Buddhadasa.org

อสีติสังวัจฉรายุศมานุสรณ์ จาก พุทธทาสภิกขุ 2449 - 2529 ตอนที่ ๔ — ๔. ฟ้าสางทางสวรรค์ในทุกอิริยาบท

อสีติสังวัจฉรายุศมานุสรณ์ จาก พุทธทาสภิกขุ 2449 - 2529 — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — อสีติสังวัจฉรายุศมานุสรณ์ จาก พุทธทาสภิกขุ 2449 - 2529 (๗ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.467 คือสวรรค์ในทุก อิริยาบถ. หลายคน คงจะคิดว่าเป็นไปไม่ได้ แต่อาตมาก็ขอร้องให้ พยายามทำความเข้าใจ ให้มาก ที่สุดเท่าที่จะมากได้ ก็เชื่อว่าจะเข้าใจได้ และทำให้เกิดขึ้นได้ เป็นสวรรค์ที่นี่และเดี๋ยวนี้. สวรรค์ต่อตายแล้วขึ้นอยู่ กับสวรรค์ชนิดนี้ ถ้าไม่มีสวรรค์ชนิดนี้ สวรรค์ชนิดที่จะได้รับ ต่อตายแล้ว ก็ มีไม่ได้. ข้อนี้มาจากความรู้อย่างแจ่มแจ้งว่า การทำหน้าที่ที่ถูกต้อง นั่น แหละคือธรรมะที่แท้จริง ดังนั้นเมื่อทำหน้าที่อยู่ในอิริยาบถใด ก็ระลึกนึกถึง ความจริง ข้อนี้ แล้วพอใจอย่างยิ่ง ในการปฏิบัตินั้น จนถึงกับยกมือไหว้ตัว เองได้ ชื่นใจอยู่ในการกระทำของตนเอง ในหน้าที่ ที่กระทำอยู่ทุก อิริยาบถ. เพื่อนสหธรรมิกและท่านสาธุชนทั้งหลาย ! การบรรยาย ไม่อาจจะทำไปในรูปของธรรม เทศนา แต่จะทำไปในรูปของการปราศรัยตามธรรมดา ตามที่จะทำได้ ดังที่เป็นที่ทราบกันอยู่ดีแล้วว่า ผู้บรรยาย อยู่ในฐานะมีโรคภัยเบียดเบียน แต่จะไม่พูดไม่บรรยาย กันเสียเลย มันก็ไม่ถูกต้อง ดังนั้น ขอทำการบรรยาย ๘๕

น.468 ๘๖ ในรูปของการปราศรัย เหมือนอย่างครั้งที่แล้วมา เมื่อ ตอนเช้า. เมื่อตอนเช้านั้น ได้ให้ของขวัญ คือเสรีภาพ ในการรับถือธรรมะเพื่อชีวิต และก็ได้บอกถึงเรื่องที่ สำคัญ คือ เรื่องเพชรและเครื่องขุดเพชร อันมีอยู่ใน พระไตรปิฎก ในส่วนที่เป็นหัวใจ. เพชรนั้นคือธรรมะ ที่เป็นเครื่องดับทุกข์โดยตรง. ขอย้ำในที่นี้อีกทีหนึ่ง ว่า ความรู้ว่าสิ่งทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น นั่นเป็น ความรู้ที่เป็นเพช ร แล้วการปฏิบัติที่ปฏิบัติไปเพื่อความ ไม่ยึดมั่นถือมั่นสิ่งใด นั่นแหละเป็น การปฏิบัติที่เป็น เพชร ; ทีนี้ได้รับผลที่เป็นผลจากการปฏิบัติไม่ยึดมั่น ถือมั่น นั่นเป็น ผลของการปฏิบัติที่เป็นเพชร. ขอ ให้มีความรู้ความเข้าใจ และสามารถปฏิบัติได้ ในการ ที่จะได้รับของขวัญ ดังที่กล่าวแล้ว คือเสรีภาพในการรับ ถือธรรมะเพื่อชีวิต แล้วก็เพชรและเครื่องขุดเพชร คือ หลัก ๑๐ ประการ ที่เรียกว่ากาลามสูตร. นี้ขอให้ได้ รับเอาไปด้วยกัน จงทุกคน ในฐานะเป็นของขวัญ ของขวัญชิ้นที่สอง. ทีนี้ ก็มาถึงเรื่องของขวัญชิ้นที่สอง ซึ่งเรียก ชื่อของขวัญนั้นว่า สวรรค์ในทุกอิริยาบถ . บางคน จะรู้สึกแปลก หรือฉงน หรือตกใจ ก็ได้ : สวรรค์ใน ทุกอิริยาบถนี้เป็นสิ่งที่มีได้ และอาตมากำลังพยายาม ที่จะทำความเข้าใจให้มันเกิดมีขึ้นมา และมอบให้ท่าน ทั้งหลายในฐานะเป็นของขวัญชิ้นที่สอง. ขอให้ตั้งใจ ฟังให้ดี ! ขอทำความเข้าใจปลีกย่อย สักนิดหนึ่งก่อนว่า มีคนจำนวนหนึ่ง กล่าวหาอาตมาว่ายกเลิกสวรรค์ยกเลิก นรก ว่าไม่มีสวรรค์ไม่มีนรก ; เดี๋ยวนี้จงเป็นพยาน กันทุกคนเถิด ว่าอาตมากำลังพูดว่า มีสวรรค์ได้ทุก อิริยาบถที่นี่และเดี๋ยวนี้ ไม่ต้องรอต่อตายแล้ว. สำหรับ สวรรค์เดิม ๆ ของพวกที่ว่า จะได้ต่อตายแล้วนั้น อาตมา ไม่ไปแตะต้อง ไม่ต้องไปยกเลิกให้มันเหนื่อย ให้มัน เป็นสวรรค์ในความหวัง เรื่อย ๆ กันไปเถิด. แต่ถ้า สวรรค์ที่เป็นความจริง ที่จะได้กันที่นี่และเดี๋ยวนี้ และ ทุกอิริยาบถ นั่นแหละต้องการจะให้ทราบ ต้องการ จะให้ปฏิบัติ และต้องการให้ได้รับ จนมีสวรรค์อยู่ใน ทุกอิริยาบถ. ของขวัญที่ไม่เหลือวิสัย. ทีนี้ ข้อนี้ฟังดูมันก็เป็นเรื่องใหญ่โต คล้ายกับ ว่าจะเหลือวิสัย : บางคนจะนึกล่วงหน้าไว้แล้วว่า มัน

น.469 ๘๗ เหลือวิสัย ไม่ฟังก็ได้ ไม่สนใจก็ได้ สำหรับสวรรค์ใน ธรรมโฆษณ์ชุด โชว์ ทุกอิริยาบถ. แต่อาตมาขอยืนยันว่า มันเป็นสิ่งที่มีได้ ไม่เหลือวิสัย ทำได้และสนุกในการทำด้วย ขอให้สนใจ ฟังให้ดี ๆ. เพราะเราไม่สนใจทำอะไรอย่างลึกซึ้ง อย่าง ประณีตอย่างละเอียด มันจึงไม่ค่อยจะรู้ธรรมะ ในชั้น ที่ลึกซึ้งละเอียดหรือประณีต แล้วมันยังน่าหัวต่อไป อีกว่า สวรรค์ในทุกอิริยาบถนี้ ไม่ต้องลงทุนเป็นเงิน เป็นทอง ไม่ต้องเหน็ดเหนื่อยอะไร ให้มากไปกว่า ที่เคยทำอยู่ก่อนแล้ว คือขอให้ทุกคนทำหน้าที่ของตน ตามที่มีอยู่แล้วเป็นประจำวันในชีวิต แต่ขอเพิ่มอีกนิด เดียวว่า จงมีธรรมานุสสติในขณะที่ปฏิบัติหน้าที่นั้น ๆ เท่านั้น. ฟังให้ดี ๆ : ไม่ได้เพิ่มอะไร อะไรที่ทำกัน อยู่แล้ว ขอให้ทำกันต่อไปด้วยสติ ชาวนาทำนา ชาวสวนทำสวน คนค้าขายก็ ค้าขาย ข้าราชการก็ทำราชการ กรรมกรก็ทำกรรมกร กระทั่งว่าคนขอทาน ก็นั่งขอทานไปตามเดิม ทำตามที่ เคยทำอยู่อย่างเดิม แต่ขอเพิ่มอีกนิดเดียวว่า ขณะที่ทำ นั้นจงมีธรรมานุสสติ คือสติระลึกถึงธรรม. ความลับ มันมีอยู่ตรงที่คำว่า "ธรรม" นั่นเอง. คนมันไม่มีธรรม จริง มันไม่รู้จักธรรมจริง ไม่อาจจะทำให้ธรรมเกิดขึ้น ได้ แต่ออกเสียงทางปาก ว่า ธรรม ๆ แต่ไม่ได้ทำให้ ธรรมะอันแท้จริงเกิดขึ้นในใจ. ทีนี้การที่จะทำให้ ธรรมะอันแท้จริงเกิดขึ้นนั้น จะต้องมีการทำความเข้าใจ หรือปรับปรุงการกระทำกันสักหน่อย ; มันเป็นเรื่อง ละเอียดเร้นลับ คือความลับในข้อที่ว่า ธรรมนั้นอยู่ใน ความหมายของคำว่า "หน้าที่" ธรรม นั้นคือสิ่งที่เป็น หน้าที่ : สิ่งที่เป็น หน้าที่นั่นแหละ คือธรรม. เมื่อพูดอย่างนี้ คนจำนวน หนึ่งหาว่าบ้าแล้ว. นั่นคือมันไม่รู้ มันไม่รู้ความลับของ ที่ว่าธรรมคือหน้าที่ การปฏิบัติธรรมคือการทำหน้าที่ ; เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ต้องพูดเลยไปถึงเรื่องธรรมนี้ เป็น พิเศษว่า ธรรม ๆ ที่จะเป็นที่พึ่งได้โดยแท้จริง นั้นคือ อะไร. ใคร ๆ ก็ได้ยินกันอยู่ทั่วไปแล้วว่า ธรรมคือ สิ่งที่จะทรงผู้ปฏิบัติ ไม่ให้ตกลงไปในกองทุกข์ หรือ ในความชั่ว แต่จะทรงผู้ปฏิบัติให้อยู่เหนือความทุกข์ ; ธรรมนั้นจะสามารถทรงผู้ปฏิบัติธรรม ให้อยู่เหนือ ความทุกข์เสมอไป. มีธรรมะอยู่ในหน้าที่ที่ทำ. ทีนี้ จะปฏิบัติธรรมอย่างไร ให้มันอยู่เหนือ ความทุกข์ทุกอิริยาบถ ? นั่นมันก็ต้องสวมรอยลงไป

น.470 ๘๘ ที่สิ่งที่ทำอยู่ทุกอิริยาบถนั่นเอง. อะไรเล่าที่ทำอยู่ทุก อิริยาบถ? ก็คือ ทำหน้าที่การงานตามที่เหมาะสม หรือ ต้องทำกันอยู่เป็นประจำ. มีหน้าที่โดยไม่ต้องบอกชื่อ ของหน้าที่ ก็คงจะรู้กันได้ ว่าชาวนาก็ไถนา ชาวสวน ก็ทำสวน พ่อค้าก็ค้าขาย; นี่เป็นหน้าที่ โดยตรง เรียกว่าหน้าที่ในอาชีพ หน้าที่โดยความเป็นอาชีพ. ทีนี้ หน้าที่อีกส่วนหนึ่ง ก็คือหน้าที่ในการ บริหารชีวิต. หน้าที่ส่วนนี้ เพื่อให้ชีวิตรอดอยู่เป็น ปรกติ ทางสุขภาพอนามัยเป็นต้น เช่นต้องหาอาหาร ต้องกินอาหาร ต้องถ่าย ต้องอาบ ต้องบริหารร่างกาย และจะต้องทำอีกหลาย ๆ อย่าง ทั้งหมดนี้เพื่อบริหาร ชีวิตและร่างกาย ตัวอย่างหนังสือชุดธรรมโฆษณ์ ดังนั้นเราจะต้องทำหน้าที่ทั้งสองอย่าง หน้าที่ โดยตรงคือ ประกอบการเลี้ยงชีวิต, หน้าที่โดยอ้อมคือ บริหารร่างกาย แต่ทุกอย่างก็เป็นหน้าที่ที่ต้องทำให้ถูก ต้องตามที่ธรรมชาติต้องการ เราจะต้องกินอาหาร จะ ต้องถ่ายอุจจาระปัสสาวะ จะต้องอาบน้ำ จะต้องนุ่งผ้า จะต้องแต่งเนื้อแต่งตัวให้เหมาะสม และเตรียมพร้อม ที่จะไปทำงาน. ทั้งสองหน้าที่รวมกันเรียกว่าธรรม เป็นสิ่งที่ต้องทำให้มี อยู่กะเนื้อกะตัวตลอดเวลา อย่าง น้อยที่สุด เช่นรู้สึกคันขึ้นมา มันก็ต้องเกา แม้ว่าเป็น เรื่องเล็กน้อย คือจะต้องเกาเมื่อคันขึ้นมา มันก็เป็น หน้าที่ ที่จะต้องทำให้ดีให้ถูกต้อง แม้ทำหน้าที่อย่างนี้ ก็จัดเป็นธรรมะเหมือนกัน ธรรมะ แปลว่า หน้าที่, หน้าที่ แปลว่า ธรรมะ. ข้อนี้เป็นคำแปลก หรือเรื่องแปลกสำหรับท่านทั้งหลาย แต่โดยข้อเท็จจริงแล้ว มันเป็นอย่างนี้. ถ้าว่าโดย ภาษาศาสตร์ เอาภาษาอินเดียเป็นหลัก ปทานุกรมใน ประเทศอินเดียนั้น คำว่าธรรมแปลว่าหน้าที่ ไม่ได้ แปลว่าคำสั่งสอนของใคร. ธรรมะแปลว่าหน้าที่ แต่ แล้วคำสั่งสอนต่างๆ ก็คือคำสั่งสอน ที่บอกหน้าที่ หรือ วิธีทำหน้าที่นั่นเอง มันก็มาเป็นสิ่งเดียวกันในตอนนี้. ธรรม ทั้งโดยปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ. ทีนี้ ถ้าจะศึกษากันในแง่ของที่มา หรือประวัติ- ศาสตร์ของคำ ๆ นี้ เชื่อได้ว่า เมื่อมนุษย์พ้นจากความ เป็นคนป่า มาเป็นคนตั้งหลักแหล่ง มีความเจริญขึ้นมา แล้ว มนุษย์ชุดแรกยุคแรก ได้สังเกตเห็นสิ่งสิ่งหนึ่ง ซึ่งมีความสำคัญมาก ก็คือสิ่งที่เราเรียกกันในบัดนี้ว่า

น.471 ๘๙ "หน้าที่" นั่นเอง. มนุษย์เริ่มสำนึกขึ้นมาได้ว่า โอ ! มันมีสิ่งที่ต้องทำ ไม่ทำไม่ได้ มองเห็นสิ่งเหล่านี้ชัดเจน แล้ว เสียงมันก็หลุดออกมาจากปากว่า ธรรม ธรรม ธรรม คือ หน้าที่ หน้าที่ หน้าที่ ; เขาบอกเพื่อนฝูง ให้รู้จักสิ่งที่เป็นหน้าที่ โดยชื่อว่า "ธรรม". ดังนั้น ธรรมก็คือหน้าที่ หรือถ้าเป็นคำสั่งสอน ก็เป็นคำ สั่งสอนเกี่ยวกับหน้าที่ ดังนั้น โดย ปริยัติ ก็คือความรู้ เรื่องหน้าที่, โดยการ ปฏิบัติ ก็คือการปฏิบัติหน้าที่, โดย ปฏิเวธ ก็คือได้รับผลของการทำหน้าที่. ทีนี้ มองดูไปที่หน้าที่ชั้นสูง ว่าจะมีอะไรบ้าง ? ต่อมาครูบาอาจารย์แต่ละสำนัก ๆ ก็แสดงหน้าที่ชั้นสูง เพราะรู้จักกิจกรรมในชีวิตสูงขึ้นไป ก็รู้หน้าที่ทางจิต ทางวิญญาณ ที่จะกำจัดกิเลสและความทุกข์ สูงขึ้นไป เป็นพวก ๆ เป็นนิกาย ๆ ล้วนแต่สอนธรรมะ คือหน้าที่ ที่ปฏิบัติแล้วจะดับความทุกข์ ทางจิตทางวิญญาณ จึง เกิดมีหน้าที่เป็นสองฝ่าย คือฝ่ายโลกและฝ่ายโลกุตตระ. หน้าที่ที่จะทำมาหากิน บำบัดโรคภัยไข้เจ็บ บริหารกาย ให้เป็นสุขได้อย่างไร นี้จัดเป็นธรรม หรือหน้าที่ฝ่าย โลกิยะ : ส่วนหน้าที่ทางจิตที่สูงขึ้นไป เพื่อทำจิตให้ หมดกิเลส บรรลุมรรคผลนิพพาน ก็เป็นธรรมะหรือ หน้าที่ฝ่ายโลกุตตระ. แม้หน้าที่จะเกิดเป็น ๒ ซีก หรือ ๒ ฝ่าย ขึ้นมาอย่างนี้ แต่ก็เรียกว่าธรรม โดยเสมอ กัน เรียกเต็มๆ ว่า โลกิยธรรม และโลกุตตรธรรม. สิ่งที่เรียกว่า ธรรม ธรรมนี้ ได้รับการสั่งสอน และ ปรับปรุงกันเรื่อยมา จนสมบูรณ์เป็นลัทธิศาสนา เป็น นิกายของศาสนา. บัดนี้ มองกันในวงแคบ หรือพูด กันอย่างลวก ๆ ว่า ธรรมะคือคำสั่งสอนในทางศาสนา ลืมไป หรือมองข้ามไปว่า ตัวธรรมหรือตัวแท้ของธรรม นั่นคือตัวหน้าที่ ความรู้เรื่องหน้าที่นั้น คือความรู้เรื่อง ธรรม นี้คือปริยัติธรรม, การปฏิบัติหน้าที่ก็คือการ ปฏิบัติธรรม นี้คือปฏิบัติติธรรม, การได้รับผลจากการ ปฏิบัติหน้าที่ หรือผลที่เราต้องการ นี้คือปฏิเวธธรรม สิ่งที่ท่านกำลังมองข้าม. ทีนี้ ตรงนี้แหละคือความลับ ที่ท่านทั้งหลาย จะไม่เคยนึกเคยฝัน หรือไม่เคยรู้ว่า ตัวธรรมะคือตัว หน้าที่ อาตมาจึงขอร้องเป็นข้อแรก ในเบื้องต้นนี้ว่า จงรู้จักกันเสียเดี๋ยวนี้เถิด ว่าธรรมะนั่นคือหน้าที่ ๆ หรือ หน้าที่นั่นแหละคือตัวธรรมะ. เรามีการทำหน้าที่กันอยู่ ตัวอย่างหนังสือที่พิมพ์เป็นภาษาอังกฤษ Toward the Truth $2.9 Buddhadāsa Edited by Donald K. Swearer

น.472 ๙๐ ตัวอย่างหนังสือที่พิมพ์เป็นภาษาเยอรมัน ZWEI Aren Buddhadāsa Bhikkhu der Sprache अ eine Analyse von Begriffen der Wirklichkeit แล้วโดยไม่รู้สึกว่า นั่นคือการปฏิบัติธรรม. ข้อนี้จริง หรือไม่จริงล่ะ ! ท่านทั้งหลายทุกคน ทำหน้าที่ทุกอย่าง ตามหน้าที่ของตน ๆ อยู่ตั้งแต่เกิดจนตาย แต่ก็ไม่เคย สำนึกเลยว่า "หน้าที่นั่นแหละคือธรรมะ" ; มันก็เลยไม่ บูชาหน้าที่ ไม่ชื่นใจในการทำหน้าที่ มันก็กลายเป็นผืนใจ ทำ ทนทำหน้าที่ มันก็เหมือนกับตกนรกอยู่ทุกอิริยาบถ, สมน้ำหน้ามัน. แต่ถ้ารู้ว่า ธรรมนั่นแหละคือหน้าที่ พอได้ปฏิบัติหน้าที่ ก็คือปฏิบัติธรรม, มันก็จะพอใจ พอใจ พอใจ อิ่มอกอิ่มใจ พอใจตัวเองเมื่อทำหน้าที่ มัน ก็เลยเป็นสวรรค์ อยู่ทุกอิริยาบถ, ทั้งนี้โดยการเปลี่ยน ความรู้สึกในจิตใจ อย่างตรงกันข้ามเสียนิดหนึ่งเท่านั้น เอง ถ้ายังโง่อยู่ไม่รู้ว่า หน้าที่คือธรรม มันก็จะรู้สึกว่า หน้าที่เป็นของเหน็ดเหนื่อย ต้องจำใจทำ ไม่ทำไม่ได้ เพราะมันไม่มีอะไรจะกิน ดังนี้แล้วมันจะเป็นการถูก ทรมานโดยหน้าที่ มันก็เลยได้ นรกทุกอิริยาบถ กันที่นี่ และเดี๋ยวนี้ อย่างสมน้ำหน้ามันอีกเหมือนกัน บัดนี้มารู้ความจริงว่า หน้าที่นั่นแหละคือธรรม หน้าที่นั่นแหละคือพระธรรม ที่จะช่วยเราได้ อย่างกะ ว่าเป็นพระเจ้า แล้วก็พอใจยินดีปรีดาปราโมทย์ สนุก สนานในการทำหน้าที่ หน้าที่ก็จะไม่เบียดเบียนให้เกิด ความทุกข์ แต่กลับส่งเสริมให้เกิดความพอใจ เย็นอก เย็นใจ ปรีดาปราโมทย์เป็นความสุข เลยมีความสุขตลอด เวลา ที่ทำหน้าที่. นี้คือ ส วรรค์ทุกอิริยาบถ ตรงกัน ข้ามจากนรกทุกอิริยาบถ. ท่านผู้ใดต้องทำหน้าที่ของ ตนอยู่ ด้วยความจำเป็นจำใจ เหมือนที่กระทำกันอยู่ โดยมาก ซึ่งไม่จำเป็นแล้วก็ไม่กระทำ พอจำเป็นต้อง ทำ ก็รู้สึกทนทรมานและเป็นทุกข์ นั่นแหละเป็นการ เอานรกเข้าไปไว้ทุกอิริยาบถ. แลกเปลี่ยนกันเสีย เถอะ ! ให้มีความรู้สึกที่ถูกต้องว่า หน้าที่คือธรรมะ ธรรมะคือหน้าที่ พอได้ทำหน้าที่ก็พอใจ ชื่นใจ สุขใจ เมื่อทำหน้าที่. ที่ไหนมีหน้าที่ ที่นั่นมีธรรมะ. หลักสำคัญมีอยู่ว่า "ที่ไหนมีการทำหน้าที่ ที่นั่น มีธรรมะ, ที่ไหนไม่มีการทำหน้าที่ ที่นั่นไม่มีธรรมะ". ต่อให้ในโบสถ์ ที่มีอะไร ๆ สำหรับจะมีในโบสถ์ เต็มไป หมด แล้วไม่มีการทำหน้าที่ของธรรมะ มีแต่สั่นเซียมซี พิธีบวงสรวง ขอร้องอ้อนวอน เจิมหรือทากันไม่มีที่ สิ้นสุด ในโบสถ์นั้นไม่มีธรรมะสักนิดเดียว ขอยืนยันว่า

น.473 ๙๑ ในโบสถ์นั้นไม่มีธรรมะสักนิดเดียว; แต่ธรรมะไปมี อยู่ที่กลางนา ที่ชาวนาคนหนึ่งรู้จักหน้าที่ของตน แล้ว ไถนาอยู่ด้วยความพอใจ ด้วยความสุขใจ ไถนาอยู่โครมๆ ในนานั่นแหละกลับจะมีธรรมะ ; ในโบสถ์กลับไม่มี ธรรมะ เพราะไม่มีการทำหน้าที่ ; หรือแม้จะมีการทำ หน้าที่ ก็ไม่รู้สึกว่าหน้าที่คือธรรมะ ก็มาทนทำอะไร อย่างคับอกคับใจ อยู่กลางโบสถ์นั่นเอง มันก็เลยไม่มี ธรรมะ. ฉะนั้น อย่าไปเอาสถานที่เป็นหลัก แต่เอา ธรรมะเป็นหลัก เอาของจริงเป็นหลัก ว่าที่ไหนมีการ ทำหน้าที่อันถูกต้อง ที่นั้นมีตัวธรรมะอันแท้จริง เอ้า, ทีนี้มันน่าหัว ในข้อที่ว่า พวกเราก็ทำ หน้าที่กันอยู่ตลอดเวลา แต่ไม่รู้จักความจริง ที่ว่า หน้าที่คือธรรมะ มันก็เลยกลายเป็นนรกในการทำหน้าที่ มันบีบบังคับความรู้สึก ให้รู้สึกเป็นการต้องทน ต้อง อดกลั้น และทนทรมาน ไม่มีความชื่นอกชื่นใจในการ ทำหน้าที่ ทำให้เกิดการว่างงานกันเสียก็มาก. เดี๋ยวนี้ อิริยาบถ. มารู้กันเสียใหม่ คือรู้ความลับข้อนี้ว่า ธรรมะคือหน้าที่ หน้าที่คือธรรมะ ปฏิบัติหน้าที่นั่นแหละคือการปฏิบัติ ธรรมะ ก็เลยเป็นการปฏิบัติธรรมะ อยู่ตลอดเวลา. สิ่ง ที่เคยทำอยู่ จะเป็นการทำไร่ ทำนา ค้าขาย ถีบสามล้อ แจวเรือจ้าง อะไรก็ตามเถิด มันก็จะกลายเป็นธรรมะ ไปหมด ถ้ารู้สึกว่าการงานในหน้าที่ คือธรรมะแล้ว ก็จะพอใจอย่างยิ่ง ที่ได้ทำการงาน, เมื่อพอใจ มันก็ เป็นสุข มันก็มีความสุข ในการขุดดิน ทำสวน ทำนา ค้าขาย ทำราชการ ทำกรรมกร ทำขอทาน เรียกว่า มีความพอใจ จนมีความสุข เมื่อได้ทำหน้าที่. นี่เรียกว่า หลักเกณฑ์ที่เราจะทำให้มันมีสวรรค์ อยู่ในทุกอิริยาบถ ปาฐกถาเรื่องศาสนาเปรียบเทียบ CHRISTIANITY and BUDDHISM SINCLAIRE THOMPSON MEMORIAL LECTURE FIFTH SERIES BY THE VENERABLE BHIKKHU BUDDHADASA INDAPANNO เมื่อทำหน้าที่ของตน มีความพอใจชื่นใจตัวเอง อยู่ทุก อิริยาบถ. ขอระบุไปตั้งแต่ว่า พอตื่นนอนขึ้นมา เอ้า, ตามธรรมดามันก็ต้องล้างหน้า ถ้าทำความรู้สึกเป็น ธรรมานุสสติว่า หน้าที่ล้างหน้านั้น ก็คือการปฏิบัติ ธรรม อย่างนี้แล้ว ก็พอใจ ก็ล้างหน้าเป็นสุข ล้างหน้า อย่างดีที่สุดก็พอใจ ๆ จนเป็นสวรรค์เมื่อล้างหน้า. เดี๋ยวนี้มันไม่เป็นอย่างนี้ มันไม่ได้ล้างหน้าด้วยความ รู้สึกอย่างนี้ ล้างหน้าด้วยความไม่รู้สึกอยากจะล้างหน้า ด้วยซ้ำไป จิตใจไม่อยู่กับตัว ก็ล้างหน้าเหมือนกับล้างก้น แล้วก็ไม่ได้ผลในข้อที่ว่ามันจะเป็นธรรมะอยู่ที่นั่น ดังนั้น ขอร้องว่า พอตื่นนอนขึ้นมา หน้าที่แรก จะล้างหน้า หน้าที่การล้างหน้าก็คือ หน้าที่บริหารร่างกาย บริหาร

น.474 ๙๒ ชีวิต เป็นธรรมะอยู่แล้ว ก็ให้รู้สึกพอใจในการกระทำ ชื่นอกชื่นใจในการกระทำ. ถ้าพอใจแล้ว มันก็ชื่นใจ มันก็ต้องเป็นความสุขเป็นแน่นอน. ขอให้มีความพอใจเถอะ : ความพอใจนั่นแหละ เป็นตัวสำคัญ เรียกว่า ปีติ ถ้ามีปีติอย่างชนิดที่กล่าว แล้วนี้ ก็เรียกว่า ธรรมปีติ ปีติในธรรม มีปีติโดย ความเป็นธรรม อยู่ในการล้างหน้านั้น มันก็เลยเป็นสุข อยู่ตลอดเวลาที่ล้างหน้า เป็นการปฏิบัติธรรม ตลอด เวลาที่ล้างหน้า. มันจะเสียเวลาอะไรนักเล่า ที่จะมา คิดนึกอย่างนี้กันบ้าง เพราะเมื่อล้างหน้าอยู่นั่นเอง มัน ก็คิดนึกได้. ถ้าไม่มีการปฏิบัติอย่างนี้ ใจก็จะลอยไป อยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ ล้างหน้าอย่างใจลอย จิตใจก็ไปอยู่ใน ตัวอย่างหนังสือที่พิมพ์เป็นภาษาจีน 釋哲智明陀比丘謹譯 佛法廿四角觀 佛使因陀羅肤若法師講演 เรื่องโมโหโทโสอะไรก็ไม่รู้ อย่างนั้นแหละมันเป็นนรก ไปตลอดเวลาที่ล้างหน้า. ขอให้ทำอย่างถูกต้องและ พอใจ รู้สึกว่าถูกต้องแล้ว ถูกต้องตามธรรมแล้ว ถูก ต้องตามหน้าที่แล้ว ทั้งตามกฎของศีลธรรม และกฎ ของธรรมชาติ ดังนี้แล้วก็พอใจ. พอใจแล้ว ก็ไม่ต้อง กลัว จะเป็นสุขขึ้นมาโดยอัตโนมัติ ความสุขทุกชนิด เกิดมาจากความพอใจ ว่าถูกต้องแล้ว ปลอดภัยแล้ว ไม่ได้เกิดมาจากสิ่งอื่น : พอใจมากก็สุขมาก พอใจน้อย ก็สุขน้อย พอใจแล้วมันก็เป็นสุข ถ้าพอใจอย่าง อันธพาล มันก็เป็นสุขของอันธพาล ความพอใจของ พวกอันธพาล ก็เป็นความสุขของพวกอันธพาล ; ข้อนี้ เราไม่ต้องการ ไม่ปรารถนา เพราะเราถือเอาความพอใจ ที่เป็นธรรม เป็นของวิญญูชนที่มีธรรม เอ้า, ล้างหน้าแล้วจะทำอะไรอีกล่ะ ? ก็ไปถ่าย อุจจาระ เข้าห้องน้ำ ก็ทำความรู้สึกอยู่ในใจว่า การถ่าย อุจจาระก็คือการปฏิบัติธรรม แต่ดูเหมือนไม่มีใครนึก ว่าเป็นการปฏิบัติธรรม แต่โดยแท้จริงเป็นการปฏิบัติ ธรรม เพื่อบริหารร่างกายหรือชีวิต อย่างถูกต้อง เป็น ธรรมอยู่ในตัวการถ่ายอุจจาระ ถ่ายปัสสาวะ นี้เรียกว่า มีธรรมานุสสติ ในขณะแห่งการถ่ายอุจจาระปัสสาวะ เกิดความพอใจ เป็นสุขอยู่ ในการถ่ายอุจจาระปัสสาวะ นั่นเอง. ไม่ได้ทำอย่างลวก ๆ มีจิตใจอยู่ที่อื่น ทำผิด ๆ ถูก ๆ เกิดโรคภัยไข้เจ็บ เพราะการถ่ายอุจจาระปัสสาวะ ขึ้นมาอีก ดังนั้น ขอให้มองเห็นว่า มีการปฏิบัติหน้าที่ ที่ไหน ก็มีการปฏิบัติธรรมที่นั่น แม้ในเรื่องของการ ถ่ายอุจจาระปัสสาวะ. เอ้า, ทีนี้ สมมติว่าจะอาบน้ำ ก็ขอให้พอใจยินดี ที่จะเข้าไปในห้องอาบน้ำ ยินดีว่าเป็นการปฏิบัติธรรม

น.475 ๙๓ จับขันมาตักน้ำอาบ หรือจะเปิดก๊อกน้ำให้ซู่ลงมา ก็มี ธรรมานุสสติว่าเป็นการทำหน้าที่ที่ถูกต้องตามธรรมชาติ ตามธรรม แล้วก็พอใจและเป็นสุข ; อาบน้ำรดอยู่ แม้แต่ว่าถูขี้ไคล ก็เป็นธรรมะอยู่ในการถูขี้ไคล พอใจ และเป็นสุขอยู่ในการถูขี้ไคลนั้น. ถ้าจะต้องทำอะไร อีกบ้างในเวลานั้น ก็มีธรรมานุสสติเช่นเดียวกัน มันก็ เป็นสุขไปทุกอิริยาบถ ในห้องน้ำนั้นเอง. เอ้า, ทีนี้จะมาแต่งตัว ออกมาจากห้องน้ำจะมา แต่งตัว หยิบผ้ามานุ่งมาห่ม มาใส่มาสวม อะไรก็ตาม เถอะ ทุกอิริยาบถรู้สึกอยู่ว่า โอ้ หน้าที่ที่ถูกต้องคือ ธรรมะ ก็รู้สึกพอใจและเป็นสุข ตลอดเวลาที่สวมเสื้อผ้า. นี่ สวรรค์ทุกอิริยาบถ มันเป็นได้มากถึงอย่างนี้. มันไม่ ต้องเสียเวลาอะไรเพิ่มขึ้นเลย. เอ้า, ที่นี้จะไปไหนล่ะ ! จะไปกินอาหารในห้อง อาหาร เดินไปห้องอาหาร ก็พอใจว่าเป็นการทำหน้าที่ ที่ถูกต้อง พอจะหยิบจานหยิบช้อน จะตักอาหาร จะหยิบ อะไรก็ดี รู้สึกว่าเป็นการเคลื่อนไหวที่ถูกต้อง เป็น ธรรมานุสสติในการหยิบจานอาหาร ตักอาหาร กิน อาหาร เคี้ยวอาหาร และในการกระทำทุกอย่าง จนกว่า จะกินอาหารเสร็จ มันก็เป็นธรรมะไปหมด มันถูกต้อง แล้ว มันก็พอใจว่าข้าพเจ้าเป็นอยู่ในภาวะที่ถูกต้องแล้ว มันก็พอใจและเป็นสุข มันก็เป็นสวรรค์ หรืออยู่ใน ความหมายของสวรรค์ตลอดเวลาที่กินอาหาร. แม้แต่ เวลาที่จะช่วยเขาล้างจาน ก็มีความรู้สึกอย่างเดียวกัน จะช่วยเช็ดจาน จะถูพื้น จะปัดกวาดอะไร ๆ ก็มีความ รู้สึกว่าถูกต้องแล้วพอใจ, นี่ มันเป็นสวรรค์อยู่ทุก อิริยาบถ ในลักษณะอย่างนี้ โดยไม่ต้องเสียเวลาอะไร เพิ่มขึ้นเลย. แต่ที่แล้วมา มันไม่เป็นอย่างนั้น แต่กลับ จะเป็นนรก เพราะทำด้วยความอึดอัดใจ ไม่อยากจะทำ แม้แต่จะกินข้าว จิตใจก็เลื่อนลอยไปไม่อยู่กับตัว บางที ก็มีโรคปวดหัว โรคประสาท โรคกระเพาะ รบกวน เพราะไม่สามารถทำหน้าที่ให้เป็นธรรมะนั่นเอง. การทำให้มีธรรมะ ชนิดเล็กน้อย อยู่เป็น ประจำเช่นนี้ ในที่สุดก็เปลี่ยนเป็นมีนิสัยเป็นธรรมะ มี ธรรมะเป็นเนื้อเป็นตัวไปเสียเลย ซึ่งเป็นสิ่งที่มีคุณค่า มหาศาล ธรรมะขณะประกอบอาชีพ. เอ้า, ทีนี้เรื่องที่บ้านเสร็จแล้ว จะไปทำงาน : ชาวนาจะไปไถนา ข้าราชการจะไปออฟฟิศ กรรมกร ตัวอย่างหนังสือชุดลอยปทุม กว่า ๗๐ เรื่อง

น.476 ๙๔ ส่วนหนึ่งของการกระทำเพื่อมีอยู่ของศาสนา จะไปทำกรรมกร แม้ที่สุดแต่คนขอทานจะไปขอทาน ก็มีความรู้สึกว่าถูกต้องและพอใจ ก้าวย่างไปทุกก้าวย่าง หรือจะขึ้นรถนั่งเรือไป ทุกขณะทุกจังหวะ ก็อิ่มอยู่ด้วย ความพอใจ. ครั้นไปถึงที่ทำงานแล้ว สำรวมจิตใจให้ เป็นธรรมานุสสติว่า หน้าที่คือธรรมะ เรากำลังจะ ประพฤติธรรมะ เราเคารพในหน้าที่ บูชาการงาน พอใจ ในการทำงาน. พอจะได้ทำงาน ก็รู้สึกพอใจว่าเป็น ธรรมะ ก็เป็นสุขเสียแล้ว. ข้อนี้อยากจะแนะไปถึงว่า ห้องทำงานนั้น ก็ควรจะได้รับการบูชาด้วย แม้เครื่อง มือเครื่องใช้ในการทำงาน ก็ควรได้รับการบูชาหรือการ ให้เกียรติ เช่นการประนมมือให้แก่ห้องทำงานเสียครั้ง หนึ่ง ก่อนแต่ที่จะลงมือทำงาน เอ้า, สมมติว่าชาวนาจูงวัวแบกไถไปถึงนา แล้ว ก็วางลง ประนมมือให้แก่นา แก่วัวหรือควาย แก่ไถ ที่จะใช้ไถนา นั่นสักครั้งหนึ่ง ในฐานะมันเป็นอุปกรณ์ แก่การปฏิบัติธรรม คือหน้าที่. คนค้าขายก็เหมือนกัน อะไรเป็นอุปกรณ์แก่การงาน ใน ที่ทำงาน ก็ประนมมือให้เสียครั้ง หนึ่ง. กรรมกรก็เหมือนกัน ให้ความเคารพแก่อุปกรณ์ในการ ทำงาน บูชาการงาน ไม่อิดหนา ระอาใจ ด้วยเรื่องเป็นต้นว่า นายทุนเอาเปรียบ ให้เสียกำลังใจ เพราะกระทำแก่กันอย่างไม่ซื่อ ตรง ต่างฝ่ายต่างคิดจะเอาเปรียบ. ถ้าเป็นกรรมกรถีบสามล้อ ก็รู้ สึกพอใจ มีสวรรค์อยู่ในขณะที่ ถีบสามล้อ โดยเห็นเป็นการ ปฏิบัติธรรม. จะมีอาชีพแจวเรือจ้างก็ได้ กวาดถนน ก็ได้ ล้างท่อถนน หรืออะไร ๆ ก็ได้ที่เขาถือกันว่าเป็น งานต่ำงานเลว ที่พวกรับปริญญาแล้วทำไม่ได้ นั่นแหละ ขอให้ถือว่า มันเป็นธรรมะในฐานะเป็นหน้าที่ สมัครใจ ทำ เหงื่อไหลออกมา ก็กลายเป็นน้ำมนต์อาบรดให้เย็น ดังนี้แล้ว ก็จะไม่มีใครตกงาน ไม่มีปริญญาตกงานเป็น แสน ๆ ดังที่กำลังเป็นปัญหาอยู่. ทุกคนมีความพอใจ ในการทำหน้าที่ โดยเห็นเป็นธรรมะ เสมอกันทุกหน้าที่ แล้วก็เป็นสุขเพราะมีสวรรค์อยู่ทุก ๆ อิริยาบถ. นี้คือของขวัญ ที่มอบให้ในวันนี้ เป็นคำพูด สั้น ๆ นิดเดียว เป็นความรู้นิดเดียว เป็นหลักการนิด เดียว ว่าการทำงานนั้นคือการปฏิบัติธรรม ทำให้มี สวรรค์ได้ในทุกอิริยาบถ เพราะผู้กระทำมีสติสัมปะ ชัญญะ หรือมีธรรมานุสสติก่อนกระทำการงาน อิ่มอก อิ่มใจเป็นสวรรค์ไปตลอดเวลา กระทั่งเหงื่อที่ออกมา กลายเป็นน้ำมนต์ที่เยือกเย็น ไม่รู้สึกว่าเป็นน้ำนรกที่ทำ

น.477 ๙๕ ให้ร้อนรนกระวนกระวาย สละ ส่วนหนึ่งของการกระทำเพื่อมีอยู่แห่งศาสนา การงานทิ้งเสียแล้วไปขโมยดีกว่า. คนโบราณจะทำอะไร จะเคลื่อน ไหวอะไร ก็สำรวมจิตใจ ตั้งนะโม เสียก่อน แล้วจึงลงมือทำงาน ; นั่นแหละ เป็นเคล็ดของการมี ธรรมานุสสติก่อนทำการงาน เป็นการสำรวมสติสัมปชัญญะ เพื่อทำอะไรให้ถูกต้อง เยือกเย็น เข้มแข็ง มั่นคง โดยประการทั้ง ปวง. แม้ลูกเด็ก ๆ ก็ได้รับการ สั่งสอนอบรม ให้กระทำเช่นนั้น จนเคยตัว แม้แต่จะเล่นสนุก จะขึ้นต้นไม้ จะกระโดดน้ำ เป็นต้น ก็ตั้งนะโมก่อนเสมอ. หน้าที่คือพระเจ้า. ทีนี้, จะมองดูกันอีกทิศทางหนึ่งก็ได้ ว่าหน้าที่ คือธรรมะ ดังนั้นหน้าที่นั่นแหละคือ พระเป็นเจ้าที่จะ ช่วยเรา. ต่อให้นั่งบูชาอ้อนวอนพระเป็นเจ้า แต่เช้า จนค่ำแล้วไม่ทำหน้าที่อะไรเลย ก็ไม่มีพระเจ้าที่ไหนจะ ช่วยหรือช่วยได้ดอก. พอทำหน้าที่ของตัว อย่าให้บก- พร่องเท่านั้น พระเป็นเจ้าทุกชนิด ทุกขนาด ทุกองค์ จะมารุมกันช่วย, เพราะฉะนั้น พระเป็นเจ้าผู้ช่วย ก็คือหน้าที่นั่นเอง หรือจะเรียกว่า การกระทำที่ถูกต้อง เป็นกุศลธรรมนั่นเอง. นี่เรียกว่า มีธรรมะเป็นที่พึ่ง. เห็นไหม ? จริงไหม ? มีธรรมะเป็นที่พึ่งจริงไหม ? เป็น ของจริงหรือว่าเป็นของคาดคะเน ? มันเป็นของจริงยิ่ง กว่าจริง ในข้อที่ว่า การปฏิบัติหน้าที่ นั่นแหละคือการ ปฏิบัติธรรม แล้วมันจะบังคับให้พระเจ้าทุกชนิดมาช่วย เต็มตามสัดส่วนของการกระทำ จึงมีความพอใจ แล้วมี ความสุข เรียกว่ามีสวรรค์อยู่ทุก ๆ อิริยาบถ. ธรรมะคือคู่ชีวิต. เอ้า, ถ้าว่าเราจะมีสิ่งวิเศษ มีค่าสูงสุดเป็นคู่ ชีวิตแล้ว ก็ขอให้เอาธรรมะนั่นแหละ เป็นคู่ชีวิต : ผัว ก็มีธรรมะเป็นคู่ชีวิต, เมีย ก็มีธรรมะเป็นคู่ชีวิต แล้วมันก็จะอยู่กันอย่างเป็นคู่ชีวิตได้ ถ้าผิดจากนี้ คือ ไม่มีธรรมะแล้ว มันก็จะเป็นคู่ที่กัดกัน คือจะฮื่อ ๆ แฮ่ๆ กันอยู่แทบจะทุกวัน นั่นมันจะเป็นเสียอย่างนั้น ดังนั้น คู่ชีวิตที่แท้จริงคือธรรมะ ธรรมะคือหน้าที่ ทุกคนอย่าบกพร่องในหน้าที่ของตน ทั้งผัวทั้งเมีย ทั้ง ลูกหลานเหลน หรือใครก็ตาม มันก็จะเป็นเรื่องสงบสุข สันติสุขสันติภาพไปหมดในครอบครัวนั้น ในหมู่บ้าน นั้น ในบ้านเมืองนั้น หรือทั้งโลกทีเดียว, หวังว่า ท่านทั้งหลายคงจะมองเห็นความจริงข้อนี้ แล้วมีธรรมะ

น.478 ๙๖ เป็นคู่ชีวิต อยู่ด้วยกันจงทุกคนเถิด นี้คือความลับ อย่างยิ่งของการมีชีวิต. มีธรรมะทุกวินาทีทุกกระเบียดนิ้ว. การมีธรรมะอยู่ทุกวินาทีและทุกกระเบียดนิ้ว นั้นเป็นสิ่งที่มีได้ แม้จะมีความลับอยู่บ้าง นั่นคือ มีสติ สัมปชัญญะ ให้เกิดธรรมานุสสติ อยู่ในหน้าที่ทุกหน้าที่ ที่ตนกระทำ อย่างที่กล่าวมาแล้วข้างต้น. มีความ เคารพหน้าที่ในฐานะเป็นธรรมะ หรือเป็นพระเจ้า ผู้ช่วยไปเสียเลย. อย่าลืมว่า หน้าที่ที่จะบริหารชีวิตให้ รอดก็ดี หน้าที่ในการกำจัดกิเลสให้หมดไปก็ดี ล้วน เป็นหน้าที่เสมอกัน. การเคลื่อนไหวทุกอิริยาบถ เป็น การทำหน้าที่ ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง แม้ที่สุดแต่ว่า จะต้องลุกจากที่ตรงนี้ ไปที่ตรงโน้น มันก็ต้องมองเห็น เป็นหน้าที่ และรู้สึกว่ามันถูกต้องแล้ว เพราะเราจะนั่ง อยู่ที่ตรงนี้ อีกไม่ได้แล้ว. อิริยาบถเดิน คือเราต้อง เดิน พอใจในการเดิน ว่ามันถูกแล้วที่ต้องเดิน จะทำ หน้าที่นั่งนอนอะไร ก็มีสติสัมปชัญญะถึงขนาดนี้เถิด ก็จะมีธรรมะ หรือพระเจ้า มาคุ้มครองช่วยเหลือ เต็ม ไปหมด ทุกเวลา ทุกนาที ทุกกระเบียดนิ้ว. นี่ไม่รู้จะ วัดกันด้วยอะไรดี ให้ละเอียดไปกว่านี้ จึงใช้คำว่าทุก กระเบียดนิ้ว ทุกวินาที มีความรู้สึกที่เป็นสุข หรือจะ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ทุกอิริยาบถ หรือการเคลื่อนไหว มีความหมายเป็นสุข เป็นสวรรค์ไปหมด มีความพอใจ แล้วมีความสุขความเย็นใจ ทุกอิริยาบถ โดยไม่ต้อง ใช้เงิน. ไม่ต้องใช้เงินเห็นไหม ? งานเท่าที่ทำอยู่ นั่นแหละ ไม่ต้องทำอะไรเพิ่มเติมอีก ขอแต่ให้มี ธรรมานุสสติเพิ่มเข้ามาในขณะที่ทำ แล้วมันก็จะให้ความ สุขอยู่ตลอดเวลาที่ทำ โดยไม่ต้องใช้เงินซื้อหาความสุข เพราะมันเป็นความสุขที่แท้จริง ไม่หลอกลวงให้ต้องใช้ เงิน. เมื่อจิตมันอิ่มอยู่ ด้วยความสุขอันแท้จริงอย่างนี้ แล้ว มันจะคิดไปหาความเพลิดเพลินอันหลอกลวง จาก สถานเริงรมย์อาบอบนวด อะไรที่ไหนกันอีกเล่า มัน อิ่มด้วยความสุขตลอดเวลาเสียแล้ว. เมื่อไม่ต้องใช้เงิน เพื่อหาความสุข เงินที่เป็นผล อาจารย์ผู้สอนการลืมตาเห็นได้ตลอดคืน ของงานก็เหลืออยู่เยอะแยะ เอา ไปใช้ในทางที่สมควรอย่างอื่น ต่อไป สรุปว่าความสุขที่แท้จริง ไม่ต้องใช้เงิน แล้วยังทำให้เงิน เหลือเสียอีก. นี่, คนไม่รู้เรื่องนี้ จึง ตรากตรำทำงาน เหมือนกับตก นรกทั้งเป็นอยู่ตลอดเวลา พอ ได้เงินมา ก็เอาไปสถานเริงรมย์ อาบอบนวด จนเงินไม่พอใช้อีก ตกนรกต่อไปอีก คือตกนรก

น.479 ๙๗ ตลอดเวลา. เมื่อทำงานอยู่ ก็ตกนรกด้วยการจำใจทำ ทำแล้วก็เอาเงินไปซื้อหาความเพลิดเพลินที่หลอกลวง ทำให้การเงินมีปัญหาหนักเข้าไปอีก มันก็ตกนรกลึก เข้าไปอีก : ตกนรกทางสุขภาพ ตกนรกทางเศรษฐกิจ ตกนรกทางสังคม ตกนรกไปหมด นี่มันไม่เป็นสวรรค์ เสียเลย อย่าว่าแต่จะมีสวรรค์ทุกอิริยาบถ. ขอให้เข้าใจความข้อนี้ให้ชัด อย่าเพ่อเชื่ออาตมา พูด โดยอาศัยหลักกาลามสูตร : อย่าเพ่อเชื่อ เอาไป ใคร่ครวญดูก่อนให้เห็นจริง เห็นจริงแล้ว ก็เชื่อพอที่จะ ลองทำดู พอลองทำดู มันก็ทำได้จริง. ขอยอมรับว่า ในชั้นแรก มันคงจะทำยากเหมือนกัน สำหรับคนที่ไม่ เคยทำมาเลย มักจะรู้สึกว่า โอ มันประดักประเดิดอะไร อย่างนี้เว้ย อะไร ๆ ก็ต้องนึกถึงธรรมะคือหน้าที่ หน้าที่ คือธรรมะ เป็นธรรมานุสสติเสียเรื่อยไป แม้แต่จะถ่าย อุจจาระ จะถ่ายปัสสาวะ จะล้างจาน จะกวาดบ้าน นี่ มันต้องมีธรรมานุสสติเสียเรื่อย เขาจะเห็นเป็นเรื่อง ประดักประเดิดเกินไป แล้วก็ ทั้งชั่ว ทั้งดี ล้วนแต่ไม่มีความสงบ ไม่อยากจะลอง ไม่อยากจะทำ ; ดังนั้น ขอให้ใคร่ครวญดูด้วย เหตุผลเสียก่อนว่า มันเป็นไปได้ แล้วพยายามหัดกันทีละนิด ความ เคยชินมันก็จะเกิดขึ้น เกิดขึ้น เองจนเต็มที่เลย จนเป็นผู้ที่ สามารถมีความรู้สึกเป็นธรรมา- นุสสติ มีสติสัมปชัญญะ ทุก วินาที ทุกกระเบียดนิ้ว ทุกอิริยา- บถที่ทำงาน. นี่คือ สวรรค์ทุกอิริยาบถ ซึ่งขอมอบให้เป็นของ ขวัญชิ้นที่สอง ในวันนี้. ขอให้ทุกคนได้ของขวัญชนิดนี้ เพื่อเอาไปทำให้ชีวิตนี้ มีสวรรค์อยู่ทุกอิริยาบถ ข้อ ปฏิบัติก็คือว่า อย่าขาดสติ อย่าเผลอสติ มีสติสมบูรณ์ ชนิดเป็นธรรมานุสสติ ว่าธรรมะนั้นคือหน้าที่ คือ พระเจ้าที่เราได้เข้ามาเกี่ยวข้องแล้ว ปฏิบัติตามแล้ว ก็จะ ช่วยอยู่ตลอดวัน ทำอย่างนี้จนกว่าจะถึงเวลาเข้านอน ก็ควรคิดบัญชีดูสักทีหนึ่ง สำหรับชีวิตที่เป็นไปในวัน หนึ่ง เผื่อพบว่ามีความบกพร่อง เผลอให้นรกแทรก เข้ามา ก็จะได้เข็ดหลาบ. ถ้าพบว่ามันมีแต่ความถูกต้อง ทุกเรื่อง ถูกต้องและพอใจทุกเรื่อง ก็จะพอใจตัวเอง และยกมือไหว้ตัวเองได้ มีสวรรค์ที่แท้จริงอยู่ที่นั่น. สวรรค์ในชีวิตประจำวัน. ขอแถมอีกสักข้อหนึ่ง สำหรับผู้ที่เคารพพระ- พุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อยู่เป็นประจำวัน ก็ขอแถม ความเคารพครั้งที่สี่ คือการเคารพตัวเอง ยกมือไหว้

น.480 ๙๘ ตัวเองได้ ก่อนแต่จะนอน ตื่นเช้าขึ้นมา ก็ยังรู้สึกว่า ถูกต้องและพอใจ สรุปเป็นสวรรค์ประจำวัน ตื่นอยู่ก็ พอใจ นอนก็นอนหลับดีไม่ฝันร้าย ตื่นขึ้นมาก็พอใจอีก เป็นสวรรค์ไปทุกอิริยาบถเสียอย่างนี้ เคารพตัวเองได้ เพราะเหตุนี้ ซึ่งมีความหมายแห่งการเคารพพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ รวมอยู่ด้วย เป็นการสรุป. พุทธบริษัท มีความหมายเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิก บาน : รู้ คือรู้เรื่องของจริง, ตื่น คือตื่นจากโง่ จาก ความหลับของกิเลส, เบิกบาน คือรู้สึกแต่ความถูกต้อง และพอใจ มีสวรรค์อยู่ทุกอิริยาบถ ดังที่กล่าวแล้ว. ใคร จะฟังดู เป็นเรื่องประดักประเดิดบ้าน้ำลาย ไม่ใช่เรื่อง ประดักประเดิดเกินขอบเขต แต่มันอยู่ในวิสัยที่จะทำได้. ดังนั้น ขอให้ยอมรับเอากัมมัฏฐาน ที่ชื่อว่า ธรรมานุสสติ มาใช้ให้อยู่กับเนื้อกับตัว อยู่ตลอดเวลา แล้วมันจะงอกงามเป็นพุทธานุสสติ สังฆานุสสติ และ อนุสสติอื่น ๆ อีกมากมาย สามารถดับทุกข์ได้โดยสิ้น เชิง. ครั้งแรกมันคงจะเผลอเรอ หรือหละหลวมบ้าง แต่ถ้ากวดขันเข้ามา กวดขันเข้ามา ไม่เท่าไร ไม่กี่วัน กี่เดือน ก็จะเป็นผู้มีธรรมานุสสติ อยู่ในทุกอิริยาบถ ได้มากขึ้น จนกลายเป็นผู้ที่ทำอะไร ๆ ด้วยสติ ได้ เป็นแน่. สวรรค์เมื่อเจ็บไข้. ทีนี้, จะพูดออกไปถึงว่า ถ้าเกิดเจ็บไข้ขึ้นมา แล้วจะมีสวรรค์อยู่ทุกอิริยาบถได้อย่างไร. ที่นั่งอยู่นี่ ทั้งหมด ใครคิดออกว่า ความเจ็บไข้จะเป็นสวรรค์ได้

น.481 ๙๙ (รูปภาพ: ภาพหมู่พระสงฆ์,แม่ชี และฆราวาส) ผู้ปฏิญญา รับใช้พระศาสนา อย่างไร. ถ้าคิดออก ก็จะมีสติพอที่จะคิดว่า ความเจ็บ ไข้นี้ เป็นของมีมาตามธรรมชาติ ถูกต้องตามธรรมชาติ แล้วมันมาบอกความจริง ให้ศึกษาเรื่องธรรมชาติ มา ช่วยให้เข้าใจในเรื่องการบรรลุนิพพานได้เร็ว ถือว่าเป็น โชคดีไปเสียอีก ที่ได้ศึกษาธรรมะ ลึกขึ้นไป โดยศึกษา เอาจากความเจ็บไข้ แล้วก็จะเจ็บไข้ชนิดที่ให้มีประโยชน์ มากที่สุด. ถ้าทำได้อย่างนี้ ก็จะเจ็บไข้ให้ดีที่สุด คือ ด้วยสติสัมปชัญญะ เป็นธรรมานุสสติในการเจ็บไข้นั้น เอง. ถ้ามันจะต้องตาย หรือมีนิมิตแห่งความตายส่อ ออกมา อย่างแน่นอนแล้ว ก็รู้สึกว่า โอ้ ดีแล้วเว้ย เป็น การศึกษาอันสุดท้าย เพื่อความดับสนิท ไม่เวียนว่าย ตายเกิดกันเสียที, เราได้พักผ่อนก่อนคนอื่นแล้ว, คน อื่นทนทำไปเถอะ เราที่ร่างกายจะแตกดับนี้ จะได้หยุด จะได้พักผ่อน ดังนี้แล้วก็พอใจ แล้วก็ตายอย่างกล้าหาญ ตายอย่างมีสวรรค์ หรือมีนิพพานติดต่อกันไปเลยก็ได้. นี้เรียกว่า มีสวรรค์ในการเจ็บไข้ เพราะพอใจในหน้าที่ ที่เกิดมาแล้วก็ต้องตาย. นิพพานเป็นของให้เปล่า. นี่, ขอให้มองดูให้ดีว่า มันมีความลับอะไรอยู่ อย่างหนึ่ง ที่ทำให้เราต้องเป็นทุกข์ทรมานจนตลอดชีวิต. นั่นคือเราไม่รู้จัก สิ่งที่เรียกว่าธรรมะ ไม่พอใจในธรรมะ ไม่บูชาธรรมะ ไม่สงวนรักษาธรรมะ ไม่ปฏิบัติธรรมะ ให้อยู่กะเนื้อกะตัว จึงไม่สามารถมีสวรรค์ อยู่ในทุก อิริยาบถ ไม่สามารถขจัดความทุกข์ออกไป ให้ชีวิตเย็น เป็นนิพพาน. ภาวะที่ไม่มีความทุกข์เลย นั่นแหละคือ

น.482 ๑๐๐ นิพพาน อาจจะมีได้ที่นี่และเดี๋ยวนี้ โดยมีสติสัมปชัญญะ ในทุกหน้าที่ที่ตนกระทำ. ภาวะเช่นนี้ เป็นไปตามกฎ ของธรรมชาติ ไม่ใช่เรื่องใหม่ และเป็นเรื่องที่ไม่ต้อง ใช้เงินเลย. ขอบอกว่า ถ้าต้องใช้เงินเพื่อซื้อ เพื่อลงทุน ดังนี้ ก็ไม่ถูกต้องแล้ว นิพพานเป็นของให้เปล่าโดยไม่ ต้องใช้เงิน นอกจากการประพฤติกระทำ ดำรงจิตให้ ถูกต้อง ตามกฎของธรรมชาติอันเกี่ยวกับนิพพาน ดัง พระบาลีที่ว่า นิพพานให้เปล่า ไม่ต้องเสียสตางค์. ขอ (รูปภาพ: อนุสาวรีย์หลวงพ่อฯ) (คำบรรยาย) ไปอยู่วัดอุโมงค์เชียงใหม่ ให้ฟังดูให้ดี ๆ เมื่อเวลาพระไปเจริญพระพุทธมนต์เย็น ที่บ้านของท่าน ตั้งใจฟังให้ดี จะมีอยู่ประโยคหนึ่ง ที่พระ จะสวดว่า ลทฺธา มุธา นิพฺพุตึ ภุญฺชมานา มีใจความ สำคัญว่า นิพพานเป็นของให้เปล่าแก่ผู้ที่ปฏิบัติถูกต้อง ไม่คิดสตางค์. ปฏิบัติถูกต้อง ในรูปที่มีสติสัมปชัญญะ ทำอะไร ๆ ด้วยจิตใจที่มีธรรมานุสสติไปหมดเลย ได้รับ ความพอใจเย็นใจ มาบริโภคอยู่เปล่า ๆ เป็นนิพพาน น้อยๆ ไปพลางก่อน จนกว่าจะสมบูรณ์. นิพพาน น้อย ๆ เป็นตัวอย่าง เรียกว่า ตทังคนิพพาน หรือ สมายิกนิพพาน ไปพลางก่อน แล้วจะค่อยมากขึ้น ๆ จน เป็นนิพพานที่สมบูรณ์ เป็นอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ ได้. ไม่ต้องเพิ่มงานอะไร ให้มากไปกว่าที่ทำอยู่แล้ว ! นี่, ขอให้ช่วยเข้าใจกัน ให้ดี ๆ ที่ตรงนี้ : อาตมา ไม่ได้เพิ่มภาระอะไร ให้มากไปกว่าที่ทำอยู่แล้ว. เพียง แต่เมื่อทำอะไร เท่าที่ทำอยู่แล้ว ก็ขอให้มีสติสัมปชัญญะ ในการที่จะรู้จักมัน ว่า หน้าที่คือ ธรรมะ ธรรมะคือหน้าที่ พอใจ กระทำ รู้สึกเป็นสุขอยู่ในการ กระทำ เพราะว่ามันเป็นธรรมะ, มีธรรมปีติเช่นนี้ อยู่ตลอดเวลา ที่ทำหน้าที่ พอใจและชื่นใจ เป็น สวรรค์อยู่ทุก ๆ อิริยาบถ. ตัว- อย่างที่จะเห็นได้ชัด ในทางโลกๆ ก็คือ จะทำงานสนุก เหมือนกับ เล่นกีฬา แม้จะเป็นงานหนัก. งานบางอย่างมันก็สนุก แต่เดี๋ยว นี้ เราจะทำให้มันสนุกไปเสียทุก อย่าง ไม่ว่างานหนักงานเบา เป็นงานมีค่าเสมอกัน ให้ ความสุขชนิดเดียวกันตลอดเวลาทั้งวันทั้งคืน ไม่ต้องไป สถานเริงรมย์ เพื่อความเพลิดเพลินที่หลอกลวง ก็ยังมี ความสุขแท้จริงอยู่ในการงาน ที่ทำอยู่ตลอดเวลา ซึ่ง เรียกว่า มีสวรรค์อยู่ทุกอิริยาบถ. ขอให้ถือหลักปฏิบัติ อยู่อย่างนี้เถิด ก็จะเป็นแผ่นดินธรรมอย่างสูงสุด แล้ว แผ่นดินทองก็จะตามมาเอง โดยอัตโนมัติ ถ้ามิฉะนั้น แล้ว โครงการแผ่นดินธรรมแผ่นดินทอง จะเป็นภาระ

น.483 ๑๐๑ หนัก เหมือนกลิ้งครกขึ้นภูเขา หรือจับปูใส่กระด้ง คือไม่มีที่สิ้นสุดอยู่นั่นแหละ. ในที่นี้ ขอบอกกล่าวแก่ท่านทั้งหลาย พวกที่ จะพัฒนาแผ่นดินธรรมแผ่นดินทอง ให้รู้ไว้ด้วยว่า จง กระทำไปด้วยจิตใจ ที่รู้ชัดแจ้งว่า ธรรมะคือหน้าที่ หน้าที่คือธรรมะ ธรรมะคือสิ่งที่จะช่วยได้ ทำหน้าที่ อย่างสนุกสนาน พอใจในความสุขที่แท้จริง แล้วก็จะ เบื่อหน่ายเกลียดชังอบายมุขทั้งหลาย ขึ้นมาเอง. เมื่อ เป็นดังนี้ แผ่นดินธรรมก็จะเกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ แล้ว ก็เป็นการง่ายนิดเดียว ที่แผ่นดิน ทองจะผุดขึ้นมา ในฐานะที่เป็น สวรรค์อยู่ในทุกอิริยาบถ. ทางรอด ของประเทศชาติ. เดี๋ยวนี้ มันถึงสมัยแล้ว มาถึงสมัยที่จะต้องรู้จักใช้ธรรมะ ให้ดีกว่าที่แล้วมา : ที่แล้วมา รู้ จักธรรมะกันน้อยเกินไป จนช่วย อะไรไม่ได้ จนเป็นโรคประสาท กันเต็มบ้านเต็มเมือง ในหมู่ พุทธบริษัทนี้เอง. ถ้ามีธรรมะกันอย่างถูกต้องแล้ว ก็จะป้องกันสิ่งเหล่านี้ได้ จะอยู่กันด้วยความถูกต้อง เป็นสวรรค์ในทุกอิริยาบถ ไปในตัว. ทางรอดของ ประเทศชาติ ก็คือสิ่งนี้ คือประชาชนพลเมือง รู้ธรรมะ มีหน้าที่เป็นธรรมะ มีธรรมะเป็นหน้าที่ เป็นสุขอยู่ทุก อิริยาบถ ทำงานไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ยิ่งทำยิ่งพอใจ อิ่มอกอิ่มใจอยู่ทุกอิริยาบถ ทั้งกลางวันกลางคืน. ข้อนี้ คืออะไรล่ะ ? ข้อนี้คือความลับที่สุด เป็นเคล็ดลับที่สุด ขนาดเส้นผมบังภูเขา ที่จะทำให้การงานกลายเป็นเสวย ความสุข หรืออย่างน้อยก็เป็นเครื่องมือที่จะทำให้เกิด ความสุข. แต่ที่เป็นอยู่กันในบัดนี้ ไม่อยากทำงาน เกลียดการทำงาน หลบหลีกการทำงาน เอาเปรียบการ ทำงาน เพราะไม่รู้จักสิ่งที่เรียกว่าการงานอย่างถูกต้อง คือเป็นธรรมะ หรือสิ่งที่จะช่วงให้รอดและสามารถจะ ทำให้เป็นสวรรค์ ไปได้ทุกอิริยาบถ. ถ้าเข้าใจความ ข้อนี้ข้อเดียว ว่าธรรมะคือหน้าที่ หน้าที่คือธรรมะ ก็จะ พอใจในการทำงาน ในฐานะที่เป็นธรรมะ มีความสุข อันเกิดจากปีติในธรรมะ มาหล่อเลี้ยงจิตใจให้มีความสุข คนเหล่านั้นก็จะเกลียดความเพลิดเพลิน อันหลอกลวง คืออบายมุข ขึ้นมาได้เอง. ไม่ต้องมีแผนการกำจัด อบายมุข. อันแสนจะยุ่งยาก แต่มีแผนการที่ทำให้คน เกลียดอบายมุข เพราะไปชอบและมัวเมา ในสิ่งที่ตรง กันข้ามจากอบายมุข แล้วเป็นสุขอยู่อย่างถูกต้องในขณะ ที่กำลังทำงาน อยู่เป็นประจำวัน. นี้คือเคล็ดลับชนิด เส้นผมบังภูเขา อย่างที่กล่าวแล้วข้างต้น.

น.484 ๑๐๒ หมาหางด้วน. ทีนี้, จะพูดเป็นข้อสุดท้ายว่า ที่แล้วมา ความรู้ หรือการศึกษาของเรา มีลักษณะเป็นหมาหางด้วน รู้จัก แค่การทำงาน แต่ไม่สามารถป้องกันความทุกข์ที่จะเกิด จากการทำงาน หรือถึงกับมีความสุข ในขณะที่กำลัง ทำงาน : มันไม่รู้จักเสริมความคิดออกไปว่า การงาน ทุกชนิดเป็นธรรมะเสมอกัน เป็นพระเจ้าที่จะช่วยได้ อย่างเดียวกัน แล้วก็ทำงานสนุก ไม่มีความทุกข์เลย ตลอดเวลาที่ทำงานนั้น ; นี้เป็นความรู้ที่หางไม่ด้วน. เดี๋ยวนี้ความรู้ยังเป็นหมาหางด้วน รู้แต่สำหรับจะทำงาน ให้เป็นทุกข์. ถ้าความรู้สมบูรณ์ มันจะรู้จักทำให้เกิด ความสุข ในขณะที่กำลังทำการงานนั่นเอง. ข้อนี้ อย่าเพ่อไปตัดสินเสียว่า เป็นสิ่งเหลือวิสัย ทำไม่ได้ : อย่าคิดอย่างนั้น ว่ามันเหลือวิสัยทำไม่ได้ ; แต่มันเป็น สิ่งที่มีอยู่ตามธรรมชาติ ชนิดที่ทำได้ และเป็นหน้าที่ ของสิ่งที่มีชีวิต จะต้องทำ. ธรรมะ คือหน้าที่ของสิ่งที่มีชีวิต. ขอให้จำไว้ เป็นใจความสำคัญ ดังต่อไปนี้ว่า ธรรมะคือหน้าที่ หน้าที่ของใคร ? หน้าที่ของสิ่งที่มีชีวิต. สิ่งที่มีชีวิต ชนิดไหน ? ทุกชนิดเลย : มีชีวิตอย่างมนุษย์ ก็ต้อง ทำหน้าที่อย่างมนุษย์, มีชีวิตอย่างสัตว์เดรัจฉาน ก็ต้อง ทำหน้าที่อย่างสัตว์เดรัจฉาน, มีชีวิตอย่างต้นไม้ต้นไล่ ก็ทำหน้าที่อย่างต้นไม้ต้นไล่. ครั้นทำหน้าที่แล้ว ก็เป็น ธรรมะเสมอกัน. แต่ดูเหมือนว่า ต้นไม้จะทำเก่งกว่า คนเสียอีก ต้นไม้อยู่ด้วยความสงบเย็นทั้งวันทั้งคืน แต่ ก็ทำหน้าที่ของมัน ตลอดทั้งวันทั้งคืน. เคยมีคนอ่าน หนังสือให้ฟัง ว่าต้นไม้คายแก๊สอ๊อกซิเจนตลอดวัน คายแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ตลอดคืน ดังนั้น ถ้ามันไม่ ทำงานทั้งวันทั้งคืน แล้วมันจะเอาแก๊สมาแต่ไหนคาย เล่า. ถ้ามันคายได้ทั้งคืน ก็หมายความว่า มันทำงาน ตลอดคืนหรือตลอดวัน. ถ้าจะถือเอาต้นไม้เป็นครูกัน บ้าง ก็น่าจะดี อย่าให้ละอายแก่ต้นไม้เลย. ทำงานให้สนุก เหมือนมดเหมือนปลวกเหมือนแมลงผึ้ง ทำงานไม่มีหยุด อย่างสนุกสนาน ไม่มีความทุกข์ เพราะเป็นสุขในการทำงานหรือ หน้าที่ของตน. อย่าโง่ จนถึง กับต้องใช้การบังคับ. หน้าที่ คือพระเจ้า : พระเจ้าบังคับว่า แกต้องทำฉัน แล้วฉันจะช่วยแก. ถ้าต้องบังคับกันอย่างนี้ มันเป็น มนุษย์น้อยเกินไป ไม่รู้จักการ กระทำโดยไม่ต้องมีการบังคับกัน เสียเลย. คิดไปแล้ว มันเป็นที่ น่าละอายแก่สัตว์เดรัจฉาน หรือ แก่ต้นไม้ต้นไล่ ไม่ใช่หรือ.

น.485 ๑๐๓ จะเลือกเอานรกทุกอิริยาบถ หรือสวรรค์ทุกอิริยาบถ. เดี๋ยวนี้ คนเรามันไม่เป็นอย่างนั้น มันอิดเอื้อน มันคอยแต่จะบิดพลิ้ว ทำงานเพราะความจำเป็นบีบ บังคับ, มันก็เป็นนรกไปทุกอิริยาบถ. ขอให้จำคำคู่นี้ ไว้ว่า เราจะเอานรกทุกอิริยาบถ หรือจะเอาสวรรค์ทุก อิริยาบถ แล้วก็ไปเลือกเอาเอง. นี่ไม่ใช่คำพูดที่ ประดักประเดิดให้มันมากเรื่อง ไม่ใช่คำพูดเล่นลิ้นเล่น โวหารอะไร, แต่มันเป็นความจริงของธรรมชาติ และ ก็เป็นสิ่งที่อยู่ในวิสัยที่จะทำได้. มันสำคัญอยู่ที่จิตใจ ตัวเดียว ทั้งหมดกี่เรื่องกี่ราว กี่อย่าง ๆ มันขึ้นอยู่ที่ จิตใจสิ่งเดียว : ถ้าปรับปรุงจิตใจได้แล้ว อะไร ๆ มันก็ จะปรับปรุงได้หมด. เรื่องชีวิตอัตภาพร่างกาย หรือ ความสุขความทุกข์อะไรก็ตาม ถ้าปรับชีวิตให้ถูกต้อง แล้ว มันจะมีภาวะ เป็นที่น่าพอใจไปหมด. เอ้า, แม้แต่ความเจ็บ ความไข้ ความแก่ความตาย ก็ไม่ ต้องมีอะไรที่เป็นทุกข์ ถ้ารู้ความ จริงว่า เป็นของธรรมชาติเช่น นั้นเอง. แต่ถ้ายึดถือเอาด้วย ความโง่ ว่าเป็นของกู ก็จะเป็น ความทุกข์ไป ตามความรู้สึกของ ปุถุชนคนธรรมดา มีปัญหาเกี่ยว กับความเกิดแก่เจ็บตาย เต็มไป หมด หรือเต็มอัดอยู่ในจิตใจ. พระอริยเจ้าทั้งหลาย ร่างกายของ ท่าน ก็ต้องแก่ต้องเจ็บต้องตาย อยู่นั่นแหละ แต่ทำไมท่านไม่มีความทุกข์เล่า ? ทำไม ท่านอยู่เหนือปัญหาที่จะต้องเป็นทุกข์? นั่นก็เพราะท่าน ไม่ได้ยึดอะไรไว้เป็นของตน ถ้ามันมีขึ้นมา ก็เรียกว่า มันเป็นไปตามธรรมชาติ มันมาฝึกเราให้ฉลาด อย่า ถึงกับต้องมีปัญหาทางจิตใจ จนเปรียบเสมือนตกนรก เลย. เดี๋ยวนี้เรายังเป็นพระอรหันต์ไม่ได้ แต่เราก็ใช้ วิธีเดียวกับท่านได้ พยายามที่จะไม่เป็นทุกข์ เนื่องจาก สิ่งเหล่านี้ ถ้ามันมีมาเราก็ขอบใจว่า มันมาสอนให้ ฉลาด หรือมันมาสอบไล่เรา เราสอบไล่ให้ได้ก็แล้วกัน อย่ามีปัญหากับสิ่งเหล่านี้ เหมือนกับตกนรกอยู่เลย นี่ เรียกว่าเราไม่เลือกเอานรก แต่กลับทำให้เกิดความพอใจ จนถึงกับเรียกได้ว่ามีสวรรค์. สรุปความ. นี่ เรื่องนิดเดียว แต่พูดกันตั้งชั่วโมง เรื่องนิด เดียวจริง ๆ คือเรื่องสวรรค์ทุกอิริยาบถ ของผู้ที่มีความรู้ อบรมผู้สร้างโลกในอนาคต

น.486 ๑๐๔ เอารูปเรา มาให้เรา เขาได้เปรียบ ว่า ธรรมะคือหน้าที่ หน้าที่คือธรรมะ พอเกิดหน้าที่ ก็มี ความพอใจ ที่จะได้ปฏิบัติธรรมะ ปฏิบัติแล้วก็พอใจ ในธรรมะ พอใจแล้วก็เป็นสุข ทั้งหมดนี้แน่นอนตายตัว โดยไม่มีข้อสงสัย. นี่คือ สวรรค์ทุกอิริยาบถ. เขาพากันด่าอาตมาว่า ยกเลิกนรกยกเลิกสวรรค์ เสียแล้ว นั่นมันพูดเอาข้างเดียว เราไม่เคยยกเลิกเลย หากแต่จะขอร้องว่า สวรรค์หรือนรกแบบของคุณ ขอ ให้เก็บไว้ทีก่อน มาสนใจสวรรค์และนรกแบบที่นี่และ เดี๋ยวนี้ กันดีกว่า. เขาไม่ฟัง เขาโกรธ เขาหาว่า อาตมาเป็นมิจฉาทิฏฐิ ยกเลิกเรื่องนรกสวรรค์ในพุทธ ศาสนาเสียแล้ว เอานรกสวรรค์อะไรมาให้ก็ไม่รู้ นี่ เพราะเขาไม่เคยศึกษา เรื่องนรกสวรรค์ อันมีอยู่ที่ อายตนะทั้งหก ไปยึดมั่นเรื่องนรกสวรรค์ ใต้ดินบนฟ้า ต่อตายแล้ว ซึ่งสอนกันอยู่ในลัทธิอื่น ก่อนพุทธกาล. ใครเห็นใจในข้อนี้ ช่วยไปอธิบายให้เขาเข้าใจ เสียด้วย ว่าไม่ได้ยกเลิกนรกสวรรค์ ไม่ได้ยกเลิกเรื่อง โลกหน้าหรือโลกอื่น ไม่ยกเลิก อะไรทั้งหมด. ขอแต่ให้ได้ทำ อะไร ๆ ในโลกนี้ ให้มีผลดีถึง ที่สุด เสียก่อนตาย เป็นการทำให้ ตรงตามพุทธประสงค์ที่ว่า อยู่ ที่นี่และในเวลานี้ ไม่มีความทุกข์ เลย ซึ่งก็เป็นวัตถุประสงค์ ของ สิ่งที่เรียกว่าธรรมะ ด้วย. นี่มัน รู้สึกเหนื่อย ๆ ขึ้นมาแล้ว แล้ว เรื่องมันก็จะจบพอดี ว่าของ ขวัญชิ้นที่สองนี้ คือสวรรค์ทุก อิริยาบถ. ขอให้มีความรู้เรื่องนี้ ติดตัวไปอย่างเต็มที่ และ ขอให้ได้ปฏิบัติเรื่องนี้ กันอย่างเต็มที่, และขอให้ได้รับ ผลจากเรื่องนี้ กันอย่างเต็มที่ และมีสวรรค์เป็นที่พอใจ ด้วยการยกมือไหว้ตัวเองได้ อยู่ทุกทิพาราตรีกาลเทอญ. ขอยุติคำปราศรัยตอนที่สอง ไว้เพียงเท่านี้. สวรรค์อยู่ที่ไหน ? สวรรค์ พลันสฤษฎ์ด้วย ความพอ ใจเฮย ใน ขณะหน้าที่ใด เผด็จแล้ว ทุก ถิ่นทุกกาลไหน ทุกชนิด แลนา อิริยาบถ สดใสแผ้ว เพียบด้วยดวงธรรม. พ.ท.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต