Buddhadasa.org

อานาปานสติ กุณแจไขความลับของชีวิต ตอนที่ ๒ — การบรรยายครั้งที่ ๒ การปฏิบัติอานาปานสติ หมวดกาย

อานาปานสติ กุณแจไขความลับของชีวิต — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — อานาปานสติ กุณแจไขความลับของชีวิต (๗ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.33 การบรรยายครั้งที่ ๒) การปฏิบัติอานาปานสติหมวดกาย

น.34 ๑๙ ในครั้งนี้ เราจะพูดกันถึงการปฏิบัติอานาปานสติ หมวดที่ ๑ ซึ่งว่าด้วยร่างกาย ขอบอกกล่าวล่วงหน้าว่า ทั้งหมดมีสิ่งที่จะต้อง กำหนดนั้น ๔ หมวด หมวดละ ๔ อย่าง เรียกว่า ธรรมะ ๑๖ อย่าง แต่ใน ๑๖ อย่างนั้น เป็นลมหายใจเสีย ๒ อย่าง กำหนดลมหายใจ ๒ ขั้น ที่เหลือ ๑๔ ขั้นน่ะ กำหนดสิ่งอื่น ๆ รวมกันเป็น ๑๖ อย่าง แบ่งเป็น ๔ หมวด วันนี้เราก็จะพูดกันถึงหมวดแรก หมวดที่ ๑ ที่ เนื่องด้วยร่างกาย มีอยู่ ๔ ขั้น (๓๗)

น.35 ๒๐ การตระเตรียมขั้นต้น : สถานที่ ทีนี้เราจะพูดกันตั้งแต่อันดับแรก คือการเตรียม การตระเตรียม เราก็จะมีการเลือก สถานที่ เท่าที่เราจะเลือกได้ ให้ดีเท่าที่เราจะ เลือกได้ แม้ว่าเราจะเลือกให้ดีที่สุดไม่ได้ เราก็ต้องเลือกสถานที่ ที่เงียบสงัดดี ไม่มีอะไรรบกวน อากาศดี แต่ถ้าหากว่ามันเลือกไม่ได้ เราก็ต้องได้ตามที่เราจะได้ เพราะว่าแม้ที่สุดแต่ในรถไฟ เรากำลัง นั่งอยู่ในรถไฟที่วิ่งไป เราก็ยังต้องทำได้ บางทีเราก็กำหนดลมหายใจ จนไม่ได้ยินเสียงรถไฟวิ่ง ไม่ได้รับการกระเทือนของรถไฟวิ่ง นั่น แสดงว่าเราเลือกสถานที่เท่าที่เราจะเลือกได้เป็นข้อแรก (๓๘) อยากจะพูดต่อไปอีกนิดหนึ่งที่ว่า แม้ในรถไฟเราก็ไม่ยอมแพ้ เมื่อเราต้องการจะทำ เราอาจจะใช้เสียงที่เกิดจากรถไฟ ล้อบดราง กุกกัก ๆ ๆ นี่ละเป็นอารมณ์ แทนลมหายใจก็ยังได้ นี่เรียกว่าไม่มีการ ขัดข้องเกี่ยวกับสถานที่ที่จะทำในโลกนี้ มีแต่ว่าเหมาะสมที่สุดหรือไม่ เหมาะที่สุด ไม่มีข้อแก้ตัวว่าที่จะเลือกที่ ๆ เหมาะไม่ได้ (๓๙) การเตรียมร่างกาย ทีนี้ก็มาถึงการเตรียม ร่างกาย เราก็จะต้องมีร่างกายปกติ พอสมควร ไม่มีโรคอะไร ไม่มีเรื่องเกี่ยวกับท้องไส้ผิดปกติอะไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ จมูก ที่หายใจ ต้องได้รับการปรับปรุงให้ทำ หน้าที่ของมันได้สะดวกและถูกต้อง แต่โบราณเขาใช้น้ำใส่ฝ่ามือ แล้วสูดน้ำเข้าไป แล้วสั่งออกมา ทำอย่างนี้ ๒-๓ ครั้ง ก็ทำให้จมูก พร้อมที่จะหายใจดี อย่างนี้เป็นต้น เรียกว่าเตรียมในส่วนร่างกายของ

น.36 ๒๑ เราให้เหมาะสม (๔๐) การเตรียมเรื่องเวลา ทีนี้ก็อยากจะพูดถึงเวลา การตระเตรียมเรื่อง เวลา โดยเฉพาะ อย่างยิ่งเมื่อตั้งใจจะปฏิบัติจริง ๆ เราก็เลือกเวลาที่เหมาะสมเท่าที่จะ หาได้ แต่ถ้ามันหาไม่ได้อย่างที่ดีที่สุด เราก็ต้องได้ตามที่ควรจะได้ เพราะว่าเราสามารถปรับปรุงข้างในไม่ให้มีการรบกวน แล้วเวลาที่มัน มีการรบกวน เราก็สามารถที่จะปรับปรุงได้ โดยไม่รับเอาความ รบกวนเข้ามา เรื่องเวลาก็ไม่จำเป็นผูกมัดเด็ดขาดอะไร ต้องอย่างนั้น อย่างนี้ จนหาไม่ได้ บางคนมันทำจนหาเวลาไม่ได้ อย่างนี้มันไม่ถูก ขอให้เราเลือกเวลาตามที่เลือกได้ และมีหลักว่าเราจะทำได้ทุก เวลา (๔๑) อาจารย์และกัลยาณมิตร ทีนี้ก็มาถึงสิ่งที่เรียกกันว่า อาจารย์ แต่โดยแท้จริงหรือแม้ ในระเบียบเก่าที่ทำกันอยู่ เขาไม่ได้เรียกว่าอาจารย์ แต่เรียกว่า เพื่อนที่ดี คือ กัลยาณมิตร แต่เดี๋ยวนี้มักไปเรียกกันว่าอาจารย์ ต้องมีอาจารย์ควบคุม ที่เรียกว่าเพื่อนในฐานะที่ปรึกษาหรือช่วย เหลือบางอย่างบางประการ นั่นละถูกต้อง เพราะเรามีหลักว่า ไม่มี ใครจะช่วยใครได้โดยตรง มันมีลักษณะเป็นเพื่อน ผู้ที่จะเป็นเพื่อน ที่ดี โดยมากก็เป็นผู้ที่เคยทำมาแล้ว มีความรู้เรื่องนี้ดี สามารถตอบ คำถามหรืออธิบายข้อขัดข้องบางอย่าง แต่ไม่จำเป็นที่จะต้องไปนั่ง

น.37 ๒๒ ควบคุมอยู่ข้าง ๆ มีโอกาสไต่ถามข้อสงสัย หรือแก้ไขข้อขัดข้องมัน ก็พอแล้ว เราก็ต้องมีเพื่อนที่ดีอย่างนี้ด้วย ซึ่งจะต้องมีหรือเตรียม (๔๒) ท่านั่ง และการวางมือ ทีนี้ก็มาถึง การลงมือกระทำ สิ่งแรกที่เราจะพูดกันก็คือ การนั่ง ท่าของการนั่ง มีความสำคัญอยู่ที่ว่า จะต้องนั่งชนิดที่ มั่นคง จนกระทั่งว่าเมื่อจิตเป็น semi-conscious นี่ก็ไม่ล้ม สามารถ จะนั่งอยู่ได้เหมือนกับปิรามิด ปิรามิดมันล้มไม่ได้เพราะมันมีฐาน มียอดตรงกลาง มันล้มไม่ได้ ท่านั่งเหมือนกับความหมายของ ปิรามิด ก็คือนั่งชนิดที่เอาขาเข้ามาโดยรอบ ท่านจะต้องหัดนั่ง เพราะ จำเป็น คงจะลำบากสำหรับท่านที่ไม่เคย แต่ว่าฝึกได้ เหยียดขาออก ไปก่อน แล้วก็เอาขาขัดเข้ามาอย่างนี้ พยายามสักหน่อยก็จะนั่งได้ มันก็จะมีการนั่งเหมือนอย่างปิรามิด นั่นมันล้มไม่ได้ ถ้าขัดขา (cross) กันดีแล้ว มันล้มไม่ได้ ข้างหน้าก็ไม่ได้ ข้างหลังก็ไม่ได้ ข้าง ๆ ก็ไม่ได้ นี่เราต้องการ ฉะนั้นขอให้หัดนั่ง ท่านี้เป็นท่าเฉพาะ เหมือนที่นั่งอย่างนี้แหละ จะเรียกชื่อเฉพาะ แต่โบราณเรียกว่าท่านั่ง ดอกบัว "ปัทมาสนะ" นี่ท่านั่ง แล้วต้องหลังตรง เพื่อว่ากระดูก สันหลังนี่จะซ้อน ๆ กันอย่างเรียบร้อย ไม่โค้งอย่างนี้ จะตรงอย่างนี้ กระดูกจะซ้อนกันเรียบร้อย นั่นคือความปกติของร่างกาย เกี่ยวกับ กระดูกสันหลังนี่มันเกี่ยวเนื่องไปถึงระบบประสาท ดังนั้นเราจึงต้อง นั่งตรง แล้วก็ล้มไม่ได้ แล้วก็กระดูกสันหลังนี่ตรง นี่ละท่านั่ง (๔๓)

น.39 ๒๔ ในครั้งแรกมันคงจะลำบากมากสำหรับท่านที่ไม่เคยนั่ง แต่ต้อง ขอร้องให้พยายามนั่ง ในครั้งแรกอาจจะเพียงแต่ว่าเอาเท้าเข้ามา อย่างนี้ แล้วมาอย่างนี้ ไม่ต้องซ้อน หรือไม่ต้อง cross ไม่ต้องซ้อน เท่านี้ก่อน แล้วต่อมาจึง cross ข้างหนึ่ง นี่ทับอย่างนี้ อย่างนี้ แล้วต่อ มาจึง cross ทั้ง ๒ ข้าง เอาอันนี้ขึ้นมาบนนี้ด้วย ไม่ต้อง cross แล้ว ก็ครึ่ง cross ครั้งเดียว cross ข้างเดียว แล้วก็ cross ทั้ง ๒ ข้าง นี่ทำ compact เหมือนกับปิรามิดมันล้มไม่ได้ เมื่อจิตเป็นสมาธิหรือครึ่ง สมาธิ กระดูกสันหลังตรงนั้นจำเป็นมาก เพราะมันมีการหายใจที่ต่าง กัน ถ้ากระดูกสันหลังคด มันหายใจอีกอย่างหนึ่ง ถ้ากระดูกสันหลัง ตรง มันหายใจอีกอย่างหนึ่ง เพราะฉะนั้น เราต้องพยายามให้ กระดูกสันหลังตรงด้วย นี่ต้องขอร้องให้พยายามลำบากหน่อย (๔๔) ทีนี้ก็มาถึงเรื่อง มือ เราจะทำมืออย่างไร ตามสบายเราทำมือ อย่างนี้ แล้วก็อย่างนี้ไว้บนเข่าตามสบายก็ได้ เพราะว่าถ้ามือมาซ้อน กันมักจะเกิดความร้อน ความร้อนที่มือ จะรำคาญ ถ้าเราวางอย่างนี้ จะไม่เกิดความร้อน เราจะซ้อนกันอย่างนี้ก็ได้ แต่ว่าบางพวกเขาแนะ ว่าทำมืออย่างนี้ นี่มืออย่างนี้ จะมีสมาธิที่มือ ที่มือ มือที่ดันกันอย่าง นี้ช่วยขึ้นอีกหน่อยหนึ่ง ก็ดีเหมือนกัน ที่ในเมืองจีนเขาใช้อย่างนี้มาก คืออย่างนี้ แล้วก็มาวางอย่างนี้ หรืออย่างนี้เฉย ๆ แล้วก็อย่างนี้ เลือกตามที่เห็นสมควร แต่คิดว่าถ้ามาซ้อนกันอย่างนี้มันก็มีความร้อน เกิดขึ้นที่มือ แล้วก็รำคาญไว้ที่นี่ นี่ถ้าทำได้ก็ทำอย่างนี้ ให้มีสมาธิอีก ส่วนหนึ่งเพิ่มขึ้น ก็เอามือจดกันให้แน่นอย่างนี้ แล้วก็วางอย่างนี้ ก็ดีเหมือนกัน เลือกได้เลือกได้ใน ๓ วิธี (๔๕)

น.40 ๒๕ หลับตาหรือลืมตาดี ทีนี้ก็มาถึงเรื่อง ตา เลือกดูว่าพอลงมือกระทำน่ะจะลืมตา หรือจะหลับตา บางคนคิดว่าจะต้องหลับตา ถ้าลืมตาก็ทำไม่ได้ แต่ถ้าท่านเป็นผู้ที่เอาจริง มีจิตใจเข้มแข็งพอ ท่านสามารถจะลืมตา ได้ ตั้งต้นด้วยการลืมตา ตั้งใจจะมองที่จมูก ตั้งใจจะมองแล้วก็ ลืมตา มันก็ทำได้ ไม่ใช่ทำไม่ได้ แล้วก็มันจะช่วยความเป็นสมาธิ มากขึ้น ถ้าหลับตาตั้งแต่ทีแรกน่ะ มันชวนให้ง่วงนอน ถ้าลืมตาแล้ว ตาก็จะไม่ร้อน ตาจะเย็นกว่าที่จะหลับตา ถ้าหลับตา ตามันร้อน ทีนี้ลืมตา ตาเย็นและช่วยความเป็นสมาธิด้วยการมองที่นี่ แล้วก็ทำ สมาธิเรื่อยไป ๆ ถ้ามันเป็นสมาธิครึ่งหนึ่งแล้ว มันจะหลับของมันเอง ไม่ต้องกลัว ที่ว่าเป็นเทคนิคที่สมบูรณ์นั่น ควรจะลืมตามองที่นี่ จนมันจะเป็นสมาธิ แล้วมันจะค่อยหลับทีหลัง ถ้าเป็นสมาธิเต็มที่ แล้วมันก็หลับเอง นี่เรื่องตา (๔๖) การที่เราฝึกด้วยการลืมตาดูจมูกนี่น่ะ มันเป็นสมาธิโดย อัตโนมัติอยู่มากทีเดียว ถ้าเราตั้งใจทั้งหมดที่จะดูที่จมูกแล้ว เราจะไม่ เห็นอะไร จะไม่เห็นอะไรทั้งหมด ถ้าเราทำได้อย่างนั้น มันก็คือความ เป็นสมาธิในความหมายหนึ่ง ได้กำไร เป็นสมาธิตั้งแต่เพียงตั้งต้น เพียงว่าดูจมูก แต่ไม่เห็นสิ่งต่าง ๆ ถ้าจิตทั้งหมด ความสนใจทั้ง หมดตั้งใจจะดูที่จมูกแล้วก็จะไม่เห็นอะไร นี่มันมีความหมายของ ความเป็นสมาธิมากอยู่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นควรจะพยายามอย่าง ที่เรียกว่าตั้งต้นด้วยการลืมตา (๔๗) ขอให้สังเกตว่าเราทำได้ เมื่อตั้งใจจะมองที่จมูก รู้สึกที่จมูก

น.41 ๒๖ แต่พร้อมกันนั้นเราก็รู้สึกที่การหายใจได้ด้วย คล้ายจะทำทั้งสอง อย่าง ทำทีเดียวสองอย่าง แต่ที่จริงเพราะความเร็วมากของจิตน่ะมัน ก็ทำได้ ไม่ใช่ว่าผิดธรรมชาติ กำหนดที่ปลายจมูกด้วย แล้วก็กำหนด ที่หายใจเข้าออกด้วย นี้เป็นสิ่งที่ทำได้ (๔๘) การกำหนดลมหายใจ ทีนี้ก็มาถึง การกำหนดลมหายใจ จะต้องมีสติ จะต้องเริ่ม การใช้สติ คือมีสติในการหายใจ นี่ละมันเรื่องฝึกสติ ตรงกันตรงนี้ว่า มีสติในการที่จะหายใจ เราปล่อยให้มันหายใจตามสบาย ตามปกติ แล้วก็มีสติกำหนดเข้าไปที่การหายใจนั่นแหละ ว่าหายใจเข้าอย่างไร หายใจออกอย่างไร หายใจเข้าอย่างไร แล้วก็มีสติกำหนดลมหายใจ ตามปกติ ในลักษณะที่เรียกว่าวิ่งตาม หายใจเข้าตั้งต้นที่จมูกนี่ สมมติว่าสุดที่สะดือ หายใจออกสมมติว่าตั้งต้นที่สะดือ แล้วก็มาสุด ที่จมูก ระหว่างนี้มีช่วงที่ลมหายใจวิ่งเข้าวิ่งออก มีสติกำหนดอาการ ที่มันเคลื่อนเข้าไปและออกมา อย่าให้มีช่องว่าง นี่เป็นบทเรียน อันแรก กำหนดลมหายใจด้วยสติ (๔๙) กำหนดรู้ลมหายใจด้วยสติ เราสมมติ ไม่ใช่ว่าเราถือเอาตามความจริง เราไม่ได้เรียน วิทยาศาสตร์เรื่องร่างกาย สรีรวิทยา เดี๋ยวนี้เราจะทำสมาธิ เรา สมมติว่าลมหายใจสุดอยู่ที่สะดือ ที่จริงเราก็รู้ว่าเข้าไปปอด ไม่ได้ ไปถึงสะดือ แต่เดี๋ยวนี้เราเอาความรู้สึกเป็นหลัก เราอาจจะรู้สึกได้ว่า

น.42 ๒๗ มันสุดที่สะดือ แล้วมันมาสุดที่จมูก มีสติสำหรับ วิ่งตาม จะเรียก ว่าจิตก็ได้ จะเรียกว่าสติบังคับให้จิตวิ่งก็ได้ จะเรียกว่าจิตวิ่งก็ได้ คำเหล่านี้ไม่สำคัญหรอก แต่ว่าให้มีการกำหนดว่าเหมือนกับวิ่งตาม แล้วไม่เคยพรากจากกัน มันเข้าไป แล้วมันก็หยุดนิดหนึ่ง มันออกมา แล้วมันก็หยุดนิดหนึ่ง แล้วมันก็เข้าไป แล้วมันก็ออกมา แล้วก็หยุด นิดหนึ่ง นี่ละเรียกว่ากำหนดไม่ให้มีระยะที่ว่าง ที่ว่าจิตไปเสียที่อื่น จิตจะไม่มีไปที่อื่น จะอยู่กับลมหายใจเข้า แล้วหยุด ออก แล้วหยุด ทำอย่างนี้เป็นบทเรียนทีแรก มันก็คงไม่ง่ายนัก บางทีมันก็กินเวลา สามวันก็ได้ สามสัปดาห์ก็ได้ สามเดือนก็ได้ มันเป็นสิ่งที่จะต้องทำ ให้ได้ในขั้นแรก ในข้อแรก เดี๋ยวนี้เราบอกแต่วิธีทำ ที่เราฝึกกันเพียง ไม่กี่วันนี่ละ มันก็เพียงแต่รู้วิธีทำ แล้วท่านต้องไปทำตลอดไป นี่เรียกว่ากำหนดลมหายใจระหว่างจุดทั้งสอง โดยไม่มีช่องว่างเว้น ให้จิตนี้ไปที่อื่น (๕๐) ลมหายใจแบบต่าง ๆ ทีนี้ต่อไปเมื่อเราวิ่งตาม เรามีโอกาสที่จะสังเกตเห็นอะไร หลาย ๆ อย่าง ในขณะที่จิตวิ่งตาม เรามีโอกาสที่จะสังเกตเห็น อะไรหลาย ๆ อย่าง หรือรู้สึกอะไรหลาย ๆ อย่าง เช่นรู้สึกความยาว หรือความสั้นของลมหายใจ ก็แปลว่าเรารู้จักลมหายใจยาวหรือ ลมหายใจสั้น แล้วเราจะสังเกตรู้สึกความหยาบหรือความละเอียด ความแผ่วเบา ความประณีตของลมหายใจ แล้วยังจะรู้สึกกำหนดว่า มันคล่องหรือมันขัดข้องเป็นต้น แล้วต่อไปนี้เราจะต้องสังเกต รู้จัก

น.43 ๒๘ reaction (ปฏิกิริยา) จากสิ่งเหล่านี้ต่อไปอีก ต่อไปอีก ในขั้นแรกนี้ขอ ให้ศึกษาว่าเราจะรู้จักความยาวหรือความสั้น ความหยาบหรือความ ละเอียด ความคล่องสะดวกดี หรือความขัดข้องเป็นต้น เริ่มสังเกตให้ ได้ด้วยความรู้สึก ก็ด้วยสติอีกเหมือนกัน (๕๑) อิทธิพลต่อร่างกาย ทีนี้เราก็ต้องรู้จักสังเกตต่อไป คือจะสังเกตให้เห็น ปฏิกิริยา หรืออิทธิพลของลมหายใจ ที่ต่างกันนั่น ว่ามันมีปฏิกิริยาหรือมี อิทธิพลต่อความรู้สึกของเราอย่างไร เช่นว่า เมื่อลมหายใจยาวมัน มีปฏิกิริยา มีอิทธิพลต่อความรู้สึกอย่างไร เมื่อลมหายใจสั้นมี ปฏิกิริยา มีอิทธิพลอย่างไร เมื่อลมหายใจหยาบมีอย่างไร หายใจ ละเอียดมีอย่างไร หายใจสะดวกมีอย่างไร ไม่สะดวกมีอย่างไร จนกระทั่งเราสามารถแยกจากกันได้ว่า เมื่อลมหายใจสั้นกับลม หายใจยาวน่ะมีอะไรต่างกันอย่างไร หยาบหรือละเอียดมันต่างกัน อย่างไร คล่องหรือสะดวกกับไม่สะดวกมันต่างกันอย่างไร เราจะต้อง รู้จัก แม้แต่ความต่างของปฏิกิริยาหรืออิทธิพลของอาการเหล่านี้แต่ละ อาการ อาการที่มันมีอิทธิพลต่อความรู้สึก หรือต่อจิตใจของเรา (๕๒) สังเกตรสที่เกิดขึ้น ทีนี้ต่อไปอีกหรือพร้อมกันนั้น เรายังจะต้องสังเกตผลหรือจะ เรียกเป็นไทยๆว่า รส รสที่เกิดขึ้นเป็นความรู้สึกน่ะ เช่นมีความสุข

น.44 ๒๙ หรือมีความไม่สุขเป็นต้น มีความทุกข์ มีความรำคาญ มีความ สบายเป็นต้น สังเกตให้เห็นรสหรือผลที่เกิดมาเฉพาะจากลมหายใจ ยาวหรือลมหายใจสั้น ลมหายใจหยาบหรือลมหายใจละเอียด ลมหายใจสะดวกหรือไม่สะดวก มันให้รสต่างกันอย่างไร เช่น เราจะรู้ว่าลมหายใจยาวให้ความสบายมากกว่าลมหายใจสั้น อย่างนี้เป็นต้น หรือมันให้ความสุขต่างกัน เรารู้จักแยกแยะ รสที่ จะได้รับจากสิ่งต่าง ๆ ที่เรากำหนดที่ลมหายใจนั้น เช่น ความสุข เป็นต้น (๕๓) รู้เหตุปัจจัยของลมหายใจยาว-สั้น ในที่สุด เราก็จะพบหรือรู้ไปถึงเหตุที่ทำให้ลมหายใจนั้นยาว หรือสั้นได้ เราจะค่อย ๆ พบได้เองว่า เหตุอะไรทำให้ลมหายใจยาว อารมณ์เป็นอย่างไรทำให้ลมหายใจยาว อารมณ์เป็นอย่างไรทำให้ ลมหายใจสั้น นี่เรียกว่าเรารู้ไปถึง เหตุปัจจัย ที่ทำให้ลมหายใจ ยาวหรือสั้น (๕๔) บังคับลมหายใจได้ด้วยการนับ เป็นอันว่าเราสามารถที่จะ บังคับ ลมหายใจในขั้นต้นได้ คือให้ ยาวหรือให้สั้นได้ ถ้าเราต้องการจะฝึกในส่วนนี้ คือว่าบังคับให้ยาว ให้สั้น เราก็มีวิธีเรียกว่า การนับ เช่นการหายใจออกครั้งหนึ่ง เรานับได้ ๕ ๑ ถึง ๕ ทีนี้ถ้าเราขยายการนับออกไป ๑ ถึง ๑๐ ลมหายใจก็ต้องยาวกว่าธรรมดา ธรรมดาก็นับเพียง ๕ ถ้าอยากจะ

น.45 ๓๐ ให้มันสั้นก็นับเพียง ๓ แล้วเราเปลี่ยนลมหายใจเสีย ลมหายใจมันก็ สั้น โดยอาศัยบังคับด้วยการนับ เราสามารถยืดหรือหดความสั้นยาว ของลมหายใจได้ เป็นการฝึกเฉพาะพิเศษ เพื่อจะบังคับลมหายใจ ในส่วนสั้นหรือยาว ลองดูได้ เมื่อไรก็ได้ (๕๕) เดี๋ยวนี้เรารู้เรื่องต่าง ๆ มากพอสมควรแล้วเกี่ยวกับการหายใจ สั้นยาว หยาบละเอียด สะดวกไม่สะดวก รู้ถึงสิ่งที่เนื่องกันเช่น ปฏิกิริยา หรือว่าอิทธิพลของความสั้น ความยาว ความหยาบ ความละเอียด ความสะดวก ไม่สะดวก ที่รู้สึกต่อจิตใจของเรา และรู้จักความยาวความสั้นที่เราควบคุมได้ ต่อไปนี้เราก็จะเริ่มเข้า บทเรียนใน course ของมัน คือจะเริ่มด้วยการหายใจยาว เรารู้เรื่อง หมดแล้ว เดี๋ยวจะเริ่มด้วยการหายใจยาว (๕๖) ขั้นที่ ๑ กำหนดลมหายใจยาว ทีนี้เราก็มาถึง บทเรียนที่ ๑ ขั้นที่ ๑ คือการกำหนดลม หายใจยาว เราสามารถจะมีลมหายใจยาวได้ตามที่เราต้องการ หรือว่าเราสามารถที่จะบังคับให้มันยาวเมื่อไรก็ได้ ในบทเรียน ที่ ๑ เราจะศึกษาเฉพาะเรื่องอันเกี่ยวกับลมหายใจยาว ศึกษาเรื่อง ธรรมชาติหรือ fact ทุกอย่างที่เกี่ยวกับลมหายใจยาว ว่าเมื่อมีลม หายใจยาวแล้วมันสบายอย่างไร มันปกติอย่างไร มันสงบอย่างไร มันเป็นสุขอย่างไร มันผิดกับลมหายใจสั้นอย่างไร แปลว่าเดี๋ยวนี้ เราจะมาศึกษาเฉพาะเรื่องลมหายใจยาว ตามวิธีที่ได้กล่าวมาแล้ว ว่ามันมีอะไรอย่างไร มีปฏิกิริยาอย่างไรที่ได้กล่าวมาแล้ว แต่

น.46 ๓๑ เดี๋ยวนี้เราจะศึกษาเฉพาะเรื่องลมหายใจยาวเท่านั้น ดังนั้น เราจึงมา นั่งศึกษาลมหายใจยาวเป็นบทเรียนที่ ๑ ให้เข้าใจทุกเรื่องที่มันเนื่อง กันอยู่กับการหายใจที่ยาว (๕๗) แม้ที่สุดแต่เราจะสังเกตเกี่ยวกับร่างกาย เมื่อเราหายใจเข้ามัน จะพองที่ตรงไหน ถ้าเราหายใจเข้ามากอย่างยิ่งเกินธรรมดา แล้วมัน จะพองที่ตรงไหน มันจะพองที่ปอดหรือมันจะพองที่ท้องส่วนล่าง ลองทดลองดู มันจะผิดจากที่เราเคยคิด เช่นถ้าหายใจเข้ามากที่สุด ส่วนท้องมันจะแฟบ มันมาพองข้างบน ถ้าเราหายใจออกมากที่สุด มันจะไปพองข้างส่วนท้อง แล้วมันจะแฟบข้างบน อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งมันผิดจากที่เราเคยฝึก หรือเขาพูดกันอยู่ทั่วๆ ไปว่า หายใจเข้า แล้วมันก็พองออก หายใจออกแล้วก็ยุบเข้าไป ที่จริงมันยังสลับกัน อยู่ นี่เราควรจะศึกษาให้รู้ว่า หายใจยาวที่สุดเท่าที่จะหายใจได้ แล้ว มันเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไร มันจะพองแต่ข้างบน มันจะยุบ ข้างล่าง ถ้าหายใจออกมากที่สุดมันจะยุบข้างบน แล้วมันจะพองข้าง ล่าง อย่างนี้เป็นต้น แม้ธรรมชาติอย่างนี้ก็ควรจะรู้ไว้ด้วย (๕๘) เราจะศึกษาความลับทุกอย่างของลมหายใจยาว ทุกเรื่องที่ เกี่ยวกับลมหายใจยาว เพื่อเราจะรู้จักธรรมชาติทั้งหลายของ ลมหายใจยาว เราสามารถจะกำหนดความยาว เราสามารถจะ รักษาความยาว หมายความว่าเราคล่องแคล่วดีทุกอย่าง ในเรื่อง ความรู้เกี่ยวกับลมหายใจยาว การปฏิบัติเกี่ยวกับการหายใจยาว นี่ละบทเรียนที่ ๑ (๕๙) ที่สำคัญอย่างยิ่งที่เราจะต้องรู้ก็คือว่า ลมหายใจนั้นสัมพันธ์กัน

น.47 ๓๒ อยู่กับร่างกาย ลมหายใจยาวมีผลแก่ร่างกายอย่างไร มีความสุข อย่างไร เราจะรู้ความลับที่ว่า มีอยู่ ๒ กาย คือกายลมหายใจกับ กายเนื้อ เราควรจะสังเกตรู้ได้ตั้งแต่ตั้งต้นนี้แหละ แต่มีบทเรียนที่เรา จะต้องไปรู้ เฉพาะอย่างยิ่ง ในบทที่ ๓ แต่ว่าในบทนี้เราก็จะต้องเริ่ม รู้จักแล้วว่าลมหายใจนี้มันเนื่องกันอยู่กับร่างกายอย่างไร ฉะนั้น ขอให้สังเกตเมื่อหายใจยาว หรือเมื่อหายใจอย่างไรก็ตามเถอะ มันมีผลแก่ร่างกายอย่างไร เราจะได้เกิดความรู้แน่นอนขึ้นมา ว่าลมหายใจมันเนื่องกับร่างกาย (๖๐) ขั้นที่ ๒ กำหนดลมหายใจสั้น นี่เป็นอันว่าเราทำบทเรียนที่ ๑ เกี่ยวกับเรื่องลมหายใจยาว เสร็จแล้ว เราก็เริ่มเลื่อนไป บทเรียนที่ ๒ เกี่ยวกับลมหายใจสั้น ข้อนี้เกือบจะไม่ต้องอธิบายอะไร เพราะว่าทำอย่างเดียวกับที่กระทำ แก่ลมหายใจยาว แต่เดี๋ยวนี้เราจะทำแก่ลมหายใจสั้น เรารู้ทุกเรื่อง เกี่ยวกับลมหายใจยาวอย่างไร แล้วมารู้เรื่องทุกเรื่องเกี่ยวแก่ลม หายใจสั้นอย่างเดียวกัน (๖๑) เช่นว่าเราจะสังเกตเห็นและรู้สึกทีเดียวว่า ลมหายใจยาวนั้น ให้ความสบายขึ้น ลมหายใจสั้นนั้นมันให้ความไม่ปกติ คือไม่สบาย เราจะสามารถบังคับความสบายหรือความไม่สบายของเราได้ด้วย การบังคับทางลมหายใจ เราจึงจะต้องรู้ความแตกต่างที่ตรงกันข้าม ระหว่างลมหายใจยาวกับลมหายใจสั้น ให้ชัดเจนที่สุด และเดี๋ยวนี้ เราก็มาสนใจเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับลมหายใจสั้นเป็นบทเรียนที่ ๒

น.48 ๓๓ ศึกษาทุกอย่าง ทุกประการ ทุกแง่ทุกมุมที่เกี่ยวกับลมหายใจสั้น จนรู้จักมันดีเหมือนกับที่เรารู้จักลมหายใจยาว เพียงแต่มันตรง กันข้าม (๖๒) โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เราจะสังเกตเห็นว่า ถ้าเราหายใจยาว ลมหายใจมันก็ละเอียด ถ้าเราหายใจสั้น ๆ มันก็เป็นลมหายใจที่ หยาบ เดี๋ยวนี้เราก็รู้จักหรือสามารถจะทำให้ลมหายใจละเอียด หรือลมหายใจหยาบ เราจะเอาไปใช้ประโยชน์ต่อไปว่า ถ้าเรามี ลมหายใจละเอียดแล้ว ร่างกายของเราก็จะระงับลง คือจะเย็นลง เมื่อเราต้องการให้ร่างกายเย็นลง เราก็สร้างลมหายใจที่ละเอียด เราต้องการลมหายใจละเอียด ก็คือเราหายใจให้มันยาวอย่างนี้ เป็นต้น ที่จะต้องศึกษาให้รู้ (๖๓) หรือว่าอีกตัวอย่างหนึ่ง เช่น เมื่อเราโกรธ ลมหายใจก็สั้น ถ้าว่าเราสามารถทำให้ลมหายใจยาว ความโกรธก็จะอยู่ไม่ได้ เมื่อเราโกรธลมหายใจมันสั้น มันหยาบ ร่างกายมันก็หยาบ คือ โกรธ ทีนี้เราจะแก้ไขขับไล่มันด้วยการหายใจยาว ความโกรธมันก็จะ ออกไป ร่างกายก็จะระงับลง มันมีผลหรือมีปฏิกิริยาต่างกันมาก อย่างนี้ นี่ก็เป็นสิ่งที่เราจะต้องศึกษาให้เข้าใจ การเกี่ยวกันหรือแตก ต่างตรงกันข้าม ระหว่างยาวกับสั้น เราจะรู้สึกอย่างดีอย่างคล่อง แคล่ว (๖๔) ควบคุมอารมณ์ด้วยลมหายใจ สรุปความว่า เราสามารถจะควบคุมหรือบังคับ หรือจัดเตรียม

น.49 ๓๔ emotion ทั้งหลายได้ โดยทางลมหายใจ เราจะควบคุม emotion ให้ดี ให้ถูกต้อง ให้มีผลดีได้โดยทางลมหายใจ ถ้าเราสามารถฝึก ลมหายใจได้ตามที่เราต้องการ เราควบคุม emotion ทั้งหลายได้ ก็คือควบคุมความสุขความทุกข์ของชีวิตได้ ขอให้ศึกษาจนรู้สึก อย่างนี้ จนเห็นแจ้งอย่างนี้ จึงจะเรียกว่าสมบูรณ์ (๖๕) ตัวอย่างเช่นท่านนั่งทำสมาธิแล้วยุงกัด ท่านก็เกิด emotion ที่เลว ท่านจะไล่มันออกไปได้อย่างไร จะไล่ออกไปได้ก็โดยการ ปรับปรุงลมหายใจให้ยาว ให้ละเอียด ให้ขับไล่ emotion เลวนั้น ออกไปเสียได้ เป็นการแก้ปัญหาที่ดีที่สุด อย่างนี้เป็นต้น เป็น ตัวอย่าง (๖๖) แง่มุมที่จะต้องศึกษาเกี่ยวกับลมหายใจยาว หรือลมหายใจ สั้นนั้น เป็นอย่างเดียวกัน เพียงแต่ว่าตรงกันข้าม จะมีจำนวนเท่ากัน จะต้องศึกษาอย่างนี้อย่างนั้นเท่า ๆ กัน เหมือน ๆ กัน เพียงแต่ตรงกัน ข้ามระหว่างยาวกับสั้น เวลาที่จะพูดกันวันนี้มันหมดแล้ว เราก็เลยพูด ได้แต่เพียงขั้นที่ ๑ กับขั้นที่ ๒ วันหลังเราก็จะพูดขั้นต่อไป วันนี้ขอปิด การประชุม (๖๗)

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต