Buddhadasa.org

อานาปานสติ กุณแจไขความลับของชีวิต ตอนที่ ๔ — การบรรยายครั้งที่ ๔ การปฏิบัติอานาปานสติ หมวดเวทนา

อานาปานสติ กุณแจไขความลับของชีวิต — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — อานาปานสติ กุณแจไขความลับของชีวิต (๗ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.65 การบรรยายครั้งที่ ๔) การปฏิบัติอานาปานสติหมวดเวทนา

น.66 ๕๓ การกำหนดปีติและสุข การบรรยายครั้งนี้ก็จะพูดกันถึงอานาปานสติ จตุกะที่ ๒ หรือหมวดที่ ๒ ที่เรียกว่า เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน แล้วก็ถึง ข้อที่ ๑ ของหมวดที่ ๒ การกำหนดปีติและความสุขเป็นอารมณ์ สำหรับพิจารณา สำหรับศึกษาให้ละเอียดทั่วถึงต่อไปอีก (๙๒) การปฏิบัติในขั้นนี้ มันเนื่องด้วยการปฏิบัติขั้นที่แล้วมา คือขั้นที่ เรียกว่าทำกายสังขารให้สงบระงับแล้ว ก็จะมีสิ่งที่เรียกว่าปีติและ สุขนี้ปรากฏออกมา เราก็เลยถือเอาปีติและสุขนั่นแหละเป็นวัตถุ หรือเป็นอารมณ์สำหรับการปฏิบัติต่อไป (๙๓) ถ้าเราทำกายสังขารให้สงบได้ถึงขนาดที่เป็นฌาน เป็นปฐม

น.67 ๕๔ ฌาน เป็นต้น ปีติและสุขก็จะสมบูรณ์เต็มที่ในฐานะเป็นองค์แห่ง ฌาน แต่แม้ว่าเราทำไม่ได้ถึงฌานเพียงแต่ทำให้กายสังขารสงบ ระงับไปบ้าง มันก็ยังคงมีปีติและสุขตามสมควรแก่การกระทำอยู่ นั่นเอง เพราะฉะนั้น แม้ผู้ที่ไม่สามารถจะทำฌานให้เกิดขึ้น ก็ยัง สามารถทำให้มีปีติและสุขเอามาเป็นอารมณ์ในการปฏิบัติในขั้น นี้ได้ (๙๔) ทีนี้เราก็จะศึกษาลักษณะ หรือความหมายของปีติและสุข กันพอสมควร ปีติความพอใจเกิดขึ้นมา เพราะว่าเราทำสมาธิได้ สำเร็จในขั้นต้น คือเราสามารถทำกายสังขารให้สงบระงับได้นั่น เอง เราจึงเกิดความพอใจ นี่เป็นข้อแรก ครั้นมีความพอใจแล้ว ไม่ต้องสงสัย มันก็ย่อมจะเกิดความสุขได้ในลำดับที่ถัดไป เพราะ พอใจจึงเกิดความสุข นี่เราจึงสามารถมีปีติและสุขเอามาใช้เป็นวัตถุ แห่งการศึกษา ในการปฏิบัติขั้นนี้ได้อย่างเพียงพอ (๙๕) ปีติมีหลายระดับ สิ่งที่จะต้องสังเกตต่อไปก็คือว่า แม้ที่เรียกว่า ปีตินี้ มันก็ยังมี หลายระดับ เช่น satisfaction แล้วก็ contentment แล้วก็ rapture อย่างนี้จะต้องรู้ไว้ว่ามันมีกำลังมากน้อยกว่ากันตามแบบของปีติ คือปีตินี้ไม่ใช่ความสงบ มีความฟุ้ง หรือ disturbance อย่างใด อย่างหนึ่งอยู่ในสิ่งที่เรียกว่าปีติ ต่อเมื่อเป็นความสุข นั่นมันจึงจะ สงบ ฉะนั้นปีตินี่มันมีแรงกระตุ้น มีความสั่นสะเทือนแก่จิตใจ แล้วก็มี ได้เป็นขนาดๆ ซึ่งคุณคงเข้าใจได้เอง ภาษาของคุณว่า satisfaction

น.68 ๕๕ มันกระตุ้น (stimulate) เท่าไร contentment มัน stimulate เท่าไร rapture มันยิ่ง stimulate เท่าไร ไปรู้ไปสังเกตเอาเอง ว่าปีติก็มี หลายระดับ แต่มีลักษณะไปในทางกระตุ้นหรือทำให้จิตหวั่นไหว แต่ถ้าเป็นสุขแล้วตรงกันข้าม ทำให้จิตสงบ ระงับลง นี่ละปีติและ สุขมันต่างกันอย่างนี้ (๙๖) ขั้นที่ ๕ กำหนดปีติ ทีนี้เราก็มาถึงการปฏิบัติขั้นที่ ๑ ของหมวดที่ ๒ คือ กำหนด ปีติอยู่ทุกครั้งที่หายใจเข้าออก เราต้องสังเกตจนพบสิ่งที่เรียกว่าปีติที่ ได้มีขึ้นมาแล้ว เมื่อประสบความสำเร็จในการระงับกายสังขาร ว่าความรู้สึกนั้นเป็นอย่างไร ให้ experience อย่างยิ่งต่อความรู้สึกอัน นั้น แล้วก็เอามาเป็นอารมณ์สำหรับจิตกำหนด คือ จิตไปจดจ่อ กำหนดเหมือนกับว่ามีเอกัคคตาอยู่ที่ปีตินั่นเอง มีอารมณ์เดียวจดจ่อ อยู่ที่ปิตินั่นเอง ก่อนนี้เราเคยกำหนดลมหายใจยาวบ้าง ลมหายใจ สั้นบ้าง กายทั้งปวงบ้าง ให้กายระงับบ้าง เดี๋ยวนี้เปลี่ยนเป็นปีติ กำหนดปีติเป็นอารมณ์ของจิตรู้สึกอยู่ experience อยู่ ทุกครั้งที่ หายใจเข้าออก นี่คือใจความของการปฏิบัติขั้นที่ ๑ ของหมวด ที่ ๒ (๙๗) สรุปความให้สั้นที่สุดก็ว่า เราหายใจอยู่โดย experiencing ต่อปีตินี้อยู่ทุกครั้งที่หายใจ ใจความสั้น ๆ ว่าเราจะหายใจเข้าออก อยู่ experiencing ต่อสิ่งที่เรียกว่าปีตินี้อยู่พร้อมกันทุกครั้งที่หายใจ จะมีความสุขสบายมากด้วย สนุกในการกระทำด้วย ขอให้พยายาม

น.69 ๕๖ อย่างยิ่งในขั้นนี้ (๙๘) เรียนรู้รสของปีติ ในขณะที่เราหายใจอยู่ด้วยความรู้สึกที่เป็นปีติอย่างนี้ เราก็ทำ การศึกษาไปพลาง เช่นเดียวกับที่เราทำการศึกษาในขณะที่หายใจ ยาวหายใจสั้นเป็นต้น เดี๋ยวนี้เราทำการศึกษาในปีติที่เรา expe- rience อยู่ในใจ ว่ามันเป็นอย่างไร ว่ามันหนักไหม ว่ามันเบาไหม ว่ามันหยาบเท่าไร มันละเอียดเท่าไร นี่เรียกว่ารู้รสของมันว่าเป็น อย่างไร มีรสอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งรู้ว่ามันมีอิทธิพลต่อจิตหรือ ต่อความคิดอย่างไรด้วย ศึกษาให้รู้จักธรรมชาติของปีติ เช่นเดียวกับ ที่เราศึกษาจนรู้จักธรรมชาติแห่งลมหายใจ ในการปฏิบัติหมวดที่ แล้วมา นี่เรียกว่าปฏิบัติในข้อนี้ (๙๙) แต่ที่สำคัญที่สุดที่เราจะต้องศึกษาหรือสังเกตให้เห็นก็คือ อิทธิพลของมัน ว่าปีตินั้นมันมีอิทธิพลต่อจิตหรือต่อความคิดอย่างไร โดยเราสังเกตอย่างละเอียดว่า เมื่อปีติไม่เกิดจิตเป็นอย่างไร พอปีติ เกิดขึ้นมาจิตเป็นอย่างไร หรือปีติเกิดมากจิตเป็นอย่างไร ปีติเกิดน้อย จิตเป็นอย่างไร ปีติเกิดหนัก ถ้าเป็น rapture แล้วมันก็จะยิ่งหนัก มันก็ยิ่งกระตุ้นจิตมากกว่าอย่างไร เท่าไร ถ้าศึกษาดูทั้งปีติอย่าง หยาบที่สุด อย่างกลาง ๆ แล้วก็อย่างละเอียดที่สุด ว่ามันต่างกัน อย่างไร แล้วก็ว่ามันมีอิทธิพลต่อจิตใจอย่างไร นี่เป็นจุดสำคัญของ การปฏิบัติในขั้นนี้ (๑๐๐) ในที่สุดเราก็พบหรือ realize ว่า ปีติกระตุ้นจิตอย่างที่เรียกว่า

น.70 ๕๗ หยาบ ๆ ไม่ละเอียด ไม่ประณีตเหมือนกับความสุขซึ่งจะได้ดูกันต่อ ไป ในขณะนี้รู้สึก nature (ธรรมชาติ) ต่าง ๆ fact (ความจริง) ต่าง ๆ ของสิ่งที่เรียกว่าปิติที่มันเกี่ยวข้องกันกับจิตจนรู้จักสิ่งนี้ดี (๑๐๑) ขั้นที่ ๖ กำหนดสุข ทีนี้เราก็มาถึงขั้นที่ ๒ ของหมวดที่ ๒ ถ้าจะนับอย่าง serial (ต่อเนื่อง) ก็เป็นขั้นที่ ๖ ขั้นนี้มีว่าจะ กำหนดความสุขอยู่ทุกครั้งที่ หายใจออกเข้า กำหนดสุขในฐานะที่เป็นผล เกิดออกมาจากปีติ เมื่อปีติกระตุ้นจิตใจอย่างหยาบ ๆ เสร็จไปแล้ว มันก็ถอยกำลัง คือสงบระงับลงกลายรูปเป็นความสุข เราก็จะสังเกตเห็นว่ามันต่างกัน มาก คือว่าความสุขนี่มันเป็นสิ่งที่ไม่กระตุ้น ไม่ทำให้ excite แต่มัน กลับทำให้สงบลงมา ๆๆ ทีนี้กำหนดความสุขในฐานะที่เป็น agent (ตัว) ที่ทำให้จิตได้สงบลงมา เมื่อปีติจางหายไปแล้ว ความสุขก็เหลือ อยู่ ก็เป็นความรู้สึกที่สงบ ต่างกันอย่างนี้ ชิมรสความสงบของความ สุขนี้อยู่ทุกครั้งที่หายใจออกเข้า นี่เป็นใจความสำคัญของขั้นนี้ (๑๐๒) ในขณะที่เรากำหนดความสุขอยู่ในจิต เราก็ศึกษาอย่างเดียว กับที่ศึกษาในเรื่องลมและในเรื่องปีติมาแล้วว่า มันมีความหนักเบา อย่างไร หยาบละเอียดอย่างไร ให้เกิดรสทางจิตใจแก่ความรู้สึกอย่าง ไร ในภาษาไทย หรือภาษาบาลีเราใช้คำว่า drink คือเสวยรสของ ความสุขอยู่ด้วย ในขณะที่หายใจออกเข้า และศึกษา nature หรือ fact ต่าง ๆ ของมันพร้อมกันไปด้วย (๑๐๓) ที่เราจะเห็นได้ง่าย ๆ ก็เช่นว่า ถ้าอำนาจของปีติปรากฏอยู่

น.71 ๕๘ ลมหายใจก็จะหยาบ ถ้าอิทธิพลของความสุขปรากฏอยู่ ลมหายใจ ก็ละเอียด ก็จะพูดได้ว่า เมื่อปีตินี้แสดงอิทธิพลอยู่ ร่างกายนี้ก็หยาบ เมื่อความสุขแสดงอิทธิพลอยู่ ร่างกายนี้มันก็สงบระงับ มันก็ละเอียด นั้นแหละ แล้วก็จะมีผลไปถึงจิตว่า เมื่อมีปีติแสดงอิทธิพลอยู่ มันก็ disturb (รบกวน) ต่อจิต มี disturbance ต่อจิตตามสมควร ที่นี้เมื่อ ความสุข มันแสดงอิทธิพลอยู่ มันก็ทำให้จิตมีความสงบระงับลงตาม สมควร มันเป็นของตรงกันข้ามอยู่อย่างนี้ เป็นสิ่งที่จะต้องสังเกตดูให้ ดีในโอกาสนี้ (๑๐๔) สรุปความว่า ปีติและสุขอย่างนี้ มันเกิดขึ้นแล้วมันก็มีผลต่อ ลมหายใจต่างกัน อันหนึ่งทำให้หยาบ อันหนึ่งทำให้ละเอียด มีผลต่อ ร่างกายต่างกัน อันหนึ่งทำให้หยาบหรือกำเริบ อันหนึ่งทำให้ระงับ แล้วมันก็มีผลต่อจิตใจต่างกัน อันหนึ่งทำให้กำเริบ อันหนึ่งทำให้ ระงับ จับใจความสำคัญข้อนี้ให้ได้ ก็เรียกว่าประสบความสำเร็จใน การปฏิบัติ ข้อปฏิบัติข้อนี้คือข้อที่ ๖ นี้ (๑๐๕) มันคงจะมีความลำบากบ้าง เมื่อเราจะกำหนดความสุขอยู่ ปีติอาจจะมาแทรกแซง มาแทรกแซงกลายเป็นความรู้สึกของปีติเสีย ความรู้สึกความสุขก็จะหายไป ดังนั้นจึงต้องปฏิบัติจนสามารถ บังคับว่า จะมีความรู้สึกเป็นสุขอยู่ได้ตลอดเวลา ปีติไม่อาจจะเข้ามา แทรกแซง เพราะว่าปีตินี่มีความรุนแรง มีความหยาบคายมากกว่า ความสุข ถ้ามันเข้ามาแทรกแซงแล้ว การกำหนดความสุขมันก็หาย ไป ความสงบมันก็ไม่เกิด เราจึงต้องพยายามอย่างยิ่งที่จะกำหนด ความรู้สึกที่เป็นสุขไว้ได้อยู่ตลอดเวลา ไม่ให้ความรู้สึกอย่างอื่นใดก็

น.72 ๕๙ ตาม เข้ามาแทรกแซงได้ เหมือนกับว่าอิ่มอยู่ด้วยความสุข ก็ เรียกว่าประสบความสำเร็จในการปฏิบัติขั้นนี้ (๑๐๖) ขั้นที่ ๗ กำหนดรู้จิตตสังขาร ทีนี้ก็มาถึงข้อปฏิบัติอันดับที่ ๗ คือ จิตตสังขาร ถ้าเราประสบ ความสำเร็จในขั้นที่ ๖ แล้ว เราก็รู้แล้วว่า ปีติเกิดขึ้นทำให้จิตเป็น อย่างไร ความสุขเกิดขึ้นทำให้จิตเป็นอย่างไร ปีติปรุงให้เกิดความคิด ชนิดไหน ความสุขปรุงให้เกิดความคิดชนิดไหน เรากำหนดรู้มาได้ แล้วตั้งแต่ในขั้นที่ ๕ ขั้นที่ ๖ พอมาถึงขั้นที่ ๗ นี่มันก็ง่ายนิดเดียวที่ จะมองเห็นว่า โอ้ ปีติและสุขซึ่งรวมกันแล้วเรียกว่าเวทนานี่ มันเป็น mind conditioner ในลักษณะเดียวที่ลมหายใจเป็น body conditioner ต่างกันแต่อันนี้เป็น mind conditioner แต่มีวิธีการศึกษาและสังเกต อย่างเดียวกัน (๑๐๗) เราสังเกตเห็นได้เลยว่า ปีติเป็นของหยาบหรือไม่สงบ ความสุข เป็นของละเอียดและสงบ ดังนั้น เมื่อปีติปรุงความคิดเป็น thought อะไรขึ้นมา มันก็จะมีลักษณะหยาบ เมื่อความสุขปรุงความคิดอะไร ขึ้นมา มันก็มีลักษณะละเอียด นี่เราเห็นได้ว่ามันปรุงแต่งให้เกิดความ คิดด้วย แล้วมันยังปรุงแต่งให้เกิดความคิดที่หยาบ กับความคิดที่ ละเอียดได้ด้วย นี่อาการที่เรียกว่าปรุงแต่งจิต (๑๐๘) ปีติ ถ้าเป็นไปอย่างรุนแรง มันก็ทำให้เกิดการสั่น สั่นไปที่ ร่างกาย ทีนี้ถ้าแรงมากมันอาจจะทำให้กระโดดโลดเต้นได้ มันหยาบ และมันรุนแรงอย่างนี้ ส่วนความสุขนั้นมันหยุด สงบระงับ นิ่งลง

น.73 ๖๐ นี่เรารู้จักว่ามันต่างกันมากอยู่ในลักษณะอย่างนี้ ถ้าว่าปีติครอบงำ จิตของเราอยู่ เราจะมีความคิดอย่างละเอียดไม่ได้ มันจะทำให้ขนลุก ไปทั้งตัว รู้สึกซ่าเสียวซ่านไปทั้งตัว เราจึงต้องควบคุมมันให้ได้ แต่ถ้าว่าความสุขมันกลับมีประโยชน์ มันทำให้เกิดความสงบระงับ ละเอียดประณีต มันทำให้เกิดความคิดที่ลึกซึ้ง สงบระงับ ละเอียด ประณีตได้ มันเป็นคล้าย ๆ กับมันเป็นข้าศึกต่อกันและกันอยู่ แต่แล้วก็ ไม่เป็นไร เพราะเรารู้จักควบคุมมัน สามารถจะควบคุมมันได้โดยการ ฝึกตามวิธีที่เรากำลังฝึกอยู่นี้ นี่เรียกว่า รู้จักจิตตสังขาร พอสมควร แล้ว (๑๐๙) ปีติและสุข : คู่ขัดแย้งที่มาด้วยกัน แต่ถึงอย่างนั้นเราก็ยังจะต้องสังเกตให้รู้ความลับอีกอย่างหนึ่ง ว่า สองอย่างนี้มันต้องมาด้วยกัน คือว่าถ้าเราไม่มีความพอใจแล้ว ความสุขเกิดไม่ได้ ความพอใจทำให้เกิดความสุข ความสุขเกิดมา จากความพอใจ ความพอใจนี่คือพวกปีติละ มันเป็นพวกกระตุ้น แต่ความสุขนี่มันเป็นพวกสงบระงับ แต่แล้วเราจะมีความสุขไม่ได้ โดยที่ไม่มีความพอใจ ท่านจะสังเกตเห็นได้ว่า ในกรณีอะไรก็ตามที่ จะมีความสุขแล้ว ความพอใจต้องมาก่อนเสมอ ความพอใจมันนำ หน้า ปีติมันนำหน้า พอประสบความสำเร็จก็พอใจ ก็กำเริบหรือ disturb ไปตามเรื่อง พอสิ้นกำลังของความพอใจนั้นแล้วมันก็เหลืออยู่ เป็นความสุข มันก็สงบระงับลงมา มันเป็นเกลอกัน ทั้งในทางที่ มัน ขัดแย้งต่อกัน และมันก็เป็นเกลอกันในทางที่มันต้องมาด้วยกัน

น.74 ๖๑ มันต้องมีความพอใจก่อน แล้วมันจึงจะมีความสุข ต้องรู้จักระวังให้ดี จะต้องกระทำต่อมันในลักษณะที่ประณีตละเอียดอย่างยิ่ง เหมือนกับ ว่าเป็น art อย่างหนึ่งเหมือนกัน เป็น spiritual art ที่จะควบคุมปีติและ ควบคุมความสุขให้มีผลดีแก่ชีวิตของเรา เรา จงรู้จักความจริงหรือ ความลับเกี่ยวกับปีติและสุขกัน ในลักษณะอย่างนี้ (๑๑๐) เท่าที่พบมาแล้วปรากฏว่า ปีติเป็นข้าศึกแก่วิปัสสนา สุขไม่ เป็นข้าศึก แต่เป็นสหาย เป็นผู้ส่งเสริมวิปัสสนา เมื่อเราต้องการ จะมีจิตละเอียด จนเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา โดยวิปัสสนานั้น ถ้าจิตเกิดปีติแล้วมันฟุ้งซ่าน มืดคลุ้มไปหมด ดังนั้นต้องขจัดปีติ ออกไป ปีติเป็นข้าศึกแก่วิปัสสนาคือการเห็นแจ้งทางจิตโดยละเอียด แต่ความสุขไม่เป็นอย่างนั้น ความสุขทำให้เกิดความสงบระงับ ทำจิตให้พร้อม ให้ active ให้ ready ต่อการที่จะมีวิปัสสนา โดยเหตุนี้ เราจึง ต้องเป็นผู้สามารถควบคุมปีติและควบคุมความสุขให้ได้ (๑๑๑) ในที่สุด เราก็จะเห็นได้ว่าเวทนาคือปีติและสุขนี้เป็น mind conditioner ถ้าปีติปรุง จิตก็หยาบ ความคิดของจิตก็หยาบ หยาบทั้ง ตัวจิตและตัวความคิด ถ้าสุขปรุงหรือช่วยเป็น support จิตก็ละเอียด และสงบ ความคิดก็ละเอียดและสงบ มันเป็นของปรุงจิตด้วยกัน แต่ในคนละแง่ นี่ละเป็นอันว่าสรุปความว่า เวทนาเป็นเครื่องปรุง แต่งจิต จึงได้ชื่อว่า mind conditioner (จิตตสังขาร) (๑๑๒) เมื่อเราพบความจริงอย่างนี้แล้ว เราก็กำหนดความจริงอย่าง นี้อยู่ในใจทุกครั้งที่หายใจออกและหายใจเข้า หายใจออกหายใจเข้า

น.75 ๖๒ อยู่ด้วยการ convince ต่อความจริงนี้ นี่คือการปฏิบัติในขั้นที่ ๗ (๑๑๓) ขั้นที่ ๘ ทำจิตตสังขารให้ระงับ ทีนี้เราก็มาถึงขั้นที่ ๘ การทำจิตตสังขาร ให้ระงับอยู่ หายใจ เข้าหายใจออก ทำจิตตสังขารคือเวทนาให้ระงับอยู่ คือให้ถอยกำลัง ให้ลดกำลังอยู่ได้ แล้วหายใจเข้าก็อย่างนั้น หายใจออกก็อย่างนั้น หมายความว่า เราจะต้องทำให้มันได้ก่อน แล้วจึงจะสามารถรู้สึก อยู่อย่างนั้นทุกครั้งที่หายใจออกเข้า (๑๑๔) การที่จะระงับกำลังของเวทนา คือ ของปีติและสุขนั้น มีทางที่ จะทำได้ คือให้มันลดกำลังลง หรือให้มันหยุดเลย มันมีทางที่จะทำ ได้และต้องทำให้ได้ และจะทำได้โดยสองวิธี คือ โดยวิธีของสมาธิ อย่างหนึ่ง และโดยวิธีของ ปัญญา อย่างหนึ่ง (๑๑๕) ขจัดปีติด้วยสมาธิ กำลังหรือ impulse ของปีตินั่นจะสงบไปได้โดยวิธีสมาธิ ก็คือ ทำสมาธิที่สูงกว่า ที่ขจัดปีติและสุขออกไปเสียจากความรู้สึก แต่เราก็ ยังจะคงทำไม่ได้เพราะเราเพิ่งจะทำ แต่มันก็มีความลับอยู่ว่า มัน ขจัดออกไปเสียได้โดยการทำสมาธิที่สูงขึ้นไปกว่า เช่น ทำตติยฌาน จตุตถฌาน อะไรก็ตาม หรือแม้ที่สุดแต่ว่า เราจะเปลี่ยนความคิดเสีย มีความคิดอย่างอื่นเข้ามาแทรกแซง มาปิดทับความรู้สึกของปิติเสียก็ ได้เหมือนกัน ด้วยการกระทำอย่างนี้ ก็เรียกว่าด้วยอำนาจของสมาธิ

น.76 ๖๓ นั้นแหละ มีกำลังของสมาธิอย่างอื่นมาปิดทับกำลังของปีติโดยเฉพาะ นั้นเสีย ส่วนความสุขนั้นโดยมากก็ไม่ต้องการจะขจัดออกไป ต้องการ จะรักษาไว้สำหรับเป็น supporter (ผู้สนับสนุน) ของการปฏิบัติขั้น ต่อไป แต่ในที่นี้ โดยเฉพาะปีติแล้วเป็นสิ่งที่ต้องควบคุมได้ เราควบ คุมได้โดยวิธีของสมาธิ คือเปลี่ยนอารมณ์เสีย หรือว่ามีสมาธิ มีฌานที่สูงขึ้นไปกว่าระงับมันเสีย นี่ก็ระงับปีติได้ (๑๑๖) หรือจะกล่าวอย่างหนึ่งก็จะกล่าวได้ว่า เรานำเอาความหมายที่ แท้จริงของคำว่าสมาธิ มาขับไล่ปีติก็ได้ ความหมายที่แท้จริงของ สมาธิก็คือว่า มี เอกัคคตาจิต ซึ่งมีนิพพานเป็นอารมณ์ เอกัคคตาจิต อย่างที่อธิบายกันมาแล้ว ถ้าเป็นสมาธิที่แท้จริงมันจะมีนิพพานหรือ สันติ คือความสงบเป็นอารมณ์ เราระลึกนึกถึงข้อนี้ว่าสมาธิที่แท้จริง เป็นอย่างนั้น เดี๋ยวนี้มีปีติมาทำความยุ่งยาก ลำบาก วุ่นวาย ไล่ ออกไป ๆ ไม่เอา ๆ ไม่ต้องการ เรามุ่งเอาเอกัคคตาจิตที่มีสันติหรือ นิพพานเป็นอารมณ์มา ความรู้สึกที่เป็นปีติก็สลายไปเพราะเราไม่ ต้องการ นี่ก็เรียกว่าเป็นอุบายทางใช้สมาธิขับไล่ปีติ (๑๑๗) ขจัดปีติด้วยปัญญา ทีนี้ก็มาถึงวิธีที่จะใช้ปัญญากำจัดอิทธิพลของปีติ หรือลดกำลัง ของปีติ หรือแม้ความสุขก็ได้ ก็คือ ใช้ปัญญาเห็นแจ้งตามที่เป็นจริงใน สิ่งทั้งปวง ว่าสิ่งนั้นมันมีอะไรเป็นอย่างไร รู้ว่าปีตินี่เกิดมาจากอะไร และจะดับไปเพราะอะไร ปีติมันก็เกิดมาจากการได้ปัจจัยที่พอใจที่ ถูกต้องแล้วก็ฟุ้งซ่านขึ้นมา มันก็จะต้องดับไปเพราะการขาดปัจจัย

น.77 ๖๔ อย่างนั้น เพราะเห็นว่าปีตินี่เป็นของ มายา ไม่ใช่ของจริง เห็นด้วย ปัญญาอย่างนี้ได้แล้ว ความรู้สึกฟุ้งซ่านด้วยปีติก็จะระงับ หรือว่าจะ เห็นอัสสาทะ อาทีนวะ คือเห็น อัสสาทะ แปลว่า ความอร่อยหรือ เสน่ห์ ที่ยั่วใจให้อร่อยของปีติ แหมปีติมีรสอร่อยมาก ก็เห็น อาทีนวะ คือ โทษอันเลวร้ายของมัน ก็คือมันกระตุ้นให้วุ่นวาย มันทำให้ สูญเสียความสงบสุข มันเป็นข้าศึกของวิปัสสนา พอเห็นอย่างนี้มันก็ ละลายไป เพราะเราเห็นโทษอันเลวร้ายของมัน ถ้าเห็นการเกิดขึ้นและ การดับไป เห็นเสน่ห์ของมัน เห็นความเลวร้ายของมันแล้ว มันก็ ละลายไป มันก็สูญหายไป นี่ขจัดไล่ปีติออกไปเสียได้ด้วยวิธีของ ปัญญา มีลักษณะอย่างนี้ (๑๑๘) เราทุกคนควรจะรู้จักคำพูดหรือความหมายของคำพูดสองคำนี้ ไว้ให้ดี ๆ คือคำว่า อัสสาทะ กับ อาทีนวะ อัสสาทะคือความน่ารัก น่าพอใจ น่าหลงใหล เป็นเสน่ห์ อาทีนวะคือความเลวของมัน เราจะ ไม่ต้องถูกลวงอยู่ด้วยของสองอย่างนี้ ถ้าเรามองเห็นแล้วก็จะรู้ว่า ถ้าเราไปพอใจยินดีหลงรักมัน มันเป็นความโง่ในแง่ของ positive, เป็น positive foolishness ถ้าเราไปหลงเกลียดมัน มันเป็นความโง่ ในแง่ negative เป็น negative foolishness รู้สิ่งทั้งสองนี้ไว้ให้ดี ๆ ว่าเรา จะต้องไม่หลงรักและไม่หลงเกลียด รู้จักความหลอกลวงว่ามันล่อให้ รัก มันล่อให้เกลียด มันหลอกให้รัก มันหลอกให้เกลียด เราก็จะออก มาได้จากอำนาจของสิ่งต่าง ๆ เช่นเงินนี่มันมีทั้งอัสสาทะและอาทีนวะ ถ้าเรารู้จักทั้งสองอย่างแล้วเราก็จะไม่หลงเงิน ไม่บ้าเงิน นี่ละรู้จักกัน ไว้อย่างนี้จะปลอดภัยที่สุด รู้จักอัสสาทะและอาทีนวะของปีติแล้วก็จะ

น.78 ๖๕ เกลียดปีติ มันก็หนีไปเอง อย่างนี้เรียกว่าใช้วิธีปัญญาขับไล่ปีติออกไป ถึงแม้ความสุขก็ไม่หลงใหล แม้ว่าเราจะสงวนความสุขไว้ใช้ทำ ประโยชน์ เราก็ไม่หลงใหลอยู่นั่นเอง ขอให้รู้จักคำทั้งสองนี้ไว้จน ตลอดชีวิต เลยกลายเป็น charm_ ชนิดที่ป้องกัน เป็นเครื่องรางชนิดที่ ป้องกัน ไม่ทำอันตรายอะไร (๑๑๙) ควบคุมสุขเวทนาและทุกขเวทนาได้ เดี๋ยวนี้เราควบคุมเวทนาได้ ควบคุมเวทนาได้หมายความว่า ไม่ให้เวทนามาดึงเราไปทางนั้นทางนี้ ที่เราพูดกันนั้นมันดึงไปในทาง พอใจยินดี ทางปีติ ทางสุข ทาง positive แต่มีเวทนาอีกพวกหนึ่ง มันจะดึงไปในแง่ของ negative คืออนิฏฐารมณ์ ไม่น่ารักไม่น่าพอใจ ก็เรียกว่าเวทนาเหมือนกัน เวทนาฝ่ายความเป็นสุขพูดแล้ว ทีนี้เวทนา ฝ่ายความเป็นทุกข์ ก็ต้องรู้จักไว้ ไม่ให้เวทนาฝ่ายความเป็นทุกข์คือ ความไม่พอใจหรือความไม่เป็นสุขดึงไปสู่ภาวะที่เป็นทุกข์ ชนะได้ อย่างเดียวกัน โดยวิธีเดียวกัน จะเป็นเวทนาสุขหรือเวทนาทุกข์ เราก็ควบคุม ได้ แล้วก็เลยกลายเป็นผู้ควบคุมเวทนาได้ด้วยประการ ทั้งปวง เราปฏิบัติโดยยกเอาเวทนาอะไรขึ้นมาอย่างใดอย่างหนึ่ง มาปรากฏอยู่ในจิต จนรู้สึกในเวทนานั้น แล้วก็ใช้การพินิจพิจารณา ใช้ปัญญาขจัดไล่ออกไป ให้รู้สึกว่าเราขับไล่เวทนาออกไปได้ ไม่ปรุง แต่งจิตได้อีกต่อไป เราทำความชำนาญ ซักซ้อมให้คล่องแคล่ว ชำนาญกันอย่างนี้อยู่ทุกครั้งที่หายใจเข้าออก ก็เป็นการประสบ ความสำเร็จในการปฏิบัติขั้นที่ ๘ นี้ (๑๒๐)

น.79 ๖๖ ความสำคัญของเวทนา ประการสุดท้ายที่เราควรจะพูดกันก็คือว่า ทำไมเอาเรื่องเวทนา มาพูด มาบรรจุไว้ในแนวการปฏิบัตินี้ ทั้งนี้ก็เพราะเราจะต้องรู้เรื่อง เวทนาและควบคุมเวทนาได้ เมื่อควบคุมจิตได้ก็จะปฏิบัติจิตต่อไป จนบรรลุมรรค ผล นิพพาน นี่คือความประสงค์โดยตรง แต่มีความ ประสงค์พิเศษก็คือว่า ถ้าเรารู้เรื่องเวทนาแล้ว เราจะควบคุม ชีวิตนี้ไว้ให้ถูกต้องได้ ถ้าเราโง่ต่อเวทนาแล้ว เราก็จะตกไปอยู่ใต้ อำนาจของวัตถุนิยม เป็นทาสของวัตถุนิยม หลงในความสุขทางวัตถุ คือรสของเวทนา วิกฤตการณ์ทุกอย่างกำลังมีอยู่ในโลกก็มีมูลเหตุมา จากคนไม่รู้จักเวทนา พ่ายแพ้แก่เวทนา ลุ่มหลงไปในเวทนาอย่างใด อย่างหนึ่ง แล้วมันชักจูงให้ทำอย่างนั้น เลยเกิดการทะเลาะวิวาท กระทบกระทั่งจนเป็นสงคราม เป็นมหาสงครามก็ได้ เพราะว่าเขา พ่ายแพ้แก่ความหลอกลวงของเวทนา ดังนั้นจึงเห็นว่าเวทนานี่เป็นสิ่ง ที่จะต้องรู้จัก จะต้องรู้ความลับของเวทนา ควบคุมเวทนาให้ได้ โลกนี้จึงจะมีสันติภาพ ไม่ต้องพูดถึงว่าจะไปนิพพาน จะบรรลุ นิพพานหรอก เพียงแต่อยู่ในโลกนี่แหละก็จะต้องรู้จักควบคุมเวทนา หวังว่าท่านทั้งหลายจะเอาประโยชน์ของการควบคุมเวทนานี้ไปใช้ ตลอดชีวิต นี่เป็นการปฏิบัติขั้นที่ ๘ ของอานาปานสติ การบรรยาย สมควรแก่เวลาแล้ว ขอยุติการบรรยาย (๑๒๑)

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต