Buddhadasa.org

อริยสัจจ์ สำหรับคนสมัยใหม่ ตอนที่ ๕ — การบรรยายครั้งที่ ๕ อริยสัจจ์ที่ ๓ : ทุกขนิโรธอริยสัจจ์

อริยสัจจ์ สำหรับคนสมัยใหม่ — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — อริยสัจจ์ สำหรับคนสมัยใหม่ (๗ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.96 การบรรยายครั้งที่ ๕ อริยสัจจ์ที่ ๓ : ทุกขนิโรธอริยสัจจ์ การบรรยายครั้งนี้ก็จะได้พูดกันถึงเรื่อง ทุกขนิโรธอริย- สัจจ์ (๑) เราควรจะทำความเข้าใจเกี่ยวกับคำแต่ละคำนี้ให้ชัดเจน ให้แน่นอน แล้วก็จะได้เรื่องราวที่ชัดเจน (๒) อย่างน้อยที่สุดเราก็ต้องนึกถึงคำสำคัญ ๔ คำที่เกี่ยวกับ อริยสัจจ์ว่า What is? คืออะไร From What? จากอะไร For what? เพื่ออะไร แล้วก็ By what? โดยวิธีใด เดี๋ยวนี้ก็มาถึงเรื่องที่ ๓ For what? เพื่อประโยชน์อะไร เรื่องอริยสัจจ์นี่เพื่อประโยชน์ อะไร (๓) คำว่า นิโรธะ เป็นคำที่จะต้องเข้าใจให้ถูกต้องเป็นพิเศษ นิโรธะกลายเป็นสิ่งที่มีประโยชน์หรือต้องมี จะแปลนิโรธะว่า cessation หรือ extinction นี้ดูมันไม่ค่อยจะถูกเรื่องนัก นี่ก็เป็น เรื่องที่จะต้องวินิจฉัยกัน (๔)

น.97 ๘๖ ความหมายของนิโรธและคำใกล้เคียง โดยตัวหนังสือแท้ ๆ คำว่า นิโรธะ ตามภาษาบาลีนั้นแปลว่า ดับไม่เหลือ ๆ ถ้ามันดับชั่วคราว แล้วมันดับมีอะไรเหลือ นี่ก็ มีปัญหาเหมือนกัน จะใช้คำว่าอะไรดี เช่น คำว่าดับชั่วคราว มันก็มีอีกคำหนึ่งว่า อัฏฐังคมะ (อัษฎงคต) แปลว่า มิได้ตั้งอยู่ คำนี้ก็มีความหมายของคำว่าดับ แล้วมันก็มีออกมาอีกซ้ำออก มาอีก เช่น ดวงอาทิตย์ เช้าขึ้นมาเย็นดับ ในสายตาของคนเรา เห็นว่ามันดับ แต่พรุ่งนี้ก็มาอีก เลยดับ ๆ เกิด ๆ นี่ไม่ใช่นิโรธะ นิโรธะมันต้องดับไปสิ้นเชิง มันยังผลอะไรเหลืออยู่ แม้ไม่ใช่สิ่ง นั้น แต่มันยังมีผลอะไรเหลืออยู่ นี่เราจะพิจารณาคำว่านิโรธะ กันให้ดี (๕) อัฏฐังคมะนี้แปลว่ามิได้ตั้งอยู่ ในปัจจุบันนี้มิได้ตั้งอยู่ จะ เอามาใช้กับคำว่าทุกขนิโรธนี้ไม่ได้ เพราะว่ามันต้องนิโรธะ ดับไปโดยสิ้นเชิง แต่ถ้าจะมีอะไรเหลืออยู่อีก มันก็ไม่ใช่สิ่งนั้น กลับเป็นผล ทีนี้เขาจะใช้คำว่า quenching จะดีกว่าหรือไม่ ขอได้คิดดูให้ดี ท่านทั้งหลายที่เป็นเจ้าของภาษา quench ลง ไปแห่งความทุกข์ แล้วมันก็เหลือผลดีอยู่ นี้เป็นลักษณะของ ทุกขนิโรธ จะต้องเป็นอย่างนี้ (๖) นิโรธเป็นธาตุชนิดหนึ่ง สิ่งที่จะเข้าใจได้ยากสำหรับท่านทั้งหลายก็คือ สิ่งที่เรียก

น.98 ๘๗ ว่านิโรธนี้เป็นธาตุ (element) ชนิดหนึ่ง นี้คงจะเข้าใจยาก สิ่ง ที่เรียกว่าธาตุ (element) ทั้งหลายทั้งหมดในขอบเขตของธรรม นี้ก็แบ่งเป็น ๓ ธาตุ คือ รูปธาตุ ธาตุที่มีรูป อรูปธาตุ ธาตุที่ ไม่มีรูป แล้วก็นิโรธธาตุเป็นที่ดับแห่งรูปและอรูป เป็น element อันหนึ่ง เป็นที่ดับแห่งรูปและอรูป ความทุกข์มันรวมอยู่ในคำว่า รูปและอรูป มีธาตุหรือ element นี้เป็นที่ดับแห่งธาตุเหล่านั้น พอธาตุเหล่านั้นมาถูกนิโรธธาตุ ธาตุเหล่านั้นก็ดับ นิโรธะเป็น ธาตุชนิดหนึ่งตามธรรมชาติ (๗) ถ้ามันเป็นของใหม่สำหรับท่านทั้งหลายก็ขอให้สนใจดี ๆ สำหรับคำว่าธาตุ ในภาษาธรรมนี้มันเป็นธาตุ แม้แต่นิพพาน นิพพานนี้ก็เป็นธาตุ (element) นิพพานมันรวมอยู่ในนิโรธธาตุ ธาตุเดียวกับนิโรธธาตุ แต่ความหมายมันจะไปอีกอย่าง มัน เป็นธาตุแห่งผลของนิโรธะ นิพพานแปลว่าเย็น เย็นคือไม่ร้อน นิพพานธาตุคือธาตุแห่ง coolness หรือ cooling ในเมื่อนิโรธธาตุ หมายถึงธาตุแห่ง quenching (quench) ลงไป หลังจาก quenching มันก็มี cooling, coolness คำว่าธาตุ ในภาษาธรรมมันหมาย ความอย่างนี้ (๘) ที่จะเข้าใจยากก็คือว่า มันเป็นธาตุที่มีอยู่ตามธรรมชาติ ตั้งอยู่ตามธรรมชาติ พอสิ่งใดมาถูกเข้ากับสิ่งนี้ก็ quench (ดับ) ลงไป ถ้าสิ่งใดมาถูกเข้าสิ่งนี้ก็ cool (เย็น) ลงไป นี้คำว่าธาตุมี ความหมายอย่างนี้ มันคงไม่มีความหมายเดียวกับคำว่า element

น.99 ๘๘ โดยทางฟิสิกส์ โดยทางเคมี ขอให้เข้าใจไว้อย่างนี้เป็นการ ล่วงหน้าไว้เถอะ ไม่ฟั่นเฝือ (๙) ตัวอย่างเหมือนกับไฟ ไฟมีอยู่เป็นธาตุตามธรรมชาติใน โลกนี้ พออะไรมาถูกเข้ากับไฟแล้ว มันก็ไหม้ ไฟมีคุณสมบัติ เผาไหม้ สิ่งนั้นมันก็ไหม้ไฟ นิโรธธาตุนี้ก็เหมือนกัน สิ่งใดมา ถูกกับนิโรธธาตุ มันก็ดับลงไป แต่มันดับมีความเย็นเหลือ เป็น นิพพานธาตุ ที่เราจะต้องศึกษากันในความหมายส่วนนี้ ซึ่ง มันต้องเรียกว่า spiritual way ของการศึกษา ขอให้รู้จักคำว่า นิโรธธาตุไว้ในลักษณะอย่างนี้ (๑๐) ทีนี้ ตัวความทุกข์ก็ดี ตัวเหตุของความทุกข์ก็ดี เข้ามาถึง ถูกกันเข้ากับนิโรธธาตุ มันก็ดับไป ความทุกข์มาถึงเข้า ความ ทุกข์ก็ดับลงไป เหตุมาถึงเข้าเช่นอวิชชา อวิชชาก็ดับลงไป อุปาทานก็ ดับลงไป ตัณหาก็ดับลงไป สังขาร (การปรุงแต่ง) ในทุกความ หมายมาถูกเข้ากับนิโรธธาตุ สังขารก็ดับลงไป แล้วมันก็เหลือ นิพพาน ซึ่งเป็นผล เป็นความเย็น ความไม่มีความทุกข์ ความ ไม่มีปัญหา (๑๑) ไวพจน์ของนิโรธคือ วิมุตติและนิพพาน ทีนี้มันผลเนื่องต่อไปอีก ถึงธรรมที่มันเป็น synonym (ไวพจน์) ซึ่งแทนกันได้ เรียกว่าเมื่อมัน quenching แล้ว มันก็ มีอาการของ emancipation (หลุดพ้น) liberating (ปลดปล่อย

น.100 ๘๙ เป็นอิสระ) นั้นอีกที อันนี้มีคำเรียกว่า วิมุตติ หลุดพ้นออกไป ก็ รวมอยู่ในนิโรธธาตุ (๑๒) ดังนั้นเมื่อเราศึกษาเรื่องนิโรธอริยสัจจ์ เราหมายถึงเรื่อง quenching (ความดับ) cooling (ความเย็น) liberating (ความ อิสระ) รวมเป็นเรื่องเดียวกันหมด (๑๓) บางทีเราก็ชอบความหมายของคำว่า quenching บางที เราก็ชอบความหมายของคำว่า cooling บางทีเราก็ชอบความ หมายของคำว่า liberating แล้วแต่ความรู้สึกของเรา ขอให้เข้าใจ ไว้ให้กว้าง ๆ พอสำหรับคำว่านิโรธะ (๑๔) เดี๋ยวนี้ การศึกษาที่เรากำลังมีอยู่ในเวลานี้ ก็แปลนิโรธ อริยสัจจ์ว่า extinction (สูญสิ้นไป) ดูมันจะเป็น extinction อย่าง เดียว ไม่มีอะไรเหลือ ขอให้หาคำแปลที่เหมาะ ที่ถูกต้อง ที่มี ประโยชน์ สำหรับคำว่านิโรธอริยสัจจ์ ขอแนะว่าคำว่า quench ดูจะเหมาะที่สุด (๑๕) จิตสัมผัสนิโรธธาตุได้ แม้โดยบังเอิญ ท่านไม่สังเกตรู้สึกบ้างหรืออย่างไร บางเวลาจิตใจของเรา อยู่กับนิโรธธาตุ คือธาตุอันนี้ มีบางเวลาที่จิตใจของเรารู้สึกสบาย ที่สุด ว่างที่สุด มีคำพูดพูดยาก เรามักจะพูด beyond positive and negative นี้คือว่ามันมีอยู่ มันอยู่กับนิโรธธาตุ จงพยายาม สังเกตเห็นว่า เมื่อไรจิตของเราอยู่กับนิโรธธาตุ ควรจะใช้คำว่า

น.101 ๙๐ experience (ประสบพบเห็น) มันดีกว่า คือเราจะเห็นได้ทันทีว่า เวลานั้นมันไม่ต้องการอะไร มันไม่มี craving (ตัณหา) มันไม่ ต้องการอะไร เพราะฉะนั้น คำว่านิโรธอริยสัจจ์จึงหมายถึงความ ดับแห่งความต้องการด้วยอวิชชา เราจะรู้สึกได้เองว่า เมื่อcraving ดับไปจากจิตใจ อันนั้นคือนิโรธธาตุ อันนั้นคือนิโรธอริยสัจจ์ ปรากฏแก่เรา (๑๖) แม้มันจะเป็นโดยบังเอิญ (coincident) ที่นิโรธธาตุเข้ามา สัมผัสกับจิตใจของเรา แต่เราก็ไม่รู้ไม่ชี้ เราไม่รู้สึก เรา ignore ไม่รู้ไม่ชี้กับมันเสียนี้ เราจึงไม่เข้าใจสิ่งนี้ ไม่รู้จักสิ่งนี้ ฉะนั้น ขอให้สังเกตให้ดี ๆ ว่าเมื่อไรความระงับลงไปแห่งทุกข์ แห่งกิเลส แห่งสังขาร นั่นแหละศึกษานิโรธอริยสัจจ์ที่ตรงนั้นแหละ เวลา นั้นแหละ เมื่อนั้นแหละ นาทีนั้นแหละ (๑๗) ทำไมเราต้องการจะไปพักผ่อน ไปตากอากาศที่ทะเล ที่ ภูเขา ที่เป็นที่พักตากอากาศ เพราะที่นั่นเป็นโอกาสง่าย หรือ เปิดโอกาสให้มาก ที่นิโรธธาตุจะเข้ามาสัมผัสกับจิตใจของเรา แต่เราอาจจะไม่รู้สึกก็ได้ บางทีเราไปหาความเพลิดเพลินอย่าง อื่นก็ได้ แต่ถ้ามองให้เห็นให้มันลึกซึ้งสักหน่อย ว่าสิ่งแวดล้อม เช่นนั้นมันเปิดโอกาสให้นิโรธธาตุสัมผัสจิตใจของเราได้ง่ายกว่า (๑๘) แต่เดี๋ยวนี้เป็นที่น่าเสียดาย โชคไม่ดีที่สถานที่พักตากอากาศ ที่มีอยู่ เขาไม่จัดอย่างนี้ เขาไม่จัดเพื่อประโยชน์อันนี้ เขาไปจัด

น.102 ๙๑ ในทางที่ตรงกันข้าม เท่ากับไล่หรือป้องกันไม่ให้นิโรธธาตุเข้ามา (๑๙) โดยสัญชาตญาณ ชีวิตต้องการนิโรธธาตุ ถ้าจะสังเกตดูให้ดี อาจจะมองเห็นว่า แม้แต่สัญชาตญาณ (instinct) ของเรามันก็ต้องการนิโรธธาตุ มันก็จะน้อมไปหา ความพักผ่อนโดยนิโรธธาตุ ลูกสุนัขตัวเล็ก ๆ ก็ยังต้องการ ความพักผ่อนในแบบของนิโรธธาตุ ขอให้สังเกตดูให้ดี โดย สัญชาตญาณ (instinct) มันก็ต้องการ (๒๐) เอาละ เป็นอันว่าเราควรจะศึกษา ควรจะเข้าใจ ควรจะ ให้โอกาส ควรจะทำโอกาส และส่งเสริมให้นิโรธธาตุเป็นที่ รู้จักแก่เรา แล้วก็มีแก่เรา (๒๑) เอาละ ข้อความนำเรื่อง (introduction) สำหรับนิโรธธาตุ นี่พอแล้ว เดี๋ยวนี้เราจะพูดถึงตัวนิโรธอริยสัจจ์โดยตรงต่อไป (๒๒) ลักษณะของนิโรธ เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสเรื่องอริยสัจจ์ เมื่อพูดถึงนิโรธสัจจ์ ก็มีบาลีว่า ตัณหายะ อะเสสะวิราคะนิโรโธ (๒๓) นิโรธแห่งราคะโดยไม่มีเหลือ นิโรธดับลงแห่งราคะ (craving) นี้อันเดียวกันกับตัณหา ไม่มีเหลือ (๒๔)

น.103 ๙๒ ใช้คำว่า จาคะ คือให้ ให้ไป ให้ออกไป (give up) ปฏินิส- สัคคะ มีความหมายว่าให้คืนกลับไป แก่เจ้าของเดิมคือธรรมชาติ (๒๕) คำว่า มุตติ คำนี้แปลว่าพ้น คำเดียวกับ วิมุตติ หรือ liberate (๒๖) คำสุดท้ายว่า อนาลยะ ไม่มีอาลัยเหลือ คำว่าอาลัยนี้คือ ความคิดถึงสิ่งที่ไปแล้ว แต่ยังคิดถึงอีก ซ้ำแล้วซ้ำอีก สิ่งนี้เรียก ว่าอาลัย ไม่มีอาลัยในวัตถุที่เป็นที่ตั้งแห่งตัณหา ไม่มีอาลัยใน ตัณหา ไม่มีอาลัยกับตัณหาอีกต่อไป (๒๗) ที่จะเข้าใจง่าย ๆ ตัวอย่างเช่นว่า ผัวกับเมียเขาหย่ากันแล้ว แต่อาลัยไม่ขาด ยากที่อาลัยจะขาด (๒๘) นั่นแหละอาลัยตัวนั้นแปลให้ดีๆ มันไม่ใช่ long เพื่ออนาคต มัน long เพื่ออดีต ในอดีต คำพูดในภาษาไทยคำนี้ใช้เสมอ (๒๙) ทีนี้มาดูทีละอย่างนะ (๓๐) ๑. ดับไม่เหลือแห่งราคะ อะเสสะวิราคะนิโรธะ ดับแห่งราคะไม่เหลือเศษ นี่ หมายความว่าเราไปตัดมันที่ต้นเหตุแห่งความทุกข์ ราคะมี ความหมายเดียวกับอุปาทาน กำหนัดยินดี มันก็ย้อมสี ตัดออก

น.104 ๙๓ ให้สีย้อมหลุดออกไปไม่มีเหลือ นี่คือ อะเสสะวิราคะนิโรธะ (๓๑) ๒. สลัดคืน ทีนี้ก็ ปฏินิสสัคคะ สลัดคืนไป จาคะอธิบายคราวเดียว กับมุตติ ก็ต้องอาศัยสติมาทันกาล ทันเวลาที่มีผัสสะ มีผัสสะเข้า มาก็มีสติทันเวลาที่จะสลัดออกไป จาคะก็ได้ ปฏินิสัคคะก็ได้ มุตติก็ได้ ความหมายอันเดียวกัน (๓๒) ๓. ตัดอาลัย ทีนี้ก็มาถึงสิ่งที่ลำบาก อนาลยะ คือ ตัดอาลัย ต้องมีกำลัง ของสมาธิพอ มีกำลังของปัญญาพอ ต้องมีน้ำหนักของสมาธิมาก และปัญญาคม มันจึงจะตัดอาลัยได้ (๓๓) เมื่อมีการกระทำอย่างนี้ สิ่งที่เรียกว่าตัณหามันก็ดับไป แต่ ว่าเราไม่ต้องตาย ให้เข้าใจว่าการตัดตัณหา มีนิพพาน มีมุตติ ไม่ต้องตาย ไม่เกี่ยวกับการตาย มักจะสอนกันผิด ๆ ว่ามันต้อง ตาย มันจึงจะดับได้ นั้นมันสอนผิด ๆ มันไม่ต้องตาย ถ้าต้อง ตายจะมีประโยชน์อะไร มันไม่ต้องตาย แต่มันมีชีวิตที่เยือกเย็น ที่ว่าตัณหาดับ ก็คือไฟดับนั่นเอง (๓๔) มื่อวันก่อนเราพูดกันแล้วถึงข้อที่ว่า ความทุกข์มีเพราะว่า มีอุปาทานในขันธ์ทั้ง ๕ ทีนี้ความดับทุกข์มีเพราะเอาอุปาทาน

น.105 ๙๔ ออกมาเสียจากขันธ์ทั้งห้า เดี๋ยวนี้ที่ว่าดับในที่นี่ ในความหมาย ที่สมบูรณ์ที่สุด ก็คือว่าดับอุปาทานในขันธ์ทั้ง ๕ เสีย (๓๕) มันต้องดับมาตั้งแต่อวิชชา แล้วมันก็ดับตัณหา แล้วมันก็ ดับอุปาทาน นี่คือดับโดยสมบูรณ์ (๓๖) ผลแห่งนิโรธคือชีวิตเย็น ที่บอกแล้วว่า synonym (ไวพจน์) ของนิโรธนี้ ที่มีค่า มากที่สุดหรือจำเป็นอย่างยิ่งคือ นิพพาน คำนี้แปลว่าเย็น ก็มีหลายระดับ ถ้ามันเย็นถึงที่สุด ก็เรียกว่านิพพานได้ในความ หมายนั้น แต่ถ้ามันเย็นไม่ถึงที่สุด เย็นอย่างคนธรรมดาสามัญ จะมีได้ เราก็มีคำอีกคำหนึ่งว่า นิพพุติ ชีวิตเย็น (๓๗) ในภาษาไทยเราเรียกว่าความเย็นอกเย็นใจ ที่เราต้องการ จะมีได้ในคนธรรมดาทั่วไป เย็นอกเย็นใจคือสบายใจชนิดที่ไม่ เกี่ยวกับกิเลส บางทีมันใช่คำเดียวกับคำว่า good time หรือ having a good time ไม่เกี่ยวกับกิเลส นี่ก็จะเป็นนิพพุติ ความ เย็นอกเย็นใจได้เหมือนกัน (๓๘) ทุกคนนั้นชอบนิพพุติ แต่ก็ไม่รู้จักชื่อ จิตใจก็ชอบ แต่ไม่รู้ จักชื่อ นี่ก็อยากจะให้รู้จักคำว่านิพพุติกันไว้อย่างนี้ แต่เป็นภาษา อังกฤษว่าอย่างไรไม่ทราบ แต่มันมีความหมายเดียวกับนิพพาน แต่มันยังไม่ถึงระดับที่สุดและมันก็ชั่วคราว (๓๙)

น.106 ๙๕ เราอาจจะเรียกกันง่ายๆ ว่าชีวิตเย็น เมื่อยังไม่เต็มขนาด ก็เรียกว่า นิพพุติ ถ้า เต็ม ขนาดก็เรียกว่า นิพพาน นี่คือผลของ นิโรธ นิโรธแห่งตัณหา (๔๐) สอุปาทิเสสนิพพานและอนุปาทิเสสนิพพาน เรารู้จักนิพพาน coolness กันให้ถึงที่สุดกันสักหน่อยก็ได้ พอกิเลสสิ้นไป ๆ เย็นๆ แล้ว แต่ความรู้สึกเป็น positive หรือ negative ยังเหลืออยู่ ความรู้สึกที่เป็น positive หรือ negative นี้ไม่อาจจะทำให้เกิดกิเลสได้ กิเลสสิ้นไปหมดแล้ว อย่างนี้เป็น นิพพานที่หนึ่ง นิพพานอีกอย่างหนึ่ง คือกิเลสก็สิ้นไปด้วย ความ รู้สึกที่เป็น positive หรือ negative ก็หมดไปด้วย นี้ก็เป็นนิพพาน ที่สอง เรียกว่านิพพานไม่มีเชื้อเหลือ อย่างแรก ๆ เรียกว่า สอุปาทิเสสนิพพาน นิพพานมีอุปาทิเหลือ อย่างที่หลังเรียกว่า อนุปาทิเสสนิพพาน นิพพานไม่มีอุปาทิเหลือ นี่ถึงที่สุดของการ ดับตัณหา เป็นนิพพานอยู่ ๒ ชนิด (๔๑) พูดให้สั้นที่สุดก็นิพพาน ทีแรกนั้นยังมีความรู้สึกต่อ positive และ negative แต่ความรู้สึกอันนี้ไม่อาจจะปรุงแต่งให้เกิด self หรืออัตตาตัวตนได้ แต่ยังรู้สึกว่า positive และ negative นิพพาน ที่สองไม่มีความรู้สึก positive หรือ negative แต่ประการใด (๔๒) นั่นแหละเราจะเรียกชื่อมันว่า ชีวิตใหม่ ว่า beyond the

น.107 ๙๘ ไวพจน์ของนิโรธ (เพิ่มเติม) ทีนี้เราก็มาพูดถึงไวพจน์ (synonym) ของคำว่าทุกขนิโรธ มีคำที่ช่วยให้เข้าใจได้ดียิ่งขึ้นอีกหลายคำ (๕๐) ๑. ระงับสังขารในทุก ๆ ความหมาย ระงับการปรุงแต่งหรือ concoction เสียโดยทุกความหมาย เรียกว่า สัพพสังขารสมโถ ระงับสังขารเสียในทุก ๆ ความ หมาย ระงับ concoction เสียในทุกความหมาย นี่ก็เป็น synonym ของทุกขนิโรธ (๕๑) ๒. โยนของหนักทิ้งให้หมด โยนของหนักทิ้ง ของหนัก ๆ โยนทิ้งไปเสียให้หมด ของ หนัก ๆ คือ เบญจขันธ์ที่มีอุปาทาน เรียกว่าของหนัก นี่เรียกว่า สัพพูปธิปฏินิสสัคโค โยนของหนักออกไปเสียให้หมด คือ เบญจขันธ์ที่ประกอบอยู่ด้วยอุปาทาน (๕๒) ๓. ทำตัณหาให้สิ้น ทีนี้อันที่สามคือว่า ตัณหักขโย ทำตัณหาให้สิ้น ทำ craving ให้สิ้น ทำตัณหาให้สิ้น (๕๓)

น.108 ๙๙ ๔. ไม่มีกิเลสย้อมใจ ทีนี้อันที่สี่ วิราโค ไม่มีของย้อม วิราคะในที่นี้หมายถึง ของย้อมจิต เหมือนสีย้อมผ้า ทำให้สีละลายไปหมด ให้สีจาง ออกไปหมด ไม่มีสีเหลือ เรียกว่าวิราคะ ดับราคะที่เป็นเหมือนกับ สีย้อมผ้าให้หมดไป (๕๔) ๕. จิตเย็น ก็มาถึงคำว่า นิพพานัง ก็คือว่าเย็น ดับหรือเย็น หรือ ไม่มีอะไรที่มาทำให้เจ็บปวด สุดท้ายของทุกข์คือนิพพานังทำให้ มันเย็น ทำให้มันเย็นทั้งทางจิต ทั้งทางวิญญาณ (๕๕) มันเป็นคำที่ไพเราะที่สุดในความรู้สึก ถ้ารู้สึกนะ จะอ่าน ให้ฟัง จะจำไม่ได้ก็ไม่เป็นไร - สัพพสังขารสมโถ - สัพพูปธิปฏินิสสัคโค - ตัณหักขโย - วิราโค - นิโรโธ - นิพพานัง (๕๖) ธรรมสมาธิเกิดจากอานาปานสติ ๖ คำนี้ ถ้าเราเอาความจริงอันนี้มาทำสมาธิ มีชื่อเรียก

น.109 ๑๐๐ แปลกออกไปว่า ธรรมสมาธิ แต่ไม่มีใครเคยใช้ ไม่มีใครเคย ทำ ในบาลีมีเรียกว่าธรรมสมาธิ เอาธรรมเหล่านี้ ๖ ชื่อนี้ มาทำ อยู่ในใจ ให้กำหนดอยู่ในใจ เรียกชื่อใหม่ว่าธรรมสมาธิ ไม่มี ใครเคยทำ ไม่มีใครเคยพูด แต่ในบาลีมี นี่มันเป็น synonym ของนิโรธ หรือทุกขนิโรธะ ก็คือเอานิโรธมาทำเป็นสมาธิ (๕๗) แต่ว่าโดยพฤตินัยแล้ว อานาปานสติหมวดสุดท้ายคือหมวด ที่ ๔ นั่นแหละคือ ธรรมสมาธิ (๕๘) ท่านจะไปที่ไหน ที่อินเดีย ที่พม่า ที่ศรีลังกา ที่ไหนก็ตาม ท่านจะไม่ได้ยินคำว่า ธรรมสมาธิ คือปฏิบัติธรรมสมาธิ แปลก ที่ว่าเขาไม่เอาคำนี้มาใช้กัน แต่แล้วเรายืนยันว่า ทำอานาปานสติ หมวดสุดท้ายนั่นแหละ คือการกระทำที่เรียกว่าธรรมสมาธิ คือ เอาพระนิพพานเป็นอารมณ์ของสมาธิ สมาธิที่ถูกต้องต้องมี พระนิพพานเป็นอารมณ์ (๕๙) Concentrate the mind ตรงไปที่ทุกขนิโรธ หรือนิพพาน แล้วแต่จะเรียก focus the mind ตรงไปที่นั่น ก็เรียกว่า ธรรมสมาธิ (๖๐) พูดสำหรับคนธรรมดาเดินถนนก็พูดว่า มุ่งไปที่ความสงบ เราจะมุ่งไปที่ความสงบของจิตใจ (peacefulness of mind) มุ่ง ไปที่นั่น คอยจ้องอยู่ที่นั่นตลอดเวลา ทุกเวลา เราคอย ระวังจิต ควบคุมจิต ดำรงจิตให้ชอบ ให้มุ่งอยู่ที่ความสงบ ปฏิบัติได้ ทุกหนทุกแห่ง (๖๑)

น.110 ๑๐๑ เดี๋ยวนี้คนทั้งโลกก็พูดถึง peacefulness หรือ peaceful world แต่แล้วก็ไม่สำเร็จประโยชน์ เพราะเขาไม่รู้จักทำอะไรบางอย่างให้ มันดับลงไป ดับกิเลส ดับตัณหา ดับอุปาทานในเบญจขันธ์เขา ไม่รู้จักทำ พูดไปก็ไม่มีประโยชน์ peaceful world หรือ peacefulness of the world คำนี้พูดไปมันไม่มีประโยชน์ เพราะมันไม่รู้จัก ทุกขนิโรธ (๖๒) อุบายดับตัณหาด้วยตัณหา ทีนี้ มีอยู่สิ่งหนึ่งที่อยากจะพูดเป็นสิ่งสุดท้าย ก็เรียกว่า อุบาย ในภาษาไทยเขาเรียกว่า เคล็ด เคล็ดคือทำให้มันง่าย เข้า ทำให้มันเร็วเข้า ทำให้มันสะดวกเข้า เรามีเคล็ดหรือมีอุบาย ที่จะทำ อย่างที่เรียกว่า "เกลือจิ้มเกลือ” คือเอาความทุกข์ นั่นแหละมันมาแก้ความทุกข์ ในที่นี้ก็จะเรียกว่าเอาตัณหานั่นแหละ มาดับตัณหา เกลือจิ้มเกลือมันมีความหมายว่า เอาสิ่งนั้นแหละ มาแก้ปัญหา มีคำอีกคำหนึ่งว่า "ถ้าหนามยอกก็เอาหนาม นั่นแหละบ่ง” คือว่าหนามมันตำอยู่ที่ในเนื้อนี้ เราก็ไปหาหนาม ใหม่มา แล้วก็เอามาแทงหนามที่ติดอยู่ในเนื้อ แล้วปล้ำเอาขึ้นมา อย่างนี้ แล้วหนามอันนี้มันก็หลุดออกมา เขาเรียกว่าเอาหนาม นั่นแหละบ่งหนามหรือแก้หนาม นี้มีวิธีเอาตัณหาแก้ตัณหา (๖๓) แต่ท่านต้องดูให้ดี ให้เห็นว่ามันคนละอันกัน ถ้าว่า "เกลือ จิ้มเกลือ" มันเกลืออีกอันหนึ่งมาแก้เกลืออันนี้ ถ้าว่า "หนาม

น.111 ๑๐๒ มาบ่งหนาม" ก็ต้องหนามอีกอันหนึ่ง ไม่ใช่หนามอันเดียวกันนั้น ฉะนั้นเราต้องมีตัณหาในอีกความหมายหนึ่ง เพียงแต่ชื่อมัน เหมือนกันกับความต้องการอีกอันหนึ่ง ชื่อเหมือนกัน (๖๔) เมื่อเราจะต้องมีของชื่อเดียวกัน แต่ต่างกันอย่างนี้แล้ว คำว่าตัณหานี้เราจะแปลแต่เพียงว่า want ก็แล้วกัน ต้องการ (want) อย่างตัณหา (craving) มันเป็นปัญหา เป็นความทุกข์ เป็นความเลว เราก็เอา want อย่าง aspiration คือต้องการให้ ดีกว่าเก่า ดูเหมือนว่าจะมีคนบางคนเคยคิดที่จะแปลคำว่าตัณหา นี้เป็น aspiration แต่มันเป็นตัณหาฝ่ายดี ตัณหาเพื่อที่จะแก้ ตัณหา ถ้าเอาตัณหามาแก้ตัณหา ดับตัณหาด้วยตัณหาแล้ว ก็ เอา aspiration เข้ามาดับ craving เสีย หนามแก้หนาม (๖๕) ในความทุกข์มีความดับทุกข์ ทีนี้เรามาดูถึงความทุกข์ ในความทุกข์มันมีความดับทุกข์ ถ้าความทุกข์เกิดขึ้นอยู่ก็เป็นความทุกข์ แต่ความทุกข์ดับลงมัน ก็เป็นความดับทุกข์ ถ้าเราดูให้ดี เราจะรู้จักตัวความดับทุกข์ จากความทุกข์นั่นแหละ ดูตัวความทุกข์ว่า ในนั้นมีความจริง มีความรู้ให้เห็นว่า จะดับทุกข์ด้วยวิธีใด ในไฟถ้าเราดูให้ดีว่า ตรงกันข้ามคือความดับไฟ เราศึกษาความทุกข์ให้เข้าใจชัดเจน แจ่มแจ้ง แล้วเราจะมองเห็นว่า ความดับทุกข์จะเป็นอย่างไร ฉะนั้นขอให้ทำให้ฉลาด ในความทุกข์มันสอนเราให้รู้จักความ

น.112 ๑๐๓ ดับทุกข์ มันก็ได้ผลอย่างเดียวกับว่า เอาหนามบ่งหนาม (๖๖) จงถามตัวเองดูทีว่า เราจะเห็นควันไฟที่ไหน ถ้าไม่เห็นที่ ไฟ จะเห็นความดับไฟที่ไหน มันก็ที่ไฟนั่นแหละ เราจะเห็นความ ดับทุกข์ที่ไหน ก็ต้องเห็นที่ตัวความทุกข์นั่นแหละ ฉะนั้นดูให้ดี ในไฟก็ตาม ในตัวความทุกข์ก็ตาม มันมีสิ่งที่ตรงกันข้ามอยู่ใน นั้น เราขอบใจความทุกข์มันสอนให้เราฉลาด แล้วให้ความทุกข์ นั้นเองดับตัวมันเอง (๖๗) ดับไฟอยู่ที่ไฟ ดับทุกข์อยู่ที่ความทุกข์ พวกคุณทั้งหลาย ควรจะไปดูสระนาฬิเกร์ ไปดูต้นมะพร้าวกลางสระ นั่นแหละ จะเข้าใจคำว่า ดับไฟที่ไฟ ดับทุกข์ที่ทุกข์ ความดับทุกข์อยู่ ที่ความทุกข์นั่นแหละ เราต้องพยายามเข้าใจนี้ให้ดี เราก็จะ เปลี่ยนตัณหา sublimate เปลี่ยนกระแสกำลังของตัณหาให้มัน เป็นกำลังที่ดับหรือฆ่าตัวตัณหาเอง เปลี่ยนกระแสกำลังของตัณหา จาก craving เป็น aspiration แล้วมันก็ฆ่าตัณหาเอง (๖๘) ความทุกข์ทำให้รู้เรื่องดับทุกข์ ในที่สุดเราก็พูดว่า ขอบใจความทุกข์ ขอบใจความทุกข์ ที่มันทำให้เราฉลาด ที่มันทำให้เกิดพระพุทธเจ้า ผู้รู้ความดับ ทุกข์ขึ้นมาในโลก ขอบใจความทุกข์ แม้แต่มันจะเป็น optimistic มากไปหน่อยก็ไม่เป็นไรหรอก เรามองกันในแง่นี้ดีกว่า (๖๙)

น.113 ๑๐๔ เมื่อความทุกข์เกิดขึ้นต้อนรับมันให้ดี ๆ เราจะพบความ ดับทุกข์ (๗๐) เรื่องทุกขนิโรธอริยสัจจ์จบแล้ว ขอยุติการบรรยายวันนี้ (๗๑)

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต