Buddhadasa.org

อริยสัจจ์ สำหรับคนสมัยใหม่ ตอนที่ ๒ — การบรรยายครั้งที่ ๒ อริยสัจจ์ที่ ๑ : ทุกขอริยสัจจ์

อริยสัจจ์ สำหรับคนสมัยใหม่ — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — อริยสัจจ์ สำหรับคนสมัยใหม่ (๗ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.32 การบรรยายครั้งที่ ๒ อริยสัจจ์ที่ ๑ : ความทุกข์ ในครั้งที่แล้วมา เราได้พูดกันถึงข้อความนำเรื่อง ให้รู้จัก สิ่งที่เรียกว่า อริยสัจจ์ ในครั้งนี้จะพูดถึงตัวเรื่องอริยสัจจ์โดยตรง (๑) ความหมายของคำว่า อริยสัจจ์ มีข้อความสำคัญที่จะต้องพูดก่อน ก็คือความหมายของ คำว่า อริยสัจจ์ ท่านทั้งหลายได้ยินแต่คำว่า noble Truth ยัง เป็นที่สงสัยอยู่ว่า มันจะตรงกับคำว่าอริยสัจจ์หรือไม่ จะต้อง พูดกัน (๒) คำว่า noble อาจจะมีความหมายตามธรรมดาว่า ประเสริฐ หรือน่าเคารพนับถือเท่านั้นก็ได้ แต่คำว่าอริยสัจจ์ อริยะ นี้ แปลว่า ปราศจากข้าศึก ลองเทียบดูว่ามันต่างกันอย่างไร (๓)

น.33 ๒๒ ดังนั้นขอให้ท่านทำความเข้าใจว่า เราจะพูดกันถึงความ หมายของอริยสัจจ์ ในฐานะที่เรียกว่าปราศจากข้าศึก ข้าศึกคือ สิ่งที่ใคร ๆ ก็ไม่ชอบ ไม่ปรารถนา มีความหมายกว้างขวางทั้ง ทางวัตถุและทางจิต ขอให้เราได้พูดถึงอริยสัจจ์ก่อน (๔) อริยสัจจ์ว่าด้วยความทุกข์ และความดับทุกข์ เรื่องอริยสัจจ์นี้ รวมเรื่องปฏิจจสมุปบาททั้ง ๒ ชุดเข้าไว้ ปฏิจจสมุปบาทสำหรับความทุกข์เกิด คืออริยสัจจ์ข้อที่ ๑ กับ ข้อที่ ๒ ปฏิจจสมุปบาทสำหรับความทุกข์ดับ คืออริยสัจจ์ข้อที่ ๓ และข้อที่ ๔ เรื่องอริยสัจจ์จึงรวมเรื่องปฏิจจสมุปบาททั้ง ๒ ชุด (๕) ปฏิจจสมุปบาททั้ง ๒ เรื่อง มันก็เกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่า ความทุกข์ สิ่งที่เกี่ยวกับความทุกข์นั่นแหละคือข้าศึก เราจะต้อง ศึกษาความหมายของคำว่าความทุกข์กันให้ถึงที่สุด ก็จะรู้จัก สิ่งที่เรียกว่าข้าศึก (๖) ความหมายของคำว่า ทุกข์ เมื่อคัดเอาตามความหมายของภาษาบาลี คำว่า "ทุกข์" มีความหมายกว้างกว่าที่คนทั้งหลายรู้จักก็ได้ ทุกข์หมายถึง เจ็บปวดหรือทนทรมาน นี่ก็อย่างหนึ่ง ทุกข์หมายถึง สิ่งที่ น่าเกลียดที่สุด นี่ก็อย่างหนึ่ง ทุกข์หมายถึง ความว่างจาก

น.34 ๒๓ สาระประโยชน์ใด ๆ นี่ก็อีกอย่างหนึ่ง ทั้ง ๓ อย่างล้วนแต่มี ความหมาย เป็นข้ าศึก ทั้งนั้น (๗) สำหรับ ความเจ็บปวดทนทุกข์ทรมาน เราเรียกมันว่า ข้าศึก ก็เห็นได้โดยง่าย แต่สำหรับความน่าเกลียดนี้ เป็นข้าศึก อย่างไร มันมีความน่าเกลียดอยู่ในสิ่งทุกสิ่งก็ว่าได้ บรรดาที่ เป็นสังขตธรรม ความร่ำรวย ความสุข ความสวยงามเป็นต้นนี้ ก็มีความน่าเกลียดอยู่ในนั้น คือมันทำให้เกิดความลำบากยุ่งยาก ในประการอื่น ความลำบากในความสวยงาม เรารู้จักความ น่าเกลียดในทุกสิ่งแล้ว เราก็จะรู้จักทุกข์ในความหมายของคำ ว่าข้าศึกให้ชัดเจน (๘) สิ่งที่น่ารักที่สุด กำลังรักที่สุด กำลังพอใจที่สุดนั่นแหละ เช่น ความมั่งมี ความสวยงาม อำนาจวาสนา ในสิ่งที่เรากำลัง รักที่สุด กำลังมีความน่าเกลียดอยู่ที่นั่น ที่มันทำให้เกิดปัญหา ความยุ่งยาก ทุกข์ทรมานในสิ่งสวยงาม หรือน่ารัก ถ้าท่าน สังเกตดู ท่านจะพบ ความน่าเกลียด เพราะว่าทุกสิ่งทั้งน่ารัก และไม่น่ารัก มันไม่เที่ยง มันเปลี่ยนแปลง มันหลอกลวง มัน เปลี่ยนแปลง แล้วก็มีความน่าเกลียด ทุกสิ่งที่มีความเปลี่ยนแปลง ล้วนแต่มีความน่าเกลียด (๙) ถ้าท่านมองเห็นว่าสิ่งที่เรารักที่สุดมันเป็นสิ่งที่ทรมานใจ เราที่สุด เราก็จะเห็นได้ว่ามันเป็นข้าศึก สิ่งที่เรารักที่สุดก็มีความ หมายของข้าศึกหรือทุกข์ (๑๐)

น.35 ๒๔ ทีนี้ความหมายที่ ๓ ว่างจากสาระที่เป็นแก่นสาร เหมือน กับอากาศ คำนี้ใช้แทนคำว่าอากาศ ทุกขะหรือทุกขังแปลว่า อากาศก็ได้ จึงว่างจากสิ่งที่เป็นสาระที่ควรยึดมั่นถือมั่นโดย ประการทั้งปวง นี่ก็เป็นความหมายของคำว่าทุกข์ และเป็นข้าศึก (๑๑) ลองคิดดูว่า เมื่อเราไปหลงรักในสิ่งที่ว่างจากสาระที่สุด มันกัดเราเท่าไร มันทำความเจ็บปวดแก่เราอย่างไร เพราะฉะนั้น ความว่างจากสาระก็เป็นความทุกข์เพราะเหตุนี้ (๑๒) รวมทั้ง ๓ ความหมาย คือ ทรมานเรา แล้วก็น่าเกลียด ซ่อนอยู่ภายใน แล้วก็ว่างจากสาระที่ควรยึดถือ นี่แหละคือ ความหมายของคำว่าทุกข์ อย่าแปลทุกข์เพียง suffering เฉย ๆ ตรง ๆ มันไม่พอ ขอให้เข้าใจว่ามันมากกว่า suffering เว้นไว้แต่ suffering จะขยายความเป็น ๓ ความหมายอย่างนี้ ก็จะได้ ความหมายของทุกข์โดยสมบูรณ์ (๑๓) ความทุกข์คือข้าศึกหรือสิ่งที่ไม่พึงปรารถนา ในเมื่อทุกข์มีความหมายถึง ๓ อย่างอย่างนี้ เราควรใช้ คำรวม ๆ ว่า สิ่งไม่พึงปรารถนา จึงจะถูกต้องที่สุด unde- sirable โดยประการทั้งปวง ทุก ๆ ประการ ทั้งปวงไม่พึงปรารถนา จึงตรงความหมายของคำว่า ทุกขะ (๑๔)

น.36 ๒๕ สิ่งที่ไม่พึงปรารถนาโดยประการทั้งปวง เรารวมเรียกว่า ข้าศึก ๆ เสียก็แล้วกัน อริยะ แปลว่า ไปจากข้าศึก ปราศจาก ข้าศึก พ้นจากข้าศึก โดยประการทั้งปวง นั้นจึงเป็นสิ่งที่พึง ปรารถนา เราจะเรียกสิ่งนี้ว่า ชีวิตใหม่ คือชีวิตที่ปราศจาก ความทุกข์โดยประการทั้งปวง (๑๕) ได้บอกท่านวันก่อนแล้วว่า ท่านทั้งหลายมาศึกษาพุทธ ศาสนา มีใจความสำคัญรวมอยู่ที่เรื่องอริยสัจจ์ ทีนี้จะขอพูด ถึงคำว่า สัจจ์ คำว่าสัจจ์นี้ก็คือความจริง ที่เรียกว่า truth หรือ อะไรก็สุดแท้ นี่ก็เป็นความจริงที่รู้แล้วทำให้ปราศจากข้าศึก อริยสัจจ์คือความจริงที่รู้แล้วทำให้ปราศจากข้าศึก (๑๖) โดยความหมายที่กล่าวมานี้ เราจะเห็นได้เองว่า การพูด ถึงความทุกข์นี้ ไม่ได้พูดถึงในลักษณะที่เป็น pessimistic view (มองในแง่ร้าย) เพราะเราบอกให้รู้พร้อมกันไปในตัวว่า เราจะ ชนะได้อย่างไร มันจะเป็น optimistic view (มองในแง่ดี) เสีย ด้วยซ้ำไป เพราะเรามีความพอใจ ความกล้าในการที่จะกำจัด ความทุกข์นั้นให้ได้ ทุกขอริยสัจจ์เป็นความจริงที่จะช่วยให้เรา พ้นจากข้าศึกด้วยทั้งปวง ไม่มีเรื่องน่าเศร้าน่ากลัวในลักษณะ pessimistic แต่ประการใด (๑๗) ลักษณะของความทุกข์ ทีนี้เราก็จะมาดูอาการ ลักษณะให้สังเกต จะเรียก cha - racteristic อะไรก็ได้ ของสิ่งที่เรียกว่าความทุกข์ (๑๘)

น.37 ๒๖ เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นทุกข์ ข้อแรกโดยธรรมชาติ ตามธรรมชาติ เราก็มีความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ซึ่งมันเป็นของธรรมชาติ มีตาม ธรรมชาติ เราสามารถที่จะอยู่เหนือปัญหาของความเกิดแก่เจ็บ ตาย บางคนมันพูดโง่ ๆ ว่า จะไม่เกิดไม่แก่ไม่เจ็บไม่ตาย พูด อย่างนั้นมันไม่ถูกหรอก มันเพียงแต่อยู่เหนือปัญหาหรือเป็นข้าศึก แล้วเราก็จะอยู่เหนือปัญหาทุกอย่าง ทั้งความเกิดแก่เจ็บตาย จิตใจนี้ไม่มีความทุกข์เลย เกี่ยวกับความเกิดแก่เจ็บตาย (๑๙) ถ้าท่านได้ยินพุทธบริษัทที่ไหนก็ตาม บอกท่านว่า พุทธ ศาสนาจะทำให้ไม่ต้องเกิด ไม่ต้องแก่ ไม่ต้องเจ็บ ไม่ต้องตาย อย่างนี้จงรู้เถอะว่าเขาไม่รู้พุทธศาสนา เขาพูดตามคำบอกเล่า ที่แท้เขาต้องการจะพูดว่า มันไม่มีปัญหาเกี่ยวกับความเกิด ความ แก่ ความเจ็บ ความตาย แต่เขาพูดไม่เป็น เขาจึงพูดว่า ไม่เกิด ไม่แก่ไม่เจ็บไม่ตายอีกต่อไป นี้เป็นสิ่งที่จะทำให้เข้าใจผิด ขอ ให้รู้ไว้ล่วงหน้า (๒๐) ข้อนี้สรุปความว่า เราปราศจากข้าศึกที่เกิดตามธรรมชาติ ที่เกิดอยู่โดยธรรมชาติ คือ เกิดแก่เจ็บตาย (๒๑) อาการของความทุกข์ ทีนี้เราก็จะมาดูกับอากัปกิริยาอาการ ท่าทีที่เรียกว่าความ ทุกข์ เราพูดกันทีละอย่างคือ โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัสสะ

น.38 ๒๗ อุปายาสะ ทั้งหมดนี้เป็นเพียงอาการเพื่อให้สังเกตเท่านั้นแหละ มันมีมากอย่างกว่านี้ แต่พระพุทธเจ้าท่านยกมาพอเป็นตัวอย่าง โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัสสะ อุปายาสะ ให้เรารู้จักความ ทุกข์ในลักษณะที่เป็นอาการหรือแสดงอาการ (๒๒) ความทุกข์เพราะตัณหา ความทุกข์ในความหมายที่ว่ามันมาจากตัณหา ก็คือว่า พบกับสิ่งที่เราไม่รัก เราไม่อยากพบ เราอยากจะไม่พบความ พลัดพรากจากสิ่งที่เรารัก เราก็อยากจะอยู่กับความรัก แล้วเรา ต้องการอย่างไรมันก็ไม่ได้อย่างนั้น นี่มีอยู่เป็น ๓ อย่าง พบกับ สิ่งที่ไม่รัก พลัดพรากจากสิ่งที่รัก ต้องการอย่างไรก็ไม่ได้อย่าง นั้น มันมีมูลมาจากสิ่งที่เรียกว่า ตัณหา โดยเฉพาะ (๒๓) ดังนั้น ท่านลองทำความรู้จักกับความรู้สึกเมื่อเราต้องพบ กับสิ่งที่เราไม่รัก เมื่อเราต้องพลัดพรากจากสิ่งที่เรารัก เรา ปรารถนาอย่างไรไม่ได้อย่างนั้น มันเป็นข้าศึกสักกี่มากน้อย (๒๔) อุปาทานในขันธ์ทั้ง ๕ เป็นทุกข์ มีคำสุดท้ายเป็นคำสรุปความตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ เองว่า โดยความสรุปแล้ว อุปาทานความยึดมั่นถือมั่นในตัวชีวิต ซึ่งแบ่งออกเป็น ๕ ส่วนคือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ๕ อย่างนี้รวมกันเป็นตัวชีวิต มีอุปาทานในตัวชีวิต นั่นเป็นที่ สรุปรวมแห่งความทุกข์ทั้งปวง (๒๕)

น.39 ๒๘ ทีนี้ต้องขอร้องกันแล้ว ขอร้องท่านทั้งหลายจงพยายาม อย่างยิ่ง พยายามให้ดีที่สุด ที่ให้รู้จักสิ่งที่เรียกว่าขันธ์ทั้ง ๕ ซึ่งรวมกันแล้วเป็นสิ่งที่เราเรียกว่าชีวิต ขอให้พยายามให้รู้จัก สิ่งที่เรียกว่าขันธ์ทั้ง ๕ ให้ดีที่สุด (๒๖) ๑. รูปขันธ์ สิ่งแรกนี้เรียกว่า รูปขันธ์ ส่วนที่เป็นรูป เป็นวัตถุ เป็น ร่างกาย เป็น corporal ว่ามันมีร่างกาย มันมีระบบประสาท มันมีอวัยวะ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ในกลุ่มนี้รวมกันเรียกรูปหรือ รูปขันธ์ กลุ่มแรกจงรู้จักกันก่อน มันเป็นเหมือนเปลือกก็จริง แต่ ว่ามันมีความสำคัญ มันเป็นที่ตั้งแห่งชีวิต หรือทุกข์ หรืออะไร ทุก ๆ อย่าง เรียกว่ารูปขันธ์ (๒๗) คำว่า "รูป" นั้น มีความหมายที่ประหลาดสำหรับเรา คำว่ารูปนี้แปลว่า แตกง่ายและแตกเป็นธรรมดา ของที่แตก ง่าย (fragile) แตกง่าย ๆ เปราะที่สุด แตกง่ายที่สุด คำว่ารูป หมายความว่าอย่างนั้น (๒๘) เมื่อเราจะไปเอารูปที่แตกง่ายมาเป็นตัวตน เป็นเราหรือ เป็นของของเรา ดูเอาเถอะว่ามันจะเป็นความโง่ ความหลง หรือ ความบ้าบอที่สุดสักเท่าไร แล้วมันก็เป็นทุกข์ เพราะมันไม่เป็น ไปตามที่เราต้องการได้ (๒๙)

น.40 ๒๙ ๒. เวทนาขันธ์ ทีนี้ก็มาถึงฝ่ายนามธรรม เมื่อเรามีรูป คือมีร่างกายมีระบบ ประสาท มีอวัยวะสำหรับรู้สึก คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย แล้ว ทีนี้ก็มีผลในทางจิตใจ ทางนามธรรม อันแรกที่สุดก็เรียกว่า เวทนา เป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นมาในความหมายที่ว่าพอใจหรือ เป็นสุขก็มี ไม่พอใจเป็นทุกข์ก็มี แล้วบอกไม่ได้ว่าสุขหรือทุกข์ แต่ว่าก็เป็นความรู้สึกอันหนึ่งด้วยเหมือนกัน นี่เรียกว่าเวทนา มีอยู่ ๓ อย่างอย่างนี้ นี่ก็เป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือ มันเป็นของ มีเกิดขึ้นมาจากการกระทบหรือการปรุงแต่ง จะเอามาเป็นตัว ตนหรือของของตนก็เป็นไปไม่ได้ มันก็เกิดปัญหาเป็นความทุกข์ ขึ้นมา เพราะไปยึดเอาเวทนาว่าเป็นตัวตนของตน (๓๐) ขอให้รู้จักเวทนาไว้ในฐานะเป็นสิ่งที่หลอกลวงที่สุด เวทนา อย่างหนึ่งหลอกลวง ให้รัก เวทนาอย่างหนึ่งหลอกลวง ให้เกลียด ให้โกรธ เวทนาอีกอย่างหนึ่งที่ไม่สุขไม่ทุกข์นั้น มันหลอกลวง ให้ติดพันติดตามอยู่ด้วยความสงสัย เวทนาทั้ง ๓ ชนิดนี้ เป็นข้าศึก ขบกัดให้เกิดความทุกข์ สิ่งที่หลอกลวงที่สุดคือเวทนา (๓๑) เวทนาพวกแรกคือ ความพอใจ ก็ให้เกิดกิเลสประเภทแรก คือ โลภะหรือราคะ โลภะหรือราคะก็เกิดขึ้นในลักษณะจะ เอาเข้ามา นี้มันกัดเราเท่าไร มันเป็นข้าศึกเท่าไร ก็ขอให้คิดดู เวทนาประเภทที่สองไม่ชอบ ไม่พอใจ เกิดกิเลสประเภทที่สอง

น.41 ๓๐ คือ โทสะหรือโกธะ ต้องการจะผลักออกไปหรือจะทำลายเสีย เวทนาที่ ๓ ไม่แน่ว่าพอใจหรือไม่พอใจ มันทำให้เกิดความ สงสัย ติดตามวิ่งอยู่รอบ ๆ อันแรกดูดเข้ามา อันที่สองผลักออก ไป อันที่สามวิ่งอยู่รอบ ๆ นี่คือผลของเวทนา ตัวมันกัดเราเท่าไร เป็นข้าศึกเท่าไร เป็นความทุกข์เท่าไร (๓๒) เราจะมองเห็นได้ทันทีว่า ปัญหาทั้งหมดนี่มันมีอยู่ในโลก ในมนุษยชาตินี้ มันมีมูลมาจากเวทนาทั้ง ๓ นี้ ทำให้เกิดความ ทุกข์ ความยากความลำบาก ทั้งที่โดยตรงและโดยอ้อม ทั้งที่ หลอกลวงและเปิดเผย รู้จักเวทนาไว้ว่าเป็นความทุกข์หรือเป็น เหตุให้เกิดความทุกข์ เป็นเรื่องที่ ๒ ของขันธ์ ๕ (๓๓) ๓. สัญญาขันธ์ ขันธ์ที่ ๓ เรียกว่า สัญญา ซึ่งแปลกันว่า perception มัน ก็มีมูลมาจากเวทนา มันรู้สึกด้วยความมั่นหมาย ความสำคัญ (regard) ลงไปว่าเป็นอย่างไร แล้วก็ฝังแน่นอยู่เป็นความจำ จำ จำ ซึ่งเราจะจำได้ว่าอะไรเป็นอะไร จำได้ในฐานะที่ว่าเป็น ของสวยงามหรือไม่สวยงาม จำหรือมั่นหมายลงไปว่าเป็น ผู้หญิงหรือเป็นผู้ชาย เป็นความได้หรือความเสีย ความแพ้หรือ ความชนะ พอสิ่งนั้นมาปรากฏ หรือความรู้สึกอันนั้นมาปรากฏ สัญญาความจำที่มีอยู่แต่แรกเริ่มเดิมที ก็มาทำให้เราเกิดความ หมายมั่นในสิ่งนั้น ๆ เป็นความหมายต่าง ๆ นี้เป็น perception

น.42 ๓๑ ก็มากมายเหลือที่จะกล่าว อันนี้ก็กัดเรา ทำให้เราเป็นทุกข์ เพราะสัญญามั่นหมายนี้มันทำไปด้วยอวิชชา ไม่ถูกตามที่เป็น จริง ที่เป็นทุกข์ก็สำคัญมั่นหมายว่าเป็นความสุข ที่มันไม่เที่ยง เปลี่ยนแปลงก็ไปสำคัญว่ามันเที่ยงไม่เปลี่ยนแปลง ที่มันไม่ใช่ ตัวตนก็ไปสำคัญมั่นหมายว่าตัวตน สัญญานี้เลวร้ายที่สุด ปลด ออกยากที่สุด เป็นความจำไว้เหมือนกับปักแน่นลงไปอย่างที่ ถอนยาก นี่ก็เป็นสัญญา ขันธ์ที่ ๓ ที่เป็นตัวความทุกข์ หรือข้าศึก (๓๔) ขอให้พยายามรู้จักสัญญาไว้ในความหมายของคำว่า อุปาทาน (attachment) มันมีความหมายคล้าย ๆ กัน สัญญา ว่าสวยหรือไม่สวย น่ารักหรือไม่น่ารัก หรือ ไม่แน่ว่าน่ารักหรือ ไม่น่ารัก แล้วมันก็สัญญาว่าพอใจ ไม่พอใจ เป็นสุข เป็นทุกข์ สัญญาว่าผู้หญิงบ้าง ผู้ชายบ้าง สัญญาว่าสามีของเรา ภรรยา ของเรา ลูกหลานของเรา ทรัพย์สมบัติของเรา เกียรติยศชื่อเสียง ของเรา นี่ล้วนแต่เป็นสิ่งที่เรียกว่าสัญญา แม้แต่สัญญาว่านี้เป็น แผ่นดิน นี้แผ่นฟ้า นี้อันนั้นอันนี้ก็เป็นสัญญาที่มีมาตามลำดับ ๆ กว้างขวางมากแหละสัญญา แล้วมันโง่ทั้งนั้นแหละ คือมันไม่ควร ไปสัญญาว่าอย่างนี้ แล้วมันก็ไปสัญญาว่าอย่างนี้ แล้วมันก็ เป็นข้าศึก คือไม่ได้ตามที่สัญญา ตามที่มั่นหมาย มันก็กัดเอา ๆ นี้สัญญาก็เป็นความบ้าหรือเป็นความทุกข์ในความหมายที่ ๓ ของขันธ์ทั้ง ๕ (๓๕)

น.43 ๓๒ แต่แล้วมันก็ยังมีความจำเป็น จำเป็นที่เราจะต้องมีสัญญา หรือเกี่ยวข้องกับสัญญา เช่นเรามีสัญญาว่า Mr.A Mr.B นาย ก. นาย ข. นาย ง. สัญญาว่าสวนโมกข์ สัญญาว่าอเมริกา ออสเตรเลีย ยุโรปอะไรก็ตาม มันต้องมีคำว่าสัญญา ก็ใช้ไปตามที่สมมติ สมมติใช้กันอยู่ แต่มันไม่ใช่ความจริง มันจะไม่เป็นไปตามที่ เราสัญญาหรือมั่นหมาย สัญญามันก็หลอกลวง หรือมันก็ทำให้ เกิดปัญหา หรือเกิดความทุกข์เหลือที่จะกล่าว ให้รู้จักสัญญาไว้ ว่าเป็นขันธ์ที่ ๓ ที่น่ากลัว ที่มันกัดเอา หรือว่าเป็นข้าศึก ทำหน้าที่ อย่างข้าศึกที่สุดด้วยเหมือนกัน (๓๖) ที่ง่าย ๆ ที่สุด ที่เห็นได้ง่าย ๆ ที่สุดก็คือความจำ ความจำ นี้เรารักษาไว้ไม่ได้ แล้วมันก็ลืม เราก็มีความลำบากที่จำไว้ ไม่ได้ และแล้วก็ลืมกันอยู่ทุกคน นี่เรียกว่าเป็นปัญหาหรือความ ทุกข์ เราอยากให้จำได้มันก็จำไม่ได้ เราจะให้มันเป็นไปตามที่ เราต้องการ มันก็ไม่เป็นไปตามที่เราต้องการ เราก็มีปัญหาเกี่ยว กับความสำคัญมั่นหมาย คำนี้แปลว่าสำคัญมั่นหมาย แต่มักจะ แปลกันว่าความจำ ขอให้รู้ไว้เถิดว่า ความจำนี้มันเป็นไปตาม ที่เราสำคัญมั่นหมาย สำคัญมั่นหมายไว้อย่างไร แล้วก็จำไว้ อย่างนั้น อย่ามองกันแต่ว่าความจำ มันอยู่ที่ความสำคัญมั่นหมาย แล้วก็จำเอาไว้ (๓๗) สัญญาตัวที่ใหญ่โตที่สุด สำคัญที่สุด แล้วก็เลวร้ายที่สุด ก็คือ อัตตสัญญา สัญญาว่าตัวตน เพราะมันมีความเห็นความ

น.44 ๓๓ เข้าใจว่าเรา สัญญาว่าตัวเรา อย่างปรัชญาของเดคาร์ดที่ว่า cogito ergo sum (I think therefore I am) นั้น เราคิด เรารู้สึก เพราะฉะนั้นเราจึงมีอยู่ ความคิดอย่างนี้ไม่ใช่ของใหม่ มันคิด กันมาเป็นพัน ๆ ปีแล้ว ตั้งแต่เกิดอัตตสัญญาในหมู่มนุษย์ เป็น มิจฉาทิฐิ พูดกันอยู่ในครั้งพุทธกาลว่า คิดได้รู้สึกได้ ฉะนั้นจึง มีตัวตน มีอัตตา อัตตสัญญาคือสัญญาว่าตัวตนนี่แหละเลวร้าย ที่สุด เป็นที่ตั้งแห่งสัญญาทั้งหลาย กำจัดออกไปเสียได้ อัตต- สัญญาหมดแล้ว. ก็จะไม่มีปัญหาอะไรเหลืออยู่ (๓๘) นามรูป คือกายกับใจตามธรรมชาติ ถึงกันแล้วมันก็เกิด ความคิดได้ ความรู้สึกได้ ไม่ต้องมีสิ่งที่เรียกว่าอัตตา เราอย่า เชื่อตามปรัชญาของเดคาร์ด มันไม่มีอัตตาดอก นามรูปล้วน ๆ มันก็ทำหน้าที่ (function) ของมัน มันก็คิดได้รู้สึกได้ แล้วมัน หลอกให้ว่ามี self หรือมีอัตตาหรือว่าตัวตน มีแล้วก็สัญญา ว่าของตน I and mine นี่เป็นสัญญาที่เลวร้ายที่สุด ขบกัดที่สุด เป็นข้าศึกที่สุด เป็นอย่างที่ ๓ ของขันธ์ทั้ง ๕ (๓๙) ๔. สังขารขันธ์ ขันธ์ที่ ๔ เรียกว่า สังขาร ภาษาบาลีว่า สังขาระ ภาษา ไทยว่า สังขาร สังขารขันธ์ ได้แก่ การปรุงแต่ง ๆ โดยเฉพาะ อย่างยิ่งการปรุงแต่งแห่งความคิด คำว่าสังขารนี้ มีความหมาย กว้าง สิ่งหรือผู้ที่ทำหน้าที่ปรุงแต่ง ผู้ปรุงแต่งก็เรียกว่าสังขาร

น.45 ๓๔ สิ่งที่ถูกปรุงแต่งก็เรียกว่าสังขาร กิริยาของการปรุงแต่งก็เรียกว่า สังขาร มีถึง ๓ ความหมาย ผู้ปรุงแต่ง ผู้ถูกปรุงแต่ง และการ ปรุงแต่งนี้มีอยู่ตลอดเวลาในความคิด ในความรู้สึก เพราะฉะนั้น ขันธ์ที่ ๔ คือ สังขารจึงเพ่งเล็งไปที่ตัวความคิดปรุงแต่ง (๔๐) ความคิดปรุงแต่งเป็นสิ่งสำคัญ ทั้งที่คำว่าสังขารมันกว้าง หมายความถึงผู้ปรุงแต่ง ผู้ถูกปรุงแต่ง และการปรุงแต่ง เมื่อเรารู้ สึกว่าคิด คิด มันก็ยึดมั่นในตัวผู้คิด ยึดมั่นในความคิด เรียก ว่ายึดมั่นในสังขาร เป็นสิ่งที่หลอกลวงที่สุด ว่ามีผู้คิด มีตัวผู้คิด แล้วยึดมั่นความคิดว่าเป็นของจริง ที่จริงมันเป็นสิ่งที่เป็นไปตาม เหตุตามปัจจัย ไม่ใช่เป็นสิ่งที่แปลกหรือวิเศษวิโสอะไร แต่เรา ไปยึดมั่นเป็นอย่างยิ่งในตัวสังขาร มันไม่ถูกต้อง มันเป็นที่น่า สงสาร ในประเทศไทยหรือในที่อื่นๆ ให้ความหมายของสังขาร แต่เพียงร่างกายหรือสิ่งปรากฏอยู่นี้ว่าสังขาร นี้มันถูกนิดเดียว เพราะว่าสังขารมีความหมายกว้าง กว้างถึงขนาดนั้น และความ หมายที่สำคัญที่สุดมันก็คือ เป็นจุดตั้งต้นของความเกิดขึ้นหรือ ความเป็นไป คำว่า conceive จะหมายถึงการตั้งครรภ์ก็ได้ ขอ ให้นึกถึงการตั้งครรภ์ การตั้งครรภ์คือจุดตั้งต้นที่จะเกิดสิ่งต่าง ๆ ตามลำดับ สังขารมีความหมายที่เลวร้าย คือเป็นจุดตั้งต้นของ การเกิดปัญหา เกิดอะไรต่าง ๆ ยุ่งยากลำบากไปหมด น่าเกลียด น่ากลัว ในความหมายที่ว่ามันเป็น จุดตั้งต้นของปัญหา นี่ แหละคือสังขาร (๔๑)

น.46 ๓๕ เพราะว่าในภาษาคนธรรมดา คนเดินถนน ดับสังขาร หมายถึงตาย อย่างนี้ไม่ถูกและก็ผิดอย่างยิ่ง ดับสังขารหมายถึง หยุดการปรุงแต่ง ไม่ต้องตาย ไม่ใช่การตาย ดับสังขารไม่ต้อง ตาย ไม่ต้องมีการตาย หมายถึงหยุดการปรุงแต่งโดยประการ ทั้งปวง นั่นแหละคือดับสังขาร หมายถึงการหยุดการปรุงแต่งก็ ไม่มีความทุกข์ ตลอดเวลาที่มีการปรุงแต่งก็ต้องมีความทุกข์ นี่แหละสังขาร คือข้าศึกหรือเป็นตัวที่ทำให้เกิดความทุกข์ของ ความหมายที่ ๔ ในขันธ์ทั้ง ๕ (๔๒) ตลอดเวลาที่มีสังขารแล้ว ความสงบหรือ peacefulness มีไม่ได้ จึงมีคำตรัสไว้อย่างเด็ดขาดว่า ดับสังขาร หยุดสังขาร นั้นเป็นความสุขอย่างยิ่ง เตสัง วูปะสะโม สุโข ดับสังขาร หยุดสังขารเป็นสุขอย่างยิ่ง หยุดการปรุงแต่งโดยประการทั้งปวง โดยอำนาจของอวิชชา การปรุงแต่งนี้ต้องเป็นการปรุงแต่งโดย อำนาจของอวิชชา คือมันไม่รู้ มันปราศจากความรู้ มันจึงมีการ ปรุงแต่ง ถ้ามันมีความรู้มันจะไม่ปรุงแต่ง สังขารเป็นการปรุงแต่ง โดยอำนาจของอวิชชา มันต้องเป็นความทุกข์ มันหลีกไม่พ้น สังขารมันเป็นทุกข์ จึงมีคำกล่าวว่า สังขารา ปะระมา ทุกขา สังขารเป็นทุกข์อย่างยิ่ง เตสัง วูปะสะโม สุโข หยุดสังขาร เสียก็เป็นความสุขอย่างยิ่ง (๔๓) ทุกคราวที่มีพิธีงานศพ พิธีอะไรที่เกี่ยวกับงานศพ พระเรา ก็จะบอกคำพูดคำนี้ทุกทีไป มากมายหลายสิบครั้งหลายร้อย

น.47 ๓๖ ครั้ง เตสัง วูปะสะโม สุโข หยุดการปรุงแต่งเสียเป็นความ สุขอย่างยิ่ง แล้วมันก็ไม่ได้ผลอะไร มันไม่มีผลอะไรเกิดขึ้น มัน เหมือนยังกับเป่าปี่ให้แรดฟังหรือเป่าปี่ให้เต่าฟังอยู่ จนกระทั่ง เดี๋ยวนี้ มันเป็นที่น่าเศร้าอย่างยิ่ง ที่มันไม่สำเร็จประโยชน์ใน การที่จะบอกให้หยุดการปรุงแต่งเสีย (๔๔) ขอให้ท่านสนใจคำ ๆ นี้ว่าเป็นต้นเหตุแห่งปัญหา เป็นต้น เหตุแห่งความทุกข์ แล้วก็จะได้ควบคุมให้มันหยุด หรือว่าอย่า ให้มันมีการปรุงแต่งขึ้นมาได้ มีการปรุงแต่งเมื่อไร เป็นอวิชชา เมื่อนั้น ถ้ามีวิชชาเมื่อไรจะไม่มีการปรุงแต่งเลย ในความหมายนี้ ข้าศึกก็คือการปรุงแต่ง ตัวกูกลายเป็นข้าศึกแก่ตัวกู ถ้ามันมีการ ปรุงแต่งเป็นตัวกู มันก็เกิดเป็นความทุกข์แก่ตัวกู ตัวกูมันก็เป็น ความทุกข์แก่ตัวกู เพราะอำนาจของการปรุงแต่ง (๔๕) ๕. วิญญาณขันธ์ ทีนี้ก็มาถึงขันธ์ที่ ๕ ที่เรียกว่า วิญญาณ ในบาลีเรียก วิญญาณะ เมืองไทยเราเรียกวิญญาณเฉย ๆ วิญญาณเป็น คำที่ทำให้เกิดปัญหา เพราะคำว่าวิญญาณมันหลายความหมาย ความหมายนอกพุทธศาสนาออกไป ในฮินดู วิญญาณหมายถึง soul (เจตภูมิ) ที่เวียนว่ายตายเกิด นั้นไม่ใช่วิญญาณในพุทธ ศาสนา วิญญาณในพุทธศาสนาก็คือ สิ่งที่ทำให้เกิดความรู้สึก function ที่ทำให้เกิด conscious หรือ consciousness นั่นแหละ

น.48 ๓๗ เรียกว่าวิญญาณ มันทำหน้าที่หลายหนหลายคราว หลายแห่ง หลายที่ในชีวิตเรา มันทำหน้าที่ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ แล้วก็มันทำหน้าที่ทีแรกโดยวิญญาณทางตา ทางหู เป็นต้น ที่จะรับอารมณ์ทางรูปเสียงกลิ่นรส แล้ววิญญาณ ทางมโน มันรู้ว่าอันนั้นคืออะไร แล้วมันยังจะมีความรู้สึกต่อ สิ่งต่าง ๆ ที่จะมีในอนาคต จะรู้จักทุกสิ่งที่มีอยู่สำหรับรู้สึก นั่น เรียกว่าวิญญาณ สำหรับ conscious สิ่งต่าง ๆ นั้นเราเรียกว่า วิญญาณ (๔๖) ในประเทศไทย วัฒนธรรมทางศาสนานั้น พวกฮินดู พวกพราหมณ์เข้ามาก่อน มาสอนเรื่องวิญญาณตามมติของ ฮินดูของพราหมณ์ก่อน เรื่อง spirit เรื่องวิญญาณเหล่านี้มาสอน ไว้ก่อนจบฝังแน่นลงไปในคนไทย ว่าวิญญาณคืออย่างนี้ พุทธ ศาสนามาทีหลัง มาสอนทีหลังว่าวิญญาณไม่ใช่อย่างนั้น วิญญาณ เป็นความรู้สึกที่เกิดทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย เกิดเป็นครั้งคราวตามเหตุตามปัจจัย แต่โดยเหตุที่มันฝังแน่น อย่างฮินดูมาก่อน มันสอนกันลำบากเหลือเกินเวลานี้ เมื่อพูด ถึงวิญญาณ ต้องแยกกันเป็นวิญญาณในความหมายของฮินดู ที่มาก่อนพุทธหรือทั่วไปในโลกก็ได้ แล้ววิญญาณตามหลักพุทธ ศาสนาที่มาสอนนี้ ไม่มี soul ไม่มี spirit ไม่มี ghost อะไรแบบ นั้น มันมีแต่ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เมื่อ ได้มีการสัมผัสอารมณ์ (๔๗)

น.49 ๓๘ ในบาลีพระไตรปิฎกเอง ก็มีกล่าวเรื่องเกี่ยวกับวิญญาณ ภิกษุรูปหนึ่ง เขาเรียกชื่อกันว่า เกวัฏฏบุตร ภิกษุองค์นี้ก็เที่ยว พูดในหมู่ภิกษุด้วยกันว่า วิญญาณเท่านั้นที่มันคิด ที่มันพูด ที่มัน เคลื่อนจากโลกนี้ แล้วมันไปเกิดในโลกใหม่ เขาพูดอยู่แต่อย่างนี้ วิญญาณนี้คิด วิญญาณนี้พูด วิญญาณนี้ตาย วิญญาณนี้ไปเกิด ในโลกใหม่ ภิกษุทั้งหลายก็ไปทูลพระพุทธเจ้าว่า ภิกษุองค์นี้ พูดอย่างนี้ ท่านก็เรียกไปต่อว่า ว่าวิญญาณไหนของแก วิญญาณ ในลัทธินี้ในพุทธศาสนานี้ มันเป็นเพียงแค่ความรู้สึก ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ ซึ่งมีอารมณ์มากระทบ นี่คือวิญญาณ เพิ่งเกิดเดี๋ยวนี้แหละ ไม่ใช่มีอยู่ตลอดเวลา เมื่อ มีอารมณ์มากระทบทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เกิดความรู้สึก นี่ก็เรียกว่าวิญญาณ นี้เป็นเรื่องที่อื้อฉาวและรุนแรงมากในครั้ง พุทธกาล แม้ในขอบเขตของภิกษุที่อยู่กับพระพุทธเจ้าเองก็มี เรื่องวิญญาณที่เข้าใจผิดกันไปได้ เป็นปัญหา (๔๘) ในคัมภีร์ทางศาสนาอันเก่าแก่ของพวกฮินดู ก่อนคริสต์ หรือคริสต์ก็ตาม มันก็มีคำ spirit หรือ soul ใช้อยู่ แม้เดี๋ยวนี้ คำพูดของท่านทั้งหลายก็มีคำว่า spirit หรือ soul ใช้อยู่ จะเอา คำนี้มาเป็นวิญญาณในพุทธศาสนาไม่ได้ ขอให้เข้าใจว่า คำว่า วิญญาณนี้ทำให้เกิดปัญหามาก ในการศึกษาศาสนาหรือในการ ทำความดับทุกข์ แล้วมันก็เป็นที่ตั้งของความยึดถือ มีวิญญาณ เป็นตัวกู ยึดถือเอามาก ๆ นี้จึงดับทุกข์ไม่ได้ แต่วิญญาณนี้หลอก

น.50 ๓๙ เราตลอดเวลา หลอกลวงตลอดเวลา กลายเป็น spirit ที่เป็นผีที่หลอก ไม่ใช่เป็น soul ที่แท้จริงอย่างไร วิญญาณขันธ์จึงเป็นสิ่งที่จะต้องรู้ว่า เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดปัญหา เกิดทุกข์ด้วยเหมือนกัน (๔๙) ถ้าไม่รู้จักขันธ์ ๕ จะไม่มีทางเข้าใจพุทธศาสนาอย่างถูกต้อง ดังนั้นก็เป็นอย่างที่อาตมาขอร้องท่านทั้งหลายอย่างยิ่งว่าจงพยายามให้ดีที่สุดที่จะรู้จักสิ่งที่เรียกว่าขันธ์ทั้ง ๕ ถ้าไม่รู้จักขันธ์ทั้ง ๕ แล้วจะไม่มีทางเข้าใจพุทธศาสนาอย่างถูกต้อง หรือเข้าใจได้ ก็จะเอาขันธ์เป็นตัวตนเสมอ เป็นตัวตนบ้าง เป็นของตนบ้าง แล้วแต่กรณี บางทีเอารูปเป็นตัวตน เอารูปเป็นของตน เวทนาเป็นตัวตน เวทนาเป็นของตน เอาทั้ง ๕ อย่างเป็นตัวตนก็ได้ เป็นของตนก็ได้ ถ้าอย่างนี้ก็ไม่ใช่พุทธศาสนา คือไม่รู้จักขันธ์ ๕ ถ้ารู้จักขันธ์ ๕ แล้วจะรู้จักว่าไม่ใช่ตน ไปยึดถือเอาเป็นตัวตน เป็นของตน ก็เกิดความทุกข์ เรียกว่ามันกัดเอา ไปยึดถืออะไรที่เป็นตัวตน เป็นของตน สิ่งนั้นมันจะกัดเอา มันจึงมีคำสรุปความว่า "สังขิตเตนะ ปัญจฺปาทานักขันธา ทุกขา" กล่าวโดยสรุปสั้นที่สุดแล้วคือ ยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ทั้ง ๕ นั่นแหละเป็นตัวทุกข์ ความทุกข์ทั้งหลายกี่อย่าง ๆ ทั้งหมดทั้งสิ้น สรุปอยู่ที่ยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ทั้ง ๕ ว่าเป็นตัวตน (๕๐)

น.51 ๔๐ คำว่าอุปาทาน ในทางพุทธศาสนามันเข้าใจยาก อธิบายยาก เข้าใจยาก แต่จะขออธิบายสั้นๆ เป็นการง่ายแก่ท่านทั้งหลายว่า อุปาทาน (attachment) คือ regard สิ่งทั้งปวงด้วยอำนาจของอวิชชา regard สิ่งนั้นสิ่งนี้ด้วยอำนาจของอวิชชา สิ่งนี้ก็เรียกว่า attachment อย่ามี attachment อยู่ในขันธ์ทั้ง ๕ ความทุกข์ก็ไม่มี ความทุกข์ทั้งหลายสรุปรวมอยู่ในความยึดมั่น (อุปาทาน-attachment) ในขันธ์ทั้ง ๕ (๕๑) เรื่องทุกขอริยสัจจ์ยังไม่จบ แต่เวลาจบ ขอยุติไว้พูดวันพรุ่งนี้ (๕๒)

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต