น.413 มีข้อความที่ควรบันทึกไว้เป็นอนุสรณ์ตลอดไป เกี่ยวกับสถานภาพต่าง ๆ ที่มีปัญหา และมีข้อความสำคัญในการที่จะเตรียมตัวไว้ สำหรับการก่อกู้ พระพุทธศาสนา ในวาระสมัยแห่งยุคปรมาณู เช่นการเข้าถึงหัวใจของพระพุทธศาสนา, การเตรียม พระไตรปิฎกที่เหมาะสมสำหรับยุคปรมาณู ที่สามารถเผชิญหน้ากับความต้องการของมนุษย์แห่งยุค วิทยาศาสตร์ อันจะถือได้ว่าเป็นยุคสำคัญที่สุดของมนุษย์โลก สำหรับการอยู่รอด หรือการสูญสลาย ไปแห่งมนุษยธรรม. . หวังว่าจะได้รับการสนใจพิจารณากัน ในหมู่พุทธบริษัทเรา ตามที่ควร. - พุทธทาส อินฺทปญฺโญ. คำปราศรัยผู้มา เพื่อนสหธรรมิกและท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจ ในธรรม ทั้งหลาย. อาตมา ขอแสดงความยินดี และขอขอบคุณ พร้อมกันไปในตัว ในการมาของท่านทั้งหลาย สู่สถาน ที่นี้ในลักษณะอย่างนี้ ด้วยความหวังดี. สำหรับอาตมา ปีนี้ ประจวบเหมาะไม่ค่อยสบาย ; คุณหมอทั้งหลาย ขอร้องว่าอย่าทำอะไร ให้นอนนิ่ง ๆ ตลอดวันตลอดคืน ติดต่อกันไปสัก ๒ เดือน ก็อาจจะหายจากโรคที่เป็นอยู่ นี้ได้ แต่แล้วอาตมาก็ต้องขออภัย ดื้อหมอมาพบ กับท่านทั้งหลายจนได้ ในวันนี้ในลักษณะอย่างนี้ ดังที่ ท่านทั้งหลายก็เห็นอยู่แล้วว่าเป็นอย่างไร, ที่ดื้อมานี่ หมอก็เกรงใจ อาตมาก็เลยดื้อได้. เดี๋ยวนี้ ความดัน โลหิต ๒๐๐ กับ ๑๐๐ เรียกว่าเกือบไม่มีแรงจะพูด, แต่ ด้วยความขอบคุณในท่านทั้งหลาย ก็อุตส่าห์มาพูดจนได้. ๓๑
น.414 ๓๒ ในฐานะที่เป็นพุทธทาส ยิ่งกว่านั้นก็คือว่า อาตมาเป็นพุทธทาส ดังนั้น จึงต้องทำสนองพระพุทธประสงค์ทุกอย่าง, ก็เลยขอ บอกให้ทราบว่า พระพุทธองค์นั้น ทรงทำหน้าที่ของ พระองค์ อย่างที่เรียกว่า จนวินาทีสุดท้าย คือนิพพาน. บางคนก็ทราบเรื่องนี้ดีอยู่แล้ว ว่ากำลังจะปรินิพพานอยู่ หยก ๆ แล้ว ก็ยังมีปริพาชกในลัทธิอื่นเข้ามาขอเฝ้า เพื่อ ศึกษาธรรมะ. พระสงฆ์ทั้งหลายก็ไล่ออกไปว่า อย่า มากวน ๆ พระพุทธองค์ทรงป่วยหนักแล้ว. พระ พุทธเจ้าทรงได้ยินเสียงไล่คนนั้นให้ออกไป ท่านตรัสว่า อย่าไล่ ๆ แล้วก็เรียกให้เข้ามา. เขาได้ทูลถามปัญหา ได้ศึกษาธรรมะในโอกาสอันสั้นนั้น จนบรรลุธรรม วิเศษ, อีกไม่กี่นาทีต่อมาก็มีการปรินิพพาน. ขอให้ นึกถึงข้อนี้กันบ้าง ว่าพระ พุทธองค์ทรงทำหน้าที่ ของท่าน จนวินาทีสุด ท้ายเช่นนี้, อาตมาเป็น ทาสของพระพุทธองค์ ก็ต้องถือเป็นหลักปฏิบัติ ตาม, ถ้ามันจะเป็นอะไร ก็ขอให้มันเป็นไป เพื่อจะ ได้ทำหน้าที่จนวินาทีสุด ท้ายด้วยเหมือนกัน. นี่ ขอให้ทราบข้อเท็จจริงว่า เดี๋ยวนี้อยู่ในสภาพที่หมอ ห้ามพูด ก็ยังไม่ฝั่ง จะมา พูดให้จนได้. เพชรในพระพุทธศาสนา อาตมา ขอเรียกธรรมะที่กล่าวในวันนี้ว่า "ของ ขวัญในวันล้ออายุปี ๒๕๒๘". ของขวัญที่กล่าวนี้ คือเสรีภาพอันสูงสุด ในการที่จะรับและนับถือธรรมะ ประจำชีวิตของตน. ขอให้ทุกคนได้รับของขวัญอันนี้ คือมีเสรีภาพในการที่จะรับถือธรรมะ มาเป็นที่พึ่งของ ตน. เสรีภาพเช่นนี้ขอเรียกว่า "เพชรในพระพุทธ ศาสนา" , และขอมอบให้ทั้งสิ่งที่เป็นเครื่องมือสำหรับ ขุดเพชร กล่าวคือเสรีภาพในการพิจารณาเลือกเฟ้น ข้อผิดถูก ในการที่จะรับถือพระพุทธศาสนานั่นเอง ดังที่จะได้กล่าวต่อไปตามลำดับ. พระบาลี กาลามสูตร เสรีภาพในการรับ ถือพระพุทธศาสนานั้น คือหลักพระบาลีกาลาม- สูตร ที่ตรัสไว้อย่างเป็น การประทานเสรีภาพสูง สุด เป็นประชาธิปไตย สูงสุด, และก็เคยพูดเรื่อง นี้มาหลายครั้งหลายหน แล้ว โดยใจความก็มีว่า พวกชาวกาลามะได้ทูลถาม พระองค์ว่า มีเจ้าลัทธิ มาสอนลัทธิหลาย ๆ อย่าง ต่างกัน จนไม่รู้ว่าจะรับ
น.415 ๓๓ ถืออย่างไรแล้ว จะทำอย่างไรดี. พระพุทธองค์ได้ ตรัสเรื่องที่เรียกว่ากาลามสูตร มี ๑๐ หัวข้อด้วยกัน ใน ๑๐ หัวข้อนั้น, ๓ หัวข้อแรก เกี่ยวกับการ ได้ยินได้ฟัง หรือการศึกษา :- ข้อที่ ๑ ว่า มา อนุสฺสเวน แปลว่า อย่ารับถือ เอาด้วยเหตุว่าพังบอกตาม ๆ กันมา. ข้อที่ ๒ ว่า มา ปรมฺปราย แปลว่า อย่ารับถือเอาด้วยเหตุว่าทำตาม สืบ ๆ กันมาอย่างปรัมปรา. ข้อที่ ๓ ว่า มา อิติกิราย แปลว่า อย่ารับถือเอาเพราะเหตุว่าเป็นสิ่งที่กำลังเล่าลือ อยู่อย่างกระฉ่อน. ข้อที่ ๔ เกี่ยวกับตำราหรือปิฎก ตรัสว่า มา ปีฎกสมุปทาเนน แปลว่า อย่ารับถือเอา ด้วยเหตุ ว่ามีที่อ้างในปีฎก. คำ ว่าปีฎกในที่นี้ ก็คือสิ่ง ที่เราเรียกกันว่าตำรา. สำหรับพระพุทธศาสนา ก็คือบันทึกคำสอนที่ เขียนไว้ในใบลาน เอา มารวมกันไว้เป็น ชุด ๆ เรียกว่าไตรปิฎก. ทีนี้อีก ๔ ข้อ เกี่ยว กับการคำนวณ หรือ การใช้เหตุผลในการคำ นวณ. ข้อที่ ๕ ตรัสว่า มา ตกุกเหตุ แปลว่า อย่ารับถือเอา ด้วยการ ใคร่ครวญตามวิธีที่เรียกว่าตรรกะ, ซึ่งปัจจุบันนี้เรียก ว่า Logic. แม้ว่าคำสอนของผู้ใดถูกต้องตามวิธีใคร่ ครวญของ Logic ก็อย่าเพิ่งถือเอา เพราะว่าตรรกะก็ยัง ผิดได้ ในเมื่อเหตุผลหรือวิธีใช้เหตุผล มันผิด. ข้อที่ ๖ ตรัสว่า มา นยเหตุ แปลว่า อย่ารับถือ เอาโดยเหตุว่า มันสมเหตุผลทางนยะ. สิ่งที่เรียกว่า นยะในครั้งพุทธกาล ก็คือสิ่งที่เรียกกันในบัดนี้ว่า Phi- losophy อย่างของฝรั่ง ซึ่งเรามาเรียกกันใน ภาษาไทย ว่า ปรัชญา อันเป็นการเรียกผิดชื่อ เพราะปรัชญามิใช่ Philosophy เป็นเพียงทรรศนะหนึ่ง ๆ ไม่ถึงขีดปรัชญา ; แต่เมื่อเรียกกันแล้วก็เรียกกันไป ขอแต่อย่าเอาวิธีคิด นึกอย่าง Philosophy มาใช้เป็นเครื่องมือสำหรับถือ เอาหลักธรรมะมาปฏิ- บัติ ก็แล้วกัน. ข้อที่ ๗ ตรัสว่า มา อาการปริวิตกฺเกน แปลว่า อย่ารับถือเอา ด้วยการตรึกตามอาการ คือตามความคุ้นเคย ด้วยการคิดตามสบายใจ ที่เรียกกันในสมัยนี้ว่า Common sense. มี คน หลาย พวก สมัยนี้ นิยมใช้ Common sense, แต่ในพุทธศาสนาใช้ ไม่ได้ พระพุทธเจ้า ตรัสห้ามไว้โดยข้อนี้.
น.416 ๓๔ ข้อที่ ๘ ตรัสว่า มา ทิฏฐินิชฌานฺขนติยา แปลว่า อย่ารับถือเอา เพราะว่ามันทนได้ต่อการเพ่ง ด้วยทิฏฐิของตนเอง. ตัวเองมีทิฏฐิอย่างไร ถ้าเขา มาสอนด้วยคำสอน ชนิดที่เข้ากันได้กับทิฏฐิของตัว เอง ก็อย่าเพิ่งถือเอา เพราะว่าทิฏฐิของตัวเอง มันก็ ผิดได้. ทีนี้ อีก ๒ ข้อ เกี่ยวกับบุคคลผู้พูดหรือผู้แสดง ลัทธินั้น ๆ. ข้อที่ ๙ ตรัสว่า มา ภพฺพรูปตาย แปลว่า อย่า รับถือเอาเพราะเหตุว่า ผู้พูดมีลักษณะน่าเชื่อถือ คือ ผู้พูดมีคำพูด มีลักษณะท่าทางที่น่าเชื่อ ข้อที่ ๑๐ หรือ ข้อสุดท้ายตรัสว่า มา สมโณ โน ครูติ แปล ว่า อย่ารับถือเอาเพราะ สมณะผู้พูดนั้นเป็นครู ของเรา. ข้อนี้เป็น เสรีภาพเหลือประมาณ ไม่มีในศาสนาใด ๆ. ขอให้จำไว้ว่าคำ สอนทั้ง ๑๐ ข้อนี้แหละ เรียกว่าเสรีภาพในการ รับถือธรรมะมาเป็นที่ พึ่งของตน, ดังนั้น อาตมาจะขอกล่าวเน้น และขยายความทบทวน อีกทีหนึ่ง เพราะเป็นเรื่องสำคัญที่สุด ขอให้ตั้งใจฟัง ให้ดี. ข้อที่ ๑ อย่ารับถือเอามาเป็นหลักปฏิบัติ เพราะ เหตุว่าพังบอกตาม ๆ กันมา. ข้อที่ ๒ อย่ารับถือเอา มาเป็นหลักปฏิบัติ เพราะเหตุว่าเป็นการปฏิบัติที่ได้ทำ ตาม ๆ กันมาอย่างปรัมปรา แบบเถรส่องบาตร. ข้อ ที่ ๓ ว่า อย่ารับถือเอามาปฏิบัติ เพราะเหตุว่าเป็นเรื่อง ที่เล่าลือกันอยู่กระฉ่อนไป เหมือนครั้งหนึ่งเล่าลือกัน เรื่องคนเกิดปีมะ มะเมียมะแมอะไรก็ตาม จะต้องปฏิบัติ อย่างนั้นอย่างนี้ มิฉะนั้นมัจจุราชจะเอาตัวไป. นี่แหละ คือข้อที่ สิ่งเล่าลือนั้น ไม่จำเป็นจะต้องถือเอา. รวม ๓ ข้อนี้ เกี่ยวกับการฟังจากภายนอก เป็นหลักที่จะต้อง สังวรไว้. ข้อที่ ๔ ว่าอย่ารับ ถือเอาด้วยเหตุผลเพียง ว่า มีที่อ้างอยู่ในปิฎก. ข้อนี้จะได้กล่าวให้มาก ที่สุดในการบรรยายต่อ ไปข้างหน้า เพราะว่า เป็นเรื่องสำคัญ คือเรา ในปัจจุบัน งมงายต่อ สิ่งที่เรียกว่าปีฎก หรือ พระไตรปิฎกกันมาก เกินไป ทำให้เป็นที่ เยาะเย้ยได้ว่าเป็นทาส ของพระไตรปิฎกกันเสีย ทุกตัวอักษร อย่างขัด ต่อคำสั่งสอนข้อนี้ ของ พระพุทธองค์.
น.417 ๓๕ ข้อที่ ๕ อย่าถือเอาโดยอาศัยหลัก Logic เพราะ เหตุเพียงมันเข้ากันได้กับเหตุผลทาง Logic. ข้อที่ ๖ อย่าถือเอาโดยอาศัยหลัก Philosophy เพราะมันเพียงแต่ เข้ากันได้กับหลักเหตุผลทาง Philosophy. ข้อที่ ๗ อย่าถือเอาโดยใช้ Common sense คือตริตรึกไปตาม อาการของความรู้สึกที่แวดล้อมอยู่. ข้อที่ ๘ อย่าถือ เอาเพราะมันทนได้ต่อความคิดเห็นของตนเอง ซึ่งที่แท้ อาจจะผิดทั้งหมดก็ได้. ทีนี้ ก็มาถึงข้อที่ ๙ อย่ารับถือเอาเพราะเหตุว่า ผู้พูด มีคำพูด มีลักษณะท่าทาง หรือมีเครดิตใด ๆ ซึ่ง น่าเชื่อหรือควรเชื่อ. ข้อสุดท้ายคือข้อที่ ๑๐ อย่ารับถือ เอาเพราะเหตุว่า พระสมณะผู้พูดนั้น เป็น "ครูของ ข้าพเจ้า". สำหรับข้อนี้ ขอให้คิดดูอย่างยิ่ง ว่าไม่ เชื่อแม้แต่สมณะผู้เป็นครู ของตนเอง, ต้องหยังดู ด้วย ยถาภูตสัมมัปปัญ- ญา ว่าข้อที่พูดนั้นปฏิบัติ ตามแล้วอาจจะดับทุกข์ได้ แล้วก็ลองปฏิบัติดูก่อน. พระพุทธเจ้าทรงประ- ทานเสรีภาพสูงสุดเกี่ยว กับพระองค์เอง คือพระ องค์เองก็เป็นสมณะ และ คนทั้งหลายก็นับถือว่า เป็นบรมครู, แม้กระนั้น ก็อย่าเชื่อทันที ด้วยเหตุ ผลเพียงว่า สมณะนี้เป็น ครูของเรา. อาตมาขอ ท้าทายให้ค้นหาคำสั่งสอนชนิดนี้ ว่ามีในศาสนาไหนบ้าง. มันไม่มีในศาสนาไหนเลย มันมีแต่การผูกขาดให้เชื่อ โดยส่วนเดียว ไปเสียทั้งหมด. ทรงเปิดโอกาสให้ใคร่ครวญดู ทั้งหมดนี้ ขอให้ทำความเข้าใจให้ดี ๆ อย่าได้ตก เป็นทาสของความงมงาย ๑๐ ประการนั้น, แต่ขอบอก ว่า พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้ห้ามไม่ให้เกี่ยวข้อง กับสิ่งทั้ง ๑๐ ประการนั้น แต่จะเกี่ยวข้องกับสิ่งเหล่านั้น สำหรับ นำมาใคร่ครวญได้ตามสมควร : จะฟังเขาพูดก็ได้ จะ ฟังเสียงเล่าลือก็ได้ แต่ยังไม่เชื่อ เอามาใคร่ครวญดูว่า มันจะดับทุกข์ได้หรือไม่, ถ้ามีวี่แววว่าจะดับทุกข์ได้ ก็ลองปฏิบัติดูได้ แล้วจึงค่อยเชื่อ. ข้อ ๔ ซึ่งเป็นข้อ ร้ายแรงที่สุด สำหรับการ ศึกษาสมัยนี้ คือ ไม่ ให้เชื่อเพราะเพียงแต่มี ที่อ้างในปิฎก. ท่าน ใช้คำว่าปีฎก, คำนี้ใน ภาษาไทยแปลกันว่า ตำรา คือข้อความที่ได้เขียนลง เป็นลายลักษณ์อักษรแล้ว, ถ้ายังไม่ได้เขียน ก็ยังไม่ เรียกว่าปิฎก. แต่อย่า ลืมว่า คำว่าปีฎก ๆ นี้ ใช้กับตำราของชาวบ้านก็ ได้ และใช้กับตำราของ ทางศาสนาก็ได้ รวมทั้ง
น.418 ๓๖ พระไตรปิฎกที่ได้เกิดขึ้น ในยุคหลัง เมื่อได้เขียน หรือจารึกลงเป็นลาย- ลักษณ์อักษรแล้ว, ทั้ง หมดนี้รวมอยู่ในคำว่า ปีฎก. เหตุผลที่ห้าม ไม่ให้เชื่อเพราะมีที่อ้างใน ปีฎกนั้นเป็นเรื่องที่เกี่ยว พันกันมากอย่างยืดยาว จะไว้พูดทีหลัง. ข้อที่ ๕ ที่ไม่ให้ เชื่อโดยเหตุผลทางตรรกะ นั้น เพราะว่าเรื่องตรรกะ นี้เด็ก ๆ ก็ทำได้. เหตุ ผลที่เด็ก ๆ เขาใช้กันนั้น ก็เป็นตรรกะได้เหมือน กัน ใช้กันจนกระทั่งเป็นผู้ใหญ่ ถึงกับมีหลักวางไว้เป็น ศาสตร์ ศาสตร์หนึ่งไปแล้วก็ตาม ก็อย่าได้ถือเป็นหลัก ตายตัว ว่าถ้ามันถูกต้องตามหลักแห่งตรรกะนั้นแล้ว มันจะดับทุกข์ได้ไปเสียทั้งหมด มันยังดับทุกข์ไม่ได้ ก็มี, ดังนั้น การที่จะอ้างหลักทางตรรกะ หรือทางนยะ ซึ่งเป็นข้อที่ ๖ แล้วเอามาเชื่อถือ นั้นมันก็ไม่ถูก มัน จะกลายเป็นทาสของตรรกะ เป็นทาสของนยะ เหมือน ที่กำลังเป็นกันอยู่มากสมัยนี้ ซึ่งอะไร ๆ ก็อ้าง Logic บ้าง อะไร ๆ ก็อ้าง Philosophy บ้าง มันก็จะเป็นทาสของสิ่ง เหล่านั้นมากเกินไป ไม่เป็นอิสระ. แต่ว่า จะเอาวิธีตรรกะมาใช้กันบ้างก็ได้ ถ้ามี ความรู้. เรากล้าท้าทายว่า ถ้าใครมีความรู้เรื่องตรรก วิธี คือการคิดอย่าง ตรรกะนั้น จะเอามาจับ กับหลักธรรมะในพระ- พุทธศาสนานี้ดูก็ได้ : เรา ท้าทาย เราจะพิสูจน์ให้ เห็นได้ว่า มันไม่ได้ถูก ต้องอยู่ที่บทสรุป ของ ตรรกะหรือ Logic. ถ้า เรามีเวลาจะทำ และอยาก จะทำ เราก็ลองทำดูได้ : ถ้าเชื่อตามพระพุทธเจ้า แล้ว ก็ไม่ต้องลองให้เสีย เวลา. ทีนี้ ข้อ ๗ การตรึก ตามอาการ หรือ Com- mon sense นั้น ใครมีก็ใช้ได้ แต่อย่าเพิ่งทึกทักเอา ว่ามันเป็นอย่างนั้น. มันต้องมาทำให้เป็นเรื่องดับทุกข์ ได้ โดยวิธีของสติปัญญาสูงสุด ที่เรียกว่ายถาภูตสัมมัป- ปัญญา คือปัญญาเห็นตามที่เป็นจริงโดยชอบ ของตน. สำหรับข้อ ๘ ที่ว่าตัวมีทิฏฐิอย่างไร มีความเชื่อ อย่างไร พออะไรมีมาเข้ากันได้ หรือพิสูจน์ได้ด้วยทิฏฐิ หรือความเชื่อของตัว แล้วก็ถือเอา, อย่างนี้มันไม่ถูก ; แต่ว่าจะลองเอาทิฏฐิหรือความเชื่อของตน ไปวัดดูจับดู ก็ทำได้ สำหรับข้อ ๙ ข้อ ๑๐ ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับบุคคล นั้น จะลองทดสอบดูก็ได้ ว่ามันมีอะไรน่าเชื่อน่าฟัง
น.419 ๓๗ ก็พังได้ ไม่ห้าม เพียงแต่ว่าอย่าเพิ่งเชื่อหรือรับเอาทันที. แม้ข้อที่ว่า สมณะผู้พูดเป็นครูของตน ท่านพูดท่านสอน อะไรก็พังได้ แต่ยังไม่รับเอาทันที. พระสารีบุตร มีคุณธรรมข้อนี้ และยืนยันต่อพระผู้มีพระภาคเจ้า, ก็ทรงอนุโมทนา. ข้อนี้เป็นสิ่งสูงสุด ที่พระพุทธเจ้า ทรงประทานเสรีภาพแก่สาวกของพระองค์. ความมีเสรีภาพตามหลัก ๑๐ ประการนี้ อาตมา นำมากล่าวในวันนี้ ในฐานะเป็นของขวัญล้ออายุปีนี้ เรียกว่าเสรีภาพในการที่จะรับ หรือจะถือ หรือจะมี หรือ จะปฏิบัติธรรม เป็นเครื่องประจำชีวิต. ถ้าเวลาที่ แล้วมาท่านทั้งหลายยังไม่มี หรือยังไม่ได้ถือ, ต่อไปนี้ ก็ขอร้องให้ถือในฐานะเป็นของขวัญ ที่อาตมารับมอบ มาจากพระพุทธเจ้า. เราอาศัยสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัส ไว้เอง แล้วก็ใช้วิพากษ์วิจารณ์ต่อธรรมะ ที่พระพุทธ- องค์ได้ตรัสสอนไว้ ทั้งหมดทั้งสิ้น ก็จะได้พบของจริง ตามพระพุทธประสงค์ ที่จะให้เราได้รับสิ่งเหล่านี้. แม้ สิ่งที่เรียกกันว่าพระไตรปิฎก ก็ขอให้ใช้หลัก ๑๐ ประ- การนี้กับพระไตรปิฎก แล้วเราก็จะได้เนื้อแท้ของพระ- ไตรปิฎก. เพชรในพระไตรปิฎก ทีนี้ ก็ชวนให้นึกถึงสิ่งที่เรียกว่า “เพชร" : เพชร ในพระไตรปิฎกนั้นมีอยู่ คือสิ่งที่จะดับทุกข์ได้ ในฐานะ เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา มีอยู่อย่างสมควรที่จะ เรียกว่าเพชร แล้วแถมยังมีเครื่องมือสำหรับขุดเพชรใน พระไตรปิฎก นั่นเอง, มีหีบ มีลัง มีกล่อง มีผอบที่จะใส่ เพชร ล้วนมีอยู่ในพระไตรปิฎก แม้กระทั่งกระสอบ หรือกระดาษ หรือเชือกถัก ที่จะห่อหุ้มหีบหรือกล่อง เหล่านั้น. ขอให้รู้จักพระไตรปิฎก ในลักษณะอย่างนี้ ว่า มีเพชรอยู่ในพระไตรปิฎก, มีเครื่องมือขุดอย่าง ครบถ้วน, มีภาชนะสำหรับจะใส่และหุ้มห่อ อยู่อย่าง ครบถ้วน. เห็นไหม ว่าในพระไตรปิฎกนี้ ส่วนไหน เป็นอะไร อย่างไร เท่าไร เพียงไร ; จะได้ถือเอาอย่าง ถูกต้อง ตรงตามที่ควรจะถือเอา. มิฉะนั้นกลัวว่า จะไปถือเอาผืนกระสอบห่อชั้นนอก ไม่เข้าถึงแม้แต่หีบ ที่ใส่เพชรไว้ แถมยังไม่มีเครื่องมือขุดหาเพชร แล้วจะ หาเพชรได้ที่ไหน, ฉะนั้น จึงขอร้องว่าให้สนใจเรื่องนี้ ให้มาก. อย่าเพิ่งเข้าใจไปว่า เป็นเรื่องหยาบคาย รุน เรง จ้วงจาบพระไตรปิฎก แม้แต่ประการใดเลย.
น.420 ๓๘ หัวใจของพุทธศาสนา ทีนี้ เราจะพูดกันถึงข้อที่ว่า พระไตรปิฎกนั้น หลายอย่าง. มีค่าอย่างไร ส่วนไหนมีค่าเท่าไร ? คนงมงายบางคนมักจะพูดว่า เหมือนกันทั้งหมด เลย รวมทั้งหีบทั้งลังทั้งกล่อง กระทั่งกระสอบห่อชั้น นอก เป็นหัวใจพุทธศาสนาไปหมด อย่างนี้มันไม่ถูก : มันต้องเอาเฉพาะที่เป็น เพชร ที่ดับทุกข์ได้ ว่าเป็น หัวใจของพุทธศาสนา. แต่ สิ่งที่เป็นหัวใจของพุทธ- ศาสนานั้น อาจจะหยิบ ออกมาได้หลายชนิดหลาย อย่าง หรือหลายรูปแบบ : เรื่องอริยสัจก็ดี คาถาพระ อัสสชิก็ดี ปฏิจจสมุปบาท ก็ดี ตถตาหรือสุญญตาก็ดี ล้วนแต่เรียกได้ว่า หัวใจ ของพุทธศาสนา ทั้งนั้น, แต่ว่ามันเป็นหัวใจในแง่ ของปริยัติบ้าง หัวใจใน แง่ของปฏิบัติบ้าง หัวใจ ในแง่ของปฏิเวธบ้าง ทีนี้ อะไรเล่า ที่จะเป็นหัวใจทีเดียวได้หมดทั้งของปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ ? นั่นคือพระพุทธภาษิตที่ได้ตรัสไว้ว่า สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย แปลว่า "สิ่งทั้งหลาย ทั้งปวง อันใคร ๆ ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น (ว่าเป็นตนหรือ ของตน)". สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย นั่นแหละ เป็นตัวเพชรเม็ดเดียวในพระไตรปิฎก หรือในพุทธ- ศาสนา, แต่ขยายออกไปเป็นรูปจำลองรูปอื่น ๆ ได้ หลายอย่าง มีคำตรัสไว้ที่ถือเป็นหลักได้ว่า ผู้ใดได้ยินได้ฟัง คำว่า "สิ่งทั้งหลายทั้งปวง อันใคร ๆ ไม่ควรยึดมั่น" ผู้นั้นชื่อว่า ได้ยินได้ฟังทั้งหมด ในพุทธศาสนา, ผู้ใดได้ปฏิบัติเพื่อความไม่ยึดมั่นถือมั่น ผู้นั้นชื่อว่า ได้ ปฏิบัติทั้งหมดในพุทธ ศาสนา, ผู้ใดได้รับผล ของการปฏิบัติ ในความ ไม่ยึดมั่นถือมั่นแล้ว ผู้นั้น ชื่อว่า ได้รับผลทั้งหมด ที่พึงได้รับจากพุทธ- ศาสนา, ดังนั้นธรรมะ ข้อนี้ จึงเป็นหัวใจของ พุทธศาสนา ทั้งในแง่ ของปริยัติ ทั้งในแง่ของ ปฏิบัติ และทั้งในแง่ของ ปฏิเวธ. ขอให้ท่าน ทั้งหลาย ได้รับเอาเพชรในพุทธ ศาสนา ที่เป็นชั้นหัวใจ คือพระธรรมที่เป็นคำ- สรุปหลักในพุทธศาสนา ทั้งหมด. การที่พูดว่า มี ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์นั้น เป็นการสมมติกันเอง ทีหลัง. ถ้าจะว่ากันให้ถึงที่สุดแล้ว เพชรนั้นมีเม็ด เดียวเท่านั้นแหละ แต่มันกระจายเรื่องราวออกไปได้ มาก เป็นเรื่องลักษณะ อาการ คุณค่า และอะไร ๆ ของ เพชรเม็ดนั้น จนกระทั่งถึงวิธีขุดเพชรอย่างไร กี่สิบ กี่ร้อยวิธีก็นำมากล่าวไว้หมด.
น.421 ๓๙ ความเป็นมาของพระไตรปิฎก ทีนี้ จะพูดกันถึงพระอาจารย์ชั้น หลัง : พระอา- จารย์ชั้นหลังต่อ ๆ มา จะเป็นชั้นไหนค่อยว่ากันทีหลัง, ท่านได้ยัดเอาหีบสำหรับใส่เพชร เข้าไปในพระไตรปิฎก ด้วย, ชั้นหลังต่อมาอีก ได้เอากระดาษห่อหีบชั้นนอก ยัดเข้าไปด้วย ได้แก่ข้อความที่เป็นโฆษณาชวนเชื่อ ที่ เป็นเรื่องปาฏิหาริย์ เรื่อง เทวดา สวรรค์วิมาน ภูต- ผีปีศาจเป็นอันมาก. มีผู้ กล่าวให้เชื่อกันว่า พระ ไตรปิฎกมีมาตั้งแต่สมัย ครั้งแรกที่ยังไม่ได้เป็น ปีฎก : ในการทำสังคาย- นาครั้งแรกที่สุดนั้น ยัง ไม่มีพระไตรปิฎก เพราะ ยังไม่ได้จารึกเป็นอักษร ลงในสิ่งใด ยังเรียกปิฎก ไม่ได้, จึงยังไม่มี. ยิ่ง กว่านั้น เกิดมีคำกล่าว ในอรรถกถาธรรมบท ที่ กล่าวไว้ให้คนชั้นหลังเข้า ใจว่ามี ในลักษณะที่เรียกว่า มุสาด้วยความหวังดี ก็ได้, แต่จะไม่เรียกอย่างนั้น เพราะท่านทำไปด้วยเจตนาดี อย่างบริสุทธิ์ใจ. ข้อความนั้นกล่าวว่า มีคนบวช ใหม่ทูลถามพระพุทธเจ้า ว่าบวชแล้วจะให้ทำอะไร ? พระพุทธเจ้าตรัสว่า ธุระมีอยู่ ๒ อย่าง คือคันถธุระ และวิปัสสนาธุระ. ถามว่าคันถธุระเป็นอย่างไร ? เขา เขียนให้พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่า คันถธุระคือการเรียน ปีฎกทั้งสาม หรือปีฎกใดปีฎกหนึ่ง ; ซึ่งเป็นทำนอง ว่า มีพระไตรปิฎกมาแล้ว ตั้งแต่สมัยที่พระพุทธองค์ ยังทรงพระชนมายุอยู่. ถ้ายอมให้พูดตรง ๆ ก็จะพูด ว่า : เป็นการหลับตามุสาโดยบริสุทธิ์ใจ อย่างเป็นเรื่อง เป็นราว. ก็พระไตรปิฎกนั้น จะมีไม่ได้ในครั้งที่พระ พุทธองค์ยังทรงมีชีวิตอยู่ และยังไม่จำเป็นที่จะต้อง ทำเป็นปีฎกดอก มีแต่ เรื่องธรรมวินัยที่สอนไว้ อย่างไร ก็จำสืบต่อกันมา ด้วยปาก. พอปรินิพ- พานลงไป สิ่งแรกที่กระ ทำคือสิ่งที่เรียกกันว่าสัง- คายนา เป็นการประชุม กันด้วยเรื่องที่ตรัสไว้ทั้ง หมด สอบถามจากผู้ที่ยืน ยันว่าได้ฟังมาเช่นนั้น ๆ ครั้นสอบถามได้ความแน่ นอนหรือถูกต้องแล้ว เป็นที่ยอมรับในที่ประชุมแล้ว ก็สวดข้อความนั้นพร้อม ๆ กันเป็นการสังคายนา เสร็จ แล้วจัดเรื่องที่ถือว่าถูกต้องแล้วเข้าเป็นพวก ๆ เรื่อง ยาว ๆ พวกหนึ่ง เรื่องขนาดกลางพวกหนึ่ง เรื่องขนาด สั้นพวกหนึ่ง และพวกที่จัดไว้เป็นหมวดตามจำนวนเลข มากน้อย นั้นอีกพวกหนึ่ง เป็น ๔ จำพวก แล้วก็ยังมี
น.422 ๔๐ อีกพวกหนึ่งในลักษณะเป็นพวกสำรอง คือจัดไว้สำหรับ เรื่องเบ็ดเตล็ด เพื่อการเติมเข้าหรือชักออกได้ตามพอใจ นี้เรียกว่าพวกเบ็ดเตล็ด. พวกเบ็ดเตล็ดหรือพวก ที่ ๕ นี้ ปรากฏว่าไม่ค่อยตรงกันในบรรดาประเทศที่มี พระไตรปิฎก มีมากน้อยกว่ากัน จนในครั้งหลังสุดนี้ มีการหยิบยืมมาเพิ่มเติมแก่กัน ในระหว่างประเทศที่มี พระไตรปิฎก, จึงมีครบ เหมือนกันหมด. ครั้งแรกทีเดียว มี พระธรรมคำสั่งสอน แบ่งเป็น ๔ พวก คือ ๔ นิกาย หรือ ๔ อาคม ข้อนี้มีเค้าเงื่อนที่เห็นได้ ทั้งฝ่ายเถรวาทและฝ่าย มหายานที่กล่าวถึงเถร- วาท, ต่อมาจึงได้มีนิกาย หรืออาคมที่ ๕ เข้ามา ดังที่กล่าวแล้ว. มหา ยานก็ยังคงยึดถือ ว่า เถรวาทมีหลัก ๔ อาคม อยู่. สำหรับพระไตร- ปีฎกฝ่ายเถรวาทเรานั้น การทำสังคายนาครั้งหลัง ๆ เป็นโอกาสให้เพิ่มเติมเรื่องต่าง ๆ เข้าไปได้ จนเป็น ๓ ปิฎกใหญ่ หรือ ๘๔,๐๐๐ ธรรมขันธ์ ตามที่ยอมรับกัน ในยุคหลัง ๆ. สำหรับในครั้งพุทธกาลนั้น เป็นไปไม่ได้ ที่จะมีเป็นปิฎก ๓ ปิฎก. ที่เป็นไปได้ ก็จะเป็นเพียง พวกเดียว อย่างที่ทรงใช้คำตรัสอยู่บ่อย ๆ ว่า "สุตตันตะ ทั้งหลาย" ตัวอย่างเช่นคำว่า สุญฺญตปฺปฏิสํยฺตฺตา สฺตฺตนฺตา เป็นต้น, หมายถึงหมวดหมู่แห่งสูตรต่าง ๆ ที่มุ่งแสดง เรื่องใดเรื่องหนึ่งเป็นพวก ๆ ไป. พวกฝรั่งนักศึกษาที่ คงแก่เรียน ทั้งในทางประวัติศาสตร์ โบราณคดี ภาษา ศาสตร์ ทางธรรมะ ได้ใช้คำที่คิดขึ้นมาคำหนึ่ง ว่า OLD SUTTA ซึ่งหมายถึงข้อความ ที่เป็นสูตรเก่า หรือ สูตรครั้งแรก ๆ คือเป็นตัวบันทึกในครั้งแรก ของพุทธ ศาสนา. คำคำนี้ เขา ไม่ใช้เรียกกับวินัย หรือ อภิธรรม, โดยเฉพาะ อภิธรรมนั้น เขาถือว่า เป็นของใหม่มาก. ใน ลักษณะเช่นนี้ หมาย ความว่า วินัยก็ดี อภิ- ธรรมก็ดี มีอยู่ในพวก เบ็ดเตล็ด รวมอยู่ใน ขุททกนิกาย ดังที่กล่าว ปรากฏอยู่ในคัมภีร์ สมันตปาสาทิกา. คำว่า "อภิธรรมปิฎก" ไม่มี ในปกรณ์ชั้นบาลี ที่เป็น คำตรัสของพระพุทธ- เจ้า เพิ่งมีมาในชั้นหลังรุ่นอรรถกถา เพราะร้อยกรอง ขึ้นเมื่อหลายร้อยปีล่วงมา จากพุทธปรินิพพาน, แต่ เชื่อมเนื้อความให้กลายเป็นว่า พระพุทธเจ้าได้เสด็จ ขึ้นไปตรัสในเทวโลก เมื่อยังทรงพระชนมายุอยู่ จนทำ ให้คนชั้นหลังเข้าใจไปว่า มีมาแล้วตั้งแต่ครั้งพุทธกาล. ถ้าเอาหลักกาลามสูตร ที่กล่าวแล้วข้างต้น มาจับดู ก็จะ หงายหลังกระจัดกระจายกระเด็นไปหมด เหลืออยู่แต่
น.423 ๔๑ คำว่า "ธรรมวินัย" ดังที่ ตรัสไว้ในมหาปเทสสี่ แห่ง มหาปรินิพพานสูตร เพื่อ ใช้เป็นหลักตัดสินในเมื่อ เกิดปัญหาขึ้นมา ว่ากรณี นั้นมีความถูกต้องอย่างไร คือบาลีที่ว่า "สุตฺเต โอ- สาเรตพฺพํ" และ " วินเย สนฺทสฺเสตพฺพํ". สรุป ความว่า ในครั้งแรก มี แต่พระธรรมวินัย ที่จัด ไว้เป็นเรื่องยาว เรื่อง ขนาดกลาง เรื่องสั้น และ เรื่องเป็นหมวด กระทั่ง เรื่องเบ็ดเตล็ด ซึ่งล้วน แต่ช่วยจำกันไว้ด้วยปาก ยังไม่เรียกว่าปิฎก หรือว่าเรียก ไม่ได้ เพราะยังไม่ได้จารึกลงในวัตถุสำหรับการจารึก ใดๆ เพิ่งมี หรือเพิ่งเรียกว่าปีฎกได้ต่อชั้นหลัง เมื่อ มีการจารึกแล้ว. เพชรเม็ดเดียวในพระไตรปิฎก ถ้าเราจะคัดเอาแต่เพชรแท้ ๆ เม็ดเดียวในพระ- ไตรปิฎก ก็ต้องเล็งถึงประโยคที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า "สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย" นั่นเอง ในฐานะ เป็นหัวใจของทั้งหมด คือทั้งของปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ. เพราะว่าถ้าได้ฟังได้ศึกษาเรื่องนี้ ก็เท่ากับว่าได้ฟังทั้ง หมด -นี้เป็นปริยัติ, ถ้าได้ปฏิบัติเรื่องนี้ ก็คือได้ปฏิบัติ ทั้งหมด - นี้คือปฏิบัติ, และถ้าได้รับผลของเรื่องนี้ ก็ได้ รับผลทั้งหมดของพุทธ- ศาสนา - นี้คือปฏิเวธ. ขอให้ทุกคนนึกถึงเรื่องที่ เราพูดกันมา ตั้งหลายครั้ง หลายหน คือเรื่อง สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย กันไว้เป็นหลักประจำใจ เถิด. ต่อมา ในวงการ ศึกษามีการอธิบายขยาย ความ เพื่อให้เข้าถึงหัวใจ หรือเพชรเม็ดหนึ่งนี้ เพิ่ม มากขึ้น. คำอธิบาย เหล่านี้ อาตมาจะเรียกว่า “เครื่องขุดเพชร". เพชร นั้นคือ ผลของความไม่ยึดมั่นถือมั่น. ในเรื่องความ ไม่ยึดมั่นถือมั่นนั้น ต้องไม่ยึดมั่นถือมั่น แม้ในเรื่อง ของความรู้ แม้ในเรื่องของการปฏิบัติ และแม้ในผล ของการปฏิบัติ คือมรรคผลนิพพาน : ไม่ยึดมั่นถือมั่น แม้แต่ในนิพพาน ว่าเป็นตัวตนของนิพพาน หรือ นิพพานเป็นตัวตนของเรา. อย่างนี้แหละ คือหัวใจ ของพุทธศาสนาในคำพูดประโยคเดียว คือในคำพูดที่ว่า "สิ่งทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น ไม่ว่าจะเป็นพวกสังขตะ ที่มีปัจจัยปรุงแต่ง และพวกอสังขตะ ที่ไม่มีปัจจัยปรุง แต่ง ทั้งหมดทั้งสิ้น : สพฺเพ ธมฺมา แปลว่า ธรรมทั้ง หลายทั้งปวง, นาลํ แปลว่า ไม่ควร, อภินิเวสาย แปล ว่า ฝังตัวเข้าไป คือยึดมั่นถือมั่น. ขอให้กำหนดจดจำ ความข้อนี้ ไว้ให้ดี ๆ อย่าให้ลุกขึ้นจากที่นี่แล้ว ลืม
น.424 หล่นหายหมด เหลือแต่ตัวกู-ของกู กลับไป การทำให้มากเป็นพระธรรม ๘๔,๐๐๐ ธรรมขันธ์ ข้อความสั้น ๆ เพียงประโยคเดียวนั้น ถูกขยาย ความออกไปจนกระทั่งเป็น ๘๔,๐๐๐ ธรรมขันธ์ หรือ ประเด็น : ที่เป็นเรื่อง ของวินัย ก็ดึงออกมาทำ ให้เป็นอภิวินัยยิ่งขึ้น เช่น พวกวินีตวัตถุ และอื่น ๆ ที่คล้ายกัน ผนวกกันเข้า กับวินัยเก่าเป็นเรื่องใหญ่ ขึ้นมา จนเป็นวินัยปิฎก ว่ากันว่ามี ๒๑,๐๐๐ ธรรม ขันธ์. แล้วก็ปรับปรุง คัมภีร์อภิธรรมปิฎกขึ้นมา เมื่อราว ๖๐๐ - ๗๐๐ ปี หลังพุทธกาล เอามาตั้ง เป็นอภิธรรมปิฎก. ต้อง สร้างเรื่องพระพุทธเจ้า เสด็จขึ้นไปเทศน์ที่สวรรค์ ชั้นดาวดึงส์ ให้เป็นฐานรองรับ, ไปกล่าวไว้ในอรรถ- กถาของคัมภีร์ธรรมบท ขุททกนิกาย, ไม่มีเรื่องนี้ กล่าวไว้ แม้ในอรรถกถาของคัมภีร์อภิธรรมปีฎกเอง เป็นที่น่าประหลาดอยู่. ถือกันว่าอภิธรรมปิฎกมีประ- มาณ ๔๒,๐๐๐ ธรรมขันธ์, แต่น่าประหลาดในข้อที่ว่า เมื่อจัดพิมพ์เป็นหนังสือชนิดเล่มสมุดขึ้นมาแล้ว กลับ มีปริมาณ น้อยกว่าสุตตันตปิฎก (ที่กล่าวว่ามีเพียง ๒๑,๐๐๐ ธรรมขันธ์) นั้น ตั้งเท่าตัว. แต่อย่างไรก็ดี ทั้งหมดนั้นควรจัดเป็นเรื่องเปลือกหีบ หรือตัวหีบ ที่ หุ้มห่อพระพุทธวจนะ, เพราะว่าอภิธรรมปิฎกทั้งหมด ก็คือการ ขยายความของสุตตะเก่า หรือสุตตันตะข้อ หนึ่ง ๆ ให้ละเอียดออกไป. ข้อนี้พิสูจน์ได้ โดยถ้า เป็นนักศึกษาวิญญูชน สำ รวจอภิธรรมปีฎกจบแล้ว ก็จะพบที่มาเดิมของข้อ ความนั้น ๆ ข้อใดข้อหนึ่ง ในสุตตะเก่า ได้ทั้งหมด เลย : เช่นคำ ๓ คำ ว่า กุศล อกุศล อัพ๎ยากฤต ก็อธิบายเสียยืดยาวเป็น หนังสือตั้งเล่มหนึ่ง แต่ ก็ไม่มีอะไรที่สูงไปกว่า เรื่องแนวสัญญานาสัญญาย- ตนะ ที่พระพุทธองค์เคย ทรงศึกษาในสำนักอุทก- ดาบสรามบุตร. ยังมี เรื่องอิทัปปัจจยตาปฏิจจ- สมุปบาท ที่ขยายความออกไป เป็นคัมภีร์มหาบัฏฐาน เป็นหนังสือตั้งหลายเล่ม แต่ก็ไม่ได้ชี้หนทางในการที่ จะปฏิบัติ เพื่อสกัดกั้นกระแสแห่งปัจจัยเหล่านั้น เอาไว้ เลย. แถมยังมีเรื่องตรรกะและปรัชญาของชาวอินเดียใต้ ที่มาบรรจุไว้ในคัมภีร์กถาวัตถุ อันวกวนและฟั่นเฝือเป็น การทำให้พุทธศาสนา สมบูรณ์ไปด้วยข้อความที่เป็น ๔๒
น.425 ๔๓ ปรัชญา หรืออภิปรัชญา ขึ้นมาอย่างไม่จำเป็น. ทั้ง หมดนี้เรียกว่า อธิบาย ขยายตัวออกไป ขยายตัว ออกไปเป็นเรื่องประกอบ มากออกไป จนมีลักษณะ เหมือนกับ หีบ หรือ ลัง หรือกระดาษห่อลังชั้น นอก ๆ ที่บรรจุผอบใส่ เพชรไว้ข้างใน. ขอให้ระวังให้ดี ๆ อย่าให้มาติดอยู่แค่กระ- ดาษห่อหีบ ห่อลัง อัน แสนจะสวยงาม, จะต้อง พยายามหาเครื่องขุดเพชร และพบเพชรเม็ดเดียวนั้นให้ได้. กระดาษห่อหีบห่อ ลังชั้นนอกสุดของพระไตรปิฎก มีลักษณะโฆษณาชวน เชื่อ เพื่อดึงมวลชนชั้นด้อยการศึกษาเข้ามาสู่พุทธ- ศาสนา ก็มีอยู่ ตัวอย่างเช่น จันทิมสูตร เรื่องราหูจับ พระจันทร์, สุริยสูตร เรื่องราหูจับพระอาทิตย์ และอา- ฎานาติยสูตร เรื่องเมืองยักษ์ ซึ่งล้วนแต่ไม่มีคำของ พระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นคำสอนธรรมะรวมอยู่ด้วยเลย. ทั้ง หมดเป็นคำของพระสังคีติกาจารย์ผู้ร้อยกรอง พระไตร- ปีฎกในครั้งหลัง. ท่านเล่าว่าราหูจับพระจันทร์อมไว้ใน ปาก พระจันทร์ร้องขอให้พระพุทธเจ้าช่วย ราหูได้ยินก็ ปล่อย แล้ววิ่งกระหืดกระหอบไปบอกนายของตัว ว่ามัน เกิดเรื่องอย่างนี้แล้ว ข้าพเจ้าต้องปล่อยพระจันทร์ ถ้า มิฉะนั้นศีรษะจะแตก ๗ เสี่ยง. แม้ในสุริยสูตร ก็มีเรื่อง อย่างเดียวกัน เพียงแต่ ว่าเป็นเรื่องที่เกิดเกี่ยวกับ พระอาทิตย์. เพราะเหตุที่มีกล่าว อยู่ในพระไตรปิฎก พุทธ บริษัทบางพวกสมัยนี้ ก็ ยังเชื่ออยู่ว่า พระจันทร์ เป็นเทพบุตรองค์หนึ่ง พระอาทิตย์ก็เป็นเทพบุตร องค์หนึ่ง ราหูจับไปคาบ ได้ จนร้องขอให้พระ พุทธเจ้าช่วย. เมื่อเป็น ดังนี้เราจะมอบพระไตร- ปีฎกให้แก่นักศึกษาแห่ง ยุคปรมาณู หรือพวกที่เคยไปเหยียบโลกพระจันทร์มา แล้วได้อย่างไร. ปัญหามีว่าควรจะปลดหรือฉีกข้อความ เหล่านี้ ออกเสียจากพระไตรปิฎกไหม ? นี่จะเรียกว่า มีของเกิน หรือของเหลือเฟือ เข้ามารวมอยู่ในพระ- ไตรปิฎกไหม ? และเป็นเพียงการเพิ่มขึ้นเพื่อการโฆษณา ชวนเชื่อ สร้างศรัทธา ในหมู่คนที่ยังเชื่อเช่นนั้นแห่ง ยุคโบราณโน้น เท่านั้นไหม ? การอ้างพระไตรปิฎกสวดภาณยักษ์ ยังมีสูตรที่น่าหัวอยู่อีกสูตรหนึ่ง ในคัมภีร์มัชฌิม นิกาย คือสูตรที่ชื่อว่า อาฏานาติยสูตร เป็นเรื่องราวของ พวกยักษ์ล้วน ๆ : มีหัวหน้ายักษ์ตนหนึ่งมาเฝ้าพระพุทธ องค์เล่าเรื่องเมืองยักษ์ โดยพิสดารถวายให้ทราบ ยืดยาว
น.426 ๔๔ เป็นชั่วโมง ๆ แล้วก็ขอร้องพระพุทธเจ้าให้สอนเรื่องนี้ แก่พระสงฆ์สาวกอุบาสกอุบาสิกา ให้รู้ไว้จำไว้ แล้วยักษ์ ทั้งหลายจะไม่เบียดเบียนคนเหล่านั้น. ฟังดูมันก็เข้าที่ อยู่ที่ว่าถ้ารู้เรื่องยักษ์แล้ว ยักษ์ทั้งหลายก็จะไม่เบียด เบียนคนเหล่านั้น. แต่เดี๋ยวนี้ มันรู้ชนิดที่ทำให้งมงาย ในเรื่องยักษ์นั่นเอง แล้วความงมงายทั้งหลาย ของคน เหล่านั้น มันก็จะเกิดเป็นยักษ์ตัวใหม่ แห่งโมหะอวิชชา ที่ร้ายกาจยิ่งไปกว่ายักษ์ตัวเดิม แล้วจะว่าอย่างไร. แต่มันเป็นเพราะฟังสืบ ๆ กันมา ทำตาม ๆ กันมา เชื่อเสียงเล่าลือที่ได้ฟังมา เพราะไม่อาศัยหลักกาลาม- สูตร จึงได้เอามาทำเป็นพิธีประเพณีสวดภาณยักษ์. พระโก่งคอร้อง ยักโข วา ยักขินี วา ให้ทายกทายิกาฟัง โดยอ้างว่ามีในพระไตรปิฎก, เดี๋ยวสวดที่นั่นเดี๋ยวสวด ที่นี่ จนเป็นปรัมปราสืบกันมาไม่อาจจะยกเลิก โดยไม่ คำนึงถึงกาลามสูตรข้อที่ ๒ ที่ว่า มา ปรมฺปราย คืออย่า รับถือเอาด้วยเหตุผลสักว่า ทำสืบตาม ๆ กันมานานแล้ว. นี่จะเป็นพุทธบริษัทชนิดไหนกัน ที่ยังต้องพึ่งยักษ์ พึ่งสวดมนต์เรื่องยักษ์ เพื่อให้ยักษ์คุ้มครอง เผลอๆ ก็ไปตีกระแป๋งกระป๋อง ไปช่วยไล่ราหูให้แก่พระจันทร์ เสียทีหนึ่ง ; ฉะนั้นสูตรชนิดนี้ ควรจะปลดออก หรือ "ฉีก" ออกเสียจากพระไตรปิฎกไหม. คนเป็นจำนวนล้าน ๆ ที่ประกาศตัวเป็นพุทธ- บริษัทตามแบบของตน ๆ คงจะพากันค่าอาตมา ว่าจ้วง จากพระไตรปิฎกโดยกล่าวว่า พระไตรปิฎกนี้ควรปลด ออกหรือฉีกออกเสียบางส่วน ก่อนแต่ที่จะหยิบยื่นให้แก่ มนุษย์นักศึกษาแห่งยุคปรมาณู. ขอให้คิดดูเถิด ถ้าคงไว้
น.427 ๔๕ ทั้งหมด คือมีทั้งเพชร มีเครื่องขุดเพชร มีหีบหรือ กล่องใส่เพชร มีกระดาษหรือกระสอบห่อหีบข้างนอก แต่แล้วก็มาติดอยู่แค่กระสอบห่อชั้นนอก มันจะได้ ประโยชน์อะไร. มันควรจะพังทลายของหุ้มชั้นนอก เพื่อเข้าถึงส่วนหัวใจชั้นใน มิใช่หรือ ? อาจารย์ชั้นหลัง คงจะมองเห็น ว่าคนมันยังเชื่อ ว่า พระจันทร์ พระอาทิตย์ พระราหู เป็นเทพบุตร ก็เลย พูดให้เป็นอย่างนั้นเสียเลย เพื่อให้สามารถเรียกคนทั้ง หมดมารับนับถือพระพุทธเจ้า. ดู ๆ มันก็เป็นอุบาย เหมือนกัน อุบายลัดสั้นที่ช่วยให้คนงมงาย ทั้งหลายทั้ง ปวง จะได้มานับถือพระพุทธเจ้า, เพราะการทำอย่างนั้น สามารถจะช่วยพระจันทร์พระอาทิตย์ โดยขับพระราหู ไปเสียได้ แล้วคนพวกที่ไปเหยียบพระจันทร์ จนฝุ่น ในแผ่นดินพระจันทร์ติดเท้ามาแล้ว เขาจะคิดอย่างไร. นี่มันน่าหัวหรือไม่น่าหัว ก็ขอให้ลองคิดดู. ในกรุงเทพฯ นั่นแหละ ยังมีคนตีป๋องตีแป๋ง ยิงปืนเมื่อมีจันทรคราส สุริยคราส ไหม ? เดี๋ยวนี้ยังมี แม้ในกรุงเทพฯ อย่าว่าแต่บ้านนอกเลย. ท่านเจ้า พระยาธรรมศักดิ์มนตรี สมัยเป็นเสนาบดีกระทรวง ธรรมการ ก็เขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ว่า คืนหนึ่งสะดุ้งตื่น ด้วยเสียงเอ็ดตะโรตีป๋องตีแป้งยิงปืนดังลั่นไปหมด ลุก ขึ้นมาถามว่าอะไรกัน ก็ได้ความว่าคนกรุงเทพฯ นั่น แหละทำอย่างนั้นเพื่อช่วยพระจันทร์ ตามที่เคยทำกัน มา. ท่านก็ถามตัวเองเปรย ๆ ว่า ถึงเวลาหรือยัง ที่ รัฐบาลจะประกาศบังคับใช้ พระราชบัญญัติประถม ศึกษาที่กำลังรออยู่. เมื่อในกรุงเทพฯ เอง ก็ยังทำ อย่างนั้น ท่านก็รู้สึกว่าถึงเวลาและมีเหตุผลแล้ว ที่จะ ประกาศพระราชบัญญัติประถมศึกษาบังคับ ในที่สุด
น.428 ๔๖ ก็มีการประกาศใช้กฎหมายนี้ โดยหวังว่าเมื่อคนรู้หนังสือ ฉลาดทั่วกันแล้ว จะได้ไม่ต้องช่วยสูรย์ช่วยจันทร์กันใน ลักษณะอย่างนั้น แล้วพูดแก้เก้อกับพวกฝรั่ง ว่าที่ทำ เช่นนั้น เป็นการแสดงความยินดีให้เกียรติแก่โหร ว่า คำนวณเวลาได้แม่นยำ. ถ้าพลเมืองเรียนหนังสือ รู้วิทยาศาสตร์ รู้ธรรม ชาติ ว่าดวงอาทิตย์ดวงจันทร์ถูกเงาของโลกไปบัง ปรากฏเป็นสุริยคราส จันทรคราส แล้วก็จะได้หยุดช่วย สูรย์ช่วยจันทร์ ชนิดที่แสนจะหนวกหู อย่างที่ทำกันอยู่ เป็นปรัมปรานี้เสียที. เดี๋ยวนี้พระราชบัญญัติประถม ศึกษาบังคับใช้มาตั้งหลายสิบปีแล้ว มันก็ยังมีการช่วย สูรย์ช่วยจันทร์กัน ด้วยการตีแป้งตีป๋องตีฆ้องตีระฆัง ยิงปืนอะไรกันอยู่ เรียกว่าไม่เป็นพุทธบริษัทผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน เอาเสียเลย. นี่ เราจะสงวนเอาไว้สำหรับ ทำกันอย่างนี้ต่อไป โดยอ้างสูตรในพระไตรปิฎกเป็น หลัก ซึ่งมันจะกลายเป็นปรัมปราต่อไปอีก ไม่มีที่สิ้น สุด โดยจะมีการบอกกล่าวเล่าลือกันต่อไป ว่ามีที่อ้างใน พระไตรปิฎก. ถูกแล้ว มีในพระไตรปิฎก แต่มันเป็น พระไตรปิฎกของคนชั้นหลัง ที่ทำขึ้น ๆ ในลักษณะหุ้ม ห่อของเดิม. ถ้ายึดมั่นถือมั่นเอาไว้ ก็จะได้ตีกระป๋อง กันต่อไปตลอดชั่วโคตร เพราะอ้างได้ว่ามีอยู่ในพระไตร ปีฎก เมื่อพระไตรปิฎกประเภทนี้ยังมีอยู่. ยอมให้ด่าทั้งเมือง ทีนี้ อาตมาขอรับบาป ใครจะด่ากันทั้งบ้าน ทั้งเมืองก็ด่าเถอะ อาตมาก็ยังบอกว่า พระไตรปิฎก เป็นอย่างนี้ คือถูกใช้เป็นเครื่องอ้างสำหรับทำอะไร ที่
น.429 ๔๗ มิใช่ของพุทธศาสนาอยู่บางอย่าง และมันเป็นเช่นนี้เอง. แต่ถ้าจะพูดกับนักศึกษาอันเป็นชาวโลกยุค ปรมาณูนี้ก็จะพูดว่า สำหรับพวกท่านทั้งหลายนั้น พระ ไตรปิฎกนี้มีส่วน ที่ควรปลดออกหรือฉีกออกได้สัก ๓๐ เปอร์เซ็นต์ คือสูตรเรื่องราหูจับอาทิตย์ ราหูจับจันทร์ เรื่องเมืองยักษ์และเรื่องอื่น ๆ ที่คล้ายกัน, และเรื่องที่ กล่าวไว้สำหรับภิกษุโดยเฉพาะ ไม่เกี่ยวกับพวกท่าน, ตลอดถึงเรื่องบางอย่าง มีข้อความในลักษณะเป็นสัสสต. ทิฏฐิ เป็นตัวเป็นตน เป็นคนคนเดียวกันเวียนว่ายตาย เกิด อันเป็นลักษณะของทิฏฐินอกพุทธศาสนา. ปลด ออกแล้วจะเหลืออยู่ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ทีนี้ ถ้าเป็นครูบาอาจารย์แห่งนักศึกษายุค ปรมาณู เป็นฝรั่งมังค่า เป็นนักวิทยาศาสตร์ นักโบราณ คดีตัวแท้ตัวยง เคยศึกษามาอย่างแตกฉาน มาลูบคลำ พระไตรปิฎกแล้ว เขาจะรู้ว่าอะไรเป็นอะไร ได้ด้วยตน เอง. ครูบาอาจารย์ประเภทนี้ ไม่เชื่อด้วยตนเองอยู่ แล้วว่า พระไตรปิฎกทั้งหมดนั้น เป็นของเดิมแท้ของ พุทธศาสนา : เขารู้ว่าอะไรเป็นของใหม่ อะไรเป็นของ เก่า แล้วสามารถเลือกเชื่อแต่ของเก่า ที่เรียกว่าสุตตะ เก่า หรือ OLD SUTTA เฉพาะที่เข้ากันได้กับการวินิจ ฉัยโดยกาลามสูตร. ฉะนั้น ถ้าเอาพวกนักวิทยาศาสตร์ นักศึกษาโบราณคดีครูบาอาจารย์ชั้นพิเศษ เป็นหลัก แล้ว พระไตรปิฎกสำหรับจะหยิบยื่นให้แก่คนพวกนี้ ยังอาจจะปลดออกได้อีกสัก ๓๐ เปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะ อย่างยิ่ง คืออภิธรรมปิฎกซึ่งได้วินิจฉัยกันแล้วข้างต้น รวมทั้งคัมภีร์วิมานวัตถุ เปรตวัตถุ และอื่น ๆ ที่มี ลักษณะอย่างเดียวกัน.
น.430 ๔๘ (รูปภาพพุทธทาสภิกขุ) ถ่ายทอดความคิดจากโพธิสัตว์ เมื่อปลดออกอีก ๓๐ เปอร์เซ็นต์ รวมเป็น ๖๐ เปอร์เซ็นต์แล้ว ยังเหลืออยู่อีก ๔๐ เปอร์เซ็นต์จากของ ทั้งหมด ก็ยังมีมากมายมหาศาล คือมากกว่าคัมภีร์ไบเบิล คัมภีร์อัล - กูรอ่าน มากกว่าคัมภีร์ของศาสนาอื่นอีกตั้ง หลายเท่าตัว ทั้งที่ลดลงเสียตั้ง ๖๐ เปอร์เซ็นต์. ทีนี้ ที่เหลือ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ก็เอามาเลือกเฟ้นได้โดยง่าย พบเครื่องขุดเพชร แล้วก็ขุดเพชร พบเพชรที่เรียกว่า หัวใจของพระไตรปิฎก คือเพชรเม็ดเดียว ได้แก่หลัก คำสอน และการปฏิบัติ และผลของการปฏิบัติ ที่ว่า "สิ่งทั้งปวงอันใคร ๆ ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น". อาตมายอมให้ด่า จะด่าว่าเป็นอะไรก็ได้ ซึ่ง คงจะด่าว่า เป็นคนนอกศาสนาจ้วงจาบพระไตรปิฎก เป็นส่วนใหญ่. แต่ขอให้ดูให้ดีเถิด อาตมาไม่ได้จ้วง จากพระไตรปิฎก เพียงแต่ต้องการให้ทุกคน เข้าถึง หัวใจของพระไตรปิฎก. ไม่ใช่จ้วงจาบพระไตรปิฎก แต่บอกให้รู้ว่า พระไตรปิฎกทั้งหมดนั้น มีส่วนที่เป็น เปลือกก็มี เป็นหีบใส่ก็มี เป็นผ้ากระสอบหุ้มชั้นนอก สุดก็มี เป็นเครื่องขุดเพชรก็มี, ขออย่าได้มัวไปติด ใน ส่วนที่เป็นเปลือกหุ้มชั้นนอก เพื่อจะเอามาอ้างสำหรับ ทำอะไร ได้อย่างงมงายเลย. ขอให้ท่านทั้งหลาย ทะลุ เปลือกหุ้มชั้นนอกเข้าไปตามลำดับ จนถึงเครื่องมือขุด เพชร คือปฏิบัติอย่างไรจึงจะได้เพชร กล่าวคือความ หลุดพ้น ไม่ยึดมั่นถือมั่นสิ่งใด โดยประการทั้งปวง ทั้งนี้ ถ้ามีการปฏิบัติธรรม มันก็เป็นการขุดเพชร. นี่เรียกว่าหมดปัญหาสำหรับพุทธบริษัท. แต่ถ้ายังตี กระป๋องตีปี๊บ จุดประทัดไล่ราหูอยู่ สวดภาณยักษ์ป้อง กันยักษ์อยู่ ก็ตามใจ เพราะมีที่อ้างอยู่ในพระไตรปิฎก ด้วยเหมือนกัน.
น.431 ๔๙ อาตมาถือว่า ถ้าเอาหลักกาลามสูตร ๑๐ ประการ มาจับกับพระไตรปิฎกส่วนที่สนับสนุนการตีป๋องตีแป๋ง โดยเฉพาะแล้ว พระไตรปิฎกส่วนนี้ ก็จะกระเด็นหาย ไปหมดเลย ไม่มีเหลือ เพราะเป็นสิ่งที่ใส่เข้ามาทีหลัง ในการสังคายนาครั้งหลัง ๆ ในการสังคายนาครั้งแรก ยังไม่มีพระไตรปิฎก แต่ก็มาพูดกันในบัดนี้ ว่ามีพระ- ไตรปิฎกมาแล้วตั้งแต่การทำสังคายนาครั้งแรก. นั่น เป็นเพราะไปหลงตามคำกล่าวชั้นหลังๆ เมื่อเขามีพระ- ไตรปิฎกเต็มรูปในแบบปัจจุบัน. การเทศน์สังคายนา ที่กล่าวให้เข้าใจว่า มีพระไตรปิฎกมาแล้วตั้งแต่การทำ สังคายนาครั้งแรกนั้น ไม่ตรงกับความจริง. ถ้าอาศัย หลักกาลามสูตรแล้วมันก็ต้องกล่าวอย่างอื่น คือกล่าวว่า มีแต่ธรรมวินัย ที่ท่องจำไว้ด้วยปาก ยังไม่ได้จารึกลง ไปให้เป็นปีฎก : มีไว้ทั้งที่จัดเป็นเรื่องยาว เป็นเรื่อง ขนาดกลาง เป็นเรื่องสั้น และเรื่องเป็นหมวด ๆ ตลอด ไปถึงเรื่องเบ็ดเตล็ด, ยังไม่มีคำว่าพระไตรปิฎกใช้. ถ้าย้อนไปพิจารณาถึงเหตุการณ์เมื่อพระพุทธ- เจ้าจะปรินิพพาน ก็มีที่ตรัสไว้เป็นหลักว่า ถ้าเกิด ปัญหาทางข้อความในธรรมวินัยขึ้นมาแล้ว ขอให้เอา ปัญหานั้น ไปหยั่งดูในสูตร (สุตฺเต โอสาเรตพุพํ) ทดสอบดูในวินัย (วินเย สนฺทสฺเสตพฺพํ). ท่านใช้คำ ๒ คำนี้เท่านั้น คือหยั่งดูหรือทดสอบดู ในธรรมหรือ วินัย ดังบาลีข้างบน, ไม่มีคำว่า ไปทดสอบหยั่งดู ในไตรปิฎก หรือแม้ในอภิธรรมก็ไม่มี. นี้เป็นเครื่อง แสดงว่าในครั้งพุทธกาล หรือในยุคสังคายนาครั้งแรก นั้น มีแต่สิ่งที่เรียกว่าพระธรรมและวินัย ที่จำไว้ด้วย ปาก. ครั้นเอามาเขียนเป็นตัวหนังสือเข้าในยุคหลัง รุกฺขมูลเสนาสนํยังไม่ลืม (รูปภาพพุทธทาสภิกขุ)
น.432 ๕๐ ก็เรียกว่าปิฎกหรือตำราได้. ครั้งแรกยังไม่มีการเขียน ลงเป็นตัวอักษร มีแต่การช่วยจำไว้ในใจ เสมือนหนึ่ง เอาเนื้อเอาตัว เอาหัวใจของมนุษย์นั่นแหละ เป็น กระดาษบันทึกธรรมวินัยไว้. ของขวัญที่เป็นเพชร เท่าที่กล่าวมานี้ เรียกว่าอาตมาได้บอกสิ่งที่ เป็นเพชรในพระไตรปิฎก ให้แก่ท่านทั้งหลายในวันนี้ ในฐานะเป็นของขวัญ รวมทั้งเครื่องอุปกรณ์การขุด เพชรด้วย. แต่ส่วนที่เป็นเปลือกเป็นหีบ หรือกระดาษ ห่อหีบห่อลังนั้นไม่ประสงค์จะให้. แต่ถ้าใครอยากจะ เอา ก็เอาเถอะจะได้ช่วยตีปี๊บตีกระป๋องช่วยพระอาทิตย์ พระจันทร์ หรือสวดภาณยักษ์กันโครม ๆ ต่อไป เพราะ มันก็มีที่อ้างในพระไตรปิฎก ซึ่งเป็นพระไตรปิฎกรุ่น หลังอันมีตั้ง ๘๔,๐๐๐ ธรรมขันธ์ ขึ้นมาแล้ว. ของเดิม แท้ ๆ ที่เป็นชั้นหัวใจ มีประโยคเดียวสั้นๆ ว่า "ธรรม ทั้งปวงอันใคร ๆ ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น" นั่นแหละ เป็น เสมือนเพชรเม็ดเดียว. วิธีปฏิบัติกาลามสูตร ทีนี้ ก็อยากจะพูดถึงวิธีปฏิบัติ : ตามที่กล่าว เป็นข้อห้ามไว้ ๑๐ ประการนั้น ไม่ได้หมายความว่า ห้ามมิให้แตะต้องสิ่งเหล่านั้นเอาเสียเลย ; แต่ว่ามีอะไร มาให้ฟังก็ฟัง มีอะไรมาให้ดูก็ดู มีอะไรเล่าลือมาก็ฟัง แต่แล้วไม่เชื่อทันที คือไม่ถือเอาทันที สำหรับการ ปฏิบัติตาม, หากแต่นำมาพิจารณาใคร่ครวญดู ว่ามันจะ ดับทุกข์ได้หรือไม่. ถ้าเห็นวี่แววว่าจะดับทุกข์ได้ ก็ลอง ปฏิบัติดู. ถ้าดับทุกข์ได้แล้ว จึงค่อยเชื่อ หรือถือเอา เป็นหลัก : แม้พระไตรปิฎก นั้นก็อ้างอิงได้ แต่ให้ถูก หัวใจของพระไตรปิฎก หรือส่วนที่ดับทุกข์ได้จริง, อย่า ให้ไปถูกเข้ากับเรื่องเปลือก หรือลัง หรือกระดาษห่อลัง ชั้นนอกเลย. สำหรับตรรกวิธี หรือ Logic อันวิเศษ ของพวกฝรั่ง ก็เอามาใช้ได้ถ้ามีเวลาพอ, เอามาจับพระ- ไตรปิฎกดู เพื่อช่วยให้พบเพชรที่มีอยู่ในพระไตรปิฎก ทั้งหมด ได้โดยง่าย. แม้ปรัชญาวิธี หรือ Philosophy นั้นก็เหมือน กัน, ถ้าใครชอบ หรือถึงกับบูชาวิธีนี้ ก็เอามาใช้เพื่อจับ หลักพุทธศาสนาดูได้. แต่ขอให้ รู้ไว้ว่า พุทธศาสนานั้น มิใช่ ปรัชญาหรือ Philosophy. พุทธ- ศาสนาเป็นวิทยาศาสตร์ มีวิธี การและหลักการอย่างวิทยา- ศาสตร์และเป็นศาสนาที่ทนต่อ การพิสูจน์ด้วยวิทยาศาสตร์. จะ เอาวิธีทางปรัชญา มาค้นให้พบ หัวใจพุทธศาสนาก็ได้ แต่พบ แล้ว ยังไม่เชื่อทันที ต้องลอง ปฏิบัติทดสอบดูก่อน.
น.433 ๕๑ ที่นี้ เรื่องที่เกี่ยวกับความเห็น หรือทิฏฐิของตน นั้น ต้องให้มันเป็นไปตามหลักของยถาภูตสัมมัปปัญญา เห็นจริงด้วยตนเอง ว่าจะดับทุกข์ได้อย่างไร. จะฟัง คำพูดของผู้มีลักษณะน่าเชื่อ ก็พังได้, แม้แต่ผู้ที่เป็น ครูของตนเอง ก็พังได้ แต่ไม่เชื่อทันที โดยเอามาใคร่- ครวญหรือทดลองปฏิบัติดู จนเกิดยถาภูตสัมมัปปัญญา เสียก่อน. พระสารีบุตรก็ถือหลักอันนี้ และกล้าทูล เฉพาะพระพักตร์พระพุทธเจ้า ว่าถือหลักอย่างนี้ ยอมถูกด่า เพื่อประโยชน์แก่ผู้ฟัง การกล่าวอย่างรุนแรงและเฉียบขาดเช่นนี้ มัน ต้องถูกโกรธและถูกด่าแน่ ในเมื่อนำไปกล่าวกับคนทั่ว ไป ที่ไม่มีหลักกาลามสูตร เป็นเครื่องยึดถือ. เอาละ อาตมายอมทุกอย่างแล้ว จะด่ากันสักกี่ล้าน ๆ คนก็ตามใจ ยินดีที่จะพูดอย่างนี้ เพื่อให้เพชรเม็ดเดียวในพระไตร ปีฎก โผล่ออกมาจากเครื่อง หุ้มห่ออันแสนจะรกรุงรังไป เสียหมดแล้ว. ถ้าหากว่าจะ เชื่อธรรมะกัน เหมือนอย่าง เชื่อราหูอมจันทร์ได้ ก็จะดี : ได้ยินว่า พอเห็นราหูอมจันทร์ แล้วก็ขนลุกกันทั้งนั้น เพราะ มันเชื่อว่าเทพบุตรนั้นถูกราหู กัดกิน, เพราะมันเชื่อจึงขน ลุก. แต่ที่เชื่อธรรมะทำไม จึงไม่เชื่อกันถึงกับขนลุกบ้าง ล่ะ, นั่นเพราะมันไม่รู้ เพราะ มันเข้าไม่ถึง. ดังนั้นขอให้ถือว่า เพชรเม็ดเอกใน พระไตรปิฎกนั้น มีอยู่จริง แล้วก็มีเครื่องมือขุดเพชร เครื่องเจียระไนเพชร และอื่น ๆ ที่เนื่องกันอย่างมากมาย มีไว้ให้เต็มไปหมด แถมยังมีกล่องมีหีบมีลัง สำหรับ ใส่ข้างนอก แล้วหุ้มด้วยกระดาษห่อนอก อีกหลาย ๆ ชั้น. เครื่องหุ้มเหล่านี้ชั้นนอกสุด มีลักษณะเป็น เครื่องโฆษณาชวนเชื่อ ที่ถูกต้องตามรสนิยม ของคน ประเภทไร้การศึกษา ได้แก่สูตรเรื่องจันทรคราส สุริย- คราส และอาฏานาติยสูตร เป็นต้น. เชื่อกันทั้งบ้าน ทั้งเมือง แม้ในกรุงเทพฯ ที่ถือกันว่าเป็นศูนย์กลาง แห่งการศึกษาและความเจริญ ก็ยังจุดประทัดตีกระป๋อง ตีระฆังช่วยจันทร์และสวดภาณยักษ์กันโครม ๆ นี่มัน มีความเป็นพุทธบริษัทกันกี่มากน้อย เป็นสิ่งที่น่าใคร่- ครวญดู. เพราะฉะนั้น ขอให้พวกเราคุ้นเคย คุ้นเคย คุ้น เคย กันให้มากที่สุด กับหลักกาลามสูตรทั้ง ๑๐ ข้อดังที่
น.434 ๕๖ กล่าวแล้วนี้ และนำไปใช้ให้สำเร็จประโยชน์ ก็จะเป็น อันกล่าวได้ว่า อาตมาได้มอบของขวัญชั้นเลิศให้แก่ท่าน ทั้งหลาย กล่าวคือเสรีภาพในการที่จะรับถือพระธรรม ประจำชีวิต ซึ่งเป็นการกระทำให้ได้พบเพชรเม็ดหัวใจ ในพระไตรปิฎก ให้หลุดพ้นจากเครื่องหุ้มห่อภายนอก กล่าวคือขนบธรรมเนียมประเพณีรีตอง ที่เพิ่งเกิดมาก ขึ้น เพื่อประโยชน์ให้คนยึดเกี่ยวกับศีลธรรม สำหรับ คนที่ยังไม่อาจเรียนรู้ปรมัตถธรรม คือเรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา. พยายามให้มีของยึดชั้นนอก ๆ ไกล ออกมา ๆ จนกลายเป็นเรื่องที่เหมาะสำหรับเด็ก หรือคน ที่ไร้การศึกษา จะได้ยึดถือกันไปพลางก่อน โดยหวัง ว่าโตขึ้นหรือมีการศึกษาแล้ว ก็จะเลื่อนชั้นตัวเองได้ เข้าไป ๆ จนพบหัวใจพระไตรปิฎก. แต่บัดนี้สังเกตเห็น ได้ว่า โตแล้วมีการศึกษาแล้ว ก็ยังไม่มีการเลื่อน, นี้จะ ทำอย่างไรกันดี. ถ้าเราขุดเพชรได้ การรู้จักใช้เครื่องมือขุดเพชรอันยิ่งใหญ่ กล่าวคือ กาลามสูตร ๑๐ ประการนี้ เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับพวกเรา อยู่ตลอดเวลา. พวกเรานี่แหละ ทุกคนมีภาวะแห่งตน ที่เกี่ยวกับเรื่องกาลามสูตรอยู่ตลอดเวลา แต่แล้วก็ใช้ ไม่เป็น; มันจึงมีแต่การฟังบอกตาม ๆ กันมา ปฏิบัติ ตาม ๆ กันมา เชื่อตามเสียงที่เล่าลือกันอยู่ แล้วก็มัวอ้าง พระไตรปิฎก ส่วนที่เข้ากันได้กับความเชื่อ และทิฏฐิ ความคิดเห็นของตน. ที่ฉลาด ก็ใช้หลักตรรกะบ้าง ใช้หลักนยะหรือฟีโลโซฟี่บ้าง, ที่เป็นนักคิดหัวดื้อ ก็เอา แต่ทิฏฐิของกู ตามที่มีอยู่อย่างไร หรือว่าถ้ามันตรงกับ ความคิดของฉัน มันก็ต้องถูกซิ นี่แหละ คือเหตุที่ทำ ให้โต้เถียงหรือทะเลาะกัน. ถ้าเราขุดเพชรได้ เราจะพบพระพุทธเจ้า พระ ธรรมของพระพุทธเจ้า และวิธีปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ ตาม แบบของพระพุทธเจ้า ; ถ้ามิฉะนั้นแล้ว เราก็จะพบ แต่เปลือกของพระไตรปิฎก เข้าถึงเพียงชั้นเปลือกของ พระไตรปิฎก อย่างดีก็เปลือกของพระพุทธเจ้า อย่าง ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า ผู้ใดไม่เห็นธรรม ผู้นั้นไม่เห็นเรา แม้ว่าจะจับมุมจีวรของเราถืออยู่ ซึ่งมันก็อยู่ในประเภท เดียวกันนั่นแหละ คือมีแต่ยึดถือพระพุทธเจ้าที่เป็น บุคคล หรือสัญญลักษณ์ หรือของแทนบุคคล เป็นที่ น่าสังเวชสำหรับพุทธบริษัทเอง. เมื่อพระพุทธเจ้ายัง ทรงพระชนม์ชีพอยู่ ก็ทรงปฏิเสธร่างกายแท้ ๆ ของ ท่าน ที่ยังดำเนินไปมาอยู่ได้นั่นแหละ ว่าไม่ใช่ตถาคต. แม้ในปัจจุบันนี้ คนเรายังเห็นธรรมะไม่ได้ เข้าถึง
น.435 ๕๓ ธรรมะไม่ได้. ผู้มีปัญญา ต้องการจะช่วยคนเหล่านี้ จึงเอา วัตถุขึ้นมาใช้แทนองค์พระ- พุทธเจ้า เช่นพระสารีริกธาตุ พระพุทธรูป พระพุทธบาท อะไรทำนองนี้ เพื่อเป็นเครื่อง ยึดถือชั้นนอกเข้าไว้ก่อน แล้ว เลื่อนเข้าไปหาชั้นในตามลำดับๆ, และเราน่าจะรู้สึกว่า เราเป็น พุทธบริษัทชนิดนี้กันมาเป็น สิบ ๆ ปีแล้ว จวนจะเน่าเข้า โลงแล้ว มันน่าจะเลื่อนต่อไป ถึงขั้นกลางหรือถึงชั้นในได้ ก็จะ เป็นการดี. โลกสมัยนี้ ต้องการ พุทธศาสนาชั้นหัวใจมาเป็นเครื่องแก้ปัญหา เดี๋ยวนี้ มันเป็นปัญหาตรงที่พวกเรา เอาแต่ จะฟังตาม ๆ กันมา ทำตาม ๆ กันมา เชื่อเสียงเล่าลือ ตาม ๆ กันมา มีศรัทธาสักว่าเชื่อตาม ๆ กันมา จึงเป็น สิ่งจำเป็นที่จะต้องพูดกันด้วยเรื่องนี้ ให้เป็นที่เข้าใจ. ถ้า ปฏิบัติตามหลักกาลามสูตร ๑๐ ประการนั้นแล้ว จะเข้า ถึงพระรัตนตรัย คือพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์ที่เป็น องค์จริง ไม่ใช่ติดอยู่แค่เปลือก. ขอให้พิจารณาในการ ใช้หลัก ๑๐ ประการนั้น ให้สำเร็จประโยชน์เถิด, เพชร เม็ดเดียวในพระพุทธศาสนา ก็จะไม่ไปไหนเสีย. พุทธศาสนาสำหรับยุคปรมาณู เอ้า ทีนี้ขอพูดออกไปนอกวงหน่อย ตีวงกว้าง ออกไปยังโลกวิทยาศาสตร์ ซึ่งจะขอพูดว่า ถ้าเรารู้จัก ใช้หลักกาลามสูตร ๑๐ ประการนี้กันแล้ว จะทำให้ พุทธศาสนา เด่นออกมา อย่างเหมาะสมสำหรับยุค ปรมาณู. ในยุคปรมาณูที่เจริญด้วยวิทยาการในระดับนี้ ศาสนาบางศาสนาซึ่งอย่าต้องออกชื่อเลยนะ กำลังจะ ถอยกลับ กำลังหดตัว หรือถึงกับจะต้องหายไปใน ที่สุด เพราะว่า ยิ่งวันยิ่งไม่เหมาะสำหรับยุคปรมาณู พุทธศาสนาจะเป็นศาสนาที่เหมาะสม และสามารถ เผชิญหน้ากับยุคปรมาณู อย่างคงกระพันชาตรี. ถ้าลอก พุทธศาสนาชั้นเปลือกนอกออกเสียให้หมด ไม่มีการ ประพฤติกระทำอย่างชั้นเปลือก โดยอาศัยเครื่องมือ วิเศษกล่าวคือกาลามสูตร ๑๐ ประการ เราก็จะมีพุทธ- ศาสนาที่เหมาะสมสำหรับยุคปรมาณู ดังที่กล่าวนั้น ; ดังนั้น เราจึงต้องพูด ต้องศึกษา ต้องปฏิบัติเรื่อง กาลามสูตร เพื่อว่าเราจะได้ช่วยกันผดุงพระพุทธศาสนา
น.436 ๕๔ ไว้ ในลักษะที่บริสุทธิ์ผุดผ่อง และเหมาะสมสำหรับ ยุคปรมาณู ได้. ทีนี้ ยังมีคนอีกพวกหนึ่ง ที่เขาประกาศว่าเป็น ผู้พิทักษ์พุทธศาสนา แต่ก็ทำกันอย่างหลับหูหลับตา จึงพิทักษ์กันได้แต่ชั้นเปลือก. ถ้าจะพิทักษ์กันถึงเนื้อ ใน ก็ขอให้รู้จักใช้หลักกาลามสูตร จึงจะสามารถพิทักษ์ พุทธศาสนาที่เป็นเนื้อในเนื้อแท้ หรือเป็นเพชรได้ หรือเป็นพระพุทธเจ้าพระองค์จริงได้ โดยแน่นอน. ทีนี้ มาดูกันจากภายนอกอีกที ว่ากาลามสูตร นี่แหละจะเป็นเครื่องซักฟอก ขูดล้างความงมงายต่าง ๆ ออกไป จะรักษาความถูกต้องเอาไว้ได้. ความยึดถือ อย่างงมงาย เสพติดอย่างเฮโรอีนนั้น ล้างออกยาก ต้อง ใช้ของที่มีอำนาจวิเศษ และรุนแรงทันกัน กล่าวคือ กาลามสูตรเท่านั้นแหละ ที่จะขจัดความงมงายอันเกี่ยว กับศาสนา ที่กลายเป็นเฮโรอีนทางวิญญาณ หรือทาง ศาสนา ออกไปได้. ไม่มีความงมงายใด ๆ ที่ ไม่อาจล้าง ออกได้ โดยอาศัยหลักกาลามสูตร. พระพุทธเจ้าพระองค์จริง ในที่สุด เราก็ได้มีพระพุทธเจ้าพระองค์ จริง ซึ่งมีอยู่ตลอดกาลนิรันดร มาเป็นพระศาสดาของเรา ในปัจจุบันนี้. ไม่ต้องมีบุคคลเป็นศาสดา ไม่ต้องมี อัฐิธาตุ หรือรอยพระบาท หรือแม้แต่พระพุทธรูป เป็นพระศาสดา, แต่จะเจาะทะลุสิ่งเหล่านั้น เข้าไปถึง พระพุทธเจ้าพระองค์จริง. คือ มีตัวธรรมะซึ่งดับทุกข์ ได้ เป็นองค์พระพุทธเจ้า. การทำได้อย่างนี้ ชื่อว่า เราได้ทำให้พระพุทธเจ้า พระองค์จริง ยังคงมีอยู่ใน ปัจจุบันนี้. อย่าได้พูดอย่าง โง่เขลา ตามคนที่พูดว่า พระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว : คำพูดเช่นนั้น เป็นคำ พูดของคนที่ไม่รู้จักพระ- พุทธเจ้า, นั้นมันไม่ถูก. พระพุทธเจ้าพระองค์ จริงนั้น คือตัวธรรมะ อย่าง ที่ตรัสไว้ว่า "ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา" ดังนั้น จึงไม่ ปรินิพพาน แต่ยังอยู่กับเรา ตลอดเวลา, ที่ปรินิพพาน
น.437 ๕๕ นั้นคือกิเลส หรือร่างกาย ขันธ์ ธาตุ ที่ปรินิพพาน. พระพุทธเจ้าพระองค์จริงคือ ระบบธรรมที่ดับทุกข์ได้ ด้วยสติปัญญา กล่าวคือ ความไม่ยึดมั่นถือมั่น . เพชร เม็ดนั้นยังอยู่จนบัดนี้ และจะ อยู่ตลอดนิรันดร ไม่มีที่สิ้นสุด. ขอให้พุทธบริษัทเป็นพุทธ- บริษัท เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิก บาน คือมีธรรมที่ดับทุกข์ได้ แล้วเบิกบานอยู่ด้วยความสงบเย็นตามลักษณะของพระ- ธรรมที่เป็นนิพพาน. ด้วยเหตุอย่างนี้แหละ อาตมา จึงเอาเรื่องกาลามสูตร มาอธิบายให้ท่านทั้งหลายเข้าใจ. แต่พร้อมกันนั้น ก็มีคนอีกพวกหนึ่งจะกล่าวหาอาตมา ว่าทำลายพื้นฐานความเชื่อ ความยึดถือของประชาชน หรือว่าทำลายความยึดถือในพระไตรปิฎก ซึ่งบางคนใน บุคคลพวกนั้นพูดว่า ต้องยึดถือตามที่มีอยู่นั้น ทุกตัว อักษร. อาตมาขอบอกกล่าวว่า อย่าไปยึดถือตามนั้น ทุกตัวอักษร มันจะพลาดจากระบบ หรือระดับของ ธรรมที่เหมาะสมแก่ตน. และถ้าจะให้ความเป็นธรรม สำหรับพูดกับนักศึกษาที่แท้จริงกันแล้ว ก็ควรจะพูดว่า พระไตรปิฎกสำหรับพวกท่านนั้น จะต้องปลดออก หรือ เว้นเสียสัก ๓๐ เปอร์เซ็นต์ จะเหมาะสมที่สุด เพราะ ว่าพวกท่านไม่อาจจะยอมรับเรื่อง เช่นเรื่องสุริยคราส จันทรคราส และเรื่องเมืองยักษ์แห่งอาฏานาติยสูตร เป็นต้น ซึ่งเป็นเรื่องพ้นสมัยไปเสียแล้ว. การปลดออกบางส่วน ของพระไตรปิฎก ถ้าพูดกับครูบาอาจารย์ ชั้นสูงแห่งยุคปรมาณู ที่มีการศึกษามาถึงที่สุดแล้ว ทั้งทางวิทยาศาสตร์ และ โบราณคดี ได้ลูบคลำพระไตรปิฎกมาอย่างทั่วถึงแล้ว เราไม่ต้องพูด เขาก็พูดของเขาได้เอง ว่าควรจะชักออก สักเท่าไร จึงจะมีความคงกระพันชาตรี สามารถเผชิญ หน้า ท้าทายความต้องการทุกอย่าง สำหรับโลกแห่งยุค ปรมาณู. แต่ถ้าเขามาถามเรา เราก็พูดได้เหมือนกันว่า ‘ฉีก" ออกได้อีก ๓๐ เปอร์เซ็นต์ รวมกันเป็น ๖๐ เปอร์เซ็นต์, เหลือ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ก็จะหาพบเพชรเม็ด นั้นได้มากขึ้น. ขอให้ทุกคน ช่วยกันจำ เพื่อเป็นพยาน ไว้ ด้วยว่า อาตมาได้พูดว่า สำหรับนักศึกษาปัญญาชนทั่วไป จึงจะปลดข้อความในพระไตรปิฎกออกไปเสียสัก ๓๐ เปอร์เซ็นต์, และอีก ๓๐ เปอร์เซ็นต์ สำหรับพูดกับ นักศึกษา ผู้แตกฉานทางวิทยาศาสตร์ โบราณคดี และ ประวัติศาสตร์ของพระไตรปิฎกนั้นเอง. แต่ถ้าพูดกับ
น.438 ๕๖ คุณย่าคุณยายหรือใครก็ตามที่ยังสมัครจะตีกระป๋องช่วย พระจันทร์แล้ว ขอบอกว่าไม่ต้อง "ฉีก" หรือปลดอะไร ออกเลย ก็ได้.พระไตรปิฎกมีข้อความครบถ้วน สำหรับคนทุกระดับ นับตั้งแต่ไม่มีการศึกษาจนถึงมีการ ศึกษาสูงสุด, แต่เมื่อจะหยิบยื่นให้แก่นักศึกษาแห่งยุค ปรมาณูแล้ว ก็หยิบยื่นให้ไป เฉพาะเรื่องความดับทุกข์ โดยตรง เว้นสูตรเช่นจันทิมสูตร สุริยสูตร อาฏานาติย- สูตร ซึ่งจะเป็นที่แย้มสรวล ของคนเหล่านั้น, ตลอดถึง คำพูดบางตอนที่มีลักษณะ เป็นสัสสตทิฏฐิเป็นต้น เสีย. สำหรับนักโบราณคดี ที่แท้จริงนั้น เขารู้ได้เองว่า สิ่งที่เรียกว่าพระไตรปิฎกนั้น เพิ่งเกิดเมื่อมีการจารึกข้อความ เป็นตัวอักษร ลงในสิ่งใดสิ่ง หนึ่ง ซึ่งเป็นวัตถุที่สามารถ แยกคัดเป็นตะกร้าหรือกระ- จาดได้, ซึ่งเพิ่งจะมีเมื่อระหว่าง ๕๐๐ - ๑๐๐๐ ปีหลังพุทธปริ- นิพพาน ; เพราะปรากฏว่ามี เรื่องราวทำนองปรัชญา ที่ใช้ โต้แย้งกันในอันธรประเทศ หรืออินเดียตอนใต้นั้น ก็เข้า ไปรวมอยู่ในอภิธรรมปิฎก ที่ เป็นส่วนคัมภีร์กถาวัตถุ. เมื่อ เขาเห็นความจริงข้อนี้ นักศึก ษาเหล่านั้น ก็แยกของใหม่ชนิดนี้ ออกได้เอง. จะขอยก ตัวอย่างนักศึกษาสักคนหนึ่ง คือโปรเฟสเซอร์ ริดส์ เดวิด, ท่านผู้นี้และคณะของท่าน ไม่ได้ถือเอาพระไตรปิฎก ทั้งหมด ว่าเป็น สุตตะเก่า หรือ OLD SUTTA โดยคัด อภิธรรมกับอะไรอื่นอีกบางส่วนออกไป คงถือเอานิกาย บางนิกายแห่งสุตตันตปิฎก ว่าเป็นของเก่าของเดิม หรือ โอลด์ สุตตะ.
น.439 ๔๗ เอาละ เป็นอันว่าอาตมา ยอมเสียสละ : ไม่ใช่เรียกว่า เสี่ยง แต่จะถูกแน่ ๆ คือถูก บางคนรุมกันแช่งรุมกันด่า ตั้ง ค่อนบ้านค่อนเมืองก็ได้ ที่ กล้าพูดว่าพระไตรปิฎกนั้น ถ้า จะยื่นให้แก่นักศึกษา อาจจะ ปลดออกหรือฉีกออกได้ สัก ๓๐ เปอร์เซ็นต์. ถ้าสำหรับ นักวิทยาศาสตร์ นักโบราณ คดี ตัวยง แห่งยุคปรมาณูใน ปัจจุบันหรืออนาคต อาจจะปลดออกได้อีก ๓๐ เปอร์ เซ็นต์, ถ้าสำหรับคนทั่วไปรวมทั้งยายแก่ตาแก่ที่สอน เด็ก ให้ตีกระป๋องช่วยพระจันทร์เมื่อราหูจับนั้น ไม่ต้อง ปลดอะไรออกเลย. สำหรับที่เหลือ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ จัดเป็นเรื่อง การดับทุกข์ โดยวิถีทางวิทยาศาสตร์ ที่ ไม่อาจจะปลดหรือฉีกออกได้อีกต่อไป นั่นแหละคือหลัก พุทธศาสนาชั้นที่เป็นเพชรเม็ดเอก, ชั้นที่เป็นเครื่อง ประกอบของเพชร, และชั้นที่เป็นเครื่องขุดเพชร, ที่ คงกระพันชาตรีทนทานต่อการพิสูจน์ ของวิทยาศาสตร์ ยุคปัจจุบัน. นี้คือของขวัญวันล้ออายุ สำหรับปีนี้ เป็นเสรีภาพในการถือหลักธรรม เพื่อประโยชน์แก่ชีวิต ของตน ในการขุดหาเพชรหรือเลือกให้พบสิ่งที่เป็น เพชร ; มีสิทธิเสรีภาพด้วย ในการที่จะขุดหาเพชรใน พระพุทธศาสนา เอามาประดับประดาไว้กับเนื้อกับตัว. เพชรแท้ของพุทธบริษัท พุทธบริษัท ไม่ต้องไปซื้อหาเพชรราคาแสนราคา ล้านจากต่างประเทศ มาแขวนให้หนักคอดอก ; มัน หนักคอเปล่า ๆ ไม่ช่วยดับทุกข์ แล้วยังแถมจะเพิ่มทุกข์. แต่ถ้ามีเพชรของพระพุทธเจ้า คือความรู้ หรือเครื่อง เตือนให้มีความรู้อยู่ตลอดเวลา ว่าอย่าไปยึดมั่นถือมั่น สิ่งใด ๆ โดยความเป็นตัวตน หรือเป็นของของตน นับ ตั้งแต่ขี้ฝุ่นขึ้นไปเป็นลำดับ ถึงเทวดา ถึงพรหม หรือ อะไรก็ตาม จนกระทั่งถึงพระนิพพาน ก็อย่าไปยึดมั่น ถือมั่น ว่านิพพานของเรา หรือแม้แต่ของนิพพานเอง. ขอให้พระนิพพานคงเป็นธาตุตามธรรมชาติ เป็น ธรรมธาตุ ในฐานะอสังขตธาตุ ตามแบบของพระ นิพพาน ไม่อาจเป็นตัวเรา หรือของเรา หรือของพระ นิพพานเอง. อย่างนี้ คือการทำถูกต้องตามพระพุทธ ประสงค์ ; ฉะนั้น จงอย่ายึดมั่นถือมั่นอะไร แม้ที่สุด แต่ว่าการถือศีล ก็อย่าถือศีลด้วยความยึดมั่นถือมั่น, แต่ สมาทานศีลด้วยสติปัญญา ไม่ใช่ด้วยความยึดมั่นถือมั่น : สมาทานศีลนั้นใช้ได้ แต่ถ้าอุปาทานศีลแล้วบ้าเลย คือมันกลายเป็นสีลัพพตปรามาส หรือสีลัพพตุปาทาน ไปหมด.
น.440 ๕๘ ถ้ามีอุปาทานในศีล ก็จะยกหูชูหางว่ากูมีศีล มึง ไม่มีศีล อย่างนี้ก็มี, หรือเน้นเรื่องศีลเสียจนเรื่องอื่นไม่มี ความหมาย. อย่างนี้มันไม่ได้อะไรเกี่ยวกับศีล กลาย เป็นอุปาทานไปหมด : ศีลก็เป็นศีลอุปาทาน สมาธิก็ เป็นสมาธิอุปาทาน วิปัสสนาก็เป็นวิปัสสนาอุปาทาน เป็นอุปาทานไปหมด ไม่พบของจริง. อุปาทานศีลใน ชั้นต้นแล้ว ก็ไม่มีศีลที่แท้จริง สมาธิปัญญาก็เลยพลอย ไม่มีไปด้วย. สรุปความ เอาละ อาตมาดื้อหมอ พูดเกินเวลาที่กำหนดให้ มาหลายนาทีแล้ว. หมอบอกว่าไม่ควรพูด แต่ก็มีความ เห็นใจที่อุตส่าห์มากันแต่ที่ไกล ขอขอบพระคุณ. ขอ กล่าวเป็นคำสุดท้ายว่า ช่วยรับของขวัญวันนี้เอาไป, ของขวัญที่มอบกันในวันล้ออายุ ปีนี้ คือเสรีภาพ ในการรับถือ ธรรมะมาประจำชีวิต ด้วยการ เข้าถึงหัวใจของพระพุทธศาสนา ได้เพชรที่เป็นหัวใจของพระพุทธ- ศาสนา มาประดับอยู่กับเนื้อกับ ตัว โดยมีหลักธรรมอันสูงสุด และคมเฉียบ กล่าวคือกาลามสูตร มาเป็นเครื่องมือ. เรื่องนี้อยาก จะเสนอความเห็นว่า ครูบา- อาจารย์แต่กาลก่อน กลัวคนจะ ฉลาดเกินไป เพราะอาศัย กาลามสูตร เลยไม่เอามาสอน. กาลามสูตร ก็ไม่ถูกเอามาทำให้ แพร่หลายเหมือนสูตรอื่น ๆ ทั้งที่เป็นสูตรสำคัญที่สุด ที่จะช่วยให้เกิดผลดี ดังกล่าวแล้ว คือทำพุทธศาสนาให้ ยังคงเป็นพุทธศาสนา, ทำพุทธศาสนาให้เป็นศาสนาที่ สามารถสู้หน้ากัน กับความก้าวหน้าในโลกแห่งยุคปรมาณู ไอน์สไตน์ ผู้เป็นปรมาจารย์ทางวิทยาศาสตร์ ได้พูดเป็น หลักไว้ว่า ศาสนาที่จะเหลืออยู่เพียงศาสนาเดียว ในโลก แห่งยุคปรมาณูนั้น คือศาสนาที่ can cope the modern needs, คือที่สามารถเผชิญหน้ากันได้ กับความต้องการ ของมนุษย์ แห่งยุคซึ่งก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์เรื่อย ไป. นี่หมายถึงโลกในสมัยที่วิทยาศาสตร์ เป็นไปอย่าง สูงสุดแล้ว. ศาสนาจะเหลืออยู่เพียงศาสนาเดียว คือ ศาสนาที่คงกระพันชาตรี สามารถเผชิญหน้ากันได้ กับ ความต้องการของคนยุคนั้น ; ศาสนานอกนั้น จะค่อย ๆ ตกไปจากความนิยม เพราะไม่สามารถเผชิญหน้า.
น.441 ๕๙ อาตมา ก็กล้าที่จะพูดว่า พุทธศาสนาสามารถที่ จะเป็นเช่นนั้น แต่ก็ไม่อยากจะพูดในทำนองที่พาดพิง ไปถึงศาสนาอื่น, และว่า ถ้าพุทธศาสนาจะเป็นเช่นนั้น ได้จริงก็เพราะพวกเราทุกคน ทำให้เป็นเช่นนั้น. แต่ถ้า พวกเรายังชอบตีกระป๋องตีกระแป๋ง ตีระฆังจุดประทัด ยิงปืนขับไล่พระราหูอยู่ หรือสวดภาณยักษ์เพื่อป้องกัน ยักษ์ อยู่ละก็ไม่มีหวัง ไม่มีหวัง ที่จะช่วยให้พุทธศาสนา เป็น ศาสนาที่สามารถเด่นอยู่ได้ในโลกแห่งยุค ปรมาณู. นี่ขอให้ช่วยฟังกันให้ดี ๆ จนสามารถนำ เอาเครื่องมือวิเศษสูงสุด คือกาลามสูตร มาใช้ขจัดความ งมงายชั้นที่เป็นเปลือกนอกออกไปเสีย เข้าถึงหัวใจแท้ๆ ของพระพุทธศาสนา เอาเพชรเม็ดนั้นมาประดับประดา ไว้ที่เนื้อที่ตัว, มีความเป็นพุทธบริษัทสมบูรณ์ บริสุทธิ์ บริบูรณ์จนยกมือไหว้ตัวเองได้. การยกมือไหว้ตัวเองได้ นั้น เป็นสวรรค์ที่แท้จริง ที่นี่ และเดี๋ยวนี้, สวรรค์ชนิดอื่น ๆ ขึ้นอยู่กับสวรรค์ชนิดนี้. นั่ง เล่นนั่งพักในสวรรค์นี้กันสัก พักหนึ่ง ต่อไปก็เลิก ไม่ต้อง ไหว้อะไร แต่อยู่ด้วยความว่าง เปล่าจากการกระทำที่เป็นการ ยึดมั่นถือมั่น, นั่นคือมีชีวิต ที่ปราศจากความยึดมั่นถือมั่น โดยประการทั้งปวง เอาละ ถ้ายังมีแรงสำ- หรับพูดตอนบ่าย ก็จะมาพูด อีก. ตอนนี้ขอยุติการบรร- ยายภาคเช้า เพราะว่ามันเลยเวลาที่หมอกำหนดให้ ไป มากแล้ว. ถ้ามันตายเสียก็ดีไป ถ้าไม่ตาย ตอนบ่ายนี้ ขอพูดอีกสักครั้ง ตอนกลางคืนไม่รับรอง. ความ ทุกข์ เกิด ที่ จิต เพราะ ทำ ผิด เรื่อง ผัสสะ ความ ทุกข์ จะ ไม่ โผล่ ถ้า ไม่ โง่ เมื่อ ผัสสะ ความ ทุกข์ เกิด ไม่ ได้ ถ้า เข้า ใจ เรื่อง ผัสสะ
🖼 หน้าภาพประกอบในต้นฉบับ น.442
Buddhadasa