Buddhadasa.org

อบรมพระธรรมทูต ตอนที่ ๘ — ๕. การชี้โทษ

อบรมพระธรรมทูต — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — อบรมพระธรรมทูต (๓๑ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.51 บัดนี้ วันที่ ๑๕ เมษายน ๒๕๑๐ เวลาของเราก็มาถึงเข้าอีก สำหรับจะคุยอะไรกันสักหน่อย ครั้งนี้ผมอยากจะให้ทราบทั่วกันทุกองค์ ถึงพระพุทธภาษิตที่รู้สึกว่าประหลาด ๆ ไม่ค่อยจะได้ สนใจกัน คือพระพุทธภาษิต มหาสุญญูตสูตร อุปริปัณณาส มัชฌิมนิกาย ซึ่งมีว่า :- “อานนท์! เราไม่พยายามทำกับพวกเธออย่างทะนุถนอม เหมือนพวกช่างหม้อ ทำแก่หม้อ ที่ยังเปียก ยังดิบอยู่. อานนท์! เราจักขนาบแล้วขนาบอีก ไม่มีหยุด ; อานนท์! เราจักชี้โทษแล้ว ชี้โทษอีก ไม่มีหยุด. ผู้ใดมีแก่น ผู้นั้นทนอยู่ได้." ที่เป็นบาลี ขอให้สอบสวน ดูเองว่า :- น เต อานนฺท ตถา ปรกุกมิสฺสามิ - อานนท์! เราไม่พยายามทำกับพวกเธออย่าง ทะนุถนอม ; ยถา กุมฺภกาโร อามกมตฺเต - เหมือนช่างหม้อ ทำแก่หม้อที่ยังเปียก ยังดิบอยู่ ; นิคุคยุหนิคุคยุหาหํ อานนฺท วกฺขามิ - อานนท์! เราจักขนาบแล้ว ขนาบอีก ไม่มีหยุด ปวยุห ปวยุหาหํ อานนฺท วกฺขามิ - อานนท์! เราจักชี้โทษแล้วชี้โทษอีกไม่มีหยุด ; โย สาโร โสฐสฺสติ - ผู้ใดมีแก่น ผู้นั้นจักทนอยู่. ขอให้ลองคิดดูว่า พระพุทธภาษิตในลักษณะนี้ ในทำนองนี้มีความหมายอย่างไร เราเคย รู้สึกนึกคิดกันตรงตามนี้หรือไม่ คือว่าจะขนาบแล้วขนาบอีก ชี้โทษแล้วชี้โทษอีก และไม่ทำ อย่างทะนุถนอม เหมือนถนอมของแตกได้ อย่างพวกช่างหม้อ เมื่อหม้อยังเปียกอยู่ ยังดิบอยู่ เขาก็ถนอมที่จะจับ จะยก จะวาง ทำนองนั้น ; แล้วคำสุดท้าย ที่เหมือนกับประกาศคำขาดว่า :- โย สาโร - คนใดมีแก่น ; โสฐสฺสติ - คนนั้นจักอยู่. ถ้าเราจะสรุปความทั้งหมดนี้ ก็จะสรุปความได้ว่า พระองค์ใช้ตะแกรงที่แข็ง ที่เด็ดขาดร่อน ใครทนอยู่ได้ก็อยู่ ใครทนอยู่ไม่ได้ ไม่มีแก่น คือไม่มีความทนก็ต้องไป นี่ขอให้นึกดูเถิดว่า เรา จะต้องมีหลักกันอย่างไรในเรื่องนี้ อย่างไรเรียกว่ามีแก่น ชนิดที่จะทนอยู่ได้ ไม่ผุพังไปเสีย. ผมรู้สึกว่า ที่มีแก่นทนอยู่ได้ นี้คือความเข้มแข็ง อดกลั้นอดทน เหมือนอย่างที่เราได้พูดกันแล้ว พูดกันอีก ตลอดเวลา ๓-๔ วัน ที่แล้วมานี้ แล้วเราจะคิดว่า พระพุทธองค์ทรงขนาบแล้วขนาบอีก

น.52 ๔๔ ชี้โทษแล้วชี้โทษอีก เป็นการกระทำที่ดุร้ายหรือเปล่า หรือว่าเราวาดภาพพระพุทธองค์ไว้ใน ลักษณะอย่างไรนั้น มันตรงกับพระพุทธภาษิตของพระองค์ ในข้อนี้หรือเปล่า. สำหรับพระพุทธภาษิตในพระสูตร ๆ นี้ ก็ไม่มีทางที่จะคิดเป็นอย่างอื่น นอกจากคิด ว่าเป็นคำที่ได้ตรัสไว้จริง มัชฌิมนิกาย เหล่านี้เป็นสูตรที่เชื่อถือได้ และคำตรัสเหล่านี้ก็มีเหตุผล สมกับที่เป็นคำตรัสของพระศาสดา โดยอาศัยหลักมหาปเทส หรืออาศัยหลักใด ๆ ก็ตาม เรา จะเห็นได้ว่า เป็นคำของพระศาสดา. เมื่อเป็นดังนี้เราก็จะต้องถือว่า เรายอมรับระบอบ ทำนอง คล้าย ๆ กับระบอบเผด็จการ, เรื่องขนาบแล้วขนาบอีก ชี้โทษแล้วชี้โทษอีก ใครไม่มีแก่น คนนั้นเปื่อยพัง ผุพังเน่าไป, ใครมีแก่นคงอยู่ได้. ถ้าหากว่า ในคณะเรา, คณะสงฆ์ของเรา ส่วนรวม ส่วนย่อย ส่วนเล็ก ส่วนน้อย ก็ตาม ถือหลักอย่างนี้กันแล้ว จักต้องดีกว่าที่เป็นอยู่นี้มาก, คือยอมรับลักษณะที่เป็นค่อนข้าง จะเผด็จการ ของครูบาอาจารย์ ของบิดามารดา, หรือของผู้ใด ที่อยู่ในประเภทที่เป็นที่ตั้ง แห่งความเคารพเชื่อฟังนั่นเอง. เพราะฉะนั้นเราจะต้องคิดกันต่อไปอีก ถึงข้อที่ว่า เราจะเอา พระศาสดาที่ไหนมาสำหรับคอยขนาบแล้วขนาบอีก ชี้โทษแล้วชี้โทษอีก แก่เราในเวลานี้ ใน สถานที่นี้, ซึ่งเราพูดกันว่า พระศาสดาเสด็จปรินิพพานไปแล้วตั้งสองพันกว่าปี ถ้าอยู่ก็อยู่ที่ ประเทศอินเดีย, แล้วเราจะเอาพระศาสดาไหน มาคอยชี้โทษ มาคอยขนาบอยู่เป็นนิจ, ถ้าเรา ไม่มีพระศาสดาที่คอยชี้โทษ คอยขนาบอยู่เป็นนิจแล้ว เราจะเป็นอย่างไร, ถ้าเรามี เราจะเป็น อย่างไร. ข้อนี้มันอยู่ที่ว่า : เราจงพิจารณาดูความเหลิง ความระเริงอะไรของเรา ความเหลาะ- แหละ โลเล หลุกหลิก ของเรานั่นเอง, ถ้าเราพบว่า เรายังมีความโลเล เหลาะแหละ หลุกหลิก อยู่แล้ว ในการพูดการคิดการทำก็ดี เราควรจะรีบแสวงหาพระศาสดา เพื่อจะมาทรงทำหน้าที่ ขนาบแล้วขนาบอีก ชี้โทษแล้วชี้โทษอีก แก่เราบ้างหรือไม่, เพื่อจะดัดนิสัยสันดานของเรา, เพื่อจะทำไปในลักษณะที่จะให้เหลือแต่แก่น ที่น่าดูที่น่าชื่นใจเหลืออยู่, ให้เปลือกให้กะพี้ ให้ ส่วนที่ไม่น่าดูนั้นหมดไป. กระทำเราให้เป็นแก่นสาร จึงจะได้รับผลที่เป็นแก่นสารยิ่งขึ้นไป คือ มรรคผล นิพพาน, ถ้าเราทำเราเป็นแก่น, เราก็ต้องได้แก่น, ถ้าเราทำเราเป็นกะพี้, เรา ก็ต้องได้กะพี้เป็นแน่นอน, ยิ่งถ้าเราทำเราให้เป็นเปลือก, เราก็จะยิ่งได้เปลือก, เป็นเปลือก ผิวนอกยิ่งขึ้นไป, จนถึงกับเป็นเปลือกสด ๆ แห้ง ๆ บาง ๆ อยู่ที่เปลือกนอกสุดอย่างนี้. นี่คำว่า แก่นมีความหมายอย่างนี้, ถ้าเราเป็นแก่นเราก็ต้องได้แก่น, เพราะฉะนั้นเราต้องยินดีพอใจ ที่จะมีพระศาสดามาคอยขนาบแล้วขนาบอีก ชี้โทษแล้วชี้โทษอีก. ทีนี้ก็มาถึงปัญหาที่กล่าวมาแล้วว่า เราจะเอาพระศาสดาที่ไหนมาคอยบังคับบัญชา คอยกำกับ คอยขนาบข้างเราอยู่อย่างนี้, ดังที่เราทราบกันอยู่ทั่วไปว่า พระศาสดาแท้จริง พระพุทธองค์แท้จริง ไม่ได้เสด็จสูญหายไปข้างไหน. รู้ได้จากพระพุทธภาษิตเพียง ๒ แห่ง

น.53 ๔๕ ก็พอ ว่า "ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นตถาคต : ผู้ใดเห็นตถาคต ผู้นั้นเห็นธรรม," ผู้ไม่เห็นธรรม ไม่ชื่อว่า เห็นตถาคต แม้จะจับจีวรจับอะไรดึงเอาไว้ ก็ยังไม่ชื่อว่าเห็นตถาคตเลย" นี้อย่างหนึ่ง. อีกอย่างหนึ่งก็คือ พระพุทธภาษิต ที่ตรัสไว้ในตอนเข้าปรินิพพานว่า :- "ธรรมวินัยที่บัญญัติแล้ว แสดงแล้วนั้น จะอยู่เป็นพระศาสดาของเธอ เพราะอันล่วงลับไปแห่งเรา," หมายความว่า ร่างกาย ล่วงลับไป แต่ว่าพระศาสดาเนื้อแท้ยังอยู่ คือ ธรรมวินัย. ร่างกายนั้นก็เป็นเปลือก เหมือนกับว่า เห็นแล้วก็ไม่ชื่อว่าเห็นองค์พระตถาคต ในพระพุทธภาษิตทีแรก, ส่วนพระศาสดาองค์จริงที่ เหลืออยู่จนกระทั่งบัดนี้นั้นคือ พระศาสดาองค์จริง ในบทว่า "เห็นธรรม คือเห็นเรา เห็นเรา คือเห็นธรรมนั่นเอง," เพราะฉะนั้นเราจึงได้พระศาสดาองค์จริงเสียอีก ที่จะมาคอยขนาบเรา ชี้โทษเราไม่หยุด แล้วทำให้เราเหลือแต่แก่นอย่างที่กล่าวแล้ว. เมื่อเป็นดังนี้ เราก็ควรจะเห็นว่า สิ่งต่าง ๆ ที่เราระลึกนึกถึงด้วยความสังวรระวังนี้ มันเนื่องกัน, เหมือนอย่างเราได้พูดกันเรื่องทำวัตร. ว่าทำวัตรให้เหมือนหนึ่งว่า ไปเฝ้าพระพุทธองค์ จริงทั้งเช้าทั้งเย็น. นั้นก็คือธรรมะนั่นเอง ที่เป็นพระศาสดา, ตั้งอยู่ในฐานะพระศาสดาองค์จริง, เมื่อเราไปเฝ้าพระศาสดาได้, แล้วทำไมเราจะมีพระศาสดาทรงคอยขนาบข้างเราไม่ได้ มัน ก็ต้องได้อยู่ดี. เพราะเหตุฉะนี้จึงควรจะเชื่อแน่ลงไปว่า, เรามีพระศาสดาที่คอยขนาบข้าง และ คอยชี้โทษอยู่เป็นนิจ, เพราะฉะนั้นเราคงจะไม่มีโอกาส ที่จะโลเล เหลาะแหละ หลุกหลิก เป็น แน่นอน, ถ้าเรามีโอกาสที่จะโลเล เหลาะแหละ หลุกหลิก ก็แปลว่า เราเป็นคนไม่มีพระ- ศาสดา เป็นคนว่างจากพระศาสดา, ซึ่งนับว่าเป็นสิ่งที่น่าสงสาร น่าเศร้า น่าอะไร ๆ อีก หลาย ๆ อย่าง ซึ่งรวมแล้วก็คือ น่าเศร้านั่นเอง, น่าเสียใจ, น่าเสียดาย, น่าละอาย, น่าว้าเหว่, น่าเป็นห่วง เหล่านี้เป็นต้น ล้วนแต่ไม่มีอะไรที่น่าชื่นใจ, เพราะฉะนั้นเราจงพยายามกันให้สุด ความสามารถ ในการที่จะมีพระศาสดาคอยขนาบข้างเราอยู่เสมอ, ขนาบแล้วขนาบอีก ชี้โทษแล้ว ชี้โทษอีก อยู่เนืองนิจ. ข้อนี้เราคงจะพอใจกันได้ว่า ธรรมะหญ้าปากคอก ในหมวดสอง แห่งนวโกวาท ซึ่ง มีอยู่ว่า หิริโอตตัปปะ - ความละอาย และความกลัว นั่นแหละจะช่วยได้, และ นั่นแหละ เป็นเครื่องมือที่จะทำให้มีพระศาสดาองค์จริงขึ้นมา คอยขนาบข้างเราอยู่ทุกเวลา และ ทุกแห่ง. เมื่อใดเราไม่มีหิริโอตตัปปะ เมื่อนั้นอาการโลเล เหลาะแหละ หลุกหลิก ก็เกิดขึ้น โดยแน่นอน, เมื่อใดมีหิริโอตตัปปะ เมื่อนั้นก็ไม่มี. เมื่อนั้นมีอาการโลเล เหลาะแหละ หลุกหลิก, ก็หมายความว่าอยู่ในสภาพที่พระศาสดาขนาบข้างอยู่แล้ว จึงไม่กล้าโลเล เหลาะแหละ หลุกหลิก, นี้เรียกว่า อาศัยเครื่องมือคือ หิริโอตตัปปะ ช่วยทำให้สำเร็จประโยชน์ ขนาดที่มีพระศาสดา คอยขนาบข้างอยู่ดังนี้, เราควรจะพอใจ ควรจะยินดี ควรจะรับเอา อย่างมากเท่าไร ขอให้ ลองคิดดู. เอาละ ทีนี้ เราวกเข้ามาหาเรื่องของเรามากขึ้นอีก, เพราะว่ากิจการธรรมทูตต่างประเทศ

น.54 ๕๖ ของเรานี้ เท่านี้เรากำลังทำอยู่บัดนี้, เวลานี้ ถ้าสมมุติว่า สมเด็จพระบรมศาสดาเสด็จมา และ ได้ทรงเห็นทรงทราบโดยถ่องแท้แล้ว พระองค์จะตรัสว่าอย่างไร จะถึงกับต้องขนาบและชี้โทษ หรือไม่ เราจงพิจารณาดูสิ่งที่เรากระทำ. วันนี้เราก็ได้อภิปรายหรือวิพากษ์วิจารณ์กันแล้ว เกี่ยวกับภาระของเรา ที่บนภูเขาหลาย ๆ อย่าง หลาย ๆ เรื่อง, แล้วเราก็จะเอาหลาย ๆ อย่าง หลาย ๆ เรื่อง นั้นมาพิจารณากันดูอีกทีว่า, เมื่อเราเป็นอย่างนั้น พระศาสดาเสด็จมาเห็นเข้า ท่านจะว่าอย่างไร, ท่านจะยอมรับว่า นั่นเป็นพรหมจรรย์ หรือเป็นศาสนาของพระองค์ หรือไม่. สิ่งที่เรากำลังพยายามอยู่เพื่อตัวเรา หรือเพื่อจะเผยแผ่พระศาสนาก็ตาม มันตรงตามที่พระองค์ ทรงประสงค์หรือไม่, นี่เป็นเรื่องที่ต้องสังคายนา คือ check หรือ test หรือทำทุกอย่างทุก ประการว่า มันตรงหรือไม่ ถ้ามันตรงมันก็น่าปิติยินดีเป็นอย่างยิ่ง ถ้าเผอิญมันไม่ตรง ก็เป็น เรื่องที่น่าเศร้าอย่างยิ่ง. เรากำลังพูดถึงเรื่องอะไร, เรากำลังละเมอเพ้อฝันถึงเรื่องอะไร, กำลังทะเยอทะยาน ในส่วนอะไร จะต้องทดสอบดูให้ดี, เราจะนึกถึงแต่รัฐบาล นึกถึงแต่คณะสงฆ์ก็คงไม่ไหว, จะนึกถึงแต่ตัวเราด้วยก็ไม่ไหว ถ้าเราไม่นึกถึงพระศาสดาด้วย. เราจะเห็นแก่พระศาสดา หรือ จะเห็นแก่รัฐบาล คณะสงฆ์ หรือรวมทั้งตัวเราด้วยดี, หรือว่าเราจะทำอย่างไร จึงจะสอดคล้อง ต้องกันไปหมด, คือว่า ตรงตามความประสงค์ทั้งของพระศาสดา, และของฝ่ายเรา, คือรัฐบาล และคณะสงฆ์, รวมทั้งตัวเรา สิ่งที่เรากำลังคิดว่า จะทำการเผยแผ่นั้นก็ดี, หรือคุณสมบัติใน ตัวเรา ที่จะเป็นผู้เผยแผ่นี้ก็ดี, มันมีอยู่อย่างตรงต่อพระพุทธประสงค์หรือไม่. ผมเห็นว่านี่เป็น เรื่องสำคัญ ; ถ้ายังไม่ ก็รีบเถอะ ที่จะทำให้ตรง. ตรงหรือไม่ตรงอย่างไร ก็เชื่อว่า เพื่อนสพรหมจารีทั้งหลาย ซึ่งมีการศึกษามากถึง ขนาดนี้แล้ว ย่อมจะวินิจฉัยได้เอง วินิจฉัยตัวเองก็ได้ วินิจฉัยเรื่องราวเหล่านั้นก็ได้. ถ้าทำการ สะสางปัญหาส่วนนี้ได้ สำเร็จลุล่วงไปแล้ว มันก็มีรากมีแก่นแน่นอน ในบทที่ว่า โย สาโร โสฐสฺสติ - คนใดมีแก่นคนนั้นจะทนอยู่. ส่วนใดที่ไม่ใช่แก่น ที่เป็นของแปลกปลอมเข้ามา ต้อง รีบละ รีบขว้างทิ้งไปเลย. แม้ว่าชาวบ้าน ชาวเมือง ชาวโลก เขาจะนิยมกัน และเป็นที่ตั้งแห่ง ลาภสักการะ เกียรติยศชื่อเสียง แห่งอะไรก็ตาม มันต้องขว้างทิ้งเลย. เพราะว่าเราจะต้องเห็น แก่พระศาสดา ในลักษณะที่เหมือนกับที่เราพูดอยู่ทุกวันว่า :- มอบกายถวายชีวิตนี้แด่พระพุทธ แด่พระธรรม แด่พระสงฆ์ แล้วจะมาเป็นผู้รับใช้หรือทาส หรือผู้อะไรที่เป็นกบฏ ตบตาหลอกลวง กันอยู่อีกนี้ มันก็ไม่ไหว. พุทฺธฺสาหสุมิ ทาโส ว ฯ - เป็นทาสของพระองค์, แก่พระธรรมก็ว่าอย่างนั้น, แก่ พระสงฆ์ ก็ว่าอย่างนั้น, แล้วใจเป็นกบฏ, หาโอกาสใช้เกียรติยศของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แสวงหาความเพลิดเพลิน หรืออะไรส่วนตัว อย่างนี้ไม่ตรงกับเรื่อง. เมื่อเป็น อย่างนี้แล้ว ก็จะเป็นไปในลักษณะที่ว่า ยิ่งกว่าถูกขนาบ ยิ่งกว่าถูกชี้โทษ, คือพระองค์จะฆ่า

น.55 ๔๗ เสียให้ตาย เหมือนกับคำที่ใช้ในเกสีสูตร. สนทนากับคนฝึกม้า ชื่อเกสีว่า พระองค์ก็มีการฆ่าม้า ของพระองค์ให้ตายเสียเหมือนกัน ถ้าฝึกไม่ได้. ลักษณะเช่นที่ว่านี้ก็คือ ลักษณะที่ฝึกไม่ได้ จนถึงต้องทรงฆ่า คือทอดทิ้งเลย ไม่แตะต้องอะไรหมด. เป็นอย่างนี้แล้ว ผมเห็นว่า มันยิ่งกว่า เป็นอาบัติปาราชิกก็ได้ คือ เป็นผู้ที่พระองค์ทรงทอดทิ้งในขนาดนี้แล้ว เสียหายยิ่งกว่า อาบัติปาราชิกก็ได้, เพราะว่าอาบัติปาราชิกนั้น สึกออกไปแล้วยังมีทางที่จะปฏิบัติ เพื่อบรรลุ มรรคผล นิพพานได้. แต่ถ้าถูกพระองค์ทรงฆ่าในลักษณะแห่งธรรม โดยหลักธรรมอย่างนี้แล้ว มันก็เป็นอันว่าหมดกันเลย, จะอยู่เป็นพระหรือจะอยู่เป็นฆราวาส เป็นอะไรมันก็ไม่มีหวังทั้งนั้น. เพราะฉะนั้น เราควรจะกลัวกันกี่มากน้อย ควรจะสังวรกันกี่มากน้อย ควรจะบังคับตัวให้สำรวม ระวัง อดกลั้นอดทน เสียสละความโลเล เหลาะแหละ หลุกหลิก นั้นกี่มากน้อย, เป็นเรื่องที่ ต้องคิดอย่างแน่นอน. ขออภัยที่ว่าผมเอาพระพุทธภาษิตอย่างนี้ มาเป็นเรื่องสำหรับถก สำหรับศึกษา สำหรับ แสดง, วางลงไปในฐานะเป็นเดิมพัน ที่จะต่อรองกันระหว่างพวกเราทุกคน ว่าจะเอากันอย่างไร. นี้ก็ด้วยหวังว่าจะเป็นผลดีแก่เราทุกคน, แก่พระศาสนา, แก่โลกทั้งหมด สมตามความมุ่งหมาย หรือหน้าที่การงานของธรรมทูต. ดูเราจะพูดกันแต่เรื่องอื่นมากเกินไปแล้วก็ได้ แต่ไม่ได้พูดถึง เรื่องอย่างนี้เลย. ฉะนั้นมันจึงขาดอยู่ เราจึงเอามาพูดกันเสีย, ให้เป็นอันกล่าวได้ว่า เราได้ทำ ทุกอย่างไม่มีอะไรหลงเหลืออยู่. เราได้นำมาพิจารณาทุกอย่างแล้ว, ทดสอบทุกอย่างแล้ว, ระมัดระวัง เป็นอย่างยิ่งแล้ว, และข้อที่ระมัดระวังยิ่งกว่าสิ่งใดหมด ก็คือว่ากลัวว่ามันจะผิดแนว ผิดร่อง ผิดรอยของพระบรมศาสดา ในความเก่งกล้าของเรา, กลัวความเก่งกล้าสามารถ ปรีชาเปรื่อง- ปราดของเรานั้น จะผิดร่องผิดรอยของพระศาสดาเข้าก็ได้. จึงได้ทำเหมือนอย่างว่า ให้เป็นการ แน่นอน, ให้รับประกันได้ว่าจะต้องไม่ผิด, จึงเอาเรื่องพระพุทธภาษิตทำนองนี้ขึ้นมาเป็นเครื่อง ทดสอบ, เป็นเครื่องที่เราจะต้องประชุมกัน ใช้มันให้เป็นเครื่องทดสอบ สอบแล้วสอบอีก สอบแล้ว สอบอีก, ในอาการอย่างเดียวกับที่ พระศาสดาทรงขนาบแล้วขนาบอีก ชี้โทษแล้วชี้โทษอีก จนเหลือแต่แก่น. ในที่สุดเราก็จะเป็นแก่น ได้แก่น, เป็นแก่นไปทั้งเนื้อทั้งตัว คือ มีลักษณะแห่ง มรรค ผล นิพพาน เป็นมรรคผลนิพพาน อยู่ที่เนื้อที่ตัว. เพราะการเผยแผ่พระศาสนาของเราก็สำเร็จ, เกินกว่าสำเร็จ ก็เพราะว่า เนื้อตัวนั่นแหละมันเผยแผ่ได้โดยไม่ต้องออกเสียงออกปากพูด, เหมือนกับที่เราปรึกษาหารือกันแล้วบนภูเขา จนคล้าย ๆ กับว่าทุกคนมองเห็นชัดแล้ว ยอมรับ แล้วว่า มันยังขาดอยู่แต่ส่วนนี้ หรือเป็นส่วนหัวใจ. ถ้าเรารู้ภาษาต่างประเทศดี มันเป็นเครื่องมือ สำหรับประกาศ, ส่วนสิ่งที่ประกาศนั้นไม่มี, คือไม่มีธรรมะแล้ว ก็เป็นการประการของเหลวคว้าง เป็นอากาศธาตุ, แล้วความรู้ภาษาต่างประเทศดีของเราจะมีประโยชน์อะไร. เพราะฉะนั้น สิ่งที่ต้องคิดให้มากก็คือ เพชรพลอยที่มีค่าแท้จริง ที่จะเอาไปให้เขา, กิริยาอาการแห่งการ

น.56 ๔๘ ให้นั้นไม่สำคัญเท่า, จะด้วยภาษาอะไรก็ได้ คือภาษาพูดด้วยปากได้ ภาษาใบ้พูดด้วยหูด้วยตา ก็ได้, หรือด้วยภาษาอยู่นิ่ง ๆ คือแสดงอยู่ที่เนื้อที่ตัว หุบปาก หยุดมือ หยุดเท้าอะไรหมดก็ได้, แต่ก็ยังเป็นการให้ของประเสริฐนั้น ได้ดีอยู่เหมือนกัน. นี่เราจะทำอย่างไร, เราจะรักของจริง กี่มากน้อย, ถ้าเรารักของจริงมาก เราก็ต้องทำของจริงให้มีขึ้นมาได้, ไม่ใช่ทำเพียงสักว่าพอ ให้แล้ว ๆ ไป ตามความนิยม, หรือตามที่เขาพูด ๆ กัน. ตามที่เขานิยมกัน, แต่ไม่เป็นเรื่องจริงของ พระศาสดา, ในที่สุดก็จะไม่มีผลอะไรเลย นอกจากเรื่องหยุมหยิมเล็ก ๆ น้อย ๆ ซ้ำรอยอยู่นั่น ที่เราได้ฟังกันมากแล้วว่า ทำไมประกาศพระศาสนาในต่างประเทศไม่สำเร็จ มัน ก็ต้องเรื่องนี้ เรื่องอย่างเดียวกันนี้แท้ คือว่า ไม่มีเนื้อแท้ของธรรมที่ไปประกาศ. เราไปโทษว่า รู้ภาษาเยอรมันไม่พอ, รู้ภาษาอังกฤษไม่พอ แต่เราไม่ได้นึกว่าธรรมะนี้ไม่เป็นอย่างนั้นเลย. โดยที่เรานึกถึงเรื่องที่ว่า พระเจ้าอโศกส่งคณะ มิชชันนารี ร่วมมือกับพระมหาเถระครั้งนั้น ไปแผ่ศาสนาในทิศทางต่าง ๆ ของประเทศอินเดีย, ไปถึงอียิปต์ ซีเรีย กระทั่งแลบแลนด์ก็เคยไป, เคยเชื่อกันว่าไปถึงประเทศแลบแลนด์, ไปถึงที่นั่นที่นี่, และมาในทิศทางที่สำคัญที่สุด คือบ้านเรา, คือสุวรรณภูมิ, ลองคิดดูว่า พูดภาษาอะไรกัน, ชาวอินเดียพูดภาษาอะไร, ชาวสุวรรณภูมิ พูดภาษาอะไร, แล้วทำไมเขาจึงทำกันสำเร็จ ในเรื่องที่ให้ธรรมะแก่กันและกัน. นี่แสดงให้ เห็นว่า ธรรมะนี้น่าจะเป็นอย่างหนึ่งต่างหาก จากภาษา, เราอาจจะมีการใช้ธรรมะนั้น เป็นภาษา, หรือว่ามี การประพฤติธรรม แสดงธรรมอยู่ที่เนื้อที่ตัวเป็นภาษาของธรรมะ ไม่ใช่ภาษาต่างประเทศ, ภาษานี้สำคัญกว่าภาษาต่างประเทศ คนเหล่านี้จึงทำสำเร็จ. หรือเราจะนึกให้ต่ำลงไปอีก ถึงการที่คนเอาอย่างกัน โดยไม่ต้องพูดจากัน, หรือสัตว์ เดียรัจฉาน เอาอย่างกันโดยไม่ต้องพูดจากัน, เมื่อแม่ไก่เขี่ยดินให้ลูกเห็น ลูกก็เขี่ยดินเป็นได้ ในเวลาอันไม่นาน, เมื่อแม่นก จับแมลงกินเป็นอาหารให้ลูกเห็น, ลูกก็จับแมลงกินเป็นอาหาร ได้ในเวลาไม่นาน, อย่างนี้แหละเป็นภาษาอะไร ขอให้ลองคิดดู. เราเรียกกันได้ง่าย ๆ ทีเดียวว่า เรียกว่า "ภาษาตัวอย่าง" ซึ่งแสดงถึงตัวอย่างอยู่ที่เนื้อที่ตัว. ภาษาตัวอย่างอย่างนี้สำคัญกว่า ภาษาคน. ที่จะเป็นภาษาเราเองหรือภาษาต่างประเทศก็ตาม, เดี๋ยวนี้เราลอง check ดู. ทดสอบ ดูว่า เรารู้ภาษาตัวอย่างนี้ เท่ากับรู้ภาษาคนหรือเปล่า. หรือว่าเรารู้ภาษาคน, ภาษาเรา ภาษา ชาวต่างประเทศตั้งร้อยเท่า, รู้ภาษาตัวอย่าง คือธรรมะนั้นเพียงสองสามเท่า. ทีนี้จะทำอย่างไร ภาษาคนนั่นแหละจะพาเฉเถลไถลไปในทิศทางต่าง ๆ ทางไหนก็ไม่ทราบ, เพราะความไม่รู้เท่า ถึงการณ์, เพราะความไม่รู้อะไรจริง โดยพิสูจน์อยู่แล้วว่า รู้ภาษาตัวอย่างเพียงสองสามส่วน, รู้ภาษาพูดนั้นตั้งร้อยส่วน อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้น การถกเถียงกันอย่างบนภูเขานั้น ควรจะ มาถกกัน ถึงเรื่องอย่างนี้ด้วยจึงจะได้. ทีนี้ ในการที่จะมาเรียนภาษาตัวอย่างอย่างนี้ ผมก็เห็นว่า มันก็เรื่องที่เรากำลังทำอยู่ แล้วนี่แหละ. โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือ การทำความเข้าใจ, และการปฏิบัติให้ได้ในเรื่องสมาธิ-

น.57 ๔๙ ภาวนา เช่น อานาปานสติ ๑๖ ขั้นเป็นต้น. เราทำอันนี้มากขึ้นเท่าไร เราก็จะยิ่งรู้ภาษาตัวอย่าง มากขึ้นเท่านั้น, คือมันแสดงอยู่ที่เนื้อที่ตัวของเรามากขึ้นเท่านั้น. ขอย้ำหรือพูดซ้ำอีกครั้งหนึ่งว่า ชาวต่างประเทศกำลังตื่นหรือเห่อสมาธิภาวนา, หรือตื่นหรือเห่อวิปัสสนา, หรือกัมมัฏฐาน ทุกแห่ง, แต่ผมขอเรียกว่า สมาธิภาวนา ตามที่พระพุทธเจ้าท่านเรียก, แล้วมันจะเกิดไขว้กัน โดยไม่ทันรู้ตัวก็ได้, คือเขาต้องการอย่างหนึ่ง เราไปมีให้อีกอย่างหนึ่ง แล้วมันจะเจอกันได้ อย่างไร, แล้วผลมันจะเกิดขึ้นในลักษณะที่น่าเศร้าที่สุด คือมีแต่จะถูกหัวเราะเยาะกลับมาเท่านั้น เอง, ถ้ารู้ภาษาคนตั้งร้อยส่วน รู้ภาษาตัวอย่างเพียง ๒-๓ ส่วน, เพราะฉะนั้นขอให้นึกดูให้ดีว่า ควรจะเป็นอย่างไร. ที่ผมกล่าวนี้ก็เป็นเพียงแต่ความคิดเห็นตามข้อสังเกตของผม ไม่ยืนยันเรื่องความผิดถูก ร้อยเปอร์เซ็นต์. แต่ขอฝากไว้ร้อยเปอร์เซ็นต์, ให้เอาไปคิดดู ไปพิจารณาดูเอง ว่าถ้าธรรมะ อยู่ที่เนื้อที่ตัวในฐานะเป็นภาษาตัวอย่าง นี้เป็นของสำคัญแล้ว, ก็ขอได้เร่งมือระดมกันในส่วนนี้ ให้ได้เป็นร้อยส่วนขึ้นมา. เรามีภาษาธรรมะ หรือภาษาตัวอย่างร้อยส่วน, ภาษาพูดจาก็ร้อยส่วน, มันก็คงจะพอดี คือว่าสมดุลย์ หรืออะไรกันทำนองนี้แล้ว, เรื่องก็คงจะไปรอด ผมไม่ทราบ ข้อเท็จจริงว่า ที่เป็นส่วนตัวของแต่ละองค์ ว่าได้สนใจในเรื่องของสมาธิภาวนา มากน้อยเท่าไร. ผมต้องขออภัยขอโอกาสที่จะกล่าวไปอย่างรวม ๆ ว่าเท่าที่เห็นทั่ว ๆ ไปนั้น รู้สึกว่า มันยังน้อยมาก, คือ ยังมีอาการที่เหมือนกับไม่มีพระศาสดาคอยขนาบข้างอยู่เป็นส่วน มากกว่าอย่างอื่น, คือความปล่อยตามสบาย ความโลเล เหลาะแหละ หลุกหลิก ที่ปล่อยไป ตามสบาย คือการขาดพระศาสดาขนาบข้าง. อันนี้มันเป็นรากฐานที่สำคัญที่สุด, พอรากฐาน อันนี้พังทลายแล้ว, ส่วนที่จะมีต่อไปบนรากฐานนั้นก็มีไม่ได้, คือสมาธิภาวนามีไม่ได้, เพราะว่า เราถือเรื่องสำคัญที่สุดนั้น เป็นเรื่องเล่น ๆ ไปเสียแล้ว, สู้เรื่องสนุกสนาน สรวลเสเฮฮา ของเราก็ ไม่ได้ไปเสียแล้ว อย่างนี้เป็นต้น ก็จะกลายเป็นว่า เราทำนี้เพื่อความสรวลเสเฮฮา สนุกสนาน ในเกียรติยศชื่อเสียงต่อไปข้างหน้า ยิ่งขึ้นไปเท่านั้นเอง, มันก็เป็นเรื่องน่าเศร้าสุดที่จะเศร้าเป็น แน่นอน. เพราะฉะนั้นขอได้โปรดจดจำพระพุทธภาษิตนี้ไว้, ในฐานะที่ว่าจะเป็นพระศาสดา คอยขนาบข้างเรา, ชี้โทษแล้วชี้โทษอีก, ขนาบแล้วขนาบอีก, จนเราเหลือแต่แก่น ให้จนได้, แก่นนั้นก็คือผลของสมาธิภาวนา ไม่มีอย่างอื่น .. ขอให้สนใจในส่วนสมาธิภาวนา ทั้งในส่วนปริยัติ และทั้งในส่วนปฏิบัติ คือในส่วน วิชชาและทั้งในส่วนจรณะ ดังที่ได้กล่าวเมื่อตอนกลางวัน. ขอได้โปรดศึกษามันทั้งส่วนวิชชาและ ทั้งส่วนจรณะ ทั้ง technic และ technique จนเกิดเป็น technical นั่นคือทางแห่งความสำเร็จ. เดี๋ยวนี้แม้แต่ ในส่วนวิชชาเราก็เรียน ๆ กันอย่างละเมอ ๆ, ส่วนปฏิบัติมันก็เป็นไป ไม่รอด, เป็นไปไม่ได้แน่นอน. ไม่มีทางอื่น, มันก็ไม่มีสมาธิภาวนาที่แท้จริง ที่จะทำให้เรา เหลือแต่แก่น คือธรรมะ. เราก็เลยกลายเป็นว่าปล่อยไปตามเรื่องของกิเลส มันจะต้องการอย่างไร,

น.58 ๕๐ นี่คือความล้มเหลว ล้มเหลวตั้งแต่ก่อนไปต่างประเทศ, ไปแล้วก็ยังล้มเหลว, กลับมาก็ยัง ล้มเหลว, เพราะไม่มีอะไรที่เป็นเนื้อหา เป็นสาระอย่างที่กล่าวนี้. เรามีสาระคือแก่นกันอย่างไร, จึงเป็นสิ่งที่จะต้องนึกมากกว่าเรื่องอื่นทั้งหมด, เรา กำลังเรียน กำลังทำให้ถูกให้เต็มในส่วนปริยัติ, กำลังทำให้ถูกให้เต็มในส่วนปฏิบัติ, ทั้งสองอย่าง ควบคู่กันไป. เรามาปฏิบัติเรื่องธุดงค์. หรือเรื่องทุก ๆ เรื่อง ที่อาจจะรวมลงไปในคำว่า ธุดงค์ เช่น นอนตากน้ำค้างกันด้วยความสมัครใจอย่างนี้ เราก็เพิ่มพูนในส่วนการปฏิบัติให้เกิดความ เข้มแข็ง, อดกลั้นอดทน, เสียสละเป็นพื้นฐาน, เป็นรากฐานไปเรื่อย ๆ เรื่อย ๆ จนนิสัยเราเปลี่ยน มาเป็นคนที่นิยมแก่น, ยอมให้ขนาบแล้วขนาบอีก ชี้โทษแล้วชี้โทษอีก โดยพระศาสดาที่เราสร้าง ขึ้นมา เพื่อควบคุมเราเอง เราไม่หลบหลีก, เราไม่หลีกหนี, เราไม่คิดไปในทางที่จะเล่นตลก แม้แต่ประการใด, ยินดีที่จะเผชิญกันกับไม้เรียว หรือโทษหรืออะไร ก็สุดแท้แต่จะมีมา, นั่นแหละ คือลูกที่ดี, ศิษย์ที่ดี, สาวกที่ดี, ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คือเข้ากันได้กับพระพุทธภาษิต ที่ผมได้เอามากล่าวให้ฟัง. นี่คือข้อความสำคัญ หรือใจความสำคัญ ที่จะกล่าวสำหรับเวลาตอนนี้ครู่หนึ่ง ก็มีอยู่ อย่างนี้, เพิ่มผนวกเข้าจากที่กล่าวแล้วมาตามลำดับ จนกว่าจะเป็นเรื่องที่สมบูรณ์ แห่งการ อบรมฝึกฝน ทรมานตน, หรือทั้งหมดนี้ซึ่งเรารวมเรียกว่า เป็นการปฏิบัติซึ่งสมบูรณ์ไปด้วย หลักวิชา และวิธีการ. ขออ้อนวอน วิงวอน ไหว้วอน ให้ช่วยทำให้สำเร็จตามนี้ ทั้งในส่วนวิชาการและวิธีการ, อย่าให้มีขาดตกบกพร่องได้, อย่าให้ผู้ใหญ่ที่มอบหมายมาหรือหวังอยู่นั้นผิดหวัง, เพราะว่า เราจะสนองความเมตตาปรานีความหวังดีของท่าน, ของพระมหาเถระ, ของคณะสงฆ์, ของ รัฐบาล, และของพระพุทธเจ้าเหนือสิ่งอื่นใด, ไม่มีการให้ผู้ใดผิดหวัง, แม้แก่ตัวเราเองก็ไม่ต้อง เสียใจทีหลัง แม้แต่ประการใดเลย. ขอวิงวอนในส่วนนี้ อย่าให้ตัวเราก็ผิดหวัง, อย่าให้ผู้อื่นก็ผิดหวัง คือต้องเสียใจทีหลัง, เพราะเราเผลอไปนิยมสิ่งที่ไม่ใช่แก่น จนหมดโอกาสที่จะเข้าถึงสิ่งที่ เป็นแก่น. เพราะฉะนั้นขอได้อดกลั้นอดทนต่อไปตามเดิม ด้วยกันทุก ๆ รูปเถิด. พระธรรมนี้ไม่ใช่เป็นสิ่งที่ดุร้าย หรือว่าจะต้องเจ็บปวดอะไรมากมายนัก ถ้าเราทำให้ เข้ารูปเข้ารอยกัน, มันจะเจ็บปวดดุร้ายถึงขนาด เหมือนกับถูกจับไปขังไว้ในนรกนั้น ก็ต่อเมื่อ เราทำผิดร่องผิดรอย แล้วจะไปโทษพระธรรมไม่ได้. เราก็ต้องโทษเราเองที่ทำผิดไป. พระพุทธเจ้า ท่านตรัสไว้เป็นหลักว่า “ธรรมะนี้เป็นสายกลาง" มันก็ควรจะอยู่ตรงกลาง คือสนุกสนานก็ ไม่เชิง, ดุร้าย เจ็บปวดแสบเผ็ดก็ไม่เชิง, มันอยู่ตรงกลาง แล้วแต่ว่าเราจะทำให้มันเป็นอย่างไร. เราจงเลือกเอาแต่ในทางที่จะไม่ต้องเจ็บปวด ก็ยังจะทำได้, แล้วความสนุกสนานจะเกิดขึ้นใน ความประสบความสำเร็จที่บริสุทธิ์, ไม่ใช่ประสบความสำเร็จในทางตบตา หรือว่าเป็นเรื่องโลก ๆ ไปเสียแล้ว. นี่ไม่มีอะไรมากไปกว่านี้ สำหรับสิ่งที่พระธรรมทูตเรา, พวกเราทั้งหมดนี้ จะต้อง

น.59 ๕๑ สังวรระวัง. ที่เราเหนื่อยมากบางทีผลน้อยก็มี เราทำกันเกือบเป็นเกือบตาย แต่มีผลนิดเดียวก็มี เราจะต้องระมัดระวังส่วนนี้ ให้เราได้ผลมากที่สุด คือไม่ผิดได้ผลมากที่สุด จึงจะน่าชื่นใจ. ขอได้โปรดสังวรต่อไปว่า วันที่เหลืออยู่อีกไม่กี่วันนี้ จงระมัดระวังใช้เวลาของมันให้เป็น ผลดี ให้มากที่สุดกว่า ๒-๓ วัน ที่แล้ว ๆ มา, จนกว่าจะสิ้นสุดเวลาที่เราจะร่วมเป็นร่วมตาย กันอยู่ที่นี่, เพื่อทำหน้าที่ตามที่ธรรมะมอบหมาย ตามที่พระศาสดามอบหมาย. เราถือว่าพระ- ศาสดามอบหมาย ธรรมะมอบหมาย, มากกว่าถือว่ารัฐบาลมอบหมาย คณะสงฆ์มอบหมาย. เราสมัครเป็นทาสของพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ต่างหาก, เพราะฉะนั้นต้องระวัง ใช้เวลาที่เหลืออยู่อีกไม่กี่วันนี้ ให้ทำหน้าที่เพื่อพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ผู้เป็นเจ้านายของเรา อย่างเต็มที่ยิ่ง ๆ ขึ้นไป. แล้วเราก็จะได้ชื่นใจ เพราะจะได้รับบุญกุศล, ได้รับบารมีของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์, ได้รับอะไร ๆ ที่เป็นความประเสริฐของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อย่างมากมายบอกไม่ถูก มีความพอใจอย่างยิ่งกว่าพอใจ, มีความสุขยิ่งกว่าความสุข, มีความ ยินดีร่าเริง กล้าหาญ ยิ่งกว่าความยินดีร่าเริงกล้าหาญใด ๆ ทั้งสิ้น. ขอได้โปรด นิ่งให้มาก เพื่อจะได้นึกถึงเรื่องอย่างนี้ด้วยจิตใจที่ลึกซึ้ง, ให้นิ่งมาก ให้ลึกซึ้งมาก ยิ่งขึ้นไปทุกวัน ๆ แล้วผมเชื่อว่าจะไม่มีอะไรผิดหวัง. ธรรมะจะเป็นนายประกัน ไม่ให้มีความผิดหวัง, เราก็ได้ชื่อว่า ได้สิ่งที่ดีที่สุดหรือแพงที่สุด ที่เป็นกำไรอย่างยิ่ง ในการ ที่จะมาลงทุนเพียงเท่านี้ อย่างนี้. สำหรับผมถือว่า ไม่มากมายอะไร, ธุดงค์เท่านี้, ปฏิบัติ เท่านี้ เป็นการลงทุนที่ไม่มากมายอะไรนัก, แต่กลับได้ผลมหาศาล, คือเทียบโดยค่ากันแล้ว มัน มากกว่ากันหลายร้อยเท่า พันเท่า หมื่นเท่า จึงต้องระวังให้ดี ให้มันได้จริง ๆ อย่าให้เผลอให้ หลุดมือไป. มันอาจจะหลุดมือไปได้ง่าย ๆ เหมือนของลื่น ๆ ที่เคยหลุดมือตกแตก, ถ้าระมัดระวังอยู่ มันก็ไม่ลื่น ไม่หลุดมือ ไม่ตกแตกเป็นแน่นอน, เพราะมีสติสัมปชัญญะ, มีหิริโอตตัปปะ มี ธรรมะหญ้าปากคอกใบแรก หน้าแรกของ นวโกวาท ส่วนธรรมวิภาค, ซึ่งเรามักจะมองข้าม กันมา รวมทั้งมองข้ามเรื่องทำวัตร สวดมนต์ เรื่องอะไรต่าง ๆ จนดูเป็นว่า ไม่มีอะไรที่จะต้องทำ. เรื่องที่ผมขอฝากให้คิดกันในวันนี้ก็มีอย่างนี้ และเท่านี้ ขอได้โปรดคิดมันให้ทันเวลา, ให้อยู่ในเวลาที่ทันด้วย, เพื่อสิ่งต่าง ๆ จะได้เป็นไปได้รวดเร็ว ทันเวลา ทุกสิ่ง ทุกอย่าง ทุกเรื่อง ทุกประการ, นี้เป็นใจความของเรื่อง. ทีนี้ ส่วนที่เราจะนั่งกันต่อไป หรืออย่างไรนี้ มีอะไรจะทำ จะพูด จะถาม จะซัก จะ อภิปราย จะอะไรก็ได้. •

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต