Buddhadasa.org

อบรมพระธรรมทูต ตอนที่ ๖ — ๓. การประกาศพระศาสนา

อบรมพระธรรมทูต — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — อบรมพระธรรมทูต (๓๑ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.33 บัดนี้ วันที่ ๑๔ เมษายน ๒๕๑๐ ล่วงเข้ามาถึงเวลา ๑๙.๓๐ น. พวกเรากำลังนั่งกันอยู่ที่นี่ในฐานะที่จะทำสิ่งที่เราเห็นว่าดีที่สุด ในการรับใช้พระ- พุทธองค์, กล่าวคือสิ่งที่เรียกกันว่าเผยแผ่พุทธศาสนา หรือประกาศพระศาสนา ซึ่งเป็นงาน ที่ใหญ่ยืดยาว, เราก็ต้องทำไปทีละส่วนละตอน. ชั่วโมงนี้ก็เป็นส่วนหนึ่ง หรือตอนหนึ่งของ การกระทำนั้น เมื่อเราทำดี ได้ดีถึงที่สุดแต่ละตอน ๆ ไป ก็คือ ทำทั้งหมด เหมือนกับที่เรารู้อยู่ดี แล้วว่า เหมือนกับสตางค์ ๆ เดียวประกอบกันเข้า มันก็กลายเป็นบาทหนึ่ง หรือหลายพันบาท หลายหมื่นบาท หลายแสนบาท, ส่วนหนึ่ง ๆ ก็คือ สตางค์หนึ่ง. เพราะฉะนั้นขอให้หาสตางค์หนึ่ง มาให้ได้ ก็จะได้บาทหนึ่ง หรือหลายแสนบาทได้. ชั่วโมงหนึ่งของเรานี้ ก็ทำให้ดีที่สุด แล้ว ทุก ๆ ชั่วโมงก็จะดี, งานที่เรียกว่าใหญ่หลวงหรือมีค่ายิ่งก็สำเร็จได้ คือ ฝึกตนเอง ให้เหมาะสม ที่จะประกาศพระศาสนา. ชั่วโมงนี้ ก็อยากจะพูดถึงเรื่อง การประกาศศาสนา นั่นเอง, เพราะสังเกตเห็นว่า เรายังเข้าใจอะไรเกี่ยวกับคำนี้ยังน้อยอยู่ก็มี ไม่ตรงก็มี. พระพุทธองค์ทรงใช้คำว่า จงประกาศ พรหมจรรย์, ไม่เคยใช้คำว่า จงประกาศศาสนา, แต่เราใช้คำว่า ประกาศศาสนา. ถ้าใช้ คำว่าประกาศพรหมจรรย์ ก็ดูจะงงกันไปหมด หรือจะมองตากันก็ได้, (เพราะคำว่าพรหมจรรย์ ในภาษาไทย หมายถึงอะไรบางอย่างมากกว่าที่จะหมายถึงศาสนา) แต่ถ้าเราจะทำในส่วนที่ เป็นเนื้อหาจริง ๆ ก็ควรจะเรียกว่า ประกาศพรหมจรรย์ อยู่นั่นเอง. งานของธรรมทูต สมณฑูต ก็คือประกาศพรหมจรรย์, เพราะฉะนั้นเราจะต้องเข้าใจคำว่า พรหมจรรย์ เมื่อถือเอาตามที่เราเรียน ๆ กันมา คำว่า “พรหม" ก็แปลว่าสูงสุดหรือประเสริฐ ในที่นี้ ไม่ต้องแปลว่า พระพรหม หรือพระเจ้าอะไรทำนองนั้น, เอาแต่เพียงว่า มันสูงสุด ประเสริฐสูงสุด. พรหมจรรย์ ก็คือการประพฤติหรือการกระทำ ซึ่งในที่นี้หมายถึงการเป็นอยู่ในชีวิต เพราะ ในการเป็นอยู่แห่งชีวิต นั้นคือการกระทำ และประพฤติอยู่ตลอดเวลา. เวลาทำการงานก็เป็น

น.34 ๒๖ การประพฤติหรือการกระทำ เวลาพักผ่อน ก็เป็นการประพฤติหรือกระทำ เพราะฉะนั้น “พรหมจริยํ” ก็แปลว่า การประพฤติ หรือการกระทำที่ประเสริฐ. พูดภาษาใหม่ ๆ กันสักหน่อย ก็ว่า แบบแห่งการเป็นอยู่ที่ประเสริฐ, แบบแห่งการครองชีพที่ประเสริฐ, ไปคิดหาคำต่างประเทศ เอาเอง :- System of Life, Livelihood อะไรแล้วแต่จะไปลองคิดดู, ก็ต้องชื่อว่า ประเสริฐ ขนาด Supreme หรือ Unique เป็นต้น. ถ้าเราเรียกอย่างนี้ System of Supreme Livelihood อย่างนี้ ก็จะเป็นที่สนใจแก่ชาวต่างประเทศ ยิ่งกว่าที่จะพูดว่า Buddhism, ซึ่งพระพุทธองค์ไม่เคยทรงใช้ ว่าไปประกาศพระศาสนา แต่ใช้ว่าไปประกาศพรหมจรรย์. ลองใช้คำนี้ ลองนึกถึงคำนี้กันดูให้ดี บางทีจะช่วยให้เราทำได้ง่ายขึ้น เป็นการแบ่งภาระให้เบาเข้า. เอาละ ทีนี้ ผมจะพูดถึงคำว่า “พรหมจรรย์" - แบบแห่งการครองชีวิตอันประเสริฐ ว่าคืออะไร. เพื่อนสพรหมจารีทุกคน คงจะมองเห็นชัดแล้วว่า หลักในพระพุทธศาสนาของเรา ทั้งหมด ก็เรียกว่า ศีล สมาธิ ปัญญา รวมเข้าด้วยกันมา เป็นตัวพุทธศาสนา, เพราะฉะนั้น พรหมจรรย์ก็คือ ศีล สมาธิ ปัญญา นั่นเอง โดยเนื้อแท้ เราประพฤติ ศีล สมาธิ ปัญญา ก็ จะเป็นการประพฤติที่ประเสริฐขึ้นมา, คือเป็นแบบแห่งการครองชีวิต หรือการเป็นอยู่ที่ประเสริฐ ขึ้นมาทีเดียว. แต่ถ้าเราไปพูดว่า ศีล สมาธิ ปัญญาอย่างนี้ ชาวต่างประเทศก็จะงง, หรือสั่นหัว, และไม่รู้สึกสนใจหรือต้องการ, เพราะฉะนั้น เราจะต้องใช้คำอื่นที่เขาอาจจะเข้าใจได้ทันที, และสนใจ, และต้องการ. ทีนี้เราจะใช้คำว่าอะไรดี เกี่ยวกับศีล เกี่ยวกับสมาธิ เกี่ยวกับปัญญา, ผมเห็นว่า คำว่า ศีล สมาธิ ปัญญา นี้ เป็นคำที่อาจจะใช้เป็นคำสากล, แสดงความหมายสากล เข้าใจได้ และ เป็นที่พอใจได้ทุกชาติ ทุกภาษา. แทนที่จะเรียกว่า ศีล, เราก็ไปเรียกโดยผลของศีล, คือวิธี ประพฤติ หรือกระทำ ที่จะไม่ให้เราต้องเดือดร้อนขึ้นมา เพราะการพูดหรือการกระทำทางกาย ของเรา, แทนที่เราจะเรียกว่า ศีล, เราก็เรียกว่า ความปกติทางกาย ทางวาจา ที่ไม่ทำให้ เกิดความเดือดร้อนขึ้นมา, หรือจะพูดภาษาสมัยใหม่ก็ว่า ความหมดอันตราย ทางกาย ทางวาจาของเรา, หรือว่าความเป็นสุภาพบุรุษถึงที่สุด อย่างนี้ก็คงจะเกิดความสนใจ. นี้ถ้า พูดอย่างตีคลุม ก็คือความมีมารยาทดีที่สุด นั่นเอง มีมารยาทอย่างสุภาพบุรุษ หรืออะไร แล้วแต่ เขาจะเข้าใจได้ เข้าใจอยู่ก่อนแล้ว. ความมีระเบียบและมารยาทดีที่สุด หรือการมีระเบียบวินัยที่ดีที่สุด เรียกว่า ศีล, ฝรั่งก็ ต้องการ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์, สำหรับสิ่งที่เรียกว่า ศีล แต่อย่าไปเรียกว่า ศีล ถ้าไปเรียกว่า ศีล ว่า Precept อะไรทำนองนี้เข้า มันสะดุ้ง, เพราะมันเป็นยาขม, แต่ถ้าเรียกว่า ความมีระเบียบวินัย ที่ดีที่งามถึงที่สุด มันก็เป็นของที่ดึงดูดใจอย่างยิ่ง. เพราะฉะนั้นถ้าไปถึงต่างประเทศ ถ้า ถูกถามว่า ศีล คืออะไร, ก็บอกว่า ความมีระเบียบวินัยที่ดีที่สุด, เพราะมีความหมายเป็น ของสากลเช่นนี้, จึงเข้าใจได้ทันที, จะเกิดความสนใจทันทีว่า ความมีระเบียบวินัยที่ดีที่สุด ของ

น.35 ๒๗ พวกพุทธบริษัท นี่มันอะไรกันนะ นั่นแหละจะเป็นชนวนหรือเครื่องดึงให้เกิดความสนใจ. ทีนี้ ก็มาถึงอันที่สอง คือ สมาธิ จะใช้คำว่า Concentration หรือ Meditation หรือ อะไรทำนองนี้ มันงงอีกเหมือนกัน, เราก็ไปเพ่งถึงผลอีกตามเคย เช่นพูดว่า การทำให้จิตอยู่ใน อำนาจของเรา อย่างนี้ก็เกิดความสนใจได้ยิ่งกว่าคำว่า Concentration หรือ Meditation หรือ อะไรทำนองนั้น. หรือพูดสมัยใหม่สักหน่อยก็ว่า ทางสำเร็จในการที่เราจะฝึกจิตให้ใช้อะไรได้ ตามที่มนุษย์ต้องการ คือ การฝึกจิตให้อยู่ในสภาพที่จะใช้ทำอะไรได้ตามที่มนุษย์ต้องการ. ผมคิดว่าพวกฝรั่ง หรือชาวต่างประเทศ คงสนใจขนาดหูกางทีเดียว เพราะว่าทุกคนก็ล้วนแต่ ต้องการ ที่จะได้มีสมรรถภาพทำนองนั้น ด้วยกันทั้งนั้น. เพราะฉะนั้นแทนที่จะว่า สมาธิ Con- centration ก็ว่าระบบแห่งการกระทำจิต ให้อยู่ในลักษณะที่จะใช้อะไรได้ตามที่เราต้องการ. ลองคิดดู คำนิยามคำนี้ถูกหรือผิด ที่จริงคำนิยามคำนี้ถูก ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ตามหลักของ พระพุทธศาสนา การทำจิตให้อยู่ในภาวะที่ใช้อะไรได้ตามต้องการก็คือ สมาธิ เพราะว่าสิ่งที่ เรียกว่าสมาธินั้น ต้องประกอบด้วยองค์สาม :- ปริสุทฺโธ - คือบริสุทธิ์ ปริสุทฺโธ หรือ โอทาโต อะไรก็ตาม ต้องหมายถึงบริสุทธิ์ ; แล้วก็ สมาหิโต :- ตั้งมั่น หรือ Firm; แล้ว กมุมนีโย, - ควร แก่การงานคือ Active. นั่นแหละ คือลักษณะที่เรียกว่าใช้อะไรได้ตามต้องการ. เมื่อเป็น ปริสุทฺโธ, สมาหิโต, กมฺมนีโย ก็เรียกว่าเป็นสมาธิ, เมื่อเป็นใน ๓ ประการนี้ ก็เรียกว่าใช้อะไรได้ตาม ต้องการ เป็นสารพัดนึกขึ้นมา. เพราะฉะนั้นเขาจะต้องสนใจในสิ่งที่เรียกว่าสมาธินี้ อย่างยิ่ง, ให้เขาเป็นผู้เสนอเข้ามาทีเดียว คือเสนอจะเอาจะได้, ไม่ใช่เราเป็นผู้ไปเสนอจะให้, แต่เขาเป็น ผู้เสนอเข้ามาขอ, อย่างนี้มันง่ายกว่ากันมาก ที่จะให้เราเป็นฝ่ายเสนอเข้าไปให้. เพราะฉะนั้น เราก็ต้องพูด หรือเรียกว่าโฆษณา ก็ตามใจ ด้วยคำที่ให้เกิดความสนใจอย่างยิ่งทำนองนี้, ศีล คือความมีระเบียบวินัยที่ดีที่สุด , สมาธิ คือการทำจิตให้อยู่ในลักษณะที่ใช้ได้ตามต้องการ. ปัญญา, อันสุดท้าย ก็คือ ความรู้ที่ดีที่สุดสำหรับมนุษย์จะต้องรู้, นี้เราเล็งถึงความ ดับทุกข์ ซึ่งถือว่าเป็นความรู้ที่ดีที่สุดที่มนุษย์จะต้องรู้, เพราะฉะนั้นชาวต่างประเทศ ก็จะต้อง สนใจหูผึ่งอีกเหมือนกัน แทนที่จะเรียกว่า ปัญญา หรือ Wisdom หรืออะไรทำนองนั้น. ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะเหตุว่า มันเป็นธรรมชาติที่สุดสากลที่สุด, เป็นความหมายสากล ที่เข้าใจได้โดยธรรมชาติ, ต้องการกันอยู่แล้วเป็นปกติ : ระเบียบวินัยที่ดีที่สุดสำหรับมนุษย์, จิตมีสมรรถภาพใช้อะไรได้ตามต้องการ, และประกอบไปด้วยความรู้ที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะ ต้องรู้. โฆษณาของ ๓ อย่างนี้ ออกไปเท่านั้นแหละ เขาจะเป็นฝ่ายเสนอและฝ่ายง้อ ไม่ใช่ เราเป็นฝ่ายเสนอหรือฝ่ายง้อ ซึ่งมันลำบากอย่างยิ่ง. ไปประกาศของสามอย่างนี้ นั่นแหละ คือ ประกาศพรหมจรรย์. คำว่า พรหมจรรย์ ก็คืออริยมรรคมีองค์แปด, และอริยมรรคมีองค์แปดก็คือไตรสิกขา นั้น จึงคือศาสนา หรือพรหมจรรย์. ไปประกาศพรหมจรรย์ คือแบบแห่งการครองชีวิตที่

น.36 ๒๘ ประเสริฐที่สุด, คือการทำตนให้ประกอบไปด้วยระเบียบวินัยที่ประเสริฐ, มีจิตที่มีสมรรถภาพ สามารถใช้อะไรได้ตามต้องการ, มีความรู้สูงสุดที่มนุษย์ควรจะรู้, นี่เรียกว่าประกาศพรหมจรรย์ ของพระพุทธองค์, ในวันที่ทรงส่งภิกษุสาวกหกสิบรูปออกไปประกาศพรหมจรรย์นั้น ภาษาไทย เรามาแปลกันเสียว่า ศาสนา, ส่งพระสาวกไปประกาศพระศาสนา. ทีนี้ต่อมา คำว่า ศาสนานี้ มันเลือน, มันเฟือน, มันเป็นคำที่ไม่ดึงดูดใจ เหมือนกับคำว่า พรหมจรรย์, มันก็เกิดความ ยากลำบากขึ้น. ต่อมาเราสอนเด็กในโรงเรียนว่า ศาสนะ แปลว่า ธรรมเป็นเครื่องสอน เป็น พระธรรมคำสั่งสอน กลายเป็นคำสั่งสอนไป. น้ำหนักและความหมายมันก็เบาลงไปอีก, เพราะ มันเป็นเพียงแต่คำสั่งสอน. ส่วนพรหมจรรย์นั้นมันเป็นการประพฤติหรือการกระทำ, มัน ไม่ใช่ตัวคำสั่งสอน. ตัวหลักแท้ ๆ มันอยู่ที่การประพฤติหรือการกระทำ, คำสั่งสอนเป็นเพียง ส่วนประกอบส่วนหนึ่ง เท่านั้นเอง ไม่ใช่ตัวจริงตัวเรื่องราว. คำสั่งสอนเป็นเพียงบันทึก เรื่องการกระทำ, แต่ถ้ายังไม่มีการกระทำก็ยังไม่ใช่ศาสนา ยังไม่เป็นพรหมจรรย์. เนื้อแท้ ของมัน เนื้อหาของมัน อยู่ที่การประพฤติหรือการกระทำพรหมจรรย์ ดังนั้นเราต้องไป ประกาศ การกระทำ ไม่ใช้ไปประกาศเสียง ประกาศคำพูด ประกาศหนังสือ อะไรทำนองนี้ นี่แหละขอให้สนใจให้มากเถิดว่า เนื้อแท้เนื้อจริงมันอยู่ที่ตรงไหน, เราก็ถกเถียงกันมาก วิพากษ์วิจารณ์กันมาก ถึงเรื่องที่จะประกาศพระศาสนา, แต่ดู ๆ ก็ยังไม่วกมาหาสิ่งทั้งสามนี้ มีแต่เตลิดเปิดเปิงไกลออกไปทุกที, ไกลออกไปทุกที, เรื่องมันก็มากขึ้น จนอาจจะทำไม่ทัน ไม่มีเวลาพอ. ยิ่งไปขยายออกไปในทางปรัชญา จิตวิทยา ทำนองนี้ มากออกไปด้วยแล้ว ก็มี เรื่องมาก มากยิ่งขึ้น จนทำไม่ทัน, เพราะว่าโดยเนื้อแท้แล้ว เพียงแต่ว่า เรื่องพรหมจรรย์แท้ ๆ การปฏิบัติแท้ ๆ ในสามประการนี้ มันก็ยังมากจนทำไม่ทันอยู่แล้ว สำหรับเวลาปีหนึ่ง หรือสองปี หรือสามปี. นี่ไปเพิ่มเรื่องต่าง ๆ มากขึ้น ๆ มากขึ้น มันก็ยิ่งไม่ทัน, เราก็อยู่ในลักษณะที่เรียกว่า ไร้สมรรถภาพ ไม่ต้องสงสัย. รู้อย่างที่เขาเรียกว่า อย่างละเล็กละน้อย, ที่เขาเรียกว่า เหมือน กับเป็ด, หรืออะไรก็สุดแท้แต่จะเรียก มันก็ไม่พอ, จะเลือกเอาแต่เรื่องอะไรก่อน จำเป็นก่อน สำคัญก่อน มันก็ต้องเรื่อง ตัวพรหมจรรย์ นั่นเอง. เพราะฉะนั้น จึงขอร้องให้ช่วยนึกให้มากในเรื่องนี้ ว่า :- พ รหมจรรย์นั้นคืออะไร, และอยู่ที่ไหน, จะเอาไปประกาศได้อย่างไร. ถ้าเป็นพระไตรปิฎก ก็อยู่ในสมุด ในตำรา, แล้วก็แบกไป, ส่งไปทางไปรษณีย์, หรืออะไรทำนองนี้ ก็เอาไปได้, แต่ตัวพรหมจรรย์นั้น มันคืออะไร อยู่ที่ไหน จะเอาไปได้อย่างไร. ก็กล่าวมาแล้วว่า พรหมจรรย์ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ดังนั้นมันก็ ต้องอยู่ที่เนื้อที่ตัว แล้วเนื้อตัวที่ประพฤติพรหมจรรย์อยู่นั้น มันมีอยู่แล้ว ฉะนั้นเมื่อเราไปก็ไม่ต้องแบกไป, ไม่ต้องขนไป, ไม่ต้องส่งทางไปรษณีย์, เพราะว่ามันมีอยู่ที่ เนื้อที่ตัวของเรา, เราไปที่ไหนมันก็ไปด้วย โดยไม่ต้องแบก ไม่ต้องขน ไม่ต้องส่ง. และ ประกาศ อย่างไร มันก็คือแสดงอยู่ที่เนื้อที่ตัว เพราะฉะนั้นหุบปากประกาศ มันจึงดังกว่าเปิดปาก

น.37 ๒๙ ประกาศ. หุบปากประกาศ หมายความว่า แสดงอยู่ที่เนื้อที่ตัว เป็นของจริงกว่าที่จะเปิด ปากประกาศ ซึ่งส่วนมากก็เป็นแต่เรื่องพูด หรือดีแต่พูด, ไม่มีศีล คือมีการกระทำที่ เหลาะแหละ โลเล, ตรงกันข้ามกับบทที่ว่า โลลปฺปหีโน อริโย สุเมธโส :- พระสงฆ์เป็นผู้ละ ความโลเลแล้ว. นี่เรามามีความโลเลอยู่, ก็คือไม่มีศีล, ไม่มีพรหมจรรย์ส่วนที่หนึ่ง, แล้วเรา ก็ยังไม่มีจิตชนิดที่เรียกว่า สมาธิ เพราะไม่มีพรหมจรรย์ส่วนที่สอง, เราก็ไม่มีปัญญาที่สว่างไสว อยู่ภายในแท้จริง ในเรื่องเกี่ยวกับ ความทุกข์ ความดับทุกข์ อย่างนี้ก็ไม่มีพรหมจรรย์ส่วนที่สาม. เลยเป็นว่า ที่เนื้อที่ตัวไม่มีพรหมจรรย์, ไม่สามารถจะประกาศได้ด้วยการแสดงพรหมจรรย์ อยู่ที่เนื้อที่ตัว นี้จึงเป็นเรื่องที่ต้องตะโกนด้วยปากมาก, หรือว่าจะต้องพิมพ์โฆษณาด้วยกระดาษ มาก, หรือจะต้องตะโกนด้วยเครื่องมือ เช่น วิทยุกระจายเสียงเป็นต้น มาก, แต่แล้วมันก็ไม่เป็น พรหมจรรย์ที่ดีไปได้, เป็นเพียงคำพูด เป็นเพียงคำสอน เป็นเพียงศาสนาในฐานะที่เป็นคำสั่งสอน เท่านั้น ไม่ใช่พรหมจรรย์. ขอให้พวกเรามีใจกว้าง ฟังคำของพวกอื่นดูบ้าง, ผมอยากจะให้ฟังคำของพวกอื่นดูบ้าง อย่าไปดูถูกเขา, เช่น คำใน เต๋าเต๊จิง ซึ่งเราถือกันว่า เป็นคำของ เล่าจื๊อ. ประโยคที่น่าสนใจ ในกรณีของเรานี้มีอยู่ประโยคหนึ่งว่า :- “ธ รรมะ หรือ เต๋า, เต๋า หรือ ธรรมะ, ที่เอามาพูด ได้นั้น ยังไม่ใช่เต๋า, " คือธรรมะที่เอามาพูดได้นั้น ยังไม่ใช่ธรรมะ ; เราเป็นพุทธบริษัทจะเข้าใจ ข้อความนี้ไหม, เป็นพุทธบริษัททั้งทีจะเข้าใจข้อความนี้ไหม? และเข้าใจว่าอย่างไร? ธรรมะที่ เอามาพูดได้ด้วยปากนั้น ยังไม่ใช่ธรรมะ, หมายความว่า ธรรมะแท้จริง พูดไม่ได้ด้วยปาก ด้วยเสียง จึงต้องแสดงด้วยการหุบปาก อย่างที่ว่า. เรื่องเกี่ยวกับ วิมลเกียรติ กับ มัญชุศรี, มัญชุศรีให้วิมลเกียรติ แสดงทาง หรือ ประตูไปนิพพาน วิมลเกียรติก็หุบปากให้ดู เท่านั้นเอง, นี่แหละคือธรรมะ ที่เอามาพูดเป็นคำพูดได้นั้นไม่ใช่ธรรมะ แต่เขาใช้คำว่า "เต๋า" คำว่าเต๋า นั้นคือคำแปลของคำว่า ธรรม. ทีนี้ พวกเรามีหลักอย่างนี้กันหรือเปล่า? คือว่าสิ่งที่แท้จริงเป็นสิ่งที่พูดด้วยปากไม่ได้, แต่ต้องแสดงด้วยการกระทำ, หรือว่าเป็นสิ่งที่ต้องทำเท่านั้น จนมันปรากฏอยู่ข้างใน แล้วก็ พูดให้ใครฟังไม่ได้. ถ้าจะถ่ายทอดกันก็ต้องด้วยการ ทำหรือแสดงอยู่ที่เนื้อที่ตัว หรือว่าจะพูด ก็พูดตัวธรรมะนั้นไม่ได้ เว้นไว้แต่จะพูดถึงเรื่องวิธีที่จะไปทำให้ตัวธรรมะนั้นเกิดขึ้น, เพราะฉะนั้น จึงว่า สิ่งที่พูดได้นั้นไม่ใช่ตัวธรรมะ, อย่างมากเป็นเพียงวิธีที่จำเอาไป ไปคิด, ไ ปลอง, ไปทำไปลอง ไปอะไรต่าง ๆ จนกระทั่งธรรมะเกิดขึ้น. ธรรมะเป็นส่วนที่พูดไม่ได้, บรรยายไม่ได้ ; บรรยายได้แต่ส่วนที่ว่า ให้ไปทำอย่างไร, แต่เราคิดดูให้ดี ในพระพุทธภาษิตต่าง ๆ หรือว่าในหลักธรรมะต่าง ๆ เราอาจจะมองเห็นได้ว่า, ธรรมะที่ประกาศด้วยปาก ด้วยเสียงนั้น สู้ธรรมะที่ประกาศด้วยการทำให้ดูไม่ได้. ธรรมะ

น.38 ๓๐ ที่ทำด้วยการทำให้ดูอยู่ที่เนื้อที่ตัว โดยไม่โอ้อวดอะไร, อย่างที่พระอัสสชิท่านเดินไป เท่านั้น ก็ยังทำให้อุปติสสะ, หรือพระสารีบุตรในกาลต่อมานั้น ถูกสะกดคล้ายกับด้วยมนต์ขลัง จนถึงกับ สนใจเข้าไปหา ไปไต่ถามจนได้เรื่องได้ราว. นี้มันแสดงว่า ธรรมะที่ประกาศด้วยการแสดงให้ดูนั้น impressive มากกว่าธรรมที่พูดด้วยปาก, attractive มากกว่าธรรมที่พูดด้วยปาก. เมื่อมัน สำคัญกว่า ดีกว่า ประเสริฐกว่า อย่างนี้แล้ว, เราควรจะสนใจธรรมะส่วนนี้ ให้มากกว่าสนใจ ธรรมะที่พูดด้วยปาก. ธรรมะ - คำสั่งสอนพูดได้ด้วยปาก, ธรรมะแท้จริงพูดไม่ได้ด้วยปาก, ธรรมะแท้คัดลอกไม่ได้ ถ่ายทอดด้วยปากไม่ได้ ไม่มีทางที่จะเลอะเทอะ. ส่วนธรรมะ พูดได้ด้วยปาก ด้วยเสียงนั้น มีทางคัดลอกได้ แล้วก็เลอะเทอะ, ยิ่งพูดมากก็ยิ่งผิดมาก ก็ยิ่งเลอะเทอะมาก ยิ่งคัดลอกมาก ก็ยิ่งผิดมาก เลอะเทอะมาก, ไม่เหมือนกับธรรมะแท้ ซึ่งไม่มีทางจะพูดได้ หรือคัดลอกได้, มันก็ไม่เลอะเทอะ ไม่ต้องสังคายนา. เพราะฉะนั้นที่เรา จะไปประกาศอะไร, ประกาศศาสนา, หรือประกาศพรหมจรรย์ ในต่างประเทศนี้ ขอได้สำนึกหรือตระหนักว่า ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย, ไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ ไม่ใช่ เรื่องทำไปพลางหัวเราะไปพลาง สรวลเสเฮฮาไปพลาง, ต้องเป็นเรื่องที่ทำด้วยความสุขุม ลึกซึ้งคัมภีรภาพ ไม่มีการอ่อนแอ ไม่มีการทำอย่างสะดวกสบาย หรืออะไรทำนองนั้น. หวังว่า เพื่อนสพรหมจารีทั้งหลาย จะได้นำไปคิดไปสังเกต ไปพิจารณาดูใหม่ ว่า ไปประกาศพระ- ศาสนานี้ คือไปประกาศอะไร? อย่างไร? ด้วยวิธีใด? ควรจะเรียกว่าอะไร เรียกพรหมจรรย์ Holy Life ดีกว่าที่จะเรียกว่า ศาสนา Teaching, Doctrine, Religion หรืออะไรทำนองนี้. Holy Life ก็คือคำว่า พรหมจรรย์ Holy Life, Noble Life หรืออะไรก็สุดแท้ มันน่าสนใจกว่าคำว่า Teaching, Doctrine, หรือ Religion อะไรทำนองนี้ ทีนี้ เมื่อจำแนกพรหมจรรย์ออกเป็นศีล แทนที่จะพูดว่า Precept หรืออะไรทำนองนั้น มันน่าเบื่อนั้น, ก็พูดว่า :- ภาวะที่มีระเบียบวินัยดีที่สุด ซึ่งมนุษย์ทุกคนต้องการ. เมื่อพูดถึงสมาธิ ก็คือความมีจิตอยู่ในอำนาจ ใช้อะไรได้ตามต้องการ. เมื่อพูดถึงปัญญา ก็คือยอดสุดของความรู้ ที่มนุษย์ควรจะรู้. นี้ก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจ ไม่มีอะไรที่น่าสนใจยิ่งกว่า, เพราะมันเป็นตัวพรหมจรรย์ จริง ๆ ไม่ใช่พูดแต่ปาก, หรือเรียกแต่ชื่อส่งเดชไปลอย ๆ ความหมายอันแท้จริง พรหมจรรย์ แท้จริง ดึงดูดใจจริง ในลักษณะเช่นนี้. ทีนี้ ที่จะให้ช่วยกันนึกต่อไปก็คือว่า ถ้าเราเอาสิ่งนี้เป็นตัวศาสนา หรือเป็นตัวพรหมจรรย์ แล้ว ปัญหาที่จะต้องแก้ต้องทำ ต้องสะสาง มันน้อยลงอีกมาก, มันน้อยลงอีกมากกว่าที่เรา กำลังมีอยู่ เผชิญอยู่. ผมเชื่อว่าทุกองค์คงจะมองเห็นแล้วว่า ภาระที่ประจัญหน้านี้ยังมีอีกมาก, ความรู้ทางภาษาก็รู้สึกอยู่ดีแล้วว่ามันยังไม่พอ, ความรู้ที่จะประกอบเรื่องธรรมะ, ความรู้ทั่วไป, ความรู้รอบตัว, ความรู้ที่ทันสมัย, เดี๋ยวนี้ก็รู้สึกว่ามันยังไม่พอ, แล้วความรู้ทางเนื้อหาแท้ ๆ, คือตัวธรรมแท้ ๆ, ก็ดูจะยิ่งไม่พอ ยังไม่พอ. เมื่อมันมากมายเหลือกำลังอย่างนี้ มันก็ควรจะ

น.39 ๓๑ คิดไปในทางปรับปรุง หรือตัดทอน ให้มันอยู่ในวิสัยที่พอจะทำไปได้ ห รือทำทัน หรือ ทำให้ดีที่สุด. มันน่าจะถือภาษิตที่เขาพูดไว้ว่า :- "ถ้าทำ ต้องทำให้ดีที่สุด ถ้าทำไม่ได้ดีที่สุด ก็ไม่ควรจะทำ." ผมจำได้เป็นกลอนที่ กรมพระนราธิปประพันธ์พงษ์ ทรงประพันธ์ขึ้น เพื่อ เป็นคำแปลของภาษิตโอมาคัยยัมตอนหนึ่งว่า :- ทำใดทำให้ดีเอกอุตม์ หากเห็นสุดกำลัง หวังทำไหว ไม่ทำดีกว่าทำทำทำไม ถ้าไม่ทำ ไม่ได้ จึงทำเอย. คือว่า ถ้าไม่ทำ เขาจะ ฆ่าเสีย, นี้จึงทำ แต่ว่าตามลำพังแล้วจะทำให้ดีที่สุด. เดี๋ยวนี้เราจะทำให้ดีที่สุด, ควรจะรู้เสียก่อนว่า เราจะทำได้เท่าไร, ถ้ามันเหลือกำลังของเรา มันก็ทำไม่ได้ดีที่สุด ทำให้ดีที่สุดไม่ได้. เพราะฉะนั้น เราจะต้องสนใจส่วนที่จะต้องทำให้ดีที่สุดนั่นแหละเสียก่อน, ในส่วนที่ประกอบแวดล้อม เบ็ดเตล็ดนั้น จึงค่อยทำไปตามเท่าที่จะทำได้. ขออภัยที่จะพูดว่า ถ้าสมมุตว่าเวลาที่เราเรียนกันมาเป็นปี ๆ ปี ๆ นี้ มันเรียนกันมาใน วงนอก หรือสิ่งแวดล้อม หรือล้วนแต่เป็นสิ่งที่พูดด้วยปากได้ไปเสียทั้งนั้นแล้ว, จะกี่ปีก็ตามเถอะ มันก็ไม่พอแน่, เพราะมันยังขาดสิ่งที่พูดด้วยปากไม่ได้อยู่นั่นเอง เพราะฉะนั้นไปทำในส่วนที่ พูดด้วยปากไม่ได้กัน ให้ชดเชยกันอย่างเพียงพอกันเสียก่อน. ทีนี้ ผมก็หมายถึงเรื่องทางจิตใจ, ทางกัมมัฏฐาน, ทางอะไรนี้แน่นอน, ซึ่งเรียกว่า สมาธิภาวนานั้น ตามพระพุทธเจ้าท่านเรียก, ไม่เรียกให้หรูหราที่ว่า วิปัสสนา อย่างสมัยนี้. อย่างนี้มันก็เหลือวิสัยที่เราจะทำอันนี้ ให้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยเวลาเพียง ๒ สัปดาห์, อย่าว่าแต่ สองสัปดาห์ สองเดือนก็ยังไม่ได้ บางทีสองปีก็ยังไม่ได้. ที่แล้ว ๆ มา เรานับเวลาเรียน เกี่ยวกับ เรื่องสมาธิภาวนานี้ ไม่ได้แม้สักสองปี, แล้วก็เป็นที่น่าวิตก ว่ามันคงจะประสบความยุ่งยาก เป็นแน่นอน, คือไม่มีหัวใจ, ไม่มีใจกลางที่เป็นหัวใจของเรื่องแล้วเรื่องแวดล้อมข้างนอกมันจะอยู่ได้ อย่างไร. มันก็จะกลายเป็นแต่เพียงกลวง, มันจะมีแต่อะไรข้างนอก, ข้างในมันกลวง, หมายความ ว่า ตัวแท้ของศาสนา หรือพรหมจรรย์นั้น มิได้มีอยู่จริง, ก็เลยต้องไปประกาศสิ่งที่เป็นคำพูด หรือสิ่งที่พูดได้อีกตามเคย. เมื่อพิจารณาดูอย่างนี้ ในส่วนนี้แล้ว ก็คงจะพบคำตอบได้เองว่า ทำไมการเผยแผ่พุทธธรรม ในต่างประเทศ ที่ทำกันมาร่วมร้อยปีนี้แล้ว มันยังไม่ได้ผลเป็นที่พอใจ หรือเรียกว่าไม่ได้ผล เลยก็ได้ จะถูกกว่า. ถ้าพูดตามความเห็นของผม ก็จะต้องพูดว่า เพราะมันขาดหัวใจนั่นเอง. มันมีแต่ร่างกายข้างนอก หรือเปลือกข้างนอก, ขนเอาแต่สิ่งที่พูดได้ด้วยปากไปทั้งนั้น, ที่เนื้อที่ตัว ไม่มีธรรมะชนิดที่พูดด้วยปากไม่ได้เสียเลย. ข้อนี้ ถ้าเราขืนทำอย่างนี้อีก มันก็ไม่มีหวัง. แม้จะ พิมพ์พระไตรปิฎกขึ้นให้เต็มโลก มันก็ไม่มีหวัง, มันยังเป็นสิ่งที่พูดได้ด้วยปาก ยิ่งคัดลอก หรือ ยิ่งบอกต่อ ๆ กันไป ก็ยิ่งเลอะเทอะ, ยิ่งทำสังคายนา ยิ่งจะเดินไกลไปอีก คือแยกแขนงมากออกไป อีกก็ได้. จะมีผลเหมือนที่ฝ่ายคริสเตียนแปลคัมภีร์ไบเบิลออกไป เป็นหลายสิบภาษา หรือ ร้อยกว่าภาษา เต็มไปทั้งโลก มันก็ยังไม่ได้อะไรเลย. ยังไม่มีใครเข้าถึงพระเจ้า หรือแผ่นดิน

น.40 ๓๒ พระเจ้า เต็มตามความมุ่งหมายเลย. สาวกคริสเตียนนี้ บางพวกถูกกล่าวหา ว่ามีความ มุ่งหมายทางการเมือง แฝงอยู่ในการเผยแผ่ศาสนา ได้ทำให้โลกปั่นป่วนวุ่นวายที่สุด ไปเสียก็มี. ซึ่งเราก็เห็นกันอยู่ได้ดี ๆ แล้ว ไม่ใช่พูดวจีทุจริตกระทบกระเทียบด่าเขา แต่พูดเพื่อเป็นตัวอย่าง ให้สังเกตว่า ผลของการเผยแผ่ศาสนาด้วยหนังสือ หรือสิ่งที่ยังต้องพูดด้วยปาก มันไม่มี อะไรมากไปกว่านี้, และเดี๋ยวนี้ ปรากฏว่าอยู่ในฐานะที่ตกต่ำ ลดลงเสื่อมลง ไม่ได้ผลดีเหมือน สมัยโน้น ซึ่งพวกอโปสเติล (Apostles) มี แต่หมวกกับไม้เท้า เที่ยวทำตนเป็นตัวอย่าง ให้คน เข้าถึงพระเจ้าได้ โดยไม่มีหนังสือแจกเลย. เพื่อนของผมที่เป็นฝรั่ง เป็นคริสเตียนบางคน กล้านำเอาบันทึกการประชุม บางครั้ง บางคราวที่เขาประชุมกันมาให้ดู. ปรากฏว่า เป็นเรื่องวิตกกังวล คือวิตกกังวลเรื่องความเสื่อม กำลังคืบคลานเข้ามา. ปัญหาที่ถูกหาว่า ไม่ทันสมัย ไม่ทนต่อการพิสูจน์ กำลังคืบคลานเข้ามา ในวงคริสเตียนมากขึ้น จนต้องปกปิดข้อความบางอย่างเป็นความลับ อย่างนี้เป็นต้น. การที่ คนบางคน เขากล้าให้ผมซึ่งเป็นพุทธบริษัทดู เพราะเขาพอใจในความมีใจกว้างของเรา เช่น ข้อความที่ผมแสดงออกไป ในการแสดงปาฐกถาสามครั้งที่เชียงใหม่เมื่อเร็ว ๆ นี้เองเป็นต้น. เขาได้เห็นความใจกว้างของเรา ความหวังดีของเราโดยเชื่อว่า ไม่มีทางที่เราจะเป็นศัตรูกะเขาได้ เขาจึงไม่ปกปิดอะไรกะเรา ในฐานะที่เป็นพวกเผยแผ่ศาสนาด้วยกัน. นี่ยกมาให้เห็นเป็นตัวอย่างว่า วงการคริสเตียน เขาพิมพ์ไบเบิล ออกเป็นภาษาต่าง ๆ ประมาณ ๑๓๐ ภาษา แปลออกไปมากมาย พิมพ์ไม่มีอั้น, แจกไม่มีอั้น, มันก็ไม่มีผลที่ทำให้คน เข้าถึงพระเยซู, หรือพระเจ้า, หรือแผ่นดินพระเจ้า, หรือชีวิตนิรันดร ได้ตามความมุ่งหมายของ คัมภีร์ไบเบิลเลย. นี่เพราะว่ามันเป็นเรื่องพูดอย่างเดียว ดังที่กล่าวแล้ว. ประวัติศาสตร์ของเขา อย่ามาซ้ำรอยพวกเราก็จะดีกว่ากระมัง. ควรจะถือเอาพฤติการณ์อันนี้เป็นคติ เป็นตัวอย่าง แล้ว เราก็ควรจะเตรียมตัว อย่าให้ไปซ้ำรอยเขาเข้า, เพราะฉะนั้นจึงขอให้นึกถึงคำว่า "พรหมจรรย์’ ที่พระพุทธองค์ทรงเรียก และตรัสว่า :- เธอทั้งหลาย จงไปประกาศพรหมจรรย์ (พรหมจริย์ ปกาเสถ) เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข เพื่อความเกื้อกูล แก่เทวดา และมนุษย์ทั้งหลาย, จงแสดงธรรมให้ไพเราะเบื้องต้น ท่ามกลาง เบื้องปลาย ให้สมบูรณ์ทั้งอรรถะและพยัญชนะ. สำหรับคำว่า "ธรรม” ที่ทรงแสดงในที่นี้ อย่าได้เข้าใจว่า อยู่ในรูปของคำสั่งสอนล้วน ๆ เพราะคำว่า ธรรมนั้นหมายความได้ทั้ง ปริยัติธรรม ปฏิปัตติธรรม และปฏิเวธธรรม ดังนั้นที่ว่า “ธมฺมํ เทเสถ." (จงแสดงธรรม) นี้มันจะต้องหมายถึงทั้ง ๓ ธรรม, เพราะมีคำ จำกัดความอยู่ว่า ให้ไพเราะทั้งเบื้องต้น, ทั้งท่ามกลาง, และเบื้องปลาย, ซึ่งอรรถกถาก็อธิบาย ว่าได้แก่ ศีลในเบื้องต้น, สมาธิในท่ามกลาง, ปัญญาในเบื้องปลาย, ด้วยเหมือนกัน. ที่ว่าให้ สมบูรณ์ด้วยอรรถะ และพยัญชนะ ก็หมายความว่า มันมีเนื้อหาอยู่ที่อรรถะ, จะมีแต่พยัญชนะ คือคำพูด, หรือเสียงนี้ไม่ได้ ต้องมีเนื้อหาคือ อรรถะด้วย, คือต้องทั้งสอง. เดี๋ยวนี้เราจะมักมีแต่

น.41 ๓๓ พยัญชนะ คือคำพูด เนื้อหาแท้ ๆ คือการกระทำ, หรือความหมายที่มีค่า เป็นความดับทุกข์ นั้น มันยังไม่ค่อยจะมี . แม้ว่าจะเป็นเวลาที่ล่วงมาตั้งสองพันกว่าปีแล้ว, เราก็ควรจะยึดเอา พระพุทธดำรัสนั้นมาใช้ที่นี่ และเดี๋ยวนี้ เวลานี้, แสดงธรรมให้ไพเราะ เบื้องต้น ท่ามกลาง เบื้องปลาย สมบูรณ์ด้วยอรรถะ และพยัญชนะ ประกาศพรหมจรรย์เป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่ เทวดาและมนุษย์. ถ้าทำได้สมบูรณ์ตามนี้ ก็ต้องเรียกว่าเป็นการประกาศพรหมจรรย์, นั่นแหละคือความจริง หรือของจริง หรือตัวจริง ที่มนุษย์กำลังต้องการอย่างยิ่ง, และเราจะทำได้สำเร็จโดยไม่ต้อง พิมพ์หนังสือขึ้น แม้แต่สักเล่มเดียว, เช่นเดียวกับที่พระอัสสชิ ได้ประสบความสำเร็จในเรื่องนี้ มาแล้ว เป็นเครื่องพิสูจน์อยู่. เราเคยอ่านพุทธประวัติเรื่องนี้ว่า อะไรที่อุปติสสะสนใจ, ก็คือ ความมีอินทรีย์ผ่องใส แสดงแววแห่งความไม่มีทุกข์, ไม่มีกิเลส, ไม่มีพิษร้าย, มีแต่ลักษณะของ ความสะอาด สว่าง สงบ อยู่ที่เนื้อที่ตัว ที่ตา ที่อิริยาบถ, เรียกว่ามีอินทรีย์ผ่องใส, อินทรีย์สงบ, อินทรีย์ระงับ, นั่นแหละคือคำพูดที่พูดได้ด้วยการหุบปาก. เพราะฉะนั้น เสียงที่พูดด้วยการ หุบปากนั้น ดังก้องทั่วจักรวาล เสียงที่พูดด้วยการเปิดปากนี้ ดังไม่กี่วา ไม่กี่เมตร . เพราะ- ฉะนั้นการประกาศพรหมจรรย์ ประกาศศาสนา ด้วยเสียงที่หุบปากนี้ น่าดู คือแน่นอน. ผมจึง อยากจะขอร้องให้หัดหุบปาก ประกาศศาสนา, เพราะว่าขืนเปิดปากพูดเท่าไร ก็ยิ่งมีความ อ่อนแอในทางใจมากขึ้น เท่านั้น. เปรียบเทียบว่า การพูดนี้คือ การใช้ การจ่าย, การใช้ คือลบ เป็นติดลบ, การนิ่งนั้นเป็นบวก เป็นการเพิ่มให้แก่กำลังใจ . ดังนั้นลองนิ่งให้นาน ๆ หลาย ๆ ชั่วโมง หลาย ๆ วัน เถอะ กำลังใจจะมีมาก ที่จะเป็นสมาธิ หรือเป็นปัญญา. ขอยืนยันด้วยเอาชีวิตเป็นประกันว่า เป็นความจริงอย่างนี้, เพราะฉะนั้น ให้ลองหุบปาก นิ่ง ๆ อยู่ในที่เงียบสงัดดูสักสองสามวัน จะรู้สึกว่า มีอะไรเหมือนกับจะล้นออกมา, คือกำลัง ของกาย ของใจ, Energy ของมันมีมากขึ้น ๆ เพราะมันเหมือนกับ Charge กระแสไฟใส่หม้อ แบตเตอรี่ ลงไปเรื่อย ๆ, เรื่อย ๆ จนเต็มจนล้น. ส่วนการพูดนั้น เหมือนกับจ่ายกระแสไฟจาก หม้อแบตเตอรี่ ยิ่งใช้จ่ายมากเท่าไร มันก็ยิ่งลดลง ลดลงจนหมดหม้อ, หม้อเสียไปในที่สุด. เพราะฉะนั้นขอได้โปรดนึกว่า การหุบปากไม่พูดนี้ วิเศษ ประเสริฐที่สุด, เป็นสิ่งที่พระพุทธองค์ ทรงขอร้อง. ขอร้องนี้ ไม่ใช่สั่งสอน , ขอร้องต่างจากสั่งสอน พระองค์ทรงขอร้องให้เป็น ผู้มีเสียงน้อย, พอใจในการมีเสียงน้อย, สรรเสริญคุณแห่งความเป็นผู้มีเสียงน้อย, ชักจูงผู้อื่น ในความเป็นผู้มีเสียงน้อย, นี้ตามรูปในภาษาบาลี คือไม่พูด. เวลาที่ไม่พูดนี้ จิตเพิ่มกระแสกำลัง ของมันขึ้นมา, ทำสมาธิได้ง่าย, มีกำลังจิตสูง. พอพูด ก็คือจ่ายหมด, เดี๋ยวก็อ่อนเพลียทางกาย, เดี๋ยวก็อ่อนเพลียทางใจ. พระพุทธองค์ จึงทรงสอนไม่ให้พูดมาก, ให้พูดน้อย โดยตรัสลงไปเด็ดขาดเลยว่า :- อย่าพูด, ถ้าพูด ต้องพูด ธรรมกถา ถ้าไม่พูดธรรมกถา ให้ไปนอนเสียดีกว่า, ทั้งที่การนอนนั้นก็เป็นการเลว ชนิดหนึ่ง

น.42 ๓๔ อยู่แล้ว . ในธรรมวินัยนี้ถือว่า การนอน นอนหาความสุขในการนอนนั้น เป็นความเลวชนิดหนึ่ง อยู่แล้ว, แต่ การพูดเอ็ดตะโรไม่เป็นธรรมกถา ยังเลวไปกว่านั้นอีก , คือการพูดจา เล่นหวัว เหลาะแหละ หลุกหลิก โลเล นั้น ที่เราสวดทำวัตรเช้าบท พุทฺโธสฺสฺทฺโธฯ ไปถึงบทพระสงฆ์ มีว่า :- โลลปุปหีโน อริโย สุเมธโส นี้. เพราะฉะนั้นจะต้องละความโลเล ด้วยการอ่อนแอ พูดพล่าม พูดเหลาะแหละ หลุกหลิก นี้เสีย, เพราะพระพุทธองค์ตรัสว่า ไปนอนเสียดีกว่า ทั้งที่การนอนมันก็เลวอยู่แล้ว, เพราะฉะนั้น ถ้าพูดก็ต้องพูดธรรมกถา ถ้าพูดธรรมกถา มัน ก็พูดน้อยอยู่เอง พูดน้อยอยู่ดี. เพราะฉะนั้น ขอให้เรานึกถึงข้อนี้ให้มาก คือ ชารุจ ไฟใส่หม้อแบตเตอรี่ไว้เรื่อย, อย่า ไปจ่ายมันโดยไม่จำเป็น, ก็จะมีจิตที่เป็นสมาธิได้ง่ายที่สุด, ไม่มีความเหน็ดเหนื่อยทางกาย. เหมือนกับผมที่กำลังพูดมาเกือบชั่วโมงนี้ มันก็เหนื่อยลงทุกที ๆ ทั้งร่างกายและทั้งมันสมอง, แต่นี่เสียสละไป เพื่อพูด หรือกล่าวธรรมกถา. เรื่องพูดอย่างอื่นก็เหมือนกัน มันก็ต้องเหนื่อย ทางกาย, และต้องเพลียลงไป ในทางกายและทางมันสมอง, อย่าว่าแต่พูดธรรมดา แม้ให้ร้องเพลง เล่นอย่างสนุก ๆ มันก็ต้องเหนื่อยลงไป ทั้งทางกายและทางมันสมอง ช่วยไม่ได้ในเรื่องนี้, เพราะ- ฉะนั้นจึงถือว่า การพูดนี้เป็นการจ่ายกระแสไฟจากหม้อแบตเตอรี่ ฉะนั้นต้องจ่ายไปในทางที่ถูก ที่ควร ที่คุ้มค่ากันเสมอ การไม่พูดนั้นเป็นการ ชารุจ ไฟเพิ่มเข้าไว้ในหม้อแบตเตอรี่. นี่เราจะเห็นความสำคัญของเรื่องนี้ มากหรือน้อยอย่างไร, ขอได้โปรดไปคิดดู เป็นเรื่อง เฉพาะตัวแต่ละองค์, ทุก ๆ องค์. ผมถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่สุดเป็นปัจจัยสำคัญที่สุด แห่งความสำเร็จ ในการประกาศพระศาสนา, ซึ่งเป็นหน้าที่ของธรรมทูต, ให้มีธรรมชนิดที่พูดด้วยปากไม่ได้ อยู่ที่เนื้อที่ตัว แสดงออกอยู่เสมอ , ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ไปที่ไหน, และจะเป็นทางให้เกิดความ สำเร็จ ในการประกาศแบบแห่งการครองชีวิตอันประเสริฐนี้. ตัวอย่างที่จะเห็นได้ง่ายอีกก็เช่นว่า :- สมมติว่า โยคีคนหนึ่งมีแววตาใสบริสุทธิ์, แสดง อาการแห่งความไม่มีความทุกข์เลย, เป็นผู้ชนะอย่างยิ่ง, เนื้อตัวอินทรีย์ผ่องใส อย่างนี้, แม้ว่า ผมเผ้าจะรุงรัง เสื้อผ้าสกปรก เดินไปในกรุงนิวยอร์ค หรือวอชิงตัน ฯลฯ ขอยกตัวอย่าง นี้ดีกว่า แล้วก็ภิกษุองค์หนึ่ง ที่หน้าตาซีดเซียว เพราะถูกเผาผลาญด้วยความทะเยอทะยาน ในการ ที่จะได้กิน, ได้กาม, ได้เกียรติ, ห่มจีวรสวย ท่าทางผึ่งผาย องอาจ ฯลฯ เดินไปด้วยกัน, ฝรั่ง จะสนใจคนไหน, จะเข้าไปถามอะไรกะคนไหนก่อน, ลองไปคิดดู. หรือว่าภิกษุทั้งสององค์ องค์หนึ่งมีอินทรีย์ผ่องใส, องค์หนึ่งมีอินทรีย์เศร้าหมอง อย่างนี้, เขาจะเข้าไปหาคนไหนก่อน. ขอให้คิดดู ตอนนี้ เพียงเท่านี้, หรือระยะนี้แหละคือประกาศพรหมจรรย์ โดยที่ไม่ต้องอ้าปาก คือ หุบปาก. มันก็เป็นการลงรกรากที่ดีก่อนแล้ว คือว่า เมื่อเขามาถามต้องพูดด้วยปาก นี้ก็อย่าเพ่อ ไปจัดว่าเป็นธรรมะที่พูดด้วยปาก. แม้ว่าจะพูดด้วยปาก ก็บรรยายสิ่งที่พูดด้วยปากไม่ได้, ให้

น.43 ๓๕ รู้วิธีที่จะเข้าถึงสิ่งที่พูดด้วยปากไม่ได้ . แต่มันแตกต่างกันมาก เพราะว่าเขาเอาอินทรีย์ที่ผ่องใส นั่นแหละเป็นเดิมพัน สำหรับจะเชื่อ, สำหรับจะสนใจ, สำหรับจะเคารพนับถือบูชาศรัทธา, และ มันพูดง่ายกว่ากันมาก. แล้วคนเช่นนั้นมันก็ต้องพูดถูกเรื่องถูกราว พูดในปริมาณอันจำกัด, พูดน้อย, พูดแต่สาระ, พูดแต่เนื้อหา, ไม่พล่ามน้ำลายฟุ้ง เหมือนนักพูดบนเวที. อาจจะพูด เพียงเบา ๆ เพียงไม่กี่คำเท่านั้น แล้วก็สำเร็จ, ไม่ต้องพูดพล่ามบนเวทีเป็นชั่วโมง ๆ ประจำ ทุกสัปดาห์ ที่เราหวังกันอยู่ว่าจะทำอย่างนั้นก็ได้, ความสำเร็จของใครจะประสบความสำเร็จ มากน้อยกว่ากัน ลองคิดดู. ความรู้สึกของผม ไม่ค่อยรู้สึกสนใจนัก ที่เกี่ยวกับจะสร้างวัดที่ ต่างประเทศ หรืออะไรเหมือนกะที่เขาทำ ๆ กันอยู่ ; เพราะว่าใจมันไปนึกแต่ว่า อะไรเป็นหัวใจ? อะไรเป็นเพชรพลอยของเรื่องนี้? ไปนึกแต่เรื่องนั้น, เลยลืมสนใจเรื่องสร้างวัดสร้างวา สร้างนั่น สร้างนี่, พิธีนั่นพิธีนี่, เพราะฉะนั้นตามความรู้สึกของผม รู้สึกเหมือนกับว่า วัดที่อินเดียก็ยัง ไม่ได้สร้าง, วัดที่ประเทศอังกฤษก็ยังไม่ได้สร้าง, ทั้งที่เขาว่าสร้างกันแล้ว, ความรู้สึกของผม เท่ากับไม่ได้สร้าง, เพราะว่ายังไม่มีหวังเลย ยังไม่เป็นที่แน่นอนใจอะไรเลย, ว่ามันจะมีผล อันเกิดจากการสร้างวัดขึ้นมา จึงยังรู้สึกหรือถือเหมือนกับว่า มันยังไม่ได้สร้างอยู่, มันช่วย ไม่ได้ มันเป็นความรู้สึกส่วนตัวของบุคคล. เพราะฉะนั้นขอให้ช่วยเอาไปคิดดู มันจะเป็นอย่างไร? มันจะมีประโยชน์แก่ผู้คิดบ้างไหม? คือไม่ยอมเชื่อว่า แผ่ศาสนาด้วยปากด้วยเสียง หรือแผ่ ศาสนาด้วยการสร้างวัด หรือแผ่ศาสนาด้วยการพิมพ์โฆษณานั้น จะได้ผลเต็มตามที่พระพุทธองค์ ทรงหวัง, มันใช้เงินมาก เปลืองมาก อะไรมาก หลาย ๆ อย่างมากที่สุดเลย, แล้วก็ยังไม่ได้ ผลมากเท่ากับที่ว่าไม่ต้องใช้เงินเลย, ปากก็ไม่ต้องอ้า ไม่ต้องเอ่ย. ที่เอาเรื่องนี้มาพูดก็ไม่ใช่จะคัดค้าน, หรือประท้วงใครผู้ใด, หรือองค์การใด, หรือกิจการ ของใคร, พูดอย่างกะว่าเราเป็นคน ๆ เดียวกัน เป็นสพรหมจารีต่อกันและกัน เป็นเรื่องพูด เปิดเผยความรู้สึกที่แท้จริง ในลักษณะที่เป็นการปรึกษาหารือ, เพราะว่าอย่างไรเสียมันก็ทิ้งกัน ไม่ได้, มันก็ต้องรับผิดชอบร่วมกันในฐานะที่เป็นสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าร่วมกัน, โดย สมมตทางโลกก็เรียกว่ามีได้ร่วมกัน มีเสียร่วมกัน. เพราะฉะนั้นเรื่องพูดนี้ก็เป็นเรื่องปรึกษาหารือ ต้องการแสดงข้อเท็จจริง รวมทั้งข้อวิตก, แล้วก็เลยแสดงออกมาในลักษณะอย่างนี้ ว่า การ เผยแผ่หรือประกาศพรหมจรรย์นั้น ควรจะเป็นอย่างไร. ทีนี้ ขอให้เรานึกถึง ข้อที่เรามานั่งกลางหญ้าและยุง, มันจะเป็นส่วนหนึ่งของส่วนไหน ในการประกาศพรหมจรรย์. ผมไม่นึกว่า มานั่งที่นี่เพื่อฟังการอบรม ดูจะไร้สาระเต็มที่, สาระ มันอยู่ที่ว่า เรามารู้จักกับความอดทน , และมารู้จักกับธรรมชาติ นี่แหละมีผล มีค่า มีสาระ มากกว่าที่จะฟังการอบรม ซึ่งมันเป็นเรื่องมีสาระน้อยกว่า. เพราะฉะนั้นจึงขอร้องให้ศึกษา ธรรมชาติ ความสงบสงัดของธรรมชาติ, ให้เข้าถึงความที่มีจิตว่าง จากความรู้สึกที่เป็นตัวกู ของกู. ไม่มาสร้างความรู้สึกที่เป็นตัวกูของกูเพิ่มขึ้น, ให้รู้สึกมีความอดกลั้นอดทน, ยอม

น.44 ๓๖ เสียสละการเห็นแก่ตน หรือความสะดวกสบายของตน , ลองทำกันไปในลักษณะนี้ บังคับ ตัวเอง, ไม่ปล่อยให้เกิดความรู้สึก เป็นตัวกูของกูขึ้นมา, ความอดทนนั้นมันช่วยได้, เพราะว่า มันเสียสละเกียรติ หรือเสียสละอะไรก่อน นอนกลางหญ้า หนุนหมอนไม้ หรืออะไรทำนองนี้ มันมีมากมาย. แต่ว่าใจความแท้จริงของมันก็คือ ให้สละเกียรติสละความเห็นแก่ตน. นี่คือสิ่งที่ได้ ที่เป็นเนื้อหาสาระมากกว่าฟังคำบรรยาย ซึ่งมันดูจะเฟ้ออยู่แล้ว, ทุกหนทุกแห่งมีคำบรรยาย เรื่องก็คล้าย ๆ เหมือน ๆ กัน, แต่ว่าเรื่องความเสียสละความเห็นแก่ตน หรือความรู้สึกที่ว่า เป็นตัวกู, ไม่ยอม, หรือของกูไม่ให้ นั้น อันนี้สำคัญ, จะต้องเข้าใจมันให้ดี และควบคุมมันให้ได้. เพราะฉะนั้นจึงหวังว่า พวกเราจะได้สนใจส่วนที่เป็นการขูดเกลาโดยตรงอย่างนี้, ยิ่งกว่าที่จะ ฟังผมพูดธรรมที่ไม่ต้องพูดด้วยปาก ให้มากที่สุด ให้จริงจังที่สุด. เมื่อยุงกัด ก็ให้ศึกษายุงกัด นั่นเอง ในฐานะที่เป็นเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน , ตามวิธีที่ได้กล่าวไว้ในอรรถกถาสติ- ปัฏฐานสูตร ในตอนเวทนานุปัสสนา. ภิกษุองค์หนึ่งออกไปทำความเพียรอยู่ในป่า, ป่าดง. ไม่ใช่ป่าอย่างนี้ เมื่อทำความเพียร อยู่นั้นเสือกัดเอาพอดี, ภิกษุทายาทของพระพุทธองค์ องค์นี้เลยถือเอาเวทนาที่เกิดจากฟันเสือ, เขี้ยวเสือกัดนั้นเป็นอารมณ์แห่งเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน, เสือก็กัดเรื่อยเข้าไป, กินเรื่อย เข้าไป, กินทั้งเป็น ๆ อย่างนั้น, ทายาทของพระพุทธองค์องค์นี้ ก็เพิ่มกำลังแห่งเวทนานุปัสสนาสติ- ปัฏฐานตามขึ้นไป ยิ่งขึ้นไป จนถึงวาระสุดท้ายที่สังขารจะทนได้ก็ ดับจิตลงไปพร้อมกับ ความเป็นพระอรหันต์ ประเภท ชีวิตสมสีสี. นี่แหละโอกาสแห่งความเจ็บปวด หรือเสียชีวิต มันมีอะไรอย่างนี้ ไม่ใช่มันเป็นเรื่องเสีย, มันเป็นเรื่องได้ยิ่งกว่าได้, แต่เราไม่เอา หรือเราทำไม่เป็น มันเลยเป็นเรื่องเสียหมด, ที่เลว ไปกว่านั้น ก็คือขี้ขลาด วิ่งหนีแล้วเลยร้องไห้. ฉะนั้นต้องมาฝึกในทางที่ตรงกันข้าม ไม่โกรธ ไม่อึดอัด, โดยไม่ต้องพูดถึงเสือกัด แม้แต่ยุงกัดก็ไม่ต้องกลัว, ไม่ต้องหงุดหงิด, ไม่ต้องมีโทมนัส, เกิดความรู้สึกเป็นตัวกูของกูตึงตังขึ้นมา อย่างนี้ได้อะไรมากกว่า. ยุงกัดก็ดี, น้ำค้างหนาวก็ดี, มดกัดก็ดี, อะไรก็ตามเถิด นี่มันจะทำให้รู้ความจริงอันลึกซึ้ง ที่บรรยายไม่ได้ด้วยปากได้. เพราะฉะนั้นขอวิงวอน, ขอไหว้วอนว่า ล่วงมาทุกวัน ๆ, พรุ่งนี้มะรืนนี้ต่อไปอีก, ก็ขอได้โปรด ทำในลักษณะอย่างนี้ให้มากขึ้น, รวมทั้ง หุบปากมากขึ้น, รวมทั้งอดทนมากขึ้น, รวมทั้ง การเล่นงานตัวเอง, เล่นงานกิเลสของตัวเองให้มากขึ้น ในเรื่องเกี่ยวกับการฉัน การนอน การอาบ การถ่าย อะไรก็ตาม, ฉันด้วยความรู้สึกที่ว่า กินเนื้อบุตรกลางทะเลทรายอะไรนี้ ให้มากขึ้น ๆ ทุกวัน ๆ ๆ. เหมือนอย่างกะหยอดน้ำมันเพลาเกวียน อย่างนี้. ไม่ใช่เรื่องอร่อย. ไม่ใช่เรื่องสรวลเสเฮฮา, ไม่ใช่เรื่องเมามัน, อย่างในบท ตังขณิก ปัจจเวกขณ์ ก็มีปรากฏชัด อยู่แล้ว :- เนว ทวาย น มทาย น มณฺฑนาย น วิภูสนาย - ไม่ให้เป็นไปเพื่อความเพลิดเพลิน สนุกสนาน, ไม่ให้เป็นไปเพื่อความเมามัน เกิดกำลังพลังทางกาย, ไม่ให้เป็นไปเพื่อประดับ, ไม่ให้

น.45 ๓๗ เป็นไปเพื่อตกแต่ง ฯลฯ ในเรื่องฉันบิณฑบาตนี้เป็นต้น. อย่าไปรอโอกาสอื่นอยู่เลย โอกาสนี้แหละที่จะต้องฝึกฉันด้วยสติสัมปชัญญะ, สำนึก ในความเป็น สักว่าธาตุตามธรรมชาติ ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตน ทั้งสิ่งที่ฉันและตัวคนผู้ฉัน, เพราะ- ฉะนั้นก็เลยไม่มีเวลาที่จะพูดที่จะคุย ที่จะเล่นหัวกันในเวลาฉัน, เพราะมันต้องไปนึกถึงข้อที่เป็น สักว่าธาตุ, ไม่ใช่สัตว์บุคคล ตัวตนเราเขา, มันสักว่าธาตุ, ไม่ใช่เพื่อเล่น เพื่อมัวเมา เพื่อสนุกสนาน เฮฮา. เพราะฉะนั้นขอได้โปรดเพิ่มภาคปฏิบัติในทำนองนี้ ให้มากขึ้นวันละนิด ๆ วันละนิด ๆ จนถึงวันสุดท้ายที่เราจะต้องจากกัน, เพิ่มให้พร้อม ๆ กันกับการฟังคำบรรยาย, คำชี้แจงด้วยปาก นั้นไม่ต้องชี้แจงด้วยปาก, เพราะรู้อยู่แล้ว มีแต่ว่าทำลงไป สำรวมระวังลงไป. นั่นแหละเป็นศีล, นั่นแหละเป็นสมาธิ. นั่นแหละเป็นปัญญา. เมื่อฉันอาหารด้วยความสำรวมระวังก็เป็นศีล, เมื่อมีจิตแน่วแน่อยู่ในข้อเท็จจริง หรือ ความจริง เรื่องไม่มีสัตว์ บุคคล ฯลฯ อะไร นี้ก็เป็นเรื่องสมาธิ, และเป็นเรื่องปัญญาอยู่แล้ว, และ แม้ในขณะนั่งฉันอาหารก็สมบูรณ์อยู่ด้วย ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นที่น่าอิ่มอกอิ่มใจ. ขอให้ได้ สิ่งนี้ไปมากขึ้น ๆ มากขึ้น ๆ แล้วจะติดเนื้อติดตัวไป สำหรับการประกาศพระศาสนา โดย ไม่ต้องอ้าปาก เหมือนอย่างที่กล่าวมาแล้วข้างต้น. แล้วเราก็จะได้ชื่อว่าทำดีที่สุดแล้ว ในระยะนี้ ในตอนนี้ หรือในส่วนนี้ ซึ่งเป็นเพียงส่วนหนึ่งของอีกหลาย ๆ ส่วน ที่จะต้องทำให้สมบูรณ์. เพราะฉะนั้นขอได้โปรดทำส่วนนี้ที่มาถึงเข้าเฉพาะหน้านี้ ให้ดียิ่งขึ้น ให้สมบูรณ์ยิ่ง ๆ ขึ้น ทุก ๆ วัน, แล้วเราก็คงจะได้รับผลเกินค่า ที่ลงทุนหมดเปลือง เหน็ดเหนื่อย อะไรกันมา, มานั่งมานอน, มาฉันกันอยู่ที่นี่. เป็นการได้ที่ดี เป็นการได้กำไรยิ่งกว่ากำไร, เป็นการประพฤติพรหมจรรย์ แท้จริงอย่างยิ่ง น่าชื่นอกชื่นใจ, เป็นเครื่องบูชาอย่างที่เรียกว่า ปฏิบัติบูชาแด่สมเด็จพระบรมศาสดา, ซึ่งเป็นยิ่งกว่าที่ปากของเราจะพูดได้ว่าพระองค์เป็นอะไรแก่เรา. นี่เป็นเวลาพอดีที่เรากำหนดไว้สำหรับการบรรยายวันหนึ่ง ๆ. ทีนี้ผมก็ขอโอกาสเกี่ยวกับการทำวัตร ตามที่เราตกลงกันไว้ว่า, เราทำวัตรแน่ เป็น สิ่งที่ควรแก่เรา แม้อยู่ในสภาพเช่นนี้, และเป็นนักศึกษา. เราเห็นอยู่แล้วว่า เรายังจะมีทางทำ วัตรเช้า ทำวัตรค่ำ ให้ยิ่งกว่าที่เป็นอยู่นี้อีกมาก, ให้เป็น ศีล สมาธิ ปัญญา อยู่ในตัว ดังที่กล่าว แล้ว ให้เป็นการเฝ้าพระพุทธองค์เช้าเย็น ดังที่กล่าวแล้ว ยังเป็นโอกาสแสดงอาบัติ ในแง่ของ ธรรมะประจำวัน ดังที่กล่าวแล้ว ; ก็คือ มีชีวิตที่บริสุทธิ์ สะอาด สว่าง สงบ เป็นพรหมจรรย์ อยู่ในการทำวัตรนี้ตลอดเวลาวันหนึ่งคืนหนึ่งนี้อยู่เสมอไป. เราควรจะเริ่มตามที่เรากำหนดไว้ เป็น กิจประจำวัน.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต