น.12 การบรรยายครั้งที่ ๑ ข้อความนำเรื่อง เรื่องที่จะบรรยายในวันนี้คือเรื่อง อริยสัจจ์ แต่อยากจะ ทำความเข้าใจอะไรบางอย่าง ก่อนที่จะพูดเรื่องอริยสัจจ์ให้ เป็นที่เข้าใจกัน เชื่อว่าจะเป็นผลดีมาก นั่นคือคำว่า Buddhism นั่นเอง (๑) Buddhism พุทธศาสนา พุทธธรรม และพรหมจรรย์ ถ้าคำ suffix - "ism” หมายถึง ความเห็นหรือคิดเห็นอันหนึ่ง ที่เสนอเข้ามา มิได้เป็นการเห็นอย่างแจ่มแจ้งชัดเจนตามธรรมชาติ คือ ไม่เป็น realization มันก็ใช้กันไม่ได้กับพุทธศาสนา คือ พุทธศาสนาไม่ได้เป็น - ism อันหนึ่ง (๒)
น.13 ๒ ขออภัยที่กล่าวว่า คำว่า Buddhism นี้เป็นคำที่พวกฝรั่ง ตั้งกันขึ้นเอง มันจะตรงหรือไม่ตรงก็ขอให้คิดดู - ism มันจะ หมายถึง truth หรือสัจจะได้หรือไม่ เข้าใจว่าจะไม่ใช่ จะเป็น เพียง opinion อันใดอันหนึ่ง เสนอขึ้นมาให้เป็นที่รับรอง เมื่อ เป็นอย่างนี้แล้ว ขออย่าได้ถือเอาความหมายคำว่า - ism ให้ แก่พุทธศาสนาเลย (๓) ทีนี้ก็มาถึงคำอีกคำหนึ่งซึ่งคนไทยตั้งขึ้นเอง เรียกว่า พุทธ ศาสนา นี้ก็ไม่ถูก เพราะคำว่าพุทธศาสนานี้มันเป็นในแง่ปริยัติ มากเกินไป ตัวพุทธศาสนาไม่ใช่ปริยัติ ฉะนั้น คำไทยที่เรียกว่า พุทธศาสนา ก็ยังไม่เหมาะที่จะใช้กับสิ่งที่เรียกว่า Buddhism หรือตัวแท้ของพุทธศาสนา (๔) ทีนี้ก็มีอีกตัวหนึ่งซึ่งเข้าใจว่าจะถูกต้องที่สุด และได้เคย ใช้คำนี้ในการบรรยาย เมื่อ ๔๕ ปีมาแล้วที่กรุงเทพฯ คือคำว่า พุทธธรรม (๕) คำว่า ธรรม ในภาษาบาลีนี้มันกว้างมาก กว้างได้หลาย ทิศทาง คำว่าธรรมนี้แปลว่า หนทาง เช่นเดียวกับคำว่า เต๋า นั่นแหละ คำนั้นก็แปลว่าทาง แล้วก็หมายถึงคำว่าธรรมนั่นเอง ธรรมหมายถึง หน้าที่ หรือ duty ก็ได้ ธรรมยังหมายถึง truth คือสัจจะ คำว่าพุทธธรรมจึงเหมาะที่สุดที่จะใช้เป็นชื่อของพุทธ ศาสนา (๖)
น.14 ๓ จึงขอเสนอคำว่า "พุทธธรรม" เป็นตัวที่เป็นหลักสำหรับ จะศึกษา และยังจะขอแนะไปถึงคำเก่าที่ใช้อยู่ครั้งพุทธกาลใน อินเดียสมัยพระพุทธเจ้าเอง หรือคำที่ออกมาจากปากพระพุทธเจ้า เอง มันกลายเป็นมีคำอื่น คือคำว่า พรหมจรรย์ ไม่ใช่พุทธธรรม ไม่ใช่พุทธศาสนา พระพุทธเจ้า ไม่เคยใช้คำนี้กับคำสอนของพระ องค์ หรือตัวศาสนาของพระองค์ ท่านจะใช้คำว่าพรหมจรรย์ คือ การปฏิบัติที่ประเสริฐ การปฏิบัตินี้จะใช้คำว่าอะไรก็คงจะ ลำบากเหมือนกัน จะเป็นคำ commitment หรืออะไรทำนอง นี้ แต่มันแปลว่า ประเสริฐ พรหมะแปลว่าประเสริฐ จริยะแปล ว่าประพฤติหรือกระทำ พระพุทธเจ้าเองทรงใช้คำว่า พรหมจรรย์ คือการประพฤติกระทำที่ประเสริฐ ที่เป็นไปเพื่อการดับทุกข์ โดยตรง นี่คำที่พระพุทธเจ้าเคยใช้ (๗) อริยสัจจ์ เป็นวิถีชีวิตใหม่ ดังนั้นจึงอยากจะให้เป็นที่ยุติกันว่า เราจะเล็งถึง Buddhist way of life (วิถีชีวิตของชาวพุทธ) เราจะพูดถึงอริยสัจจ์ในฐานะ เป็น Buddhist way of life ขอใช้คำนี้เป็นหลักหรือเป็นใจความ สำคัญ (๘) แล้วคำนี้ก็เป็นชื่อของ Noble Eightfold Path คือ อริยอัฏฐัง- คิกมรรคอยู่แล้ว นั่นแหละเป็นตัวพุทธศาสนาแท้ ที่เราจะทำ ความเข้าใจกัน (๙)
น.15 ๔ ทีนี้เนื่องจากเป็นของไม่เคยได้ฟังกันมาแต่ก่อน มันก็ต้อง ใช้คำว่า new (ใหม่) เข้ามา ก็เป็น new way of life (วิถีชีวิตใหม่) (๑๐) เมื่อ way (วิถีทาง) เป็นของใหม่ life (ชีวิต) ที่พบมันก็ ต้องเป็นของใหม่ไปด้วย เพราะฉะนั้นเราจะเพ่งเล็งไปถึงคำว่า new life (ชีวิตใหม่) นั่นแหละเป็นหลัก (๑๑) ชีวิตใหม่คือ อยู่เหนืออิทธิพลของบวกและลบ ทีนี้คำว่า new นี้มิได้หมายแต่เพียงว่าแปลกหรือใหม่ ขอให้มีความหมายที่เรายังไม่เคยใช้ ไม่เคยพบ คือ new ในที่นี้ หมายถึง เหนืออิทธิพลของ good and evil (ดีและชั่ว) มันไม่ได้ เก่า ไม่ได้ใหม่ เป็นของธรรมดาอย่างนั้นแต่เนื่องจากเราเพิ่ง จะพบ เพิ่งจะได้ยินได้ฟัง เพิ่งจะได้ปฏิบัติ จึงใช้คำว่า new new คำนี้มีความหมายว่า อยู่เหนืออิทธิพลของบวกหรือลบ ดี หรือชั่ว good and evil (๑๒) ถ้าพูดอย่างวิทยาศาสตร์ เหนือ neutralism นั่นแหละ เป็น ความหมายที่สำคัญที่สุดที่จะต้องเข้าใจ พูดอย่างเต๋า ต้อง เหนือหยินเหนือหยาง คือไม่บวกไม่ลบ ถ้าพูดอย่างศาสนา คริสต์เก่า ตอนต้น ๆ ที่สุดของ Old Testament (พระคัมภีร์เก่า) ก็พูดถึงเหนือ good and evil รู้จัก good and evil แล้วก็อยู่เหนือ good and evil พุทธศาสนานี้ก็เหมือนกัน เหนือความเป็นคู่ เหนือ
น.16 ๕ บวกและลบทุก ๆ คู่ การที่สามารถมีชีวิตอยู่เหนือความหมาย ของสิ่งที่เป็นคู่ ๆ นี้เรียกว่าใหม่ เป็นชีวิตใหม่สำหรับเรา (๑๓) ท่านก็เห็นอยู่แล้วว่า New Testament ไม่มีพูดถึง beyond good and evil แต่ Old Testament จะมีคำพูดถึง beyond good and evil แต่ทว่ามันเป็นหัวใจของคริสต์เก่า หรือเก่าก่อนคริสต์ จะเรียกว่าอะไรดี (๑๔) ขอให้เราใช้คำว่า new way of life หรือ new life ที่อยู่ เหนืออิทธิพลของ positive and negative เมื่อเป็นอย่างนี้มันไม่ กระทบกระเทือนถึงศาสนาของบิดามารดาของท่านทั้งหลาย โดยเฉพาะพวกคริสเตียน ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนศาสนา คงถือ ไว้ตามเดิม แต่มาศึกษา new way of life เพื่อให้อยู่เหนืออิทธิพล ของบวกและลบ แล้วก็เป็นหัวใจของคริสต์เก่า หรือเก่าก่อนคริสต์ นั้นด้วย เห็นว่าเป็นการดีที่สุดที่ไม่ต้องเปลี่ยนศาสนา ใคร ๆ ก็ไม่ต้องเปลี่ยนศาสนา ในเมื่อจะมาศึกษา new way of life หรือ new life นั่นเอง (๑๕) ถ้าท่านเป็นคริสเตียนอยู่แล้ว ก็จะเป็นคริสเตียนมากขึ้น อย่างที่สุด อย่างเต็มที่ คืออยู่เหนือ good and evil ตามคำสั่ง ของพระเจ้าสอนบอกกับผัวเมียคู่แรกคือ อาดัมและอีฟ อย่ากิน ผลไม้ที่ทำให้รู้ good and evil แล้วก็ attach (ติดยึด) มัน ความ เป็นคริสเตียนถึงที่สุดตามแบบ Old Testament อยู่ที่ตรงนั้น
น.17 ๖ ท่านที่เป็นคริสเตียนอยู่แล้ว ท่านจะเป็นคริสเตียนหนักขึ้นไปอีก จนถึงที่สุด เพราะ new way of life (๑๖) สิ่งสูงสุดในพุทธศาสนาคือ นิพพาน ถ้าท่านยังติดใจในคำว่า religion ก็ขอทำความเข้าใจ เกี่ยวกับคำนี้ด้วยเหมือนกัน ตามปกติรู้กันอยู่แล้วว่า คำว่า religion หมายถึง การปฏิบัติ (observation) อย่างใดอย่างหนึ่ง ที่ทำให้มนุษย์ผูกพันกับสิ่งสูงสุด คือพระเป็นเจ้า แต่ถ้าเอาคำว่า religion มาใช้กับคำว่าพุทธศาสนา สิ่งสูงสุดนี้จะต้องเปลี่ยน จากพระเป็นเจ้ามาเป็นนิพพานหรือนิรวาณ การปฏิบัติที่ทำให้ มนุษย์ผูกพันกับสิ่งสูงสุด สิ่งสูงสุดนั้นต้องเล็งถึงนิพพาน หรือนิรวาณ แล้วคำว่า religion ก็ใช้ได้กับคำว่าพุทธศาสนา (๑๗) ทั้งหมดนี้เป็นการทำให้ท่านทั้งหลายเข้าใจ รู้ถึงตัวจริง ตัวแท้ของคำว่า พุทธศาสนา เราจะใช้คำอะไรดี อาตมาเห็นว่า คำว่า Buddhism นี้คงใช้ไม่ได้ แต่ไหน ๆ ก็ใช้กันแล้ว ก็ขอให้ เอาความหมายของ Buddhism ให้ถูกต้อง มันเป็น way of life คือ ผูกพันกับสิ่งสูงสุดคือนิพพาน ตามที่เรียกกันในพุทธศาสนา (๑๘) เดี๋ยวนี้มันจำเป็นเสียแล้วที่เราต้องใช้คำว่า Buddhism แต่ขอร้องให้เราเข้าใจความหมายของคำว่า Buddhism ให้ถูกต้อง
น.18 ๗ พุทธศาสนานี้ไม่สงวนสิ่งที่เรียกว่า authority คำนี้ไม่มีในพุทธ ศาสนา ไม่ได้สงวนว่าอย่างนี้ของฉัน ต้องเป็นอย่างนี้ แต่ปล่อย ให้เป็นเรื่องของธรรมชาติ เป็นความจริงของธรรมชาติที่ใครจะ สงวนลิขสิทธิ์ไม่ได้ พุทธศาสนามุ่งหมายอย่างนี้ ไม่มี authority (๑๙) คำกล่าวของพระพุทธเจ้าเอง ท่านกล่าวว่า "ฉันเป็น เพียงแต่ผู้ชี้ทาง ท่านเป็นผู้ต้องเดินทาง" ฉันเป็นแต่ผู้ชี้ทาง คำว่า "ทาง" นี้มันเป็นของธรรมชาติ ถ้าท่านเป็นคริสเตียน ท่านจะต้องนึกถึงคำคำหนึ่งที่ Jesus Christ (พระเยซูคริสต์) กล่าวว่า "ตัวฉันนี้แหละคือทาง" (I am the way) แต่มักจะ เข้าใจผิดในคำ ๆ นี้ ถ้าเข้าใจถูกว่า Jesus Christ คือทางอย่างไร แล้ว มันก็จะได้ความหมายอย่างเดียวกัน พุทธศาสนานี้คือ ทาง พระพุทธเจ้าเป็นผู้ชี้ทาง การเดินทางเป็นของท่านทั้งหลาย (๒๐) ในบรรดาศาสนาทั้งหลาย ที่เป็นประเภท theism คือมี พระเจ้า แล้วก็ต้องมีสิ่งที่มาจากพระเจ้า พระเจ้ามอบมาเป็น revelation (การวิวรณ์หรือไขแสดง) อะไรทำนองนั้น มาจาก พระเจ้า แต่ในพุทธศาสนานี้ไม่มีสิ่งทำนองนั้น มาจากความจริง ของธรรมชาติที่ค้นพบที่นี่ ความจริงของธรรมชาติที่ค้นพบแล้ว มาบอก มันจึงต่างกันอยู่บ้างอย่างนี้ แต่ข้อนี้ไม่เป็นไรหรอก เราดูแต่ว่าเราพูดว่าอย่างไร มันจะดับทุกข์ได้อย่างไรก็แล้วกัน
น.19 ๘ มันจะมาจากเบื้องบน บนโลกพระเจ้าหรือมันจะพบกันที่นี่ก็สุด แท้ ขอให้เอาความสำคัญว่ามันจะดับทุกข์ได้อย่างไรก็พอแล้ว (๒๑) อย่ามาเสียเวลาทะเลาะกันว่า ความจริงนี้มาจากพระเจ้า หรือความจริงนี้เราค้นพบจากธรรมชาติที่นี่ เราอย่ามาเถียง ทะเลาะกัน หรือว่าเอาใครผิดใครถูกทำนองนี้ เราจะเอาว่าสอน ว่าอย่างไร ความจริงนี้ว่าอย่างไร ความจริงนี้จะดับทุกข์ได้หรือ ไม่นี้ดีกว่า เราจะพบ new way of life ที่แท้จริง จะมาจากไหน ก็ตามเถอะ จะเป็น new way of life ที่มันดับทุกข์ได้จริง (๒๒) ทีนี้เรื่องที่มาจากพระเจ้า สิ่งที่มาจากพระเจ้านั้นเก็บไว้ก่อน จะพูดกันแต่ในฝ่ายพุทธศาสนา ที่ว่าเป็นธรรมชาติ ค้นพบธรรมชาติ ที่นี่แล้วก็บอกกันที่นี่ จะพูดกันในส่วนพุทธศาสนาอย่างนี้ แล้ว มันก็เกี่ยวกับ "ธรรม" อยู่นั่นเอง ธรรมะแปลว่าธรรมชาติ หรือ nature (๒๓) ความหมายของธรรมะ คือ ธรรมชาติและธรรมดา ทีนี้อยากจะให้ทราบความหมายของคำว่า ธรรมหรือธรรมะ นี้ให้สิ้นเชิง ให้หมดจด มันมีความหมายอยู่ ๒ คำ คือคำว่า ธรรมชาติ นี่คำหนึ่ง แล้วมีคำว่า ธรรมตา หรือ ธรรมดา ในภาษาไทยนี้อีกคำหนึ่ง ธรรมชาติคือธรรมดา สิ่งเดียวกัน
น.20 ๙ นั่นแหละ แต่ว่าธรรมดานี้มันมีความหมายกว้างมาถึงเรื่อง ธรรมดาสามัญเล็ก ๆ น้อย ๆ habitual attitude ต่ำ ๆ ของใคร ก็ตาม นี่ก็เรียกว่าธรรมตา หรือธรรมดา เช่น คนนี้ขี้โกรธเป็น ธรรมดา คนนี้ขี้เหนียวเป็นธรรมดา นี้ก็เรียกธรรมดา ๆ นี้ก็ เรียกธรรม ๆ นั่นเอง ธรรมชาติหรือธรรมดาในความหมายอย่าง เดียวกัน คือที่เป็นอยู่เองตามธรรมชาติ จนกระทั่งเป็นนิสัยของคน นี่ก็เรียกว่าธรรมดา ความหมายของคำว่าธรรม ๆ มันกว้าง ขวางอย่างนี้ มันจึงลำบากบ้างในการที่จะศึกษา แต่ขอให้เข้าใจ คำว่าธรรมชาติไว้อย่างนี้ (๒๔) เข้าใจคำว่า normal ทุกระดับ ทุกขนาด จะใช้ได้กับคำว่า ธรรมดาหรือธรรมตา ทีนี้ต้องการจะให้รวมคำว่าธรรมดากับ ธรรมชาติเข้าด้วยกัน จะได้ความหมายแท้จริงของคำว่าธรรมะ ธรรมะเฉย ๆ เอาละเป็นอันว่าเราจะใช้คำว่าธรรมชาติ ธรรมชาติ ซึ่งรวมทั้งคำว่าธรรมดาด้วย ให้เป็นความหมายของคำว่าธรรมะ ธรรมะคือธรรมชาติ แล้วเราจะศึกษาความหมายของคำว่า ธรรมชาตินี่ให้ชัดเจนกันต่อไป (๒๕) แม้คำว่า nature จะไม่ถูกตรงเผงตามความหมายของคำว่า ธรรมชาติก็ตามเถอะ เราจำเป็นต้องใช้คำว่า nature ขอให้ถือ เป็นหลักว่าธรรมชาติหรือคำว่า nature ในพุทธศาสนานี้มีอย่าง เดียว ไม่มี supernatural (เหนือธรรมชาติ) คือมัน nature ไป หมด จะ super หรือไม่ super ก็เป็น nature เป็นธรรมชาติไป
น.21 ๑๐ หมด คำว่าธรรมชาติมันหมายความอย่างนี้ nature อาจจะไม่ เข้ากับคำว่าธรรมชาติ แต่เดี๋ยวนี้มันจำเป็นเสียแล้วที่จะต้องใช้ คำว่า nature กับคำว่าธรรมชาติ (๒๖) ธรรมะ ๔ ความหมาย ทีนี้มาดูกันถึงคำว่าธรรมะในฐานะที่เป็น nature ความหมาย ของคำว่าธรรมะในฐานะที่เป็น nature นี้ ขอแบ่งออกเป็น ๔ ความหมาย หรือ characteristic nature (ธรรมชาติ) อันหนึ่ง law of nature (กฎของธรรมชาติ) อันหนึ่ง duty in accordance with the law of nature (หน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ) นี่อีกอัน หนึ่ง result in accordance with the duty (ผลอันเกิดจากการ ทำหน้าที่) อีกหนึ่ง เป็น ๔ อย่างนี้ แต่ แม้ทั้ง ๔ อย่างนี้ก็เรียก ด้วยคำคำเดียวว่า nature (ธรรมะ) (๒๗) ขอให้สนใจคำ ๔ คำนี้ให้เข้าใจดีที่สุด แล้วจะเป็นการ ง่ายที่สุดที่จะเข้าใจคำว่าอริยสัจจ์ nature ทุกอย่างที่มีความ เป็นอริยสัจจ์หรือความจริงอันยิ่งอันประเสริฐ law of nature ก็เป็น อริยสัจจ์ เป็นความจริง duty in accordance with the nature ก็ เป็นสัจจะ เป็นความจริงที่ต้องมีที่ต้องทำ แล้วก็ผลที่ได้รับจาก การปฏิบัติหน้าที่มันก็ยังคงเป็น nature เอาทั้ง ๔ ความหมายนี้ มาเป็นสิ่งที่เราจะศึกษาจะเรียนรู้ให้ทั่วถึง แล้วเราก็จะรู้อริยสัจจ์ อย่างทั่วถึง (๒๘)
น.22 ๑๑ ขอเน้นคำ ๔ คำนี้อีกครั้งหนึ่งว่า nature, law of nature, duty in accordance with the law of nature, result in accordance with duty เราพูดสั้น ๆ ว่า nature (ธรรมชาติ) the law (กฎ) duty (หน้าที่) แล้วก็ result (ผล) ๔ คำสั้น ๆ nature, law, duty, result ๔ คำนี้เข้าใจให้ดี ๆ แล้วจะเข้าใจทั้งหมดของอริยสัจจ์ (๒๙) ศึกษาธรรมจากชีวิต มิใช่หนังสือ ทีนี้ก็มาถึงใจความสำคัญที่ว่า ท่านทั้งหลายจะต้องศึกษา สิ่งทั้ง ๔ นี้จากตัวเอง จากชีวิตเอง ไม่ใช่จากหนังสือ ไม่ใช่จาก โรงงาน หรือจากปาฐกถา หรือแม้จากการคิดค้น researching speculation ไม่ต้อง ไม่ต้องมีอย่างนั้น จงดูให้เห็นว่าตัวนี้ ตัว ร่างกายนี้ก็เป็น nature กฎที่ควบคุมร่างกายนี้อยู่ก็เป็น law of nature แล้วร่างกายนี้ต้องปฏิบัติอย่างนั้นอย่างนี้อยู่ตลอด เวลาก็เป็น duty ที่มีอยู่ที่ร่างกายนี้ แล้วผลที่ได้รับเป็นความสุข หรือเป็นความทุกข์ก็ตามใจ มันก็ปรากฏอยู่ที่ร่างกายนี้ มันจึงมี คำพูดสั้นๆ ว่า จงศึกษาพุทธศาสนาที่ร่างกายนี้ (๓๐) พุทธเจ้าทรงกำชับให้ศึกษาให้พบ ให้รู้จัก truth (ความ จริง) ทั้งหมดนี้จากร่างกายนี้ แต่ต้องเป็นร่างกายที่กำลังมีชีวิต อยู่ คือรู้สึกคิดนึกได้ ที่ยาวเพียงประมาณวาเดียวเท่านี้ ในนี้ จะหาพบ nature (ธรรมะ) ในทุก ๆ ความหมายของ nature
น.23 ๑๒ ทั้ง ๔ ความหมายในร่างกายนี้ ขอให้สนใจในร่างกายนี้ที่ยัง มีชีวิตเป็นกันอยู่ ตายแล้วใช้ไม่ได้ (๓๑) เรามาดูถึงความหมายแรกที่คำว่า nature (ธรรมชาติ) คือทั้งหมดทั้งจักรวาลก็ตามใจเถอะ แต่ว่าที่สำคัญที่มันมีอยู่ ในตัวเรา ในตัวเราที่เป็นร่างกายนี้ มันเป็น atom หรือเป็นกลุ่ม ของ atom หรือจะเป็นธาตุ (element) หรืออะไรก็ตาม ที่ประกอบ กันเป็นร่างกายนี้ ทุก ๆ particle (อนุภาค) ของมันนี้เป็น nature ที่จะต้องหาให้พบในร่างกายนี้ ๆ nature ที่มันอยู่ทั่วจักรวาล นั้นไม่จำเป็น (๓๒) นอกจากจะรู้จักตัวมันเองแล้ว เรายังจะต้องรู้จักการกระทำ (activity) ของมัน ร่างกายนี้มันยังมีการกระทำการพูด การคิด การรู้สึก อะไรต่าง ๆ นี้ ก็รวมในคำว่า nature คำเดียว ที่มี อยู่ในร่างกายนี้ (๓๓) เราชอบเรียกโดยคำสั้น ๆ สองคำว่า นามและรูป (mind and body) ในเรื่องของนาม (mind) ก็แยกดูว่ามีกี่อย่าง ๆ ใน เรื่องกาย (body) ไปแยกดูว่ามีกี่อย่างรวมกันเข้าแล้วนี่ก็เป็น nature หรือ pure nature (ธรรมชาติบริสุทธิ์) ในร่างกายนี้ (๓๔) ธรรมะคือกฎของธรรมชาติ ทีนี้ก็มาถึงความหมายที่สอง คือ law of nature (กฎของ
น.24 ๑๓ ธรรมชาติ) ที่ไหนมี nature ที่นั่นต้องมี law of nature ติดอยู่ที่ นั่นด้วย ในร่างกายเราเป็น nature มันก็มี law of nature ควบคุม ร่างกาย บังคับร่างกายให้เป็นไป หรือจิตใจ (mind) นี่มันก็ เหมือนกัน มันก็เป็น nature มันก็มี law of nature ควบคุมบังคับ ให้เป็นไป สิ่งเหล่านี้เป็นไปตาม law of nature เช่นว่า ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาบ้าง แล้วมันจะต้องเกิดขึ้นมาแล้วดับลงไป เพราะเหตุอย่างนี้ ปัจจัยอย่างนี้ หรือมีกฎอันยืดยาวที่เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท ควบคุมอยู่หมด ทั้งหมดนี้เรียกว่า law of nature ที่ควบคุมอยู่ทั้งหมดรอบตัวเรา (๓๕) ความหมายของ law of nature นี้มีอยู่เป็น 2 ชั้น คือ the law of nature นั้นเองด้วย และความที่มันต้องเป็นไปตามกฎนั้น คือความที่ต้องเป็นไปตาม law of nature นี้ด้วย ๒ อย่างนี้ก็ ยังต้องเรียก law of nature อยู่นั่นแหละ (๓๖) เราจงดูให้รู้จัก law of nature ที่มันควบคุมอยู่ และอำนาจ ที่มันบังคับเราให้ต้องเป็นไปตามนั้น มันก็ยิ่งหนักขึ้นไปอีก มัน มีกฎ มีการบังคับที่จะต้องเป็นไปตามกฎ กฎของธรรมชาติ (law of nature) มันมีอำนาจถึงอย่างนี้ ดูให้ดีๆ ให้เห็นชัด ๆ จะรู้ธรรมได้ง่ายที่สุด (๓๗) ธรรมะคือหน้าที่ ทีนี้ก็มาถึง nature ในความหมายที่ ๓ คือ duty (หน้าที่)
น.25 ๑๔ law of nature มันบังคับอยู่อย่างนี้ แล้วในชีวิตก็ต้องตอบสนอง ต้อง response ตอบ the law of nature นี่เรียกว่า "หน้าที่" ในภาษาไทย แต่ถ้าเรียกตามภาษาอินเดียในโบราณก็คือคำว่า “ธรรมะ" นั่นเอง คำว่าธรรมแต่โบราณก่อนพุทธกาลโน้น แต่มนุษย์เริ่มรู้จักสิ่งที่เรียกว่า duty (หน้าที่) ธรรมะได้เกิดขึ้น ในประเทศอินเดียสมัยโบราณ คำว่าธรรมก็คือ duty (หน้าที่) มันเป็นสิ่งเดียวกัน (๓๘) เราบอกไม่ได้ว่า ใครเป็นมนุษย์คนแรกที่ได้สังเกตเห็นสิ่ง ที่เรียกว่า duty (หน้าที่) และรู้จักมันอย่างยิ่งว่ามันสำคัญ ถ้า ไม่ทำ duty มันต้องตาย ถ้าไม่มี duty มันต้องตาย มันสำคัญ ถึงอย่างนี้ มนุษย์คนแรกเรียกคำนี้ขึ้นมาโดยความหมายอย่างนี้ แล้วก็บอกต่อ ๆ กันมา เรื่อง duty ก็ดีขึ้น มากขึ้น คำว่า "ธรรมะ" ก็เจริญมากขึ้น ๆ มาถึงยุคพระพุทธเจ้าก็รู้ความหมายของคำว่า ธรรมะ จึงต้องมีธรรมะในความหมายว่า duty ถ้าไม่มีต้องตาย (๓๙) ถ้าถามว่าใครเป็นผู้บัญญัติหรือกำหนดหน้าที่หรือ establish duty ขึ้นมา มันก็ตอบได้ตามที่เรามีกันอยู่ ถ้าเป็นศาสนา theism ก็ตอบได้ว่า พระเจ้าเป็นผู้กำหนด duty ถ้าเป็น theism ก็ตอบ ว่าธรรมชาติเป็นผู้กำหนด duty (๔๐) ดังนั้นเมื่อท่านจะศึกษาเรื่อง duty ท่านต้องระวังอย่าให้ มีการขัดแย้งกัน ถ้าท่านยังเชื่อว่าพระเจ้าเป็นผู้กำหนด duty ก็
น.26 ๑๕ ขอให้เอากฎของธรรมชาตินั้นเป็นพระเจ้า แล้วเราจะไม่มีการ ขัดแย้ง เป็นเพียงแต่ชื่อต่างกัน แต่ความเป็นจริงตัวเดียวกัน กฎของธรรมชาติคือพระเจ้าผู้กำหนด duty แต่พุทธศาสนาไม่มี พระเจ้า ดังนั้นจึงเอาตัวธรรมชาติและตัวกฎของธรรมชาติเป็น ผู้กำหนด duty คือธรรมะจะต้องมี ไม่มีจะต้องตาย (๔๑) ถ้าไม่มี duty ก็จะเห็นได้ทันทีว่ามันต้องตาย ถ้าเป็นคน คนนี้ก็ต้องตาย สัตว์เดรัจฉานก็ต้องตาย ต้นไม้ก็ต้องตาย แม้ พูดถึงเทวดา ถ้าเทวดาไม่ทำ duty ก็ต้องตาย แม้ชีวิตจะเล็กที่สุด ชีวิตของเซลเซลเดียวก็ยังต้องทำ duty ไม่มี duty ก็คือตาย duty คือธรรมะ ดังนั้นชีวิตทุกระดับต้องมีธรรม ถ้าไม่มีมันต้องตาย (๔๒) เราเห็นได้หรือยอมรับได้ว่า เซลหรือกลุ่มของเซลมันต้อง ทำหน้าที่อยู่ตลอดเวลา ไม่มีว่างเว้น นั่นแหละเป็นธรรมะของ เซลหรือกลุ่มของเซล กลุ่มของเซล เมื่อมันประกอบกันเข้าเป็น เนื้อหนัง เป็นโลหิต เป็นอะไรต่าง ๆ ของร่างกาย ทุกส่วนนั้น ก็ต้องมี duty กระทั่งว่ามาเป็นมือ เป็นเท้า เป็นตา เป็นหู เป็น อะไรต่าง ๆ ก็ต้องมี duty ของมัน นั่นคือธรรมของอวัยวะที่ ประกอบกันขึ้นเป็นชีวิต ธรรมคือ duty duty คือธรรม ทุก ๆ เซล ทุกๆ กลุ่มของเซล ทุกๆ อวัยวะของร่างกายก็ต้องมี duty ถ้าไม่ทำก็คือตาย (๔๓) ทีนี้เราก็มีการแบ่ง duty เป็น ๒ ฝ่าย คือฝ่าย physical
น.27 ๑๖ (กาย) ฝ่ายหนึ่ง และฝ่าย spiritual (จิตวิญญาณ) อีกฝ่ายหนึ่ง บางคนอาจจะคิดว่ายังมี mental (จิตประสาท) ขอให้รู้ว่า mental มันเนื่องกับ physical mental นี้มันเนื่องกับ physical เอาไป ไว้กับ physical ดีกว่า physical กับ spiritual นี้จะต้องทำให้ ถูกต้องทั้งคู่ ทั้งฝ่าย physical และฝ่าย spiritual ธรรมจะต้อง ศึกษาให้ถูกต้อง ทั้งฝ่ายรูปธรรมและนามธรรม (๔๔) น่าประหลาดที่ว่า duty ฝ่าย physical นี้ไม่มีหยุด หยุด ไม่ได้ เช่นว่า เซลทุก ๆ เซล หรือกลุ่มของเซลมี duty ตลอดเวลา หยุดไม่ได้ แต่ฝ่าย spiritual ของจิตนี้ บางเวลาเราก็หยุดได้ ได้ พักผ่อนสบายบ้าง ขอให้รู้ว่ามันมี duty เป็น ๒ อย่างนี้ (๔๕) สิ่งที่ท่านเคยได้ยินกันมาแล้วก่อนหน้านี้ว่า Eightfold Path (มรรคมีองค์แปดประการ) นั้นมันเป็น spiritual duty ซึ่งเราจะ ต้องศึกษาอริยสัจจ์ต่อไปข้างหน้า (๔๖) ธรรมะคือความถูกต้องต่อความดับทุกข์ มีคำอีกคำหนึ่ง บาลีเรียกว่า "สัมมัตตะ" แปลว่า ภาวะ แห่งความถูกต้อง เราต้องมีภาวะแห่งความถูกต้อง ทั้งหน้าที่ ฝ่าย physical และหน้าที่ฝ่าย spiritual ภาวะแห่งความถูกต้อง นั่นแหละคือความหมายที่สำคัญที่สุดของ duty หน้าที่มันต้อง ถูกต้อง มันต้องมีภาวะแห่งความถูกต้อง ทั้งฝ่ายร่างกายและ ฝ่ายจิตใจ (๔๗)
น.28 ๑๗ ทีนี้ความถูกต้องนั้นมันถูกต้องต่ออะไร (right to what) ถ้าทาง physical (ทางรูป) ก็ถูกต้องต่อวัตถุที่เราควรจะได้ หรือ ถูกต้องต่อความไม่ตาย ถูกต้องต่อความรอดชีวิต แล้วก็ได้เงิน ได้อะไรที่ควรจะได้ นี้คือถูกต้องทางฝ่ายร่างกาย ถ้าถูกต้องทาง spiritual (จิตใจ) จะต้องถูกต้องต่อนิพพาน ให้ได้นิพพาน แล้ว จึงจะเรียกว่าถูกต้อง จงรู้จักความถูกต้อง แล้วทำให้มีความ ถูกต้อง แล้วเราก็จะได้รับสิ่งที่ควรได้รับ ทั้งทางฝ่าย physical (กาย) และทางฝ่าย spiritual (จิต) (๔๘) นักธุรกิจมีความถูกต้องเขาก็ได้เงิน นักการเมืองมีความ ถูกต้องเขาก็ได้อำนาจ แต่ว่าพุทธบริษัทมีความถูกต้องแล้วก็ ได้นิพพานหรือนิรวาณ (๔๙) ท่านทั้งหลายลองถามตัวเองว่าท่านต้องการอะไร (๕๐) เดี๋ยวนี้ท่านมาศึกษาพุทธศาสนา ท่านจะต้องมีความ ถูกต้องสำหรับได้สิ่งที่พุทธศาสนามีให้ มันก็คือนิพพานหรือ quenching of the problems (การดับลงของปัญหา) (๕๑) นิพพานแปลว่าเย็น ไม่ใช่ตาย คำที่อธิบายยากที่สุดคือคำว่า นิพพาน ท่านอาจเคยได้ ยินได้ฟังมาแล้วว่า นิพพานแปลว่าตาย อย่างนี้จะเอาไปทำอะไร จะไปมีประโยชน์อะไร ถ้านิพพานหมายถึงความตาย ขอให้เข้าใจ
น.29 ๑๘ คำว่านิพพานให้ถูกต้อง ก็คือ quenching (ความดับ) ของสิ่ง ที่ไม่ปรารถนา ทุกๆ สิ่งที่ไม่พึงปรารถนา quench ออกไปได้ นั้นคือ นิพพาน (๕๒) ความหมายตามตัวหนังสือแท้ นิพพาน แปลว่า เย็น ๆ (quenching of heat) ความเย็นเมื่อความร้อนหมดไป แต่มัน เป็น spiritual เย็น เย็นทาง spiritual (จิตใจ) ท่านควรจะถือว่า ท่านมาแสวงหาความเย็นทาง spiritual จึงมาศึกษาพุทธศาสนา (๕๓) ธรรมะคือผลของการปฏิบัติหน้าที่ ทีนี้เราก็มาถึงความหมายที่ ๔ ของคำว่า nature คือ result in accordance with the duty ผลที่จะได้รับโดยสมควรแก่ หน้าที่ที่เราจะกระทำ ผลที่เราจะได้รับโดยสมบูรณ์แท้จริงก็คือ นิพพาน ความเย็นทาง spiritual แต่ลดลงมาถึงต่ำกว่านั้นก็ได้ เช่น มีอนามัยดี มีความสุข มีเงิน มีอะไรก็ได้ มันเป็น duty อย่าง โลก ๆ อย่าง mundane (โลกียะ) ถ้ามันเป็น ultramundane (โลกุตตระ) มันก็คือนิพพาน result ของ duty ในที่นี้ก็แบ่งเอาเอง อย่างเป็นไปในโลก ๆ ก็ได้ เรียกว่า result ได้ แต่ถ้าอย่างสูง สุดมันเป็นมรรค ผล นิพพาน ทางจิต (spiritual) เราหวังอันนี้ หวังความเย็นทาง spiritual อันแท้จริง ถ้าเป็นเรื่องหาความสุข หาเงิน หาอนามัย เหล่านี้ก็มีสอนอยู่ทั่วไป ไม่ต้องพุทธศาสนา
น.30 ๑๙ ก็ได้ พุทธศาสนาก็คือสิ่งสุดแห่งปัญหาทางจิตใจ หมดภาระ หนักทางจิตใจ นั่นแหละคือผลของ duty ที่ถูกต้อง (๕๔) เราไม่อาจใช้คำว่า grace (รางวัล) กับ result of duty เพราะ grace นั้นมาจากพระเจ้า ในพุทธศาสนามีแต่เรื่องของ ธรรมชาติ กฎของธรรมชาติ หน้าที่ถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ แล้วเราก็ได้ result (ผล) โดยตรงจากหน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ เราจึงไม่อาจใช้คำว่า grace ในที่นี้ต้องขอให้พักพระเจ้าไว้ทีก่อน ไม่ต้องมาพูดถึง result อันนี้เราต้องปฏิบัติถูกต้องตามกฎของ ธรรมชาติ แล้ว result อันนี้ก็จะมีขึ้นมาตามกฎของธรรมชาติ นี้คือสิ่งที่ท่านทั้งหลายกำลังมาศึกษาแล้วก็จะได้รับ (๕๕) เป็นอันว่าเราได้รู้จักสิ่งที่เรียกว่า nature หรือธรรมชาติ ๔ ความหมายด้วยกัน nature, the law of nature, duty in accordance with the law, result in accordance with the duty ๔ อย่างนี้ ขอใช้คำรวม ๆ ว่า ultimate truth (สัจจะอันสูงสุด) หรือ truth of the nature (ความจริงของธรรมชาติ) (๕๖) เราเสียเวลาพูดกันตั้งชั่วโมงกว่านี้ เป็นความจำเป็นที่จะ ต้องพูดกันเรื่องนี้ก่อน มันเป็น introduction (ข้อความนำเรื่อง) ที่ดีที่สุด ที่จะเข้าไปสู่เรื่องของอริยสัจจ์ จึงขอเวลารบกวนท่าน ให้ท่านต้องทนมาตั้งชั่วโมงกว่า เพื่อจะฟังเรื่องที่เป็น introduction ของเรื่องอริยสัจจ์ ขอให้เข้าใจทั้งหมดที่พูดนี้ แล้วการรู้เรื่อง อริยสัจจ์จะง่าย ง่ายเกินคาด ถ้าไม่รู้ความจริงเหล่านี้แล้วจะ
น.31 ๒๐ ยาก ยากจนถึงกับยอมแพ้ก็ได้ เอาละเอาเป็นว่าเรายุติสำหรับ วันนี้ introduction สำหรับอริยสัจจ์ (๕๗) ขอบใจที่เป็นผู้ฟังอย่างดีด้วยความอดทน (๕๘)
Buddhadasa