น.140 การบรรยายครั้งที่ ๗ สรุปอริยสัจจ์ วันแรกที่สุดเราได้พูดถึงเรื่อง introduction (ข้อความนำ เรื่อง) ของอริยสัจจ์ วันต่อ ๆ มาเราก็ได้พูดถึงตัวเรื่องอริยสัจจ์ วันนี้เป็นวันสุดท้าย เราก็จะพูดสรุปเรื่องอริยสัจจ์ หรือ conclusion ของเรื่องอริยสัจจ์ (๑) อริยมรรคต้องเพื่อกำจัดข้าศึกคือกิเลส เราจะสรุปใจความสำคัญว่า สัจจะหรือหนทาง (truth หรือ way) นี้ ต้องเป็นไปเพื่อกำจัดข้าศึก ถ้ามันไม่เป็นไปเพื่อ กำจัดข้าศึกหรือกำจัดไม่ได้ เราก็ไม่เรียกว่าอริยสัจจ์ หรือว่า อริยมรรค (๒)
น.141 ๑๓๒ ถ้ามันกำจัดข้าศึกหรือแก้ปัญหานานาชนิดของชีวิตนี้ไม่ได้ มันก็ไม่มีประโยชน์อะไร มันจะเป็นสัจจะ แต่มันไม่เป็นอริยะ มันก็ไม่มีประโยชน์อะไร เหมือนนาฬิกาข้อมือที่มันไม่ตรง หรือมันโกหก เราก็ไม่เอามาแขวน เอามาแขวนก็เกะกะ เสีย เวลาเปล่า ๆ ไม่มีประโยชน์อะไร (๓) อริยสัจจ์จะต้องเป็นไปเพื่อกำจัดข้าศึก อริยะต้องเป็นไป เพื่อกำจัดข้าศึก (๔) ปฏิจจสมุปบาทเป็นอริยสัจจ์ใหญ่ นี่เราก็ได้พูดเรื่อง "ปฏิจจสมุปบาท" กันมาคราวหนึ่งแล้ว โดยสมบูรณ์ แล้วเราก็ได้พูดถึงเรื่องอริยสัจจ์ทั้ง ๔ นี้อีก อริยสัจจ์ นี่ก็เรียกว่าโดยย่อ ปฏิจจสมุปบาทนั่นเป็นอริยสัจจ์โดยละเอียด โดยสมบูรณ์ เป็นอริยสัจจ์ใหญ่ อริยสัจจ์เล็กนี่พูดเพียง ๔ ข้อ ๔ ความหมาย ปฏิจจสมุปบาทพูดตั้ง ๑๒-๑๓ ความหมาย แล้วทบ ๒ ครั้ง ก็ตั้ง ๒๔ ความหมาย แต่ก็ยังมีอริยสัจจ์ที่ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ด้วยคำพูดเพียง ๒ คำเท่านั้นว่า "ทุกข์ กับความดับทุกข์” ตถาคตพูดแต่ ๒ อย่างนี้ ไม่พูดอย่างอื่น (๕) พระพุทธเจ้าได้ตรัสว่า ที่แล้ว ๆ มา แต่ก่อนก็ดี เดี๋ยวนี้ ก็ดี ดูเหมือนจะรวมทั้งต่อไปด้วย ฉันพูดแต่เรื่องทุกข์กับความ ดับแห่งทุกข์เท่านั้นแหละ ๒ คำเท่านั้น (๖)
น.142 ๑๓๓ เราจะเห็นได้ทันทีว่า เรื่องปฏิจจสมุปบาทเป็นเรื่องพิสดาร และยาวที่สุด เรื่องอริยสัจจ์ ๔ ก็เป็นเรื่องขนาดกลาง และ คำตรัสสุดท้ายที่ว่า ทุกข์กับดับทุกข์ นี่เป็นอริยสัจจ์ที่สั้นที่สุด เลย (๗) เพราะฉะนั้นการที่ท่านจะศึกษาเรื่องปฏิจจสมุปบาทก็ดี เรื่องอริยสัจจ์ทั้งสี่ก็ดี ก็หาเข้าเจ้าความหมายที่ว่า ทุกข์กับ ความดับทุกข์เท่านั้นแหละ ได้ใจความหรือแก่นของเรื่องเพียง เท่านั้น (๘) ศึกษาเฉพาะหัวใจ คือเรื่องทุกข์กับความดับทุกข์ก็พอ เดี๋ยวนี้เราศึกษาอริยสัจจ์ในส่วนที่แวดล้อมหรือประกอบ มันเป็นเปลือกมากเกินไป จึงไม่ค่อยที่จะรู้เรื่องหัวใจพระพุทธศาสนา บางทีเราต้องเสียเวลาเรียนภาษาบาลีอีกมากด้วย ชาวต่างประเทศ ก็จะเสียเวลาศึกษาเรื่องประเทศอินเดีย ประวัติศาสตร์ ปรัชญา อันมากมายของประเทศอินเดีย ในหนังสือเล่มหนึ่ง ๆ จะเสีย เนื้อที่เกี่ยวกับเรื่องนี้มาก แล้วยังจะต้องไปเรียนพุทธประวัติ ซึ่งเป็นเรื่องประกอบอีกเหมือนกัน มากมายหลายบท (chapter) ของหนังสือหมดไปด้วยเรื่องที่ไม่ใช่หัวใจของพระพุทธศาสนา ฉะนั้นใครสนใจแต่เพียงว่า ทุกข์กับความดับทุกข์ แล้วก็ศึกษา ชนิดโดยตรงจากตัวทุกข์ และตัวความดับทุกข์ คือจากจิตใจ
น.143 ๑๓๔ ของเราเอง ถ้าศึกษาอย่างนี้จะเป็นการศึกษาปฏิจจสมุปบาทที่ ถูกต้อง อริยสัจจ์ที่ถูกต้อง และความทุกข์กับความดับทุกข์ที่ ถูกต้อง (๙) แม้เดี๋ยวนี้ท่านทั้งหลายก็ยังคิดว่ายอมเสียเวลาอันมาก ศึกษาพุทธศาสนาอย่างอินเดีย พุทธศาสนาอย่างประเทศไทย พุทธศาสนาอย่างศรีลังกา อย่างจีน อย่างธิเบต อย่างอะไร ต่าง ๆ มากมาย แล้วก็ยังจะเป็นอย่างเถรวาท อย่างมหายาน อย่างเซ็น อย่างวัชรยาน อะไรต่าง ๆ อีกมากมาย ไม่ชัดไม่จี้ ลงไปที่ตรงจุดว่าทุกข์กับความดับทุกข์ แล้วก็ศึกษาจากจิตใจ ที่มีความทุกข์ จิตใจที่มีความทุกข์นั่นแหละคือจุดตั้งต้นของ การศึกษาพุทธศาสนาที่ตัวธรรมะ ตัวทุกข์กับดับทุกข์เป็นตัว ธรรมะ ให้สมกับที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า "ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้น เห็นเรา ผู้ใดเห็นเรา ผู้นั้นเห็นธรรม” ศึกษาที่นั่น (๑๐) อริยสัจจ์ที่แท้ศึกษาที่ตัวเราเอง ขอให้ท่านทั้งหลายอย่าได้ลืมคำตรัสที่ได้เคยบอกให้ท่าน ทั้งหลายฟังแล้ว พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสว่า เรื่องความทุกข์ ก็ดี เหตุให้เกิดความทุกข์ก็ดี ความดับสนิทแห่งความ ทุกข์ก็ดี ทางถึงความดับสนิทแห่งความทุกข์ก็ดี ฉัน (พระพุทธเจ้า) บัญญัติไว้ว่า มีอยู่ในร่างกายยาวเพียง ประมาณวาหนึ่งเท่านั้น ร่างกายที่ยังมีชีวิตเป็น ๆ อยู่ พบ
น.144 ทั้ง ๔ ได้ในร่างกายที่ยาวเพียงวาเดียวเท่านั้น ขออย่า ลืมคำข้อนี้ (๑๑) จึงขอระบุเลย จี้ไปยัง อานาปานสติภาวนา นั่นแหละ เป็นวิธีศึกษาอริยสัจจ์ทั้ง ๔ ในร่างกายที่ยาวประมาณเพียง วาหนึ่งเท่านั้น ขอให้สนใจระบบอานาปานสติให้ถูกต้องและ ให้ดีที่สุด แล้วจะเป็นวิธีศึกษาอริยสัจจ์ทั้ง ๔ ในร่างกายที่ ยาววาหนึ่งเท่านั้น (๑๒) ในวันข้างหน้าสักโอกาสหนึ่ง เราจะพูดเรื่องอานาปานสติ กันให้ชัดเจน ให้ละเอียดและครบถ้วน เหมือนที่เราพูดเรื่อง ปฏิจจสมุปบาทและอริยสัจจ์ (๑๓) อริยสัจจ์เป็นที่รวมคำสอนที่จำเป็นทั้งหมด ทีนี้ก็มามองดูในแง่ที่ว่า อริยสัจจ์นั้นเป็นที่รวมหมดแห่ง คำสอนที่จำเป็น ต้องขอใช้คำว่าที่จำเป็น เพราะว่าที่ไม่จำเป็น มันมีมาก เอาที่จำเป็นรีบด่วนก็คือเรื่องอริยสัจจ์ แล้วก็ตรัสไว้ ในลักษณะที่ว่ามันเป็นเรื่องที่รวมมาทั้งหมด ดังที่พระพุทธเจ้า ท่านตรัสว่า ความรู้ทั้งหมดที่ได้ตรัสรู้เท่ากับใบไม้หมดทั้งป่า ที่เอาสอนท่านทั้งหลายเท่ากับใบไม้กำมือเดียว ที่ท่านเรียกว่า ใบไม้กำมือเดียว คือเรื่องอริยสัจจ์นั่นเอง ไม่ต้องสอนกัน ทั้งหมดนั่น มันมากมาย เรียนเรื่องอริยสัจจ์ประมาณเท่ากับ ใบไม้กำมือเดียว เมื่อเทียบกับใบไม้หมดทั้งป่า เพราะฉะนั้น
น.145 ๑๓๖ มันไม่ควรจะเหลือวิสัย มันไม่ควรจะล้มเหลว มันควรจะได้กัน อย่างถูกต้องและรัดกุมด้วยกันทุกคน เป็นที่รวมของคำสอน ทั้งหมด (๑๔) ศึกษาพุทธประวัติต้องมุ่งความดับทุกข์ การที่เราพูดว่ายังไม่ต้องศึกษาและไม่จำเป็นต้องศึกษา พุทธประวัติ เราข้ามเสีย แล้วก็ไปศึกษาตัวทุกข์กับตัวดับทุกข์ โดยตรงจากจิตใจ ฟังดูแล้วมันคล้ายกับไม่ให้ความสำคัญแก่ พระพุทธเจ้า แต่ถ้าเรานึกถึงข้อที่ว่า "ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้น เห็นเรา ผู้ใดเห็นเรา ผู้นั้นเห็นธรรม” ละก็ ขอให้รู้ว่ามัน อยู่ที่ตัวธรรม มันไม่ได้อยู่ที่ตัวประวัติของพระพุทธเจ้า (๑๕) ถ้าท่านจะศึกษาพุทธประวัติกันบ้าง ก็ขอให้คอยจ้อง เฉพาะที่จะเป็นเรื่องของความทุกข์และความดับทุกข์ที่มีใน พุทธประวัตินั้น ก็มีประโยชน์บ้างเหมือนกัน แต่เดี๋ยวนี้หนังสือ พุทธประวัติมันกว้างขวาง พุทธประวัติบางเล่มมันพูดอย่างกับ พระพุทธเจ้าเป็นบุคคลหนึ่งในประวัติศาสตร์ มันคล้ายกับ ศึกษาประวัติศาสตร์ไปเสีย บุคคลในประวัติศาสตร์คนหนึ่งก็มี เรื่องยาวเหมือนกัน และพุทธประวัติบางชนิดมันก็เป็นเรื่อง legend (ตำนาน) มากไป มันก็ไม่ไหว ถ้าเอาหนังสือพุทธประวัติ มาอ่าน แล้วก็เลือกเอาแต่เรื่องราวของทุกข์กับความดับทุกข์ ปรากฏอยู่ในพุทธประวัตินั้น ก็มีประโยชน์ (๑๖)
น.146 จำเป็นสำหรับทุกคน ทีนี้ก็มาดูเรื่องอริยสัจจ์ เรื่องอริยสัจจ์นี้มันเป็นเรื่องจำเป็น สำหรับทุกคนที่มีความทุกข์ ถ้าใครมีความทุกข์ คนนั้นก็มี ความจำเป็นจะต้องรู้ จะต้องเรียน จะต้องศึกษาเรื่องอริยสัจจ์ ทีนี้มีบางคนเข้าใจผิด เป็นนักศึกษาด้วย เป็นนักศาสนาก็มี เขาเข้าใจว่าเรื่องอริยสัจจ์นี้มันสำคัญสำหรับคนที่จะไปบวช เป็นพระอรหันต์เท่านั้น ไม่ใช่เรื่องสำหรับคนจะอยู่ในโลกนี้ หลักเรื่องอริยสัจจ์และมรรคมีองค์แปดนี่เอามาใช้ไม่ได้กับคนที่ อยู่ในโลกนี้ ถ้าเป็นนักธุรกิจ (business man) แล้ว เขาจะไม่มี ความเจริญ นี่มันเข้าใจผิดอย่างยิ่ง ขอให้ถือเด็ดขาดลงไปว่า ที่ใดมีความทุกข์ ที่นั้นต้องมีการศึกษาอริยสัจจ์ ผู้ใดมี ความทุกข์ ผู้นั้นต้องศึกษาอริยสัจจ์ (๑๗) ถ้าชาวนารู้เรื่องอริยสัจจ์ เขาจะมีความทุกข์น้อย น้อย กว่าที่เขามีในเวลานี้ ถ้ากรรมกรเขารู้เรื่องอริยสัจจ์ เขาก็จะมี ความทุกข์น้อยลงไปกว่าที่เขากำลังมีอยู่ เดี๋ยวนี้แม้เขาจะเป็น business man มีธุรกิจอันใหญ่โตกว้างขวาง เป็นเศรษฐีก็ได้ ซึ่งเขามีความทุกข์มาก ถ้าเขารู้เรื่องอริยสัจจ์ เขาจะมีความ ทุกข์น้อยลงไปอีก แล้วจะไม่มีสิ่งที่เราว่าฆ่าตัวตาย การฆ่า ตัวเองตายก็หายไป ไม่ต้องมี (๑๘) แล้วเขาก็จะได้ลดความอยากความต้องการที่เป็นตัณหา (craving) แล้วเขาก็จะมีความปรารถนาใฝ่ฝัน (aspiration) ที่ดี
น.147 ๑๓๘ นี้ก็มีประโยชน์มาก แล้วก็ลดความทุกข์ได้มาก ไม่ว่าใคร คนใด (๑๙) ชีวิตที่มีปัญหา ต้องการความรู้เรื่องอริยสัจจ์ ชีวิตไหนที่มีปัญหา ชีวิตนั้นต้องการความรู้เรื่องอริยสัจจ์ ปัญหาชีวิตนี้ก็รู้จักกันพอสมควรแล้ว เป็นภาระหนัก (burden of life) ยุ่งยากไปหมด ก็เป็นชีวิตที่เต็มไปด้วยการต่อสู้ดิ้นรน (struggling) ไม่มีการพักผ่อน ความรู้เรื่องอริยสัจจ์จะทำให้เรา มีการพักผ่อน แล้วก็มีกำลังสติปัญญา มีอะไรที่จะต่อสู้กับ ปัญหาแห่งชีวิต (๒๐) อยากจะถามว่าเราหนีเสือหรือสิงโตโดยที่ไม่ต้องกลัว จะได้ไหม ถ้าเรากลัวเราจะวิ่งหนีอย่างดีได้ไหม เราจะวิ่งหนี อย่างเลวเท่านั้นแหละ แล้วเราบางทีจะทำพลาด หนีไม่ได้ หนีไม่เป็น ถ้าเรามีความรู้เรื่องทุกข์ เรื่องดับทุกข์โดยแจ่มแจ้ง เรื่อง craving เรื่องอะไรต่าง ๆ นี่เราหยุดมันเสีย เราจะวิ่งหนีเสือ หรือวิ่งหนีสิงโตได้อย่างดี อย่างมีศิลปะ แล้วจะไม่มีความทุกข์ ด้วย (๒๑) ในชีวิตนี้มันเหมือนกับว่าเต็มไปด้วยอันตราย จะเป็นเสือ เป็นสิงโต เป็นสัตว์ร้าย เป็นอะไรต่าง ๆ แม้แต่จะเป็นโรคภัย ไข้เจ็บที่เขากลัวกันนักหนา มันก็เรียกว่าอันตรายโดยที่ไม่ต้อง มีความกลัวได้หรือไม่ ความกลัวนี้มาจาก craving ไม่มี craving
น.148 ๑๓๙ แล้วจะไม่มีความกลัว เราก็กล้าหาญ เราก็มีกำลัง แล้วก็ต่อสู้ กับอันตรายเหล่านั้นได้ดี (๒๒) โลกยิ่งเจริญ ยิ่งต้องรู้อริยสัจจ์ โลกยิ่งเจริญทางวัตถุ ยิ่งเจริญด้วยวัตถุ ไม่เจริญด้วยธรรม มันยิ่งเต็มไปด้วยอันตราย เป็นไปด้วยสิ่งที่ทำให้เรากลัว แล้ว ก็เต็มไปด้วยสิ่งที่ทรมานจิตใจของเรา เราจะอยู่ในโลกที่เจริญ ทางวัตถุนี้ เราจะต้องมีความรู้เรื่องอริยสัจจ์นี้ให้มันเพิ่มขึ้น ๆ อริยะ แปลว่าไม่มีข้าศึก ปราศจากข้าศึก (๒๓) ขอให้ท่านศึกษาอริยสัจจ์ด้วยความหมายว่า จะอยู่ในโลก ในอนาคตที่เจริญด้วยวัตถุนี้อย่างไม่มีปัญหา เพราะว่าในโลก ที่เจริญด้วยวัตถุนี้อยู่ยาก อยู่ลำบาก อยู่ยากยิ่งขึ้นทุกที ๆ ยิ่ง เจริญทางวัตถุเท่าไร ยิ่งอยู่ยาก อยู่ลำบากยิ่งขึ้นทุกที เพราะ ฉะนั้นขอให้ศึกษาอริยสัจจ์ เตรียมตัวให้พร้อมที่จะอยู่ในโลกที่ ยุ่งยากลำบากยิ่งขึ้นทุกที (๒๔) หลักอริยสัจจ์เป็นหลักวิทยาศาสตร์ อย่างที่ได้พูดให้ท่านทั้งหลายฟังแล้วว่า หลักอริยสัจจ์นี้ มันเป็นหลักวิทยาศาสตร์ มันไม่ได้เป็น philosophy ไม่เป็น logic ไม่เป็นอะไรทำนองนั้น มันเป็นวิทยาศาสตร์ แต่ว่าคน ไม่ค่อยเห็น ไม่ค่อยสังเกต ไม่ค่อยเข้าใจ แต่เนื้อแท้มันเป็น วิทยาศาสตร์ ฉะนั้นในโลกอนาคตที่จะเจริญด้วยวิทยาศาสตร์
น.149 ๑๔๐ ที่ไปทางวัตถุนั้น มันก็ไปสู่ปัญหามากขึ้น เพราะวัตถุมันหล่อเลี้ยง craving ให้เรามีวิทยาศาสตร์ทางจิตใจ ทาง spiritual นี้ให้มาก ขึ้น มันก็จะเหมาะสำหรับที่จะอยู่ในโลกที่เจริญด้วยวิทยาศาสตร์ ทางฝ่ายวัตถุ (๒๕) ท่านทั้งหลายก็คงจะได้เคยฟัง หรือได้เคยอ่านข้อความ ของไอน์สไตน์ เขาเขียนไว้ว่า "ศาสนาที่จะเหลืออยู่ในโลก ในอนาคตนี้ มันต้องเป็นศาสนาที่สามารถเผชิญกับความ ต้องการของวิทยาศาสตร์ สามารถที่จะแก้ไขปัญหาของ โลกตามวิถีทางวิทยาศาสตร์" นี่นักวิทยาศาสตร์ก็มีความคิด อย่างนี้ (๒๖) ขอให้พยายามศึกษาอริยสัจจ์ในแง่ของวิทยาศาสตร์ไว้ อย่างเพียงพอด้วย แล้วท่านก็จะเป็นผู้มีชัยชนะ อยู่ในโลกที่ แสนจะยุ่งยากลำบากได้เป็นแน่ ไม่เสียทีที่มาศึกษา (๒๗) คนทุกชนชั้น ควรรู้เรื่องอริยสัจจ์ อยากจะยืนยันว่า เขาจะเป็นคนยากจน เป็นคนขอทาน เขาก็จะต้องมีหรือควรจะมีความรู้เรื่องอริยสัจจ์ แล้วความทุกข์ จะน้อยลง เขาเป็นคนเจ็บไข้ มีโรคภัยไข้เจ็บมาก เขาจะต้องรู้ อริยสัจจ์ แล้วเขาจะมีความทุกข์น้อย แล้วเขาจะหายจาก โรคภัยไข้เจ็บ ถึงแม้ถ้าเขาจะต้องตาย เขาก็จะต้องตายอย่างดี ที่สุด มันจะมีประโยชน์แม้แต่คนขอทาน คนเจ็บไข้ที่หมอบอกว่า
น.150 ๑๔๑ ไม่รอดแล้ว จะต้องตายแล้ว มันก็ยังจะต้องอาศัยเรื่องนี้แหละ เรื่องลดความยึดมั่นถือมั่นว่าตัวตนในขันธ์ทั้ง ๕ เสีย ลด craving ในสิ่งทุกสิ่งเสีย ก็จะเป็นประโยชน์แม้แต่คนขอทานและคน เจ็บไข้ (๒๘) ทีนี้ อีกทางหนึ่งตรงกันข้าม ฝ่ายตรงกันข้ามเขาเป็น มหาเศรษฐี มีทรัพย์สมบัติมาก เขาเป็นนักการเมือง เขามี อำนาจมาก ขอให้เรารู้อริยสัจจ์เถอะ ทรัพย์สมบัติมาก อำนาจ มากจะไม่เป็นภาระหนัก ไม่เป็น burden of life ไม่เป็นภาระ หนัก ไม่เป็นความทุกข์ที่ทรมานเขา แม้เขาจะเป็นมหาเศรษฐี หรือเป็นนักการเมืองที่มีอำนาจ (๒๙) แล้วต่อให้เขาเป็นเทวดาในเทวโลก ตามที่ท่านทั้งหลาย ก็รู้เรื่องนี้แล้ว เขาก็ยังต้องอาศัยความรู้เรื่องอริยสัจจ์ มิฉะนั้น เขาจะมีความทุกข์เป็นอันมากด้วยตัณหา ด้วยอะไรต่าง ๆ นี่ ทั้งที่เขาอยู่ในเมืองสวรรค์ ในเทวโลก (๓๐) เป็นอันสรุปความได้ว่า แม้ว่าเขาจะเป็นชนกรรมาชีพ หรือว่าเขาจะเป็นนายทุน ก็เหมือนกันหมดเลย เขาจะต้องมี ความรู้เรื่องอริยสัจจ์ จึงจะลดความทุกข์ ลดความทรมานใจ ลดปัญหาต่าง ๆ ได้ เขาจะไม่ต้องมีความทุกข์เพราะความ ยากจน ไม่ต้องมีปัญหาเพราะความมั่งมี ธรรมะนี้เป็นประโยชน์ ตามคำตรัสของพระพุทธเจ้า เป็นประโยชน์ทั้งแก่เทวดาและ
น.151 ๑๔๒ มนุษย์ มนุษย์กับเทวดามันตรงกันข้ามเลย แต่ว่าเป็นประโยชน์ ตั้งแต่เทวดาและมนุษย์ เหมือนอย่างที่เราพูดว่า เป็นประโยชน์ ทั้งแก่ชนกรรมาชีพและแก่นายทุน (๓๑) มีคำพูดตามแบบหลักธรรมในพุทธศาสนา หรืออินเดีย ทั่ว ๆ ไป "สรุปใจความได้ว่า มนุษย์ (human being) นี้คือ บุคคลที่ยังต้องเผชิญกับเหงื่อ รู้จักเหงื่อ ถ้าเป็นเทวดา (celestial being) ไม่รู้จักเหงื่อ ไม่รู้จักความทุกข์ยากลำบากอันเกิดจาก เหงื่อ เช่นเดียวกับชนกรรมาชีพต้องรู้จักเหงื่อ พวกนายทุนเขา ก็ไม่ต้องรู้จักเหงื่อ นี่ถ้าพูดเป็นภาษาธรรม (๓๒) แล้วก็มีคำพูดที่น่าหัว น่าหัวเราะต่อไปอีกว่า ถ้าเทวดา เกิดมีเหงื่อ รู้จักเหงื่อขึ้นมาเมื่อใด เขาก็จะตายทันที หมด ความเป็นเทวดาทันที (๓๓) ความรู้เรื่องอริยมรรค (Eightfold path) เป็นความรู้ที่ดี ที่สุดที่จะให้อยู่เหนือปัญหาเหล่านี้ จะช่วยหมดทั้งคนขอทาน คนยากจน คนเจ็บไข้ คนธรรมดาสามัญ แล้วก็ทั้งเทวดา จำเป็น ที่จะต้องมีความรู้เรื่องอริยมรรคมีองค์แปด มันมีความหมาย อย่างนี้ มีความกว้างขวางอย่างนี้ สำหรับเรื่องอริยสัจจ์ (๓๔) เป็นอันกล่าวได้ว่า เรื่องอริยสัจจ์เป็นความรู้ที่จำเป็น สำหรับสิ่งที่มีชีวิต สิ่งที่มีชีวิตและรู้จักความทุกข์ จำเป็นทุก ระดับ ไม่ยกเว้นระดับไหน ตั้งแต่ต่ำสุดจนถึงสูงสุด มันไม่
น.152 ๑๔๓ เสียทีหรอกที่เรามาเรียนเรื่องอริยสัจจ์ (๓๕) รู้อริยสัจจ์แล้วทำให้มีที่พึ่งแท้จริง ทีนี้ก็มาถึงเรื่องที่พึ่ง ผู้ที่จะมีที่พึ่งเป็นพระพุทธ เป็น พระธรรม เป็นพระสงฆ์ เขาก็ต้องรู้อริยสัจจ์ พระพุทธเจ้าตรัส ไว้อย่างนี้ เขามีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นที่พึ่ง เขา ก็ต้องรู้อริยสัจจ์ เรื่องทุกข์ เรื่องเหตุให้เกิดทุกข์ ความดับทุกข์ ทางเข้าถึงความดับทุกข์ ความมีที่พึ่งจึงจะมีความเป็นที่พึ่งที่ แท้จริง แล้วก็จะพึ่งได้จริง แล้วก็อยากจะพูดเลยไปถึงว่า ใคร จะมี God บนสวรรค์เป็นที่พึ่ง ก็ต้องรู้อริยสัจจ์ เมื่อรู้อริยสัจจ์ จึงจะเป็นที่พึ่งให้ได้ เช่นเดียวกับ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นที่พึ่งได้ก็ต่อเมื่อเขารู้อริยสัจจ์ หรือมีความรู้เรื่องการปฏิบัติ อริยสัจจ์ (๓๖) พึ่งตัวเองคือพึ่งธรรมะ ที่มันน่าหัวอีกเรื่องหนึ่ง ที่ว่าพระพุทธเจ้ากลับบอกให้ทุกคน พึ่งตัวเอง พึ่งตัวเองในที่นี้หมายถึงพึ่งธรรมะ คือตัวเองทำให้มี ธรรมะ คือรู้อริยสัจจ์นั้นแหละ อย่างนี้เราพึ่งตัวเองโดยพึ่ง ธรรมะ พระพุทธเจ้าบอกให้พึ่งตัวเอง แต่พวกสาวกนี่มันดื้อ ไม่พึ่งตัวเอง จะไปพึ่งพระพุทธเจ้า ไม่พึ่งพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และไม่รู้อริยสัจจ์ เลยเหลวหมด (๓๗)
น.153 ๑๔๔ คำว่าพึ่งตัวเองกับพึ่งธรรมะนั้นมันเป็น synonym (ไวพจน์) แก่กันและกัน พึ่งตัวเองต้องรู้ธรรมะหรือรู้อริยสัจจ์ เพราะ ความรู้เรื่องอริยสัจจ์มันทำให้พึ่งตัวเองได้ เรียกว่าธรรมะ คำนี้เคยพูดกันหลายครั้งหลายหนแล้วว่า ตามหลักธรรมะใน พุทธศาสนา ธรรมะก็มีค่าเท่ากับ God พึ่งธรรมก็คือพึ่ง God ต้องรู้อริยสัจจ์จึงจะพึ่งธรรม จะพึ่ง God ก็ต้องมีความรู้เรื่อง อริยสัจจ์ (๓๘) ปัญหานี้ จุดนี้ที่จะต้องทำความเข้าใจ ธรรมะคือ God God คือธรรมะ จะต้องทำความเข้าใจให้ดี ๆ ระหว่างศาสนา ที่มี God กับศาสนาที่ไม่มี God เดี๋ยวก็จะทะเลาะกัน จะมี ประโยชน์ที่สุดถ้าทำความเข้าใจระหว่างศาสนา ในที่สุดจะ รวมที่จุดเดียวกันว่า มีความรู้เรื่องอริยสัจจ์ นี่ก็จะหมดปัญหา จะมีชีวิตใหม่ที่ไม่มีปัญหา เหนือ good เหนือ evil ที่ว่าหมด ปัญหาคือว่าเหนือ good เหนือ evil (๓๙) พึ่งตัวเองดีกว่าพึ่งผู้อื่น การพูดว่าพึ่งตนเองหรือพึ่งธรรมนี้ เป็นวิทยาศาสตร์หรือ ไม่เป็นวิทยาศาสตร์ แล้วการจะพูดว่าพึ่งผู้อื่น เช่นพึ่ง God เป็นต้น มันเป็นวิทยาศาสตร์หรือไม่เป็นวิทยาศาสตร์ พึ่งตนเอง กับพึ่งผู้อื่นอันไหนเป็นวิทยาศาสตร์กว่า ในโลกวิทยาศาสตร์นี้ จะต้องรู้จักที่พึ่งที่อาจจะเป็นที่พึ่งได้แท้จริง เรายืนยันเรื่อง
น.154 ๑๔๕ ความรู้เรื่องอริยสัจจ์นี่เป็นที่พึ่ง จะสบหลักวิทยาศาสตร์ (๔๐) รู้และปฏิบัติอริยสัจจ์แล้วปัญหาจะหมดไป พระพุทธเจ้าได้ตรัสว่า ความรู้อริยสัจจ์ที่ยังไม่ได้ปฏิบัติ เพียงแต่รู้ (realize) อริยสัจจ์ในลักษณะอย่างนี้แล้ว ปัญหาแห่ง ชีวิตหรือความทุกข์นี้จะหมดไปอย่างมากมาย มากมายอย่างยิ่ง จะเหลือเพียงนิดเดียว เปรียบเหมือนกับว่าขี้ฝุ่นติดปลายเล็บ หยิบมือหนึ่งนี้ไปเทียบกับภูเขาหิมาลัย หรือว่าทั้งโลกหรือครึ่ง โลกก็ได้ อันไหนมันมากกว่ากัน นี่เราว่ารู้อริยสัจจ์เท่านั้นแหละ ปัญหาหรือความทุกข์จะเหลือเท่าขี้ฝุ่นติดปลายนิ้ว เมื่อเทียบ กับภูเขาหิมาลัยหรือว่าเทียบกับโลกทั้งโลก (๔๑) เดี๋ยวนี้เราทั้งรู้ด้วยและทั้งปฏิบัติด้วย ความทุกข์จะไม่ เหลือเลย ไม่มีเหลือเลย (๔๒) คุณค่าของอริยสัจจ์มีอย่างนี้ แม้แต่เพียงรู้ความทุกข์ก็ เกือบหมดไป ยิ่งปฏิบัติด้วยก็เลยหมด (๔๓) ขอให้ท่านศึกษาชนิดที่มีความรู้จริง ๆ อย่าเพียงแต่ว่าฟัง หรือ listening ไม่พอ มันต้องขึ้นไปถึง realize เห็นว่าเป็นอย่างนี้ จริง ปัญหาเป็นเหตุให้เกิดความทุกข์ หมดปัญหาก็ไม่มีความ ทุกข์ อริยมรรคมีองค์แปดช่วยให้หมดปัญหา (๔๔)
น.155 ๑๔ ๖ คุณค่าของอริยสัจจ์ที่เราควรยอมลงทุน ทีนี้ท่านก็เปรียบคุณค่าของอริยสัจจ์ไว้อีกว่า แม้เราจะ ต้องลำบากเจ็บป่วยมากเท่าไร แต่ถ้าได้รู้อริยสัจจ์แล้วเราก็ ยอม เราก็จะทน จะยอมทน เปรียบได้ว่า เหมือนกับว่าเขาจะ ตีเราทั้งวัน หรือจะแทงด้วยของมีคมทั้งวัน เราก็จะยอม ถ้า เป็นเหตุให้รู้อริยสัจจ์ได้ เราก็ยอม ถ้าเป็นเหตุให้ได้รู้อริยสัจจ์ หรือว่าเราต้องเดินทางไกลไปลิบลับ แต่ถ้าจะรู้อริยสัจจ์ได้ เรา ก็ยอม ท่านเปรียบเทียบค่าของอริยสัจจ์ไว้ในลักษณะที่ว่า แม้ จะต้องลงทุนมากถึงอย่างนี้ เราก็จะยอม ถ้ามันจะเป็นเหตุให้รู้ อริยสัจจ์ (๔๕) เดี๋ยวนี้การรู้อริยสัจจ์ของเราไม่ต้องเจ็บปวดหรือลำบาก มากมายถึงขนาดนั้น เราพยายามลำบากปฏิบัติอานาปานสติ ให้ดีที่สุด โดยที่ไม่ต้องเจ็บปวดมากถึงขนาดนั้น เราก็รู้อริยสัจจ์ ได้ จะมาจากอเมริกา จากยุโรป จากออสเตรเลีย จากไหน ก็ตาม มันก็ไม่ได้ลำบากมากถึงขนาดนั้น แล้วพยายามฝึก อานาปานสติให้สำเร็จ แล้วเราก็จะรู้อริยสัจจ์ นี้เป็นสิ่งที่ควร จะได้ ควรจะทำได้ และควรจะมี (๔๖) ผู้ที่ทำให้เรารู้อริยสัจจ์มีพระคุณอย่างสูงสุด ทีนี้ขอพูดต่อไปถึงเรื่องที่ว่า ผู้มีพระคุณ มีความดีต่อเรา ผู้ที่มีพระคุณต่อเรามากที่สุดก็คือผู้ที่ทำให้เรารู้อริยสัจจ์ บิดา
น.156 ๑๔๗ มารดา เพื่อนฝูงมิตรสหาย ภรรยาสามี ที่เรียกว่าจะดีต่อเรา มีประโยชน์แก่เรา มีคุณแก่เรานั้น ไม่เท่ากับบุคคลที่ทำให้เรารู้ อริยสัจจ์ เรียกว่าผู้ที่ทำให้เรารู้อริยสัจจ์นั้นคือผู้ที่มีความดีต่อ เรา มีบุญคุณต่อเราอย่างสูงสุด (๔๗) จะเรียกว่าอะไรก็สุดแท้ ผู้ที่มีความดีแก่เรา มีประโยชน์ แก่เรา มีพระคุณแก่เรา หรือผู้ที่ช่วยเราที่สูงสุด ก็คือผู้ที่ทำให้ เรารู้อริยสัจจ์ ฉะนั้นขอให้สนใจผู้ที่จะช่วยทำให้เรารู้อริยสัจจ์ เพราะท่านตีราคาไว้มากกว่าบิดามารดา มากกว่ามิตรสหาย มากกว่าเพื่อนรัก มากกว่าอะไรทั้งหมดเลย (๔๘) ในที่สุดได้ตรัสว่า ถ้าบุคคลใดมีฉัน (พระพุทธเจ้า) เป็น เพื่อนที่ดีแล้ว เขาก็จะพ้นจากความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย พ้นจากปัญหาที่เกิดมาจากความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตายไป คือทุกข์ทั้งหลายทั้งปวง เราพ้นจาก ทุกข์ทั้งปวงเพราะมีพระพุทธเจ้าเป็นเพื่อนที่ดี กัลยาณมิตรเป็น เพื่อนที่ดี เพราะทำให้รู้อริยสัจจ์ (๔๙) ถ้า ไม่รู้อริยสัจจ์จะเห็นกงจักรเป็นดอกบัว ความจริงมีอยู่ว่า ตลอดเวลาที่เรายังไม่รู้อริยสัจจ์ ไม่เห็น อริยสัจจ์ เราก็จะเห็นกงจักรเป็นดอกบัวอยู่ตลอดไป คำเป็น คำพังเพยของไทย เป็น Thai proverb เห็นกงจักรเป็นดอกบัว
น.157 ๑๔๘ อาจจะไม่มีใน proverb ของท่านทั้งหลาย ดอกบัวเมื่อบานแล้ว มันก็มีวงกลม มันก็มีกลีบรอบตัว แต่กงจักรนี่มันคล้ายกับ ฟันเลื่อยรอบ ๆ ที่เราใช้ฆ่าคน ทำให้เกิดอันตราย ถ้าเรายัง ไม่รู้อริยสัจจ์ เราก็จะเห็นว่ากงจักรนี่เป็นดอกบัวที่สวยงามที่จะ ช่วยเรา จะเห็นสิ่งที่มีอันตรายว่าเป็นสิ่งที่มีประโยชน์อยู่เสมอ ไป ไม่รู้อริยสัจจ์อยู่เพียงใด ก็เห็นกงจักรเป็นดอกบัวอยู่เพียง นั้น (๕๐) ขอพูดนอกเรื่องสักหน่อย คือแถมเป็นพิเศษว่า กงจักรนี้ มีผู้หนึ่งได้ค้นพบของทำด้วยหิน เป็นวงกลมแบบนี้ และมีช่อง สำหรับมือจับอย่างนี้ได้ รอบนี้เป็นฟันทั้งหมด การศึกษาทาง ประวัติศาสตร์สรุปว่า นี่มันเป็นอาวุธที่คนป่าสมัยโน้นใช้ ที่ เรียกว่ากงจักร และมีมาเรื่อยๆ จนทำด้วยโลหะ ทำด้วยอะไร จะเห็นกงจักรเป็นดอกบัว กงจักรคืออาวุธที่เก่าแก่โบราณเต็มที่ กี่พันปีมาแล้วก็ไม่ทราบ แต่ว่าเหลือที่จะบัญญัติเวลา มีอันหนึ่ง พบที่เมืองตรังนี้ จึงให้เอาไปไว้ที่พิพิธภัณฑ์ที่กรุงเทพฯ (๕๑) เราจะเห็นข้าศึกว่าไม่ใช่ข้าศึกอยู่ตลอดไป เมื่อใดที่เรารู้ เรื่องอริยสัจจ์ ก็จะได้เห็นข้าศึกว่าเป็นข้าศึก แล้วเราจะได้ทำ ให้หมดข้าศึก ไม่เห็นกงจักรเป็นดอกบัว (๕๒) ข้อนี้หมายความว่าเราจะชอบความทุกข์ เราจะรักความ ทุกข์ แล้วเราก็จะตั้งตัวอยู่ในความทุกข์ มันบ้าหรือดี มันบ้า
น.158 ๑๔๙ อยู่เท่าไร คนที่ไม่รู้อริยสัจจ์เป็นคนโง่สักเท่าไร (๕๓) อริยสัจจ์ทำให้ไม่หลงกินเหยื่อ เราจะกระทำอย่างที่เรียกว่าหาเหยื่อมาป้อนให้ตัณหา ไม่ใช่หาอาหารมาให้ชีวิต แต่หาเหยื่อมาป้อนให้ตัณหา เหยื่อ นี่ของหลอกลวง ของทำให้เกิดความทุกข์ อาหารนี่เป็นของ ถูกต้อง เราจะมัวแต่หาเหยื่อมาป้อนให้ตัณหา ไม่ได้หาอาหาร ที่ถูกต้องมาให้แก่ชีวิต นี่คือเห็นกงจักรเป็นดอกบัว (๕๔) อย่าเอาคำว่าอาหารไปปนกัน ถ้าเราไม่รู้อริยสัจจ์ เราจะ หาเหยื่ออยู่เรื่อยไป ๆ ไม่มีที่สิ้นสุด ถ้าว่าเรารู้อริยสัจจ์ เราก็จะ หาอาหารมาให้แก่ชีวิต ไม่หาเหยื่อให้แก่ตัณหา ความจริงที่ มันมีอยู่ในโลกนี้จริง ๆ นั้น มันมีอยู่อย่างนี้ เรื่องอริยสัจจ์ก็จะ เป็นประโยชน์แก่โลก เพื่อสันติสุขของโลกได้ (๕๕) ดูให้ดี ๆ อารยธรรม (civilization) ของพวกเราสมัยนี้นั้น มันกลายเป็นหาเหยื่อให้ตัณหาแท้ ๆ ไม่ได้หาอาหารให้สันติภาพ หรอก ดูสิ่งที่มีอยู่มากมาย เพิ่มขึ้นมากมาย เป็นของไม่จำเป็น หรอก โฆษณาในหน้าหนังสือพิมพ์หรือในร้านขายของ เปิดดูจะ พบแต่สิ่งไม่จำเป็นทั้งนั้น ไม่มีก็ไม่ตาย นี่มันเป็นเหยื่อของ ตัณหาทั้งนั้นแหละ civilization ปัจจุบันนี้มีแต่เพิ่มเหยื่อให้ตัณหา ไม่มีสันติภาพแก่โลก เพราะความไม่รู้เรื่องอริยสัจจ์ และเห็น กงจักรเป็นดอกบัว (๕๖)
น.159 ๑๕๐ อริยสัจจ์ทำให้มีสันติภาพ เราให้เหยื่อแก่ตัณหาอย่างนี้ ก็มีอุปาทาน มีตัวตน แล้ว ก็มีความเห็นแก่ตัว (selfishness) เพิ่มขึ้นในโลกนี้ แล้วเราก็ มีแต่วิกฤตกาล (crises) ไม่มีสันติภาพ รู้อริยสัจจ์เถิด แล้วก็จะ หยุดความเลวร้ายอันนี้เสียได้ (๕๗) รู้อริยสัจจ์คือรู้ธรรมะทั้งหมดในพุทธศาสนา ในที่สุดสรุปความว่า ธรรมทั้งหลายมากมายเท่าไรก็มา สรุปอยู่ในอริยสัจจ์ เช่นเดียวกับใบไม้ทั้งป่ามาสรุปอยู่ใบไม้ กำมือเดียว เรียนให้รู้อริยสัจจ์เถิดก็จะเท่ากับรู้พุทธศาสนา ทั้งหมด หลักธรรมทั้งหมดมารวมอยู่ที่อริยสัจจ์ นี่เรื่องก็จบ รู้อริยสัจจ์ก็คือรู้ธรรมทั้งหมดในพุทธศาสนา ที่เป็นประโยชน์ อย่างยิ่ง ที่จะช่วยดับทุกข์ได้จริง ขอให้สนใจเถิด แล้วท่าน ทั้งหลายก็สนใจอยู่แล้ว ก็ฟังด้วยดี แล้วก็สร้างเครื่องมือด้วย อานาปานสติให้สำเร็จ ก็จบเรื่องเกี่ยวกับอริยสัจจ์ในฐานะเป็น บทสรุป (conclusion) ในวันนี้ ขอยุติการบรรยายเพียงแค่นี้ (๕๘)
น.160 พัฒนาโพธิ ☸☸☸☸☸☸☸☸☸☸ โพธิ์สัตว์ คือสัตว์ มุ่งพัฒนา ให้โพธิแผ่ แก่กล้า เต็มความหมาย ดูให้ดี มีอยู่จริง ทั้งหญิงชาย ดูงมงาย จะไม่มี ที่ไหนเลย. ถ้าทุกคน ดิ้นรน เพื่อโพธิ มันค่อยผลิ ออกไป ไม่หยุดเฉย ถ้ามัวแต่ ร้องว่าแย่ ยอมแพ้เว้ย ในโลกเลย ไม่มี โพธิชน. อย่ายอมแพ้ ; มุ่งแต่ ปลูกโพธิ ให้เต็มสติ กำลัง หวังเอาผล ◌ิตร ไม่เสียที ที่ได้เกิด มาเป็นคน ได้ผ่านพ้น อวิชชา เพราะกล้าทำ. ☸☸☸☸☸☸
น.161 จงรู้จักตัวเอง ☸☸☸☸☸☸☸☸☸☸ "จงรู้จัก ตัวเอง" คำนี้หมาย ว่าค้นพบ แก้วได้ ในตัวท่าน หานอกตัว ทำไม ให้ป่วยการ ดอกบัวบาน อยู่ในเรา อย่าเขลาไป. ในดอกบัว มีมณี ที่เอกอุตม์ เพื่อมนุษย์ ค้นหา มาให้ได้ "การตรัสรู้ หรือรู้ สิ่งใดใด ล้วนมาจาก ความรู้ ตัวสูเอง" ฯ ☸☸☸☸☸
น.162 อตัมมโย ☸☸☸☸☸ ลด ละ เลิก เลื่อน อริยสัจจ์ คือ ความจริงอันประเสริฐ ว่าด้วย ความทุกข์และความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ เป็น หลักธรรมที่พระพุทธองค์ตรัสรู้ และทรงนำ มาสอนมากที่สุด นับเป็นคำสอนชั้นหัวใจของ พระพุทธศาสนา คำบรรยายชุดนี้ แสดงเป็นพิเศษแก่ชาว ต่างประเทศที่มาอบรมสมาธิภาวนา ณ สวน โมกขพลาราม หากเข้าใจหลักธรรมเรื่องนี้ได้ โดยตลอด ก็นับว่าเข้าใจพระพุทธศาสนาอย่าง ถ่องแท้ และแก้ปัญหาชีวิตได้อย่างแท้จริง พุทธ- บริษัทชาวไทยจึงไม่ควรพลาดคำบรรยายชุดนี้ ซึ่งจะช่วยให้ท่านเข้าใจพระพุทธศาสนาได้ ดีกว่าที่แล้วมา ในเวลาอันสั้นและทันยุคสมัย
Buddhadasa