น.383 ฟ้าสางทางความลับสุดยอด จาก พุทธทาส อินฺทปัญฺโญ ๏ ชีวิตเป็นสิ่งที่พัฒนาได้ ตามประสงค์ โดยกฎ- อิทัปปัจจยตา. ดังนั้น ชีวิตจึงเป็นสิ่งที่เราเติมธรรมะ ลงไปได้ตามที่เราต้องการ โดยการปฏิบัติธรรม ฯ ๑ ๏ ถ้ามีการศึกษาที่เห็นแจ้งจากภายใน (เป็นสัน- ทิฏฐิโก) แล้ว ก็ไม่มีทางที่จะเป็นทาสทางสติปัญญา ของใคร แม้แต่ของพระพุทธเจ้า : นี้เป็นหลักของ พระพุทธศาสนา (ตามกาลามสูตรข้อสิบ) ๒ ๏ ถ้าใช้หลักกาลามสูตรเป็นเครื่องตัดสิน ว่าเป็น สิ่งที่ควรรับถือเป็นหลักปฏิบัติแล้ว ก็ไม่ต้องคำนึงว่า เป็นคำสอนของใคร เป็นของเดิมแท้หรือเป็นของ ใหม่ ฯลฯ หรือว่ามีประวัติมาอย่างไร ฯ ๓ ๏ การมีธรรมะแท้จริง ก็คือสามารถดำรงตน อยู่เหนือปัญหาหรือความทุกข์ทั้งปวง; ไม่เกี่ยวกับ ปริญญาบัตร ฯลฯ พิธีรีตอง หรือหลักปรัชญาชนิด ฟิโลโซฟี่ใดๆ ฯ ๔ ๏ เรามีวิธีทำให้ชีวิตเป็นของเย็น ทุกอิริยาบถ ตามที่เราประสงค์จะมี ไม่ว่าในรูปแบบใด ๆ : ตนเอง -เพื่อสังคม -ตามธรรมชาติล้วน ๆ ฯ ๕ พร้อมแล้วที่จะตอบคำถาม
น.384 ๒ ๏ การศึกษา -ศาสนา -วัฒนธรรม -ประเพณี - การเมือง -การปกครอง -การเศรษฐกิจ -ศิลปะ ฯลฯ -วิทยาการใด ๆ จะถือว่าถูกต้องได้ เฉพาะเมื่อ พิสูจน์การดับทุกข์ได้ในตัวมันเอง ฯ ๖ ๏ การเรียน -การรู้ -การมีความรู้ -การปฏิบัติ - การใช้ความรู้ให้สำเร็จประโยชน์ เหล่านี้ มิใช่สิ่ง เดียวกัน ; ระวังการมี การใช้ ให้ถูกต้อง ฯ ๗ ๏ ชีวิตเย็นเป็นนิพพาน ในปัจจุบัน คือไม่มีกิเลส เกิดขึ้นแผดเผาให้เร่าร้อน ทุกเวลานาที ทุกอิริยาบถ, ในความรู้สึกอย่างสันทิฏฐิโก (คือรู้สึกอยู่ภายในใจ) ฯ ๘ ๏ มีชีวิตเย็นเป็นนิพพาน (นิพฺพุโต) ในปัจจุบัน ได้โดยที่ทุกอย่างถูกต้องแล้ว พร้อมแล้ว ไม่ว่าสำหรับ จะตายหรือจะอยู่ ; เพราะไม่มีอะไรยึดถือไว้ว่า กู - ของกู ฯ ๙ ๏ กิจกรรมทางเพศเป็นของร้อน และเป็นเรื่อง "บ้าวูบเดียว" ; แต่คนและสัตว์ (แม้ต้นไม้ ?) ก็ตก เป็นทาสของมันยิ่งกว่าสิ่งใด ฯ ๑๐ ๏ อวัยวะสืบพันธุ์ มีไว้สำหรับผู้ต้องการสืบพันธุ์ หรือผู้ต้องการรสอร่อยจากกามคุณ (กามอสฺสาท) อันเป็น ค่าจ้างให้สัตว์สืบพันธุ์ ด้วยความยากลำบากและน่า เกลียด ; แต่ไม่เป็นที่ต้องการของผู้จะอยู่อย่างสงบ ฯ ๑๑ ๏ เรื่องเพศหรือเกี่ยวกับเพศ ธรรมชาติสร้างมา สำหรับมนุษย์ -สัตว์ -พฤกษชาติ ไม่สูญพันธุ์ ; ไม่ใช่ ของขวัญที่ใครจะเรียกร้อง ไม่ใช่ของควรบูชาในฐานะ สิ่งสูงสุด ว่าเป็นกามเทพเป็นต้น ฯ ๑๒ ๏ กามารมณ์เป็นค่าจ้างทางเพศ เพื่อการสืบพันธุ์ อันสกปรกเหน็ดเหนื่อยและน่าเกลียดจากธรรมชาติ, มิใช่ของขวัญ หรือหรรษทานจากเทพเจ้าแต่ประการใด เลิกบูชากันเสียเถิด ฯ ๑๓ ๏ กามกิจก็เป็นหน้าที่ที่เป็นธรรมะอย่างหนึ่งด้วย เหมือนกัน ; แต่ต้องประพฤติกันอย่างถูกต้องและพอดี สำหรับอริยชนที่ครองเรือน ฯ ๑๔ ๏ การสมรสด้วยจิตหรือทางวิญญาณ (เช่นทิฏฐิ ตรงกัน) นั้นเป็น "พรหมสมรส" ยังบริสุทธิ์สะอาดดี ไม่ก่อให้เกิดทุกข์หรือปัญหาใดๆ ; ส่วนการสมรสทางกาย หรือเนื้อหนัง นั้นสกปรก น่าเกลียด เหน็ดเหนื่อย เกินไปจนไม่รู้ว่าอะไรเป็นการสมรส ฯ ๑๕ ๏ กามที่เกี่ยวกับเพศ เป็นได้ทั้งเทพเจ้าและปีศาจ ทั้งนี้แล้วแต่ผู้ประกอบกิจนั้น มีธรรมะผิดถูกมากน้อย เพียงไร ฯ ๑๖ ๏ พวกที่ถือพระเจ้า ถือว่าอะไร ๆ ก็แล้วแต่ พระเจ้าบันดาล ส่วนชาวพุทธถือว่าแล้วแต่การกระทำ ผิดหรือถูก ต่อกฎอิทัปปัจจยตา; ดังนั้นควรทำความ เข้าใจเกี่ยวกับคำว่า "พระเจ้า" กันเสียใหม่ให้ถูกต้อง คือ มีทั้งที่มีความรู้สึกอย่างบุคคล และไม่มีความรู้สึกอย่าง ทั้งชั่ว ทั้งดี ล้วนแต่ไม่มีความสงบ
น.385 ๓ บุคคล อย่างไหนจะเป็นที่พึ่งได้และยุติธรรม ไม่รับ สินบน ฯ ๑๗ ๏ พระเจ้าคือสิ่งสูงสุดนั้น ไม่ดี - ไม่ชั่ว แต่อยู่ เหนือดีเหนือชั่ว จึงสามารถให้เกิดความหมายว่าดีว่าชั่ว ให้แก่ความรู้สึกของมนุษย์ได้ทุกอย่างจนงงไปเอง ฯ ๑๘ ๏ พระเจ้า คือ กฎ สำหรับบังคับสิ่งที่เกิดจากกฎ ให้ต้องเป็นไปตามกฎ โดยเด็ดขาดและเที่ยงธรรม ; ดังนั้น พระเจ้าจึงอยู่เหนือสิ่งทั้งปวงได้จริง ฯ ๑๙ ๏ พระเจ้าเป็นที่รวมแห่งความจริง มิใช่แห่ง ความดี ซึ่งเป็นสิ่งที่ยังหละหลวมและมายาอยู่มาก จน ต้องเป็นคู่กันกับความชั่ว ; ถ้าพระเจ้าเป็นความดี ก็ จะกลายเป็นคู่กันกับซาตานหรือมารร้ายไปเสีย ฯ ๒๐ ๏ ความจริงเป็นสิ่งเดียวไม่มีคู่ (เอกํ หิ สจฺจํ น ทุตียมตฺถิ) ; แม้จะมีความไม่จริง (ตามที่ใครบัญญัติขึ้น) มันก็เป็นความจริงของความไม่จริง ๆ ๒๑ ๏ พระเจ้าที่เป็นทั้งผู้บันดาลให้เกิด และปลด เปลื้องความทุกข์ได้แท้จริง นั้นคือกฎอิทัปปัจจยตา ; จงรู้จักท่านและกระทำต่อท่านให้ถูกต้องเถิด ฯ ๒๒ ๏ พระเจ้าที่แท้จริง เป็นหัวใจของศาสนาทุก ๆ ศาสนา นั่นคือ "กฎ" หรือ "ภาวะของความถูกต้องตาม ธรรมชาติ เพื่อความรอดของมนุษย์" ; พุทธศาสนายิ่งมี กฎหรือภาวะนั้นที่เป็นไปตามกฎอิทัปปัจจยตา ฯ ๒๓ ๏ ถ้าอยากพบ "พระเจ้าที่แท้จริง" อย่าตั้งปัญหา อย่างอื่นใดขึ้นมา นอกจากปัญหาว่า อะไรที่สร้าง -ควบคุม -ทำลายโลก -ใหญ่ยิ่ง -รู้สิ่งทั้งปวง -มีในที่ ทั้งปวง, โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุควิทยาศาสตร์แห่ง ปัจจุบันนี้ ฯ ๒๔ ๏ คำสอนของผู้รู้แท้จริง แม้เป็นเวลา ๒ - ๓ พันปีมาแล้ว แต่ก็ยังใช้ได้อยู่เหมือนคำพูดใหม่ ๆ สด ๆ ร้อน ๆ นั้นคือคำสอนของพระพุทธองค์แก่ชาวกาลาม ที่เรียกว่ากาลามสูตร (ดังต่อไปนี้) ฯ ๒๕ ๏ อย่าเชื่อและรับมาปฏิบัติ ด้วยเหตุเพียงสักว่า "ฟังตาม ๆกันมา" ; เพราะมันผิดมาตั้งแต่ต้นก็ได้, เพราะเปลี่ยนไปตลอดเวลาที่ฟังตามๆกันมา ก็ได้ ฯ ๒๖ ๏ อย่าเชื่อและรับมาปฏิบัติ ด้วยเหตุเพียงสักว่า "ทำตามสืบ ๆ กันมา" ; เพราะมันผิดมาตั้งแต่ต้น หรือ เปลี่ยนไป ๆ ตลอดเวลาที่ทำตาม ๆ กันมา ก็ได้ ฯ ๒๗ ๏ อย่าเชื่อและรับมาปฏิบัติ ด้วยเหตุเพียงสักว่า "กำลังเล่าลืออยู่อย่างกระฉ่อน" ; เพราะการเล่าลือ เป็นการกระทำของพวกที่ไม่มีสติปัญญา, มีแต่โมหะ ก็ได้ ฯ ๒๘ ๏ อย่าเชื่อและรับมาปฏิบัติ ด้วยเหตุเพียงสักว่า "มีที่อ้างอิงในปิฎก (ตำรา)" ; เพราะปิฎกหรือตำรา ทั้งหลายเกิดขึ้นและเปลี่ยนไป ตามปัจจัยที่แวดล้อม หรือตามกฎอิทัปปัจจยตา ก็ยังได้ ฯ ๒๙ นี่! ไม้เท้าค้ำกาย ไม้ธรรมค้ำใจ
น.386 ๔ ๏ อย่าเชื่อและรับมาปฏิบัติ ด้วยเหตุเพียงสักว่า "ถูกต้องตามหลักทางตรรก" ; เพราะตรรกะเป็นเพียง ความคิดชั้นผิวเปลือก, ใช้เหตุผลและเดินตามเหตุผล ชั้นผิวเปลือก ฯ ๓๐ ๏ อย่าเชื่อและรับมาปฏิบัติ ด้วยเหตุเพียงสักว่า "ถูกต้องตามหลักทางนยายะ" ; เพราะนยายะเป็นการ คาดคะเนที่เดินไปตามเหตุผลเฉพาะหน้าในการคาดคะเน นั่นเอง ฯ ๓๑ ๏ อย่าเชื่อและรับมาปฏิบัติ ด้วยเหตุเพียงสักว่า "ถูกต้องตามสามัญสำนึก" ; เพราะสามัญสำนึกเดินตาม ความเคยชินของความรู้สึกชั้นผิวเปลือก ฯ ๓๒ ๏ อย่าเชื่อและรับมาปฏิบัติ ด้วยเหตุเพียงสักว่า "ทนต่อการเพ่งด้วยทิฏฐิของตน" ; เพราะทิฏฐิของเขา ผิดได้ โดยเขาไม่รู้สึกตัว ฯ ๓๓ ๏ อย่าเชื่อและรับมาปฏิบัติ ด้วยเหตุเพียงสักว่า "ผู้พูดอยู่ในฐานะควรเชื่อ" ; เพราะเป็นเหตุให้ไม่คิด ใช้สติปัญญาของตนเอง ในการพิจารณา ฯ ๓๔ ๏ อย่าเชื่อและรับมาปฏิบัติ ด้วยเหตุเพียงสักว่า "สมณะผู้พูดเป็นครูของเรา" ; เพราะเป็นเหตุให้ไม่คิด ใช้สติปัญญาของตนเองในการศึกษา ฯ ๓๕ ๏ ในกรณีเหล่านี้ เขาจะต้องใช้ยถาภูตสัมมัป- ปัญญาหาวี่แววว่า สิ่งที่กล่าวนั้นมีทางจะดับทุกข์ได้ อย่างไร ; ถ้ามีเหตุผลเช่นนั้นก็ลองปฏิบัติดู ได้ผลแล้ว จึงจะเชื่อและปฏิบัติให้ยิ่งขึ้นไป กว่าจะถึงที่สุดแห่งความ ดับทุกข์ ฯ ๓๖ ๏ กฎของธรรมชาติเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดมีกาย - ใจ อย่างที่สัตว์ทั้งหลายกำลังมี และให้ใจคิดไปตามผัสสะ จากสิ่งแวดล้อม จนมีการบัญญัติเรื่องทิฏฐิ เรื่องกรรม เรื่องสุขทุกข์ เรื่องดีชั่ว เป็นต้น ฯ ๓๗ ๏ กข กกา แห่งการดับทุกข์ คือการรู้ความลับ ของอายตนิกธรรม ๕ หมวด คือ อายตนะภายในหก อายตนะภายนอกหก วิญญาณหก ผัสสะหก เวทนาหก ตามที่เป็นจริงอย่างไร ในชีวิตประจำวัน เป็นเรื่องที่ ต้องหามาศึกษาให้รู้อย่างละเอียด ฯ ๓๘ ๏ การเกิดทางร่างกายจากท้องแม่ นั้นไม่สำคัญ ยังไม่มีปัญหา, จนกว่าจะมีการเกิดทางจิตใจ คือเกิด ตัวกู - ของกู จึงจะเป็นการเกิดที่สมบูรณ์คือมีปัญหา และมีที่ตั้งแห่งปัญหา กล่าวคือความทุกข์ ฯ ๓๙ ๏ ถ้าพ้นจากการเกิดแห่งตัวกูเสียได้ ย่อมพ้นจาก ปัญหาและความทุกข์ทั้งปวงได้ และจะพ้นจากปัญหา แห่งการเกิดทางกายทั้งหมดได้เองด้วย ฯ ๔๐ ๏ การได้เกิดมามีชีวิต ยังไม่ควรจัดว่าบุญหรือ บาป แต่ยังเป็นกลาง ๆ อยู่ ; แล้วแต่ว่าเราจะจัดให้เป็น อย่างไร คือเป็นบุญเป็นบาป หรือให้พ้นบุญพ้นบาป ไปเสียเลยก็ได้ ฯ ๔๑ มีไม้เท้า ราวกะมีธรรมะ
น.387 ๕ ดอกเสลา ในสวนโมกข์ ๏ มนุษย์ที่ไม่เข้าถึง หรือไม่รู้ความลับสุดยอด ของมนุษย์ จะเป็นมนุษย์ไปได้อย่างไร ; มนุษย์คือ ผู้ที่อาจจะมีจิตใจสูง อยู่เหนือปัญหาหรือความทุกข์ พอสมควรแก่ความเป็นมนุษย์ หรือเหนือปัญหาและ ความทุกข์โดยสิ้นเชิง ซึ่งเป็นยอดของมนุษย์ ฯ ๔๒ ๏ มนุษย์ไม่ควรบูชาอะไร นอกจากความถูกต้อง ของความเป็นมนุษย์เอง คือความมีจิตอยู่เหนือปัญหา เหนือความทุกข์โดยประการทั้งปวง ซึ่งความหมายนี้ มีความหมายรวมถึงพระพุทธพระธรรมและพระสงฆ์ อยู่ด้วย ในฐานะเป็นภาวะที่ถูกต้องถึงที่สุด ฯ ๔๓ ๏ ถือศาสนาไหนอย่างไร แล้วความทุกข์ ไม่มี แก่ท่าน ศาสนานั้นแหละถูกต้องเหมาะสมแก่ท่านอย่าง แท้จริง พุทธศาสนารวมอยู่ในศาสนาชนิดนี้ กลัวแต่ ว่าท่านจะไม่รู้จักตัวความทุกข์เสียเอง ฯ ๔๔ ๏ เมื่ออบรมจิตถึงที่สุดแล้ว จิตจะบังคับกายและ ตัวมันเองได้ในทุกกรณี สำหรับจะไม่มีความทุกข์ใน ทุกกรณีอีกเช่นกัน ; ขอให้เราศึกษาธรรมชาติ หรือ ธรรมสัจจะข้อนี้กันเถิด ฯ ๔๕ ๏ ความรู้สึกอันเป็นทุกข์ทรมาน กับลักษณะแห่ง ความทุกข์ทรมาน มิใช่เป็นสิ่งเดียวกัน ; คนอาจจะมี ทุกขลักษณะโดยที่จิตไม่มีทุกขเวทนา ฯ ๔๖ ๏ คนโบราณที่รู้ธรรมะกล่าวว่า "ทั้งชั่วทั้งดีล้วน แต่อัปรีย์ (ไม่น่ารัก)" นั้น มีความจริงว่า ถ้าไปยึดถือ เอาด้วยอุปาทานแล้ว ทั้งความชั่วและความดีมันจะกัด ผู้นั้นโดยเท่ากัน จงรู้จักมันกันในลักษณะเช่นนี้เถิด ทั้งความชั่วและความดี ฯ ๔๗ ๏ ทารกและปุถุชนรู้จักทำอะไร ๆ ก็แต่เพื่อตน หรืออย่างมากก็เพื่อโลก ; แต่สัตบุรุษหรืออริยชน รู้จักทำอะไร ๆ ก็เพื่อธรรม คือหน้าที่อันถูกต้องของ มนุษย์ ฯ ๔๘
น.388 ๖ ๏ ธรรมะคือหน้าที่ของสิ่งที่มีชีวิตทุกระดับ จะ ต้องทำเพื่อความรอด ทั้งฝ่ายกายและฝ่ายจิต ทั้งของ ตนเองและของผู้อื่น ซึ่งเป็นเพื่อนเกิดแก่เจ็บตายด้วย กัน ฯ ๔๙ ๏ เมื่อกล่าวโดยพิสดาร คำว่า "ธรรมะ" มี ๔ ความ หมาย คือ ตัวธรรมชาติ -ตัวกฎธรรมชาติ -หน้าที่ ตามกฎธรรมชาติ -และผลจากหน้าที่นั้น ๆ ฯ ๕๐ ๏ ในคนเราคนหนึ่ง ๆ กายและใจเป็นตัวธรรมชาติ กฎที่บังคับชีวิตหรือกายใจอยู่เรียกว่ากฎของธรรมชาติ หน้าที่ที่ต้องทำเพื่อความอยู่รอดของกายและใจ เรียกว่า หน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ ผลเป็นสุขหรือทุกข์ก็ตาม ที่เกิดขึ้น เรียกว่าผลเกิดจากหน้าที่ตามกฎของธรรม- ชาติ ฯ ๕๑ ๏ ธรรมะสามารถช่วยได้ในทุกกรณีอย่างแท้จริง ; หากแต่บัดนี้เรายังไม่รู้จักธรรมะและมีธรรมะ อย่างถูก ต้องและสมบูรณ์ โดยนำมาใช้แก้ปัญหาได้อย่างถูกต้อง และทันแก่เวลา ฯ ๕๒ ๏ เราต้องเตรียมตัวไว้อย่างสำคัญที่สุดสักอย่าง หนึ่ง คือเมื่อบางสิ่งหรือแม้ทุกสิ่งไม่เป็นไปตามที่เรา ต้องการ แล้วเราก็ยังไม่เป็นทุกข์อยู่นั่นเอง ฯ ๕๓ ๏ พวกเราในยุคนี้ ไม่ได้ค้นคว้าพิสูจน์ ทดลอง ธรรมะเหมือนที่เรากระทำต่อวิชาวิทยาศาสตร์ -ประวัติ ศาสตร์ -เศรษฐกิจ -ฯลฯ ที่เรากำลังหลงใหลกันนัก ; ดังนั้น จึงยังไม่มีธรรมะมาช่วยเรา ฯ ๕๔ ๏ เรารู้ธรรมะไม่ได้ เพราะไม่รู้แม้แต่ปัญหาใน ชีวิตของตัวเอง ที่กำลังมีอยู่ ว่ามีอยู่อย่างไร จึงได้แต่ ลูบคลำธรรมะในลักษณะที่เป็นสีลัพพตปรามาส หรือ ไสยศาสตร์ ไปเสียหมด ฯ ๕๕ ๏ คนมีปัญญาแหลมคมอย่างยอดนักวิทยาศาตร์ ก็ มิได้ใช้ความแหลมคมของมัน ส่องเข้าไปที่ตัวปัญหา ๑๒ ปี ที่สวนโมกข์เก๋า
น.390 ๘ อันแท้จริงของชีวิต มัวจัดการกันแต่ปัญหาเปลือก อัน มีผลทางวัตถุร่ำไป ฯ ๕๖ ๏ อาจารย์สอนธรรมะ แม้ในขั้นวิปัสสนา ก็ยัง สอนเพื่อ ลาภสักการสิโลกะของตนเองเป็นเบื้องหน้า แล้วจะไม่ให้โมหะครอบงำทั้งอาจารย์และลูกศิษย์ได้ อย่างไร ฯ ๕๗ ๏ คนมาเรียนธรรมะวิปัสสนา หวังจะได้อัสสาทะ (รสอร่อย) แก่กิเลสของเขา ตามรูปแบบนั้น ๆ ยิ่งขึ้นไป จึงไม่พบวิธีที่จะลิดรอนกำลังของกิเลสเอาเสียเลย ฯ ๕๘ ๏ ผู้ที่เรียนโดยมาก ไม่ได้เรียนด้วยจิตใจทั้งหมด เพราะยังแบ่งจิตใจไว้ส่วนหนึ่ง เพื่อลองภูมิอาจารย์ หรือ แย่งตำแหน่งอาจารย์ ก็ยังมี ดังนั้นจึงเรียนได้น้อย รับ เอาไปน้อย ๆ ฯ ๕๙ ๏ แม้จะเป็นคนบรมโง่สักเท่าไร เขาก็ยังคิดว่าเขา ยังมีอะไรที่ดีกว่าอาจารย์ อยู่อย่างใดอย่างหนึ่ง ; ดังนั้น จึงมองข้ามความรู้ของอาจารย์เสียบางอย่างหรือมากอย่าง ก็ยังมี ฯ ๖๐ ๏ ลูกศิษย์สมัยวัตถุนิยม คิดจะเอาอะไรจาก อาจารย์ มากกว่าที่จะให้แก่อาจารย์ มากมายหลายร้อย เท่านัก แม้ที่คิดจะไม่ให้อะไรเลย ก็ยังมี โดยถือว่า อาจารย์เป็นลูกจ้าง ฯ ๖๑ ๏ ความเคารพเชื่อฟังครูนั่นแหละ คือกระบุง ที่จะตักตวงเอาความรู้จากครู ; ขอแต่อย่าทำตนเป็น กระบุงกันรั่วเสียเอง ฯ ๖๒ ๏ เหนือฟ้า ยังมีฟ้า; เหนือพระพุทธเจ้า ยังมี สิ่งที่พระองค์ทรงเคารพ นั่นก็คือ กฎอิทัปปัจจยตา ปฏิจจสมุปบาท อันเป็นมหาอริยสัจ ที่ได้ตรัสรู้และ ดับทุกข์ได้ด้วยพระองค์เอง ฯ ๖๓ ๏ พวกเราส่วนมาก ไม่รู้สัจจภาวะของเราเองที่มี อยู่จริง คือความที่ พระพุทธเป็นพ่อ พระธรรมเป็น แม่ พระสงฆ์เป็นพี่ จึงยังเคว้งคว้างกันไปหมด ฯ ๖๔ ๏ ธรรมะแท้ คือหน้าที่อันถูกต้องของตัวใครตัวมัน อันเขาจะต้องทำให้ดีที่สุด จนพอใจตัวเอง ยกมือไหว้ เคารพตัวเองได้ อยู่ตลอดเวลา ; ใครมีธรรมะอย่างนี้ กันบ้าง ฯ ๖๕ ๏ การงานเป็นสิ่งที่ทำให้สนุกได้ จนวาระสุดท้าย แต่เป็นความลับของธรรมชาติ ซึ่งจะเข้าถึงได้ก็ต่อเมื่อ รู้ธรรมะอย่างเพียงพอ ถึงความหมายอันสูงสุดของ ธรรมะนั้น จึงจะมีธรรมะในการงาน ฯ ๖๖ ๏ ธรรมะคือหน้าที่อันแท้จริงของสิ่งที่มีชีวิต ที่ ใครมีแล้ว สามารถดำรงจิตไว้อย่างสุขสงบเย็น ไม่เป็น ทุกข์ หรือแม้แต่เพียงเศร้าหมองหงุดหงิดรำคาญ ซึ่ง ล้วนแต่เกิดมาจากความไม่รู้ธรรมะทั้งนั้น ฯ ๖๗ ๏ ฆราวาสธรรม มิใช่สำหรับให้ฆราวาสได้จมอยู่ ในโลก หากแต่สำหรับให้ฆราวาสนั้น ได้อาศัยยกตัวเอง รักสว่างเถิด จะเกิดพุทธเอง
น.391 ๙ ขึ้นมาเสียจากปลักของฆราวาส พ้นทุกข์ เป็นโลกุตตระ เป็นนิพพานในที่สุด ฯ ๖๘ ๏ ศาสนวัตถุก็ดี ศาสนสถานก็ดี ศาสนพิธีก็ดี ยิ่งมีมากยิ่งปิดบังการเห็นธรรม ; แม้แต่จะเห็นเปลือก ของธรรมก็ยังยาก จะต้องช่วยกันชำระสะสาง ปรับปรุง สิ่งนั้น ๆ ให้มีการปิดบังน้อยลงอีกมาก ฯ ๖๙ ๏ เมื่อพระองค์ยังทรงอยู่ก็ดี เมื่อทรงล่วงลับ ไปแล้วโดยพระกายก็ดี การเห็นพระองค์โดยแท้จริง มีเพียงอย่างเดียว วิธีเดียวเท่านั้น คือการเห็นธรรม (ธรรมกาย) ฯ ๗๐ ๏ ความดับของไฟ หาพบได้ที่ไฟ ความดับของ ทุกข์ หาพบได้ที่ความทุกข์ ; นิพพานหาพบได้ที่วัฏฏ- สงสาร, แต่ไม่มีใครเห็นหรือเชื่อ เลยไม่ได้หา จึง ไม่พบ ฯ ๗๑ ๏ นิพพานเป็นของแปลก : ยิ่งต้องการยิ่งหนีไกล; เมื่อไม่ต้องการอะไร ก็วิ่งมาหาเอง ; แต่อย่าพูดอีกเลย จะกลายเป็นแรดกันเสียหมด เพราะแรดไม่รู้จักฟังเสียงปี เอาเสียเลย ฯ ๗๒ ๏ การล้างบาป -การยกเลิกกรรม มีได้แต่โดย การกระทำให้ถูกต้องตามกฎอิทัปปัจจยตา; มิใช่โดย พิธีรีตอง หรืออำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใด ๆ ฯ ๗๓ ๏ สิ่งมีชีวิตทั้งหลายอยู่ได้ด้วยอาหาร ไม่ว่าในแง่ ของ กาย -จิต -วิญญาณ ; คำว่า "สัตว์" มีความหมาย ว่า "ข้อง", คือข้องอยู่ในความมีชีวิต ตามกฎของ อิทัปปัจจยตา ฯ ๗๔ ๏ รสอร่อย (อัสสาทะ) ของกิน -กาม -เกียรติ เป็นสิ่งที่หลงกันเกินไป จนเกิดปัญหา ; ที่แท้มันมี ความเลวร้าย (อาทีนวะ) ด้วยโดยเท่ากัน เอามันมาใช้ เป็นกำลังงาน ในการทำความรอดเสียดีกว่า ฯ ๗๕ ๏ วัยรุ่นทั้งหลายรู้จักแต่รสอร่อย (อัสสาทะ) ทาง ระบบประสาท จึงตั้งต้นคิดผิด -ทำผิด -พูดผิด จน เป็นปัญหาตลอดชีวิต ทั้งแก่ตนเองและแก่สังคม ฯ ๗๖ ๏ จิตที่ไม่ได้ยึดมั่นถือมั่นอะไรไว้ โดยความเป็น ตัวกู - ของกู เป็นจิตที่จะทำหน้าที่การงานใด ๆ ได้ดี ที่สุด แต่ไม่มีใครเคยลอง หรือกล้าลอง เพราะเข้าใจผิด ต่อคำว่ายึดมั่นถือมั่น ฯ ๗๗ ๏ งานมหกรรมระดับชาติที่จัดกันขึ้นอย่างมากมาย นั้น เรามองกันแต่เพียงทางวัตถุ ; ส่วนความเสียหาย ด้านจิตใจทางศีลธรรมนั้นไม่สนใจ ฯ ๗๘ ๏ ดนตรี - เพลง -รำ นั้นมีได้ทั้งอย่างส่งเสริม กิเลส และรำงับกิเลส โดยเท่ากัน ; แต่เรามิได้ทำ กันอย่างเลือกเฟ้น ดังนั้น ส่วนใหญ่จึงมีผลแต่ส่งเสริม กิเลส ฯ ๗๙ ๏ ทุกขลักษณะ -ทุกขเวทนา -ทุกขตถา (หรือ ทุกขอริยสัจ) เหล่านี้ ดูให้ดี : มิใช่สิ่งเดียวกัน ; แต่ก็ มิใช่อื่นจากกัน หรือไม่เกี่ยวข้องกันเสียเลย ฯ ๘๐ ทำสิ่งไร้สาระให้มีสาระ แล้วขยะก็มีประโยชน์
น.392 ๑๐ ๏ ทุกข์ในความหมายใดก็ตาม จะเกิดเป็นอาการ ทุกข์ทรมานขึ้นมา ก็ต่อเมื่อมีอุปาทานเข้าไปยึดถือ ; ดังนั้น จงรู้จักสิ่งที่เรียกว่าอุปาทาน (ความยึดมั่นถือมั่น) กันเสียให้ดี ๆ เถิด ฯ ๘๑ ๏ ความรู้สึกเป็นความทุกข์ ส่วนมากเกิดมาจาก การทำเล่น ๆ อย่างสะเพร่า ๆ ให้กับภาวะที่ไม่เป็น ทุกข์ ด้วยความขาดสติของท่านเอง ; ดังนั้น เลิกการกระทำ อย่างนั้นกันเสียเถิด ฯ ๘๒ ๏ ความรู้สึกทุกข์นั้นเป็นนรก, ความรู้สึกสุขนั้น เป็นสวรรค์, เหนือทุกข์เหนือสุขนั้นเป็นนิพพาน ; ขอให้รู้จักแยกแยะกันเสียอย่างถูกต้อง เพราะล้วนแต่ เป็นสิ่งที่มีอยู่ในจิตใจ อย่างเป็นสันทิฏฐิโกด้วยกัน ทั้งนั้น ฯ ๘๓ ๏ ความเจ็บของกาย กับความทุกข์ของใจ นั้น เป็นคนละเรื่องกัน แม้มันจะเนื่องกันอยู่ : จงดูให้เห็น ชัดจริง ๆ มิฉะนั้น ท่านจะไม่อาจจัดการอะไรกับมัน ได้เลย ฯ ๘๔ ๏ “เราเป็นสุข" นั้นไม่อาจจะมีได้, มีได้เพียงแต่ ว่า "จิตไม่รู้สึกเป็นทุกข์" ; เพราะว่า สิ่งที่เรียกว่าเรานั้น เป็นเพียงมายา และสุขนั้นก็มิได้มีอยู่จริง, ไม่เหมือน สิ่งที่เรียกว่า "จิต" และ "ทุกข์" ซึ่งมีอยู่จริง ฯ ๘๕ ๏ ถ้ามันแสดงลักษณะว่าจะไม่ได้ หรือจะต้อง ตาย, ก็สมัครที่จะไม่เอา หรือสมัครตายเสียก่อนที่จะ ตายจริง, ก่อนแต่ที่จะมีความทุกข์เกิดขึ้น เพราะความ ผิดหวัง ; นี้เป็นหลักธรรมที่ดับทุกข์นั้น ๆ ได้, เพราะ ไม่อยาก -ไม่หวัง -ไม่ยึดมั่น เพราะเห็นสุญญตาหรือ อนัตตาในขั้นสูงสุด ฯ ๘๖ ๏ ถ้าทำอะไรด้วยสติปัญญา มิใช่ด้วยความอยาก หรือความหวัง, ก็ไม่มีทางที่จะเป็นทุกข์ เพราะความ ผิดหวัง ; ดังนั้น เมื่อสิ่งใดแสดงอาการต่อต้านใน ลักษณะที่เรียกว่าผิดหวัง ก็รีบสลัดโยนทิ้งสิ่งนั้นออกไป เสียก่อน เพื่อไม่ต้องมีความผิดหวัง, แล้วก็ทำสิ่งนั้น ต่อไปด้วยสติปัญญาล้วน ๆ โดยไม่ต้องหวัง จนกว่าจะ ประสบความสำเร็จ ฯ ๘๗ ๏ ตู้เย็นเกิดไม่เย็นขึ้นมา ก็เพราะขาดระบบปัจจัย แห่งความเย็น, ชีวิตนี้ก็เหมือนกัน เกิดไม่เย็นขึ้นมา ก็เพราะขาดปัจจัยแห่งความเย็น ตามกฎอิทัปปัจจยตา ฉันใดก็ฉันนั้น ๆ ฯ ๘๘ ๏ จิตจะเย็นเป็นนิพพานอยู่ทุกเวลานาที ตลอด เวลาที่รู้สึกว่า "ทุกอย่างถูกต้องและเป็นไปดี" นี้เป็นสิ่ง ที่ทำได้ตามกฎอิทัปปัจจยตา ฯ ๘๙ ๏ จิตชนิดหนึ่งซึ่งเป็นทุกข์ไม่ได้ แม้ทางกายจะ กำลังได้รับทุกขเวทนาสักปานใด ก็ยังไม่ผิดปกติ หรือ โทมนัสแม้แต่น้อย : นี้ก็ยังเป็นสิ่งที่มีได้ ฯ ๙๐ คนหรือไก่ ก็ต้องขัน ให้ดีๆ
น.393 ๑๑ พระรัตนตรัยมีทั่วไปทั้งป่า , ในนครภาราหายากยิ่ง ๏ แม้พระอรหันตเถรี ก็ยังกล่าวคำเยาะเย้ยความ ทุกข์ ในฐานะเป็นสิ่งที่ไม่มีพิษสงอะไร ; ท้าให้ฝนตก เมื่อหลังคามุงดีแล้ว ฯ ๙๑ ๏ การนมัสการพระพุทธองค์ ควรจะเลยไปถึงสิ่ง ที่พระองค์ทรงเคารพ คือพระเจ้าอิทัปปัจจยตาปฏิจจ- สมุปบาทด้วย จึงจะสมบูรณ์ ฯ ๙๒ ๏ พระพุทธเจ้ามีจริงหรือไม่ ตรัสพระไตรปิฎกไว้ จริงหรือไม่ นี้ไม่เป็นปัญหา พักไว้ก่อนก็ได้ ; พิจารณา กันแต่ว่า ถ้อยคำที่ตรัสนั้น ครั้นปฏิบัติตามแล้ว ดับทุกข์ได้หรือไม่ ฯ ๙๓ ๏ หลักกาลามสูตร (ที่กล่าวมาแล้วข้างต้น) เป็น เครื่องช่วยให้เราไม่ต้องมีปัญหาว่า พระพุทธเจ้าได้เกิด ขึ้นจริงหรือไม่? คัดลอกกันมาถูกต้องหรือไม่ ? มีปลอม ปนหรือไม่ ? ๙๔ ๏ เมื่อทรงพระชนม์อยู่ ได้ตรัสว่า การเห็นกาย ของพระองค์ แต่ไม่เห็นธรรม นั้นไม่ชื่อว่าเห็นพระ องค์ ; บัดนี้เราจะเห็นอัฐิธาตุ รูปวาด รูปหล่อของ พระองค์ ว่าเป็นพระองค์ได้อย่างไร รีบเห็นธรรมกัน เสียเถิด ! ฯ ๙๕ ๏ คนแขวนพระเครื่อง คือคนไม่ถือพระพุทธศาสนา เพราะถือสีลพตปรามาส หวัง พึ่งของขลังของศักดิ์สิทธิ์ ไม่ พึ่งตัวเอง ไม่เชื่อกรรม หรือ กฎอิทัปปัจจยตา ตามหลัก พระพุทธศาสนา ฯ ๙๖ ๏ ความถูกต้องแท้จริง คือถูกต้องตามกฎของธรรม ชาติ นั้นมิใช่ความถูกต้อง ของเรา ซึ่งมักจะเป็นความ ถูกต้องของกิเลส ตามทิฏฐิ ของเรา ฯ ๙๗ ๏ หน้าที่ของเรา คือหน้าที่ที่จะต้องสอดส่องไป ถึงว่า เพื่อนเกิดแก่เจ็บตายของเรา เขาต้องการอะไร และเราจะช่วยเขาได้อย่างไรอีกด้วย แต่หน้าที่นี้ไม่ค่อย มีใครชอบ ฯ ๙๘ ๏ สิทธิที่จะเรียกร้องอย่างยุติธรรมนั้น จะเกิด ต่อเมื่อได้ทำหน้าที่นั้น ๆ แล้วจริงๆ ; แต่คนส่วนมาก เรียกร้องสิทธิก่อนการทำหน้าที่, และยังเรียกร้องมาก เกินไปอีกด้วย ฯ ๙๙ ๏ อย่าหลงไปคิดว่า "ตายดีตายร้ายก็ช่างหัวมัน ไหน ๆ มันก็ตายเท่ากัน" ; แต่จงตายให้ดี มีศิลป์ ที่สุด คือตายอย่างรู้สึกว่าไม่มีใครตาย มีแต่สิ่งปรุงแต่ง เปลี่ยนไป ฯ ๑๐๐ ๏ การกระทำของมนุษย์ตามธรรมดาที่เรียกว่า "การพัฒนา ๆ" นั้น ย่อมมีการพัฒนาให้แก่กิเลสรวม อยู่ด้วยอย่างน้อยก็ครึ่งหนึ่ง ; ดังนั้น ยิ่งพัฒนาก็ยิ่งเพิ่ม ปัญหา ฯ ๑๐๑ ๏ คำว่า "พัฒนา" (วฑฺฒน) นั้นแปลว่า "รกหนา ขึ้น" ดังนี้ก็ได้, ว่า "บ้ากว่าธรรมดา" ก็ได้ ดังนั้น
น.394 ๑๒ ควรระวังสิ่งที่เรียกว่า "การพัฒนา" นั้นให้ดี ๆ มันจะ เพิ่มปัญหาให้ ฯ ๑๐๒ ๏ การพัฒนา เป็นสิ่งที่ต้องทำด้วยโพธิปัญญา ; อย่าทำตามลำพังกิเลสตัณหา หรือแม้แต่สัญชาตญาณ ; มันจะเลวร้ายกว่าการไม่พัฒนาอีกมากมายนัก ฯ ๑๐๓ ๏ เพราะเขาเอากิเลสเป็นตัวเองโดยไม่รู้สึกตัว เขาจึงพัฒนาตัวเอง และช่วยผู้อื่นให้พัฒนาแต่ในทาง เป็นทาส หรือเป็นปัจจัยแก่กิเลส ไม่เหมาะแก่ตัว ที่เป็นธรรมเสียเลย ฯ ๑๐๔ ๏ ถ้าท่านมองเห็นว่า พฤติกรรมต่าง ๆ ของท่าน หรือเกี่ยวกับท่าน ได้เป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎอิทัป- ปัจจยตาแล้ว ปรกติสุขจะมีแก่จิตใจของท่าน ทุกเวลา นาที ฯ ๑๐๕ ๏ อย่ามุ่งหมายความสุขอันประเสริฐอะไร ๆ ให้ มากไปกว่าความปกติของจิตที่ไม่ยินดียินร้าย ไม่ขึ้นไม่ลง ไปตามอารมณ์ที่กระทบ; เพราะไม่มีสุขอะไรประเสริฐ ยิ่งไปกว่าความปกติของจิตนั้น ฯ ๑๐๖ ๏ ในโลกแห่งมนุษย์ยุคปัจจุบัน คนอยู่กันอย่าง กิเลสบังคับคน, มิใช่คนบังคับกิเลส ; ดังนั้น การ กระทำตามอำนาจของกิเลส จึง เต็มไปทั้งโลก ฯ ๑๐๗ ๏ สวรรค์อันแท้จริง มีได้ ที่นี่และเดี๋ยวนี้ คือการกระทำ หน้าที่ของตนอย่างถูกต้องและสม- บูรณ์ จน ยกมือไหว้ตัวเองได้. สวรรค์อื่น -อย่างอื่น -คราวอื่น ทั้งหมด ถ้ามี ก็ขึ้นอยู่กับสวรรค์ ที่ว่านี้ ฯ ๑๐๘ ๏ นรกที่แท้จริง มีได้ที่นี่ และเดี๋ยวนี้ คือบกพร่องผิดพลาด ในหน้าที่อันแท้จริงของตน จน เกลียดน้ำหน้าตนเอง; นรกอื่น -อย่างอื่น -คราวอื่น ถ้ามี ก็ขึ้นอยู่กับนรกที่กล่าวนี้ ฯ ๑๐๙ ๏ การอบรมจิตอย่างแท้จริง คือการรู้ความลับ แห่งธรรมชาติของจิต แล้วสามารถควบคุมดำรงจิตไว้ ในลักษณะที่ความรู้สึกอันเป็นทุกข์ เกิดขึ้นไม่ได้ ฯ ๑๑๐ ๏ เราไม่ทำ และไม่ยอมทำ การศึกษาค้นคว้า เรื่องกิเลสและความทุกข์กันให้มาก เหมือนเรื่องโบราณ คดี -วิทยาศาสตร์ -เทคโนโลยี -เศรษฐกิจการเมือง - ฯลฯ; ดังนั้น ความเลวร้ายฝ่ายวิญญาณ จึงครอง โลก ทั้งส่วนบุคคลและสังคม อย่างมหาศาล ฯ ๑๑๑ ๏ ตน มิใช่เป็นที่พึ่งแก่ตนอย่างเดียว หากแต่ เป็นที่ตั้งแห่งความคิดและการกระทำที่เห็นแก่ตน แล้ว ทำตนให้เป็นทุกข์ด้วยในคราวเดียวกัน ฯ ๑๑๒ ๏ ตน (ซึ่งเป็นผลของความยึดมั่นด้วยอุปาทาน) นั่นแหละเป็นสิ่งที่ทำความทุกข์ให้แก่ตน, และจะเปลื้อง ทุกข์ให้แก่ตนได้ด้วย ; จงรู้จักมันให้ถึงที่สุด ทั้งสอง ทางเถิด ฯ ๑๑๓ ๏ อย่าคิด -พูด -ทำ ไปในลักษณะที่เหยียด หยามใคร ๆ ว่าเป็นคนโง่ ; เพราะเราอาจจะเป็นคนโง่ ต้นไม้พูดได้ ฟังให้ออก
น.395 ๑๓ เช่นนั้นเพราะเหตุนั้น -อยู่แล้วโดยไม่รู้สึกตัว ฯ ๑๑๔ ๏ ถ้าเราประมาทอย่างเต็มที่ขึ้นมาเมื่อไร ก็อาจ จะเผลอรู้สึกว่า พี่ชาย -พี่สาว -ป้า -น้า -บิดา -มารดา - ครูบาอาจารย์ -พระสงฆ์องค์เจ้า -แม้กระ- ทั่งพระพุทธเจ้า เป็นคนโง่ไปทั้งหมดก็ได้ ฯ ๑๑๕ ๏ คำพูดที่หยิ่งยโสสามหาว คือผลของความโง่ ในการโอ้อวดสิ่งที่ไม่จำเป็นต้องอวด ; มันเกิดมาจาก ภวตัณหา ที่ปรุงขึ้นมาอย่างไม่ทันรู้สึกตัว ฯ ๑๑๖ ๏ ความคิดที่ดำเนินไปมากกว่าเหตุ จนไม่คิดที่ จะทำอะไร หรือรับผิดชอบอะไร นั้นมิใช่การปล่อยวาง ; หากแต่เป็นกิเลสประเภทวิภวตัณหา ที่มีอยู่อย่างไม่รู้สึก ตัว เดือดขึ้นมา ฯ ๑๑๗ ๏ ความไม่รู้ว่า การงานคือการปฏิบัติธรรม, หรือไม่รู้ว่า ธรรมะนั้นคือหน้าที่ของสิ่งที่มีชีวิต : นี่ แหละคือความรู้ที่พุทธบริษัทยังขาดอยู่ ในศาสนาของ ฅน ฯ ๑๑๘ ๏ มีใครสักกี่คน ที่ทำอะไรเป็นที่พอใจตนเอง จนยกมือไหว้ตนเองได้; เพราะรสนิยมของเขาอยู่ที่ การบูชา และตกเป็นทาสของกามตัณหา โดยไม่รู้สึก ตัว ฯ ๑๑๙ ๏ เด็ก ๆในครอบครัวของพุทธบริษัท ต้องได้ รับการอบรมให้รู้ว่า บิดามารดาเป็นพรหม -เทพ - ครู คนแรก -อาหุเนยบุคคล ; มิฉะนั้นจะกลายเป็น เรือน มีนรกครอบครอง ฯ ๑๒๐ ๏ แม้การจำลองศาลท้าวมหาพรหม ไปตั้งกัน ที่เมืองนอก (ลาสเวกัส อเมริกา) ก็ต้องเพื่อเสริมสร้าง -เร่งเร้า -ความรู้สึกเมตตากรุณามุทิตาอุเบกขา ขึ้น ในโลก ; มิใช่เพื่อการอ้อนวอน อันเป็นลัทธิบูชารูป เคารพ ฯ ๑๒๑ ๏ ความเคารพตัวเองที่แท้จริงนั้น ต้องยอมรับ พิจารณาความคิดของผู้อื่นด้วย ; ผิดจากความหยิ่งยโส ยกหูชูหาง ซึ่งไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของใครเอาเสีย เลย ฯ ๑๒๒ ๏ ในสมัยที่วัฒนธรรมพุทธ ยังเผยแผ่ประจำ บ้านเรือนนั้น อาชญากรบ้าคลั่งอย่างเลวร้าย ก็ยังไม่มี ; วิกฤตการณ์นี้จะหมดสิ้นไปเมื่อไร ก็แล้วแต่กฎอิทัป- ปัจจยตาจะเป็นที่รู้จักและนำมาใช้ ฯ ๑๒๓ ๏ คนที่ถึงกับพูดเท็จได้แล้ว จะไม่ทำบาปอย่าง อื่น ๆ ทุกอย่างได้ นั้นเป็นไม่มี ; เพราะเขาได้โกหก หลอกลวงตัวเองจนถึงที่สุด และขบถต่อตัวเองแล้ว อย่างสิ้นเชิง ฯ ๑๒๔ ๏ สิ่งที่เราเคยอยากได้ อยาก จะให้เขาช่วยให้ได้ และพอใจ อย่างยิ่งเมื่อได้ จะมีได้สักวันหนึ่ง ต่อเมื่อเหตุการณ์ภายในความรู้สึก ของเรา ได้เปลี่ยนแปลงไป อยู่ ในความรู้สึกที่ตรงกันข้าม : คือ มองเห็นว่าไม่มีอะไรที่น่าได้ - น่า เอา -น่าเป็น ฯ ๑๒๕ ๏ สมาธิที่แท้จริง และไม่ ต้องทำขึ้นมา แต่เป็นเอง ก็มีอยู่ บันทึกเสียงของป่ามามากมาย
น.396 ๑๔ คือเมื่อจิตไม่ต้องการอะไร และ รู้สึกอยู่ในความไม่ต้องการอะไร นั้น แม้ชั่วคราว ฯ ๑๒๖ ๏ ความรู้และความหลุดพ้น แท้จริงชนิดตัวอย่างนั้น มีอยู่ คือ เมื่อจิตไม่ต้องการอะไร และซึม ซาบอยู่ในความรู้สึกนั้น แม้ชั่ว คราว ฯ ๑๒๗ ๏ เรากล่าวได้ว่า "จิตหลุด พ้น" แต่เราไม่อาจกล่าวได้ว่า "อัตตาหลุดพ้น" ; เพราะว่า หลุดพ้นหมายถึงหลุดพ้นจากความยึดถือว่า "อัตตา" นั่นเอง ฯ ๑๒๘ ฟังก้อนหินพูด ๏ ความว่าง (สุญฺญตา) มิได้หมายถึงความไม่มี อะไรเลย แต่หมายถึงความที่จิตว่างจากความยึดถือ อะไร ๆ ว่าตัวตน, กำลังรู้สึกและเข้าถึงภาวะแห่งความ ว่างนั้นอยู่ นั่นแหละคือความว่างของจิต ที่กำลัง ว่าง ฯ ๑๒๙ ๏ ความที่จิตว่างจากกิเลส หรือว่างจากนิวรณ์ ทั้งห้าเพียงชั่วคราว ถ้ารู้สึกได้ ก็เป็นตัวอย่างแห่ง นิพพานชั่วคราว ซึ่งจะจูงใจให้น้อมไปสู่นิพพานที่ สมบูรณ์ ได้ดี ฯ ๑๓๐ ๏ เราสามารถทำงานหนักให้กลายเป็น ของเล่น น่าสนุกได้ โดยทำอย่าให้มีความรู้สึกว่าตัวกู เป็นผู้ กระทำให้ตัวกู แต่ให้เป็นการกระทำของจิตที่ว่างจาก ตัวกู ฯ ๑๓๑ ๏ ความหลุดพ้นของจิต เป็นคนละอย่างต่างจาก ความหลุดพ้นของอัตตา ซึ่งหลุดพ้นแล้วก็ยังมีอัตตา เหลืออยู่ ส่วนการหลุดพ้นของจิต ไม่มีความหมาย ของอัตตา หรือว่าอัตตา ฯ ๑๓๒ ๏ ความบริสุทธิ์ของจิต มี ๒ ชนิด : ชนิดแรก เมื่อก่อนเกิดอัตตา แต่ยังเปลี่ยนเป็นไม่บริสุทธิ์ได้ ; บริสุทธิ์ชนิดหลัง คือเมื่อละอัตตาได้พร้อมทั้งเหตุ, จะ เปลี่ยนไปเป็นไม่บริสุทธิ์อีกไม่ได้ ฯ ๑๓๓ ๏ ความอร่อยและความไม่อร่อยนั้น เป็นเพียง ความรู้สึก ยังไม่จัดเป็นกิเลส : ต่อเมื่อเกิดพอใจหรือ ไม่พอใจ จึงจะจัดเป็นกิเลส; ดังนั้น จะกินมันดูทั้งที่ อร่อยหรือไม่อร่อย เพื่อการศึกษา หรือการทดสอบ ก็ยังได้ ฯ ๑๓๔ ๏ การบวชที่แท้จริง อยู่ที่การบวชใจ คือ หลบหลีกจากการเกิดกิเลสและการเกิดทุกข์ ; การบวช ทางกายภายนอก เป็นเพียงการให้ความสะดวก หรือ ความง่ายแก่การบวชใจ ฯ ๑๓๕ ๏ แม้บางคนจะมีนิสัยไม่รู้จักเสียดาย หรือ ประหยัดเอาเสียเลย นั่นก็มิใช่จะเหมาะสำหรับจะบวช เป็นนักบวช เพราะมันเป็นคนละเรื่องกัน ฯ ๑๓๖ ๏ การเข้ามาสู่ร่มเงาแห่งศาสนาในทุกวันนี้ เป็น เพียงพิธีรีตองเสียเป็นส่วนมาก ; จิตจึงยังมิได้เข้ามาสู่ ร่มเงาของนิพพาน แม้ในขั้นตัวอย่างชิมลอง ฯ ๑๓๗ ๏ ระบบการบวช มิได้ห้ามไม่ให้กินของอร่อย ที่รู้จักอยู่. อาจจะกินเพื่อรู้จักละ หรือควบคุมฉันทราคะ
น.397 ๑๕ เพื่อนมีค่า เมื่อปัญหาเกิดขึ้น นั้นได้อยู่ ; ของไม่อร่อย ก็มีนัยะที่ต้องปฏิบัติทำนอง เดียวกัน ฯ ๑๓๘ ๏ การบำเพ็ญบารมีในทางธรรม หมายถึงการ ทำความดี -ความถูกต้อง -นั้น ๆ จนเป็นนิสัย ; ส่วน ในทางโลก นั้นหมายถึงการสะสมอำนาจวาสนา, ทั้ง สองอย่างนี้ ควรที่ใคร ๆ ก็ทำได้ ฯ ๑๓๙ ๏ การปรับปรุงศีลธรรม ที่ต้องใช้พระเดช นั้น ต้องการผู้บังคับบัญชาที่กล้าหาญ -เฉียบขาด -เที่ยงธรรม -เต็มที่ ; มิฉะนั้นไม่มีทางที่จะเป็น ไปได้ ฯ ๑๔๐ ๏ วัดประจำหมู่บ้าน ตั้งอยู่ได้, พุทธศาสนา ประจำชาติ ตั้งอยู่ได้ โดยไม่เป็นภาระหนักแก่ใคร ดังที่กำลังเป็นอยู่นี้ นับเป็นสหกรณ์ และอภิมหา สหกรณ์ ที่ควรรู้จัก และนำเอาหลักการมาใช้ในกรณี อย่างอื่น ๆ ๑๔๑ ๏ บุคคล หรือแม้สถาบัน ที่เผยแผ่ธรรมะอย่าง เอาจริงเอาจัง ก็ยังเป็นเพียงธรรมะประเภทในทัสสนะ (ฟิโลโซฟี่) ไปเสียทั้งนั้น ; ยังมิใช่เป็นการรู้แจ้ง แทงตลอด ฯ ๑๔๒ ๏ ผู้เผยแผ่ธรรมะประเภทธรรมทัสสนะ (ฟิโล- โซฟี่) อยู่อย่างตัวเป็นเกลียว แต่กำลังทนทุกข์อยู่ ในใจอย่างหนักหน่วง เนื่องจากสิ่งแวดล้อม ฯลฯ ก็ ยังมี ฯ ๑๔๓ ๏ นักบวชยังหลีกเลี่ยงการเมืองไปไม่ได้ เพราะ มีนักบวชไว้ช่วยบรรเทาวิกฤตการณ์ อันเกิดจากการ เมืองของโลกนั่นเอง ; อย่าได้เข้าใจผิด ฯ ๑๔๔ ๏ คำว่า "วัฒนา" มีความหมายเป็นกลาง ๆ ตาม ภาษาบาลี คือเพิ่มให้มากขึ้นเท่านั้น : ดีก็ได้ ร้ายก็ได้ ; ดังนั้น ท่านจึงสอนไว้ว่า น สิยา โลกวฑฺฒโน คือ อย่าทำโลกให้วัฒนา (รก) ฯ ๑๔๕
น.398 ๑๖ · ศิลปวัตถุชั้นประณีตศิลป์วิจิตรศิลป์ อันมาก มายมหาศาลตลอดกาลยาวนาน ในการสร้างและการ รักษานั้น ทำให้มนุษย์เสียเวลาและแรงงาน ในการ ค้นหานิพพาน ไปสักเท่าใด เป็นสิ่งที่น่าพิจารณาอย่าง ยิ่ง ฯ ๑๔๖ · ยอดศิลปะของมนุษย์ เท่าที่ข้าพเจ้ารู้จัก คือ "การรู้จักตายเสียก่อนตาย" (ตัวกูตายก่อนร่างกายตาย) ; เพราะเป็นสิ่งที่สามารถดับทุกข์ทุกชนิด - ทุกเวลา - ทุกแห่งหน ๑๔๗ · ขึ้นชื่อว่า ศิลปะ ย่อมต้องการความฉลาด และฝีมืออันประณีต ทั้งทางกายและทางจิต ; ดังนั้น การประพฤติธรรม จึงมีอาการที่รู้สึกกันว่า "ยาก" บ้าง เป็นธรรมดา อย่าได้สงสัยหรือประหลาดใจเลย ฯ ๑๔๘ · ในโลกปัจจุบัน ศิลปเพื่อธรรมะ (คือโพธิ- สันติ) กำลังพ่ายแพ้แก่ศิลปะเพื่อ อธรรม (โมหะและ วิกฤตการณ์) ซึ่งขยายตัวมากขึ้น จนมีฐานสำหรับผลิต เป็นเทคโนโลยีอย่างมหาศาล ฯ ๑๔๙ · ศิลปวัตถุแห่งยุคปัจจุบันหลายประการ กำลัง เป็นบาปกัดกร่อนทางวิญญาณ อยู่อย่างเร้นลับสำหรับ มนุษย์ : ได้แก่ศิลปวัตถุที่กำลังนิยมกันยิ่งขึ้นทุกที อย่างหลับหูหลับตานั่นเอง ฯ ๑๕๐ · สิ่งที่เรียกว่า ไสยศาสตร์ ยังต้องเก็บไว้ให้คน ปัญญาอ่อน ที่ต้องถือไสยศาสตร์ไปพลางก่อน เพราะ เขายังไม่อาจเข้าถึงและถือธรรมะได้ ฯ ๑๕๑ · ถ้าเราเข้าใจศาสนาผิด เราก็จะได้แต่นั่งอ้อน วอนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในศาสนา โดยไม่มีการปฏิบัติธรรมที่ ถูกต้องและเพียงพอ แก่การดับทุกข์เสียเลย ฯ ๑๕๒ • เรื่องขลังและศักดิ์สิทธิ์นั้น ยกถวายแก่พระเจ้า หรือเทพเจ้า ในการคาดคะเน อย่านำมาเกี่ยวข้องกับ พวกเราที่มีธรรมะอันแท้จริงเป็นพระเจ้า มันจะเกิด ความงมงายเลอะเลือนขึ้นแก่ทั้งสองฝ่าย ฯ ๑๕๓ หาทางออก (รูปภาพท่านพุทธทาส)
🖼 หน้าภาพประกอบในต้นฉบับ น.399
น.400 ๑๘ ๏ คำว่า "ขลัง" -"ศักดิ์สิทธิ์" ไม่มีในพระพุทธ ศาสนา แต่ก็ยังมีคำว่า "สีลพตปรามาส" อยู่แทน ทั้งนี้ เพราะในพระพุทธศาสนาไม่มี หรือไม่ต้องการจะ มีนั่นเอง ๚ ๑๕๔ ๏ ความขลังหรือศักดิ์สิทธิ์ของท่านอาจารย์ผู้ วิเศษนั้น ขึ้นอยู่กับความงมงายมากงมงายน้อย -โง่มาก โง่น้อย ของผู้เป็นสาวกนั่นเอง จึงไม่เกี่ยวกับพุทธ ศาสนา ซึ่งมียถาภูตสัมมัปปัญญาเป็นหลัก ๚ ๑๕๕ ๏ ถ้ายังชอบคำว่าขลังหรือศักดิ์สิทธิ์ ก็ยกให้เป็น อำนาจของกฎอิทัปปัจจยตา ; อย่าให้เป็นความขลัง ศักดิ์สิทธิ์ ที่ตั้งรากฐานอยู่บนความงมงายของประชา- ชนเลย ๚ ๑๕๖ ๏ ถ้าเอาความขลังความศักดิ์สิทธิ์มา ใส่ให้แก่ศาสนาแล้ว เราก็ไม่ต้องทำอะไร กัน ; นอกจากนั่งอ้อนวอนสิ่งศักดิ์สิทธิ์กัน เรื่อยไป, แล้วจะอยู่กันได้อย่างไร ๚ ๑๕๗ ๏ ระวังให้ดี ในโบสถ์ที่มีแต่การอ้อน วอนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือเสี่ยงเซียมซี นั้น จะ ไม่มีธรรมะอะไรเลยก็ได้ นอกจากการขอ ทานทางวิญญาณ หรือการติดสินบนที่เอา เปรียบมากเกินไป ๚ ๑๕๘ ๏ หนังสือไตรภูมิพระร่วงนั้น ถ้า ศึกษาไม่ดี ก็จะกลายเป็นศาสนาฮินดูหรือ พราหมณ์ไป จะเข้าถึงอนัตตาหรือโลกุต- ตระไม่ได้ ; ต้องระวังกันให้มากจึงจะปลอด ภัย ๚ ๑๕๙ ๏ การเข้ามาเกี่ยวข้องกับพระพุทธ ศาสนาอย่างถูกต้องนั้น คือเพื่อการดำรง ชีวิตชนิดที่ไม่รู้สึกเป็นทุกข์เลย และทั้ง เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น หรือโลกทั้งหมด ด้วย ๚ ๑๖๐ ๏ โลกุตตระไม่เกี่ยวกับการออกบวช ปฏิบัติเคร่ง ครัดอยู่ในวัดหรือในป่า แต่เป็นการดำรงจิตอยู่เหนือ อิทธิพลของอารมณ์ทั้งหลาย ในสกุลโลก ๚ ๑๖๑ ๏ คำว่า "โลก" มีทั้งในภาษาวัตถุ (ภาษาคน) และภาษาธรรม (ภาษาจิตวิญญาณ) ; และโลกที่ตรัสว่า โลกคือทุกข์นั้น เป็นโลกในภาษาธรรม คือสิ่งที่ยึดถือ แล้วเป็นทุกข์ ๚ ๑๖๒ ๏ คำว่า "ชาติ" เป็นคำที่ตรัสไว้ทั้งสองชนิด คือ ภาษาคนและภาษาธรรม, และชาติที่ให้เกิดทุกข์จริง ๆ นั้นเป็นการเกิดแห่งตัวกู ทางจิตใจ ด้วยอุปาทาน มิใช่ เกิดทางกายจากท้องมารดา ; เมื่อยังไม่เกิดชาติทาง อุปาทาน การเกิดทางกายจากท้องมารดา ก็ยังไม่มี ความหมาย ๚ ๑๖๓
น.401 ๑๙ ๏ ทุกคนกำลังถือศาสนา "ประโยชนาธิปไตย" ไม่ว่าจะกำลังเป็นศาสนิกของศาสนาอะไร ล้วนแต่ลืม จุดหมายแท้จริงแห่งศาสนาของตน ๆ เพราะสิ่งที่ เรียกว่า "ประโยชน์" ครอบงำเอา ; ศาสนาที่แท้จริง ต้องการให้เราอยู่เหนืออิทธิพลของประโยชน์ใด ๆ ทั้งสิ้น ๚ ๑๖๔ ๏ ตรัสว่าการประพฤติพรหมจรรย์ ต้องมิใช่เพื่อ ลาภสักการะและเสียงสรรเสริญ; ดังนั้น การ ประกาศ พรหมจรรย์ ก็ต้องมิใช่เพื่อลาภสักการะเสียงสรรเสริญ เช่นเดียวกัน ๚ ๑๖๕ ๏ จะมีเงินอำนาจวาสนายศศักดิ์บริวารมากมาย มีมือปืนคุ้มครองตั้ง ๒๐ คน ก็ยังมีความทุกข์ทรมานใจ อยู่นั่นเอง ; มีธรรมะอย่างเดียวเท่านั้น จะไม่มีทุกข์, รีบรู้จักกันเสียเถิด ๚ ๑๖๖ ๏ การทำงานเพื่อเงินนั้น ต้องรอจนกว่าจะได้ เงินเสียก่อน จึงจะรู้สึกพอใจ; ถ้าทำงานเพื่องาน พอ ลงมือทำก็พอใจแล้ว และเป็นสุขทันที ส่วนเงินนั้น ก็ไม่ไปไหนเสีย ๚ ๑๖๗ ๏ เขาทำดีกันจนเป็นบ้า, เราควรทำดีแต่พอดี และถูกต้อง ; แต่ก็เป็นสิ่งที่รู้ได้ยากเหมือนกัน ว่า เท่าไรพอดี : น่ากลัว, น่ากลัว! ๚ ๑๖๘ ๏ จะเอาศาสนามาช่วยชาติ โดยมีพระมหา- กษัตริย์เป็นผู้นำได้อย่างไร ในปัจจุบัน : นี้เป็นสิ่งที่ ควรสนใจและปฏิบัติกันให้ถูกต้อง อย่างสูงสุด ๚ ๑๖๙ ๏ เราตั้งคำถามกันอย่างไม่ถูกต้อง ว่า "ศาสนา จะช่วยประเทศชาติได้อย่างไร ?" ที่ถูกเราควรจะถาม กันว่า "เราจะ เอาศาสนา มาใช้ปฏิบัติในการช่วยชาติ อย่างไร ?" มากกว่า ๚ ๑๗๐ ๏ แห่กันมามากมายหลายแห่งหน ว่ามาศึกษา หาธรรมะ, แต่ก็ไม่ได้อะไรไป นอกจากพรลมปาก อย่างน่าสงสาร เพราะไม่รู้ว่าธรรมะคืออะไร สนใจได้ แต่เรื่องสนุกๆ ๚ ๑๗๑ ๏ รู้สึกละอายอยู่เหมือนกัน ที่ตั้งใจจะพูดเรื่อง ธรรมะแท้อย่างถูกต้อง ผู้ฟังก็หลับเสียเป็นส่วนมาก ถ้ามีตลกโปกฮาบ้าง แรดเหล่านั้นจึงจะฟังอย่าง หูผึ่ง ๚ ๑๗๒ ๏ ผู้เฒ่าสมัยก่อน เมื่อใครไหว้ท่าน ท่านจะ ตอบว่า "ไหว้พระนะลูกนะ" ; นี่แสดงว่า ท่านไม่ปล้น เอาเกียรติหรือคุณของพระองค์มาเป็นของตน ; แต่คน สมัยนี้ รับเอาเป็นของตัวเอง แล้ววางผึ่งเมื่อมีใคร ไหว้ ๚ ๑๗๓ ๏ เด็กไทยสมัยนี้ เริ่มจะรู้จักวันวาเลนไทน์กัน มากยิ่งกว่าวันมาฆะ -วิสาขะ -อาสาฬหบูชา ; จะมีผล แก่ประเทศชาติหรือความเป็นไทย . ในอนาคตอย่างไร บ้าง ๚ ๑๗๔
น.402 ๒๐ ๏ ไม่ต้องเสียใจ! ความผิดพลาดเป็นสิ่งที่มนุษย์ ธรรมดาต้องมี ; แต่ก็แก้ไขได้ด้วยความฉลาด ที่ ความผิดพลาดมันสอนให้เรา ทุกครั้งที่เราทำผิดไป นั่นเอง ๚ ๑๗๕ ๏ เมื่ออยู่ต่อหน้าผู้ที่ด้อยกว่า ก็แสดงกิริยาอย่าง หนึ่ง, ที่เสมอกัน ก็อีกอย่างหนึ่ง, ที่เด่นกว่า ก็ยิ่งอีก อย่างหนึ่ง โดย ไม่ต้องเจตนา : นี้ เป็นของธรรมดา ; ที่ประเสริฐกว่านี้ ก็ต้องแสดงอย่างเสมอกันทั้งสาม ชนิด, โดย ไม่ต้องเจตนา อีกอย่างเดียวกัน ๚ ๑๗๖ ๏ อยู่โดยไม่ต้องมีความรู้สึกว่าเราดี - เด่น - ดัง อะไรเลย เพียงแต่รู้สึกว่า เราเป็นผู้มีประโยชน์ที่สุด คนหนึ่ง ; นั่นแหละถูกต้องและเป็นสุขแท้ ๚ ๑๗๗ ๏ ของอร่อยหรือสวยงามมาถึงเข้า ก็บริโภคได้ โดยเพื่อความฉลาดในสิ่งนั้น ๆ ; มิใช่เพื่อความหลงใหล ในสิ่งนั้น; ถ้าแสวงหามาและบริโภคด้วยความหลง ก็กลายเป็นความโง่ทันที ๚ ๑๗๘ ๏ การจาริกเพื่อได้ความเพลิดเพลินก็มี -ได้บุญ ก็มี -ได้ความรู้ก็มี นี้ต่างกันเป็นคนละอย่าง ; แต่บัดนี้ จาริกเพื่อความเพลิดเพลิน นั้นมีมากเหลือเกิน รวมทั้ง พระธุดงค์ด้วย ๚ ๑๗๙ ๏ การสอนว่า อะไร ๆ เป็นผลของกรรมเก่า และ สิ่งศักดิ์สิทธิ์บันดาลนั้น มีอยู่ก่อนพระพุทธศาสนา ; มิใช่พุทธศาสนา ซึ่งสอนว่า อะไร ๆ เป็นผลตาม กฎเกณฑ์ของอิทัปปัจจยตา ที่กำลังมีอยู่หรือเป็นไป อยู่ ๚ ๑๘๐ ๏ อะไร ๆ ที่เกิด -มี -เป็น -อยู่กับเรานั้น มิใช่เพราะกรรมเก่า หรือพระเจ้าบันดาล แต่เป็นผล ของอิทัปปัจจยตาที่กำลังปฏิบัติอยู่ผิดหรือถูก, ที่ทำให้ เราสุข - ทุกข์ มั่งมี - ยากจน สวย - ขี้เหร่ แม้ที่สุด แต่ให้ผอมหรืออ้วน ๚ ๑๘๑ ๏ คนสมัยก่อน เมื่อมีใครไหว้ ก็ตอบว่า "ไหว้ พระนะลูกนะ" พระในที่นี้ก็คือสิ่งที่ทำให้คน ๆ นั้น มีอะไรดี จนมีคนยกมือไหว้ ; นั่นคือ เขาไม่ยักยอกคุณ ของพระธรรมเหมือนคนสมัยนี้ ๚ ๑๘๒ ๏ ในพุทธศาสนา ไม่มีอะไรที่มิใช่ "ธาตุ" แม้ แต่ขี้ฝุ่นอณูหนึ่งถึงรูปธรรมนามธรรม กระทั่งนิพพาน ; คำว่า "ธาตุ” ในที่นี้หมายถึง คุณสมบัติที่เป็นนามธรรม ของสิ่งนั้น ๆ มิได้เล็งถึงวัตถุล้วน ๆ ๚ ๑๘๓ ๏ เกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่าสัญชาตญาณนั้น ธรรมะ จะจัดการได้ ก็เพียงแต่เปลี่ยนร้ายให้กลายเป็นดี (SUBLIMATE), มิใช่สามารถเพิกถอน (ELIMINATE) ซึ่งผิดธรรมชาติ และเป็นไปไม่ได้ ; เราจะต้องมีความ เข้าใจถูกต้อง ๚ ๑๘๔ ๏ โลกทั้งหมด ตั้งขึ้นและดับลงที่ผัสสะ : ถ้า
น.403 ๒๑ ควบคุมผัสสะได้ ก็คือควบคุมโลกทั้งหมดได้ และ นั่นก็คือควบคุมความทุกข์ทั้งปวงได้ ทั้งทางวัตถุและ ทางจิต ๚ ๑๘๕ ๏ ภาวะบริสุทธิ์ของจิต มี ๒ ชนิด หรือ ๒ ขั้น ตอน คือบริสุทธิ์เพราะกิเลสยังไม่เกิด หรือก่อนแต่ กิเลสเกิด และเพราะกิเลสเกิดไม่ได้อีกต่อไป ๚ ๑๘๖ ๏ การริษยาผู้อื่นนั้น มิใช่ตนเองจะได้รับ ประโยชน์อะไร, แต่เป็นการทำลายประโยชน์ ส่วนรวม อย่างยิ่ง และตนเองก็ถูกเผาอยู่ด้วยไฟริษยา ๚ ๑๘๗ ๏ "ทั้งวัน ฉันไม่ได้ทำอะไร แต่ทุกอย่างถูกต้อง หมด" เพราะไม่มีอุปาทานว่าตัวตนเป็นผู้ทำอะไร, จึง เท่ากับไม่ได้ทำอะไร เพราะปราศจากอุปาทานว่าตัวตน อยู่ตลอดเวลา ๚ ๑๘๘ ๏ การทำอะไรแล้วปรารถนาว่า "นิพฺพานปจฺจโย โหตุ" นั้นค้านกับข้อที่ว่า "นิพพานเป็นธรรมที่ไม่มี ปัจจัย" และข้อที่ว่า "นิพพานเป็นของให้เปล่า" โดย ไม่ต้องแลกเปลี่ยนด้วยอะไร จากคนที่ปรารถนาจะได้ นิพพาน ๚ ๑๘๙ ๏ ยิ่งอยากเป็นพระอรหันต์ ยิ่งไกล จากความเป็น พระอรหันต์ ; ยิ่งไม่อยากเป็นและไม่อยากอะไรเลย ก็ยิ่งเป็นพระอรหันต์อยู่ในตัว เอง : นี่เป็นสิ่งที่ควรศึกษาอย่าง ยิ่ง ๚ ๑๙๐ ๏ ต้องการจะให้ -มิใช่ ต้องการจะเอา แม้มันจะต่างกัน เป็นคนละอย่าง แต่มันก็รวมอยู่ใน ความไม่ต้องการอะไรมาเป็นของ ตัว เพราะไม่มีตัวที่จะให้หรือจะ เอา ๚ ๑๙๑ ๏ พึงทราบไว้เถิดว่า "ท่าน เป็นปูชนียบุคคลอยู่เหนือเศียร เกล้าของเรา, แต่ท่านทำงานอย่างกะรับใช้เรา เพื่อ ความรอดของเราอยู่ตลอดเวลา" ผู้ไม่สนใจในข้อนี้ ย่อมเป็นคนอกตัญญูอยู่โดยอัตโนมัติ ๚ ๑๙๒ ๏ การสอบไล่ได้ - ตก นั้นมีแต่ในเรื่องของ สุตมยปัญญา และจินตามยปัญญาบ้าง ; หามีในกรณีของ ภาวนามยปัญญาไม่ : อย่าอวดดีไปนักเลย ผู้สอบไล่ได้ ทั้งหลายเอ๋ย ! ท่านจะไม่พบกับความดับทุกข์ ๚ ๑๙๓ ๏ แม้ในยุคปัจจุบันนี้ ลาภสักการสิโลกะก็ยัง เป็นอันตรายแก่ผู้ประพฤติพรหมจรรย์ อย่างเลวร้าย ดังที่ตรัสไว้ในพระบาลี (ลาภสกฺฺการสํยุตฺต. สํ.) อยู่ ตามเดิมทุกประการ : จงพยายามกวาดทิ้งกันเสียบ้าง เกิด ๚ ๑๙๔ ๏ บุญ - บาป เป็นสิ่งที่ขึ้นอยู่กับเจตนา และ รู้สึกอยู่แก่ใจทั้งนั้น มันสำคัญอยู่ที่ว่า เราบังคับจิต ให้ทำ หรือให้เว้นได้หรือไม่ เท่านั้น ๚ ๑๙๕ ๏ ระวัง การคิดปรุงของจิต : มันอาจจะเอาเรื่อง ที่ไม่ควรคิด หรือยังไม่ต้องคิด มาคิดปรุงให้รู้สึกเป็น ทุกข์หรือสุขได้ ซึ่งเป็นเรื่องหลอกโดยเท่ากัน ๚ ๑๙๖ ๏ วันคืนล่วงไป ๆ มิได้ล่วงไปเปล่า แต่ได้ทำ ให้ชีวิตมีความรู้ หรือมีประสบการณ์เพิ่มขึ้น โดย
น.404 ๒๒ เท่ากัน ; หากแต่คนโง่ไม่รู้สึก และไม่รู้จักนำมาใช้ ให้เป็นประโยชน์ได้ เท่านั้น ๚ ๑๙๗ ๏ หยูกยา หรือศิลปวัตถุบางอย่าง ที่เขาใช้เป็น ประโยชน์อย่างยิ่ง อยู่เป็นประจำวันจริง ๆ, แต่เขาไม่ รู้สึกขอบคุณผู้คิดค้นหรือผู้ผลิต เพราะคิด ว่าเขาซื้อมัน มาด้วยเงินของเขา : นี้เป็น "อกตัญญู ทาง วิญญาณโดย อัตโนมัติ" ระวังให้ดี ๚ ๑๙๘ ๏ เขาได้ฟังธรรม แล้วนำไปใช้เป็นประโยชน์ หรือนำไปพูดต่อเป็นคำของเขาเอง โดยไม่รู้สึกขอบคุณ ผู้แสดงแก่เขา โดยถือว่าเป็นของแจกฟรีทั่ว ๆ ไป : นี้ คือโจรขโมยโดยอัตโนมัติ และโดยนิสัยสันดาน, ซึ่งก็ มีอยู่โดยมาก ๚ ๑๙๙ ๏ "กินดี-อยู่ดี" นั่นแหละระวังให้ดี มันทำ ให้เป็นโรคทางกาย (แม้ทางตา) และโรคทางจิต คือ อุปาทานในความอร่อยสวยงาม ล้วนแต่นำมาซึ่งปัญหา ทางเศรษฐกิจในภายหลัง ; ต้องเปลี่ยนให้เป็นว่า "กิน อยู่แต่พอดี" จึงจะปลอดภัย ๚ ๒๐๐ ๏ ความแตกฉานทางปรมัตถ์ปรัชญานั้น เป็น เรื่องต่างหากจากความเป็นพระอรหันต์ ; อย่าเอาไป ปะปนกัน อาจจะลืมตัว แล้วสำคัญตนว่าปืนอรหันต์ ก็ได้ ๚ ๒๐๑ ๏ ปัญหาที่ว่า พระเจ้ามีจริง หรือไม่ ? เป็นบุคคลหรือมิใช่ บุคคล ? ประทานคัมภีร์มาให้ จริงหรือไม่ ? เหล่านี้ไม่ใช่เรื่อง สำคัญ แต่สำคัญอยู่ที่ว่า คำสอน ที่บอกให้นั้น ถ้าปฏิบัติตามแล้ว ดับทุกข์ได้จริงหรือไม่ เท่า นั้น ๚ ๒๐๒ ๏ เศรษฐกิจดี -การเมือง ดี -การปกครองดี -กสิกรรม อุตสาหกรรมดี - อะไร ๆ ก็ดี แต่คนผู้เกี่ยวข้องไม่มี ศีลธรรม แล้วผลจะเป็นอย่างไร จะยิ่งวิกฤตการณ์กว่า ที่อะไร ๆ ไม่ดี ได้หรือไม่ ๚ ๒๐๓ ๏ อำนาจการซื้อ ซึ่งเป็นอำนาจสูงสุดทาง เศรษฐกิจและทางการต่างประเทศ มีต้นตอแท้จริงมา จากการผลิต ด้วยหยาดเหงื่อแรงงานของกสิกรและ กรรมกร ทำไมจึงมองกันแต่นักเศรษฐกิจและนักการ เมือง ว่าเป็นเหมือนพระเจ้า ๚ ๒๐๔ ๏ บัดนี้ เป็นที่ปรากฏแล้วว่า ครู คือ ผู้ที่เกลียด คำว่า "ศีลธรรม" มากที่สุด รู้สึกว่ามันเป็นข้าศึกต่อ เหล้า - บุหรี่ - ผู้หญิง ; จึงไม่มีอารมณ์ ที่จะศึกษา -สั่งสอน -อบรมศีลธรรมกันเป็นส่วนมาก ๚ ๒๐๕ ๏ แม้แต่เด็กกำพร้า -หูหนวก -ตาบอด ก็ ปฏิเสธที่จะศึกษา ปฏิบัติศีลธรรม ราวกะว่าเป็นสิ่ง ไร้สาระ ไม่น่าชื่นใจอะไร ; ช่างสมกับความหนวก -บอด ดังนี้แล้ว เด็กที่มีตาดี-หูดี จะมียิ่งไปกว่านั้น หรือ ? ช่วยกันตั้งข้อสังเกตกันบ้างเถิด ๚ ๒๐๖ ๏ เราประเทศด้อยพัฒนา กำลังพยายามทำตาม อย่างประเทศเต็มพัฒนา, ทั้งที่ประเทศเหล่านั้น ยังมี สภาพไร้ศีลธรรม เต็มไปด้วยอาชญากรอาชญากรรม ยิ่งกว่าเราไปเสียอีก : นี่มันอย่างไรกัน ๚ ๒๐๗
น.405 ๒๓ ๏ ยังมีครูที่บอกนักเรียนว่า เหล้ามีโทษเพียง เล็กน้อย ยังเป็นที่ยอมรับของสังคม ยังเป็นทางมา แห่งรายได้มหาศาลของประเทศ ; แล้วก็ชวนนักเรียน ดื่มเหล้า, (เรื่องจริงที่ไม่น่าเชื่อ แต่มีจริง) ซึ่งเรื่อง ชนิดนี้ ไม่เคยมีในกาลก่อน ๚ ๒๐๘ ๏ การบวชนาค -ฝั่งนิมิตสีมา - ทอดกฐิน ผ้าป่า -ฯลฯ ที่ทำลายเศรษฐกิจและศีลธรรมของ ประเทศชาตินั้น ไม่ใช่ของพระพุทธศาสนา และไม่ เคยมีในพุทธกาลและยุคต่อมา นอกจากยุคนี้ ๚ ๒๐๙ ๏ อย่ามัวเป็นห่วง ว่าเขาจะตอบแทนไม่คุ้มกับ ความดี ที่เราทำแก่เขา ; เพราะความดีของเรา ถ้าดี จริงย่อมยิ่งใหญ่ เกินกว่าที่ใครจะตอบแทนให้คุ้มกัน ได้หลายเท่านัก ๚ ๒๑๐ ๏ แม้เราจะมองเห็นว่า โลกปัจจุบันของเรา มี ความเลวร้าย -มดเท็จ -หลอกลวง -บาป เหลือกำลัง ที่เราคนเดียวจะแก้ไขได้แล้ว เราก็ยังไม่วางมือ; แต่จะ ชักชวนให้ร่วมมือกัน หาธรรมะที่สามารถแก้ไขได้ ให้ยิ่งไปกว่าที่แล้วมา ๚ ๒๑๔ ๏ ชีวิตของเรา มีค่ามากสำหรับเราเพียงไร แต่ก็ยังไม่เกินกว่าที่เราจะเสียสละมันไป เพื่อความรอด สำหรับเพื่อนมนุษย์ร่วมโลกของเรา ๚ ๒๑๒ ๏ คำว่า "เพื่อนเกิด -แก่ -เจ็บ -ตาย" มี ๒ ความหมาย คือ เพื่อนมีกิเลสแล้วจมอยู่ในกองกิเลส หรือกองทุกข์ด้วยกัน นี้อย่างหนึ่ง, เพื่อนต่อสู้กิเลสและ พ้นจากกิเลส พ้นจากเกิด -แก่ -เจ็บ -ตาย ด้วยกัน นี้อีกอย่างหนึ่ง ; ระวังให้ดี ๆ จนเป็นเพื่อนเกิด -แก่ -เจ็บ -ตาย ด้วยกันอย่างถูกต้อง ๚ ๒๑๓ ๏ การนำเอาบทสวด เช่นบทสรณคมน์เป็นต้น มาสวดทำนองเพลงแขก แทรกระหว่างบทบรรยายทาง วิทยุเป็นต้นนั้น มีผลทางลบมิใช่น้อย ๚ ๒๑๔
น.406 ๒๔ ๏ การรู้เรื่อง (เรียน), การรู้จัก (เห็น), การได้ - ถึง (มี) ซึ่งพระรัตนตรัยนั้น มิใช่สิ่งเดียวกัน จึง เป็นสิ่งที่จะต้องได้ต้องมีตามลำดับสามลำดับ; อย่าเอา ไปปะปนกัน อย่างไม่รู้ความหมาย ดังที่กำลังกระทำ กันอยู่ ๚ ๒๑๕ ๏ ถ้าท่านเข้าใจเรื่องสังสารวัฏ หรือการเกิดใหม่ ทางวิญญาณในกระแสแห่งปฏิจจสมุปบาท ของแต่ละ วันๆ ท่านก็อาจจะเห็น -เรียนรู้ -เข้าใจ -สัมผัสกับ สันทิฏฐิกนิพพาน ได้จริง และอย่างสบหลักวิทยา- ศาสตร์ ๚ ๒๑๖ ๏ มีหลายศาสนาที่พูดถึงการเกิดใหม่ แต่ก็ไม่มี สักรายเดียวที่ตรงหรือเข้ากันได้กับ "เกิดรอบหลัง ๆ" ใน ปฏิจจสมุปบาท ซึ่งภายในวันเดียวก็เกิดได้จนนับไม่ไหว ว่ากี่รอบ ๚ ๒๑๗ ๏ คำว่า “การเกิดใหม่ในสังสารวัฏ" ที่พุทธ- บริษัทเข้าใจกันอยู่นั้น ยังไม่ตรงตามนัยแห่งปฏิจจ- สมุปบาท : ไม่เป็นสันทิฏฐิโก ไม่เป็นเรื่องที่ช่วยให้ ดับตัวตนเสียได้ แล้วบรรลุนิพพานได้ ; มีแต่จะกลาย เป็นศาสนาอื่น หรือนอกหลักพุทธศาสนา ๚ ๒๑๘ ๏ ไปทะเลาะทุ่มเถียงกับเสือเสียยังดีกว่า ไป ทะเลาะกับคนโง่ ; เพราะคนโง่ไม่มีเหตุผล หรือถ้ามี ก็มีแต่เหตุผลของคนโง่ ๚ ๒๑๙ ๏ คำว่า "ชาติ" หมายถึงประเทศชาติ ก็อย่าง หนึ่ง, หมายถึงการเกิดจากท้องมารดา นั้นก็อย่างหนึ่ง, แต่ ชาติ ชนิดที่เกิดทุกทีแล้วเป็นทุกข์ทุกทีนั้น คือชาติ ที่เกิดจากอวิชชาสัมผัส คือเกิดเป็นอุปาทาน รู้สึกอยู่ว่า ตัวกู- ของกู ๚ ๒๒๐ ๏ ภิกษุที่เห็นภัยในวัฏฏสงสาร หรือแม้ใน โลกนี้ อย่างแท้จริง ก็มีคำพูดที่ควรรับฟัง เช่นเดียว กับของพระอรหันตชินะ, บางทีจะเหมาะแก่คนสมัยนี้ ยิ่งกว่าเสียอีก ๚ ๒๒๑
น.407 ๒๕ ๏ ยุคนี้ก็ยังมีอาจารย์บางคน ถือว่า สมองมี ศูนย์กลางอยู่ที่หัวใจ ศูนย์นี้สั่งสมอง แล้วสมองสั่งกาย อีกที; นี้เป็นเพราะติดผืนคัมภีร์บางคัมภีร์ที่กล่าวว่า จิตอยู่ที่หัวใจมาก่อน ๚ ๒๒๒ ๏ พระอาจารย์ที่ได้รับความเคารพ นับถือเป็นผู้ วิเศษที่บูชาของคนจำนวนล้าน ๆ นั้น อาจเป็นเพียง จุดศูนย์รวมแห่งความหลงใหล ของคนจำนวนเท่านั้น ก็ได้; หาใช่เป็นพระสาวกผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ไม่ ๚ ๒๒๓ ๏ บางทีความขี้เกียจของเรา มีกำลังมากกว่าความ อยากดีมีประโยชน์ ; ดังนั้น ต้องฝึกการบังคับจิตให้ได้ มากพอกับความมีสติปัญญาของเรา ๚ ๒๒๔ ๏ ส่วนมาก เขาจะว่าดี ก็ต่อเมื่อเขาได้รับประ- โยชน์จากการกระทำของเรา; ถ้าเขาไม่ได้ประโยชน์ เช่นนั้น แต่ไปได้กับผู้อื่น เราก็เป็นคนดีที่เขาไม่ ต้องการ ๚ ๒๒๕ ๏ นิสัยสันดานที่ไม่เหมือนกัน : ไก่ตัวหนึ่ง เมื่อ เป็นโจกก็มีแต่ระรานไก่ทุกตัว; ต่อมาไก่ตัวหนึ่งปราบ ไก่ตัวนั้นลงได้, แต่แล้วก็ไม่เกเรระรานไก่ตัวไหนเลย : เราต้องการคนชนิดนี้ เป็นผู้นำ ๚ ๒๒๖ ๏ ชีวิตนั้นประกอบไปด้วย ปัจจัยมากอย่าง คล้องเกี่ยวกัน เหมือนห่วงโซ่ทั้งหลาย ; ปัจจัย เพียงอย่างเดียวเสียไปจริงๆ ชีวิต ก็ดับ ทั้งที่ปัจจัยอีกมากอย่าง ยังมิได้เสียเลย, น่าเสียดาย จริงๆ ๚ ๒๒๗ ๏ ระบบกาย ขึ้นอยู่กับ ระบบจิต, ระบบจิตจึงอาจทำให้ เกิดการเปลี่ยนแปลงแก่ระบบกาย ; แม้ในทางเคมี ทำให้เกิดความรู้ สึกต่างๆ เกิดขึ้น เป็นความรัก -โกรธ เกลียด -กลัว - วิตกกังวล -อาลัยอาวรณ์ -อิจฉาริษยา - หึง -หวง; ดังนั้น ควรฝึกฝน หรือพัฒนาระบบ จิต ๚ ๒๒๘ ๏ การพิจารณาเพื่อชนะกาม โดยพิจารณาเป็น ของปฏิกูล ดังที่สอน ๆ กันอยู่ มีทางสำเร็จน้อยกว่าการ พิจารณา โดยความเป็นของธรรมดาของสัตว์ที่ยังมี ความเป็น "สัตว์" แล้วเกิดความละอาย ฯ ๒๒๙ ๏ ทุกขอริยสัจ ทุกขเวทนา ทุกขลักษณะ สาม อย่างนี้ มิใช่สิ่งเดียวกัน ; แต่มักเข้าใจผิด เพราะ ชอบเรียกกันสั้นๆ ว่า "ทุกข์" เฉย ๆ ระวังกันเสีย บ้าง! ๚ ๒๓๐ ๏ แม้ผู้พูดความจริงได้ตายไปแล้ว แต่ความจริง ยังคงอยู่ มิได้ตาย ; นั่นเป็นเพราะความจริงนั้น เป็น ของธรรมชาติที่ไม่ตาย เพียงแต่อาศัยปากคน แสดง ตนออกมาเท่านั้น ๚ ๒๓๑ ๏ ความดีชนิดที่เปลี่ยนได้ดับได้ นั้นเป็น สังขตธรรมฝ่ายกุศล แต่มีชนิดหนึ่งเป็นอย่างตรงกัน ข้าม ไม่เป็นเช่นนั้น (เป็นอริยธรรม) ; ระวังอย่าเอา มาปนกัน เมื่อเราพูดกันถึงความดี ๚ ๒๓๒
น.408 ๒๖ ๏ เราควรสมัครจะเป็นลูกไก่ อยู่ใต้กะลาครอบ ของพุทธศาสนาที่แท้จริง ; แทนที่จะออกมาสู่โลก อันกว้างขวางปานมหาสมุทรของปรัชญาชนิด PHILO- SOPHY อันเพ้อเจ้อไม่มีจุดจบและปนกันยุ่ง ของ วิทยาการประเภทนั้น ๚ ๒๓๓ ๏ ศาสนาในโลก ชนิดที่จัดว่ามีพระเจ้า (THEIST) และชนิดที่ไม่มีพระเจ้า (ATHEIST) ล้วนแต่สอนให้แก้ ปัญหาขัดข้องในโลก ด้วยความรักหรือเมตตา ; แต่ ลัทธิชนกรรมาชีพ มุ่งหมายจะแก้ด้วยอาวุธในหลายรูป แบบ, จึงไม่สามารถชนะน้ำใจนายทุน ๚ ๒๓๔ ๏ ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทุก ชนิด ไม่อาจใช้เป็นเครื่องมือเอาชนะกันได้ นอกจาก จะมีแต่ความพินาศด้วยกันทั้งสองฝ่าย ; ดังนั้น ถ้าจะ ให้วิทยาศาสตร์พูดบ้าง ก็คงจะพูดว่า ให้แก้กันด้วย ความรัก อีกนั่นเอง จะได้ไม่ต้องใช้วิทยาศาสตร์เชือด คอตนเอง ๚ ๒๓๕ ๏ การสงวนในการแสวงหาช่องทาง เพื่อต่อสู้ กันตามแบบของตน ๆ นั้น ไม่มีทางที่จะชนะกันได้ด้วย อาวุธ ด้วยอำนาจเศรษฐกิจ หรือแม้ด้วยอำนาจวิถีทาง การเมือง ที่ไม่มีความ รักของทางศาสนาเป็นรากฐาน ; มีแต่จะสร้างรากฐาน ให้ปัญหามี รากฐานหยั่งลึกยิ่งขึ้นไปทุกทีเท่า นั้น ๚ ๒๓๖ ๏ นับว่ายังเป็นโชคดีอยู่บ้าง ที่ยังมีคนบางพวกเฉลียวใจได้ทัน : ไม่คิดที่จะใช้อาวุธอย่างความคิด ของเด็ก ๆ นั้นอีกต่อไป ๚ ๒๓๗ ๏ ขอย้ำอีกครั้งหนึ่งในตอนนี้ ว่า ธรรมชาติมิได้สร้างชีวิตมา อย่างตายตัว ว่าเป็นบุญหรือบาป ดีหรือร้าย กุศลหรืออกุศล โดย ส่วนเดียว หากแต่ให้มันเป็นไปได้ ตามกฎอิทัป- ปัจจยตา, แล้วแต่ใครจะสร้างมันอย่างไร ; ดังนั้น ขอ ให้เราทั้งหลายสนใจเรื่องอิทัปปัจจยตา และนำมาใช้ ให้เป็นประโยชน์ถึงที่สุดเถิด ๚ ๒๓๘ ความลับสุดยอด สำหรับ มิตรสหายที่เป็นฝรั่ง ๏ ธรรมะ เป็นสิ่งที่ต้องศึกษาค้นคว้าและเข้าถึง โดยวิถีทางอย่างวิทยาศาสตร์ ; มิใช่โดยทาง ตรรกะ -นยะ -คณิตศาสตร์ -หรือฟีโลโซฟี่ ซึ่งต้องใช้ สมมติฐาน (HYPOTHESIS) ; หากแต่ต้องใช้ปัญหา โดยตรง ที่รู้สึกอยู่ในจิต เป็นวัตถุสำหรับศึกษาพิสูจน์ ทดลอง ๚ ๒๓๙ ๏ ต้องเรียนธรรมะโดยวิถีทางวิทยาศาสตร์, อย่า เรียนอย่างฟิโลโซฟี หรืออะไร ๆ ที่ต้องใช้สมมติฐาน เช่นนั้น ซึ่งไม่มีทางที่จะเข้าถึงตัวแท้ของธรรมะ ซึ่งจะ ดับทุกข์ได้โดยแท้จริง ๚ ๒๔๐
น.410 ๒๘ ๏ ธรรมะ คือ หน้าที่ของสิ่งที่มีชีวิตทุกชนิด และทุกระดับตามกฎของธรรมชาติ เพื่อการพัฒนา และความสุขสันติ ทั้งทางวัตถุและจิตใจ; แม้ที่สุด แต่ทางการเมือง ทั้งภายนอกและภายใน ๚ ๒๔๑ ๏ ในการศึกษาธรรมะนั้น, สิ่งที่ต้องรู้จักกัน เสียก่อนอย่างชัดเจน คือ อุปาทาน (SPIRITUAL ATTACHMENT) และความทุกข์ อันเป็นผลเกิดจาก สิ่งนั้น ในชีวิตประจำวันอย่างแท้จริง ในความรู้สึก, มิใช่การอ่าน หรือการคำนวณโดยเหตุผล ๚ ๒๔๒ ๏ ชีวิตเป็นสิ่งที่ปรับปรุงได้, จิตเป็นสิ่งที่พัฒนา ได้, โดยการเติมธรรมะลงไป อย่างถูกต้อง ตามกฎ ของอิทัปปัจจยตา ๚ ๒๔๓ ๏ โลกทั้งหมด ขึ้นอยู่กับความรู้สึกทางผัสสะ, เกิดดับอยู่กับการเกิดดับของผัสสะ ; เราจึงควบคุม และปรับปรุงโลกได้ ด้วยการกระทำต่อผัสสะ ๚ ๒๔๔ ๏ ความทุกข์ทั้งปวงสรุปรวมอยู่ที่อุปาทาน อัน แสดงอาการออกมาเป็นความรัก -โกรธ -เกลียด -กลัว -วิตกกังวล -อาลัยอาวรณ์ -อิจฉาริษยา -หึง หวง -อาฆาตพยาบาท -ความดิ้นรนทางเพศ -ความ ละเหี่ย -และความฟุ้งซ่าน ; ดังนั้น จงรู้จักสิ่งที่เรียก ว่าอุปาทานให้ถึงที่สุด ๚ ๒๔๕ ๏ ความดับแห่งทุกข์ มีอยู่ในตัวความทุกข์ ; ดังนั้น พอรู้สึกเป็นทุกข์ ก็จงมองหาเหตุของมันในตัว มัน, พบแล้วจะพบความดับทุกข์ที่นั่นเอง ; ราวกะว่า หาพบจุดเย็นที่สุด ในกลางเตาหลอมเหล็กที่ลุกโชน ; เราเรียกกันว่า "หาพบนิพพาน ท่ามกลางวัฏฏ- สงสาร ! ๚ ๒๔๖ ๏ การทำงานให้สนุก และรู้สึกเป็นสุข ในขณะที่ กำลังทำงานนั้น เป็นสิ่งที่ทำได้และน่าสนใจเพียงไรขอ ให้พั่งดูให้ดี ๚ ๒๔๗ ๏ มีความรู้จริงเห็นจริงว่า หน้าที่การงานของ สิ่งที่มีชีวิตนั่นแหละ คือธรรมะ หรือพระเจ้า ที่จะช่วย ได้จริง ๆ ; ดังนั้น จงทำหน้าที่ทุกอย่างด้วยความรู้สึกว่า เป็นการปฏิบัติธรรม ก็พอใจ และรู้สึกเป็นสุข ๚ ๒๔๘ ๏ ความสุขตามที่คนธรรมดาสามัญเข้าใจกันนั้น หาใช่ความสุขไม่ ; เป็นเพียงความเพลิดเพลินที่หลอก ลวงทางอายตนะ, และแพงมาก : ความสุขที่แท้จริงนั้น ไม่ต้องใช้เงินเลย แต่ทำให้เงินเหลือ ๚ ๒๔๙ ๏ ความสุขที่แท้จริง เกิดจากความพอใจในการ ได้ทำหน้าที่ หรือปฏิบัติธรรมะ ; กลับไปบ้าน ทำ งานในหน้าที่ให้สนุก และรู้สึกเป็นสุขเสียเมื่อกำลัง ทำงาน ๚ ๒๕๐ ๏ ทุกศาสนามุ่งที่ความรอด (EMANCIPATION) เป็นจุดหมายเหมือนกันทั้งนั้น : รอดตาย (ทางกาย),
น.411 ๒๙ รอดจากทุกข์ (ทางจิต) ; แม้วิธีการให้รอดนั้น จะต่าง กันบ้าง ๚ ๒๕๑ ๏ ศาสนาที่มีพระเจ้า ก็ว่า รอดเพราะพระเจ้า ช่วยให้รอด, พุทธศาสนาว่า รอดเพราะการกระทำ ที่ถูกต้องตามกฎอิทัปปัจจยตา -พระเจ้าชนิดที่มิใช่ บุคคล หรือมีความรู้สึกอย่างบุคคล ๚ ๒๕๒ ๏ ถ้าดูตามความหมายของสัญลักษณ์กางเขนแล้ว ศาสนาคริสต์ก็สอนให้ตัดตัวตนด้วยเหมือนกัน (ตัว I ที่ ยืนอยู่ แล้วถูกตัดที่คอ) ; และสอนไม่ให้ติดดีติดชั่ว (คำสอนหน้าแรก ๆ ของคัมภีร์ไบเบิล ที่พระเจ้าห้าม มิให้อาดัมกับอีฟ กินผลไม้ของต้นไม้ที่ทำให้รู้สึกดีชั่ว จนติดดีติดชั่ว) ๚ ๒๕๓ ๏ ต้องรู้จักความหมายที่แท้จริงของคำว่า ทาง กาย - ทางจิต - ทางวิญญาณ ทั้งสามอย่าง อย่างถูกต้อง ทั่วถึง ; ถ้าไม่รู้ ก็จะเอาไปปนกัน แล้วจะหาไม่พบ สิ่งสูงสุด ๚ ๒๕๔ ๏ ต้องรู้จักความต่างกันของเครื่องมือดับทุกข์ ทั้งสามอย่างคือ ความรู้ -ความเข้าใจ -ความเห็นแจ้ง แทงตลอด มิฉะนั้นจะไม่เข้าถึงสิ่งที่ดับทุกข์ได้ ๚ ๒๕๕ ๏ สุญญตา (ความว่าง) ในพุทธศาสนา คือ SELFLESSNESS หรือ VOIDNESS ; มิใช่ E MPTI- NESS, NOTHINGNESS, ซึ่งเป็น NIHILISM ; ช่วย ระวังสักหน่อยในการศึกษา ๚ ๒๕๖ ๏ คำว่า "ธรรมะ" มีความหมาย ๔ อย่าง คือ ตัวธรรมชาติ, กฎของธรรมชาติ, หน้าที่ตามกฎของ ธรรมชาติ, และผลจากหน้าที่นั้น ; เข้าใจหลักพื้น ฐานเหล่านี้แล้ว จะเป็นการง่ายที่สุด ในการศึกษา พุทธศาสนา อย่างถูกต้องและครบถ้วนกระบวน ความ ๚ ๒๕๗ ๏ คำว่า "ศาสนา" หรือ RELIGION คือการ ปฏิบัติตามระเบียบปฏิบัติ ที่ทำให้เกิดความผูกพันกัน ระหว่างมนุษย์กับสิ่งสูงสุด ชนิดที่มีผลเป็นการหลุดพ้น จากความทุกข์ทั้งปวง ๚ ๒๕๘ ๏ ธรรมะ มิได้เป็นของตะวันออกหรือตะวันตก แต่เป็นของทุก ๆ ปรมาณู ที่ประกอบกันขึ้นเป็นสากล จักรวาล (COSMOS) ดังนั้น เป็นการน่าหัวที่จะพูดว่า ศาสนาของตะวันออกหรือศาสนาของตะวันตก ๚ ๒๕๙ ๏ โดยอาศัยอำนาจของธรรมะ เราสามารถมีชีวิต ชนิดที่ไม่มีการกระทบกระทั่ง (CONFLICT) และไม่มี ความทุกข์ (DISSATISFACTORINESS) ทุกๆ ชนิดเหนือ ธรรมดา ๚ ๒๖๐ ๏ อย่าเข้าใจผิดต่อคำว่า "เหนือโลก" จนไม่ ได้รับประโยชน์อะไร จากสิ่งอันประเสริฐนี้ คือ การ อยู่เหนืออิทธิพลของสิ่งแวดล้อมใด ๆ ในโลกนี้ ๚ ๒๖๑ ๏ คำว่า "นิพพาน" คือ ความเย็น (ทาง วิญญาณ) ของชีวิตที่มากขึ้นไปถึงระดับที่ ความร้อน ของกิเลส หรือไฟสามชนิด, ตามขึ้นไปไม่ถึง ๚ ๒๖๒
น.412 ๓๐ ๏ ภาษาคน (COMMON LANGUAGE) นั้น พูดกันอย่างมีตัวตน ( SOUL หรือ SELF ) ; ส่วนภาษา ธรรม (DHARMIC LANGUAGE) ของพระอริยเจ้านั้น พูดกันอย่างไม่มีอะไรที่เป็นตัวตน มีแต่กระแสแห่ง อิทัปปัจจยตาของธรรมชาติ ๚ ๒๖๓ ๏ ดังนั้น ความจริง (TRUTH) จึงมีสองอย่าง คืออย่าง RELATIVE และ ULTIMATE, ซึ่งเป็นเหตุให้มี การพูด อย่างภาษาคน และอย่างภาษาธรรม ๚ ๒๖๔ ๏ คน (SENTIENT BEING) กับ มนุษย์ (HUMAN BEING) นั้นต่างกันจนอยู่กันคนละระดับ คือ ต่ำ และ สูง ต่อกิเลส ยิ่งหย่อนกว่ากัน ๚ ๒๖๕ ๏ สมาธิ (CONCENTRATION) ที่แท้จริงนั้น ทำให้เกิดการพักผ่อนลงไปถึงเซลล์ทุกเซลล์, และได้ ทำให้มันมีอายุยืนออกไปด้วย; ดังนั้น สมาธิจึงมีผล ทำให้กายหรือชีวิต มีอายุยืนออกไป ๚ ๒๖๖ ๏ ที่ท่านพูดว่า สมาธิ มีผลทำให้เลิกอบายมุขได้ ทุกอย่าง มีสุขภาพและอารมณ์ดี เลิกสำมะเลเทเมาได้ นั้นยังน้อยเกินไป; มันให้อะไรมากกว่านั้นมากนัก เช่นช่วยให้มีจิตใจอยู่เหนือโลก ฯลฯ หมดปัญหาทุกอย่าง ทุกชนิดที่ท่านยังไม่เข้าใจ ๚ ๒๖๗ ๏ การบวช มิใช่สิ่งแปลกประหลาด หากแต่ เป็นสิ่งที่ทำให้เปิดโอกาส และ ความสะดวกอย่างยิ่ง ในการที่จะ ศึกษาฝึกฝนให้ชีวิต มีธรรมะ ; ชีวิตครองเรือนนั้นคับแคบและ อึดอัดมากไม่สะดวก การบวชจึง เป็นสิ่งที่อย่างน้อยก็ควรลอง๚๒๖๘ ๏ ชีวิตใหม่ที่ปราศ จากการ กระทบกระทั่งและความไม่สบาย ใจทุก ๆ ชนิดนั้น เป็นสิ่งที่มี ได้เมื่อชีวิตนั้นประกอบด้วย ธรรม ๚ ๒๖๙ ๏ ความลับสุดยอดเหล่านี้ เป็นของฝากเพื่อน มนุษย์ทั้งหลาย ในโอกาสที่ สวนโมกข์ มีอายุครบ ๕๐ ปีบริบูรณ์ หวังว่าจะได้รับการพิจารณาหรือนำไปใช้ให้ สำเร็จประโยชน์ ๚ ๒๗๐
Buddhadasa