น.50 การบรรยายครั้งที่ ๓ ) การปฏิบัติอานาปานสติหมวดกาย (ต่อ)
น.51 ๓๗ ทบทวนการฝึก ๒ ขั้นต้น ในวันนี้เราจะได้พูดกันถึงการฝึกในขั้นที่ ๓ และขั้นที่ ๔ ของ หมวดที่ ๑ คือหมวดกาย (๖๘) รู้สึกต่อกายทั้งปวง ในขั้นนี้มีหัวข้อสรุปใจความว่าเรามีความรู้สึกต่อกายทั้งปวง หัวข้อสั้น ๆ ว่า มีความรู้สึกต่อกายทั้งปวง หายใจเข้าอยู่ หายใจ ออกอยู่ (๖๙) เราเริ่มสังเกตเห็นมาแล้วตั้งแต่ในการปฏิบัติขั้นต้น ๆ นั้นว่า มีลมหายใจเป็นเครื่องปรุงแต่งร่างกายเนื้อหนังของเรา มาถึงขั้นนี้
น.52 ๓๘ เราจะกำหนดให้ชัดเจนยิ่งขึ้นเท่านั้นเอง กำหนดให้ชัดเจนยิ่งขึ้นเฉพาะ ข้อที่ว่า มีกายอยู่ ๒ กาย ชัดเจนด้วยและทำอยู่ตลอดเวลาที่หายใจ เข้าหายใจออกด้วย ผู้ปฏิบัติก็จะต้องย้อนระลึกไปถึงความสังเกต ที่เริ่มรู้สึกมาแล้ว ว่ามีลมหายใจเป็นเครื่องปรุงแต่งร่างกาย เดี๋ยวนี้ เราจะแยกออกเป็น ๒ เรื่อง และก็เรียกว่ากายด้วยกันทั้งนั้น ลม หายใจก็เรียกว่ากาย ในความหมายที่ว่ามันเป็นหมู่หรือเป็นกลุ่ม เนื้อหนังร่างกายนี้ก็เป็นกาย เพราะมันเป็นหมู่หรือกลุ่ม มันก็มีอยู่ ๒ กลุ่ม กลุ่มหนึ่งก็คือลมนั้นก็ปรุงแต่งกลุ่มกาย เนื้อหนัง ขอให้แยก แยะให้เห็นชัดว่ามีอยู่ ๒ กลุ่ม และปรุงแต่งกันอยู่อย่างนี้ แล้วเพ่งให้ หนักเข้า ๆ จนเห็นชัด (๗๐) เมื่อท่านได้ยินคำว่า body ขอให้รู้ว่ามันมีความหมายของ คำว่ากลุ่ม กลุ่มหรือ group ตามภาษาบาลีแท้ ๆ ใช้คำว่า กาย "สพฺพกาย ปฏิสงฺเวที" รู้สึกต่อกายทั้งปวง ในภาษาไทย คำว่า กายนี่มันมีความหมายเป็นกลุ่มเป็นกองก็ได้ ไม่ใช่หมายถึง flesh หรือโครงร่างที่เป็นคนนี่เสมอไป คำว่ากาย เช่นว่าทหารกองหนึ่ง ก็เรียกว่าทหารกายหนึ่ง กายะ แปลว่ากลุ่มหรือหมู่ เดี๋ยวจะไป เข้าใจเป็นเนื้อหนังไปเสียหมด เมื่อลมหายใจถูกเรียกว่ากายะ เรียกว่ากลุ่ม เดี๋ยวนี้เราจะรู้สึกทั้ง ๒ กลุ่ม คือกลุ่มลมหายใจและ กลุ่มเนื้อหนัง (๗๑) แต่ว่าความมุ่งหมายอันแท้จริงของขั้นนี้ก็คือ ต้องการให้รู้ว่ามีอยู่ ๒ กลุ่ม แล้วกลุ่มหนึ่งปรุงแต่ง หรือหล่อเลี้ยง หรือสนับสนุนอีกกลุ่ม หนึ่ง คือกลุ่มลมหายใจนั่นแหละหล่อเลี้ยงกลุ่มร่างกาย เพราะว่าเรา
น.53 ๓๙ ได้ทำความสังเกตรู้สึกมาตั้งแต่ขั้นต้น ๆ แล้ว เช่น รู้สึกว่าเมื่อลม หายใจหยาบ กายนี้ก็กำเริบ เมื่อลมหายใจละเอียด กายนี้ก็สงบ ระงับ ข้อเท็จจริงอันนี้เราสังเกตเห็นมาแล้ว ตั้งแต่การปฏิบัติขั้นที่ ๑ และ ๒ แล้วเราจึงมาทำให้ชัดแจ้งลงไปอีกในขั้นนี้ ว่ามีอยู่ ๒ กลุ่ม กลุ่มหนึ่งปรุงแต่งหล่อเลี้ยงอีกกลุ่มหนึ่ง (๗๒) เดี๋ยวนี้เราก็ทำความรู้สึกหรือว่าการเห็นด้วยใจว่า ๒ กาย ปรุงแต่งกันอยู่อย่างนี้ แล้วก็เราก็เรียกกายที่เป็นผู้ปรุงแต่งนั้นแหละ ว่า กายสังขาร (body conditioner) เสียกายหนึ่ง แล้วก็อีกกายหนึ่งก็ เป็นกายที่ถูกปรุงแต่งเป็น (conditioned) ทำในใจเห็นเหมือนกับว่ามัน เป็นเรื่องทางวัตถุ เห็นกลุ่มหนึ่งปรุงแต่ง หล่อเลี้ยงกลุ่มหนึ่งอยู่ ขึ้น ด้วยกัน ลงด้วยกัน หยาบด้วยกัน ละเอียดด้วยกัน สะดวกด้วยกัน ไม่สะดวกด้วยกัน เพราะว่ามันเนื่องกันอยู่เป็นอย่างยิ่ง อย่างนี้ เรียกว่าเราเห็นกายทั้งหมด คือทั้ง ๒ กาย ทีนี้มาดูกาย ๒ กายพร้อม กัน คราวเดียวกัน ว่ามีอยู่ ๒ กายปรุงแต่งกันและกัน นี้ก็มีประโยชน์ มากในทางที่เห็นความจริงกว้างไกลออกไปถึงเรื่อง อนัตตา จะได้ เห็นว่ามันเป็นเพียงการปรุงแต่งของธรรมชาติ ไม่ใช่มีอัตตา ไม่มี self ไม่มี soul อะไร นี่ก็มีประโยชน์สูงขึ้นไป เป็นการรู้ล่วงหน้า แต่ว่าเดี๋ยวนี้เอาแต่เพียงว่า เราจะรู้ความจริงข้อนี้ เพื่อสามารถ ควบคุมกายเนื้อให้สงบระงับ ด้วยการควบคุมกายลมหายใจ (๗๓) สังขาร ๓ ความหมาย ในตอนนี้จะขอถือโอกาสบอกให้ท่านทั้งหลายทราบความ
น.54 ๔๐ หมายของคำว่า สังขาร เสียให้ครบถ้วน จะพูดว่าเป็นความไม่ แน่นอนหรือกลับกลอกของภาษาก็ไม่เชิง แต่มันเป็นภาษาบาลี มันมีลักษณะอย่างนั้น คือคำว่าสังขาระนี่ มันมีความหมายเป็น conditioner ก็ได้ เป็น conditioned ก็ได้ เป็น conditioning ก็ได้ คือมันมีความหมายเป็นผู้ปรุงแต่งก็ได้ ก็เรียกว่าสังขารเหมือนกัน มีความหมายว่าผู้ถูกปรุงแต่งก็ได้ มันก็เป็น conditioned แล้วมัน มีความหมายถึง the act มันก็เลยเป็น conditioning แม้ conditioning มันก็ใช้คำเดียวกันกับคำว่าสังขาระ นี่มันอาจจะเป็นที่ยุ่งยากกำกวม แก่ท่านทั้งหลาย ขอให้รู้ไว้เสียว่าคำเดียวนี่มันได้ถึง ๓ ความหมาย แล้วแต่ context ของมันจะให้เล็งไปถึงความหมายไหน ขอฝากไว้เป็น ความรู้ล่วงหน้าสำหรับศึกษาต่อไป (๗๔) ขอให้ศึกษาความหมายของ ๓ คำนี้จากตัวเราคนหนึ่งนี่ ร่างกายทั้งหมดนี้เรียกว่า สังขาร ก็เป็น conditioned จากหลายๆสิ่ง หลาย ๆ อย่างมาทำกันเข้าก็เป็นร่างกาย นี้ก็เรียกว่าสังขาร ในความ หมายว่า conditioned ในเมื่อมีร่างกายนี้แล้วมันก็ทำให้เกิดอย่างอื่น ได้ ให้เป็นที่ตั้งของความคิด เกิดความคิดได้ เกิดการกระทำได้ อะไรก็ได้ มันก็เลยเป็น conditioner เพราะว่ามันทำให้เกิดการ กระทำอย่างอื่นได้ แล้วในสังขารร่างกายของเรานี้ มี action of conditioning อยู่ตลอดเวลา ฉะนั้น คำว่า สังขาระ ใน ๓ ความหมาย ดูได้จากในร่างกายนี้ร่างกายเดียว ศึกษาความหมายของคำว่า สังขาระไว้ให้เต็มที่อย่างนี้ ต่อไปจะง่ายมาก จะสะดวกมากในการที่ จะศึกษาธรรมะลึก ๆ ยิ่งขึ้นไป (๗๕)
น.55 ๔๑ ขั้นที่ ๓ รู้กายสังขารทั้งปวง (กายเนื้อและกายลม) ดังนั้น ในการปฏิบัติขั้นที่ ๓ นี้ ที่ว่ารู้กายทั้งปวง คือลมหายใจ กับร่างกายนี้ มันก็มีการปฏิบัติได้ครบทั้ง ๓ ความหมาย คือเราดูที่ ร่างกายเป็น conditioned โดยลมหายใจ แล้วก็ดูลมหายใจในฐานะ เป็น conditioner ต่อร่างกาย แล้วเราก็ดู action ระหว่างสิ่งทั้งสองนี่ที่ มีอยู่ตลอดเวลาและในขณะนั้นด้วย ดังนั้น ในการปฏิบัติขั้นที่ ๓ นี้ เราจึงเห็นทั้ง conditioner, conditioned, action of conditioning ขอให้ทำในใจในขั้นที่ ๓ นี่ ให้เห็นสิ่งทั้ง ๓ นี้อยู่ด้วยกันตลอดเวลา ก็จะเห็นหมดเกี่ยวกับคำว่า สังขาร และโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เกี่ยวกับ คำว่า กาย และ กิริยา ของมัน ครบอยู่ในการปฏิบัติขั้นที่ ๓ นี้ (๗๖) เมื่อเราได้ศึกษาเรื่องนี้จนเข้าใจชัดเจนแจ่มแจ้งทั่วถึงอย่างนี้ แล้ว เราสามารถที่จะทำความรู้สึก หรือ experience ต่อ fact ทั้ง ๓ fact นี้ได้ แม้ชั่วเวลาที่เราหายใจออกเท่านั้น เมื่อเวลาที่เราหายใจ เข้าเท่านั้น ชั่วการหายใจ stroke หนึ่งเท่านั้น เราก็ experience ต่อ fact ทั้ง ๓ นี้ได้เป็นอย่างดี ถ้าทำอย่างนี้ได้แล้วก็เรียกว่า มี ความรู้สึกตัวทั่วพร้อมต่อกายสังขารเป็นอย่างดี สำเร็จการ ปฏิบัติ ขั้นที่ ๓ นี้ (๗๗) สรุปใจความสำคัญของการปฏิบัติขั้นที่ ๓ นี้ ก็คือรู้ว่ามีกาย ๒ กาย แล้วสามารถบังคับกายหนึ่งได้โดยทางอีกกายหนึ่ง คือบังคับ กายเนื้อนี่ได้โดยทางกายลม มีความแน่ใจ มีความเห็นอย่างแจ่มแจ้ง ในความจริงข้อนี้แล้ว หายใจเข้าออกอยู่หายใจเข้าออกอยู่ เกิดความ เห็นอย่างแจ่มแจ้ง convince หรือ experience อยู่ตลอดเวลา ก็เป็นอัน
น.56 ๔๒ ว่าเราประสบความสำเร็จในการปฏิบัติขั้นที่ ๓ (๗๘) ขั้นที่ ๔ ทำกายสังขารให้ระงับ ครั้นเรารู้ว่าเราบังคับกายเนื้อได้ทางกายลมอย่างนี้แล้ว เราก็ เริ่มการปฏิบัติขั้นที่ ๔ ขั้นที่ ๔ เรียกว่าทำกายสังขารให้ระงับ หลังจากเรารู้ว่าเราบังคับกายเนื้อได้โดยทางกายลมแล้ว เราก็ สามารถที่จะทำอย่างนั้น ที่จะอธิบายกันต่อไป (๗๙) หัวข้อของขั้นที่ ๔ มีว่า เราทำกายสังขารให้ระงับอยู่ หายใจ เข้า หายใจออก หมายความว่าเราสามารถทำให้กายสังขารระงับ ลง ระงับลงพร้อมกับที่เราหายใจเข้าและหายใจออก นี่ละหัวข้อ (๘๐) ใจความก็คือว่า ทำกายลมให้ระงับ ให้ระงับคือให้ละเอียด ให้ประณีตลงโดยวิธีต่าง ๆ โดย technique ต่าง ๆ ที่มันมีอยู่ ถ้าเรา ทำกายลมให้ระงับได้ มันจะเกิดผลอีกมาก คือว่าทำให้กายเนื้อ ระงับ แล้วจะให้เกิดความระงับขึ้นไปถึงจิตใจด้วย จะมีผลข้างหน้า อีกมาก แต่บทเรียนอยู่ตรงที่ว่า ทำกายลมให้ระงับ แล้วก็จัดการ เฉพาะกับกายลมเป็นข้อแรก (๘๑) เคล็ด ๕ ประการ เรามีวิธีหรือเรียกว่าอุบายวิธี ซึ่งในภาษาไทยเราจะเรียกว่า เคล็ด เคล็ดมีลักษณะคล้ายกับ trick อย่างหนึ่ง ซึ่งท่านจะเรียกมัน ว่า technique หรืออะไรก็ตามใจ แต่เรามีอุบายวิธีที่เหนือกว่าที่จะทำ กับสิ่งที่มันต่ำกว่าหรือโง่กว่า อย่างนี้เราเรียกว่า อุบายวิธี เราจะมี
น.57 ๔๓ เคล็ดหรือมี trick ที่จะกระทำกับลมหายใจนี้ สรุปเป็นใจความสั้น ๆ ได้สัก ๕ ขั้นตอน คือ ๑. วิ่งตามลม แล้วก็ ๒. เฝ้าดูอยู่ที่จุดใดจุดหนึ่ง แล้วก็ ๓. สร้างมโนภาพ imaginative object ขึ้นที่ตรงที่ ๆ เฝ้าดู แล้วก็ ๔. บังคับมโนภาพเหล่านั้นให้มันเปลี่ยนแปลงได้ตามที่เรา อยากจะให้มันเปลี่ยนแปลง เพื่อให้เรามีอำนาจอยู่เหนือมัน แล้ว ๕. เราก็เลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่งมากำหนดอย่างยิ่งเป็น concen- trated เสีย จนกว่ามันจะมีการระงับจริงเลย ได้เคล็ด ๕ ขั้นตอน คือ วิ่งตามลม แล้วเฝ้าดู สร้างมโนภาพขึ้นที่นั่น บังคับมโนภาพ ต่าง ๆ ได้ แล้วก็เลือกเอาอันหนึ่งเพื่อเป็นนิมิตของสมาธิโดยเฉพาะ จนกว่าจะเกิดความระงับสมบูรณ์ (๘๒) เคล็ดประการที่ ๑ วิ่งตามลม ทีนี้สำหรับขั้นแรก คือ วิ่งตาม นั้น เราทำกันมาแล้วตั้งแต่ การปฏิบัติหมวดขั้นที่ ๑ ลมยาวลมสั้นก็ต้องมี hunting ก็ซ้ำไปอีก ทีหนึ่ง มีการวิ่งตามอย่างนั้น ซ้ำมาอีกทีหนึ่งให้คล่องแคล่วที่สุดใน การวิ่งตาม นี่ไม่ต้องอธิบายแล้วเพราะว่าทำมามากแล้วในขั้นที่ ๑ ที่ ๒ (๘๒.๑) เคล็ดประการที่ ๒ เฝ้าดูลม ทีนี้มาถึงขั้นที่ว่า เฝ้าดู คือ watching เราก็มีที่ที่จะเฝ้าดู เราไม่ ต้องวิ่งตามแล้ว เราจะเฝ้าดูอยู่ที่จุดใดจุดหนึ่ง มันก็มีผลเท่ากัน เพราะว่าจิตนี่หรือสตินี่ไปไหนไม่ได้ต้องอยู่ที่จุดนั้น คอยเฝ้าดูลมผ่าน
น.58 ๔๔ เข้าผ่านออก มันก็มีผลเท่ากับวิ่งตาม แต่ว่ามันประณีตกว่าวิ่งตาม โดยมากเราก็ใช้จุดที่สุดของลมกระทบ ที่ปลายจมูก สุดจมูกด้านใน ที่ลมกระทบนั่น ที่ตรงนั้นง่าย สะดวก เว้นแต่ว่าถ้าท่านจะเป็นนิโกร จมูกมันต่ำ ริมฝีปากมันสูง มันอาจจะกระทบที่ริมฝีปากนี่ก็ได้ ดูเอา เองว่ามันกระทบที่ตรงไหน ที่สังเกตได้ง่ายที่สุด มันก็จะต้องเอา ที่ตรงนั้นแหละ มันง่ายดี ถ้าเป็นฝรั่งจมูกมันโค้งอย่างนี้มันก็จะ กระทบที่ตรงนี้ (คือ อยู่ข้างใน) แต่ถ้าเป็นนิโกรมันอาจจะกระทบ ที่ตรงนี้ (คือ ที่ริมฝีปาก) ก็ได้ เราเลือกที่ตรงง่ายที่สุด ในที่ทั่วไป เราหมายถึงที่จมูกนี่ละ จะเฝ้าดูอยู่ที่ตรงนั้น มีจิต มีสติ มากำหนด อยู่ที่ตรงนั้น หายใจเข้าอยู่ หายใจออกอยู่ หายใจเข้าอยู่ หายใจ ออกอยู่ โดยจิตคอยเฝ้าดูอยู่ที่ตรงนั้น นี่แหละเคล็ดขั้นที่ ๒ (๘๓) เคล็ดประการที่ ๓ สร้างมโนภาพ ท่านจะสังเกตเห็นได้เองว่า เมื่อเราไม่กำหนด ปล่อยลมหายใจ ตามสบาย นั่นมันก็มีลักษณะอย่างหนึ่งในตัวมันเอง พอเราไปเริ่ม กำหนด แม้แต่การวิ่งตาม มันจะละเอียด ๆ เข้า หรือมันปรับตัวเองให้ ละเอียดเพื่อจะหลอกเรา มันก็เล่น trick ต่อกัน ทีนี้เมื่อว่าเราไม่ได้วิ่ง ตามมากำหนดดูอยู่ที่แห่งใดแห่งหนึ่ง มันก็จะยิ่งละเอียด คือระงับลง ไปกว่านั้นอีก ข้อนี้จะสังเกตได้ ทีนี้มันจะละเอียด ระงับลงไปกว่านั้น อีก เมื่อเราจะสร้างมโนภาพขึ้นตรงที่จุดที่เราเฝ้าดู สำหรับมโนภาพ ก็ให้มันรู้ว่าเป็นเพียงมโนภาพ ไม่ใช่ของจริงอะไร สร้างขึ้นมาโดย จิต จิตสร้างขึ้นมา อย่างนี้มันต้องจิตที่ละเอียด อะไรก็ต้องละเอียด
น.59 ๔๕ ลมหายใจมันก็ต้องละเอียด มันจึงจะสร้างมโนภาพขึ้นมาได้ ละเอียด คือ ระงับ ระงับมาถึงขั้นที่ว่าสร้างมโนภาพ มโนภาพนี้เป็นภาพของ อะไรก็ได้ แล้วแต่ความเหมาะสมของร่างกายของแต่ละคน บางคน อาจจะสร้างขึ้นมาเป็นดวงวงกลม สีแดง สีขาว สีเขียว สีอะไรก็ได้ หรือว่าแม้ที่สุดแต่ว่าภาพใยแมลงมุมสะท้อนแสงอยู่กลางแดด ก็ยังเป็นภาพที่สามารถที่จะสร้างขึ้นมาได้ หรือจะเป็นภาพดวงดาวก็ ได้ ดวงจันทร์ก็ได้ ดวงอาทิตย์เล็ก ๆ ก็ได้ แล้วแต่ใครจะสร้างขึ้นได้ เพียงแต่น้อมใจไปมันก็จะเกิดขึ้นเอง เพราะว่าเป็นเรื่องของจิตใจ เราก็สามารถสร้างมโนภาพขึ้นที่จุดนั้นได้สำเร็จเป็น trick ที่ ๓ (๘๔) เคล็ดประการที่ ๔ บังคับมโนภาพ ทีนี้เราก็มาถึง trick ที่ ๔ เราบังคับให้ image เหล่านั้น เปลี่ยน ไปตามที่เราต้องการ ให้เป็น image อันนั้นแล้วเป็นอันนี้ แล้วเปลี่ยน เป็นอย่างนั้น อย่างนี้ อย่างโน้นได้ทุกๆอย่างตามที่เราต้องการ นี่เป็นเรื่องที่ทำได้ เพราะว่าจิตมันเป็นอย่างนั้น แล้วมันก็ทำได้โดยง่าย ตามสมรรถนะของจิต และพร้อมกันนั้นมันก็สร้างสมรรถนะให้แก่เรา สามารถบังคับจิตได้ยิ่งๆขึ้นมา เราสามารถบังคับจิตได้กว่าแต่ก่อน จิตนี้มันก็ละเอียดประณีตลงไปโดยอัตโนมัติของมันเอง มันระงับลง ไปๆจนเราสามารถทำให้ระงับถึงที่สุดได้ในภายหลัง แต่เดี๋ยวนี้เอา เป็นว่าเราจะบังคับ นิมิต หรือ imaginative object เหล่านี้ให้มันเปลี่ยน ไปได้ตามที่จิตน้อมนึกไป จิตน้อมไปอย่างไรมันเปลี่ยนไปได้อย่าง
น.60 ๔๖ นั้น นี่เป็น trick ด้วยเหมือนกัน ไม่มากไปกว่านั้น แต่ก็สูงขึ้นมา แล้วก็สามารถทำให้เรามีความสามารถ มี influence (อิทธิพล) เหนือจิตมากขึ้น แล้วมันก็ระงับลงไปโดยอัตโนมัติ นี่ขั้นที่ ๔ บังคับ มโนภาพได้ตามที่เราต้องการ "นี่ให้จิตระงับหรือให้ลมระงับ" (ผู้แปลถาม) "ถ้าเราเปลี่ยนมโนภาพได้เท่าไรมันก็ระงับ ลมหายใจจะ ระงับโดยอัตโนมัติ ก็ต้องเป็นลมหายใจที่ระงับลงไปกว่าเดิมจึง จะสามารถเปลี่ยนได้ เดี๋ยวจิตยังไม่ถึง ให้ลมหายใจนี่ละเอียด ละเอียดลงไปก่อน พูดถึงลมหายใจก่อน" (๘๕) ทีนี้ถ้าเราอยากจะสังเกตลำดับของการระงับ เราจะต้องมอง เห็นว่า เมื่อเราทำอยู่อย่างนี้ ลมหายใจมันจะละเอียดระงับหรือ fine ลงไปโดยอัตโนมัติในตัวมันเอง เมื่อเราทำอยู่อย่างนี้ลมหายใจก็ ระงับ เมื่อลมหายใจระงับ ร่างกายนี่มันก็จะระงับลงไปตามโดย อัตโนมัติ ทีนี้เมื่อร่างกายระงับมันก็มีผลไปถึงจิต จิตก็จะพลอย ระงับตามสัดส่วน แต่ยังไม่ใช่ความมุ่งหมายในที่นี้ เพราะว่าทำ จิตให้ระงับนั้นเป็นความมุ่งหมายในขั้นต่อไป ทำลมหายใจให้ ระงับแล้วร่างกายก็จะระงับ แล้วจะมีผลไปถึงจิตด้วย นี่เราสังเกต ความระงับอย่างนี้ไปพลางก็ได้เหมือนกัน (๘๖) เคล็ดประการที่ ๕ ทำจิตเป็นหนึ่งเดียว ทีนี้ก็มาถึง trick ที่ ๕ เราจะเลือกเอา image หรือ นิมิต อย่างใดอย่างหนึ่งที่เหมาะสมที่สุดเพียงอย่างเดียว จะไม่เปลี่ยน
น.61 ๔๗ อีกต่อไปแล้ว เราจะเลือกเอาภาพ image ที่เห็นว่าเหมาะสมที่สุด มาสำหรับกำหนดลงไปที่สิ่งนั้นเพียงสิ่งเดียว เพื่อสร้างสมาธิในขั้น สมบูรณ์ มีข้อแนะว่าเราจะเลือกเอาภาพที่สงบ คือไม่ชวนให้คิด ไม่ชวนให้เกิดความหมายดีกว่า เช่นว่า จุดขาวๆเท่านั้น ถ้าว่ามีสี มีสรรพ์ มันชวนให้เกิดความคิด คือบางคนอาจจะชอบเอารูป พระพุทธรูปมาเป็นนิมิต อย่างนี้ก็ยิ่งไปกันใหญ่ คือมันชวนให้เกิด ความคิดอย่างนั้นอย่างนี้ มันก็เดินไปตามภาพที่เห็นนั้น มันไม่ดิ่งลง สู่ความสงบ ฉะนั้นเราจงเอาภาพที่ไม่มีความหมาย มีลักษณะ เป็นธรรมชาติ ไม่มีความหมายทางจิต เช่นว่า ดวงขาวๆนี่เหมาะที่ สุด หรือจับจุดเรืองแสง เป็นดวงเรืองแสงอยู่นิดหนึ่งเท่านั้นก็จะ เหมาะที่สุด แต่บางคนเขาอาจจะชอบพระพุทธรูปหรือชอบอะไร ตามเรื่องของเขา เราไม่เอา เราเอาจุดที่ง่ายที่จะกำหนด แล้วไม่ ก่อให้เกิดความคิดใดๆ เราเลือกเอา image อันนี้ได้แล้วก็เพ่งจิตทั้ง หมดลงไปในที่นั้น เพื่อสร้าง concentrated mind focus ลงไปที่นั่น เพียงอย่างเดียว จิตทั้งหมดไม่พล่านไปในทางอื่น แต่มารวมอยู่ที่จุด นั้นจุดเดียว เพ่งสมาธิลงไปที่นั่น นี่ละเป็น trick ขั้นที่ ๕ (๘๗) ลุจุดยอด เป็นอันว่าเราได้ object หรือนิมิตที่เหมาะสมที่สุดมาแล้ว สำหรับจิตกำหนดลงไปที่สิ่งนั้นเพียงสิ่งเดียว เราจะต้องทราบถึงข้อดี ว่า ตามธรรมดาจิตมันกระจัดกระจายแพร่ออกไปเหมือนกับ radiation รอบตัวอย่างนี้ แต่เดี๋ยวนี้เราจะต้องการให้มารวมอยู่ที่จุด
น.62 ๔๘ นี้ ในภาษาบาลีเขาเรียกว่าเอกัคคตา เอกัคคตาแปลว่า มียอดอันเดียว อะไรๆก็มารวมอยู่ที่ยอดนี่เพียงอันเดียว วัตถุนั้นแหละเหมาะสมที่สุดแล้ว เป็นจุดกลางเล็กที่สุด ที่จิตจะพุ่งลงไปที่นั่น รวมกระแสจิตให้มันรวมลงไปที่จุดนั้น ให้มันเหมือนกับเราใช้แก้วนูนๆ โค้งนูนๆมารับแสงแดด ให้มันรวมแสงแดดเข้าเป็นจุดเดียวลุกเป็นไฟได้ นี่ละเป็นตัวอย่างอุปมาว่าการรวมกำลังทั้งหมดเข้ามาเป็นจุดเดียวมันมีแรงมาก เดี๋ยวนี้จิตก็มี focus อยู่อันเดียวตรงที่วัตถุที่เลือก จนมีสิ่งที่เรียกว่า เอกัคคตา มียอดอันเดียว (๘๘) องค์ฌานขั้นต้น เมื่อมี one-pointedness of mind ก็แปลว่าไม่มีความรู้สึกคิดนึกอย่างอื่นใด เหลือเพียงสิ่งที่เรียกว่า องค์ฌาน องค์ฌาน (factor of jhana) ในขั้นแรกมีอยู่ ๕ องค์ คือว่าจิตยังหยาบพอ ใช้คำว่าหยาบนี้ หมายถึงว่า หยาบพอที่ว่ามันจะทำหน้าที่กำหนดอยู่ที่ object นี้ จิตทำหน้าที่กำหนดอยู่ที่ object นี้. เรียกว่า วิตก จิตexperience ต่อ object นั้น ก็เรียกว่า วิจาร เพราะมีวิตกวิจารได้นี้ มันก็มีความพอใจคือ ปีติ เมื่อมีปิติก็มีความรู้สึกเป็น สุข อยู่ด้วย ในขณะนั้นแล้ว one pointedness of the mind (เอกัคตา) ก็ยังคงมีอยู่ตามเดิม เพราะงั้นเราจึงมี factor ของจิตที่ concentrated ในระดับนี้ ๕ อย่าง คือ วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา นี้เป็นเครื่องสังเกตว่ามันได้เข้ามาถึงความเป็นสมาธิในระดับที่สมบูรณ์ของขั้นต้น แปลว่า เป็นสมาธิแล้วโดยสมบูรณ์ ยังมีความรู้สึกซึ่งไม่ต้องคิดนึก แต่เป็น
น.63 ๔๙ การกระทำ เป็น action ของจิตอยู่ ๕ ประการนี้ เราเรียกว่า องค์ฌาน ถ้ามองเห็นได้มีครบถ้วนแล้ว ก็เป็นที่พอใจได้ว่า เราประสบความสำเร็จในการมีสมาธิ perfect แต่ว่าอันดับแรก ฟังดูก็แปลกดี perfect แต่ว่าอันดับแรก (๘๙) อยากจะให้วิจารณ์คำพูดคำนี้อีกหน่อย ที่ว่าคำว่า เอกัคคตา ภาษาบาลีเรามาแปลว่า one pointedness แต่ถ้าว่าตามตัวหนังสือ เอกัคคตา แล้วมันแปลว่า มียอด คำว่า pointed คำว่า top หรือยอด มันจะเหมือนกันหรือไม่ก็ไม่ทราบ เพราะว่า point นั่นมันอาจจะอยู่ต่ำก็ได้ หรือข้างๆโดยรอบไปก็ได้ อาจจะเป็นอย่างนี้ก็ได้ ในภาษาบาลีจึงใช้คำว่ายอดสุด ยอดเดียว เอกะ แปลว่า เดียว อัคคะ แปลว่า ยอด มียอดเดียว มันคล้ายๆกับว่าเป็นยอดสุดของปิดรามิด มากกว่าที่จะเป็นยอดที่นั่นยอดที่นี่ ยอดข้างๆ ยอดตรงข้างล่างหรือยอดต่ำๆ ไม่เหมาะ และรู้เอาเองเถิดว่า ลักษณะของ เอกัคคตา มันจะต้องมีลักษณะสูงรวมขึ้นไปอย่างนี้ แล้วก็มียอด นี่ยอดเดียว เมื่อมีเอกัคคตาแล้วก็เริ่มใช้ได้แล้ว แม้จะยังไม่ถึงขั้นสมบูรึ ถ้าจะมีความเป็นเอกัคคตาบ้างแล้ว มันก็มีสมาธิแล้ว ในการปฏิบัติในขั้นนี้ ในขั้นที่ ๔ ของอานาปานสตินี้ เราไม่ประสงค์ถึงเป็นฌานโดยสมบูรณ์ก็ได้ เพียงแต่ว่ามีสมาธิตามสมควรที่พอมีความรู้สึกปีติ สุข contentment happiness บ้างตามสมควร เพราะ ว่าเราต้องการจะเอาปีติ และ สุข นี่มาสำหรับศึกษาต่อไป ถ้าทำได้ถึงฌาน ถึงรูปฌานอีกทีหนึ่งก็ยิ่งดี มันยิ่งง่าย ยิ่งดีมาก แต่ว่าแม้ไม่ถึงก็เพียงมีปิติ มีสุขบ้างก็ใช้ได้ ก็ไม่ยากเกินไปใช้ใหม่
น.64 ๕๐ แต่ถ้าถึงทำรูปฌาน ที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ได้ก็ยิ่งวิเศษ เอาละเป็นอันว่า มีสมาธิพอที่จะมีปีติและสุขบ้างก็พอแล้ว สำหรับขั้นที่ ๔ (๙๐) ทำถูกวิธีจะได้ผล ท่านจะสงสัยว่ามันจะเป็นของยากหรือง่ายสักเท่าไร ข้อนี้ เราบอกไม่ได้ แต่เราบอกว่า ถ้าทำถูกวิธี มันก็ไม่ยาก อาจจะสำเร็จ ภายในเวลาอันสั้น แต่ถ้ามันไม่ถูกวิธีมันก็จะยาก หรือมันอาจจะ ไม่สำเร็จเลย มันอาจจะต้องใช้เวลา ๓ วันบ้าง ๓ สัปดาห์บ้าง หรือ ๓ เดือนบ้าง หรือ ๓ ปีบ้างก็ไม่แน่ ถ้าทำถูกวิธีก็ไม่ยาก ถ้าทำ ผิดวิธีมันก็ยาก ฉะนั้นท่านต้องพยายามศึกษาทำให้ถูกวิธี แล้วก็จะ ได้รับผลตามที่ต้องการ เหลือต่อไปนี้ก็ไม่มีอะไรอีกแล้ว นอกจากทำ ซ้ำๆ จนให้เกิดความชำนาญ จนเราทำได้เร็วมาก ในการที่จะทำลม ให้ระงับ ทำกายให้ระงับ คือทำให้คล่องแคล่วให้ well-versed ในการกระทำนี่อยู่เสมอ แล้วก็อย่าลืมว่าทุกขั้นมีกี่ขั้นกี่ระยะ จะต้อง กำหนดลมหายใจเข้าและหายใจออกอยู่ด้วย ในฐานะเป็น back- ground แห่งสติ นั่นละคือความมีสติอย่างยิ่ง กำหนดรู้ลมหายใจ เข้า ลมหายใจออกอยู่ด้วยทุกขั้นตอนที่กระทำ แล้วก็เป็นอันว่าเรา ประสบความสำเร็จในอานาปานสติหมวดที่ ๑ โดยหลักการมี อย่างนี้ หมดเวลาแล้วขอยุติการบรรยายในวันนี้ (๙๑)
Buddhadasa