น.46 บัดนี้ วันที่ ๑๕ เมษายน ๒๕๑๐ ล่วงมาถึงเวลา ๕.๐๐ น.แล้ว เป็นเวลาที่เราตั้งใจกันไว้ว่า จะพูดจะคุยอะไรกันสักอย่างหนึ่ง เป็นประจำวัน สำหรับวันนี้ ผมอยากจะคุยเรื่องการฉันอาหาร, เรื่องฉันอาหารมีหัวข้อที่ต้องเอามา ใส่ใจ หรือนึกดูอยู่อย่างน้อย ๓ อย่าง :- เรื่องจะฉันอย่างไร, เรื่องขอบคุณพระองค์ ก่อนฉันอาหาร, แล้วก็เรื่องสิทธิที่จะฉันอาหาร. สำหรับเรื่อง สิทธิที่ภิกษุเราจะฉันอาหาร นี้ นับว่าเป็นเรื่อง ที่สำคัญที่สุด ซึ่งเรามักจะปล่อยปละละเลยที่จะนึกถึง, แล้วในที่สุดก็เกิดผลร้ายขึ้นมาจนได้ คือ ความหละหลวมต่อการประพฤติพรหมจรรย์ หรือปฏิบัติหน้าที่ของตนนั่นเอง. ภิกษุหนุ่มหรือ สามเณร หรือแม้แต่ภิกษุโดยมาก ก็ฉันอาหารด้วยนึกว่า มีสิทธิที่จะฉันอาหาร คือถ้าบวชเข้าแล้ว ก็ต้องได้ฉันอาหารอย่างสบายตามสบาย, ก็เห็นอยู่ว่า ใคร ๆ ก็เอาอาหารไปถวายถึงวัด แล้วก็ฉัน อย่างนี้ต้องถือว่าเป็นความเขลา ถึงขนาดเป็นความโง่, เพราะไม่รู้จักรับผิดชอบในเรื่องอัน เกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่. ถ้าว่าโดยที่จริงแล้ว การไปบิณฑบาตมาฉันนั้น ควรจะถือว่าเป็นการ ไปรับผลตามสิทธิ ไม่ใช่เป็นหน้าที่, เมื่อพูดว่าการไปรับบิณฑบาตมาฉันเป็นหน้าที่ โดยเขา เอาอาหารบิณฑบาตมาให้ฉันนั้น ว่า เป็นการโปรดสัตว์ ซึ่งชาวบ้านก็เรียกกันอยู่โดยมากว่า " พระมาโปรดสัตว์แล้วเว้ย " คงจะถูกหลอกมา นานดึกดำบรรพ์แล้ว ว่า ให้การไปบิณฑบาตนั้น เป็นการทำหน้าที่ หรือ โปรดสัตว์. ที่จริง การไปบิณฑบาตนั้นควรจะเป็นแต่เพียง สิทธิที่ภิกษุนั้นได้ทำหน้าที่อย่างอื่น ๆ คือการประพฤติพรหมจรรย์ครบถ้วนถูกต้องแล้ว จึงจะมีสิทธิไปรับอาหารบิณฑบาตมาฉัน , ถ้ามิฉะนั้นแล้วเรื่องก็จะเป็นว่า พอบวชเข้าก็มีหน้าที่อย่างเดียว คือเดินไปเอามากินมาฉัน หน้าที่ มีเพียงเท่านั้น และถือว่านั่นเป็นการโปรดสัตว์ ซึ่งเป็นหน้าที่ของภิกษุเรา อย่างนี้ผมเห็นว่า ไม่ถูก. มันควรจะเป็นเพียงสิทธิที่อันควรจะพึงรับ, ต่อเมื่อได้ทำหน้าที่ในส่วน ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ เสร็จแล้วต่างหาก. ขอให้สังวรในข้อนี้ อย่าได้หละหลวมระเริง จนถึงกับว่าเราไม่ได้
น.47 ๓๙ ทำอะไร นอกจากไปบิณฑบาตมาฉัน, นี้สิทธิมันเกิดต่อเมื่อทำหน้าที่แล้ว. ทีนี้ สิทธิที่ละเอียดยิ่งขึ้นไปก็คือ การที่ตนได้ ทำหน้าที่ของภิกษุสมบูรณ์ มีความ เป็นอยู่อย่างบรรพชิตโดยแท้จริง จึงจะฉันอาหารบิณฑบาตที่เขาถวาย , นี้มันเกี่ยวเนื่องกับ ความเป็นภิกษุ หรือหมดความเป็นภิกษุ. ถ้าภิกษุประกอบในอาบัติถึงอันติมวัตถุ จนเป็นปาราชิก ไม่มีความเป็นภิกษุอีกต่อไป, ภิกษุนั้นก็หมดสิทธิที่จะฉันอาหารฟรี. จงนึกถึงการฉันอาหารฟรี โดยไม่ต้องเสียสตางค์, ไปเอามาฉันได้, แล้วเขายังไหว้แล้วไหว้อีก นี่เป็นเพราะอะไร, โดยธรรม หรือโดยวินัยก็ตาม ย่อมจะเกิดขึ้นเพราะเราประกาศตน ปฏิญญาณตนเป็นผู้ทำหน้าที่ของ บรรพชิต ผู้ไม่มีเหย้าเรือน, ผู้ไม่ครองเรือน, ไม่ทำนาทำสวน, แต่จะรับหน้าที่อย่างสูงสุด คือทำหน้าที่ประพฤติพรหมจรรย์, ให้ความดับทุกข์ปรากฏออกมา แล้วนำไปสอนผู้อื่น. หน้าที่ ไปสอนผู้อื่นจะเว้นเสียก็ได้, ขอแต่ว่าให้เป็นผู้ประพฤติพรหมจรรย์โดยแท้จริง, มีความหมาย เป็นผู้กระทำอย่างรีบด่วน, จนไม่มีโอกาสไปทำไร่ทำนากินเอง, แล้วจึงมีการช่วยเหลือของ ชาวบ้านโดยให้กินให้ฉัน, เพื่อให้มีโอกาสประพฤติพรหมจรรย์เต็มที, เป็นทำนองข้อผูกพัน ด้วยสัญญาประชาคมกันอย่างนี้, ภิกษุจึงมีสิทธิอันชอบธรรมที่จะบริโภคอาหารฟรีทำนองนี้. ลองคิดดูว่า ภิกษุก็ประพฤติพรหมจรรย์บรรลุมรรคผลได้, ฆราวาสก็ประพฤติพรหมจรรย์ บรรลุมรรคผลได้ แล้วทำไมมาให้พวกนี้กินฟรี คือพวกภิกษุฉันฟรี, ก็เพราะเหตุผลนิดเดียว คือว่าจะให้ได้ไปเร็ว ๆ, คนอื่นจึงได้ร่วมมือให้ได้ไปเร็ว ๆ, สิทธิที่จะบริโภคอาหารฟรีก็เกิดขึ้น. เดี๋ยวนี้ถ้าเรามาเป็นคนโลเล, เหลาะแหละ, หละหลวม, ชักช้า, อืดอาด, แล้วยังแถมหาความสบาย บนหลังทายกทายิกาอย่างนี้ ย่อมหมดสิทธิที่จะฉันอาหารฟรีโดยแน่นอน, ขืนฉันเข้าไปต้อง ตกนรก, เพราะไม่มีสิทธิอันชอบธรรมที่จะทำเช่นนั้น เลยกลายเป็นการหลอกลวงและขโมย ไปในที่สุด. ดังนั้น การฉันอาหาร, หรือการรับบิณฑบาตมาฉัน ต้องสำนึกถึงหน้าที่อันนี้ เสมอไป, และรู้ดี ว่าเราได้กระทำหน้าที่อันนี้แล้ว และมีสิทธิที่จะไปรับอาหารบิณฑบาต มาฉัน. ดังนั้นเราจึงพยายามสุดความสามารถของเรา, ที่จะบำเพ็ญกิจหน้าที่พรหมจรรย์ทุกอย่าง ทุกประการ, แล้วยังหวังที่จะไปเผยแผ่สั่งสอนตามความสามารถ ปราศจากความโลเล หลุกหลิก เหลาะแหละ อะไรต่าง ๆ อีกด้วย. นี่เป็นข้อแรก คือสิทธิและหน้าที่ อันเกี่ยวกับจะบิณฑบาต ฉันฟรี. ส่วนที่จะมาอ้างว่า โปรดสัตว์ให้ทายกได้ผล ได้บุญ ได้กำไร เพราะให้เรากินเราฉันนี้ ไม่ถูกต้อง, ไม่แน่นอน ไม่ปลอดภัย, อย่าไปคิดทำนองนั้น มักจะเป็นเรื่องตบตาชาวบ้านโดย ไม่รู้สึกตัวก็ได้. นี้ข้อหนึ่ง. ทีนี้ ที่เรียกว่า ขอบคุณพระพุทธองค์ก่อนฉัน นี้ฟังดูเผิน ๆ ก็เป็นคริสเตียนไป ที่จะ ขอบคุณพระเจ้า ก่อนฉัน, แต่ผมเห็นว่าไม่ใช่คริสเตียน เป็นความกตัญญูกตเวทีของภิกษุ ต่อพระพุทธองค์ , ลำพังคุณสมบัติอย่างเรา สติปัญญาอย่างเราแท้ ๆ เขาคงไม่ให้ฉันฟรี, บริโภค
น.48 ๔๐ ฟรีเป็นแน่. นี้หากแต่ว่าพระคุณอันใหญ่หลวงของพระผู้มีพระภาคเจ้า คุ้มศีรษะเราอยู่จึงมีโอกาส ที่จะบริโภคฟรี ไม่ต้องทำอะไร นอนทั้งวันทั้งคืน ก็ยังไปเอามาบริโภคฟรีฉันฟรีได้, เพราะว่า พระคุณนั้นมหาศาลมากเกินไป. เราควรจะรู้สึกสำนึกอย่างนี้ ก่อนแต่ที่จะฉันอาหารที่ได้มา ในลักษณะที่อาศัยพระบารมีของพระองค์, แม้เราจะไม่กล่าวขอบคุณ thanks giving อย่าง พวกคริสเตียน, เราก็มีวิธีของเรา คือการปฏิบัติตามที่พระพุทธองค์ทรงประสงค์ว่า จะให้เรา ทำอย่างไรนั่นเอง ดังนั้นจึงเห็นว่า เรานึกถึงข้อนี้แล้วก็ฉัน, ด้วยการอธิษฐานจิต ที่จะสนอง พระพุทธประสงค์, ก็เป็นการขอบพระคุณของพระองค์ อย่างเต็มที่แล้ว. ลองสังเกตดูจะเห็นว่า มีระเบียบธรรมเนียมประเพณีอะไรชนิดหนึ่ง ซึ่งถวายข้าวพระ ก่อนฉัน, ภิกษุหลายองค์ที่ยังคงประพฤติอยู่ ไปบิณฑบาตกลับมาก็ชูบาตรขึ้นเหนือศีรษะ นั่ง ยอง ๆ ว่าอะไรพึมพำ ๆ อยู่พักหนึ่ง แล้วจึงจะนำมาฉัน, ผมลองพูดคุยดูด้วย ได้ความว่าถวาย ข้าวพระ, แต่ฟังดูอีกทีหนึ่งก็คือ ขอบคุณพระพุทธองค์มากกว่า จึงจะนำไปฉัน, ไม่กล้าฉันก่อน แต่ที่จะทำเช่นนั้น อย่างนี้เป็นต้น. ทีนี้ ถ้าจะให้ขอบคุณพระพุทธองค์ยิ่งขึ้นไปกว่านั้น, ผมอยากจะคิดว่า เราทำตามที่ พระพุทธองค์ประสงค์ ให้สุดความสามารถของเรา ในขณะนั้นจะดีกว่า. นับตั้งแต่ ปัจจเวกขณ์ พิจารณาธาตุปัจจเวกขณ์อย่างยิ่ง แล้วฉัน, อย่างที่เรียกว่า เพียงเพื่อตั้งอยู่ได้แห่งกายนี้ :- ยาตุราา จ เม ภวิสฺสติ - ความเป็นไปแห่งอัตตภาพนี้จักเป็นไปได้, จักมีเพื่อประกาศพรหมจรรย์เป็นต้น. แล้วก็ฉันอย่างนี้เรียกว่า ฉันเนื้อลูกกลางทะเลทราย, ฉันอย่างน้ำมันหยอดเพลาเกวียน. ดังนั้น ขอได้โปรดสังวร ในข้อความของธาตุปัจจเวกขณ์ให้มาก, ที่ว่า :- ยถาปจฺจยํ ธาตุมตฺตเมเวตํ , ตัดบทเป็นว่า ยถาปจฺจยํ ธาตุมตฺตํ เอว เอตํ นั้น, ธาตุมฺตํเอว - สักว่าธาตุเท่านั้น, ยถาปจฺจยํ - เป็นไปอยู่ตามปัจจัย คือว่า สิ่งนั้นเป็นไปเพียงสักว่าธาตุเท่านั้น กำลังเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย. ยทิทํ - สิ่งที่ว่านั้นคืออะไรเล่า, จีวรํ ตฺปภุญฺชโก จ ปุคฺคโล สำหรับจีวร, ว่าสิ่งนั้นคือจีวร และ ผู้ใช้สอยจีวรนั้น, ส่วนสำหรับบิณฑบาตนี่ก็ว่า :- ปิณฺฑปาโต ตฺ ปฺญฺชโก จ ปุคุคโล - สิ่งนั้น ก็คือบิณฑบาต, และบุคคลผู้บิณฑบาตนั้น ล้วนแต่เป็นสักว่าธาตุ, เป็นไปตามเหตุตามปัจจัย คือ ข้าวปลาอาหารที่เราฉันนี้ก็ดี เป็นสักว่าธาตุ, เป็นไปตามเหตุตามปัจจัย, ตัวเราภิกษุผู้ฉันนี้ก็ดี เป็นสักว่าธาตุ, เป็นไปตามเหตุตามปัจจัย, จึงย้ำซ้ำทับลงไปอีกว่า, ธาตุมตฺตโก - สักว่าธาตุ นิสฺสตฺโต - ไม่ใช่สัตว์, คือไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน ไม่ใช่สัตว์อันยั่งยืน, นิชฺชีโว - ไม่ใช่ชีวะบุคคล, บุคคลตามความหมายของฮินดูก็คือ Soul อีกเหมือนกัน, สุญฺโญ - ว่างเปล่าจากความหมาย แห่งความเป็นตัวตน นี่คือหลักพระศาสนาแท้. เมื่อเราพิจารณาอยู่อย่างนี้ก็ชื่อว่า ทำตามพระพุทธโอวาทอย่างยิ่ง , แล้วก็ไม่ใช่ฉัน เพื่อเล่น, ไม่ฉันเพื่อมัวเมา, ฉันเพียงเพื่อเป็นไปได้แห่งอัตตภาพนี้, นี้เรียกว่าสนองพระคุณของ พระองค์อย่างสูงสุดแล้ว, เป็นการขอบคุณพระพุทธองค์ หรือรับผิดชอบในหนี้สินที่มีอยู่
น.49 ๔๑ ระหว่างเรากับ พระพุทธองค์อย่างยิ่ง, แล้วจึงฉันอาหารบิณฑบาต โดยไม่ให้เกิดหนี้สิน ก็ ปลดเปลื้องหนี้สินออกไปได้. สำหรับเรื่อง ฉันเหมือนฉันเนื้อบุตรกลางทะเลทราย นั้น, ผมเข้าใจว่าเพื่อนสพรหมจารี ทั้งหลาย คงจะได้อ่านเองแล้ว จากมัชฌิมนิกาย, สูตรอันกล่าวถึงอุปมาเรื่องนี้ ซึ่งมีใจความสั้น ๆ ว่า, บิดามารดาเดินทางไกลข้ามทะเลทราย กับ บุตรน้อย ทารกน้อย ๆ คนหนึ่งด้วย, เผอิญ หลงทางอยู่กลางทะเลทรายนั้น ออกไม่ได้ หลายวันเข้าจนเสบียงอาหารหมด. ดินฟ้าอากาศ อันทารุณดุร้ายนั้น ทำให้เด็กทารกนั้นตายลงด้วย, บิดามารดาก็ไม่มีอาหารอะไรจะกินด้วย, ก็ต้องจำใจกินเนื้อลูกกลางทะเลทราย เพื่อประทังชีวิตไว้, กว่าจะออกไปได้จากทะเลทราย จนถึงบ้าน. นี่ลองคิดดูเถอะว่า จะกินเข้าไปได้อย่างไรด้วยความสนุกสนานเอร็ดอร่อย, มันคง จะกินพลางน้ำตาไหลพลาง, หรืออะไรทำนองนั้น, เพียงสักว่าตัวเองไม่ตาย กลับไปบ้านให้ได้. เดี๋ยวนี้เรากำลังฉันอาหารด้วยความรู้สึกอย่างนี้หรือเปล่า, ถ้าเราฉันอาหารด้วยความสรวลเสเฮฮา, บางทีก็หยอกกันพลางก็มี อย่างนี้แล้ว มันเป็นไปไม่ได้ ที่จะฉันอย่างกินเนื้อบุตรกลางทะเลทราย, มันคงจะเป็นอย่างคฤหบดี กลายเป็นคฤหบดีไปโดยไม่รู้สึกตัว. แต่ที่ว่า ฉันอย่างน้ำมันสำหรับหยอดเพลาเกวียนนั้น. เราจะเห็นชัดอยู่แล้วว่า น้ำมัน นิดเดียวก็พอ พอให้ลื่นไปได้ทั่วไปหมด, นี้ที่เรียกว่าเป็นไปเพื่อเยียวยาอัตตภาพ เพื่อยังอัตตภาพ ให้เป็นไปโดยแท้. เพราะฉะนั้นการฉันอย่างที่ระบุไว้ แนะไว้ในคัมภีร์วิสุทธิมรรคที่ว่า :- จตฺตาโร ปญฺจ อาโลเก อภุตฺวา อุทกํ บีโว - ขยักเว้นไม่ฉันเสียสัก ๔ - ๕ คำ แล้วดื่มน้ำให้อิ่ม, อลํ ผาสุ วิหาราย ปฏิปฏฺฏ ภิกฺขุโน - เท่านี้ก็พอแล้วสำหรับความอยู่เป็นผาสุกของภิกษุผู้มีตนส่งไปแล้ว ในพรหมจรรย์ คือในสมาธิภาวนา, ในขณะที่กำลังปฏิบัติสมาธิภาวนา. นี่คือฉันอย่างน้ำมัน หยอดเพลาเกวียน, อย่างที่มีประมาณอย่างพอเหมาะพอสม. แล้วก็ฉันอย่างเนื้อบุตรกลางทะเลทราย คือไม่แตะต้อง, ไม่มุ่งหมายความเอร็ดอร่อยแต่ประการใด, แต่ด้วยความสลดสังเวชใจ, ในการที่ ต้องทนทุกข์ทรมานอยู่ในวัฏฏสงสาร ยังเอาตัวรอดไม่ได้ ยังไม่ออกจากทะเลทรายได้, แล้ว ขวนขวายเพื่อจะออกจากทะเลทรายนั้น. เพราะฉะนั้นควรจะเห็นได้แล้วว่า อย่างน้อยเราก็มีข้อที่จะต้องสังวรและระวังเกี่ยวกับ การรับอาหารมาและฉันนี้ ๓ ประการคือ :- ถือเป็นสิทธิไม่ใช่หน้าที่, - และจะต้องขอบคุณ พระพุทธองค์ก่อนฉัน, - และก็ฉันอย่างกินเนื้อบุตรกลางทะเลทราย หรือราวกะเพียงน้ำมัน หยอดเพลาเกวียนเท่านั้น. ขอเพื่อนสพรหมจารีทั้งหลาย ได้โปรดสังวรระวังอย่างเต็มที่, ให้ถือเป็นการอบรม บทเรียนบทหนึ่งด้วย ตลอดเวลาที่ยังคงพักอยู่ที่นี่. ดังนั้นในขณะที่เราจะเดินไปรับบิณฑบาตนั้น จะเงียบกริบจากการพูดจา, แล้วจะนึกถึงข้อที่ว่าเรากำลังใช้สิทธิอย่างระมัดระวัง, ไม่ให้เป็นหนี้ ขึ้นมาได้ ด้วยการพิจารณาธาตุปัจจเวกขณ์ ตลอดเวลาที่เดินไป ๆ เดินไป ๆ ด้วยจิตใจที่
น.50 ๔๒ สังวรระวังอย่างยิ่ง. และในขณะที่รับบิณฑบาตอยู่ก็เหมือนกัน, ให้มองดูความเป็นธาตุ เป็น เพียงสักว่าธาตุ ในอาหารที่หย่อนลงไปในบาตร, ในบุคคลผู้ใส่บาตร, ในตัวเราผู้รับบาตรนั้น. เพื่อไม่ให้เกิดโทษ คืออภิชฌา, เช่นราคะ เป็นต้น ในบุคคลผู้ใส่บาตร, หรือจะไม่เกิดโทมนัสเป็นต้น เพราะใส่บาตรไม่ถูกใจ. อย่างนี้จึงจะได้รับการปลอดภัย และได้รับผลของการปัจจเวกขณ์, และ ชื่อว่าทำตามพระพุทธประสงค์โดยแท้จริง, แล้วก็จะได้กลับมาด้วยความระมัดระวัง หลังจาก อนุโมทนาแล้ว เดินมาด้วยความรู้สึกที่เป็นปัจจเวกขณ์ อย่างเดียวกัน. และถ้าเป็นโชคดี ด้วย ความสำรวมระวังอย่างนี้ อาจจะเกิด ไอเดีย (idea) ความคิดนึกอะไรเป็นพิเศษขึ้นมา อย่างน้อย สักเรื่องหนึ่ง, กลับมาถึงก็บันทึกไว้ เป็นเรื่องที่ดีมีประโยชน์. ทำอย่างนี้ทุกวัน ปีหนึ่งก็คงจะ ได้ถึง ๓๖๐ กว่า ไอเดีย หรือเรื่อง. เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ทำได้และมีผลดีมาก ผมไม่ต้องคาดคะเน, ไม่ต้องสันนิษฐาน เพราะว่าเคยทำมาแล้วอย่างนั้น, บางเรื่องกลัวจะลืม, เสียดาย, วันหลังเข็ด ต้องควักดินสอออกมาเขียนใส่ลงไปในฝ่ามือ ย่อ ๆ พอกันลืม ในระหว่างที่เดินบิณฑบาตอยู่นั้นเอง โดยไม่มีใครเห็น, มาถึงวัดก็รีบขยายข้อความนั้นลงในกระดาษ ไอเดีย อันนี้ก็ยังคงอยู่ ไม่สูญไป. ขอเตือนว่า ความคิดอะไรที่ดี ๆ ที่เกิดขึ้นมาอย่างผุดขึ้นอย่างนี้ อย่างกะทันหันอย่างนี้ มันก็หายไปได้ อย่างไม่กลับมาอีกเหมือนกัน. เพราะฉะนั้นต้องทำกะมันให้ดี ๆ ต้องบันทึกเก็บไว้ ด้วยจิตใจจริง ๆ หรือถึงกับเขียนไว้ มันจึงอยู่กับเรา และมากขึ้น ๆ ในที่สุดก็เป็นความรู้ของเรา ที่จะใช้สั่งสอนผู้อื่นได้. เพราะฉะนั้นจึงอยากจะให้บทเรียนไปแก่เพื่อนสพรหมจารี ทุก ๆ องค์ว่า : - จงสังวรในการเดินทั้งไปและกลับ เงียบกริบในทางอิริยาบถ, แต่จิตใจนั้นกำลังลุกโพลง สว่างไสว, กลับมาถึงสถานที่นี้แล้ว จะต้องเขียน ไอเดีย ที่ดีเลิศอย่างใดอย่างหนึ่งลงไปในสมุดบันทึกได้ เรื่องหนึ่งเสมอไปทุกวัน. ขอให้ถือว่านี้เป็นบทเรียนที่ผมมอบให้ เป็นประจำวันอย่างหนึ่งด้วย เหมือนกัน. ขอได้โปรดพยายามด้วย จะเป็นผลดีแก่ท่านทั้งหลาย แล้วจะเป็นผลดีแก่พระศาสนา โดยไม่รู้สึกตัว ในอนาคตข้างหน้า. ขอได้โปรดสังวรพิจารณาเป็นอย่างดี แล้วปฏิบัติเท่าที่จะ ปฏิบัติให้ดีได้ที่สุด เท่าที่จะดีได้อย่างไรด้วย จงทุก ๆ รูปเถิด. นี่คือการคุยกันตอนเช้า ตามที่กำหนดไว้เป็นประจำวัน หลังจากนี้เราก็มีการทำวัตร ตามเวลาของเราอีก คือทำวัตรเช้า. •
Buddhadasa