครบทั้ง ศีลสิกขา, สมาธิสิกขา ปัญญาสิกขา อย่างนี้เป็นต้น.

น.22 ๑๔ ทีนี้เรามาดูการทำวัตรของเรา, ทำวัตรเช้า ทำวัตรเย็นนี้, เราต้องสำรวม ระวัง บังคับตัว บังคับใจ อย่างนี้ก็เป็น ศีลสิกขา. การที่เรามีจิตใจจดจ่ออยู่ในวัตถุที่เราทำวัตร คือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หรือคุณของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ นี้มันก็แน่นอน มันเป็น พุทธานุสสติ, ธัมมานุสสติ, สังฆานุสสติ, นี่ก็เป็น สมาธิสิกขา จิตตสิกขา. ความรู้สึกตัวใน ลักษณะของสัมปชัญญะ ซึมซาบอยู่ในคุณของพระพุทธองค์เป็นต้น ว่าเป็นอย่างไร, ในบท "พุทฺธวารหนฺตวรตาทิคุณาภิยุตฺโต” นี้แสดงลักษณะที่ต้องรู้ต้องเข้าใจ ให้ซึมซาบแจ่มแจ้ง นี้ก็เป็น ปัญญา. เพราะฉะนั้น เมื่อเราทำวัตรอยู่ ก็ควรจะเป็นทั้ง ศีล สมาธิ ปัญญา, ส่วนที่จะเป็น ศีล สมาธิ ปัญญา อย่างสูง หรือกลาง หรือต่ำนั้น มันแล้วแต่เรา ; มันแล้วแต่ความสามารถ ของเรา แล้วแต่การกระทำของเรา. อาจจะทำให้สูงสุดก็ได้, ในเมื่อเราได้ตั้งใจปรับปรุง ขยับขยาย ความรู้สึกในขณะที่ทำวัตรของเรานั้น ให้สูง ๆ สูงขึ้นไปตามลำดับด้วยสติปัญญา หรือด้วย เหตุผล. ไม่ได้ทำวัตรแต่เพียงปากว่า เหมือนนกแก้ว นกขุนทอง, หรือบางทีก็ทำวัตรด้วย ความจำใจ เพราะระเบียบของวัด ของคณะ บังคับเอาไว้ ไม่ทำไม่ได้ อย่างนี้ก็ฝืนความรู้สึก. ทำด้วยใจที่เลื่อนลอยไปในที่ต่างๆ ปากก็ว่าไปอย่างนกแก้วนกขุนทอง อย่างนี้จะเป็นศีล สมาธิ ปัญญา ไปไม่ได้ ควรจะเว้นเสียเด็ดขาด ควรจะไม่มีในหมู่พวกเรา ที่ว่าเป็นนักศึกษาด้วย, เป็นนักกัมมัฏฐานภาวนาด้วย แต่ ควรจะมีในลักษณะที่เป็น ศีล สมาธิ ปัญญา ดังที่กล่าว แล้วข้างต้น นี้ข้อหนึ่ง เป็นเรื่องที่หนึ่ง. ทีนี้ ถ้าเราทำได้ดี จนในขณะนั้นจิตใจประกอบไปด้วยธรรม, เช่น ความสะอาด สว่าง สงบ เป็นต้น ; ธรรมะปรากฏในใจของเราในลักษณะอย่างนั้น, การทำวัตรของเรา ก็จะเหมือน กับการไปเฝ้าพระพุทธองค์เช้าเย็น เช้าเย็น เป็นประจำ, ซึ่งจะทำกันได้ในสมัยพุทธกาล ใน ประเทศอินเดีย ในเมื่อพระพุทธองค์ทรงพระชนม์ชีพอยู่. เดี๋ยวนี้พวกเราก็ยังไปเฝ้าพระพุทธองค์จริง ๆ องค์แท้ที่เหลืออยู่โดยพระคุณ, ในลักษณะ ที่ว่าธรรมะคือพระองค์ พระองค์คือธรรมะ : - "ผู้ใดเห็นตถาคต ผู้นั้นเห็นธรรม ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นตถาคต" โดยลักษณะอย่างนี้แล้ว เราก็ได้ไปเฝ้าพระพุทธองค์อย่างแท้จริงด้วย. เพราะฉะนั้นการทำวัตรเช้าเย็นของเรา ก็ควรจะถูกถือว่า เป็นการเฝ้าพระพุทธองค์จริง จริง ยิ่งกว่าคนสมัยโน้นบางคน ไปเฝ้าพระพุทธองค์โดยทางร่างกาย. เขาไม่มีธรรมอยู่ในใจ ไม่เห็นธรรมอยู่ในใจ ก็ไม่ใช่พระพุทธองค์จริง ๆ เป็นพระพุทธองค์ส่วนภายนอก, คือส่วนร่างกาย. นี้แปลว่า เราสมัยนี้ เวลาห่างไกลมาตั้งสองพันห้าร้อยปี แล้วดินแดนก็ไกลกันถึงขนาดนี้ แต่ เราก็ยังเข้าเฝ้าพระองค์จริงได้ ด้วยการกระทำวัตรที่ถูกต้องหรือตรงตามความหมาย. เพราะฉะนั้น ขอได้โปรดนึกถึงเรื่องนี้ แล้วขยับขยายปรับปรุงการทำวัตรของเรา ให้เป็นไป ในลักษณะนี้ เป็นเรื่องที่สอง.

น.23 ๑๕ ทีนี้ ที่จะต้องนึกมากออกไปอีก ก็เหมือนกับเรื่องที่ได้กล่าวเมื่อคืนที่แล้วมานี้ว่า ทุกคราว ที่เข้าไปจุดธูปจุดเทียนที่บูชา ทำวัตร หรืออะไรอย่างนี้, ต้องมีเนื้อมีตัว มีกาย วาจา ใจ ที่ไม่ประกอบด้วยโทษ. ทำเสมือนหนึ่งว่า พระพุทธรูปที่ประดิษฐานอยู่นั้นก็ดี. หรืออะไร ก็ตาม ที่เราไปจุดธูปเทียนทำวัตรนี้ จะตะเพิดบุคคลผู้มีเนื้อมีตัวอันสกปรกในทางนามธรรมนั้น ให้ถอยกลับออกมา : เช่นมีจิตใจที่เหลาะแหละ โลเล ในหน้าที่ของสมณะ เป็นต้น. เข้าไปในโบสถ์ จุดธูปเทียน ทำวัตรนี้ ก็จะถูกพระพุทธรูปตะเพิดไล่กลับออกไปนอกโบสถ์ ให้ไปแก้ไขเรื่องนั้น ให้ดีเสียก่อน แล้วจึงกลับเข้ามาจุดธูปเทียน และทำวัตรเป็นต้น. นี้ขอให้ถือว่า เป็นเรื่องที่ต้องคิด เพราะว่าเราจะเข้าไปเฝ้าพระพุทธองค์ทั้งที ก็ต้องเข้าไปในลักษณะที่พระองค์จะไม่ทรงไล่กลับ, เพราะว่ามีการกระทำอะไรผิด ๆ ไม่เหมาะ ไม่สม ; เข้าไปใกล้พระพุทธองค์ก็ทรงไล่กลับ, ดังที่ปรากฏอยู่ในสูตรหลายสูตร ทรงไล่, หรือทรงให้ไล่ภิกษุหมู่, ที่เข้าไปในเชตวัน ส่งเสียง เอ็ดตะโรไปตั้งแต่ประตูจนได้ยินถึงพระพุทธองค์, ก็ทรงให้ไล่ ไม่ให้เฝ้าเป็นอันขาด จนกว่า จะไปแก้ไขตนเองให้ดีเสียก่อน. เราก็เหมือนกัน ถ้าจะเข้าไปในโบสถ์ เข้าไปจุดธูปเทียน ทำวัตรในโบสถ์ก็ควรจะไม่มี อะไรที่เป็นมลทินติดตัวเข้าไป สำหรับไปทำวัตรเช่นนั้น. ดังนั้นเราควรจะถือว่า เวลาทำวัตร ซึ่งเปรียบเสมือนหนึ่ง เข้าไปเฝ้าพระพุทธองค์ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ นี้ ควรจะ เป็น เวลาซักฟอกตัวเอง. พูดโดยอุปมาก็เหมือนว่า เป็นการแสดงอาบัติเสียก่อน แล้วจึงไปทำวัตร หากแต่ว่าเป็น การแสดงอาบัติในทางธรรม. จะมีคำอื่นดีกว่านี้ หรือไม่ก็ไม่ทราบ ผมก็ขอใช้ คำว่าแสดงอาบัติอย่างนี้ ; คือโทษทางธรรม ต้องชำระให้สะอาดเสียก่อน แล้วจึงไปทำวัตร เป็นการเฝ้าพระพุทธองค์, เช่นเดียวกับเราแสดงอาบัติในทางวินัยเสียก่อน แล้วจึงจะลงปาฏิโมกข์. ก่อนทำปาฏิโมกข์เราแสดงอาบัติทางวินัย, แต่เมื่อจะไปทำวัตรให้จริงจังตามแบบของเรา ก็ต้อง แสดงอาบัติตามทางธรรม. เช่นเดียวกับว่า พวกอิสลามจะเข้าไปในโบสถ์ในสุเหร่าของเขา ก็ต้องผ่านการล้าง การเช็ด การอาบ อะไรทั้งหลาย หลาย ๆ ขั้น, เขามีน้ำสะอาด มีอะไร สะอาดที่นอกโบสถ์ ที่ทางเข้าไปในโบสถ์. สรุป เพื่อล้างกันให้สะอาด ทางวัตถุแท้ก็ยังทำ เพื่อจะเข้าไปในโบสถ์, โบสถ์นั้นศักดิ์สิทธิ์ เกินกว่าจะเข้าไปทั้งของสกปรก. ความหมายที่ลึกเขาคงจะหมายถึง ความสกปรกในทางจิตใจ ได้เหมือนกัน, แต่ว่าเมื่อคนมันเขลามากเข้า มันก็เห็นเป็นเรื่องทางวัตถุไปหมด. เพราะฉะนั้น จึงสนใจกันแต่ในเรื่องทางวัตถุ เหลืออยู่แต่ซาก เป็นเรื่องทางวัตถุ, นี่เป็นความตกต่ำของมนุษย์ สมัยนี้ในทางจิตทางวิญญาณ. แต่ว่าพวกเราก็ไม่ควรจะตกต่ำในลักษณะอย่างนั้น, ควรจะเป็น นักจิตใจ นักวิญญาณ ที่มีความรู้ความเข้าใจ และการกระทำทางฝ่ายจิต ทางฝ่ายวิญญาณ. และยังคิดว่าจะมีจิต มีวิญญาณ อย่างนี้บริสุทธิ์เข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้า, มีการแสดงอาบัติทางธรรม ก่อนที่จะทำวัตร เป็นต้น. นี่เป็นเรื่องที่สาม ที่ว่าการทำวัตรนี้เป็นเรื่องที่สาม คือ การแสดงอาบัติ

น.24 ๑๖ ในทางธรรม เป็นประจำวัน เหมือนกับอาบน้ำให้แก่จิตใจเป็นประจำวันด้วย. ในการทำวัตรเช้าทำวัตรเย็นนั้น อย่างน้อยก็ได้เป็น ๓ เรื่องแล้ว คือเป็นการรักษา ไว้ซึ่ง ศีล สมาธิ ปัญญา ทุกลมหายใจเข้าออก ทุกอิริยาบถ อย่างหนึ่ง, เป็นการขยันไปเฝ้า พระผู้มีพระภาคเจ้า ที่ประกอบไปด้วยพระมหากรุณาธิคุณแก่เราอย่างใหญ่หลวง เราก็ไม่ขี้เกียจ ที่จะไปเฝ้าทุกเช้าทุกเย็น อย่างนี้เป็นต้น นี้ก็อย่างหนึ่ง. แล้วก็เป็นโอกาสให้ชำระชะล้างเหมือน กะอาบน้ำให้แก่จิตใจก่อนจะไปเฝ้า เป็นการแสดงอาบัติในธรรมเป็นต้น นี่ก็อีกอย่างหนึ่ง. แม้เพียง ๓ อย่างนี้ ก็นับว่าเป็นการเพียงพอทีเดียว ที่จะกล่าวว่า การทำวัตรเช้าเย็นนี้ ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยเลย. ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยเหมือนที่คิดกันเข้าใจกันโดยมาก ว่าเป็นระเบียบ เบื้องต้น สำหรับบังคับผู้มาใหม่ให้ทำ, หรือว่ากระทำไปเพียงรักษาประเพณีพิธีรีตองเอาไว้, หรือบางทีก็คิดว่า พูดว่า ทำเพราะกลัวชาวบ้านจะติเตียน ว่าขี้เกียจขี้คร้าน อย่างนี้เป็นต้น ; นั้น ไม่ควรจะมีในหมู่พวกเรา. เมื่อเป็นดังนี้ ปัญหาก็เกิดขึ้นแก่เราว่า ทำอย่างไรจึงจะเป็น ศีล สมาธิ ปัญญา ใน ขณะทำวัตรได้มากที่สุด, เป็นการไปเฝ้าพระพุทธองค์โดยแท้จริงที่สุด, และเป็นการแสดง อาบัติทางธรรม หรืออาบน้ำให้แก่จิตใจเป็นประจำวันได้ดีที่สุด. นี่เป็นสิ่งที่เราจะต้องวิพากษ์- วิจารณ์ ปรึกษาหารือกันต่อไป, และพร้อมกันนั้น ก็จะพยายามทดสอบตัวเอง ที่ทำวัตรเช้าหรือ ทำวัตรเย็นว่า การกระทำของเรา โดยเฉพาะคือจิตใจของเรานั้น มันสูงขึ้นตามนั้นจริง ๆ หรือ เปล่า. เพราะฉะนั้นขอให้คิดว่า การทำวัตรของเราที่ตรงนี้หรือที่ตรงไหนก็ตาม. ขณะนี้อยู่ที่ ตรงนี้, เราได้ปรับปรุงให้มีความสูงขึ้นมาถึงขนาดนี้ด้วยหรือเปล่า หรือว่าวันนี้เราควบคุม จิตใจของเราได้ดีตลอดเวลาทำวัตร ยิ่งกว่าเมื่อวานหรือเปล่า. นี้มันก็น่านึกว่า บางทีทำไมเรา ว่าผิด, เราว่าคำทำวัตรผิดพลาดไปก็มีหรือว่าความ ผิดพลาดนั้น เกิดมาจากการที่เรานึกถึงความหมายของพระพุทธองค์จริง ๆ มากเกินไป ปาก จึงว่าผิด, หรือว่าเป็นเพราะว่า ใจลอย ไม่มีสติสัมปชัญญะ อยู่กะเนื้อกะตัว, นี้ก็ยิ่งเป็นเรื่อง เสียหาย เป็นโทษในการทำวัตร. แต่ทว่า ว่าพลั้ง ว่าผิดไป เพราะจิตไปนึกถึงธรรม ถึงพระพุทธเจ้า องค์จริงมากไปก็ไม่เป็นไร, เพราะว่าปากไม่ได้อยู่ในการควบคุม ก็เพราะว่าใจไปนึกถึงธรรม, ก็ไม่ควรจะถือว่าเป็นเรื่องผิดหรือเสียหาย, แต่ว่าข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไร ทิ้งไว้เป็นเครื่องทดสอบ ตัวเองด้วยกันทุก ๆ องค์ ก็แล้วกัน. เพราะฉะนั้น ขอให้เราตั้งหน้าตั้งตาทดสอบว่า เรามีความบกพร่องอะไรในเรื่องการทำ วัตรเช้าเย็น ทั้ง ๓ ความหมายนี้ อย่างไรหรือไม่. - ให้เป็นเรื่องไตรสิกขาสมบูรณ์, - ให้เป็น เรื่องเฝ้าพระพุทธองค์ทุกเช้าเย็น, - ให้เป็นเรื่องแสดงอาบัติทางธรรมทุกคราวที่ทำวัตร, เพราะฉะนั้นจึงขอร้องว่า ก่อนแต่จะลงมือทำวัตร เหมือนเมื่อคืนนี้ก็ขอร้องว่า ขอให้ปรับปรุง จิตใจ, ชำระชะล้างจิตใจ อย่าให้มีสิ่งใดเหลืออยู่ ในลักษณะที่เป็นการฝ่าฝืน, หรือไม่เคารพ

น.25 ๑๗ ไม่เอื้อเฟื้อ ต่อพุทธประสงค์. พวกเราสมัยนี้ รวมทั้งผมด้วย ก็มักจะนึกถึงเรื่องดีเรื่องเด่น ในเรื่องวิชาความรู้ เรื่อง เกียรติยศอะไร ที่ยิ่ง ๆ ขึ้นไป, แม้ในการเผยแพร่ศาสนา และแม้ในการประพฤติปฏิบัติ ที่ เคร่งครัดด้วยซ้ำไป, อย่างนี้ก็ถือว่า เป็นเรื่องไม่สมควรที่จะมีอยู่ในเนื้อ ในตัว ในใจ ใน ขณะที่จะไปเฝ้าพระพุทธองค์. เพราะฉะนั้นขอให้เราลืมเรื่องนี้เสียให้หมด ในขณะที่เราทำวัตร และไปเฝ้าพระพุทธองค์, ตลอดถึงกิริยาอาการ อากัปกิริยา อย่างที่ แม้จะถือว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย ว่าไม่ให้เป็นคนโลเล เหลาะแหละ หรือกระทำบางสิ่งที่เคยชินเป็นนิสัย. อย่างนี้เราก็จะต้องคิดว่า เราจะทำอย่างนั้นต่อหน้าพระพุทธองค์ไม่ได้ มันไม่ควรจะเหลืออยู่ในเรา ในขณะที่จะ ไปเฝ้าพระพุทธองค์ด้วย. หรือเราจะนึกถึงเรื่องว่า เราเป็นธรรมทูต จะไปต่างประเทศ หรือ ไปไหนก็ตาม เรากระทำไปโดยมีความมุ่งหมายที่เป็นธรรม และปรารภธรรมแท้ ; หรือว่าปรารภ ตัวเอง เห็นแก่ตัวเอง, หรือปรารภโลก, ปรารภสังคม, อย่างนี้เป็นต้น. เพราะฉะนั้นขอให้ถือเอาปัญหานี้ เอาข้อเท็จจริงอันนี้มาพิสูจน์ตัวเอง, มาปรับปรุง ตัวเอง ในขณะที่จะกล่าวคำทำวัตรเย็น ซึ่งเราจะได้กระทำกันอีกในวันนี้ต่อไป. แต่ก่อนที่จะทำนี้ ก็ต้องสอบสวนดู ทดสอบดู ใคร่ครวญดู ไตร่ตรองดู ร่อนตะแกรงดูว่า กำลังเป็นอย่างไร โดยจิตใจ, โดยการกระทำ, เราจะต้องละสิ่งเหล่านั้น. เพราะว่าถ้าเรากระทำลงไปทีไร เราว่า "กาเยน วาจาย ว เจตสา วา ฯลฯ" อย่างนี้ทุกที ; - ขอให้จงงดโทษที่ล่วงเกินไปแล้ว จะ ไม่ทำอีก จะสำรวมระวังต่อไป." ถ้าเราถือว่าอากัปกิริยาใด ๆ แม้เรื่องเหลาะแหละ, แม้แต่เรื่อง เช่นถือว่าเรื่องสูบบุหรี่ เป็นเรื่องไม่สมควร มันก็ต้องเป็นเรื่องไม่สมควร, อยู่ในพวกที่ไม่ควรจะเข้าไปใกล้พระพุทธองค์ ด้วยเหมือนกัน. เราตั้งอธิษฐานจิตที่จะไม่มีเรื่องอย่างนี้ เดี๋ยวนี้ โดยเฉพาะเดี๋ยวนี้, แล้วต่อไป มากขึ้น ๆ. ผมคิดว่าไม่เกินเจ็ดวัน สิ่งต่าง ๆ ก็จะเป็นไปด้วยดี เท่ากันหมด ; เช่น บุหรี่ก็ทิ้งได้, ความรู้สึกนึกคิดในทางที่จะให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ก็จะละได้, ความโลเล เหลาะแหละ อะไร ก็จะได้, เพราะเรารักพระพุทธองค์มากกว่าที่จะเห็นแก่ตัวเรา. จึงขอร้องให้ขยันคิดนึกอย่างนี้ ซักซ้อมจิตใจอย่างนี้ กระทำในใจอย่างยิ่งอย่างนี้, ทุกคราว ที่จะทำวัตร และกำลังทำวัตรอยู่, และทำวัตรแล้วก็จะระลึกนึกถึง. ถ้าเป็นอย่างนี้การทำวัตร ของเราก็จะมีคุณมหาศาล, กลายเป็นเครื่องมือที่ประเสริฐที่สุด ที่จะแก้ไขเรา ทั้งเนื้อทั้งตัว ให้ละจากสิ่งที่ไม่พึงปรารถนา, สู่ความสะอาด สว่าง สงบ, เป็นสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ยิ่งขึ้นทุกที ๆ ทุกวัน ๆ ที่เรามีการทำวัตรเช้าเย็น. เพราะฉะนั้น ขอได้มีการสำรวมจิตใจ, สำรวม ทุกอย่างทุกประการ ให้เข้ารูปเข้ารอยกันอย่างนี้แล้วจึงทำวัตรเย็น และหวังว่าเราจะทำได้ดีกว่า เมื่อวาน ทั้งโดยปากที่สวดร้อง, และทั้งโดยจิตใจที่ทำความรู้สึกคิดนึกในทางสติสัมปชัญญะ กระทั่งรู้ความหมายของคำที่ทำวัตร, และมีความรู้สึกซึมซาบเอิบอาบ ปีติปราโมทย์ สว่างไสว

น.26 ๑๘ แจ่มแจ้งได้โดยแท้จริง. จึงขอร้องโดยแท้จริง, อย่าได้เข้าใจว่า การทำวัตรเช้าเย็น เป็นเรื่อง เล็กน้อย เป็นบุรพภาคของคนซึ่งเพิ่งเข้ามาในศาสนาหรือว่าเป็นอะไรไปในทำนองนั้นเลย, ถือว่า เป็นบทเรียนที่ไม่มีที่สิ้นสุดจนกว่าเราจะเป็นพระอรหันต์ การทำวัตรเช้าเย็นในลักษณะที่ถูกต้อง ๓ ประการ อย่างที่กล่าวมาแล้วนั้น ยังคงเป็น บทเรียนที่ไม่สำเร็จ ที่สอบไล่ไม่ได้ ผ่านไปไม่ถึงที่สุดอยู่นั่นเอง จนกว่าเราจะเป็นพระอรหันต์ นี่ถ้าพูดอย่างนี้ ก็จะไปเกิดท้อใจขึ้นว่า มันมากเกินไป ไม่เอาละโว้ย ก็คงจะไม่ถูกเหมือนกัน ; เพราะขึ้นชื่อว่าเป็นสมณสากยบุตรก็ต้องพยายามเรื่อยไป, โดยพระพุทธภาษิตที่ว่า : - วายเมเถว ปุริโส ยาว อตฺถสฺส นิปฺปทา ซึ่งคุ้นเคยกับหูของเรามากแล้ว. เพราะฉะนั้นเราก็ต้องตั้งหน้าปักใจ อธิษฐานจิต ให้การทำวัตรเช้าเย็นของเราเลื่อนขึ้นไป เลื่อนขึ้นไปจนสมแก่การที่เป็นนักศึกษา, เป็นธรรมทูต, เป็นนักจิตตภาวนา, เป็นอรัญญวาสี, หรือเป็นอะไรต่าง ๆ ที่ว่า สูงขึ้นไปตามลำดับ. มีการทำวัตรที่เหมาะสมแก่ภาวะของเรา, เป็นสารูปแก่หน้าที่การงานของเรา, แล้วเราก็จะได้ ชื่อว่าได้ทำดีที่สุด สุดความสามารถของเรา, เป็นการได้ที่ดี ไม่มีที่ต้องตำหนิติเตียน. นี่ขอให้ ปรับปรุงการทำวัตรเช้าเย็นของเรา ในลักษณะที่เหมาะสมแก่พวกเรา, เพราะว่าทำหน้าที่ที่ มอบหมายที่สูง ที่ดี และที่ยาก. เพราะฉะนั้นขอได้โปรดถือว่า เป็นการตั้งต้นตั้งแต่คราวนี้ และต่อไปเรื่อยไปจนตลอดชีวิต, โดยถือเสียว่า ที่แล้ว ๆ มาจนกระทั่งวันนี้นั้น เราไม่ได้สนใจกับการทำวัตรของเรามากเหมือน คราวนี้. แล้วมันก็จะเป็นเหมือนขยะกระบุงหนึ่งที่แขวนคอเราอยู่นั่นเอง, ไม่มีประโยชน์อะไรเลย ด้วย, หนักรกรุงรังเปล่า ๆ ด้วย. ขอให้สลัดทิ้งมันเสียเถิด, โดยปรับปรุงให้ไม่เป็นขยะกระบุงใหญ่ ต่อไป, แต่ให้เป็นอะไรที่เปรียบดั่งเพชรพลอยที่เล็กนิดเดียว, แล้วยังลึกอยู่ในส่วนลึกของจิตใจ มองไม่เห็นก็ได้. ขอได้โปรดทำในใจอย่างนี้, แล้วก็ทำวัตรเย็นกันอีกทีตามกำหนดการของเรา, ที่เมื่อคืนนี้ก็มีมติเป็นเอกฉันท์ว่า เมื่อมีในโปรแกรมแล้วก็จะรักษาไว้. เพราะฉะนั้นขอให้เรา รักษาไว้, แต่ว่าคำว่า "รักษาไว้" นี้ก็อย่ารักษาไว้ในสภาพที่ย่ำเท้า ๆ อยู่ เหมือนกับที่แล้วมา. ขอให้เป็นการก้าวหน้า ๆ ไป โดยนัยดังที่กล่าวแล้วนั้น, ก็เป็นอันว่าผมได้ปรารภและขอปรารภ, ขอปรับปรุงความเข้าใจเสีย, กับการทำวัตร โดยสรุปตะล่อมความรู้สึกนึกคิด หรือเหตุผล ที่อภิปรายกันมาแล้ว เมื่อคืนโดยตลอด, แล้วสรุปเป็นคำอบรมสั้น ๆ ครึ่งชั่วโมงอีกครั้งหนึ่ง แล้วเราก็จะได้ทำวัตรกันต่อไป. •

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต