Buddhadasa.org

อบรมพระธรรมทูต ตอนที่ ๙ — ๖. การเดินจงกรม

อบรมพระธรรมทูต — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — อบรมพระธรรมทูต (๓๑ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.60 บัดนี้ วันที่ ๑๖ เมษายน ๒๕๑๐ สำหรับพวกเรา ได้ล่วงมาถึงเวลา ๕.๐๐ น.แล้ว. เรา ก็จะคุยกันอีกถึงเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ที่เกี่ยวกับสมาธิภาวนาของเราตามเคย สำหรับวันนี้ผมอยากจะพูดถึง เรื่องเดิน, หรือที่มักจะเรียกกันด้วยภาษาศักดิ์สิทธิ์ว่า "เดินจงกรม." เรื่องเดิน, ก็ต้องนึกถึงคำว่า "เดิน" ซึ่งเป็นคำ ๑ ใน ๔ คำ ที่หมายถึง อิริยาบถ ทั้งสี่ของมนุษย์เรา คือ เดิน ยืน นั่ง นอน ยืน เดิน นั่ง นอน, หรือ นั่ง นอน ยืน เดิน มี หัวข้อที่จะต้องเข้าใจอยู่บางข้อ. ข้อแรก ก็คือ หลักที่ว่า จะต้องมีสัมปชัญญะ หรือสมาธิภาวนาก็ตาม ในทั้งสี่อิริยาบถ, อย่างในมหาสติปัฏฐานสูตร ก็ระบุชัดในข้อที่ว่าด้วย สัมปชัญญะปัพพ แห่งกายานุปัสสนานี้, มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ในการยืน การเดิน การนั่ง การนอน การกิน การดื่ม การอาบ การเคี้ยว ฯลฯ หมายความว่า ทุกอิริยาบถมีสัมปชัญญะ, มีความรู้สึกตัวอยู่, ไม่เผลอตัวให้ ปรุงเป็นกิเลส, เป็นอุปาทานขันธ์, หรือเป็นอะไรที่เป็นทุกข์. อย่างนี้เรียกว่า สัมปชัญญะ, แม้จะรู้สึกตัวอยู่ในการก้าว การย่างนั้น ก็เป็นการป้องกันการเกิดแห่งอุปาทานขันธ์ได้เหมือนกัน, เพราะฉะนั้นในข้อแรกเราจงปักใจว่า มีการทำสมาธิภาวนา หรืออย่างน้อยก็สัมปชัญญะใน ทุกอิริยาบถนี้ข้อหนึ่ง. ทีนี้ ที่เกี่ยวกันกับอานาปานสติภาวนานั้น มีแปลกออกไปหน่อยหนึ่งว่า, เราสามารถ ทำอานาปานสติภาวนาได้ แม้ในอิริยาบถเดินด้วยเหมือนกัน. มีข้อได้เปรียบกว่าอย่างอื่น อยู่ตรงที่ว่าแม้เดินอยู่ เราก็ทำได้และโดยสะดวก เพราะว่าเดินอยู่ก็ต้องหายใจ, ไม่ใช่ว่าพอเรา เดินแล้วเราจะไม่หายใจ, ดังนั้นทำอานาปานสติภาวนาได้ แม้ในขณะเดิน แต่ถ้าเราจะทำในส่วน ที่เป็นกสิณ หรืออสุภ เป็นต้น, เราต้องไปนั่งอยู่ที่อารมณ์นั้น ๆ, พอลุกเดินออกไป มันก็ทำ ได้ยาก, แม้แต่จะรักษาอุดคหนิมิต เกี่ยวกับอารมณ์นั้น ๆ ก็ยังยากกว่า สำหรับการกระทำที่ กระทำด้วยลมหายใจ ที่ติดอยู่กับเนื้อกับตัวเองเรื่อยไป นี่เป็นข้อได้เปรียบ เพราะฉะนั้นขอให้

น.61 ๕ ๓ เราสนใจอานาปานสติภาวนา แม้ที่สุดแต่ในการเดินนี้สักข้อหนึ่ง. ทีนี้จะได้วินิจฉัยกันถึงคำว่า "เดิน" ถ้าดูตามพระบาลีนั้น ๆ เราก็รู้สึกว่า คำว่า เดินนี้ ก็หมายถึงเดินตามธรรมดานี่เอง, แม้จะมีการจัดหรือการปรับปรุงบ้าง ก็เป็นเรื่องตามธรรมดา นี่เอง. แต่ตกมาถึงสมัยหลัง แม้ปัจจุบันนี้ก็กลายเป็นศักดิ์สิทธิ์ไปไม่มากก็น้อย, จนกระทั่งว่า ทางเดินที่ทำไว้สำหรับเดินจงกรม มันก็กลายเป็นของศักดิ์สิทธิ์ เป็นปูชนียวัตถุไปก็มี. หรือ คำว่า "เดิน" เปลี่ยนเรียกเป็น "เดินจงกรม" ก็กลายเป็นคำศักดิ์สิทธิ์, มีความหมายไปใน ทางศักดิ์สิทธิ์ไปเสียก็มี. ถ้าความรู้สึกอย่างนี้มีอยู่ ก็เรียกว่า มีสิ่งที่เรียกว่า "สีลัพพตปรามาส" ซึ่งเป็นกิเลส, เป็นอนุสัยที่จะต้องละ ในการบำเพ็ญ เพื่อบรรลุผลอันสูงสุดในพระพุทธศาสนา เพราะฉะนั้นถ้าเราจะเห็นความสำคัญของการเดิน ก็อย่าเห็นไปในทางที่เป็นของศักดิ์สิทธิ์, แต่เห็นไปในทางของเหตุผลตามธรรมดาก็ได้ ซึ่งเราจะทราบได้จากอานิสงส์ของการเดิน สังเกต ดูผู้ที่ไปทำกัมมัฏฐานภาวนา ส่วนมากที่สุดดูจะรู้สึกไปในทางที่ว่า อะไร ๆ ก็เป็นของศักดิ์สิทธิ์ ไปหมด, มีความคิดนึกไปในทางศักดิ์สิทธิ์, นี้เกิดขึ้นมากกว่าแต่ก่อนเสียอีก ดังนั้นให้ถือว่าเป็น อุปสรรคอันหนึ่ง ที่เกี่ยวกับปัญญา หรือญาณ หรือญาณทัสนะที่ถูกต้องของพุทธศาสนา, เพราะฉะนั้นเราอย่าได้นึกคิดไปในทางที่เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แม้กระทั่งในการเดิน หรือที่สำหรับเดิน แต่ให้คิดไปในทางที่ถูกต้อง. เราจะเดินในที่ ๆ ควรเดิน หรือเดินได้ในที่ทุกแห่ง แต่ว่ามันมักจะสะดวกแต่ในเวลา กลางวัน, เวลากลางคืนมืด ถ้าที่เดินนั้นไม่สะดวก หรือไม่คุ้นเคยกันแล้ว ก็ย่อมจะเดินไม่ได้ และก็ไม่อยู่ในวิสัย ที่จะต้องจุดไฟ หรือตามตะเกียง, ดังนั้นที่เดินควรจะอยู่ในสถานที่ ที่ใช้ ได้สะดวก ทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน และมักจะใช้ที่โล่ง, เพราะว่าที่โล่งช่วยทำให้ เราเห็นแนวหรือรูปของทางที่จะต้องเดินนั้นได้โดยง่าย, แม้ไม่มีแสงเดือน มีแต่แสงดาวก็พอจะ เห็นได้. อย่างสนามหญ้านี้ พอเดินเข้าไปหน่อยก็จะมีรอย ที่เป็นทางยาวสำหรับสังเกตได้ง่าย, ถ้าเดินมากขึ้นก็กลายเป็นดินขาว สังเกตได้ง่าย. แต่ทีนี้มันยังมีปัญหาต่อไปว่า ถ้ามันมืดจัด, หรือมันจะมีฝนตก, หรือมันจะมีมดมีแมลง ซึ่งเป็นการทำความลำบากในการเดิน และการปฏิบัติ เกี่ยวกับการระวังในเรื่องนี้, ก็เลยเกิดความคิด ที่จะสร้างที่เดินขึ้นโดยเฉพาะ เรียกว่าที่จงกรม เพื่อแก้ปัญหาเหล่านั้น, เช่นยกพื้นขึ้นมาไม่ให้แฉะ หรือบางทีก็ประดับอิฐโบกปูน มันก็เป็นการ สะดวกดีขึ้น. นี้เพื่อความปลอดภัย เราอาจจะปักหลักมีไม้ขวางกั้น ทำนองไม้บาร์อยู่ที่หัวที่ท้าย, เพื่อว่าจะไม่เลยออกไปในบางครั้งบางคราว ซึ่งอาจจะมีความเผลอได้บ้าง ก็ยิ่งสะดวกขึ้น. ทีนี้จะมีปัญหาปลีกย่อยขึ้นมาอีกว่า ทางเดินนี้จะต้องยาวเท่าไร, เหตุผลมันก็บอกอยู่ใน ตัวเองว่า มันก็ควรจะยาวแต่พอสมควร. ที่เราได้ยินชินหูตามในหนังสือเกี่ยวกับเรื่องนี้ ก็มัก จะมีว่า ๑๖ ศอก ก็คงจะประมาณ ๔-๕ วา, นี้ดูก็มีเหตุผลดีอยู่ คือไม่ไกลนัก ไม่ใกล้นัก แต่ ค่อนข้างจะสั้นไป, คงจะพูดไว้สำหรับให้มันเป็นสิ่งที่พอจะทำได้ โดยไม่ลำบากมาก โดยไม่เปลือง

น.62 ๕๔ มาก ถ้าต้องจัดต้องทำ จะยาวกว่านั้นหน่อยก็ได้. ถ้าจะให้ยาวเป็น ๑๐ วา เป็นเส้นหนึ่ง หรือ อะไรทำนองนี้ ไม่เหมาะ, เพราะว่ามันทำให้กำหนดอะไรบางอย่างได้ยาก, ฉะนั้นรู้อัตราที่ เหมาะเอาเอง คงจะอยู่ในพวก ๔ วา เป็นอย่างน้อย, หรือ ๖-๗ วา เป็นอย่างมาก และคงจะ ไม่เกิน ๑๐ วา, ๔-๕ วา นี้พอเหมาะที่จะกำหนดหัวท้าย ในการกลับไปกลับมาได้โดยง่าย, แม้ว่าจะหลับตา ก็ยังจะเดินกลับไปกลับมาได้, คือหลับตาไม่ดู ก็ยังอาจจะเดินด้วยการกำหนด รู้อะไรบางอย่าง, รู้ที่สุดของฝ่ายโน้นฝ่ายนี้กลับไปกลับมาได้ โดยไม่ต้องลืมตา, แต่ถ้ามันยาว ตั้ง ๑๐ วา ขึ้นไป ถึงเส้นหนึ่งนี้มันทำไม่ได้ หรือมันทำยากกว่า, นี่ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่เป็นสิ่งที่ จะต้องรู้. ส่วนเรื่องปลีกย่อยอื่น ๆ ก็คิดเอาเองได้, และก็ต้องไม่มีอันตราย ที่จะมีอะไรหล่นลง มาถูก, หรือจะไม่ทำให้เกิดความยากลำบากเกี่ยวกับมด เกี่ยวกับแมลง นี้เป็นปัญหาปลีกย่อย เป็นตัวอย่างที่จะสางเองได้. ต่อไปอยากจะพูดถึง ประโยชน์ของการเดิน เพราะว่าเป็นตัวเรื่องสำคัญที่เราต้องการ, การเดินเป็นอิริยาบถอันหนึ่ง ในสี่อิริยาบถ, เพราะฉะนั้นประโยชน์ทั่วไปที่ทุกคนรู้เองได้ก็คือ การเปลี่ยนอิริยาบถให้สบาย. เราอยู่โดยอิริยาบถใดอิริยาบถหนึ่งอย่างเดียวไม่ได้ ต้องอยู่ ครบทุกอิริยาบถให้ผสมผสานกันดี, อย่างภาษาบาลี เราก็เรียกอิริยาบถสี่ของร่างกายนี้ ว่าเป็น เหมือนกับล้อ ๔ ล้อ ของรถคันเดียวคันหนึ่ง, ล้อสี่ล้อต้องทำงานเท่า ๆ กันฉันใด, อิริยาบถสี่ ของร่างกายนี้ ก็จะต้องทำหน้าที่ของมันให้สมสัดสมส่วนกันฉันนั้น. อัตตภาพที่เปรียบเหมือน รถสี่ล้อนี้ จึงจะเป็นไปด้วยดีได้. เพราะฉะนั้นเราต้องจัดเรื่องการนั่งนอนยืนเดินนี้ให้เหมาะสม ให้สมสัดสมส่วนกัน, นอนมาก ก็งัวเงีย และต้องการเดินขึ้นมา, นั่งมากก็เมื่อย ต้องการลุกขึ้น เหยียดแข้งเหยียดขา, ยืนนานก็ทนไม่ได้ มันก็ต้องเดิน, เดินมากมันก็ไม่ไหว มันก็ต้องยืน นั่ง หรือนอน. เรื่องนั่งนอนยืนเดิน จึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งอยู่ในตัวของมันเอง, มีเทคนิคโดยเฉพาะ อยู่ในตัวมันเอง คือถ้าใครทำได้ดี ก็จะมีประโยชน์แก่บุคคลนั้นเป็นอย่างมาก. ดังนั้น เราจะ ได้เห็นซากโบราณสถาน ที่เกี่ยวกับการปฏิบัติภาวนาทุกหนทุกแห่ง ในพระพุทธศาสนา มีที่เดินอยู่ในบริเวณที่ใกล้เคียงกับที่อยู่อาศัยนั้น. ผมได้สังเกตดูวัดอรัญญิกที่สุโขทัย พิษณุโลก ที่มีชื่อเสียงในทางประวัติศาสตร์ ของ ภิกษุผู้ประพฤติปฏิบัติดี ในพระพุทธศาสนา, วัดอรัญญิก ที่เป็นที่อยู่อาศัยของภิกษุผู้ปฏิบัติดี เป็นที่พอใจของพ่อขุนรามคำแหง อย่างนี้เป็นต้น ก็มองเห็นร่องรอยของที่จงกรมอยู่ทั้งนั้น, แม้ว่า จะทำด้วยหินทั้งที่อยู่อาศัยและทางเดิน ก็ยังอุตส่าห์ทำกันได้. แม้ในประเทศอินเดียก็เห็นร่องรอย อันนี้, เพราะฉะนั้นเป็นอันยุติได้ว่า ที่เดินนั้นมีความสำคัญเท่ากับที่อยู่อาศัย ด้วยเหมือนกัน. แต่เดี๋ยวนี้ เราคงจะสังเกตเห็นแล้วว่า กุฏิหรูหรา สวยงามใหญ่โต กว้างขวาง ลงทุนมาก แต่ ไม่ปรากฏที่เดิน นี้คงจะเป็นเรื่องที่บกพร่อง. เพราะฉะนั้นกุฏิที่อยู่ที่อาศัย ถ้ามันใหญ่โตมันก็ควร จะมีที่เดิน อยู่ที่เฉลียง หรือที่อะไรสำเร็จไปในตัว, ถ้าทำไม่ได้อย่างนั้น มันก็ต้องมีอยู่ข้าง ๆ กุฏิ

น.63 ๕๕ นั่นเอง, จึงจะสมกันกับการที่จะเป็นกุฏิของพระสมณสากยบุตร ในพระพุทธศาสนา, ไม่ใช่ ที่อยู่อาศัยของคฤหบดี อย่างนี้เป็นต้น. เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่จำเป็นที่เนื่องกัน กับการปฏิบัติ ในสี่อิริยาบถของสมาธิภาวนา, ที่จะต้องมีอยู่ทุกอิริยาบถดังที่กล่าวแล้ว, แล้วเราจะได้รับประโยชน์ อานิสงส์จากสิ่งนั้น. ทีนี้จะพูดถึง ประโยชน์หรืออานิสงส์จากการเดิน ในพระบาลีพุทธภาษิตก็ระบุไว้ ชัดว่ามีอานิสงส์อย่างไรบ้าง, เท่าที่จำได้ก็พอจะแบ่งออกได้เป็น ๒ พวก คือพวกอนามัย เกี่ยวกับ อนามัยพวกหนึ่ง, เกี่ยวกับสมาธิภาวนาโดยตรงพวกหนึ่ง. พวกที่เกี่ยวกับพลานามัย ก็มีอย่างที่ เราพอจะทายได้ถูกเองว่า จะทำให้มีร่างกายดี สบาย มีโรคภัยไข้เจ็บน้อย, มีภาวะแห่งความ กระปรี้กระเปร่าเป็นประจำตัว, อาหารย่อยดีเพราะการเดินนั้น, อย่างนี้เป็นต้น เป็นอานิสงส์ของ การเดิน ที่เกี่ยวกับพลานามัย. ทีนี้ ในส่วนที่เกี่ยวกับสมาธิภาวนานั้นมีว่า, เป็นการทำสัมปชัญญะ และ สมาธิที่ เกิดขึ้นในขณะเดินนั้น จักตั้งมั่นอยู่นานกว่าสมาธิ ที่เกิดขึ้นในอิริยาบถอื่น. ขอทบทวน อีกทีหนึ่งว่า สมาธิที่ทำให้เกิดขึ้นได้ในอิริยาบถเดินนั้น จักแน่นแฟ้นมั่นคง ตั้งอยู่ได้อย่างมั่นคง หรือนานกว่า ที่จะทำให้เกิดขึ้นในอิริยาบถอื่น. ฟังดูก็น่าสงสัย สำหรับผู้ที่ไม่คุ้นเคยกับเรื่องนี้. ให้ผมยกตัวอย่างจะเข้าใจได้ง่ายกว่า และจะได้เนื่องไปถึงเรื่องของสติปัญญาโดยตรงด้วย. ยกตัวอย่างเปรียบเทียบ นอนคิดกับเดินคิด, นอนคิดในที่นอน ก็คิดอะไรออกเหมือนกัน ออกเป็น กุ้งเป็นแควได้เหมือนกัน, เดินคิดอยู่ตามเฉลียงอย่างพวกฝรั่งคิด เดินไปเดินมา คิดเรื่องที่เขา จะต้องคิดในหน้าที่การงาน, แต่เราก็เดินคิดในที่จงกรมเป็นต้น มันก็คิดได้ และคิดออกเป็นคุ้ง เป็นแควได้เหมือนกัน. แต่มาเปรียบเทียบกันดูแล้ว จะพบข้อเท็จจริงอย่างยิ่งว่า, ความคิดที่คิดออก ในขณะที่เดินนั้นถูกต้องกว่า มั่นคงกว่า พึ่งพาอาศัยได้มากกว่า ความคิดที่คิดในการนอน. ขณะที่นอนนั้นแม้จะคิดดีเป็นคุ้งเป็นแคว ก็เลื่อนลอยและไม่หนักแน่นมั่นคง ไม่เต็มไปด้วยความ ถูกต้องหรือเหตุผลมาก เหมือนกับเมื่อเดินคิด ขอให้ไปทดลองดู. นอนคิดเป็นเรื่องคิดฝันมากกว่า ที่จะเป็นเรื่องคิดด้วยความแจ่มใสและมีเหตุผล, ดังนั้นมันจึงเป็นเรื่องที่ไม่มั่นคง ปรากฏชัดมาแล้ว อย่างมากมายแก่ผมเองว่า ความคิดที่คิดว่าถูกต้องที่สุด พอใจที่สุดเมื่อนอนคิด, พอลุกขึ้นมาเดินคิด ซ้ำกันอีก ที่ไหนได้มันหายไป ล้มละลายไป ไม่สมบูรณ์ ไม่ถูกต้อง หลุดออกไปเสียมากมาย, มาถูกต้องมั่นคงใหม่เมื่อเดินคิด. นี่ก็เพราะเหตุว่า อิริยาบถนอนนั้น มันมีอะไรผิดกันมากกับ อิริยาบถเดิน, และถ้ายิ่งจะง่วงนอน หรือประสาทไม่ค่อยปกติอยู่ด้วยแล้ว, ความคิดในขณะ นอนนั้น เป็นเรื่องเลื่อนลอยเพ้อฝันทั้งนั้น, ส่วนการคิดในขณะที่เดินอยู่นั้น จะไม่อาจเป็นอย่างนั้น ได้ เพราะฉะนั้นจึงถูกต้อง และมั่นคงกว่ากัน. เพราะฉะนั้นการที่พระพุทธองค์ตรัสว่า สมาธิที่เกิดขึ้นในขณะเดินนั้นย่อมอยู่นาน และ ด้วยความมั่นคง ยิ่งกว่าสมาธิที่เกิดขึ้นในอิริยาบถอื่น, นี้หมายความว่า โดยการเปรียบเทียบ

น.64 ๕๖ แม้ว่าพระพุทธองค์จะประทับนั่งตรัสรู้ ก็ไม่เป็นเหตุผลที่จะหักล้างข้อเท็จจริงข้อนี้, เพราะจะต้อง พูดได้ว่า ถ้าเดินตรัสรู้ได้ ย่อมเป็นการตรัสรู้ที่สมบูรณ์กว่า หรือมั่นคงกว่าอยู่นั่นเอง, แต่ก็ ไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นถึงอย่างนั้น เพราะว่าในการเป็นอยู่ของพระองค์ ก็ต้องสมบูรณ์อยู่ด้วย อิริยาบถทั้งสี่, และสมาธิภาวนาทั้งหลายย่อมจะถูกควบคุมไว้ด้วยสมาธิภาวนา ในอิริยาบถเดิน หรืออิริยาบถนั่ง หรืออิริยาบถยืน และไม่มีน้ำหนักอะไร สำหรับอิริยาบถนอน เพราะเป็น เรื่องการพักผ่อน. แต่บัดนี้เราพูดถึงเรื่องการเดินโดยเฉพาะ, ก็จะต้องสังเกตให้เห็นข้อนี้ ว่าถ้าเราสามารถ ทำสมาธิภาวนาอย่างใดอย่างหนึ่ง ระดับใดระดับหนึ่ง ส่วนใดส่วนหนึ่ง ตอนใดตอนหนึ่ง เกิดขึ้นได้ ในขณะเดินแล้ว มันมั่นคงกว่าที่เกิดขึ้นในอิริยาบถอื่นเสมอไป, พิสูจน์ด้วยเหตุผล common-sense ได้โดยง่ายว่า เพราะมันทำยากกว่า, หรือว่ามันเป็นสิ่งที่สดใส แจ่มใส เข้มแข็งกว่า. ถ้าเรา กำหนดลมหายใจในอิริยาบถนั่ง มันง่ายกว่ากำหนดลมหายใจในอิริยาบถเดิน, ก็ถ้าในอิริยาบถ เดินกำหนดได้มันก็ต้องเก่งกว่า, เพราะฉะนั้นมันจึงมั่นคงกว่า, นี่เรียกว่าเหตุผลอย่าง common- sense ไปลองดูก็จะเข้าใจได้ในที่สุด, จึงขอให้ทดลองดู และมีความเข้มแข็งพอที่จะทำอะไร ๆ ให้ เกิดขึ้นในทางจิตทางใจ แม้ในอิริยาบถเดิน, ซึ่งเราจะได้รับผลของมันที่มั่นคงกว่าในอิริยาบถอื่น. ในบางคราวผมปรากฏข้อเท็จจริงในเรื่องนี้มาก เช่นในการเขียนหนังสือบางเรื่อง จะต้อง เอากระดาษหรือพิมพ์ดีดวางไว้ที่โต๊ะ ในลักษณะที่จะมายืนเขียนหรือมายืนพิมพ์ดีดได้ทันที, แล้วก็เดินคิดอยู่ในบริเวณห้องนั้น คิดไม่ออกก็มาเขียนที่โต๊ะไม่ได้ คิดออกก็มาเขียนได้, ไปนั่งคิด ไม่ค่อยออก เดินคิดออกกว่า ง่ายกว่า เร็วกว่า ดีกว่า อะไรทุกอย่าง, แล้วมันก็อยู่ในอิริยาบถ ที่พร้อมที่จะเดินมาถึง ก็พิมพ์ดีดหรือเขียนได้เลย มันก็ไม่เลือนไม่ลืม อย่างนี้เป็นต้น. ถ้านั่ง หรือนอนอยู่ การที่ต้องลุกขึ้นมานั่นแหละ มันจะทำให้อะไรบางอย่างเลือนไปได้, หรือว่าที่โต๊ะ ที่จะเขียน ที่จะพิมพ์นั้นมันไม่พร้อม มันก็มีระยะที่จะทำให้เลือนไปได้ เพราะฉะนั้นเราต้องพร้อม เดินอยู่ใกล้ ๆ โต๊ะ พอคิดออกก็ยืนเขียนทันทีเลย กลายเป็นโต๊ะสำหรับยืนเขียนหรือยืนพิมพ์ดีดไป ในลักษณะอื่นจากลักษณะที่จะต้องมานั่งเก้าอี้แล้วเขียน, นี้เรียกว่า เราสามารถที่จะถนอม ความคิดต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ในอิริยาบถยืนได้เป็นอย่างดี. เมื่อในทางของความคิดหรือความรู้ในทางพิจารณาเป็นอย่างนี้ ในทางของสมาธิภาวนา โดยตรง ก็เป็นอย่างนี้เหมือนกัน, เพราะฉะนั้นการที่บังคับจิตใจให้สงบหรือให้อะไรได้ในขณะที่ เดินอยู่นั้น มันมีความมั่นคงกว่าโดยแท้, อาศัยได้มากกว่า คือ Dependability มีมากกว่าใน อิริยาบถอื่น, จึงน่าพอใจ น่าสนใจ น่าขวนขวายในสิ่งที่เรียกว่าการเดิน, แม้จะเดินอยู่ในห้อง แม้จะเดินอยู่ที่เฉลียง แม้จะเดินอยู่ที่ทางจงกรมข้างล่าง ก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจทั้งนั้น. เดินในห้อง มันก็เมื่อจำเป็น, เดินในเฉลียงก็เมื่อมันจำเป็น, เช่นฝนตกเดินข้างล่างไม่ได้ เป็นต้น, แต่ถ้า เดินข้างล่างได้แล้ว ข้างล่างเป็นดีที่สุด, เพราะมันโล่ง เพราะมันมีอากาศดี มีอะไรดีกว่ากันมาก

น.65 ๕๗ และมันเป็นเกลอกับธรรมชาติ มากกว่าที่จะเดินอยู่ในห้อง หรือบนเฉลียง. นี่แหละ คืออานิสงส์ของสิ่งที่เรียกว่าการเดิน มันมีมากมายมหาศาล ไม่สมกันเลยกับที่ เราละเลยสิ่งนี้กันมากเกินไป, เรียกว่าเราทำผิดหรือบกพร่องอยู่ไม่น้อยทีเดียว, หวังว่าเพื่อน สพรหมจารีทั้งหลาย จะได้มีความคิดนึกในเรื่องนี้ ขวนขวายในเรื่องนี้ดูให้มากพอ ให้สมสัด สมส่วนกัน ในฐานะที่เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เกี่ยวกับสมาธิภาวนา, นี่แหละคือสิ่งที่เรียกว่า การเดิน หรือเรียกว่า "จงฺกมฺม" ในภาษาบาลี, และภาษาไทยอันศักดิ์สิทธิ์ว่า จงกรมก็มี ความศักดิ์สิทธิ์จริง, แต่ไม่ใช่มีความศักดิ์สิทธิ์ไปในทาง สีลัพพตปรามาส, มีความศักดิ์สิทธิ์ ไปในทางที่จะให้สำเร็จประโยชน์ เกี่ยวกับการปฏิบัติเพื่อดับทุกข์สิ้นเชิงต่างหาก, ขอได้โปรด สนใจ. ทีนี้ ก็ถึงเวลา ๓๐ นาทีหลังของเรา ที่กำหนดไว้สำหรับทำวัตรเช้า

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต