Buddhadasa.org

อริยสัจจ์ สำหรับคนสมัยใหม่ ตอนที่ ๔ — การบรรยายครั้งที่ ๔ อริยสัจจ์ที่ ๒ : สมุทยอริยสัจจ์

อริยสัจจ์ สำหรับคนสมัยใหม่ — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — อริยสัจจ์ สำหรับคนสมัยใหม่ (๗ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.74 การบรรยายครั้งที่ ๔ อริยสัจจ์ที่ ๒ : สุมทยอริยสัจจ์ วันนี้จะได้พูดถึงอริยสัจจ์ข้อที่ ๒ ที่เรียกว่า สมุทยอริยสัจจ์ เพื่อความง่าย ก็อยากจะให้มองดูในลักษณะ Bird-eye view มองเรื่องทั้งหมดในภาษาที่ใช้กับเรื่อง logic อริยสัจจ์ที่ ๑ บอกว่าเป็นเรื่องอะไร (What is it?) อริยสัจจ์ที่ ๒ บอกว่ามาจากเรื่องอะไร (From what?) อริยสัจจ์ที่ ๓ บอกว่าเพื่อประโยชน์อะไร (For what) อริยสัจจ์ที่ ๔ บอกว่าโดยวิธีใด (By what?) ขอให้จำคำว่า คืออะไร จากอะไร เพื่ออะไร โดย วิธีใด พร้อม ๆ กัน จะเป็นอริยสัจจ์โดยชัดเจนทีเดียว (๑)

น.75 ๖๔ ที่ถ้ำอชันตาที่ประเทศอินเดีย มีหินสลักเป็นรูปกวาง ๔ ตัว ต่าง ๆ กัน แต่ว่าทั้ง ๔ ตัวมารวมหัวเป็นหัวเดียวกัน ศีรษะ เดียว เข้าใจว่าผู้ทำจะตั้งใจอธิบายเรื่องอริยสัจจ์อย่างแน่นอน ท่านอาจจะดูภาพกวาง ๔ ตัวหัวเดียวได้ที่โรงปั้นภาพของเรา ก็มี นึกถึงภาพอันนี้แล้วก็จะเข้าใจ เค้าโครงของอริยสัจจ์ทั้งหมด ได้โดยง่าย (๒) กวางแต่ละตัวละตัวนั้น ทำกิริยาอาการต่าง ๆ กัน แต่มา รวมหัวเดียวกัน อริยสัจจ์ที่ ๑ บอกให้รู้ว่า ความทุกข์ คืออะไร อริยสัจจ์ที่ ๒ บอกให้รู้ว่า ความทุกข์นั้นมาจากอะไร อริยสัจจ์ที่ ๓ บอกให้รู้ว่า ความทุกข์นั้น เพื่อ ประโยชน์อะไร อริยสัจจ์ที่ ๔ บอกให้รู้ว่า ความทุกข์จะดับโดยวิธีใด ก็โดยวิธี eightfold path (อริยมรรคมีองค์แปด) นี้เรียกว่าเค้า โครงของอริยสัจจ์ (๓) ความหมายของคำว่าสมุทัย ทีนี้เราก็มาถึงอริยสัจจ์ข้อที่ ๒ เรียกในบาลีว่าสมุทยสัจจ์ หรือสมุทยอริยสัจจ์ เราจะต้องเข้าใจคำว่า สมุทัย นี้ให้ถูกต้อง ให้ครบ ให้ละเอียด ให้ถูกต้อง สิ่งที่เป็นปัญหา คือคำพูดนี้ สร้างปัญหา เพราะคำพูดนี้มันหลายระดับแห่งความหมาย

น.76 ๖๕ จะต้องศึกษาความหมายของคำเหล่านี้ให้ดี ๆ โดยเฉพาะ คำว่า สมุทัย (๔) สมุทัยกับเหตุและปัจจัยต่างกันอย่างไร คำว่า สมุทัย นี้มีความหมายอย่างเดียวกับคำว่า เหตุ อีกคำหนึ่งคือ ปัจจัย พยายามหาความแตกต่างระหว่างคำว่า สมุทัย เหตุ และคำว่า ปัจจัย สมุทัยเข้าใจว่าจะตรงกับคำว่า original เหตุตรงกับคำว่า cause ปัจจัยตรงกับคำว่า condition หรือ concoction (๕) ทั้ง ๓ คำมันมีใจความสำคัญของคำว่าเหตุ หรือ cause เหตุหรือ cause มันมีอย่างที่ว่าเป็น primary secondary ถ้ามัน เนื่องด้วยเหตุสิ่งเดียว เราจะเรียกมันว่า เหตุ ถ้าเนื่องด้วยเหตุ หลายสิ่งหลายอย่างเราจะเรียกมันว่า ปัจจัย (๖) ยอมเสียเวลาสักนิดศึกษาความหมายของคำทั้ง ๓ นี้ แล้วจะมีประโยชน์ ในเรื่องการปั้นหม้อของช่างหม้อ ทำให้มี หม้อเกิดขึ้นมานี้ main cause ของมันก็คือ ความต้องการของ คนผู้ทำหม้อ เขาต้องการ ความอยากความต้องการของเขา เป็นตัวเหตุ แล้วก็ supplementary ทั้งหลายเรียกว่าปัจจัย เขา ต้องเอาดินมา เอาน้ำมา เอาเครื่องหมุนมา เอาอะไรมา นี้มันเป็นปัจจัย แล้วก็มาทำรวมกันทุกอย่าง เข้ากับทุกอย่างนี้ มันเป็นสมุทัย (originate) ในเรื่องการปั้นหม้ออย่างเดียว มัน

น.77 ๖๖ รวมทั้งสมุทัย เหตุและปัจจัย ท่านศึกษาอาการเหล่านี้จะเข้าใจ คำทั้ง ๓ (๗) ทีนี้เราจะสังเกตเห็นว่า คำบาลีคำนี้ใช้คำว่า ทุกขสมุทัย แล้วเราก็มาแปลเสียง่าย ๆ ว่า cause of suffering มันควรจะมี คำแปลคำว่าสมุทัยมาใช้แทนคำว่า cause แต่เดี๋ยวนี้เราก็ใช้ คำว่า cause โดยทั่วๆ ไปแล้ว ขอบอกให้ทราบว่า ท่านจงรู้ ความหมายของคำคำนี้ ว่ามันต้องใช้ความหมายของคำว่า สมุทัย (๘) ดังนั้นในบาลีเราจะได้ยินแต่คำว่าทุกขสมุทัย เราจะไม่ได้ ยินคำว่าทุกขเหตุ หรือทุกขปัจจัย จะมีบ้างก็น้อยที่สุด แต่ว่า ไม่ค่อยจะได้ยิน ได้ยินแต่ว่าทุกขสมุทัย ใครจะใช้คำว่าอะไร ก็ตามเถอะ ขอให้ใช้คำว่า ทุกขสมุทัยกันเสียให้ถูกต้อง เรา คนเดียวก็ได้ คนอื่นเขาจะใช้คำอย่างอื่นก็ไม่เป็นไร (๙) ทีนี้ก็มาถึงคำว่าเหตุกับปัจจัย เรามีความหมายที่ชัดเจน ลงไปว่า เหตุ (cause) หรือเป็นเหตุโดยตรงสิ่งเดียว แต่ถ้ามัน เป็นเรื่องโดยอ้อม หลาย ๆ สิ่งทำรวมกัน เราก็จะเรียกว่าปัจจัย เหตุมีสิ่งเดียว ตัวเดียว เนื่องด้วยเหตุสิ่ง ๆ เดียว ปัจจัยหลาย ๆ สิ่งมาช่วยกันรวมกัน ต้องเรียกว่าโดยอ้อม (๑๐) แต่ถึงอย่างไรก็ดี ในภาษาบาลีบางทีก็ใช้คำว่าเหตุกับ ปัจจัยเป็นสิ่งเดียวกัน เลยเป็นไวพจน์ (synonym) กันโดยตรง เป็นคำเดียวกันก็มี อย่างนี้เป็นความลำบากที่จะศึกษาด้วย

น.78 ๖๗ ภาษาบาลี บางทีเหตุกับปัจจัยหมายถึงสิ่งเดียวกันก็มี (๑๑) ทีนี้มาดูคำว่า สมุทัย กันอีกสักนิดหนึ่ง สมุทัยมาจาก คำว่า สัง + อุทย สังแปลว่าพร้อม (complete) ทุกอย่างครบ ถ้วน อุทยแปลว่าขึ้นมา ๆ สัง + อุทย = ขึ้นมาพร้อม ๆ กันอย่าง ครบถ้วน อย่างถูกต้อง แล้วก็เรียกว่าสมุทยหรือสมุทัย ควรจะ ใช้คำว่า ทุกขสมุทัย มันจึงหมายถึง การเกิดขึ้นมาพร้อม ๆ กันหลาย ๆ อย่าง แล้วรวมกันจึงจะสำเร็จเป็นความทุกข์ เป็น ความทุกข์เรียกว่า ทุกขสมุทัย (๑๒) เอาแล้ว พอกันทีสำหรับถ้อยคำ มากนักจะกลายเป็น เรียนบาลี ไม่ใช่เรียนธรรมะ ทีนี้ก็จะพูดถึงคำว่าสมุทัยต่อไป ในความหมายของคำว่าเหตุหรือ cause โดยหลักพระบาลีที่ว่า สิ่งทั้งปวงมีเหตุหรือ cause แล้วก็จะต้องเป็นไปตามอำนาจของ เหตุ นี่เรื่องทุกขสมุทัย (๑๓) เมื่อเราพูดว่าสิ่งทั้งปวงมาจากเหตุ สิ่งทั้งปวงนี่จำกัด เฉพาะที่มีมาแต่เหตุ ที่จะเรียกว่า phenomena หรืออะไรก็สุดแท้ มันมิได้เลยไปถึงสิ่งที่อยู่ตรงข้าม noumenon มันไม่ได้อยู่ในคำนี้ phenomena ทั้งหลายก็คือปรากฏการณ์ของเหตุนั่นเอง สิ่ง ทั้งปวงคือ phenomena ทั้งปวงมันมีเหตุ แล้วมันต้องเป็นไป ตามเหตุ คืออริยสัจจ์ข้อนี้ (๑๔) พุทธศาสนาถือว่าสิ่งทั้งปวงเกิดแต่เหตุ ทีนี้ก็ถือเป็นหลักของพระพุทธศาสนาได้เลย โดยคำพูด

น.79 ๖๘ ว่าสิ่งทั้งปวงมีเหตุ ก็ต้องเป็นไปตามเหตุ ถ้าไปถือว่าสิ่งทั้งปวง ไม่มีเหตุ ก็ไม่ใช่พระพุทธศาสนา ลัทธิอื่น ๆ ในอินเดีย ในครั้ง พุทธกาลเขาก็มีเหมือนกัน เขาไม่ถือว่าสิ่งทั้งปวงมีเหตุ หลัก สำคัญสั้น ๆ ในพระพุทธศาสนาก็ว่า สิ่งทั้งปวงนี้มันมีเหตุ แล้วมันก็ต้องเป็นไปตามเหตุ (๑๕) พุทธศาสนามีลักษณะเป็นวิทยาศาสตร์ การที่มีหลักว่าสิ่งทั้งปวงมีเหตุนี้ มันเป็นลักษณะของ พระพุทธศาสนาที่ว่า มีลักษณะแห่งวิทยาศาสตร์ เราอย่าถือ พุทธศาสนาเป็น philosophy (ปรัชญา) ซึ่งต้องคำนวณหรือ คาดคะเน เราจะถือเอาตามสิ่งที่เห็นอย่างแท้จริง เป็นจริง ปรากฏอยู่ ว่ามันมีเหตุ เป็นไปตามเหตุ นี้จะทำให้พุทธศาสนา เป็นไปตามวิทยาศาสตร์ได้ โดยไม่ต้องเป็น philosophy โดย ไม่ต้องคำนวณ (๑๖) ทีนี้ก็มาถึงคำว่า อะไรที่เป็น cause สิ่งที่เป็นเหตุนั้นอะไร ถ้ามีคนพูดว่า cause หรือเหตุนั้นคือพระเจ้า อย่างนี้ท่านยอมรับ ไหมว่านี้เป็นวิทยาศาสตร์ พุทธศาสนาไม่พูดว่าพระเจ้า แต่ หมายถึงตัวเหตุโดยตรงเฉพาะที่มันติดกับ phenomena นั้น เราเรียกว่าเหตุตามปฏิจจสมุปบาท ที่มัน cause หรือ condition ที่ติดอยู่กับตัวผลเป็นตัวเหตุ ฉะนั้นเราจึงแยก cause ที่มาจาก พระเจ้า จากเทวดา จากอะไร ๆ ที่ไม่มองเห็น อย่างนั้นไม่เอา เอา cause ที่มองเห็นโดยประจักษ์ว่ามันติดอยู่ที่นี่ (๑๗)

น.80 ๖๙ สาเหตุแห่งทุกข์ตามลัทธิที่ไม่ใช่พุทธศาสนา ที่มีกล่าวอยู่ในพระคัมภีร์ถึงเรื่องราวในครั้งพุทธกาล ประชาชนพวกอื่นที่ไม่ใช่พุทธศาสนา เขาถือกันว่า พวกหนึ่ง ถือว่า สุขทุกข์นี้มันมาจากผลของกรรมเก่าที่ทำกันใน ชาติก่อน ๆ กรรมเก่านี้เป็นเหตุแห่งสุขหรือทุกข์ อย่างนี้ก็มี อีกพวกหนึ่งถือว่า สุขหรือทุกข์มาจากการดลบันดาลของ พระเจ้า ซึ่งในภาษาบาลีใช้คำว่า อีศวร คำนั้นเมื่อเป็น common noun แล้วหมายถึงพระเจ้า พวกหนึ่งถือว่ามาจาก พระเจ้า ทีนี้พวกที่สามถือว่าไม่ใช่ สุขหรือทุกข์ไม่ได้มีเหตุ ปัจจัยอะไร มันเกิดขึ้นมาลอย ๆ อย่างนี้เอง นี่คือเรื่องของ cause หรือของเหตุที่จะทำให้เกิดสุขหรือทุกข์ ถือกัน ๓ อย่าง อย่างนี้ นี่ไม่ใช่พุทธศาสนา ทีนี้พระพุทธเจ้าเกิดขึ้นแล้วก็ สอน cause โดยตรงว่า มันถูกหรือผิดตามกฎของปฏิจจสมุปบาท ถ้ามันผิดตามกฎของปฏิจจสมุปบาท มันก็เป็นทุกข์ ถ้ามัน ถูกต้องตามกฎปฏิจจสมุปบาท มันก็ไม่ต้องเป็นทุกข์ นี่คือเหตุ หลักเกี่ยวกับเหตุ ที่ถือกันอยู่อย่างมั่นคง เป็นลัทธิไป (๑๘) ทีนี้ก็มาถึงคำว่าทุกขสมุทัย ว่าคืออะไร พวกหนึ่งเขา บอกว่ามาจากกรรมเก่า กรรมเก่าเป็นทุกขสมุทัย พระพุทธเจ้า บอกว่าไม่ใช่ อีกพวกหนึ่งบอกว่ามาจากพระเจ้าดลบันดาล หรือบังคับให้เป็นไป พุทธศาสนาหรือพระพุทธเจ้าบอกว่า ไม่ใช่ ทีนี้พวกที่สามพูดว่าเหตุปัจจัยของทุกขสมุทัยไม่มี ทุกข์

น.81 ๗๐ เกิดขึ้นได้เองตามลำพัง นี่ก็ไม่ใช่ ทุกขสมุทัย ๓ อย่างนั้น ไม่ถูก มันอยู่ที่นี่ตามหลักของอริยสัจจ์ นี่มันคือเหตุปัจจัยที่มัน เนื่องอยู่กับความทุกข์นั่นเอง มันอยู่ที่นี่ กำลังมีอยู่ที่นี่ จึงระบุ ไปยัง กิเลส ทั้งหลาย เช่นอวิชชา เช่นตัณหา เป็นต้น ที่เขาพูด กันแล้วในเรื่องปฏิจจสมุปบาทวันก่อน คือเหตุปัจจัยของความ ทุกข์โดยตรง (๑๙) ลัทธิกรรมเก่าไม่ใช่พุทธศาสนา ทีนี้มันก็มีสิ่งที่ประหลาด ต้องใช้คำว่าประหลาด ใน ประเทศไทยก็ดี ศรีลังกาก็ดี พม่าก็ดี พุทธบริษัทแท้ ๆ ยังเชื่อ หรือถืออยู่ว่า ทุกข์หรือสุขนี่มาจากกรรมเก่า ตรงกันข้ามกับที่ พระพุทธเจ้าตรัสว่า ไม่ได้มาจากกรรมเก่า ก็ยังมีถืออยู่ว่ามา จากกรรมเก่า ทุกข์ขึ้นมาเขาก็ร้องไห้ เขาบอกว่ากรรมเก่า ๆ ในเมืองไทยก็ดี พม่าก็ดี ยังมีอยู่อย่างนี้ อย่างนี้มันไม่ใช่พุทธ- ศาสนา ถ้าท่านไปเห็นอย่างนี้แล้วจะถือว่า นี่คือพุทธศาสนา ในเมืองไทย พุทธศาสนาในพม่านี้ไม่ถูก มันไม่ใช่พุทธศาสนา ถ้าเป็นพุทธบริษัท หรือเป็นพุทธศาสนา ต้องถือว่ามันมาจาก เหตุของมันโดยตรง คืออวิชชา ตัณหา กิเลส นี้เป็นเหตุโดย ตรง ต้องรู้ไว้ด้วย เดี๋ยวจะเข้าใจผิด พุทธบริษัทมิได้ถือตาม คำตรัสของพระพุทธเจ้าก็มี เกี่ยวกับเรื่องว่าเหตุหรือทุกขสมุทัย เป็นอย่างไร (๒๐) แต่อย่างไรก็ดี ความเชื่อว่าทุกข์หรือสุขมาจากกรรมเก่านั้น

น.82 ๗๑ มีประโยชน์ มีประโยชน์ที่สุดในทางศีลธรรม ไม่ใช่ปรมัตถธรรม คนธรรมดาทั่วไปไม่อาจรู้ปรมัตถธรรม การเชื่ออย่างนี้มันมี ประโยชน์มากในทางศีลธรรม มันจึงมีถืออยู่อย่างนี้ เหมือน อย่างว่าชาวคริสต์พอมีความทุกข์ก็ร้องไห้ว่าพระเจ้าลงโทษ ข้อนี้จะจริงหรือไม่จริงก็ไม่ต้องพิสูจน์หรอก แต่ว่ามีประโยชน์ ทางศีลธรรมที่สุด ถ้าเราเชื่อว่ามีพระเจ้าที่จะคอยลงโทษอย่าง นี้ มีประโยชน์ทางศีลธรรม ประชาชนจะมีศีลธรรมอย่างยิ่ง ฉะนั้นเราจึงเก็บไว้ ส่วนหนึ่งเพื่อเป็นประโยชน์ทางศีลธรรม แต่มันไม่ใช่ปรมัตถธรรม ถ้าเราจะเรียนเรื่องอริยสัจจ์ เราเรียน ในแง่ของปรมัตถธรรม หรือ absolute truth ส่วนทางศีลธรรม มันเป็น relative truth ถ้ามันมีประโยชน์ถึงที่สุด หรือมีประโยชน์ กันจริงก็เอา แต่เราแยกออกจากกันเสีย ถ้าเราเรียนอริยสัจจ์ เราต้องเรียนอย่างปรมัตถธรรม (๒๑) เหตุของความทุกข์ที่เป็นปรมัตถสัจจ์ เมื่อพูดถึงคำว่าอริยสัจจ์ หมายถึง absolute truth ไม่ได้ หมายถึง relative truth ฉะนั้นเหตุของความทุกข์ เราจึงมองไป ที่อื่น ตามที่เป็นความจริงชั้น absolute truth ที่ปรากฏอยู่เดี๋ยวนี้ เราก็ใช้คำหลายคำ ในเรื่องของอริยสัจจ์โดยตรง ระบุว่าเหตุ ของความทุกข์อยู่ที่ ตัณหา มันมีคำพูดชัด ๆ ว่ามาจากตัณหา แต่ถ้าในเรื่องของปฏิจจสมุปบาทอย่างที่เราพูดกันแล้ววันก่อน เหตุของความทุกข์นั่นอยู่ที่ อวิชชา ทีนี้ถ้าพูดถึงหลักที่ใกล้ชิด

น.83 ๗๒ ที่สุด แม้ในเรื่องอริยสัจจ์ก็ดี ในเรื่องปฏิจจสมุปบาทก็ดี เราก็ พูดกันแล้ววันก่อนว่า ทุกข์นี้มีมาจาก อุปาทานในขันธ์ทั้ง ๕ นี่ก็พูดได้ว่าทุกข์นี้มาจากอุปาทาน เราอาจจะพูดได้อย่างอื่น อีกว่า ทุกข์นี้มาจากการปรุงแต่งของ สังขาร สังขารนี้มีความ เป็นทุกข์อย่างยิ่ง จะพูดว่าทุกข์นี้มาจากสังขารก็ได้ แต่มันเป็น เรื่องเดียวกัน จะพูดว่าทุกข์มาจากอวิชชาก็ได้ มาจากตัณหา ก็ได้ มาจากอุปาทานก็ได้ มาจากสังขารก็ได้ มันเป็นเรื่อง เดียวกัน ทุกข์มีเหตุโดยตรงมาจากสิ่งนี้ สิ่งนี้คือเหตุของมัน โดยตรง แต่เราจะมองระดับไหน มองใกล้มองไกลเลยใช้คำพูด ต่าง ๆ กัน อย่าเข้าใจว่าขัดแย้งกัน แล้วมันมาจากเหตุของมัน โดยตรง ถ้าเรื่องอริยสัจจ์ก็เรื่องมันมาจากตัณหา (๒๒) เหตุโดยตรงที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ความทุกข์มาจาก ตัณหา ตัณหาเป็นข้อสรุป แต่ถ้าเกิดถามว่าตัณหามาจากอะไร ตัณหามันมาจากอวิชชา ถ้าไม่มีอวิชชา มันมีตัณหาไม่ได้ ตัณหามาจากอวิชชา เราก็พูดได้อีกว่าความทุกข์ก็มาจาก อวิชชา โดยผ่านทางตัณหาแล้วมันก็ทำให้เกิดความทุกข์ ทีนี้ ตัณหาจะทำให้เกิดทุกข์ได้อย่างไร มันต้องทำให้เป็นอุปาทาน เสียก่อน ตัณหาทำให้เกิดอุปาทาน อุปาทานทำให้เกิดทุกข์ โดยตรงโดยใกล้ชิดที่สุด นี่เราพูดว่าทุกข์เกิดจากอุปาทานนี่ ชัดเจนใกล้ชิดที่สุด การกระทำทั้งหมดนี้ของตัณหา ของอวิชชา ของอุปาทานก็ดี เราเรียกว่าสังขารคือการปรุงแต่ง ก็เลยพูด

น.84 ๗๓ รวมว่าความทุกข์มาจากสังขาร (completely concocting) มัน ถูกที่สุดเหมือนกัน บางคนอาจพูดว่าความทุกข์มาจากอวิชชา ก็ได้ ตัณหาก็ได้ อุปาทานก็ได้ สังขารก็ได้ เพราะมันเป็นเรื่อง เดียวกัน ไม่ต้องสงสัย ไม่ต้อง confuse (สับสน) อะไร เรื่อง ความทุกข์มาจากอะไร (๒๓) ตัณหาคือต้นเหตุแห่งทุกข์ ทีนี้มันไม่ได้มี ๔ คำนี้เท่านั้น คำอื่น ๆ ยังมี แต่ถ้าเป็น เหตุแห่งความทุกข์แล้ว มันเอารวมได้ที่ ๔ คำนี้ ถ้า ๔ คำนี้ จะสรุปให้สั้นลงไปอีกเหลือสิ่งเดียว ก็ใช้คำว่า ตัณหา ตัณหา เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ถ้าจะพูดแยก ๆ ก็ได้อีกหลายคำ แต่มันจะ ต้องมารวมที่คำว่าตัณหา คือความต้องการด้วยอำนาจของ อวิชชา ความต้องการที่โง่ นั่นแหละเป็นต้นเหตุแห่งความทุกข์ (๒๔) ทีนี้เราก็จะมองเห็นได้กว้างออกไปว่า ตัณหานี้มีความหมาย กว้างมาก ถ้าว่าเกี่ยวกับพระเจ้า เราก็มีตัณหาคือความอยาก ให้พระเจ้าช่วย ถ้าพระเจ้าไม่ช่วยหรือช่วยไม่ได้ เราก็ยังมี ความอยากที่จะให้พระเจ้าช่วย คำว่าตัณหาเราใช้ได้แม้ใน กรณีที่พระเจ้าช่วยหรือไม่ช่วย (๒๕) แม้การที่เราต้องการให้พระเจ้าช่วยนั้น ก็เพราะเรามี ตัณหาอย่างหนึ่งอย่างใดอยู่ ต้องการให้พระเจ้าช่วยเพราะ ต้องการสิ่งนั้น มันก็มาจากตัณหานั่นเอง ที่ต้องการสิ่งนั้น

น.85 ๗๔ มันก็มาจากตัณหานั่นเอง ตัณหาที่ต้องการสิ่งนั้น ตัณหาที่ ต้องการให้พระเจ้าช่วย มันก็อยู่ในคำว่าตัณหา ตัณหาเป็น เหตุให้เกิดทุกข์ (๒๖) ถ้าเราไม่มีความรู้สึกว่าตัวเราหรือตัวกู นี่คือเราไม่มี อุปาทาน เพราะไม่มีตัณหา เพราะมีตัวเราหรือตัวกูเป็นผู้ ต้องการนั่นแหละคือตัณหา ตัณหามันก็ทำให้ตัวเราตัวกูเป็น ทุกข์ เพราะมันมีอุปาทานเป็นตัวกู มันจึงมีตัณหา และนี่คือ อวิชชา (๒๗) ลักษณะของตัณหา ทีนี้เราก็มาดูลักษณะคือ characteristic ของสิ่งที่เรียกว่า ตัณหา ตามที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ว่าอย่างไร (๒๘) ในพระบาลีเกี่ยวกับทุกขอริยสัจจ์ พระพุทธเจ้าแสดง ลักษณะของตัณหาว่า ตัณหา โปโนพภวิกา นันทิราคสหคตา ตัตรตัตราภินันทินี ๓ ความหมาย (๒๙) ๑. ทำให้เกิดภพ อันแรกเรียกว่า โปโนพภวิกา แปลว่า ทำให้เกิดภพหรือ ภวะ (existence) อันใหม่ คำว่า existence นี้ไม่ได้หมายความ ว่า มันมีอยู่แล้วจนตาย existence มีทุกคราวที่มีตัณหา มี ตัณหาอย่างไรจะมี existence อย่างนั้น นาทีนี้เรามีตัณหา อย่างนี้ เราก็มี existence อย่างนี้ นาทีต่อมาหรือชั่วโมงต่อมา

น.86 ๗๕ เรามีตัณหาอย่างอื่น เราก็มี existence อย่างอื่น existence อันใหม่เกิดขึ้นทุกทีที่เรามีตัณหาอย่างใดอย่างหนึ่ง (๓๐) นาทีนี้เราอยากจะเป็นเศรษฐี มหาเศรษฐี มีเงินมาก นาทีนี้ ก็มี existence เป็นเศรษฐี นาทีนี้เราอยากจะเป็นนักการเมือง มีอำนาจมาก นาทีนี้มันก็มี existence เป็นนักการเมือง บาง เวลาเราก็อยากจะเป็นนักธุรกิจ บางเวลาก็อยากจะบวชเป็น พระ แล้วแต่ตัณหาจะมีอยู่อย่างไร existence จะมีอยู่อย่างนั้น และ existence จะเปลี่ยนใหม่อยู่เรื่อยตามอำนาจของตัณหา จึงตรัสว่า โปโนพภวิกา ทำให้เกิด existence อันใหม่ นี้คือ ลักษณะของตัณหา (๓๑) ผู้หญิงบางคนเวลานี้ก็ต้องการอย่างที่ผู้หญิงต้องการ แต่ บางเวลาก็ต้องการอย่างที่ผู้ชายต้องการ เขาก็เป็นผู้ชายโดย existence นี้มันเปลี่ยนได้ถึงขนาดนี้ ตัณหานั่นแหละทำให้มี existence อันใหม่ ภพใหม่ โปโนพภวิกา ทำให้เกิด existence อันใหม่ (๓๒) เพียงชั่วโมงเดียวมันมี existence มากมายตั้งหลายอย่าง หรือหลายสิบอย่างก็ได้ ตลอดชีวิตนี้มันมี existence มากมาย เหลือเกิน โดยอำนาจของตัณหา (๓๓) ๒. ประกอบด้วยราคะ ทีนี้ลักษณะที่สอง นันทิราคสหคตา ประกอบอยู่ด้วย

น.87 ๗๖ ราคะ ด้วยอำนาจความเพลิดเพลิน ราคะนั้นคือ lust ความ ใคร่อยาก นันทินั้นเพลิดเพลินพอใจ ประกอบอยู่ด้วยราคะ ที่เป็นไปตามอำนาจของนันทิ กำหนัดอยู่ตามอำนาจของความ เพลิดเพลินหรือพอใจ ตัณหานี้มันอยู่ด้วยความกำหนัดยินดีใน สิ่งที่มันเพลิดเพลินหรือพอใจ เมื่อใดเราอยู่ด้วยความกำหนัด ยินดี เพลิดเพลินพอใจในสิ่งใด เมื่อนั้นเรียกว่าเรามีตัณหา (๓๔) ราคะ (lust) คำนี้ภาษาบาลีมีความหมายว่า มันติดแน่น เหมือนสีที่ย้อมผ้า สีที่ย้อมผ้าติดผ้านี้ก็มีคำว่าราคะ สีมันราคะ ในผ้า สีย้อมผ้านี้ก็มีอาการของราคะ แล้วก็ความเพลิดเพลิน ความพอใจแล้วมันก็ย้อมใจ เป็นราคะอยู่ด้วยสิ่งที่มันพอใจ นี้คือลักษณะของตัณหา (๓๕) เดี๋ยวนี้ใจของเราถูกย้อมอยู่ด้วยสี คือ สิ่งที่มันพอใจ นี่แหละตัณหา (๓๖) ๓. เที่ยวเพลินพอใจในทุกสิ่ง ทีนี้ลักษณะที่ ๓ ตัตรตัตราภินันทินี ภินันทินีมันก็ พอใจ ตัตรตัตรา ที่นั่นที่นี่ ไม่มีขีดจำกัด มันเที่ยวพอใจที่นั่น ที่นี่ ๆ ไม่มีขีดจำกัด นี่คือลักษณะของตัณหา (๓๗) คำว่าตัตรตัตรา นี้มันเป็น adjective ที่มันมีความหมาย ว่า ที่นั่นหรือที่นี่ สิ่งนั้นหรือสิ่งนี้ว่าทุก ๆ คู่ ทุก ๆ แห่งมันเป็น ตัณหา เที่ยวพอใจเพลิดเพลิน ที่นั่นที่นี่ ๆ ไม่มีที่สิ้นสุด (๓๘)

น.88 ๗๗ phenomena ทั้งหลายเป็นอารมณ์ของตัณหาได้ ทั้งที่เป็น บวก ทั้งที่เป็นลบ เป็นอารมณ์ของตัณหา ตัตรตัตรานั้นเป็น ทั้งบวกเป็นทั้งลบ (๓๙) คำว่าตัตรตัตรา แปลว่าที่นั่น ๆ คำเดียวกันนั่นแหละ คำว่า ตัตรตัตร + อภินันทินี คือ เที่ยวเพลิดเพลินพอใจ ในทุกสิ่ง ๆ (๔๐) ก็คิดดูซิข้อที่ ๑ สร้าง existence อันใหม่ ข้อที่ ๒ ประกอบ อยู่ด้วยราคะในสิ่งที่มันพอใจ ข้อที่ ๓ มันเที่ยวชอบใจได้ ทุกหนทุกแห่ง ๓ อย่าง อย่างนี้ (๔๑) ตัณหามี ๓ ประเภท ตัณหาก็แบ่งเป็น ๓ ประเภท ตัณหาอย่างเดียวกันแบ่ง ได้เป็น ๓ ประเภท มันก็ต้องการได้สิ่งที่มันชอบคือ กามตัณหา มันอยากจะเป็นอย่างที่มันต้องการจะเป็น คือ ภวตัณหา มัน อยากที่จะไม่เป็น อยากจะไม่มี นี่คือ วิภวตัณหา มันอยากได้ ของที่มันรัก มันอยากจะเป็นตามที่มันต้องการอยากจะเป็น แล้วมันอยากจะไม่เป็น เช่นมันอยากจะตาย ๆ มันก็เป็นตัณหา ด้วยกันทั้งนั้นแหละ (๔๒) จำง่าย ๆ ว่า อยากได้ อยากเป็น อยากไม่เป็น มันก็ แปลกอยู่ที่ว่า อยากที่จะไม่เป็นมันก็เป็น existence เป็นภวะ อันหนึ่งเหมือนกัน อยากจะไม่เป็น อยากจะไม่มี ในภาษาบาลี

น.89 ๗๘ ก็เรียกว่าเป็นภวะ (ภพ) หรือเป็น existence อันหนึ่งเหมือนกัน อยากที่จะตาย อยากที่จะเป็นคนตายมันก็เป็น existence อันหนึ่ง เหมือนกัน ขอให้จำว่าอยากได้ อยากเป็น แล้วก็อยากไม่เป็น ขอท้าทายว่าบรรดาความอยากชนิดไหนของท่านทั้งหลาย ที่มันนอกไปจาก ๓ อย่างนี้ไม่มี หาดูเถอะมันไม่มี มันมีแต่ ความอยาก ๓ อย่างนี้ (๔๓) เมื่อคน ๆ หนึ่งเขาอยากจะฆ่าตัวตาย หรือคน ๆ หนึ่งเขา ฆ่าตัวตาย เขาก็มีตัณหาอย่างยิ่ง เป็นความอยากความต้องการ อย่างยิ่งที่อยากจะเป็นผู้ตาย นี้ก็เรียกว่าตัณหา จะเป็นในรูป positive หรือ negative (บวกหรือลบ) ก็ตาม เป็นตัณหาทั้งนั้น (๔๔) คนดี ๆ ตามปกติก็มีตัณหา คนบ้าก็มีตัณหา คนก็มีตัณหา สัตว์เดรัจฉานก็มีตัณหา แม้แต่ต้นไม้ก็มีตัณหา แต่มันละเอียด มันน้อยเสียแทบจะมองไม่เห็น เทวดาบนสวรรค์ก็มีตัณหา พรหมดีกว่าเทวดา แต่ก็มีตัณหาบางชนิด ชีวิตนี้มันอยู่ด้วย การหล่อเลี้ยงของตัณหา มันจึงมี existence อยู่ได้ด้วยอำนาจ ของตัณหา (๔๕) ถ้าตัณหามันมาก มัน confuse มากที่สุด มันก็คือคนบ้า (๔๖) คำว่า existence นี้ มันก็มาจากตัณหาอย่างนี้ แล้วก็ พอใจ ๆ อย่างนี้ (๔๗)

น.90 ๗๙ ๑. กามตัณหา ตัณหาที่ ๑ กามตัณหา กามแปลว่าใคร่ในความหมายของกามารมณ์ (sex) เป็นความใคร่รวมอยู่ที่ความหมายของ sex คนธรรมดาสามัญที่สุดก็มีความต้องการอันนี้เป็นอันแรกเรียกว่า กามตัณหา (๔๘) เดี๋ยวนี้ความต้องการความน่าพอใจหรือสิ่งที่น่าพอใจที่สุดทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกายและทางใจนี้เรียกว่า กามตัณหา (๔๙) ๒. ภวตัณหา ทีนี้ก็มีความคิดในทางเป็น (becoming) ถ้าฉันเป็นอย่างนี้ ฉันจะได้อย่างนี้ ถ้าฉันมีอย่างนี้ ฉันจะได้อย่างนี้ ฉันเป็นอย่างนั้น ฉันจะได้อย่างนั้น ความคิดที่ว่าจะเป็นตามที่อยากจะเป็น มันก็มีความต้องการรุนแรง เรียกว่าตัณหาในการที่จะเป็นแล้วก็พอใจว่ามีชีวิตอยู่ก็เป็น ภวตัณหา (๕๐) ๓. วิภวตัณหา ทีนี้ต่อมาพอเห็นว่า โอ้ ที่เป็นอย่างนั้น เป็นอย่างนี้ เป็นอย่างโน้น มันเต็มไปด้วยปัญหา เต็มไปด้วยความยุ่งยาก เต็มไปด้วยความลำบาก ความเป็นนั้นเป็น struggling อยู่ตลอดเวลา ฉันไม่อยากมีไม่อยากเป็น ฉันอยากจะหยุดตลอดเวลา มีข่าวเมื่อไม่นานนี้ นิกายหนึ่งคงจะเป็นคริสต์ชื่อนิกาย Temple People

น.91 ๘๐ (อารามิกชน) เขาศึกษากันจนไม่อยากจะเป็น เขาเอายาพิษมากินยาพิษกัน ทั้งผู้หญิง ทั้งผู้ชาย ทั้งลูกเด็ก ๆ กินยาพิษตายไปหลายร้อยคน มันเป็น วิภวตัณหา (๕๑) มันหลงทาง เคยได้ยินคนพูดบ่อย ๆ ฉันอยากตาย กูอยากตาย เดี๋ยวนี้ฉันอยากจะตายแล้ว เขากลุ้มใจขึ้นมา เป็นวิภวตัณหามันมีอยู่ทั่วไปในโลกนี้ เมื่อเขากลุ้มใจขึ้นมา เขาก็อยากตาย วิภวตัณหาก็เต็มที่ บางทีเขาก็ฆ่าตัวตายเลย (๕๒) ตัณหาเกิดจากอวิชชา เราจะสรุปความได้ว่า เมื่อสติปัญญามันหลงทางแล้ว ตัณหาก็เกิดขึ้น ตัณหาทุกชนิดมันเกิดมาจากการที่สติปัญญา ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของเรามันหลงทาง แล้วก็เกิดปัญหาอย่างนั้น ปัญหาอย่างนี้ ปัญหาอย่างโน้น ไม่ถูกหนทาง เป็นตัณหาขึ้นมาแล้วก็เกิดความทุกข์ สติปัญญาหลงทางนั่นแหละคือตัณหา (๕๓) เราเห็นได้ทันทีว่าตัณหามาจากอวิชชา อวิชชาคือสติปัญญามันหลงทาง อวิชชาให้เกิดตัณหา มองให้ดี ๆ มันมีอยู่ตลอดเวลา ไม่มากก็น้อย (๕๔) เกิดตัณหาทุกทีเป็นทุกข์ทุกที ไม่ว่าเวลาไหน ไม่ว่าที่ไหน ไม่ว่าในกรณีใด เกิดตัณหาทุกทีเป็นทุกข์ทุกที ทุกขาชาติ

น.92 ๘๑ ปุนัปปุนัง เกิดตัณหาทุกทีเป็นทุกข์ทุกที แล้วก็เกิดบ่อย ๆ ด้วย (๕๕) ถ้าว่าความต้องการนั้นมิได้มาจากอวิชชา ความอยาก ความต้องการ ความปรารถนา ความประสงค์อะไรก็ดี ถ้า มิได้มาจากอวิชชา เราไม่เรียกว่าตัณหา (๕๖) อย่างเช่นว่า ท่านทั้งหลายมาที่สวนโมกข์ ถ้ามาด้วย สติปัญญาความรู้ที่ถูกต้อง จะมาหาธรรมะ จะมาศึกษาสมาธิ แล้วก็จะดับทุกข์ได้ ความต้องการอันนี้ไม่เรียกว่าตัณหา (๕๗) แต่ทีนี้บางคนเขามาด้วยความต้องการอิทธิปาฏิหาริย์ อย่างไสยศาสตร์ (superstitious) ก็เป็นตัณหาแล้วอย่างนี้ แล้ว ก็จะเป็นบ้าด้วย (๕๘) อย่าอยู่ด้วยตัณหา (อวิชชา) ให้อยู่ด้วยปัญญา (วิชชา) ดังนั้นก็ขอให้แบ่งความต้องการให้ดี ๆ ว่า ต้องการด้วย อวิชชากับต้องการด้วยวิชชา มันตรงข้ามกัน ต้องการด้วย วิชชาก็ไม่เป็นตัณหา (๕๙) คำพูดจึงมีขึ้นมาว่า อย่ามีชีวิตอยู่ด้วยตัณหา จงมีชีวิต อยู่ด้วยการปราศจากตัณหา จะเป็นได้ไหม จะทำได้ไหม ไม่ ต้องมีปัญหา มีแต่สติปัญญาที่ถูกต้อง ซึ่งมิใช่ตัณหา มีชีวิตอยู่ ได้ด้วยสติปัญญา อย่ามีชีวิตอยู่ด้วยตัณหา (๖๐)

น.93 ๘๒ ในภาษาบาลีเขามีคำกลาง ๆ ความต้องการที่กลาง ๆ นั้น เขาเรียกว่า สังกัปปะ ต้องการอย่างนี้มิใช่ตัณหา มันเป็นคำ กลาง ๆ แต่ถึงอย่างนั้นก็ดี มันก็มีคำประกอบว่า สัมมาสังกัปปะ ต้องการอย่างถูกต้อง มิจฉาสังกัปปะ ต้องการที่ไม่ถูกต้อง คำว่าต้องการนี้มันมีว่าถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง ถ้าไม่ถูกต้องก็ เป็นตัณหา ถ้าถูกต้องก็เป็นสติปัญญา ในภาษาอังกฤษก็ต้องมี คำ ๆ นี้ที่ตรงกับสังกัปปะ เป็นคำกลาง ๆ ยังมิใช่ตัณหาหรือผิด มันเป็นคำกลาง ๆ ไปหาดูเถอะ ความต้องการมันเป็นกลาง ๆ ได้ไหม ถ้าว่าต้องการด้วยอวิชชามันก็เป็นตัณหา ต้องการ ด้วยสติปัญญามันก็มิใช่ตัณหา ระวังคำว่าความต้องการให้ ดี ๆ (๖๑) อย่าอยู่ด้วยความหวัง ให้อยู่ด้วยสติปัญญา มีอีกคำหนึ่งซึ่งเกี่ยวข้องกันอย่างมาก คือคำว่า hope (ความหวัง) ดูจะเป็นที่ยึดถือมากของฝรั่ง คนไทยไม่ค่อยจะ ยึดถือในคำว่า hope แต่ฝรั่งก็มาสอนให้คนไทยชอบคำว่า hope มาสอนเด็ก ๆ ให้มีความหวัง (hope) ระวังให้ดี คำว่า hope มันก็เป็นตัณหาก็ได้ มันเป็นสติปัญญาก็ได้ ถ้า hope ด้วยตัณหา ด้วยอวิชชา มันก็เป็นบ้า เด็ก ๆ ของเราก็ตายหมด และเป็นบ้าหมด คำว่า hope นี้ต้องระวังว่า มันอยู่ใต้อำนาจ ของตัณหาหรือมันอยู่ภายใต้อำนาจของสติปัญญา (๖๒)

น.94 ๘๓ ในที่สุดเราก็สรุปความได้ว่า ความต้องการด้วยอำนาจ ของอวิชชานี้เรียกว่าตัณหา แล้วก็เป็นทุกขสมุทัย ทำให้เกิด ความทุกข์หรือทุกขสมุทยอริยสัจจ์ คือความต้องการด้วยอวิชชา ที่เรียกว่าตัณหา ตัณหาเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ เรื่องทุกขอริยสัจจ์ มีอย่างนี้ (๖๓) เรื่องทุกขสมุทยอริยสัจจ์ก็จบลงด้วยหมดเวลา ขอยุติการ บรรยาย (๖๔)

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต