Buddhadasa.org

อริยสัจจ์ สำหรับคนสมัยใหม่ ตอนที่ ๖ — การบรรยายครั้งที่ ๖ อริยสัจจ์ที่ ๔ : ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา

อริยสัจจ์ สำหรับคนสมัยใหม่ — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — อริยสัจจ์ สำหรับคนสมัยใหม่ (๗ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.114 การบรรยายครั้งที่ ๖ อริยสัจจ์ที่ ๔ : ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจจ์ การบรรยายครั้งนี้พูดถึงอริยสัจจ์ข้อที่ ๔ เรียกยืดยาวว่า ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา แต่เรียกสั้นที่สุดว่า มรรค คือทาง เฉย ๆ (๑) ขอให้ทบทวนอย่างติดต่อกันมาแต่ต้นอีกครั้งหนึ่ง เราพูด ถึงเรื่องปัญหาหรือความทุกข์ โดยมีหัวข้อว่า มันคืออะไร มัน มาจากอะไร และมันเพื่อประโยชน์อะไร แล้วมันโดยวิธีใด วันนี้เราจะพูดกันถึงข้อที่ว่า โดยวิธีใด (๒)

น.115 ๑๐๖ สิ่งแรก ความทุกข์หรือตัวปัญหาทั้งหลาย รวมหมดว่า บรรดาสิ่งที่ไม่พึงปรารถนา (dissatisfaction) ทุกชนิด ทุกขนาด ทั้งหมดเป็นตัวความทุกข์หรือเป็นตัวปัญหา แล้วมันก็เกิดมา จากการที่เรามีอุปาทานในขันธ์ทั้ง ๕ แต่เราเรียกสั้น ๆ ว่า มาจากตัณหา ตัณหาคืออุปาทานในขันธ์ทั้ง ๕ นี้เป็นที่มา เป็น ต้นเหตุแห่งความทุกข์ เราก็พบว่าหยุดตัณหาคือหยุดอุปาทาน นั่นเสีย คือเอาอุปาทานออกมาเสียจากขันธ์ ๕ นั่นแหละคือ มันดับทุกข์ ทีนี้โดยวิธีใด ทำอย่างไรจึงจะเอาอุปาทานออกมา เสียจากขันธ์ทั้ง ๕ นี้เป็นข้อที่ ๔ ที่เรากำลังจะพูดกัน (๓) ความหมายของคำว่า ปฏิปทา ในภาษาบาลีเรามีคำคำหนึ่งที่เรียกว่า ปฏิปทา เช่น ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา ปฏิปทา คำนี้มีความหมายได้ ๒ อย่าง ถ้าความหมายของชาวบ้านตามธรรมดาที่พูดอยู่ในท้องถนน คำ ๆ นี้แปลว่า การเดินทาง (traveling) แต่พอมาพูดถึงสำหรับ การปฏิบัติธรรมะที่วัด คำนี้ก็แปลว่า การปฏิบัติ การปฏิบัติ จะเป็น practice หรือ commitment ที่ใช้ในศาสนาอื่น มันแปล ว่าการปฏิบัติ ฉะนั้นการเดินทางกับการปฏิบัติ ๒ คำนี้เป็นคำ เดียวกัน คือคำว่าปฏิปทา (๔) ความหมายของคำว่า คามินี คำว่า คามินี แปลว่า เป็นเครื่องให้ถึง เป็น instrument

น.116 ๑๐๗ เป็นเครื่องให้ถึง คามินีปฏิปทาก็แปลว่า การปฏิบัติที่เป็นเครื่อง ให้ถึง (๕) รวมกันทั้งหมดเรียกว่าอริยสัจจ์ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา เป็นความจริงข้อที่ ๔ ในอริยสัจจ์ทั้ง ๔ (๖) ความหมายของคำว่า ความจริง มาถึงอริยสัจจ์ที่สุดท้ายนี้แล้ว เราก็จะดูความหมายของ คำว่าความจริง ซึ่งมันเป็นคำที่มีความหมายพิเศษ ดีมากเลย คำว่าจริง แม้ความทุกข์ที่เราไม่ปรารถนา ไม่ต้องการ มันก็มี ความจริง ในเหตุที่มันเกิดทุกข์ก็มีความจริง แม้ความดับทุกข์ เสียได้ก็มีความจริง มันมีความจริงของมันในทุกสิ่งทุกอย่าง มันจะเป็น positive หรือ negative ก็ตามเถอะ มันก็มีความจริง ของมัน รู้จักสิ่งที่เรียกว่าความจริง (๗) ใน positive ก็มีความจริงที่เป็น positive ใน negative มัน ก็มีความจริงที่เป็น negative ในคำพูดที่โกหกนั้นก็มีความจริง ของความโกหก ในคำพูดที่มันเป็นการหลอกลวงมันก็เป็น ความจริง มีความจริงของสิ่งนั้นในตัวความจริง ความจริง ของสิ่งเหล่านี้ต้องรู้จัก ต้องเข้าให้ถึงตัวจริงหรือตัวความจริง โดยสิ่งที่เรียกว่าปฏิปทา ปฏิปทาคือการปฏิบัติ (๘)

น.117 ๑๐๘ ให้เข้าใจความหมายของคำว่าจริงนี้ให้ถูกต้องเถิด ใน ความไม่จริงมันก็มีความจริงของความไม่จริง ในความโกหก ต่าง ๆ มันก็มีความจริงของมัน ตัวความจริงมันก็มีอยู่ในสิ่งนั้น ๆ ตามแบบของมัน เดี๋ยวนี้เราดูความจริงเกี่ยวกับความทุกข์ที่ เป็น negative แล้วก็ความดับทุกข์ที่เป็น positive มันก็มีความ จริงของมัน (๙) ความจริงที่เป็นอริยสัจจ์มีประโยชน์ที่สุด เรามีความจริงชนิดที่มีประโยชน์ที่สุด เรามีความจริง ชนิดที่ไม่มีประโยชน์เลย แต่ก็ความจริงแท้ ๆ ไม่เป็น positive หรือ negative แต่นี่เรารู้สึกเอาเองว่าความจริงอย่างนี้มีประโยชน์ ความจริงอย่างนี้ไม่มีประโยชน์ ความจริงที่เป็นอริยสัจจ์มี ประโยชน์มาก เพราะทำให้เราอยู่โดยไม่มีข้าศึก ความ จริงนำไปสู่ความไม่มีข้าศึก เป็นความจริงที่มีประโยชน์ ฉะนั้น ขอให้เราสนใจความจริงที่มีประโยชน์ ความจริงอีกมากมาย จริงเหมือนกันแต่ไม่มีประโยชน์ เราไปสนใจความจริงอย่างนั้น กันเสียโดยมาก เพราะว่ามันสนุกดี ความจริงที่มีประโยชน์ ไม่ค่อยสนุก (๑๐) มันยังมีลักษณะที่จะต้องทราบไว้อย่างหนึ่งว่า น่าฟังหรือ ไม่น่าฟัง attractive หรือไม่ นี่เรากำลังพูดเรื่องเอาอุปาทานออก มาเสียจากขันธ์ทั้ง ๕ มันจะไม่น่าฟังสำหรับคนเป็นอันมาก ผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจ เห็นประโยชน์เท่านั้นจึงจะน่าฟัง เรา

น.118 ๑๐๙ จะพูดสิ่งที่ดีที่มีประโยชน์ แต่มันก็ไม่น่าฟังหรือฟังไม่ออก คน โดยมาก คนปุถุชน เขาไม่ชอบฟัง นี่เรียกว่า แม้จะเป็นความ จริงที่เป็นประโยชน์ด้วย แต่บางทีมันก็ไม่น่าฟัง หรือไม่เป็นที่ ชอบใจของคนเป็นอันมาก (๑๑) ถ้าฟังไม่ถูก เขาไม่รู้สึกว่าการเอาอุปาทานออกเสียจาก ขันธ์ ๕ นี้คือพุทธศาสนา นี่มันเป็น pessimistic แต่ถ้าเขาฟังถูก เห็นชัดอยู่อย่างนั้น มีประโยชน์อยู่อย่างนั้น พุทธศาสนาคือ เอาอุปาทานออกมาเสีย นี่ก็เป็น optimistic ฉะนั้นอย่าให้สิ่ง ทั้งสองนี่มันหลอกลวงท่านทั้งหลาย (๑๒) เมื่อเขาฟังไม่ถูก ไม่เข้าใจ เขาก็จะมีความคิดไปว่า คน พูดนั้นพูดไม่มีประโยชน์ เอาอัตตาออกมาเสียจากขันธ์ทั้ง ๕ นี้ มันไม่มีประโยชน์อะไร เป็นคนบ้า แต่ว่าคนพูดนี้พูดความจริง ที่สุด แล้วคนฟังมันฟังไม่ถูกเอง ฉะนั้นขอให้คิดดูให้ดีว่า คนพูด เป็นคนโง่หรือคนฟังเป็นคนโง่กันแน่ (๑๓) มันแล้วแต่ว่าฟังถูกหรือไม่ถูก ฟังเข้าใจหรือไม่เข้าใจ ถ้าฟังไม่เข้าใจ คนฟังก็หาว่าคนพูดเป็นคนโง่ ทั้งที่คนฟังมัน เป็นคนโง่ จะต้องเตรียมตัวให้ถูกต้อง ให้ฟังให้ถูก แล้วก็จะ ไม่เข้าใจว่าคนพูดเป็นคนโง่ ในการที่จะพูดว่า ถอนอัตตา ถอนอุปาทานออกมาเสียจากขันธ์ทั้ง ๕ (๑๔) ถ้าเขาฟังไม่ถูก ไม่ realize ในสิ่งที่พูดแล้ว เขาจะรู้สึกว่า

น.119 ๑๑๐ การเอาอุปาทานออกมาเสียจากขันธ์ทั้ง ๕ นี่มันเป็นการฆ่าตัว ตาย เป็นการฆ่าตัวตาย เขาไม่ชอบ แล้วเขาจะคิดว่าผู้พูดเป็น คนโง่ที่สุด (๑๕) นักศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยก็ยังมาถามว่า ถ้าไม่ให้มี concept ว่าตัวตน ว่าตัวกู ว่าของกูอย่างนี้แล้ว จะให้เรามีชีวิต อยู่ได้อย่างไร เขาจะมีชีวิตอยู่ได้อย่างไร เขามีคำถามอย่างนี้ เขาจะต้องเข้าใจให้ถูกต้องว่า เราอาจจะมีชีวิตอยู่โดยที่ไม่ต้อง มีอุปาทานว่าตัวกู ว่าของกู มันจะมีสิ่งกลาง ๆ อันหนึ่งว่า individuality หรืออะไรในทำนองนี้ ที่มันเป็นกลางที่สุดกับ individuality ที่มันมี concept ว่าตัวกู มันก็ต่างกันมาก เรา อาจจะมีตัวชนิดที่ไม่มีตัว หรือมีตัวชนิดที่มีตัว ถ้ายึดมั่นถือมั่น มันก็เป็นตัวขึ้นมา ถ้าไม่ยึดมั่นถือมั่นในอุปาทาน มันก็ไม่มีตัว เรามีชีวิตที่ไม่มี conception ว่ามีตัวนั่นแหละมันอยู่ได้เหมือนกัน ไม่ต้องกลัวว่าจะเป็นการฆ่าตัวตาย (๑๖) เราอาจจะมีชีวิตชนิดที่มีความรู้สึกว่ามีตัวก็ได้ เราจะมี ชีวิตชนิดที่มีความรู้สึกว่าไม่มีตัวก็ได้ เราไม่ต้องตายหรอก มีชีวิตอย่างไหนดีกว่า ไม่มีความทุกข์ จงเลือกเอาอย่างนั้น (๑๗) นี่คือมัชฌิมาปฏิปทา หรือทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา เรา จะปฏิบัติให้มีชีวิตชนิดที่ไม่มีตัว ไม่มี concept ว่ามีตัวในใจ

น.120 ๑๑๑ แต่เป็นธรรมดาที่ปากจะต้องพูดว่ามีตัว เพราะว่าคนทั้งโลกเขา พูดภาษาอย่างมีตัว มันกลายเป็นเราว่ามีใจ อย่างหนึ่ง แล้ว ก็มีปากพูดอีกอย่างหนึ่ง ข้อนี้หลีกไม่พ้น (๑๘) ความจริง ๒ อย่าง ทำให้ปากอย่าง ใจอย่าง เมื่อเรารู้ความจริงข้อนี้ เราก็จะไม่มีความทุกข์ เพราะมัน ไม่มีตัวที่จะเป็นผู้ทุกข์ แต่แล้วก็จำเป็นที่ปากมันจะต้องพูด อย่างมีตัว ฉะนั้นศาสนาที่สำคัญ ๆ เขาจำเป็นจะต้องพูดอย่าง มีตัว เขาก็มีตัวตลอดไป เช่น ลัทธิฮินดูอย่างเวทานตะอย่างนี้ เขาจะต้องมีตัวตลอดไปจนนิรันดร สำหรับพุทธศาสนาก็จะ เน้นที่ว่า มันไม่มีตัวตลอดเวลา ถ้าเราไม่เข้าใจกันให้ดี ๆ แล้ว ก็จะทะเลาะกัน เราจะต้องทำความเข้าใจกันในข้อนี้ ให้เห็นว่า ถ้าเราจะถือว่ามีตัว เราก็ควรจะรู้ว่ามีตัวซึ่งมิใช่ตัว We are we which is not we. ท่านเข้าใจไหม ท่านจะฟังถูกไหม We which is not we. เรามีตัวชนิดที่ไม่ใช่ตัว นี่มันเป็นจุดหมายของ พุทธศาสนา ในศาสนาฮินดูเวทานตะ เขาจะมีตัวกี่ชนิดก็ ตามใจเขา ถ้ามันไม่มีความทุกข์ได้ละก็ใช้ได้เหมือนกัน (๑๙) จิตรู้สึกอย่างหนึ่ง ปากก็พูดอีกอย่างหนึ่ง จิตรู้สึกอีกอย่าง ว่าไม่มีตัว แต่ปากพูดว่ามีตัว นี้ไม่ใช่คนโกหก (๒๐) อัตตา นิรัตตา และอนัตตา ถ้าจะให้เข้าใจง่าย ๆ ขอแทรกพูดตรงนี้อีกทีหนึ่งว่า ทิฐิ

น.121 ๑๑๒ หรือความคิดของคนนี้มันแบ่งออก ๓ อย่าง พวกหนึ่งมีตัว มีอัตตา เป็นอัตตา อีกพวกที่สุดฝ่ายนี้ ไม่มีอัตตา เป็น นิรัตตา ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าตัว นี่มันสุดโต่งอย่างนี้ มันใช้ไม่ได้ ที่มันอยู่ตรงกลางคือพุทธศาสนา พุทธศาสนาอยู่ตรงกลาง มีตัวชนิดที่มิใช่ตัว มีอัตตาชนิดที่มิใช่อัตตา อันนั้นแหละเรา เรียก อนัตตา นี่คือ middle way หรือมัชฌิมาปฏิปทา มันอยู่ ตรงกลาง พวกแรกมีตัวเต็มที่ พวกที่ ๒ ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าตัว อะไรเลย พวกที่ ๓ มีตัวซึ่งมิใช่ตัว นี่คือสิ่งที่เรากำลังจะพูด คือ middle way (๒๑) คำง่าย ๆ ก็ว่าฝ่ายนี้ full of self ฝ่ายนี้ก็ without self ตรง กลางนี่ self which is not self ที่เรากำลังจะพูด (๒๒) ศึกษาพุทธศาสนาด้วยวิธีประจักษ์แจ้ง ไม่ใช่คิดเหตุผล ทีนี้ก็มาถึงปัญหาที่สำคัญที่สุด เราจะมีความรู้สึกอย่างนี้ ได้อย่างไร (๒๓) โดยวิธีการทางปรัชญาหรือ philosophy ได้ไหม หรือว่า จะต้องโดยวิธีปฏิบัติทางจิตใจเป็น realization ได้ข้อสรุปหรือ conclusion ของ philosophy จะเรียกว่า realization ได้ไหม นี่ จะต้องดูให้ดี ๆ philosophy มันจะอาศัย reasoning (การใช้

น.122 ๑๑๓ เหตุผล) แล้วก็ออกมาเป็น conclusion อย่างนี้เป็น realization ได้ไหม ทางพุทธศาสนาไม่ยอมรับว่าอย่างนั้นเป็น realization เพราะมันมาจาก reasoning realization ต้องมาจากการปฏิบัติ ทางจิตทางใจ ตามวิธีที่พุทธศาสนาเรียกว่ามัชฌิมาปฏิปทา realization จึงจะเกิดขึ้น ที่จะ remove เอาอัตตาออกไปเสีย จากขันธ์ทั้ง ๕ ได้จริง (๒๔) เราจะต้องเห็นให้ชัดและพูดโดยเด็ดขาดลงไปว่า วิปัสสนา หรือจิตตภาวนานี้ไม่มี reasoning แต่ว่าอยู่เหนือ reasoning เป็น realization (๒๕) ที่เราเรียกว่าอานาปานสติภาวนาหรือวิปัสสนานี้ ท่าน ต้องเข้าใจว่าเหนือ reasoning ถ้าเป็น reasoning มันก็จะเป็น philosophy (๒๖) เพื่อจะให้มันเข้าใจง่าย ๆ และจะไม่ให้มันปนกันยุ่ง เรา อยากจะแบ่งความรู้หรือ knowledge ออกเป็น ๓ ชั้น ถ้ามัน มาจากการศึกษาเล่าเรียน study book นี่ก็เป็น knowledge เหมือนกัน ชั้นต่ำมาก ชั้นพื้นฐานทั่วไป แล้วทีนี้ก็มาถึง reasoning เป็นการใช้เหตุผลคิดวิเคราะห์ knowledge ที่มันออกมาจาก reasoning ก็ยังดีกว่านั้น แต่ reasoning นี่ยังผิดได้ เข้ามาอีก อันหนึ่งก็เป็น realization จาก spiritual experience โดยตรง จากจิตใจโดยตรง นี่มันจึงจะเป็นความรู้ที่ถูกต้อง ที่จะเรียกว่า

น.123 ๑๑๔ ธรรมะ ซึ่งมิใช่ philosophy (๒๗) แต่มันก็มีความจริงที่ว่า วิถีทางของวิปัสสนา realization นี้ เราเอามาพูดอย่าง philosophy ก็ได้เหมือนกัน แล้วก็จะสนุก ด้วย แล้วก็มากมายไม่มีที่สิ้นสุด (๒๘) ถ้าจะเรียกว่า Buddhist Philosophy ก็ได้ แต่ว่านั่นยัง มิใช่ตัวแท้ของพุทธศาสนา (๒๙) ชีวิตคือการเดินทาง ดังนั้นเราจึงต้องเดินทาง ปฏิปทา หรือ ปฏิบัติคือ เดินทางให้ไปถึงจุดสุดท้ายของทาง แล้วเราก็จะพบสิ่งนี้ ที่ดับทุกข์สิ้นเชิง โดยเอาอุปาทานตัวตนออกมาเสียจากขันธ์ ทั้ง ๕ (๓๐) คำว่าทางหรือหนทางนี้เป็นคำที่มีความหมายมากหรือ แปลกมาก สิ่งที่มันมีชีวิตมีการเดินทางอยู่เสมอ แต่มันโง่ มันก็ เดินไม่ถูก สิ่งที่เรียกว่ามีชีวิต จะเป็นคน เป็นสัตว์ เป็นต้นไม้ ถ้ามันมีชีวิต แล้วมันมีการเดินทาง มีวิวัฒนาการอยู่เสมอ แต่ ถ้ามันเดินไม่ถูก มันก็ไม่ไปสู่จุดที่ดับทุกข์ได้ มันก็มีปัญหา มากขึ้น ๆ (๓๑) อาตมาไม่มีความรู้ที่แน่นอนว่า path กับ way ต่างกัน

น.124 ๑๑๕ หรือเหมือนกัน ยังเข้าใจจนเดี๋ยวนี้ว่า path เป็น ตัวทาง way คือ วิธีเดินทาง นี่คิดดูเถิดว่า อัฏฐังคิกมรรคหรือนิโรธคามินี ปฏิปทานี้จะเรียกมันว่า path หรือจะเรียกมันว่า way (๓๒) ถ้าไม่มีการเดินทางแล้ว ทางมันจะมีได้อย่างไร ถ้าไม่มี การเดินทางแล้ว สิ่งที่เรียกว่าทางมันจะมีได้อย่างไร ถ้ามันอยู่ เฉย ๆ มันไม่เรียกว่าทาง เพราะฉะนั้นการเดินนั้นเป็นสิ่งที่ สำคัญ มันเกิดมีคำว่าหนทางขึ้นมา (๓๓) ถ้าเราจะนึกถึงวิวัฒนาการของโลก ของจักรวาลแรกที่สุด ไปจนถึงอนาคต วิวัฒนาการเหล่านี้มันก็เป็นตัวทาง มันมีแนว มีทางที่มันจะวิวัฒนาการ จะต้องเห็นว่าทางหรือการเดินทางนี้ ไม่ใช่สิ่งเล็กน้อย มันเป็นทั้งหมด ในโลกในจักรวาลนี้มีการ เดินทางของมันอยู่โดยธรรมชาติ และสิ่งที่มีชีวิตจะต้องเดินให้ ถูกต้อง ไม่อย่างนั้นจะไม่ได้รับผลอะไรจากการเดินทาง (๓๔) เราคลอดมาจากท้องมารดา เราก็มีการเดินทาง ทีนี้เดิน ผิดหรือถูก ถ้าผิดมันก็ต้องเต็มไปด้วยความทุกข์ ถ้าเดินถูก มันจะไม่มีความทุกข์เลย ทีนี้เราออกมาจากท้องมารดา ไม่มี ความรู้ มันก็ต้องเดินทางผิดเป็นธรรมดา โดยสิ่งแวดล้อมมัน ยังให้เดินไปตามที่มันชอบ มันชอบมันรักมันก็เกิดตัณหาเกิด อุปาทาน มันก็เป็นการเดินผิดทาง นับตั้งแต่คลอดออกมาจาก ท้องแม่ (๓๕)

น.125 ๑๑๖ เดินทางถูกคืออยู่เหนือความเป็นคู่ ถ้าเราไม่รู้สึกว่าเรามีความทุกข์ เราก็จะเชื่อว่าเราเดินทาง ถูกแล้ว แต่คำนี้สำคัญมาก แปลกมาก เพราะว่าเราไม่รู้สึกว่า เป็นทุกข์ เราดีใจ เราพอใจ แล้วก็ไม่รู้สึกว่าเราเป็นทุกข์ นี่มัน ถูกหลอก ที่เรามา attach อยู่กับความสุขนี่มันก็คือความทุกข์ ต้องระวังให้ดีว่า ไม่มีความทุกข์โดยแท้จริงมันคืออะไร มัน ต้องเหนือสุขเหนือทุกข์ เหนือดีเหนือชั่ว เหนือ good and evil นั่นแหละจึงว่าเดินถูกทา (๓๖) ระวังให้ดี ใน gladness (ความยินดีพอใจ) มันยิ่งมีอุปาทาน มากที่สุด อุปาทาน (attachment) ในขันธ์ทั้งห้ามากที่สุดก็คือ สิ่งที่เรียกว่า gladness นั่นแหละ beyond gladness อีกที มัน จึงจะถูกต้อง (๓๗) บางทีเราจะใช้คำว่า good and evil ก็ได้ ทุก ๆ คู่นั่น แหละ เดินทางขึ้นไปเสีย ให้พ้นจากอิทธิพลของ dualism ทุก ๆ คู่ (๓๘) เรามีวิธีที่จะเดินทางไปอยู่เหนือ good and evil อยู่เหนือ positive and negative เหนือ gladness เหนือนั้นขึ้นไปคือว่า ที่สุดทาง ถึงจุดหมายปลายทาง (๓๙) พุทธธรรมคือทางเดินของชีวิต ทีนี้ก็มารู้จักคำว่าทาง พระพุทธเจ้าเป็นผู้ค้นพบทาง

น.126 ๑๑๗ แล้วก็ชี้ทาง แนะทาง ทางเป็นของธรรมชาติ เป็นนิรันดร บางทีก็จะลืมไป บางทีก็จะรู้จัก พระพุทธเจ้าเกิดเป็นคราว ๆ พระพุทธเจ้าค้นพบทาง ทางที่มีอยู่เป็นนิรันดร แล้วก็ชี้ทาง พระธรรมคือตัวทางหรือตัวการเดินทาง พระสงฆ์คือผู้รับระบบ คำสอนอันนี้ แล้วก็เดินทาง เดินทางไปจนประสบความสำเร็จ ในการเดินทาง พระพุทธเจ้าก็ดี พระธรรมก็ดี พระสงฆ์ก็ดี เกี่ยวกับทาง เกี่ยวกับการเดินทางทั้งนั้น (๔๐) เราจะเห็นได้ทันทีว่า การที่มาศึกษาพุทธศาสนาหรือ ศึกษาธรรมนี้ มันก็คือศึกษาเรื่องทางและการเดินทาง ให้เรามีความรู้เรื่องนี้อย่างถูกต้อง มิฉะนั้นมันก็จะเหมือนกับ ว่า หลับตาแล้วก็เดินทาง มันใช้ไม่ได้ ศึกษาธรรมะ ศึกษา พุทธศาสนามา ศึกษาอานาปานสติ ก็คือศึกษาเรื่องทาง แล้ว ก็เดินทางให้ถูกต้อง (๔๑) เต๋าคือทาง คำสอนที่สำคัญ ๆ เช่น เต๋าของเหล่าจื๊อ เต๋าคำนี้ก็แปลว่า ทาง ถ้าเรารู้เต๋า รู้ทาง แล้วก็เดินทางออกไปเสียจากอิทธิพล ของหยินและหยาง คือ positive และ negative เดินทางออกไป เสียจากอิทธิพลของ positive และ negative นี่คือคำสอนใน ลัทธิเต๋า มีความสำคัญอยู่ที่คำว่าทางหรือเต๋านี้ (๔๒)

น.127 ๑๑๘ พระคริสต์คือทาง นี่แหละ คำว่าทางมีความหมายสำคัญอย่างนี้ อยู่เหนือ อิทธิพลของ positive และ negative ทีนี้เราจะมาดูถึง Christianity (คริสตศาสนา) ขอให้สนใจคำพูดของพระเยซูคริสต์คำหนึ่งที่ ว่า เรานี่แหละคือทาง พระเยซูคริสต์ตรัสว่า เรานี่แหละคือ ทาง ทางอะไร ก็ทางไปสู่พระเจ้านั่นแหละ พระเยซูคริสต์ ประพฤติกระทำอย่างไรอยู่ในลักษณะที่หมดตัวตน สละตัวตน ยอมทุกอย่างเพื่อจะหมดตัวตน คำสอนของคริสเตียนโดยแท้จริง ก็คือว่าหมดตัวตน นี่เป็นทาง และทางนี้เดินไปแล้วก็ไปถึง พระเจ้า คือสิ่งสูงสุดที่มนุษย์ควรจะได้ นี่เราอยากจะทำความ เข้าใจอย่างนี้ในระหว่างศาสนา จะไม่มีขัดกันในศาสนาใด ๆ ก็ตาม คือเดินทางให้มันถูกต้อง (๔๓) ขอให้คริสเตียนทุกคนถือความหมายอันนี้ว่า Symbol of Cross (สัญลักษณ์ไม้กางเขน) คือ the cutting of the self การตัดตัวตนไม่ให้เหลือ นั่นแหละคือ way (๔๔) ตัดตัวตน (self) นั่นเสียคือบันไดไปสู่สิ่งสูงสุด นั่นคือ พระเจ้า (๔๕) แล้วคำสั่งของพระเจ้า อย่าให้อาดัมกับอีฟกินผลไม้ ที่สามารถแบ่งแยกดี-ชั่ว (discriminate good and evil) ติดยึด ในดี--ชั่ว (attach of good and evil) นี้คือหัวใจคำสอนของ

น.128 ๑๑๙ Christianity เป็นอยู่เหนือ good and evil อย่าไป discriminate เป็น good and evil มันไม่มี good and evil มันก็อยู่เหนือ good and evil แล้วจะเป็นอย่างเดียวกับพุทธศาสนา (๔๖) ธรรมาศรมนานาชาติ เพื่อความเข้าใจระหว่างศาสนา ทีนี้ขอพูดนอกเรื่องหน่อย ว่าที่เราจะมี International Dhamma Hermitage (ธรรมาศรมนานาชาติ) ที่สร้างขึ้นฝั่งโน้น ที่เรียกว่า สวนโมกข์นานาชาติ นั้น เรามีความตั้งใจอย่างยิ่ง ที่จะทำความเข้าใจซึ่งกันและกันระหว่างศาสนา (We want to make mutual understanding between all religions) ให้รู้ว่า ทุกศาสนาสอนเรื่องทางด้วยกัน อย่าทะเลาะกัน อย่าว่าอันนี้ ดีกว่าอันนั้น ถ้ามันเป็นศาสนาที่แท้จริงแล้ว มันจะสอนเรื่อง ทาง ทางที่ไปอยู่เหนือบวกและลบ (beyond positive and negative) ขอความร่วมมือกับท่านทั้งหลายทุกคนด้วย ในการทำความ เข้าใจระหว่างศาสนา เพื่อให้ธรรมาศรมนานาชาติที่สร้างขึ้น มานี้สำเร็จประโยชน์ (๔๗) ปลายทางของทุกศาสนา คือหมดปัญหาและความทุกข์ เมื่อคริสเตียนถือว่าพระเยซูคริสต์นั่นแหละคือทาง พุทธ- บริษัททั้งหลายก็ถือว่าธรรมะนั่นแหละคือทาง ส่วนเหลาจื๊อ

น.129 ๑๒๐ ท่านเรียกว่าเต๋านั่นแหละคือทาง ขอให้สนใจคำว่าทาง ทุก ศาสนาตั้งใจจะสอนเรื่องทาง แล้วก็ไปสู่ที่ที่เรียกว่าปลายทาง หมดปัญหา หมดความทุกข์ อยู่เหนือปัญหา อยู่เหนือความทุกข์ เป็นสิ่งสูงสุดไม่มีอะไรจะสูงสุดเท่า เราก็รวมกันได้ทุกศาสนา ทุกศาสนาสอนเรื่องทาง the path หรือ the way ก็แล้วแต่จะ เรียก (๔๘) Introduction (ข้อความนำเรื่อง) เกี่ยวกับคำว่าทางนั่น พอแล้ว ทีนี้ก็มาพูดถึงตัวทางในพุทธศาสนาโดยตรง (๔๙) อัฏฐังคิกมรรคแปลว่ามรรคมีองค์แปด รายละเอียดมี อย่างไร เราไม่ต้องเสียเวลาพูดกันที่นี่ เพราะว่าหนังสือทั้งหลาย ที่ท่านอ่านมันมีอยู่แล้วโดยรายละเอียด สัมมาทิฐิ (right will) สัมมาสังกัปปะ (right aspiration) สัมมาวาจา (right speech) สัมมากัมมันตะ (right action) สัมมาอาชีวะ (right livelihood) สัมมาวายามะ (right effort) สัมมาสติ (right mindfulness) สัมมาสมาธิ (right concentration) (๕๐)

น.130 ๑๒๑ สำคัญที่ความถูกต้องต่อความดับทุกข์ รายละเอียดอย่างนี้หาอ่านได้จากหนังสือทั่วไป ไม่ต้องพูด ก็ได้ ถ้าจะพูดถึงความสำคัญที่ว่า มันมีความหมายอย่างไร ตรงที่คำว่า right (ถูกต้อง) right ที่เป็นบาลีแปลว่าสัมมา สัมมา แปลว่า right ในภาษาไทยเราใช้คำว่า "ชอบ" ที่จริงคำว่า right นี้ มันมาจากคำว่าถูกต้อง ตรงจุด เราจะมาพูดคำว่า right กัน (๕๑) ทีนี้ ถ้ามีคำว่า right มันก็ต้องมีคำว่า right to อะไร right to what? ก็ต้องรู้ว่าอะไรเป็น object ของสำหรับ right นี้ต้อง เข้าใจให้ดี ๆ (๕๒) ถ้าเป็นพุทธศาสนาก็ว่า right to Nibbana คือถูกต้องต่อ นิพพาน beyond problem (อยู่เหนือปัญหา) (๕๓) ถ้าเป็นคริสเตียน ก็ right to God คือ supreme being (๕๔) เดี๋ยวนี้สำหรับพวกเราที่นี่ เราเอาแต่เพียงว่า right to new life ก็พอแล้ว (๕๕) เพราะว่าเราพูดกันแล้วว่า new life นี้ beyond good and evil (อยู่เหนือความดีความชั่ว) beyond positive and negative (อยู่เหนือความเป็นบวกเป็นลบ) ดังนั้นขอให้ right to new life

น.131 ๑๒๒ ก็พอแล้ว (๕๖) ถ้าเอาตามหลักธรรมะในพุทธศาสนา มันก็มีคำอธิบาย ไว้ชัดเหมือนกัน ที่ว่า right (สัมมา) มันต้องถูกต่อจุดที่ต้องการ เรียกว่านิพพานก็ได้ เช่นว่าเรามีสัมมาทิฐิ (right view) มันต้อง right ต่อนิพพาน มีสังกัปปะ (aim หรือ aspiration) นี่ก็ต้อง right ต่อนิพพาน วาจาก็ดี กัมมันตะก็ดี อาชีวะก็ดี วายามะ ก็ดี สติก็ดี สมาธิก็ดี ต้อง right ต่อนิพพาน (๕๗) ๑. เป็นไปเพื่อความวิเวก มันก็มีคำพูดอยู่เพียง ๔ คำเท่านั้นแหละ และสำคัญที่สุด ถ้าจำให้ดีแล้วจะเป็นประโยชน์มาก คำแรกก็ว่า วิเวกนิสิตัง ไปเพื่อวิเวก อาศัยวิเวก มุ่งหมายวิเวก วิเวกะแปลว่าเดี่ยว เดี่ยวอย่างยิ่ง เป็นความหมายของเสรีภาพ ถ้ามีอะไรมากระทำ ได้แล้ว มันก็ไม่มีเสรีภาพ ถ้ามันเดี่ยวอย่างยิ่ง ไม่มีอะไรมา กระทำต่อไปแล้ว ก็เสรีภาพอย่างยิ่ง คำนี้เรียกว่าวิเวก เอก แปลว่าหนึ่ง วิแปลว่าอย่างยิ่ง เดี่ยวอย่างยิ่ง หนึ่งอย่างยิ่ง ถ้า มันเป็นไปเพื่อวิเวกแล้ว ก็คือ right เรียกว่าสัมมา (๕๘) ๒. เป็นไปเพื่อความจางคลาย คำที่สองว่า วิราคนิสิตัง เป็นไปเพื่อวิราคะ วิราคะ แปลว่าจางออก คลายออก ถ้าเป็นวัตถุก็เหมือนกับสีย้อมผ้า

น.132 ๑๒๓ จางออกนี่เรียกว่าวิราคะ เป็นนามธรรมคือจิตใจก็จางออกจาก attachment จางออกจากอุปาทาน อุปาทานที่เคยมีในขันธ์ ทั้ง ๕ จางออก ๆ มันต้องเป็นไปเพื่อวิราคะ คือจางออกแห่ง อุปาทาน นี่ความหมายที่สอง ที่เรียกว่าสัมมา หรือ right (๕๙) ๓. เป็นไปเพื่อความดับเย็น ทีนี้คำที่สาม นิโรธนิสิตัง เราพูดกันมากแล้วคำนี้ นิโรธ คือ quenching down คือว่าดับลงหรือเย็นลง ต้องเป็นไปเพื่อ quenching down จึงจะเรียกว่าสัมมา หรือ right (๖๐) ๔. เป็นไปเพื่อการปลงของหนัก ทีนี้อันที่สี่ ฟังยากหน่อย โวสสัคคปรินามิง เป็นไปเพื่อ การโยนทิ้งของหนัก ต้องเป็นการโยนทิ้งของหนักอยู่เสมอ จึง จะเรียกว่าสัมมา หรือ right (๖๑) เดี๋ยวนี้พวกเราในโลกมันไม่ได้น้อมไปเพื่อทิ้งไป แต่น้อม เอาเข้ามา รวบรวมมา มันก็ตรงกันข้าม มันไม่มีโวสสัคค- ปรินามิง (๖๒) จนเดี๋ยวนี้โลกเต็มไปด้วยอะไร รกรุงรังไปหมด ส่วนมาก ก็ไม่จำเป็น นี่มันไม่มีโวสสัคคปรินามิง (๖๓) ในสี่อย่างนี้ อย่างที่หนึ่ง วิเวกะ หนึ่งอย่างยิ่ง ก็แปลว่า

น.133 ๑๒๔ มันเพื่ออิสรภาพหรือเสรีภาพ ข้อที่สองมันเป็นวิราคะ จางออก แห่ง attachment ก็เพื่อว่าเราจะไม่เพิ่มความทุกข์ แล้วก็นิโรธะ คือเย็น ๆ แล้วก็โวสสัคคะ ทิ้งของหนักไป สี่อย่างนี้เป็นหลัก ของคำว่าสัมมา (๖๔) ปัจจุบันทำตรงข้ามกับความถูกต้อง เดี๋ยวนี้ในโลกนี้มันมีการกระทำที่ตรงกันข้าม ทำความดี ทำบุญทำกุศล เช่นว่า ให้ทาน ให้ทานนี้เราก็จะแลกเอาสวรรค์ ค้ากำไรเกินควร การให้ทานอย่างนี้ไม่สัมมา จะเป็นมิจฉา ด้วยซ้ำไป แต่ยอมรับว่าถูกอย่างโลก ๆ ถ้าสัมมาก็สัมมาอย่าง โลก ๆ ไม่ใช่สัมมาอย่างเหนือโลก รักษาศีลเราไม่ได้ต้องการ เพื่อวิเวก เพื่อวิราคะ เรารักษาศีลเพื่อชื่อเสียง เพื่อดี เพื่อเด่น เพื่ออะไรไปเสีย หรือว่าเราทำสมาธิ ถ้าสมาธิของเราไม่เป็นไป เพื่อวิเวก วิราคะ นิโรธะ และโวสสัคคะ สมาธินั้นก็ไม่ถูกต้อง ฉะนั้นการทำความดี ปฏิบัติศาสนาทุกอย่าง ถ้าไม่เป็นไปเพื่อ ๔ อย่างนี้ก็ไม่ถูกต้อง (๖๕) บางคน ทำวิปัสสนา เพื่อเห็นคนที่ตายแล้ว เห็นสวรรค์ เห็นอะไร กระทั่งว่าเห็นเลขลอตเตอรี่ นั่งวิปัสสนาแล้วเห็นเลข ลอตเตอรี่ วิปัสสนาอย่างนี้มันไม่มีวิเวกะ วิราคะ นิโรธะ โวสสัคคะปรินามิง ขอให้เป็นไปเพื่อ ๔ อย่างนี้เถิด ทุก ๆ อย่าง ที่เป็นการปฏิบัติ จึงจะเป็นไปเพื่อนิพพาน (๖๖)

น.134 ๑๒๕ ความดีอะไรต่าง ๆ มันเป็นเพื่อประโยชน์ในโลกนี้ ความ ร่ำรวยมีอำนาจวาสนามันก็ถูก แต่ว่าถูกสำหรับโลกนี้ ไม่ได้ ถูกสำหรับเหนือโลก จึงไม่ใช่ความมุ่งหมายอันแท้จริงของ พุทธศาสนา คำว่า "สัมมา" ในอริยมรรคมีองค์ ๘ นี้ ต้อง แปลให้มันถูก เพื่อไปสู่นิพพาน (๖๗) ดูให้ดีซิ ที่ว่าถูก ๆ สำหรับโลกนี้ มันถูกสำหรับที่จะติด (struck) อยู่ที่นี้ (trapped) อยู่ที่นี้ อย่างนี้มันไม่ไหว ไม่ใช่ถูก ในความหมายของคำว่า "สัมมา" ในอัฏฐังคิกมรรค มันต้อง อยู่เหนือโลก เหนืออิทธิพลของโลก เหนืออิทธิพลของทุกสิ่ง เรียกว่าถูก ถูกในความหมายสี่คำนั้นแหละ (๖๘) ความหมายของอัฏฐังคิกะ ทีนี้ก็มาถึงคำว่า อัฏฐังคิกะ ซึ่งแปลกันว่า Eightfold จะถูกหรือไม่ถูกก็ไม่ทราบ fold อะไรก็ไม่รู้ แต่ในที่นี้มันหมาย ถึง factor หรือ ingredient หลาย ๆ อันมารวมเข้าเป็นอันเดียว จึงจะเรียกว่า อัฏฐังคิก หรือ Eightfold รู้จัก Eightfold นี้ให้ดี ๆ เถอะ เพราะมันไม่ใช่ ๘ ทาง แต่มันทางเดียว แล้วประกอบ อยู่ด้วย factors นี้ ๘ อย่าง (๖๙) ทีนี้มันก็อุปมาได้ เปรียบได้เหมือนกับว่าเชือกเส้นเดียว แต่มันมีเกลียวเล็ก ๆ ๘ เส้น รวมกันเป็นเส้นใหญ่เส้นเดียว อัฏฐังคิกะหมายความว่าอย่างนั้น (๗๐)

น.135 ๑๒๖ แต่มันมีแปลกอยู่ว่าใน ๘ factors นั้น มันจะมี factor หนึ่งเป็นตัวนำ เป็น main คือตัวนำอยู่ เช่นว่า ยาขนานหนึ่ง มันประกอบด้วย ingredient ๘ อย่าง แต่มันมี ingredient อันหนึ่งเป็น main เป็นหัวหน้า ในอัฏฐังคิกมรรคหรือมรรคมี องค์ ๘ นี้ มันก็มี main ข้อนี้หมายถึงสัมมาสมาธิ (๗๑) อริยสัมมาสมาธิเป็นตัวหลัก ข้อนี้อาจจะแปลกสำหรับความรู้สึกของท่านก็ได้ คือโดย มากอาจจะคิดว่า ที่สำคัญที่สุดควรจะเป็นสัมมาทิฐิ (right understanding) แต่นี้กลับมาเป็นบริวารของสมาธิ สมาธิที่มี สัมมาทิฐิช่วยประกอบ มันจึงจะเป็นสมาธิที่ทำหน้าที่ได้ มัน เกิดคำใหม่ขึ้นมาคำหนึ่ง เรียกว่า "อริยสัมมาสมาธิ" (noble right concentration) อริยสัมมาสมาธิ สมาธิถ้าอยู่เดี่ยว ๆ ก็ไม่ สามารถทำอะไรได้ตามต้องการ สมาธินี้ต้องมีผู้ช่วย ๗ อย่าง เอาสมาธิเป็นหัวหน้า แล้วก็เอาอีก ๗ อย่างเป็นบริวาร เป็น ผู้ช่วยประกอบ มีคำเรียกว่าอริยสัมมาสมาธิ อันนี้ที่จะตัดปัญหา ทุกอย่าง จะตัดอุปาทานในขันธ์ทั้ง ๕ อะไรก็ตามที่เป็นการ ทำหน้าที่ (๗๒) มันแปลกที่ว่า ปัญญาหรือสัมมาทิฐินี้จะมาเป็นผู้ช่วยของ สมาธิ แต่สมาธิคำนี้มี อริยะ เติมเข้าไปข้างหน้าด้วย ไม่ใช่ สัมมาสมาธิเฉย ๆ ต้องอริยสัมมาสมาธิ อริยสัมมาสมาธิ คือ

น.136 ๑๒๗ สมาธิที่มีทั้ง ๗ อย่างมาเป็นลูกน้อง แม่ทัพนั้นคือตัวสัมมา สมาธิ แล้วสัมมาทิฐิมาเป็นผู้ช่วย มีกองความรู้ แผนผังอะไร ต่าง ๆ มาเป็นผู้ช่วย ที่ว่าปัญญาตัดกิเลสก็ต้องเป็นปัญญาที่มา อยู่กับสมาธิ ปัญญาล้วน ๆ ยังไม่ตัด ปัญญาที่มาอยู่กับสมาธิ ได้กำลังของสมาธิ ปัญญานี้จึงจะตัดกิเลส พอฟังดูทีแรกก็ ไม่ค่อยจะเห็นด้วย แต่มีพระบาลีอย่างนี้ สัมมาสมาธิที่มี ๗ อย่างข้างต้นมาเป็นลูกน้อง มาเป็นบริวาร มีลักษณะอย่างนี้ อัฏฐังคิกคือเหมือนกับเชือก ๘ เกลียว ทั้ง ๘ อย่างมาทำงาน รวมกันหมด (๗๓) สมาธิเป็นตัวสำคัญที่สุดที่จะตัดอุปาทานในขันธ์ทั้ง ๕ สัมมาสมาธิที่มีสัมมาทิฐิมาเป็นลูกน้องด้วย มันจึงจะตัดได้ อะไร ๆ มารวมอยู่ที่ตรงคำที่ว่าสมาธิ และเป็นอริยสัมมาสมาธิ (๗๔) ปัญญาคือความคม สมาธิคือน้ำหนัก มันเหมือนกับความคมที่ไม่มีน้ำหนัก มันตัดไม่ได้ มันจะ คมเท่าไรก็ตาม แต่ถ้ามันไม่มีน้ำหนัก มันก็ตัดไม่ได้ ความคม คือปัญญา หรือสัมมาทิฐิเป็นความคม แต่มันไม่มีน้ำหนัก คือ สัมมาสมาธิแล้ว มันตัดไม่ได้ คมเฉย ๆ มันตัดไม่ได้ มันต้องมี น้ำหนักที่จะให้ความคมมันตัดลงไป ดังนั้นท่านจึงเพ่งไปที่ สัมมาสมาธิ ที่จะเป็นตัวหัวหน้าในการตัดอุปาทานออกมาเสีย จากขันธ์ทั้ง ๕ นี่คือความหมายของคำว่า Eightfold หรือ Eight

น.137 ๑๒๘ factors รวมกันเป็นหนึ่ง แล้วก็ตัดได้ด้วยทุก ๆ อย่าง รวมกัน ทำหน้าที่ เราต้องมีการเป็นอยู่อย่างถูกต้อง มีความพากเพียร มากพอ มีสติ (mindfulness) มากพอ สมาธิจึงจะตัดอุปาทาน ได้ (๗๕) อนันตริยสมาธิคือสมาธิรวมกับปัญญา โดยทั่ว ๆ ไป เรารู้สึกธรรมดา เราไปให้เกียรติแก่ความ คม ไม่ค่อยให้เกียรติแก่น้ำหนัก แต่ในพระบาลีพุทธภาษิตนี้ ให้เกียรติแก่น้ำหนัก เพราะในน้ำหนักนั้นมันรวมความคมเข้า มาด้วย เอาความคมมาเป็นบริวารของน้ำหนัก นี่เข้าใจดี ๆ ระหว่างคำว่าปัญญากับสมาธิ สมาธิเป็นตัวทำงานโดยมีปัญญา เข้าไปรวมอยู่ด้วย อย่างนี้เขามีชื่อเรียกไพเราะ ๆ ว่า อนันตริย สมาธิ สมาธิที่ติดแน่นกับปัญญา ไม่มีระหว่าง อนันตริยสมาธิ นี้ สามารถตัดกิเลสได้ (๗๖) อนันตริยะ ตัวหนังสือแปลว่า without gab, without clearance between ปัญญากับสมาธิ ระหว่างนี้ไม่มีที่ว่าง without gab, without clearance between สัมมาทิฐิ and สัมมาสมาธิ (๗๗) น้ำหนักกับความคมต้องไม่แยกจากกัน จึงจะเป็น Eight- fold path ที่ทำให้สำเร็จ ส่วนศีลเป็นที่รองรับอยู่ข้างล่างเหมือน กับแผ่นดิน เรามีน้ำหนัก เรามีความคมก็จริง แต่เราต้องมีที่ เหยียบ มีแผ่นดินยืนเหยียบ แล้วอาศัยความคมกับน้ำหนักตัด

น.138 ๑๒๙ เพราะฉะนั้นศีลก็จำเป็นเหมือนกัน ก็ต้องมีศีล มีสมาธิ มี ปัญญา (๗๘) ดังนั้นใน Eightfold path มันมีความถูกต้องทั้งศีล ถูกต้อง ทั้งสมาธิ ถูกต้องทั้งปัญญา รวมกันเรียกว่า Eightfold path รายละเอียดในแต่ละสิ่ง ๆ หาได้ในหนังสือ อ่านหนังสือเด็กนักเรียน ก็มี เราก็ไม่ต้องมาพูด พูดแต่ว่า "ความถูกต้อง" หมายถึง อย่างไร แล้วต้องรวมกันอย่างไร แล้วก็ทำงานร่วมกันอย่างไร จึงจะเป็น Eightfold path ขึ้นมา (๗๙) สรุปอริยสัจจ์ เป็นอันว่าอริยสัจที่ ๔ ตอบคำถามว่า โดยวิธีใด ส่วน ได้ผลอะไร คือเพื่ออะไร มันก็ตอบอยู่ด้วยอริยสัจที่ ๓ คือ นิโรธ อริยสัจที่ ๔ คือโดยวิธีใด โดยตัดต้นเหตุของความทุกข์ เสีย คืออริยสัจที่ ๒ มีตัณหามีอุปาทานเป็นต้นเหตุ ก็ตัดเสีย ด้วยอริยสัจที่ ๔ ก็ได้ผลเป็นอริยสัจที่ ๓ ตัวปัญหาคืออริยสัจ ที่ ๑ ตัวความทุกข์ก็หมดไป เรื่องอริยสัจเป็นอย่างนี้ (๘๐) สรุปความว่า Noble path (อริยมรรค) เป็น Path of life (ทางเดินของชีวิต) เสร็จแล้วก็ต้องมี new life beyond any problem ชีวิตใหม่ที่อยู่เหนือปัญหา นี่เรื่อง Eightfold path มี เท่านี้ (๘๑) ขอยุติการบรรยายเพียงเท่านี้ ปิดประชุม (๘๒)

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต