น.27 บัดนี้ วันนี้ ๑๔ เมษายน ๒๕๑๐ ได้ล่วงมาถึงเวลา ๕.๐๐ น. ตามกำหนดของเราแล้ว เรามาสนทนาอะไรกันต่อไปตามเคย. วันนี้ผมอยากจะขอโอกาสสรุป หรือตะล่อมข้อความ ที่เกี่ยวกับความอดทนมาทำความ เข้าใจซ้ำ ๆ กันอีกคราวหนึ่ง. สิ่งที่อยากจะให้สังเกตก็คือ : - ข้อเท็จจริงอย่างเดียวกันกับข้ออื่น ๆ เช่นเรื่องทำวัตร เป็นต้น, คือ ปัญหา ที่ว่าพระที่เป็นนักศึกษา ในอันดับสูง, เป็นพระกัมมัฏฐาน, หรืออะไรทำนองนี้ จะเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องที่จัดไว้เป็นเบื้องต้น เป็นเรื่องต่ำ ๆ นั้นอย่างไร, หรือว่าต้องปรับปรุงต่อไปอีกอย่างไร, เช่นเรื่องทำวัตรเราก็มีการขยับขยายให้เหมาะสมกันกับ เรื่องของนักศึกษา. ทีนี้ ธรรมะเบื้องต้นอื่น ๆ, เช่นความอดทนอย่างนี้ เราจะปรับกันเข้าอย่างไร หรือจะทิ้งไป ในฐานะที่เป็นธรรมเบื้องต้น, ไม่เกี่ยวกับนักศึกษาหรือนักปฏิบัติในชั้นสูง. ข้อนี้ผมอยากจะแนะนำ ให้เห็น อันตราย ที่เป็นข้อเท็จจริงอย่างหนึ่ง เช่นเดียวกับที่กล่าวมาแล้ว, คือ การมองข้ามไปเสีย, เช่น เรื่องสติสัมปชัญญะ เปิด นวโกวาท ขึ้น ก็เป็นเรื่องแรก ก็จัดเป็นหญ้าปากคอกไป ไม่สนใจ กันยืดยาว. มันก็เนื่องมาจากคำสอนที่สอนกันอยู่ไม่สมบูรณ์นั่นเอง, จึงเป็นเพียงเรื่อง สติสัมปชัญญะ สำหรับประกอบการงาน ตามธรรมดาประจำวันไปหมด. แต่ที่จริงเรื่องสติสัมปชัญญะนี้ ไปไกล จนถึงที่สุด คือนิพพาน อย่างในบาลี สติปัฏฐาน : - "อาตาปี สมุปชาโน สติมา วิเนยุย โลเก อภิชุฌา โทมนสฺสํ" : - ซึ่งหมายถึงการบรรลุมรรคผล แต่ต้นจนปลายทุกประการ ไม่ใช่เรื่องหญ้าปากคอก สำหรับสติสัมปชัญญะ. ถัดไปเรื่อง ขันติ โสรัจจะ เราก็สอนเรื่องนี้กันในสำนักเรียนเบื้องต้น แต่เพียงเป็นเรื่อง ของคนธรรมดาสามัญ ในการปฏิบัติประจำวัน ชีวิตประจำวันไปเสีย, เช่นว่า ขันติ - คือความ อดทน ทนลำบากในการเจ็บไข้ได้ป่วยเป็นต้น. ทนตรากตรำ ทนแดด ในเรื่องประกอบการงาน เป็นต้น แล้วก็ทนเจ็บใจ เมื่อมีคนมาด่าว่าให้เจ็บใจเป็นต้น. การสอนเพียงเท่านี้ มันก็ไม่พอแน่นอน
น.28 ๒๐ เป็นเรื่องของเด็กไปก็ได้, และสิ่งที่เรียกว่า อธิวาสนขันติ ของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น จะ ไม่รวมอยู่ในคำสอนชนิดนี้ก็ได้, เพราะตามความรู้สึกของผมนั้นเห็นว่า อธิวาสนขันติ นั้น คือการอดทนต่อการบีบคั้นอันรุนแรงของกิเลส, ไม่ใช่เพียงแต่ทนลำบากเมื่อเจ็บไข้ ทน ตรากตรำเมื่อทำงาน, หรือทนถ้อยคำที่เขาด่าว่านินทา, นั้นมันล้วนแต่สิ่งที่เนื่องด้วยสิ่งภายนอก หรือผู้อื่นไปเสียทั้งนั้น. ส่วนการทนต่อการบีบคั้นของกิเลส ซึ่งเป็นเรื่องภายใน และเป็นเรื่อง ส่วนตัวเราโดยตรงนั้น มันควรจะมากไปกว่านั้น. ทีนี้ เรื่อง ขันตี สำคัญหรือมีความจำเป็นอย่างไร สำหรับพวกเราที่นี่เวลานี้, ก็ขอให้ นึกถึงบาลีพระพุทธภาษิตต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับ ขันตี ซึ่งชินหูพวกเรามากที่สุด, โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คำที่ว่า : ขนฺตี ปรมํ ตโป ตีติกฺขา "-ขันติเป็นตบะอย่างยิ่ง, จัดเป็นบรมธรรม คือ บรมธมฺม, ปรมตโป คู่กันกับ นิพพานํ ปรมํ วทนฺติ พุทธา : - นิพพานก็เป็นบรมธรรม ในส่วนผลที่ จะได้รับ ขันตีก็เป็นบรมธรรมในส่วนเหตุที่จะพึงกระทำ พึงปฏิบัติเพื่อจะให้ได้รับ. เพราะ- ฉะนั้นไม่เป็นเรื่องเล็กน้อยเสียแล้ว และดูจะเป็นการยืนยันมาแต่ดึกดำบรรพ์ ก่อนพุทธกาลว่า : ขนตี พลํ เวยุยตีนํ :- ความอดทนเป็นกำลังของผู้บำเพ็ญพรต, นี้จะใช้ได้ทั่วไปหมดในทุกศาสนา. หรือว่า :- มูลํ ฆเนติ ขนฺติโก :- ขันติ ย่อมขุดเสียซึ่งมูลราก กล่าวคือกิเลส, หรือมูลรากของ กิเลสอีกทีหนึ่ง. นี้ก็เป็นหลักปฏิบัติโดยเฉพาะ ในพระพุทธศาสนาอยู่แล้ว, เพราะฉะนั้นขันตี ไม่ใช่เรื่องของภิกษุหนุ่ม หรือสามเณร อย่างที่สอน ๆ กันอยู่ในสำนักเรียน ที่เราก็เคยเรียนกันและ เคยสอนคนอื่น. อีกอย่างหนึ่ง ที่อยากจะให้สนใจเป็นพิเศษก็คือ ขันตี ที่ไปรวมอยู่ในหมู่ฆราวาสธรรม, คือ :- สัจจะ, ทมะ, ขันติ, จาคะ :- ความจริงใจ, การบังคับตัวเอง ความอดทน, ความสละ สิ่งที่เป็นข้าศึกในใจออกไปเสีย, เราก็สอนกันแต่เพียงว่า เป็นฆราวาสธรรม เป็นธรรมะสำหรับ ฆราวาสไป นี้ไม่ใช่ความจริง ถ้าสอนเพียงเท่านี้, ตามความจริงแล้ว ธรรม ๔ ประการนี้ สำหรับทุกคนทุกระดับ ทุกกิจการงาน กระทั่งบรรลุนิพพาน, โดยภาษิตที่คู่กันว่า :- ให้ไป ถามสมณพราหมณ์เหล่าอื่นดูเถิดว่ามีอะไร มีธรรมอะไร ที่ยิ่งไปกว่าสัจจะ ทมะ ขันติ จาคะ เหล่านี้, เพราะฉะนั้น ธรรม ๔ ประการนี้ ก็ไม่ใช่ธรรมสำหรับเด็ก หรือขั้นเด็ก หรือภิกษุหนุ่ม สามเณร หรือพวกฆราวาส, และก็ต้องเป็นธรรมะสำหรับพวกเรา ที่เรียกตัวเองว่า นักศึกษา ในระดับสูงสุดของการศึกษา, เพราะการเป็นพระกัมมัฏฐาน, พระภาวนา, จะเป็นพระธรรมทูต ที่นำพระธรรมออกไปเผยแผ่ ในที่ ๆ ควรเผยแผ่จนทั่วโลก. ดังนั้น เราควรจะพิจารณาฐานะของธรรมะ ที่เรียกว่า "ขันติ" กันเสียใหม่, และปรับให้ เหมาะสมกันกับเรื่องของเรา. ผมรู้สึกและเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งที่ว่า ขันตีเป็นตบะอย่างยิ่ง เป็น กำลังของผู้บำเพ็ญพรต, และก็เป็นการขุดรากเง่าของกิเลสด้วย. เราจะพิจารณาดู ขันตี ในระดับต่ำก่อน, เช่นว่าความอดทนต่อความเจ็บไข้ ความลำบาก
น.29 ๒๑ ตรากตรำต่อการกระทบความร้อน ลม แดด น้ำค้าง, และอดทนต่อความเจ็บใจ. เดี๋ยวนี้เรา ไม่ได้เจ็บไข้ลำบากทางกาย, ขันตี ข้อแรกก็หมดปัญหาไป. เดี๋ยวนี้เราก็ไม่ได้ถูกใครมาด่าว่า ให้เจ็บใจ, ขันตี ข้อสามก็หมดไป. ขันตี ข้อสองที่ตรงกลาง ที่ว่า ทนความตรากตรำนี้ ดูจะ ยังมีปัญหาอยู่ คือว่าเราจะทนต่อความบีบคั้นของดินฟ้าอากาศ ซึ่งเราได้ชิมกันมาสองวันแล้ว, แดดบ้าง เหนื่อยบ้าง. เพราะฉะนั้นขอให้สังเกตดูต่อไปว่า เราเป็นเพื่อนใกล้ชิดกับธรรมชาติได้ มากน้อยเท่าไร โดยเฉพาะเกี่ยวกับแดด เราก็ชิมกันมาตั้งแต่วันแรก เมื่อวานที่ฉันอาหารกลางแดด ที่ตรงนี้. เพราะฉะนั้นขอให้ยินดีที่จะรู้จักกับมัน และได้รับประโยชน์จากมัน คือว่าสิ่งที่เรียกว่า แดดจะไม่มีความหมายอะไรสำหรับเรา, เกิดเป็น care free ชนิดหนึ่งขึ้นมาได้. นี่แหละคือ เคล็ดหรือข้อเท็จจริง ที่ซ่อนเร้นอยู่อย่างลี้ลับข้อหนึ่ง. ขอให้พวกเราสังเกตดูให้ดี ๆ ต่อไปด้วย และขอให้หมดความอิดหนาระอาใจ ในการที่จะเป็นเกลอกันกับแดด กับฝน กับยุง กับริ้น ต่อไปจงทุก ๆ รูปด้วยเถิด, เป็นกำลังของผู้บำเพ็ญพรตอย่างยิ่ง และมีความจำเป็นสำหรับ พวกเราเป็นอย่างยิ่ง โดยไม่ต้องสงสัย. นี่ขอให้นึกให้มาก ในเรื่องทำนองนี้ ที่มันซ่อนเร้น มันแฝงอยู่ภายใต้ความไม่ซื่อตรงต่อตัวเองของเรา, หรือความไม่ซื่อตรงต่อธรรมะของเรา ซึ่ง เป็นสัจจะข้อแรก, แล้วเราก็ไม่มีการบีบบังคับตัวเองที่เพียงพอ จนไม่ต้องใช้ความอดกลั้นอดทน อะไร, แล้วเราก็ไม่มีโอกาสจะสละสิ่งที่เป็นข้าศึกแก่ความจริงใจเป็นธรรมดา, เรื่องก็จะต้อง ล้มเหลวกันเพราะเหตุนี้. เพราะฉะนั้น เราจะถือเอาความอดทนเป็นใจกลางของธรรมหมวดนี้, ทำความอดทนทุกอย่างทุกประการ, แม้ที่สุดแต่ที่จะมานั่งกลางน้ำค้าง กลางอากาศหนาว อย่างนี้ ก็เป็นกำลังของผู้บำเพ็ญพรต, เป็นตบะอย่างยิ่งที่จะเผากิเลส, เป็นการขุดรากเง่า ของกิเลสเป็นลำดับ ๆ ลึก ๆ เข้าไป นี้เรียกว่า ขันตี ในส่วนทั่วไป. ทีนี้ เราก็มาถึง ขันตี ในอันดับสูง, ที่จะเรียกว่า อธิวาสนขันตี - คือ อดทนต่อการ บับคั้นของกิเลส. อธิวาสนขันติเป็นเหตุให้บรรลุ มรรค ผล นิพพาน, แต่พร้อมกันนั้นก็นำมา ใช้ได้ในชีวิตประจำวัน. คนในโลกกำลังขาด อธิวาสนขันตี คือความอดทนต่อการบีบบังคับ ของกิเลส จึงได้หมุนไปในทางต่ำ หรือทางวัตถุนิยม และจมติดลงในวัตถุนิยมมากขึ้น, ยกตัวอย่าง เช่น ต้องไปดูหนังดูละคร, เมื่อไม่ได้ไปดูหนังดูละครมันก็เกิดการเจ็บปวดขึ้นมาในใจ, คือในการ บีบบังคับของกิเลส ที่อยากจะไปดูหนัง. ทีนี้เมื่อไม่ใช้อธิวาสนขันตีต่อต้านการบีบคั้นของกิเลส, ก็เป็นทาสของกิเลส และต้องไปดูหนัง, มันจึงน้อมไปในทางต่ำ หรือตามใจกิเลสมากขึ้นทุกที โลกก็จะหมุนไปในทางต่ำหรือทางล่มจม, เพราะการบีบคั้นบังคับตัวเอง ให้ทนต่อการบีบคั้น ของกิเลส. ทีนี้ พวกเราบรรพชิตก็มีกิเลสบีบคั้นอยู่มากมาย เกี่ยวกับความอยากกิน อยากเล่น ในสิ่งเสพติดต่าง ๆ , ยกตัวอย่างเช่น บุหรี่, เมื่อไม่ได้สูบตามกำหนดเวลา ก็เกิดการบีบคั้น ของกิเลสขึ้นมา. ถ้าเราไม่ต่อสู้ไม่อดทนไม่เอาชนะมันให้ได้, เราก็แพ้มัน, เราก็กลายเป็นผู้ที่มี
น.30 ๒๒ ปัญหา, เป็นผู้มีจิตใจตกอยู่ภายใต้อำนาจของสิ่งเสพติดอยู่เรื่อยไป, แล้วก็ไม่ประสบความสำเร็จ ในสิ่งที่เราต้องทำ เพื่อเป็นปฏิบัติบูชา, เป็นเครื่องสนองพระคุณ บูชาพระคุณของสมเด็จพระ- บรมศาสดา เป็นแน่นอน. เพราะฉะนั้นจะต้องมี อธิวาสนขันตี ต่อสู้กับการบีบคั้นของกิเลส, แม้ที่สุดแต่เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่นเรื่องการสูบบุหรี่ เป็นต้น. สูงขึ้นไปถึง เรื่องอาหารการกิน, เมื่อไม่ได้อย่างใจ ก็เกิดการบีบคั้นของกิเลสขึ้นมา. ถ้าเราไม่ต่อสู้ แล้วไม่เอาชนะให้ได้ ก็จะมีความล้มเหลว ที่สูงขึ้นไปตามลำดับ. ไม่ต้องพูดถึง กิเลส คือ ราคะที่บีบคั้นเราจนต้องสละพรหมจรรย์นี้ไป, แม้แต่กิเลสเรื่องอาหารการกิน และ สิ่งเสพติด เช่นบุหรี่ เป็นต้น กระทั่งติดวิทยุ ติดโทรทัศน์ เป็นต้น มันก็ล้วนแต่เป็นอันตรายที่ ร้ายแรงไปด้วยกันทั้งนั้น. เพราะฉะนั้นขอวิงวอน เพื่อนสพรหมจารีทั้งหลาย ขอได้โปรดนึกถึงสิ่งเหล่านี้ ซึ่งล้วนแต่ เป็นการบีบคั้นของกิเลสทั้งนั้น, ที่จะเอาเราไปเป็นทาสของมัน. เราจะต้องอาศัย อาธิวาสนขันตี ในอันดับสูงสุด ที่ไม่ค่อยสอนกันในโรงเรียนนักธรรม ; นั่นแหละมาเป็นเครื่องมือสำหรับต่อสู้ ให้สมกับที่เป็นสาวกของพระบรมศาสดา. เราจะต้องใช้เครื่องมือที่พระองค์ทรงใช้แล้วประทาน ให้ไว้แก่เรา กล่าวคือ ขันตี ในอันดับสูง. เพราะฉะนั้น เพื่อนสพรหมจารีทั้งหลายย่อมจะเห็นได้ และทราบได้แล้วว่า, สิ่งที่เรียกว่า ขันติ โสรัจจะ นี้ไม่ใช่เรื่องหญ้าปากคอก เหมือนที่พูดกัน โดยมากเสียแล้ว, แต่เป็นเรื่องที่จะต้องใช้ตั้งแต่ต้นจนปลาย คือจนบรรลุมรรค ผล นิพพาน, แต่เรา จะต้องใช้คู่กันกับอานาปานสติกัมมัฏฐาน ตั้งแต่อันดับแรก จนถึงอันดับสุดท้ายด้วย เหมือนกัน. เพราะฉะนั้น ขอวิงวอนให้ได้พิจารณาดูสิ่งเหล่านี้ หรือสิ่งนี้โดยเฉพาะด้วยความ ละเอียดลออ สุขุมแยบคาย ให้เป็นอย่างยิ่งด้วย. ความจำเป็นในข้อนี้ได้มาถึงเข้าแล้ว ที่จะ ต้องปรับต้องปรุงสิ่งต่าง ๆ ให้ถูกกันกับระดับของเรา ที่เป็นนักศึกษา, นับตั้งแต่การทำวัตร สวดมนต์ ภาวนา ดังที่เราได้ปรับความเข้าใจกันมาโดยลำดับ. ขอให้เราพอใจรักสิ่งที่เรียกว่า “ขันตี" : - ความอดกลั้นอดทน ซึ่งมีรสชาติเป็นความ เจ็บปวด แสบเผ็ด ทนทรมาน จนผู้ที่อ่อนแอจะต้องทิ้ง จะต้องวิ่งหนี, แต่เราจะเผชิญกัน, เรา จะต่อสู้, และเราจะทำความเป็นสหายกับมันให้ได้ในที่สุด นี่คือสิ่งที่จะต้องคิดให้ดี, จะต้อง ปรับกันให้ดี, ในส่วนที่เป็นหลักวิชาการ และวิธีการ. ขอได้โปรดทราบว่า พระพุทธองค์ทรงเป็นนักวิชาการและวิธีการ, อาศัยบทพระ- พุทธคุณ ที่เราสวดร้องท่องบ่น ในขณะทำวัตรเช้าเย็นอยู่เสมอ, คือบทที่ว่า : - วิชฺชา จรณ สมฺปนฺโน - พระองค์เป็นสัมปันโน คือสมบูรณ์ด้วยวิชชา และจรณะ. สิ่งที่เรียกว่า วิชชา นั้นก็คือ วิชาการ, สิ่งที่เรียกว่า จรณะ ก็คือ วิธีการ. ศัพท์สมัยใหม่เรามีสองคำ คือคำว่า technics นี้ ตรงกับคำ วิชาการ, แล้วมีคำอีกคำหนึ่งคือ technique ซึ่ง que อยู่ท้าย นี้คือ วิธีการ. technics ตรงกับวิชาการ technique ตรงกับจรณะ. ต่อเมื่อสมบูรณ์ทั้ง technics และ technique มัน
น.31 ๒๓ จึงจะเป็น technical ซึ่งเป็นเครื่องมือให้สำเร็จประโยชน์ได้จริงขึ้นมา, เราจะต้องสมบูรณ์ทั้ง วิชาการและวิธีการ ในหน้าที่การงานของเรา. ผมจะได้ขอร้องวิงวอนให้สนใจเกี่ยวกับการ ที่จะปรับวิชาการและวิธีการ ให้เข้ารูปกลมเกลียวกันไป เพื่อความสมบูรณ์ในสิ่งทั้งสองนี้ได้, จึงได้พูดซ้ำแล้วซ้ำอีก ซ้ำ ๆ ซาก ๆ เกี่ยวกับการปรับความเข้าใจในเรื่องนี้ มาตั้งแต่วันแรก และ จนกระทั่งบัดนี้. ขอได้โปรดอย่าได้อิดหนาระอาใจ ในเรื่องที่จะทำความเข้าใจกันในลักษณะเช่นนี้ ด้วย, เพราะว่าเป็นเรื่องที่สำคัญ. ในส่วนวิชาการ เ ราก็รู้แล้วว่า ขันตีเป็นอย่างไร. ทีนี้ ในส่วนวิธีการ เราก็ต้องทำ ให้ได้, สร้างความอดกลั้นอดทนขึ้นมาให้ได้จริง ๆ, นับตั้งแต่ทนลำบาก, ทนตรากตรำ, ทนเจ็บใจ, และสูงสุดถึงการทนต่อการบีบคั้นของกิเลส, ซึ่งจะมีทุกโอกาส. ดังที่ได้กล่าวแล้วว่า ความ หลุกหลิก เหลาะแหละ ชอบหัวเราะร่วน อยู่เสมอก็ดี การมีสิ่งเสพติด เช่นบุหรี่ เป็นต้น ติดอยู่ที่เนื้อที่ตัวก็ดี, เหล่านี้เป็นการไม่อดทนต่อการบีบคั้นของกิเลส, เป็นสิ่งซึ่งจะต้องชำระ ให้หมดไป ภายใน ๕ วัน ๗ วัน, จึงมีสภาพความเหมาะสมเกิดขึ้นในตัวเรา ที่จะประพฤติปฏิบัติ ในกัมมัฏฐานภาวนา ที่สูงยิ่งขึ้นไปตามลำดับ. เพราะฉะนั้น ขอวิงวอนเพื่อนสพรหมจารี, นักศึกษา, นักปฏิบัติทั้งหลาย ว่า จ งใช้ ขันตี ขุดรากกิเลสประเภทนี้ไป ตั้งแต่อันดับต้น ๆ, ให้เป็นกำลัง ของเรา ผู้บำเพ็ญพรต และเป็นตบะ - คือเป็นสิ่งร้อนที่จะเผาผลาญกิเลส ซึ่งเป็นสิ่งที่ร้อนด้วย เหมือนกัน ให้ค่อย ๆ ไหม้หมดไปตามลำดับ, ถือเอาเป็นสิ่งที่เป็นเครื่องมืออันแท้จริงของพุทธบุตร ด้วยอาศัย อธิวาสนขันตี นี้. ขันตีอย่างอื่น แม้จะรุนแรงสุดเพียงไร ก็ยังไม่ใช่ของพวกเรา. เราอ่านชาดก เช่น ขันติวาทีชาดก เป็นต้น, ซึ่งพระฤาษีองค์หนึ่งนิ่งอดทน ให้พระราชาองค์หนึ่ง ตัดหูตัดจมูกเข้ามา ตามลำดับ กระทั่งตัดมือตัดเท้า ท่านก็ยังอดทนได้, แต่ว่าอย่างนี้ยังจะไม่เป็น อธิวาสนขันตี คือ การอดทนต่อการบีบคั้นของกิเลส, เพราะเป็นการทนทางกายไปเสียเป็นส่วนมาก. เราจะต้องอดทนต่อการบีบคั้นของกิเลส ซึ่งเป็นของละเอียดในทางจิตทางใจ โดยตรง ให้ยิ่งขึ้นไปอีก, แม้ว่าจะมีการอดทนในทางร่างกายเป็นรากฐาน ก็ต้องมีความอดทน ในทางจิตทางวิญญาณเป็นยอด คือเป็นยอดสูงสุดนั่นเอง และก็ต้องเป็นเนื้อเป็นตัว เป็นลำตัว อยู่ด้วยตลอดเวลา, เพราะฉะนั้นขอได้โปรดสนใจในเรื่องการอดทนต่อการบีบคั้นของกิเลส นี้ เป็นส่วนใหญ่ เราจะนั่งอยู่กลางน้ำค้างกี่ชั่วโมงก็ได้. กลางแดดกี่ชั่วโมงก็ได้ ไม่เท่าไรความอดทน จะให้ผลเป็นการทนได้, เป็นสิ่งต่อต้านหรือ immunity ที่จะป้องกันการเป็นหวัด, การเป็นอะไร ทุกอย่างมาตามลำดับ, กระทั่งทนต่ออุปสรรคที่จะเกิดขึ้น ต่อการที่เราจะต้องนั่งสมาธินาน ๆ ให้ได้. เหล่านี้เป็นตัวอย่างที่ดี ที่จะแสดงให้เห็นว่า ค วามจำเป็นที่จะต้องมี อธิวาสนขันตี นั้นเป็นอย่างไร.
น.32 ๒๔ ขอได้ทำความเข้าใจเป็นประจำวัน ในขั้นตระเตรียม ในเบื้องต้นแห่งวัน ในลักษณะ เช่นนี้กันทุก ๆ วัน กว่าจะหมดเวลา, ขอได้โปรดสนใจให้เพียงพอและให้สำเร็จประโยชน์ด้วย. เราเริ่มกันมาด้วยความอดทน ตั้งแต่นาทีแรกหรือชั่วโมงแรกแล้ว, ก็ขอให้สืบต่อไปจนถึงนาที สุดท้าย หรือชั่วโมงสุดท้าย, ถ้าหากว่า เราไม่ประสบความสำเร็จในอันดับสูงสุด เราก็ต้อง ประสบความสำเร็จในอันดับกลาง หรืออันดับต้นๆ แต่ก็มากพอที่จะใช้ความอดทนนี้ เป็นเครื่อง บูชาคุณของสมเด็จพระบรมศาสดา ด้วยปฏิบัติบูชาเป็นแน่นอน. นี้คือเรื่องขันตี เป็นเครื่อง สักการะบูชาคุณของสมเด็จพระบรมศาสดา เป็นกำไรพิเศษก่อน, และที่เราจะใช้จริงกันก็คือ ความสำเร็จแก่แนวปฏิบัติกัมมัฏฐานภาวนาของเรานั่นเอง, นี้ก็เป็นอันว่า การทำความเข้าใจ ข้อหนึ่ง ๆ ในตอนเช้านี้ก็เสร็จสิ้นไปแล้ว. ทีนี้ เราก็มาถึงเรื่องทำวัตรเช้าต่อไปอีก, ดังที่ได้มีมติต้องกันว่า จะกระทำให้เป็นไป ตรงตามกำหนดการ, แล้วขยับขยายให้ยิ่งขึ้นไปอีก จนเป็นของสูงเหมาะแก่นักศึกษา, นักปฏิบัติ กัมมัฏฐานภาวนา, เหมือนกับที่ว่า เราจะใช้การทำวัตรนี้ เป็นการไปเฝ้าพระบรมศาสดาทุกเช้า ทุกเย็น. โอกาสแห่งเวลาเช้ามาถึงแล้ว เราก็ไปเฝ้าพระศาสดา ด้วยการทำวัตรที่ถูกต้องตาม spirit ของมันคือด้วยจิตใจที่สละสิ่งที่ไม่ควรจะมีอยู่ในจิตใจ กาย วาจา ให้มีเนื้อมีตัวอันสะอาด สมควรแก่การไปเฝ้าสมเด็จพระบรมศาสดา ในลักษณะที่จะไม่ถูกพระองค์ทรงไล่ให้กลับ, และเราก็มีสติสังวร ในการกระทำนี้ให้เป็นส่วนศีล, มีจิตตั้งมั่นในสิ่งที่กำลังกระทำนั้น ให้เป็น ส่วนสมาธิ และให้ได้รู้รสของสิ่งนี้ด้วยจิตด้วยใจ มีสัมปชัญญะรู้สึกตัวทั่วถึง แม้ในพระคุณของ พระองค์ นี้ก็เป็นปัญญาในส่วนปัญญาสิกขา, แล้วเราก็จะเป็นการได้กระทำสิ่งที่ควรกระทำเป็น ประจำวัน, คืออาบน้ำชำระล้างในส่วนจิตใจ ไม่มีโทษเหลืออยู่ที่เนื้อที่ตัว. เพราะฉะนั้นขอให้ เราสำรวมสติ สัมปชัญญะ ความอดกลั้นความอดทน และ ทมะ อื่น ๆ ทุกประการ เพื่อให้ การทำวัตรของเรายกฐานะ หรือเลื่อนระดับขึ้นมาเหมาะสมแก่นักศึกษา และผู้ที่จะปฏิบัติ ในกัมมัฏฐานภาวนา มีความเหมาะสมเพียบพร้อม ที่จะนำพระธรรมของสมเด็จพระบรมศาสดา ไปกระทำให้เป็นแสงสว่างทั่วโลก ด้วยกัน จงทุกองค์เถิด. ☸
Buddhadasa