Buddhadasa.org

อริยสัจจ์ สำหรับคนสมัยใหม่ ตอนที่ ๓ — การบรรยายครั้งที่ ๓ ทุกขอริยสัจจ์ (ต่อ)

อริยสัจจ์ สำหรับคนสมัยใหม่ — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — อริยสัจจ์ สำหรับคนสมัยใหม่ (๗ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.52 การบรรยายครั้งที่ ๓ ทุกขอริยสัจจ์ (ต่อ) ต่อไปนี้จะได้พูดต่อเรื่องความทุกข์ ที่ยังไม่จบ (๑) ขอบอกกล่าวเป็นพิเศษว่า เรื่องพุทธศาสนาที่สำคัญหรือ ลึกซึ้งนั้น มันอยู่ที่เรื่องอัตตาหรืออนัตตา ตัวตนหรือไม่ใช่ตัวตน ท่านต้องเข้าใจคำว่า เบญจขันธ์ที่ประกอบด้วยอุปาทานเป็น ทุกข์ นี่เป็นใจความสำคัญหรือหัวใจของพุทธศาสนา ขอให้ พยายามเข้าใจคำนี้ให้ดีที่สุด อุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ เป็นตัวทุกข์ (๒)

น.53 ๔๒ ทุกข์ในไตรลักษณ์ต่างจากทุกข์เพราะอุปาทาน มันมีเรื่อง ๒ เรื่องรวมกันอยู่ คือว่า เบญจขันธ์ล้วน ๆ ที่ ไม่มีอุปาทานนั้นไม่ได้เป็นทุกข์ทรมานอย่างเจ็บปวด เพียงแต่ ว่ามีลักษณะแห่งความทุกข์ในอีกความหมายหนึ่ง ทุกข์คำนี้ มันแปลว่ามีลักษณะแห่งความทุกข์ ขันธ์ทั้ง ๕ มีลักษณะแห่ง ความทุกข์คือไม่เที่ยง เปลี่ยนแปลง อย่างนี้เรียกว่ามีลักษณะ แห่งความทุกข์ นั่นไม่ใช่ความหมายที่สำคัญอะไร แต่เมื่อมี อุปาทานเข้าไปอยู่ในเบญจขันธ์ มันจะทำให้มีความทุกข์ ทำ ความเจ็บปวดให้แก่เจ้าของ แก่ผู้ที่เข้าไปมีอุปาทาน จะมีความ ทุกข์ในความหมายที่ว่า ทนทรมาน (tormenting) นี้ขึ้นมา (๓) อุปาทานคือยึดถือว่า “ตัวเรา” “ของเรา" ในหมวดแรกที่ว่า ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความ ตายเป็นทุกข์ มันจะเป็นทุกข์ต่อเมื่อมีอุปาทานที่ว่า ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ของเรา ถ้ามันเป็นความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตายเป็นของธรรมชาติ ไม่เป็นของ เรา เราไม่ได้ยึดถือว่าเป็นของเรา มันก็เป็นเพียงมีลักษณะแห่ง ความทุกข์ แต่มันไม่ได้เป็นความทุกข์ทรมานแก่จิตใจของเรา เกิด แก่ เจ็บ ตาย จะเป็นความทุกข์ต่อเมื่อเราไปโง่ ไปอุปาทาน ไปยึดถือว่าของเรา หรือว่าตัวเราเกิดแก่เจ็บตาย หรือเกิดแก่ เจ็บตายของเรา นี่ก็มีความหมายอยู่ที่ว่า เบญจขันธ์มีอุปาทาน เป็นตัวทุกข์ (๔)

น.54 ๔๓ แม้ความทุกข์ที่เป็นกิริยาอาการ โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาส อาการเหล่านี้ถ้ามันเป็นเพียงอาการหรือ ความรู้สึกของระบบประสาทของจิตตามธรรมชาติ ไม่มีความ รู้สึกว่า โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ ของเรา ไม่มีเราเป็นตัวโสกะ ปริเทวะ ทุกขะ นี้มันก็เหมือนกันแหละ มันก็ไม่ได้เป็นความทุกข์ ในความหมายนี้ เป็นความทุกข์ในความหมายว่ามีลักษณะ แห่งความทุกข์ แต่ไม่เจ็บปวดอะไรแก่เรา โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ อุปายาส เป็นความทุกข์ขึ้นมาก็ต่อเมื่อมีอุปาทานว่า "เรา" เป็นผู้ที่ทำอย่างนั้น หรือสิ่งนั้นมันเกิดแก่เรา มันมีทุกข์ เพราะมีเราเข้าไปร่วมอยู่ด้วย นี้คืออุปาทานเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ (๕) ในความรู้สึกทุกข์ที่มาจากตัณหา เราพบกับสิ่งที่เราไม่รัก เราพลัดพรากจากสิ่งที่เรารัก แล้วเราต้องการอย่างไรแล้วเราก็ ไม่ได้ มันมีความหมายอยู่ที่ตัวเรา เรารู้สึกว่าตัวเราพบกับสิ่ง ที่ไม่รัก พรากจากสิ่งที่รัก ถ้ามันไม่มีความรู้สึกว่าตัวเรา มัน จะพบกันอย่างไร มันจะจากกันอย่างไร มันก็ไม่มีความทุกข์ ทีนี้มันมีความรู้สึกว่าเรา มันพบกับสิ่งที่เรารัก หรือว่าพราก จากสิ่งที่เรารัก มันมีส่วนที่เป็นตัณหา ต้องการอย่างนี้ ต้องการ อย่างนั้น เราเป็นผู้ที่ต้องการ แล้วเราก็ไม่ได้ มันมีความหมาย แห่งอุปาทานเข้าไปรวมอยู่ด้วยเสมอ มันจึงเป็นทุกข์ (๖) ตัวอย่างเช่นว่า เราพบกับศัตรู คนที่เป็นศัตรูของเรา มัน

น.55 ๔๔ มีความรู้สึกว่าเรา แล้วนั่นศัตรูของเรา มันมีเราเข้ามาอย่างนี้ มันจึงเป็นทุกข์ ถ้าคนที่เป็นศัตรูของเรา แต่เราลืมไปว่าคนนี้ เป็นศัตรูของเรา แม้จะเห็นหรือมานั่งด้วยกัน มันก็ไม่รู้สึกเป็น ทุกข์ ความหมายของเราหรือว่าตัวเรามันไม่มี คนที่เรารักเขาก็ เหมือนกัน ถ้าเราลืมไป มันก็ไม่มีความรู้สึกว่าพลัดพรากจาก ของรัก ถ้าเราไม่ได้มีตัวเขาเป็นผู้ต้องมาเป็นของเรา มันก็ไม่มี ความหมายอะไรที่ว่าจะได้หรือไม่ได้ จะได้ไม่ได้มันก็เท่ากัน ความรู้สึกว่าตัวเรามีอุปาทานเข้าไปเกี่ยวข้อง มันจึงมีความ รู้สึกว่าพบกับสิ่งที่ไม่รัก พรากจากสิ่งที่รัก แล้วปรารถนา สิ่งใดก็ไม่ได้สิ่งนั้น มันมีอุปาทานว่าเราว่าของเราเป็นตัวเหตุ ให้เกิดทุกข์ (๗) คนที่เป็นศัตรูของเรา เราไม่ชอบ เพียงแต่เราได้ยินชื่อ ของเขา ไม่ได้เผชิญหน้ากัน เพียงแต่ได้ยินชื่อของเขา มีใคร ออกชื่อของเขาให้เราได้ยิน หรือเพียงแต่เราเห็นชื่อของเขาใน หน้าหนังสือพิมพ์ เราก็มีความทุกข์ ในความหมายว่าเราเกลียด เราโกรธ เป็นความทุกข์ที่ทรมานใจเรา มันมีความหมายแห่ง ตัวตน เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ไม่ใช่ว่าตัวแท้ ๆ มันจะเป็นทุกข์ ตัวแท้ ๆ มีเพียงลักษณะแห่งความทุกข์ ไม่ได้เกี่ยวกับอะไร ถ้า มีความหมายว่าเรา ว่าของเรา เข้าไปเกี่ยวข้องด้วย มันก็เป็น ทุกข์แก่ตัวเรา แก่ผู้มีความรู้สึกว่าเรา ว่าของเรา ศัตรูของเรา คนรักของเรา หรือสิ่งที่เราต้องการ (๘)

น.56 รูปขันธ์เป็นเหตุให้เป็นทุกข์ เรามาดูที่ขันธ์ทั้ง ๕ กันอีกครั้งหนึ่ง ที่ว่ารูปขันธ์นั้นเป็น เรื่องของรูปทั้งหมด (bodily system) ทั้งหมดที่เกี่ยวกับรูป กับ ร่างกายเรานี้ ถ้ามันเป็นร่างกายที่เราไม่ได้ยึดถือว่าร่างกาย ของเรา มันจะไม่มีความทุกข์ชนิดที่ทรมานให้เป็นทุกข์หรือ เจ็บปวด มันก็มีลักษณะที่ดูแล้วว่าเป็นทุกข์แก่ร่างกาย เมื่อมี อะไรมาทำแก่ร่างกาย เราไม่ได้รู้สึกว่ามันเป็นเพียงแต่ร่างกาย มันรู้สึกว่ามันทำแก่เรา เช่น มีดบาดนิ้วมือ มันไม่ได้รู้สึกว่า มีดบาดนิ้วมือ แต่มันรู้สึกว่ามีดบาดกู มันบาดกูไม่ได้บาดนิ้วมือ มันจะเป็นรูป มันก็เป็นรูปของเรา ร่างกายของเรา มันจึงเป็น ทุกข์เมื่อเรายึดถือว่ารูปของเรา (๙) ในร่างกายนี้มันมีระบบประสาท (nervous system) ที่จะ รู้สึกอะไรได้โดยระบบประสาท แล้วระบบประสาทก็ได้รู้สึก ได้ทำความรู้สึก แต่เราไม่เคยคิดหรือเคยถือว่าระบบประสาท รู้สึก ไม่ได้เคยคิด คิดว่า "กู" รู้สึกเสมอ เรื่องที่มันเกิดแก่ ระบบประสาท มันก็มาเกิดแก่ตัวกู อุปาทานว่าตัวกู มันก็ กลายเป็นเรื่องของตัวกู แล้วมันก็เป็นทุกข์ (๑๐) ถ้าความรู้สึกว่าตัวตนมันเข้มข้น ๆ มันรู้สึกเกินธรรมชาติ มาก ที่จะเรียกว่าอะไรก็ไม่ทราบเหมือนกัน hysteria หรืออะไร ก็ไม่ทราบ คล้าย ๆ อย่างนั้น เด็กคนหนึ่งหนามเกี่ยว เลือดก็ ไม่ได้ออก เพียงแต่หนามเกี่ยวก็เป็นลม เมื่อเด็กคนหนึ่งไม่รู้สึก

น.57 ๔๖ ว่าอะไร เด็กคนหนึ่งมันมีความรู้สึกมากเกินไป เพียงแต่หนาม เกี่ยวเท่านั้น มันก็รู้สึกว่าจะตาย แล้วก็เป็นลม นี้เป็นเรื่องจริง ที่เห็นมาด้วยตนเอง (๑๑) เมื่อเป็นเด็กเล็ก ๆ ด้วยกัน มีเพื่อนไปเล่นที่กองขยะ ทีนี้ เขาไปทำให้น้ำหมึกแดงที่ติดอยู่ที่กระดาษติดเข้าไปที่นิ้วมือ มีสีแดงติดอยู่ที่นิ้วมือ เด็กคนนั้นวิ่งไปหาแม่ที่บ้านว่า เขาจะ ตายแล้ว น้ำหมึกแดงนี่เขาคิดว่าเป็นเลือดแล้ว เขาจะตายแล้ว วัตถุแท้ ๆ ถูกยึดถือว่าเป็นความหมายแห่งตัวตน แล้วก็เป็น ทุกข์เพราะอุปาทาน (๑๒) รูปขันธ์ล้วน ๆ มันไม่เที่ยง มันเปลี่ยนแปลงไป มันก็เป็น เรื่องของรูปขันธ์ จะเอารูปขันธ์เป็นตัวกู ตัวกูเป็นรูปขันธ์ ร่างกาย นี้เป็นตัวกู ทำอะไรได้ มันก็มีความหมายลึกซึ้งขึ้นไปถึงอุปาทาน มันก็จะต้องมีความทุกข์ เพราะถือเอารูปขันธ์เป็นของเราหรือ ตัวเราก็ตามเถอะ ตัวเราก็ได้ ของเราก็ได้ เป็นอุปาทานพอ ๆ กันแหละ แล้วมันก็มีความทุกข์เพราะอุปาทานนั้น (๑๓) อุปาทานในเวทนาขันธ์ ทีนี้ก็ดูที่เวทนาที่รู้สึกว่าเป็นสุข พอใจไม่พอใจ มันเวทนา ถ้าเราเห็น รู้สึกว่ามันเป็นเพียง mechanism ของระบบประสาท มันทำอะไร มันไม่มีปัญหาอะไร มันเป็นเพียงผลจากระบบ ประสาท แต่เดี๋ยวนี้มันไม่คิดอย่างนั้น มันเป็นตัวกู เป็นตัวกู ผู้รู้สึก มันรู้สึกแก่กู เวทนาขันธ์ก็ถูกอุปาทานยึดมั่นถือมั่น เป็น

น.58 ๔๗ เวทนาของกู มันก็มีปัญหา มีเรื่องยุ่งยากและลำบาก เป็นทุกข์ แก่ตัวกู ที่แท้ไม่ใช่มีตัวจริง แต่มันรู้สึกได้ ในความรู้สึกมันก็ เป็นทุกข์ เพราะเวทนาที่ถูกยึดถือว่าเป็นตัวกูหรือของกู (๑๔) มันไม่เป็นของจริง มันเป็นความสำคัญผิด ความโง่ บางที เอาเวทนาขันธ์เป็นตัวกู เวทนาขันธ์เป็นผู้รู้สึก เวทนาขันธ์เป็น ตัวกู บางทีมันโง่ไปว่า เวทนาขันธ์นั้นเป็นเวทนาของกู หรือ เวทนาขันธ์เป็นของกู ความรู้สึกว่า ตัวกู ก็เป็นอุปาทาน ความ รู้สึกว่า ของกู ก็เป็นอุปาทาน มันก็เป็นอุปาทานเท่ากันแหละ เมื่อมีอุปาทานเข้ามาเกี่ยวข้อง มันก็มีปัญหามีความยุ่งยาก มี ความทุกข์แหละ (๑๕) อุปาทานในสัญญาขันธ์และสังขารขันธ์ ทีนี้ขันธ์ต่อไป สัญญาขันธ์และสังขารขันธ์ มันมีความรู้สึก เป็นตัวตน หรือเป็นของตน ทำนองเดียวกันแหละ perception หรือสัญญาขันธ์ มัน regard นั่นว่าเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ regard คิดว่าเป็นตัวกู ตัวกู regard หรือว่าผลของ regard นั้น มันเป็นของกู สังขารขันธ์ (conceive) ก็เหมือนกัน มันตัวกู conceive หรือผลแห่ง conceive เป็นของกู แล้วมันก็เป็นทุกข์ เพราะเมื่อมีตัวกูเข้าไป perceive หรือ conceive แล้วมันไม่เป็น ไปตามที่ต้องการ แล้วมันมีผลออกมาเป็นความหลอกลวง ไม่จริง ความทุกข์ก็เกิดขึ้น ด้วยการกระทำที่เป็น perceive หรือ conceive ก็ตามเถอะ (๑๖)

น.59 วิญญาณขันธ์ ทีนี้ก็มาถึงขันธ์สุดท้าย คือวิญญาณขันธ์ ถ้ามันมีความ รู้สึกเป็นวิญญาณ ถ้ามันเป็น self เป็น soul เป็น spirit เป็น อะไรที่เป็นตัวตนตามแบบฮินดู มันก็จะมีปัญหาขึ้นมาทันที มี วิญญาณที่เป็นตัวตน แต่ถ้ามันเป็นวิญญาณที่มีความรู้สึก ทางตา ทางหู ทางจมูก เป็น mechanism ตามธรรมชาติของ อวัยวะเหล่านี้แล้ว มันก็จะไม่เป็นทุกข์ แต่ถ้ามันเป็นตัวกู เป็น ตัวกู เป็นความรู้แจ้งของกู มันก็จะต้องเข้ามาสู่อุปาทานขันธ์ แล้วก็จะต้องเป็นทุกข์ มีปัญหาสารพัดอย่าง (๑๗) อย่างที่ได้บอกท่านทั้งหลายแล้วว่า ลัทธิฮินดู (Hinduism) มาถึงดินแดนไทยก่อนที่พุทธศาสนาจะมาถึง มันมีการติดต่อ กับอินเดียก่อนพุทธกาล หรือว่าก่อนที่พุทธศาสนาจะมาถึง เมื่อไรก็ตามแต่มันมาก่อน ก็มาสอนเรื่องวิญญาณที่มีตัวตน แก่ประชาชนฝังแน่นอยู่แล้ว พุทธศาสนามาทีหลังสอนคำว่า วิญญาณนี้อีกความหมายหนึ่ง ศาสนาฮินดูเขาก็มีคำว่าอัตตา หรืออาตมัน เรียกว่าวิญญาณ ในที่นี้ว่ามันมีอยู่ในคนเรา มัน มีศูนย์กลางอยู่ในที่แห่งใดแห่งหนึ่งหรือที่จิตใจก็ตาม พอมี เรื่องทางตา วิญญาณก็วิ่งมาทางตา รู้อารมณ์ทางตา พอมี เรื่องทางหู วิญญาณก็วิ่งมาทางหู มีเรื่องทางจมูก วิญญาณก็ วิ่งมาทำหน้าที่ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ก็เหมือนกัน วิญญาณ มันเป็นตัวตนอย่างนี้ เวลาเรานอนหลับมันออกไปเที่ยว ถ้าเรา

น.60 ๔๙ ตื่น วิญญาณก็กลับเข้ามา ถ้าวิญญาณไม่มา เราก็ตื่นไม่ได้ หรือเวลาเราสลบไป วิญญาณไปไหนก็ไม่รู้ เป็นตัวตนเอา มาก ๆ อย่างนี้ ได้รับคำสั่งสอนเป็นพื้นฐานอย่างนี้ ในประเทศ ที่ได้รับวัฒนธรรมทางศาสนาจากอินเดียชนิดนี้ ในเมืองฝรั่ง ไม่ทราบว่าจะรู้สึกเป็นตัวตนกันอย่างไร มันอาจจะมีความรู้สึก หรือคำสั่งสอนที่คล้าย ๆ กันก็ได้ เพราะมีคำว่า spirit หรือคำว่า soul ว่า self อะไรอยู่เหมือนกัน ขอให้เข้าใจว่าวิญญาณที่เป็น self เป็น soul นั้นมันอวิชชา วิญญาณที่เป็นเพียง mechanism ของ organ คือตาหูจมูกลิ้นกายนี้ คือวิญญาณที่ไม่ถูกหลอก เป็นวิญญาณที่แท้จริง ไม่มีอุปาทาน (๑๘) ถ้าคำว่าวิญญาณแปลว่า soul หรือแปลว่า self หรือเป็น egoistic concept ใด ๆ ก็ตาม ไม่ใช่วิญญาณในพุทธศาสนา ถ้ามันเป็นเพียง momentary consciousness (ความรู้ชั่วคราว) นี้เป็นวิญญาณในพุทธศาสนาที่อธิบายอย่างถูกต้อง ใน พุทธศาสนาจึงมีหลักรวมทั้งหมดว่า ถอนความรู้สึกว่าตัวตน หรือของตนออกไปเสียจากขันธ์ทั้ง ๕ ขอให้ท่านจำคำนี้ให้ดี ที่สุด สำคัญที่สุดว่า พุทธศาสนาแท้ จริงแท้ เดิมแท้นั้น คือ คำสอนเรื่อง ถอนความรู้สึกที่เป็นอุปาทานเสียจากขันธ์ ๕ เป็นขันธ์ ๕ ที่ไม่มีอุปาทาน แล้วก็ไม่มีความทุกข์ นี่เป็น หัวใจของพุทธศาสนา (๑๙)

น.61 ๕๐ พุทธศาสนาที่แท้มีหนึ่งเดียว คือเพิกถอนอุปาทานในขันธ์ทั้งห้า ขอถือโอกาสพูดเสียตรงนี้เลย เพื่อประหยัดเวลาและ ทำให้เข้าใจง่าย ท่านทั้งหลายถูกหลอกให้เที่ยวซื้อสินค้าที่ปิด ฉลากต่าง ๆ กัน เป็นของหลอกให้เข้าใจผิด เช่นท่านจะต้อง ซื้อหนังสือว่า Buddhism in Thailand, Buddhism in Ceylon, Buddhism in Burma, Buddhism in Tibet, Buddhism in China หลาย ๆ Buddhism นี้มันปิดป้ายหลอก พุทธศาสนาที่แท้จริงมี อย่างเดียว คือ เอาอุปาทานออกไปเสียจากขันธ์ ๕ เถรวาท ก็ดี มหายานก็ดี Zen Buddhism ก็ดี อะไรก็ดี ไม่มีเรื่องอื่น นอกจากเอาอุปาทานออกไปเสียจากขันธ์ ๕ นี่เขาเรียกว่าเสีย เวลา ศึกษาพุทธศาสนาในไทย ในลังกา ในธิเบต แล้วท่านก็ ยังไม่พบพุทธศาสนาที่แท้จริง ที่พบเปลือกของมัน เรื่องวิญญาณ อย่างนั้นเรื่องวิญญาณอย่างนี้ เรื่องพิธีรีตองต่าง ๆ นานา มัน บวกเอาวัฒนธรรมบ้า ๆ บอ ๆ ของประเทศนั้นเข้าไป ใส่เข้าให้ เป็นพุทธศาสนา หัวใจแท้ ๆ หรือ nucleus แท้จริงนั้นคือเอา อุปาทานออกเสียจากขันธ์ ๕ อาตมาได้พยายามตรวจดูสูตร ใหญ่ ๆ ยาว ๆ ที่สำคัญของมหายาน ตอนต้น ๆ สูตรมันบ้า ๆ บอ ๆ ที่ไหนก็ไม่รู้ พอจะจบตอนสุดท้ายสูตรก็จะกล่าวว่า เอา อุปาทานออกเสียจากขันธ์ ๕ อย่างนี้ด้วยกันทุกสูตร แม้ สูตรของมหายานที่ยาว ๆ อย่ามีพุทธศาสนาอย่างนั้นอย่างนี้ ของประเทศโน้นประเทศนี้ มันมีพุทธศาสนาอย่างเดียวของ

น.62 ๕๑ พระพุทธเจ้า เอาอุปาทานออกไปเสียจากขันธ์ ๕ (๒๐) ท่านทั้งหลายบรรดาที่นั่งอยู่ที่นี่ ถ้าใครอยากจะไปศึกษา พุทธศาสนาที่ธิเบตละก็ ขอให้เข้าใจเรื่องนี้ให้ดี ๆ ไม่มีเถรวาท ไม่มีมหายาน ไม่มีธิเบต ไม่มี Zen Buddhism ไม่มีวัชรยาน ไม่มีอะไร มีอยู่คำเดียวว่า เอาอุปาทานออกมาเสียจากขันธ์ ๕ นี่คือตัวแท้ของพระพุทธศาสนา นอกนั้นเป็นเรื่องเติมเข้ามาให้ มันดูแปลกประหลาด จนเป็นของลึกซึ้ง จนเข้าใจไม่ได้ (๒๑) เป็นที่เชื่อหรือยอมรับกันว่า ในธิเบตมีคัมภีร์ที่แปลยาก ที่สุด เข้าใจยากที่สุดเหลืออยู่ที่นั่นมาก เพื่อนของเราคนหนึ่ง ที่ฉลาดมาก อย่าออกชื่อเขาเลย เขากำลังหลงใหลที่จะแปล คัมภีร์พระสูตรของธิเบต ที่มันแปลยาก ที่เข้าใจยากนี้ ออกมา ให้ได้ เขาจะไม่พบอะไรที่เป็นพุทธศาสนา มันพบแต่คำอธิบาย แปลก ๆ ลึกซึ้งตามแบบของที่นั่น แต่โบรมโบราณมาแล้ว จะ ไม่พบหัวใจของพุทธศาสนา หัวใจของพุทธศาสนามีแต่เอา อุปาทานออกมาจากขันธ์ทั้ง ๕ ท่านต้องศึกษาพุทธศาสนาใน ชีวิต ในขันธ์ทั้ง ๕ ที่เป็นตัวชีวิต เอาขันธ์ทั้ง ๕ เป็นตัวคัมภีร์ สำหรับศึกษาให้เห็นว่า อุปาทานอย่างไร ขันธ์ ๕ อย่างไร ขันธ์ ๕ ล้วน ๆ ไม่มีอุปาทานเป็นอย่างไร แล้วขันธ์ ๕ ที่มี อุปาทานเข้าไปปนนั้นเป็นอย่างไร ศึกษาอย่างนี้นี่แหละศึกษา พุทธศาสนาที่แท้จริง แล้วไม่ต้องไปจีน ไม่ต้องไปธิเบต ไม่ ต้องไปมองโกเลีย ที่มันยังมีอะไรลึกลับ แต่มาศึกษามาจาก

น.63 ๕๒ ภายในตัวเอง รู้จักขันธ์ทั้ง ๕ รู้จักอุปาทานที่มีในขันธ์ทั้ง ๕ แล้วจะพบพุทธศาสนาที่เป็นของแท้ของจริง หรือหัวใจที่จะ ดับทุกข์ได้ (๒๒) ความแตกต่างระหว่างนิกายมีอยู่จริง แต่มุ่งหมายจุดเดียวกัน แต่ถึงอย่างไรก็ดี เราก็ยอมรับว่ามันมีความแตกต่างกัน จริง ระหว่างพุทธศาสนาที่ทำขึ้นใหม่ ๆ แปลก ๆ กัน ถ้าเป็น เถรวาท พูดตรงไปตรงมาและในขอบเขตจำกัด ถ้าไม่มีปัญญา แล้วก็รู้ไม่ได้ ที่พวกมหายานเขาใจกว้าง เขาจะทำให้มันกว้าง ออกไปจนถึงคนโง่ ๆ ที่กลางถนน หรือยายแก่อะไรก็รู้ได้ เขา จึงบัญญัติทฤษฎีอย่างมหายาน ที่ใช้คำว่า " มหา " นั้น คือ กว้างไกลออกไป จนเอาคนโง่ทั้งหมดไปด้วยได้ เขาคิดอย่างนี้ ทีนี้ Zen ก็ว่า โอ ไม่เอา ๆ ฉันจะเอาแต่คนที่ฉลาดหรือฉลาด ที่สุด โดยวิธีลัดสั้นที่สุด สำหรับคนฉลาดที่สุด มันจึงมีแบบ Zen ทีนี้แบบวัชรยาน อะไรยาน ๆ นี้ก็มีพวกน่าสนใจของ สวยสดงดงาม attractive ที่สุดแก่การศึกษาก็มีขึ้นมา ความ แตกต่างอย่างนี้มีอยู่จริง แต่แล้วในที่สุดมันจะต้องเข้าไปที่จุด คือเอาอุปาทานออกมาเสียจากขันธ์ ๕ นั่นแหละคือความ มุ่งหมาย (๒๓) ศึกษาพุทธศาสนาอย่างวิทยาศาสตร์ ในโลกปัจจุบัน ยุคเทคโนโลยี ยุคปรมาณู ยุคอวกาศ

น.64 ๕๓ หรือยุคปัจจุบันนี้ ไม่ต้องสนใจพุทธศาสนาในแง่อื่นใด สนใจ แต่เพียงว่าเอาอุปาทานออกมาเสียจากขันธ์ทั้ง ๕ อย่างไรก็ พอแล้ว ไม่ต้องไปที่ไหน ศึกษาจากภายในอย่างวิทยาศาสตร์ ว่า อุปาทานเกิดขึ้นได้อย่างไร เอาอุปาทานออกไปเสียอย่างไร หรือห้ามอุปาทานไม่ให้เกิดได้อย่างไร นี้เป็นพุทธศาสนาแท้จริง และเป็นในลักษณะวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่ philosophy (ปรัชญา) ไม่ใช่ logic (ตรรกวิทยา) ไม่ใช่อะไรทำนองนั้น วิทยาศาสตร์ ทางจิตใจโดยเฉพาะ เอาอุปาทานออกมาเสียได้จากขันธ์ทั้ง ๕ นี้คือพุทธศาสนา (๒๔) เราเสียเวลาพูดเรื่องข้างเคียงหรือ back ground มากไป เสียแล้ว แต่ไม่เป็นไร มันช่วยให้เข้าใจพุทธศาสนาโดยเร็ว ให้ สรุปความว่า ความทุกข์เกิดต่อเมื่อมีอุปาทาน เมื่อมีอุปาทาน จึงจะเป็นตัวทุกข์ที่เป็นตัณหา ถ้าไม่ถึงนี่ยังไม่ใช่ตัวความทุกข์ ที่แท้จริง ขอให้เข้าใจว่า ความรู้สึกเจ็บปวด ถ้ายังไม่มีอุปาทาน ไม่ใช่ความทุกข์ที่แท้จริง เราถูกกระทำให้เจ็บปวดเพราะมัน เป็นเพียงการกระทำ เจ็บที่ฟันตามธรรมชาติ ก็เป็นเพียงความ รู้สึกเจ็บปวดที่ฟัน ต่อเมื่อใดอุปาทานมีขึ้น ก็เป็นเจ็บปวดของกู กูเจ็บปวด กูจะตาย (๒๕) ความทุกข์อันนี้ที่เล็กนิดเดียวจะขยายออกเป็นความทุกข์ มหาศาล ความทุกข์ที่รู้สึกตามธรรมชาติของระบบประสาท ไม่มีปัญหาอะไร แต่พอเอามาเป็นตัวกูของกู เป็นความทุกข์

น.65 ๕๔ มหาศาล เป็นบ้าแล้ว ตายเพราะความกลัวบ้าง ความทุกข์ ที่แท้จริงมาจากอุปาทาน (๒๖) ทุกข์เพราะอุปาทาน เหมือนลูกศรอาบยาพิษ พระพุทธเจ้าท่านต้องการให้เข้าใจเรื่องนี้ง่าย ๆ โดยง่าย ท่านก็ให้อุปมาว่า มีลูกศรอยู่ ๒ ชนิด ลูกศรอันหนึ่งลูกศร เฉย ๆ ตามธรรมดา ลูกศรอันหนึ่งอาบยาพิษ บุรุษคนหนึ่งเขา ถูกลูกศรธรรมดาแทง เขาก็เจ็บปวดเท่านั้น เป็นความรู้สึกของ nervous system เท่านั้นแหละ แต่ต่อมาประเดี๋ยวหนึ่งมีลูกศร อีกดอกหนึ่งที่มียาพิษด้วย มาแทงเขาอีกดอกหนึ่ง เป็นดอกที่ สอง เขาจะเจ็บปวดกี่มากน้อย ลองคิดดูเอาเอง ลูกศรดอกที่ สองอาบยาพิษ เขาจะเจ็บปวดมากเหลือประมาณ สิ่งที่เรียกว่า ยาพิษนั้นก็คืออุปาทาน อุปาทานว่าตัวเราว่าของเรานี้มันเป็น ยาพิษ ลูกศรดอกที่สองแทงมันเจ็บปวดมากกว่ากันมากมาย มหาศาล แล้วเราก็มีปัญหาอย่างนี้อยู่เรื่อยไป ลูกศรตามธรรมดา แทงแล้วเราก็ไม่สนใจ ไม่รู้สึก ไม่มีปัญหา แต่พอลูกศรอันที่มี อุปาทานเข้ามาแทง คือมียาพิษ เราก็เจ็บปวดเหลือประมาณ ท่านจงระวังลูกศรดอกที่สอง (๒๗) เมื่อมีดบาดนิ้ว แล้วก็ถูกลูกศรดอกแรก ลูกศรล้วน ๆ ไม่มีอะไร พอเรารู้สึกว่ามีดบาดกู ก็ถูกลูกศรดอกที่สองที่อาบ

น.66 ๕๕ ยาพิษด้วยอุปาทาน ก็มีความทุกข์อย่างมหาศาล มีดบาดนิ้ว ไม่มีปัญหาอะไร พอมีดบาดกู เหมือนลูกศรดอกที่สองที่เคลือบ ด้วยยาพิษอุปาทาน นี่ไปใคร่ครวญดูให้ดีเถอะ ทุกเรื่องจะเป็น อย่างนี้ ถ้าเป็นเพียง mechanism นี้เป็นลูกศรที่ไม่มียาพิษ ถ้าว่ามีตัวกู มีของกูแล้ว ก็เป็นลูกศรดอกที่สองที่อาบยาพิษ เข้าใจเรื่องนี้ดีจะเข้าใจพุทธศาสนาดี (๒๘) ให้มุ่งตรงไปที่จุดหมาย อย่ามัวศึกษาเฟ้อ เดี๋ยวนี้การศึกษาของเรามันเฟ้อ ไม่ต้องการที่จะศึกษา ตรง ๆ ลงไปที่ตัวพุทธศาสนา มันตั้งปัญหาว่า ทำไม อย่างไร เมื่อไร ที่ไหน มากเกินไป พระพุทธเจ้าท่านวางหลักปฏิบัติ ไว้เป็นตัวอย่างเปรียบเทียบว่า บุรุษคนหนึ่งเขาถูกลูกศรอาบ ยาพิษแทงติดอยู่อย่างนี้ เพื่อนฝูงญาติมิตรสหายและหมอบอก ว่า จะเอาลูกศรออกเพื่อรักษา เขาบอกว่าไม่ ๆ ยังไม่เอาออก ฉันอยากจะรู้ก่อนว่าใครยิงฉัน ยิงด้วยลูกศรอะไร ทำด้วยอะไร ทำด้วยไม้ไผ่หรือไม้อะไร ทำไมมันจึงมายิงฉัน ทำไมมันจึงมา ทำกับฉันอย่างนี้ ต้องบอกให้ฉันรู้ทั้งหมดนี้ก่อน ฉันจึงจะให้ ถอนลูกศร เขาไม่ยอมให้ถอนลูกศรออกเพื่อรักษาให้หาย เขา ก็ตาย เดี๋ยวนี้เราต้องการจะรู้มากเกินไป ไม่จัดการโดยเร็วกับ ความทุกข์โดยตรง คือถอนอุปาทานออกมาจากขันธ์ทั้ง ๕

น.67 ๕๖ เราต้องการรู้อะไรมากเกินไป จนต้องตายเปล่า ตายด้วยความ ทุกข์ นี้คือการศึกษาพุทธศาสนาที่เฟ้อ เฟ้ออย่างยิ่ง (๒๙) เพราะฉะนั้นท่านต้องระวังให้ดี ปัญหาที่จะมาถามอาจารย์ นั้นอย่าให้มันมาก อย่าให้มันเฟ้อ เสียเวลาถามปัญหาเฟ้อ ๆ มากไป จนตอบไปก็ไม่มีประโยชน์ ต้องถามปัญหาแต่เพียงว่า จะเอาอุปาทานออกมาเสียจากขันธ์ทั้ง ๕ ได้อย่างไร นี่เป็น จุดศูนย์กลางอันนี้ อย่าถามปัญหาเฟ้อ ๆ เสียเวลา หัวใจมัน อยู่ที่ว่า จะถอนอุปาทานออกมาเสียจากขันธ์ทั้ง ๕ ได้อย่างไร อย่าตั้งปัญหาให้เฟ้อ ไม่มีจุดจบ (๓๐) ทำวิปัสสนาคือ ศึกษาเรื่องขจัดอุปาทานในขันธ์ทั้ง ๕ ในที่สุดขอสรุปความว่า พุทธศาสนามีแต่เรื่องถอนอุปาทาน ออกเสียจากขันธ์ทั้ง ๕ ท่านจงศึกษาให้รู้เรื่องขันธ์ ๕ อย่างที่ เคยขอร้องแล้วว่า จงศึกษาขันธ์ทั้ง ๕ ให้ดีที่สุด แล้วท่านก็ สังเกตดูว่า เมื่อไรเรามีขันธ์ทั้ง ๕ ล้วน ๆ นี้ เมื่อไรเรามีขันธ์ ๕ ที่ประกอบด้วยอุปาทาน (attachment) วิปัสสนาไม่ต้องไปศึกษา ที่ไหน วิปัสสนาศึกษาที่ขันธ์ ๕ เวลานี้ขันธ์ ๕ ล้วนๆ ไม่มี อุปาทาน หรือว่าขันธ์ ๕ เวลานี้มีอุปาทาน รู้จักอุปาทานให้ดี ๆ แล้วก็พยายามจัดทำให้ขันธ์นี้มันปราศจากอุปาทานอยู่เรื่อย แล้วความทุกข์ก็จะไม่มี ไม่มีโดยประการทั้งปวง มันมีแต่

น.68 ๕๗ mechanism ทางระบบประสาท ทางร่างกายนั้นไม่เท่าไรหรอก เป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ถ้ามีอุปาทานแล้ว มันเป็นเรื่องทั้งหมด ของความทุกข์ (๓๑) พระอรหันต์มีขันธ์ ๕ ที่บริสุทธิ์ ผู้ประสบความสำเร็จสูงสุดในพุทธศาสนา เราเรียกว่า พระอรหันต์ อย่าเข้าใจพระอรหันต์ให้ลำบากยุ่งยากอะไรเลย เข้าใจแต่เพียงว่า พระอรหันต์ท่านมีแต่เพียงขันธ์ ๕ ล้วน ๆ ไม่มีอุปาทานในระบบรูปในระบบนาม (mind and body) มีแต่ ขันธ์ ๕ ล้วนๆ ไม่มีอุปาทาน ส่วนเราปุถุชนทั้งหลายที่มันมี ขันธ์ ๕ ที่เป็นอุปาทาน มากบ้างน้อยบ้าง ต่างกันอย่างนี้ เอา อุปาทานออกไปหมดสิ้นก็เป็นพระอรหันต์ ไม่มีความทุกข์เลย (๓๒) คำแปลของคำว่าอรหันต์ แปลยากที่สุด ที่เห็นแปล ๆ เป็น ภาษาฝรั่งต่าง ๆ นานามันไม่ตรง แล้วก็ฟุ้งซ่าน ขอให้แปล คำว่า อรหันต์ ว่า มีขันธ์ที่บริสุทธิ์ ไม่มีอุปาทาน ไม่มี ความทุกข์ อรหันต์แปลว่าสิ้นสุดแห่งความทุกข์ นั่นแหละ ถูกต้องที่สุด เพราะฉะนั้นเราก็จะหมดปัญหา เมื่อเป็นอรหันต์ คือถอนอุปาทานออกจากขันธ์ ๕ หรือใช้คำที่ถูกต้องที่สุดคือ ป้องกันไม่ให้อุปาทานเกิดขึ้นในขันธ์ ๕ แต่คำพูดธรรมดาเรา มักจะพูดว่าดับอุปาทาน คำนี้ไม่ถูกตามความจริง ตามความ จริงไม่ให้เกิดอุปาทาน ให้ขันธ์ ๕ ยังบริสุทธิ์อยู่ ไม่มีอุปาทาน

น.69 ๕๘ นั่นแหละ การปฏิบัติที่ถูกต้อง ป้องกันไม่ให้เกิดอุปาทาน คำนี้ ถูกต้อง แต่ว่าดับอุปาทาน คำนี้มันยุ่งยาก มีความหมายที่ เข้าใจยาก ป้องกันไม่ให้เกิดอุปาทานด้วยการรู้ธรรม แล้วก็มี ความไม่ประมาท ไม่ประมาทหมายถึง การป้องกันไม่ให้ เกิดอุปาทาน นั้นคือความไม่ประมาท ขอให้สนใจ (๓๓) ที่พูดว่าไม่ประมาทนี้ก็เป็นคำที่สำคัญ ไม่ประมาทก็ หมายความว่า ให้รีบทำเป็นการด่วน เอาอุปาทานออกไป ให้รีบทำเป็นการด่วน เหมือนกับว่าไฟไหม้บ้านเรา เราต้องรีบ ดับ เราจะไม่มัวไปรอว่าใครเป็นผู้จุดไฟ เขาจุดไฟด้วยเรื่อง อะไร เขาใช้น้ำมันเบนซินของบริษัทไหน เขาใช้ไม้ขีดไฟของ บริษัทไหน นั่นมันเป็นเรื่องบ้า มันไม่ต้องไปรู้เรื่องนั้น แต่ว่า ดับไฟอย่างไร จะดับไฟได้อย่างไร ๆ รีบดับเถอะ ให้รีบดับ อุปาทาน เป็นการดับทุกข์ เป็นเรื่องด่วนกว่าใคร ๆ ทั้งหมด (๓๔) อานาปานสติคือ วิธีเอาอุปาทานออกจากขันธ์ ๕ อาตมากลัวว่าท่านจะเสียเวลาด้วยเรื่องนี้มากเกินไป เสียเวลาโดยไม่จำเป็น ตั้งคำถามที่ไม่จำเป็น เสียเวลามาก เกินไป อาตมาจึงรวบรัดว่า มันมีอยู่สิ่งเดียว คือเอาอุปาทาน ออกเสียจากขันธ์ทั้ง ๕ สรุปความเรื่องความทุกข์ มันเป็นทุกข์ เพราะมีอุปาทาน จงรู้จักอุปาทาน จงรู้จักขันธ์ ๕ จงรู้จักเอา

น.70 ๕๙ อุปาทานออกเสียจากขันธ์ ๕ ข อให้เราสนใจแต่เรื่องนี้เถอะ อานาปานสติ คือวิธีเอาอุปาทานออกเสียจากขันธ์ทั้ง ๕ ท่าน ทั้งหลายก็ตั้งใจดีอยู่แล้วที่จะฝึกอานาปานสติ เพื่อเป็นวิธีที่จะ เอาอุปาทานออกเสียจากขันธ์ทั้ง ๕ ขอให้พยายามให้ดีที่สุด (๓๕) ทุกขอริยสัจจ์เนื่องด้วยอุปาทาน เรากำลังพูดกันถึงเรื่องทุกขอริยสัจจ์ อริยสัจจ์เกี่ยวกับ ความทุกข์ ถ้าพูดกันเกี่ยวกับภาษาแล้วมันก็ยุ่งยากลำบาก คำว่า ทุกข์ นี้คำเดียวแปลว่า ตัวความทุกข์ที่ทำความทรมาน เจ็บปวดให้แก่เราก็ได้ แล้วคำทุกข์นี้แปลว่าเป็นเหตุเป็นปัจจัย ที่จะนำมาซึ่งความทุกข์ก็ได้ ทุกข์นี้มันมีลักษณะของความทุกข์ มี characteristic ของความทุกข์ ยังไม่ใช่ตัวทุกข์อย่างนี้ก็ได้ อย่างนี้เป็นความลำบากของภาษา ภาษาที่ใช้ไม่ถูก ใช้ไม่พอ นี้มันลำบากในการศึกษา เอาความทุกข์แบบไหนเลย เอา ความทุกข์แบบที่มันทรมานจิตใจ เป็นทาง spiritual ดับเสียซึ่ง อุปาทาน ถอนอุปาทาน เอาออกเสียซึ่งอุปาทาน ดับทุกข์ที่ เป็นความเจ็บปวดด้วยการถอนอุปาทาน ศึกษาความทุกข์ใน แง่ที่ว่ามันมาจากอุปาทาน แล้วเราก็จะถอนมันเสีย เราก็จะรู้ เรื่องในอริยสัจจ์ข้อแรก คือ ทุกขอริยสัจจ์โดยสมบูรณ์ (๓๖) เมื่อท่านเข้าใจหรือรู้จักสิ่งที่เรียกว่า ความทุกข์ดีแล้ว ท่านจะรู้สึกได้ด้วยตนเองว่า ความทุกข์นี้เป็นสิ่งที่น่าเกลียด

น.71 ๖๐ ที่สุด น่ากลัวที่สุด ขอให้มองเห็นความจริงอันนี้ ถ้าท่านมอง ไม่เห็นความจริงอันนี้ ท่านจะได้รับความทุกข์ เพราะสิ่งที่ เรียกว่าอุปาทานนั้น มันมีความน่ารัก มี attractiveness มาก ที่สุด แล้วก็ไปหลงรักอุปาทาน หลงรักตัวกู หลงรักของกู แล้ว ก็มีปัญหามาก โดยที่ท่านต้องลำบากเรื่องการกินอยู่ เรื่องสวย เรื่องงาม เรื่องอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ มันเป็นเรื่องที่ว่า ถูกหลอก ของสิ่งที่เรียกว่าอุปาทาน กลายเป็นว่าเรารักความทุกข์ รัก ปัจจัยแห่งความทุกข์ นี่ปัญหาที่กำลังมีอยู่ เราก็ดับทุกข์ไม่ได้ (๓๗) ทำไมเราจะต้องแต่งตัวสวย ๆ ทำไมเราต้องประกวด นางงามที่กึกก้องไปทั่วโลก ทำไมเราต้องกินอาหารแพง ๆ แพงอย่างไม่มีความหมาย เพราะเราเข้าใจผิด เราเอาความทุกข์ เป็นสิ่งที่น่าปรารถนาเสียโดยไม่รู้สึกตัว (๓๘) สรุปความหมายของทุกข์ ๓ ประการ สรุปความแล้ว ขอให้เรารู้จักความทุกข์ใน ๓ ความหมาย ดังได้กล่าวมาแล้วในทีแรก มันทำความทรมานเจ็บปวดให้ แก่เรา มันเป็นสิ่งที่น่าเกลียดที่สุด และ มันเป็นสิ่งที่ไร้ สาระ อย่าเอากับมันเลย รู้จักความทุกข์ในลักษณะอย่างนี้ เรียกว่ารู้ทุกขอริยสัจจ์พอสมควรแล้ว (๓๙) เราจะพูดเรื่องความทุกข์ให้มากกว่านี้อีกก็ได้มากมาย

น.72 ๖๑ แต่ไม่จำเป็น เท่านี้พอแล้ว ทุกข์เพราะอุปาทาน เอาอุปาทาน ออกมาเสียจากขันธ์ ๕ เท่านี้พอแล้ว ขอยุติการบรรยายวันนี้ (๔๐)

น.73 เราจะพูดเรื่องความทุกข์ให้มากกว่านี้อีกก็ได้มากมาย

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต