น.20 ๑ ธรรมะทำไมกัน ในวันแรกนี้ เราควรจะพูดกันโดยหัวข้อว่า ธรรมะทำไมกัน แต่การที่จะรู้ว่าทำไมกันนั้น ก็ต้องรู้ว่า ธรรมะนั้นคืออะไรบ้างตาม สมควร แล้วจึงจะพูดให้เห็นว่า ทำไมจึงต้องมีการศึกษาและปฏิบัติ ธรรม (๑) ธรรมะกับความลับของชีวิต อยากจะสรุปสั้น ๆ ให้ท่านเข้าใจได้ง่ายว่า ธรรมะคือความลับ ของธรรมชาติ ที่เราจำเป็นจะต้องรู้ เพื่อการพัฒนาชีวิตให้ได้ผล ดีที่สุด (๒)
น.21 ๒ การพัฒนาชีวิตถึงระดับสูงสุดนั้น หมายความว่า ทำให้มัน หมดปัญหาทุกชนิด คือหมดความทุกข์ทุกชนิด ทุกความหมายของ คำว่า ปัญหาและความทุกข์ (๓) เราควรจะพูดกันถึงคำว่า "ความลับ" สักหน่อย เพราะว่ามัน เกี่ยวข้องกันอย่างจำเป็น ถ้าเราไม่รู้ความลับของสิ่งนั้น เราก็ปฏิบัติสิ่ง นั้นให้ลุล่วงไปไม่ได้ เช่นความก้าวหน้าเรื่องปรมาณู เรื่องอวกาศ เรื่องอะไรต่าง ๆ นั้น สำเร็จได้เพราะเรารู้ความลับของมัน นี่ก็เช่น เดียวกัน ถ้าเรารู้ความลับของชีวิต เราก็สามารถพัฒนาชีวิตได้ถึงที่ สุดที่มันควรจะพัฒนา (๔) ทีนี้สิ่งที่เราจะต้องรู้ความลับของมันก่อน ก็คือ "ชีวิต" นั่นเอง ชีวิตในที่นี้ เป็นเรื่องของธรรมชาติ คำว่าธรรมชาติในภาษาบาลีอาจ จะไม่ตรงกับภาษาอังกฤษนัก แต่ก็อาจจะเข้าใจกันได้ ขอให้ถือว่า ธรรมชาตินั่นคือสิ่งที่เป็นไปได้ในตัวมันเอง กฎของมันเองนี่เรา เรียกว่าธรรมชาติ เราจะต้องรู้ความลับของธรรมชาติที่เกี่ยวกับชีวิต เสียก่อน (๕) ธรรมะ ๔ ความหมาย เมื่อเราพูดถึงธรรมชาติก็หมายถึงชีวิต ซึ่งมีความหมายถึง ๔ ความหมาย คือตัวธรรมชาติ ตัวกฎของธรรมชาติ ตัวหน้าที่ ตามกฎของธรรมชาติ และผลที่เกิดจากหน้าที่นั้น ๆ เป็น ๔ ความ หมายด้วยกันอย่างนี้ (๖) ทีนี้ จะต้องขอร้องให้ท่านทั้งหลายมองดูที่ตัวเอง ที่ตัวชีวิต
น.22 ๓ ที่ตัวเราเอง ร่างกายและจิตใจนี้ สมมติเรียกว่าตัวเรา ในตัวเรานี้ มันมีธรรมชาติที่ประกอบกันเป็นร่างกาย เป็นต้น แล้วก็มีกฎของ ธรรมชาติที่ควบคุมธรรมชาติเหล่านั้นอยู่ แล้วเราก็มีหน้าที่ที่จะต้อง ปฏิบัติให้ถูกต้องทุกอย่างเกี่ยวกับกฎหรือตามกฎนั้น ๆ แล้วเราก็ได้ รับผลอยู่ คือเป็นความสะดวกสบาย หรือถ้าปฏิบัติผิด ก็ได้รับผลเป็น ความทุกข์ ในชั้นนี้ขอให้มองให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ในตัวเราคน หนึ่งนี้ มีธรรมะหรือธรรมชาติอยู่ทั้ง ๔ ความหมาย (๗) เมื่อมองเห็นธรรมะครบถ้วนทั้ง ๔ ความหมาย ก็เห็นว่าชีวิต ประกอบอยู่ด้วยธรรมชาติทั้ง ๔ ความหมายอย่างนี้ แต่ว่าเราไม่ รู้ความลับของสิ่งเหล่านี้อย่างถูกต้องและครบถ้วน เราจึงไม่สามารถ ปฏิบัติชนิดที่ได้รับประโยชน์เต็มที่จากชีวิต จึงขอร้องให้ศึกษาคำว่า “ธรรมะ" หรือ "ความลับของชีวิต" กันให้เพียงพอเสียก่อน (๘) การพัฒนาชีวิตให้พ้นทุกข์ ทีนี้ก็จะมองดูที่คำว่า "พัฒนาชีวิต" การพัฒนาชีวิต เราไม่ รู้ความลับเรื่องนี้ แล้วเราก็ไม่รู้เหมือนกันว่า เราจะพัฒนาอย่าง ไร และพัฒนาไปถึงไหน ส่วนมากจะไม่รู้ว่าชีวิตนี้จะพัฒนาไปได้จน ถึงไหน จนถึงระดับไหน สูงสุดเท่าไรไม่รู้ มันก็เลยไม่มีความมุ่ง หมายในการที่จะพัฒนาชีวิต ดังนั้น ขอให้รู้ว่าชีวิตนี้มันจะพัฒนาได้ ไปถึงไหน สูงสุดที่ไหน ขอให้สนใจข้อนี้ด้วย (๙) ในขั้นนี้เราจะถือเอาแต่เพียงว่า พัฒนาชีวิต นั่นคือทำให้ชีวิต เจริญถึงระดับสูงสุด คืออยู่เหนือปัญหาและความทุกข์ทุกระดับและ
น.23 ๔ ทุกความหมาย (๑๐) เดี๋ยวนี้บางคนอาจจะไม่รู้จักแม้แต่ปัญหาของตัว หรือความทุกข์ ของตัว หรือไม่รู้จักความทุกข์นั่นเอง ขอให้คิดดูให้ดี ๆ เถอะว่า เรากำลังเป็นอย่างนั้นหรือไม่ คือเราเห็นว่าสิ่งที่เป็นปัญหาหรือความ ทุกข์นั่นเป็นเรื่องธรรมดา ไม่มีปัญหาอะไรไปเสียก็ได้ ถ้าอย่างนั้นมัน ก็ไม่รู้ว่าจะทำอะไรกัน จะปฏิบัติธรรมเพื่ออะไรกัน ขอให้ดูให้เห็นชัด เจนในสิ่งที่เรียกว่าปัญหาและความทุกข์นั่นเสียก่อน (๑๑) สำหรับคำว่าพัฒนาชีวิตนี้ เราจะกำหนดกันสัก ๔ หัวข้อ คือ เรามีการกระทำชนิดที่ป้องกันสิ่งที่เป็นอันตรายแก่ชีวิตไม่ให้เกิด ขึ้น แล้วเราก็สามารถขจัดอันตรายที่มีอยู่แก่ชีวิตนั้นให้ออกไป แล้ว เราก็สร้างความเจริญ ความก้าวหน้าที่น่าพอใจให้เกิดขึ้น แล้วก็เรา รักษาความก้าวหน้านี้เอาไว้ได้และทำให้เจริญยิ่ง ๆ ขึ้นไป รวมเป็น ๔ ความหมายด้วยกัน ดังนี้คือป้องกันอันตราย ขจัดอันตราย สร้าง สิ่งที่น่าปรารถนา รักษาและเพิ่มพูนสิ่งที่ปรารถนา ในความหมาย ๔ อย่างนี้ ก็เรียกว่าพัฒนาชีวิตได้ (๑๒) การพัฒนาชีวิตเป็นหน้าที่ของเราโดยตรง เห็นชัดแจ้งแล้วว่า เป็นหน้าที่ เราก็จำเป็นที่จะต้องทำให้เป็นการพัฒนาขึ้นมาได้ จริง ๆ (๑๓) ธรรมที่ใช้ในการพัฒนาชีวิต ในการพัฒนาชีวิตนั้น เราต้องการหรือต้องมีธรรมะ ๔ อย่าง คือ สติ สัมปชัญญะ ปัญญา สมาธิ เราต้องมี ๔ อย่างนี้เป็นเครื่องมือ
น.24 ๕ เราจึงจะสามารถพัฒนาชีวิตได้ (๑๔) การฝึกวิปัสสนา หรือพัฒนาจิตนั้น ก็เพื่อทำให้เกิดธรรมะ ๔ อย่างนี้ขึ้นมาอย่างเพียงพอสำหรับจะพัฒนาชีวิต จึงต้องสนใจ ที่จะศึกษาการพัฒนาจิตให้มีธรรมที่จำเป็น ๔ อย่าง ดังที่กล่าว แล้ว (๑๕) อานาปานสติชนิดที่เราต้องการ การพัฒนาจิตหรือปฏิบัติวิปัสสนานั้นมีมากอย่าง มีหลาย ระบบ หลายแบบ แต่แบบที่เห็นว่าดีที่สุดเท่าที่พบแล้ว ก็คือแบบที่ เรียกว่า อานาปานสติภาวนา ซึ่งเราจะได้ศึกษากันโดยละเอียด ต่อไป (๑๖) คำว่า อานาปานสติภาวนา ในความหมายที่ถูกต้องและ สมบูรณ์นั้น คือ การนำเอาความจริง ความถูกต้อง ของธรรม- ชาติข้อใดข้อหนึ่งมากระทำไว้ในใจ ใคร่ครวญ ศึกษา พิจารณา เห็นอยู่ในใจทุกครั้งที่หายใจเข้าและหายใจ ออก (๑๗) ถ้าเราจะรู้ความจริงของอะไร มีความจำเป็นหรือมีประโยชน์ มากที่เราจะต้องเอาความจริงของเรื่องนั้นมากำหนด มาพิจารณา มาแยกแยะ มาศึกษาอยู่อย่างจริงจัง ทุกครั้งที่มีการหายใจออก หายใจเข้า ขอย้ำตรงนี้อีกทีหนึ่งว่า ต้องเอาสิ่งนั้นมากระทำในใจ อยู่ตลอดเวลา ตลอดเวลาในที่นี้ก็หมายความว่า ทุกครั้งที่มีการ หายใจออกและหายใจเข้า หายใจออกก็รู้เรื่องนั้น หายใจเข้าก็รู้
น.25 ๖ เรื่องนั้น หายใจออกก็รู้เรื่องนั้น หายใจเข้าก็รู้เรื่องนั้น นี่เป็นความ จำเป็นและเป็นสิ่งที่มีประโยชน์มาก เพื่อจะให้เกิดความรู้ที่เราต้อง การจะรู้อย่างเพียงพอ และเกิดการเปลี่ยนแปลงในจิตใจ หรือว่า ในภายในของชีวิต (๑๘) ที่จริงคำว่า "อานาปานสติ" นี้มีความหมายกว้าง ถ้าเรา ระลึกด้วยสติถึงอะไรอยู่ทุกลมหายใจเข้าออกแล้ว ก็เรียกว่า อานาปานสติ ได้ทั้งนั้น สมมติว่าท่านคิดถึงบ้านของท่านที่เมือง นอก หรือว่าคิดถึงบุตร ภรรยา ครอบครัวของท่านที่เมืองนอกอยู่ทุก ครั้งที่หายใจเข้าออกแล้ว ก็เรียกว่าอานาปานสติได้เหมือนกัน แต่นั่นไม่ใช่เรื่องที่เราต้องการในที่นี้ ที่เราต้องการในที่นี้ก็คือคิดถึง ธรรมะ คือความจริงของธรรมชาติชนิดที่จะดับทุกข์ได้ เอามาทำไว้ ในใจให้มากพอ ให้ครบถ้วนพอที่จะขจัดปัญหาหรือความทุกข์ได้ เรียกว่ามี ธรรมะ ๔ อย่างที่กล่าวแล้วอย่างเพียงพอนั่นเอง (๑๙) สิ่งที่ควรทำไว้ในใจ ๔ อย่าง ทีนี้ก็มีคำถามว่า อะไรเล่าที่เหมาะสม ที่ถูกต้อง ที่จำเป็น ที่ควรจะเอามาทำไว้ในใจทุกครั้งที่หายใจเข้าและหายใจออก คำตอบก็คือว่า เรื่องความลับของสิ่งที่เรียกว่า กาย ความลับของ สิ่งที่เรียกว่า เวทนา ความลับของสิ่งที่เรียกว่า จิต และความลับ ของสิ่งที่เรียกว่า ธรรมะ นั่นเอง เป็น ๔ อย่างด้วยกันดังนี้ (๒๐) ขอให้จำสิ่งทั้ง ๔ นี้ไว้โดยคำบาลีสั้น ๆ ว่า กาย เวทนา จิต และธรรม ในฐานะเป็นหัวข้อสำคัญ เราจะต้องมีสิ่งเหล่านี้
น.26 ๗ ดีกว่าที่จะมีอะไรมาสำหรับฝึก เพราะว่าสิ่งเหล่านี้มันเป็นสิ่งที่มี อยู่ในตัวเรา และสิ่งเหล่านี้มันเป็นตัวให้เกิดปัญหาขึ้นในชีวิต ของเรา เพราะเราไม่รู้จักสิ่งเหล่านี้ และไม่สามารถควบคุมสิ่ง เหล่านี้ ฉะนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่ง ขอเน้นว่าจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้อง รู้จักเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งในสิ่งทั้งสี่นี้ คือ กาย เวทนา จิต และ ธรรม ( ๒๑) หมวดที่หนึ่ง : กายานุปัสสนาภาวนา ทีนี้ก็มาพิจารณากันดูทีละอย่าง ๆ สำหรับคำว่า กายะ นี้ ถ้าเป็นภาษาบาลี มันแปลว่า "เป็นหมู่" หมู่ของอะไรก็ได้ ก็เรียกว่า กายะ ทั้งนั้น แต่ในที่นี้เราหมายถึงหมู่แห่งสิ่งต่าง ๆ ที่ประกอบกันขึ้น เป็นร่างกาย ร่างกายนี้ประกอบอยู่ด้วยสิ่งหลายอย่าง คือเป็นหมู่ ตรงกับคำว่า กายะ กายะแปลว่าหมู่ ก็จงดูเอาเองว่ากายะนี่ประกอบ ด้วยอะไรบ้าง เป็นอวัยวะอย่างไร เท่าไร จะเป็นธาตุอะไร เท่าไร ส่วนประกอบอะไรบ้าง แล้วก็ยังมีแบ่งออกไปเป็นส่วนที่มันหล่อเลี้ยง ร่างกาย คือลมหายใจ ลมหายใจก็เรียกว่า กายะ เหมือนกัน ใน ฐานะเป็นหมู่ของธาตุอันหนึ่งด้วย เรามาเรียนเรื่องร่างกายนี้ตั้งอยู่ได้ อย่างไร แล้วมีความเกี่ยวข้องกับลมหายใจอย่างไร เราไม่สามารถ บังคับลงไปที่ร่างกายที่เป็นเนื้อหนัง (flesh) โดยตรงได้ แต่เราก็ สามารถบังคับได้ทางร่างกาย คือลมหายใจ เราจึงมี flesh body มี breath body ว่ามันเกี่ยวกันอย่างไร ถ้ากระทำแก่กายอันหนึ่งแล้ว มันไปมีผลแก่กายอันหนึ่งด้วย ดังนั้นเราจึงเอาลมหายใจนี่มาเป็น
น.27 ๘ วัตถุแห่งการฝึก บังคับลมหายใจได้เท่าไร ก็เท่ากับบังคับร่างกายนี้ได้ เท่านั้น ข้อนี้จะปรากฏอย่างแจ่มแจ้งแก่ท่านเอง เมื่อท่านได้ฝึกถึง อานาปานสติขั้นนี้ต่อไปข้างหน้า (๒๒) ดังนั้น การปฏิบัติขั้นแรกเกี่ยวกับกายนี่ เราจึงศึกษาเรื่อง ลมหายใจกันอย่างพิเศษ อย่างแจ่มแจ้ง กำหนดลมหายใจทุกชนิด จนรู้จักว่ามันเป็นอย่างไร ลมหายใจนี่มียาวบ้าง มีสั้นบ้าง มีหยาบ บ้าง มีละเอียดบ้าง มีเป็นอย่างอย่าง เราจะต้องศึกษาจนรู้จักมันดี ทุก ๆ ชนิด ว่า แต่ละชนิด ๆ นั้น มันมีธรรมชาติอย่างไร มีลักษณะ อย่างไร มีอาการอย่างไร ลมหายใจชนิดไหนมีอิทธิพลแก่ร่างกาย อย่างไร จนเรารู้สึกเห็นได้ชัดว่ามันเป็นสิ่งที่เนื่องกัน แล้วลมหายใจ นั่นแหละเป็นผู้คอยปรุงแต่ง เป็น conditioner ของร่างกาย แปลว่า ขั้นที่หนึ่ง เราศึกษามากเป็นพิเศษเรื่องลมหายใจ รู้ลักษณะ ของมันทุกอย่าง แล้วยังรู้จักว่ามันเนื่องกันกับร่างกาย คือกายเนื้อนี้ อย่างไรอีกด้วย เพื่อว่าเราจะสามารถบังคับกายเนื้อได้โดยการ บังคับลมหายใจ ( ๒๓) ถ้าสรุปความดูเราก็จะเห็นว่า เดี๋ยวนี้เรารู้เรื่องความลับของ กายะ ของกาย ของ body แล้วก็รู้ว่ากายเนื้อ (flesh body) นี้มีกาย ลมหายใจ (breath body) เป็นเครื่องปรุงแต่ง เป็น conditioner แล้วก็ยังรู้ว่า เราสามารถจะทำให้กายเนื้อนี่น่ะระงับลงไปได้ โดยการ กระทำให้ลมหายใจนี่ระงับ หมายความว่า ถ้าลมหายใจระงับ กายเนื้อนี่ก็จะระงับด้วย ดังนั้นเราจึงสามารถบังคับกายเนื้อนี่ทาง กายลมหายใจ ถ้าเราอยากจะบังคับกายเนื้อโดยตรง เราจะบังคับโดย
น.28 ๙ อ้อม โดยผ่านทางลมหายใจ แล้วเราก็รู้ได้ว่า มันทำให้สงบให้ ระงับได้ และในการสงบระงับนั้นมันมีความสุขด้วย แล้วยังมี ประโยชน์อย่างอื่นอีก (๒๔) หมวดที่สอง : เวทนานุปัสสนาภาวนา ในหมวดที่ ๑ เรารู้ความลับของกายแล้ว ต่อไปนี้เราก็จะได้ รู้ความลับของหมวดที่ ๒ คือ เวทนา เวทนาเป็นสิ่งที่มีอิทธิพลสูงสุด ต่อมนุษย์ หรือต่อสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลาย อาตมาจะพูดชนิดที่ท่านทั้ง หลายจะประหลาดใจว่า โลกทั้งโลก สัตว์ มนุษย์ สัตว์มีชีวิตทั้งโลก นี่ มันขึ้นอยู่กับเวทนา มันอยู่ภายใต้อำนาจของสิ่งที่เรียกว่า "เวทนา" มันก็ฟังดูก็น่าหัว ไม่น่าเชื่อ แต่ขอให้คิดดูให้ดี ๆ ว่า สิ่งที่เรียกว่า เวทนานั่นแหละ คือ สิ่งที่บังคับคนทุกคนให้ทำอะไรตามที่เขา ต้องการ เมื่อเขามีสุขเวทนา เขาก็คิดไปอย่างหนึ่ง ทำไปอย่างหนึ่ง เพื่อให้ได้สุขเวทนา เมื่อได้ทุกขเวทนา เขาก็คิดก็ทำไปอย่างหนึ่งเพื่อ ต่อสู้ เพื่อเป็นปัญหาที่จะต้องเกิดความทุกข์ ขอให้มองในข้อนี้ให้เห็น ให้ชัดเลยว่า โลกทั้งหมดนี่มันอยู่ภายใต้การบงการของสิ่งที่เรียกว่า เวทนา แต่มันอาจจะมีขั้นตอนอย่างอื่น เช่นว่า มีตัณหาไปตาม เวทนา แล้วก็บังคับไปก็ได้ แต่ว่าสิ่งที่มันมีอิทธิพลมากเหนือจิตใจ ของเราทุกคน คือสิ่งที่เรียกว่าเวทนา จึงต้องรู้จักความลับของมัน ให้ดี (๒๕) อยากจะพูดประโยคหนึ่งซึ่งท่านอาจจะหัวเราะก็ได้ ตามใจ คือจะพูดว่า ถ้าเราควบคุมเวทนาได้ เราก็จะควบคุมโลกได้
น.29 ๑๐ ถ้าเราควบคุมเวทนาได้ตามที่เราต้องการ แล้วเราก็จะควบคุมโลกได้ ตามที่เราต้องการ เดี๋ยวนี้ไม่มีใครควบคุมได้และก็ไม่ได้คิดจะ ควบคุม โลกจึงเป็นไปอย่างที่ปราศจากการควบคุมที่ถูกต้อง ก็มี วิกฤตการณ์มากมายเห็นไหม เพราะว่าเขาควบคุมเวทนาในขั้นต้น ไม่ได้ เป็นมูลเหตุให้เกิดการกระทำชนิดที่เกิดเป็นวิกฤตการณ์ ทั้งหลายในโลก เช่น สงคราม เป็นต้น (๒๖) ถ้าจะพูดตามที่พระพุทธเจ้าพูด ก็พูดว่า เวทนาเป็นจุดศูนย์ รวมแห่งต้นเหตุที่ให้เกิดทุกอย่างในโลก เช่น ให้เกิดการกระทำ อย่างนั้นอย่างนี้ขึ้นในโลก เวทนาที่เขารู้สึกอยู่นั่นแหละเป็นเหตุ บังคับให้เขาต้องการ แล้วก็กระทำไปตามที่เขาต้องการ หรือแม้ ที่สุดแต่ว่า ถ้าเชื่อว่ามีการเกิดใหม่ มีการเที่ยวไปในวัฏฏสงสาร มันก็มีมูลเหตุอยู่ที่เวทนา เราควบคุมเวทนาได้ก็หมายความว่าเรา ควบคุมต้นเหตุ หรือมูลเหตุ หรือที่เกิด หรือบ่อเกิดของสิ่งทั้งปวงได้ นี่แหละจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรู้จักสิ่งนี้ให้ถูกต้องทุกแง่ทุกมุม จนควบคุมมันได้ ไม่มีความลับของเวทนาที่จะหลอกลวงให้เราทำ อะไรอย่างโง่เขลาอีกต่อไป (๒๗) ในกรณีที่เกี่ยวกับเวทนานี้ เราจะต้องรู้จักกับสิ่งที่เรียกว่า เวทนา คือสิ่งที่รู้สึกแก่จิต หรือที่จิตรู้สึก นี่เรียกว่าเวทนา รู้จัก ตัวเวทนานี้ว่าเป็นสิ่งที่ปรุงแต่งจิต ให้เกิดความคิด ความนึก การกระทำ การพูดอะไรต่อไป นี่แหละเวทนาปรุงแต่งจิต แล้วก็ ข้อที่ ๓ เราก็รู้ว่าจิตนี้เราควบคุมได้ โดยการควบคุมที่เวทนา อย่างเดียวกับที่เราควบคุมกายเนื้อได้ โดยควบคุมกายลมหายใจ
น.30 เดี๋ยวนี้เราก็ควบคุมจิตได้โดยการควบคุมเวทนา ให้ปรุงแต่งจิตแต่ใน ทางที่ถูกต้อง เป็นอันว่าเราต้องรู้ ๓ อย่าง คือรู้จักตัวเวทนานั่นเอง แล้วรู้จักตัวสิ่งปรุงแต่งเวทนา แล้วก็รู้จักการควบคุมสิ่งปรุงแต่ง เวทนานั้น ซึ่งเท่ากับเป็นการควบคุมเวทนานั่นเอง ๓ อย่างนี้สำคัญ มากที่จะต้องรู้เกี่ยวกับเวทนา (๒๘) เพื่อความเข้าใจง่าย แล้วก็เปรียบเทียบความเหมือนกันของ ข้อที่ ๑ กับข้อที่ ๒ ข้อที่ ๑ กาย เรารู้ว่ามีอะไรปรุงแต่งกาย แล้ว เราควบคุมสิ่งนั้น กายก็สงบระงับ คือเรารู้เรื่องว่ามีร่างกาย กายเนื้อ แล้วเราก็มีกายลมหายใจเป็นเครื่องปรุงแต่ง แล้วเราควบคุมลม หายใจนี้ แล้วก็สามารถทำกายเนื้อให้ระงับ นี่เรื่องกาย เรื่องจิตเราก็ มีเวทนาเป็นเครื่องปรุงแต่งจิต เราก็ควบคุมเวทนาไม่ให้ปรุงแต่งจิต หรือให้ปรุงแต่งจิตแต่ในทางที่เราปรารถนา เราก็สามารถทำจิต ให้สงบได้ ดังนี้ ข้อปฏิบัติแห่งขั้นที่ ๑ ขั้นที่ ๒ มีหลักเกณฑ์เหมือนกัน เรื่องกายเรื่องเวทนานี่มีหลักเกณฑ์เหมือนกันเลย (๒๙) หมวดที่สาม : จิตตานุปัสสนาภาวนา การปฏิบัติขั้นที่ ๑ เรารู้จักความลับของกาย การปฏิบัติขั้น ที่ ๒ เรารู้ความลับของเวทนา ทีนี้ก็มาถึงการปฏิบัติขั้นที่ ๓ เราจะ รู้ความลับของสิ่งที่เรียกว่า จิต ในภาษาบาลีว่า จิตตะ ภาษาไทย ว่า จิต เฉย ๆ จิตนั่นแหละเป็นตัวการ เป็นผู้นำชีวิต เราจะต้อง รู้จักจิตให้ถูกต้องจนสามารถควบคุมจิตได้ แล้วจะได้นำชีวิตไปให้ ถูกต้องได้ เราจึงจำเป็นที่จะต้องศึกษากันเป็นพิเศษ เพราะว่าสิ่งที่
น.31 ๑๒ เรียกว่าจิตนั้น เป็นสิ่งที่ละเอียด สุขุม ลึกซึ้ง ไม่เห็นตัว จึงต้องมีการ ศึกษาเป็นพิเศษเกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่าจิต แต่ก็เป็นสิ่งที่สามารถจะทำ ได้ อย่ายอมแพ้ อย่าเพิ่งท้อถอย ตั้งใจศึกษากันต่อไป (๓๐) เราไม่อาจจะรู้จักจิตโดยตรงได้ เราไม่อาจจะสัมผัสสิ่งที่เรียกว่า จิตโดยตรงได้ แต่เราอาจจะรู้จักจิตได้โดยทางความคิด (thought) ของจิต ถ้าเรารู้จักว่า thought เป็นอย่างไร ก็รู้จักว่าจิตมันเป็น อย่างไร ในทางวัตถุเช่นเดียวกัน ที่ว่าเราไม่อาจจะรู้จักตัวสิ่งที่ เรียกว่าไฟฟ้า (electricity) เราไม่อาจจะรู้จักตัวมัน แต่เราอาจจะ รู้จักอาการที่มันแสดงออกมา นี่ก็เป็นเหตุให้เรารู้ไปถึงตัวไฟฟ้าได้ มันรู้ได้เพียงเท่านั้น แต่ที่จะรู้ว่าจิตเป็นอย่างไร ตัวจิตเป็นอย่างไร การจะสัมผัสตัวจิตนั้น เป็นสิ่งที่ทำไม่ได้ แต่สัมผัสอาการของมัน คือ ความคิดต่าง ๆ ได้ เดี๋ยวนี้เราก็มีความคิดอยู่ทุกวัน คิดอย่างนั้น คิดอย่างนี้ เราก็อาจจะสังเกตได้ว่า จิตมันจะคิดไปกี่อย่าง มันจะคิด ได้กี่อย่าง กี่ระดับ กี่ชั้นก็พอ ขอให้รู้จักสิ่งที่เรียกว่า "จิต" ใน ลักษณะอย่างนี้กันก่อน (๓๑) ดังนั้น เราก็ตั้งต้นศึกษาจิต โดยคอยสังเกตดูว่ามันมีความคิด อย่างไร มันมีความคิดผิดถูกอย่างไร ในความคิดนั้นมีกิเลสหรือ ไม่มีกิเลส แล้วมันคิดไปทางถูก ทางผิด ทางดี ทางชั่ว จนเรารู้จัก จิต โดยความคิดของจิตทุกรูปแบบ ทุกรูปแบบที่มันจะคิดได้ นี่ละ เรารู้ความจริงข้อนี้ไว้สักทีหนึ่งก่อนว่า ธรรมชาติ (nature) ของจิต เป็นอย่างนี้ ทีนี้โดยเหตุที่เราฝึกมาทางฝึกกาย แล้วก็ฝึกเวทนา (conditioner of the mind) เราจึงสามารถบังคับจิต ทีนี้เราก็สามารถ
น.32 ๑๓ บังคับจิตให้จิตคิดในที่ควรคิด หรือว่าจะบังคับเฉย ๆ ว่าให้พอใจ ให้รู้สึกพอใจก็ได้ หรือถ้าเราอยากจะคิดอย่างไม่พอใจก็ได้ หรือว่า เราจะทำจิตให้นิ่ง ให้สงบ ให้ concentrate ก็ได้ คือเราบังคับได้ หรือว่าเราจะบังคับจิตให้ปล่อย ให้ปล่อยสิ่งที่จิตหลงรัก หลงเกลียด หลงติดยึด (attach) อยู่ออกไป อย่างนี้ก็ได้ นี่ละบทเรียนเกี่ยวกับจิต เป็นอย่างนี้ ที่เราจะต้องฝึกในหมวดที่ ๓ ของอานาปานสติภาวนา รู้จักจิตทุกชนิด สามารถบังคับจิตไปในทางพอใจแล้วก็บังคับจิตหยุด บังคับจิตปล่อย ปล่อยสิ่งที่จิต attach หรือปล่อยสิ่งที่ attach จิต ก็ตาม ให้มันออกไปได้ อย่างนี้ก็เรียกว่าเก่ง (well versed) ในเรื่อง ของจิต เป็นบทเรียนที่ ๓ ในเรื่องของอานาปานสติ (๓๒) หมวดที่สี่ : ธัมมานุปัสสนาภาวนา ทีนี้เราก็มาถึงขั้นที่ ๔ หรือหมวดที่ ๔ เกี่ยวกับ ธรรมะ ก็ อย่างที่กล่าวมาแล้ว ธรรมะก็คือธรรมชาติในทุกความหมาย เดี๋ยวนี้ เราเอาตัวความจริง (ultimate truth) ของสิ่งเหล่านั้นเพื่อมาศึกษา เรียกว่าศึกษาธรรมะ เป็น truth หรือเป็น fact ที่เป็นความลับอย่างยิ่ง ของธรรมชาติ เพื่อเราจะรู้ แล้วเราจะสามารถดำเนินชีวิตที่ดีที่สุด เราจงรู้ว่าเราตั้งใจจะศึกษาความลับของ truth ที่ควบคุมชีวิต เช่น เรื่อง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา สุญญตา ตถตา เป็นต้น รู้เรื่องไม่เที่ยง รู้เรื่องเป็นทุกข์ รู้เรื่องไม่ใช่ตน รู้เรื่องว่างจากตน รู้เรื่องเช่นนั้นเองของ สิ่งทั้งปวง นี่เป็น ultimate truth เราจะต้องมองให้เห็นสิ่งเหล่านี้ เพื่อว่าจิตจะไม่เดินผิดทางอีกต่อไป (๓๓)
Buddhadasa