Buddhadasa.org

อานาปานสติ กุณแจไขความลับของชีวิต ตอนที่ ๕ — การบรรยายครั้งที่ ๕ การปฏิบัติอานาปานสติ หมวดจิต

อานาปานสติ กุณแจไขความลับของชีวิต — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — อานาปานสติ กุณแจไขความลับของชีวิต (๗ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.80 การบรรยายครั้งที่ ๕ ) การปฏิบัติอานาปานสติหมวดจิต

น.81 ๖๙ ในวันนี้เรามาถึงการศึกษาอานาปานสติหมวดที่ ๓ ซึ่งว่าด้วย จิต ที่เรียกว่า จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน ขอให้ตั้งใจศึกษาเรื่อง เกี่ยวกับจิตต่อไป (๑๒๒) ต้องเริ่มต้นขั้นที่ ๑ เสมอ อยากจะบอกให้ทราบไว้อย่างหนึ่งว่า ถ้าจะปฏิบัติขั้นอะไร ขั้นไหนที่กำลังปฏิบัติอยู่นั้น จะต้องตั้งต้นมาตั้งแต่ขั้นที่ ๑ สุด คือ ลมหายใจยาว ลมหายใจสั้น มาตามลำดับอย่างดีที่สุด แล้วมาถึง ขั้นที่กำลังปฏิบัติอยู่ เช่นในวันนี้ เป็นการปฏิบัติในขั้นจิตตานุปัสสนา ก็ปฏิบัติต่อไป คือทั้ง ๑๖ ขั้นนั่นแหละ เมื่อจะปฏิบัติขั้นไหนก็ตาม

น.82 ๗๐ ต้องตั้งต้นมาตั้งแต่ขั้นที่ ๑ เรื่อยไปจนถึงขั้นที่เราจะปฏิบัติในวันนี้ และ ก็ปฏิบัติอยู่ทุกครั้งที่หายใจเข้าออก ใจความสำคัญว่า การปฏิบัติจะ ต้องตั้งต้นมาจากขั้นที่ ๑ เสมอ ทุกเวลาหรือทุกขั้นที่จะปฏิบัติ (๑๒๓) ขั้นที่ ๙ ตามดูรู้ทันจิต ขั้นที่ ๑ ของหมวดจิตตานุปัสสนานี้คือ การตามดูจิต เรียกว่า จิตตานุปัสสี คือการตามดูจิตว่า จิตกำลังเป็นอย่างไร ตามที่มันเป็น อยู่ในขณะนั้น · เช่นว่าเราปฏิบัติขั้นนี้ แต่เราได้ตั้งต้นมาตั้งแต่ขั้นที่ ๑ จนมาถึงขั้นที่ ๙ นี่ ในที่สุด จิตกำลังเป็นอยู่อย่างไรเราก็ต้องดู หรือว่าจิตมันมีการเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างไร อะไรมาเกิดขึ้นในจิต จิตมีลักษณะอย่างไร เราก็ต้องดูจนรู้ชัดว่าในขณะนั้นจิตกำลังเป็น อย่างไร ก็คือมีความรู้สึกอย่างไรนั่นเอง ขั้นนี้ตั้งต้นด้วยการดูจิต ในขณะที่ปฏิบัตินั้น (๑๒๔) จิตมีราคะหรือไม่ ลักษณะของจิตที่จะต้องกำหนดได้มีอยู่หลายอย่าง แต่ก็ล้วน แต่ที่มันจะเป็นไปเอง เป็นไปจริง เป็นอยู่ในขณะนั้นทั้งนั้น ลักษณะที่ ระบุไว้ให้กำหนดเป็นแบบฉบับ คือ ดูว่าเวลานี้จิตมีราคะ หรือ ไม่มี ราคะ ราคะนี่ท่านทั้งหลายก็รู้กันอยู่แล้วว่าหมายถึงอะไร ราคะทาง กามารมณ์ก็ได้ ราคะในทางที่มิใช่กามารมณ์ก็ได้ คำว่าราคะนี่มันก็ มีความหมายกว้างอยู่เหมือนกัน ราคะในทางเพศมันก็เรียกว่าราคะ ราคะในของรัก ในแก้วแหวนเงินทองเครื่องประดับ เครื่องกิน

น.83 ๗๑ เครื่องอยู่ เครื่องอะไรก็เรียกว่าราคะเหมือนกัน แล้วก็ราคะในบุคคล เช่นว่า รักผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างนี้ ก็เรียกว่าราคะเหมือนกัน ราคะ ในภาษาบาลีมีความหมายกว้างอย่างนี้ จิตกำลังมีราคะอย่างใด อย่างหนึ่งในลักษณะเหล่านี้ หรือว่ากำลังไม่มี ถ้าว่ามีก็กำหนด ความที่มีราคะนั่นแหละ ให้ชัดลงไป ว่ากำลังมีราคะอย่างนั้น ถ้าไม่มี ก็กำหนดตามที่ไม่มีอย่างนี้ แล้วก็หายใจเข้าอยู่ หายใจออกอยู่ ด้วยความรู้สึกตามที่มันเป็นอยู่จริงในขณะนั้น (๑๒๕) จิตมีโทสะหรือไม่ ถัดไปก็คือโทสะ ตามดูรู้ทันว่า จิตกำลังมีโทสะหรือไม่ โทสะ ก็เหมือนกัน มีความหมายกว้าง เช่นว่ามีสิ่งภายนอกเป็นบุคคล หรือเป็นเหตุการณ์อะไรก็ตามมาทำให้เราเกิดโทสะ โกรธ ไม่ชอบใจ อยู่ในใจนี่ก็เรียกว่าโทสะ หรือแม้ว่ามันเกิดจากภายในไม่ต้องมีอะไร จากภายนอก มันอึดอัด หงุดหงิด ขัดเคือง ขัดแค้นอยู่ก็เรียกว่าโทสะ เรากำหนดดูว่าจิตนี่มีโทสะหรือไม่มี มีโทสะก็กำหนดให้รู้จักโทสะ ไม่มีก็รู้ว่าความไม่มีโทสะ นี่ก็เรียกว่าลักษณะหนึ่ง (๑๒๖) จิตมีโมหะหรือไม่ ถัดไปก็คือ โมหะ โมหะเป็นความรู้สึกที่หลงไหลอยู่ในสิ่งใดสิ่ง หนึ่ง เพราะไม่รู้จักสิ่งนั้นตามที่เป็นจริง เช่น ความสงสัยในสิ่งใดสิ่ง หนึ่งอยู่ ก็อดคิดไม่ได้ ความหวังความอะไรที่มันมีอยู่ก็อดคิดไม่ได้ อย่างนี้เรียกว่า โมหะ คำว่าโมหะนี่แปลว่าหลงก็ได้ หรือมืดก็ได้

น.84 ๗๒ คือเต็มไปด้วยความสงสัย เต็มไปด้วยความไม่รู้ แล้วก็มีความคิด อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้นจากความไม่รู้หรือความสงสัยนั้น กลัดกลุ้ม อยู่ในใจ อย่างนี้เราเรียกว่าโมหะ เรารู้ว่า เรามีโมหะอยู่ในจิตหรือไม่ หรือปราศจากโมหะ ถ้ามีโมหะก็จับตัวโมหะมากำหนด ถ้าว่างจาก โมหะก็กำหนดว่าว่างจากโมหะ หายใจเข้าอยู่ออกอยู่ นี่ก็อย่าง หนึ่ง (๑๒๗) ลักษณะอาการของราคะ โทสะ โมหะ เพื่อให้สังเกตได้ง่าย ๆ ขอบอกว่ามีหลักที่จะสังเกตได้อย่างนี้ ถ้าความรู้สึกอันใดที่มันอยากได้ คือมันอยากเอาเข้ามา อยากดึงเข้ามา มากอดรัดเข้ามาถือไว้ ความรู้สึกอันนี้เรียกว่าพวกราคะ มี ลักษณะเป็น positive เต็มที่ ส่วนอันที่ ๒ โทสะ ไม่ชอบ ไม่ต้องการมี ลักษณะเป็น negative ก็คือผลักออกไป ๆ กระทั่งว่าฆ่าเสียให้ตาย ต่างจากราคะ ราคะเอาเข้ามา โทสะผลักออกไป ทีนี้โมหะนั้นไม่รู้ ไม่รู้ตามที่เป็นจริงว่าผิดถูกดีชั่วอย่างไร ก็เลยวิ่งอยู่รอบ ๆ ๓ อย่าง ต่างกันอย่างนี้ อันหนึ่งเอาเข้ามา อันหนึ่งผลักออกไป อันหนึ่งวิ่ง อยู่รอบ ๆ ทุกคนอาจจะสังเกตได้ แล้วก็เรียกชื่อได้ว่า ราคะ โทสะ โมหะ โดยสังเกตอาการที่มันดึงเข้ามา หรือมันผลักออกไป หรือว่ามันวิ่งอยู่รอบ ๆ (๑๒๘) จิตฟุ้งซ่านหรือไม่ ทีนี้ถัดไปก็คือ จิตฟุ้งซ่านหรือไม่ฟุ้งซ่าน คำเหล่านี้ท่านเคยได้

น.85 ๗๓ ยินมาแล้ว จิตฟุ้งซ่านคือ ไม่มี one-pointedness คือ ยอดเดียว แต่ ว่ามัน scatterred มันกระจัดกระจายฟุ้งไปโดยรอบ นี่ไม่มีการ พักผ่อน ไม่มีการหยุด ไม่มีการสงบ เรียกว่าฟุ้งซ่าน ซึ่งก็มีลักษณะทำให้ เรารำคาญ ถ้าฟุ้งซ่านก็ต้องรำคาญ คือ ไม่มีความพักผ่อน จิตมี ความฟุ้งซ่านหรือว่า ไม่มีความฟุ้งซ่านคือปกติดี กำหนดลักษณะจิต อย่างนี้ หายใจเข้าอยู่หายใจออกอยู่ เพื่อจะรู้จักมันดีนั้นเอง เพื่อจะรู้ จักจิตทุกชนิดดี (๑๒๙) กำหนดดูมหัคคตาจิต คู่ถัดไปก็คือว่า มีธรรมะที่ยิ่งกว่าธรรมดา ที่ดีกว่าธรรมดา ภาษาบาลีว่า มหัคคตา ภาษาธรรมดาว่า มันมีความรู้สึกที่ดีกว่า ธรรมดา ที่น่าพอใจกว่าธรรมดา สูงกว่าธรรมดา จิตเรามีความ รู้สึกเช่นนี้อยู่บ้างหรือไม่ ถ้ามีก็กำหนด ถ้าไม่มีก็รู้ว่า ไม่มี กำหนดหายใจเข้าอยู่ หายใจออกอยู่ (๑๓๐) กำหนดดูจิตถึงที่สุดหรือไม่ คู่ถัดไปก็ว่า มีอะไรที่ยังดีกว่านั้น หรือไม่มีอะไรที่ดีกว่า นั้น คือ รู้ว่า จิตของเรามันถึงที่สุด ไม่มีอะไรดีกว่านั้นอีก แล้ว หรือว่าจิตของเรายังไม่ถึงที่สุด ยังมีอะไรดีกว่าได้อีกอยู่ แต่ข้อนี้รู้ได้ยาก เพราะว่าดีที่สุดหรือไม่มีอะไรยิ่งกว่านั้น มันเป็นจิต ของพระอรหันต์ ถ้าเรายังไม่เป็นพระอรหันต์ เราก็รู้ตามสามัญสำนึก ของเราว่า เรามีจิตชนิดที่พอใจที่สุดแล้วหรือว่ายังมีอะไรที่ยังจะ

น.86 ๗๔ ดีกว่าอยู่อีก เรารู้สึกว่าเราได้รับความพอใจถึงที่สุด ไม่มีอะไรที่จะ ดีกว่านั้นอีกแล้ว หรือว่ายังมีอะไรที่เราควรจะพอใจยิ่งกว่านั้นอีก นี่เรียกว่าจิตมีอะไรยิ่งกว่าหรือไม่มีอะไรยิ่งกว่า นี่ก็คู่หนึ่ง ถ้ามีกำหนด ให้ชัดลงไปเพื่อรู้จักจิตชนิดนี้ หายใจเข้าอยู่หายใจออกอยู่ด้วยความ รู้สึกชนิดนี้ (๑๓๑) กำหนดดูจิตตั้งมั่นหรือไม่ คู่ถัดไปก็คือว่า จิตตั้งมั่นหรือ ไม่ตั้งมั่น คือเป็นสมาธิหรือไม่ เป็นสมาธินั่นแหละ ให้จิตตั้งมั่น แม้ไม่ได้กำลังอยู่ในสมาธิ แต่ก็มี อิทธิพลของสมาธิทำให้จิตยังคงตั้งมั่นอยู่อย่างนี้ก็ได้ ก็เรียกว่าจิตตั้ง มั่นเหมือนกัน จิตตั้งมั่นหรือจิตไม่ตั้งมั่นนี่ก็รู้อยู่ หายใจเข้า หายใจ ออกอยู่ (๑๓๒) กำหนดดูจิตหลุดพ้นหรือไม่ คู่สุดท้ายก็คือว่า เห็นว่าจิตหลุดพ้นหรือกำลังว่างจากอุปาทาน ไม่มีอุปาทานยึดมั่นถือมั่นอะไร จิตกำลังไม่ยึดมั่นหรือว่า จิตกำลังยึดมั่น นี่เรียกว่าจิตหลุดพ้นหรือไม่หลุดพ้น จิตเวลานี้กำลังมี อะไรจับกุมอยู่หรือว่าไม่มีอะไรจับกุมอยู่ก็ให้รู้ ให้รู้ชัดแล้วก็หายใจ เข้าออกอยู่ด้วยความรู้สึกอันนี้ ให้ชัดตามสมควร (๑๓๓) ดูจิตแล้วจะรู้จักตัวเอง ด้วยการทำอย่างนี้ จะทำให้เรารู้จักตัวเอง ว่าเรามีความคิด

น.87 ๗๕ ปกติประจำตัว ประจำนิสัยสันดานอย่างไร แล้วจะรู้จักตัวเองได้ดีว่ามี จิตอะไร เป็น habit จิตชนิดไหน เป็น habit ความคิดของจิตนี้มักจะ เป็นไปตามอารมณ์อะไร แล้วก็จะรู้จักตัวเองดีขึ้น นี่ก็เป็นประโยชน์ พิเศษออกไป แต่ประโยชน์โดยตรงนั้นเราต้องการจะรู้จักจิตของเราให้ ดีที่สุด ให้ครบถ้วนที่สุด (๑๓๔) ขั้นที่ ๑๐ บังคับจิตให้ปราโมทย์ นี่เป็นการปฏิบัติในขั้นที่ ๑ ของหมวดที่ ๓ หรือจะเรียกว่าขั้น ที่ ๙ ของทั้งหมด ทีนี้มาขั้นที่ ๒ เมื่อเราได้ฝึกฝนมาตั้งแต่ต้นจน สามารถบังคับจิตได้เรื่อย ๆ มา โดยเฉพาะอย่างยิ่งหมวดที่ ๒ นั้นคือ บังคับเวทนาได้ เรียกว่าบังคับจิตได้ เมื่อรู้ว่าจิตเป็นอะไรต่าง ๆ อย่างไร ครบทั้งสองฝ่ายแล้ว เราก็จะ บังคับจิตให้อยู่ในลักษณะที่ควรจะ บังคับหรือควรจะต้องการ ข้อปฏิบัติถัดไปก็คือบังคับจิตให้บันเทิง ให้ปราโมทย์ ให้พอใจ คำนี้ก็มีหลายคำ จะเรียกว่า contentment หรือ joyfulness หรืออะไรก็แล้วแต่ สามารถจะบังคับจิต มีความรู้ สึกพอใจ บันเทิงอยู่ หายใจเข้าออกอยู่ (๑๓๕) ความบันเทิงมี ๒ อย่าง เมื่อเรามีจิตเศร้าโศก คือไม่บันเทิง เราก็บังคับจิตให้บันเทิงได้ คือให้หยุดเศร้าหรือบันเทิงได้ หรือว่าเมื่อจิตเราปกติอยู่ เราก็บังคับ ให้บันเทิงขึ้นมาได้โดยวิธีนี้ มันก็มีประโยชน์มาก เราจะไม่ต้องมีจิตเศร้า เพราะว่าเราบังคับได้ หรือว่าถ้าเราอยากจะบันเทิง เมื่อไรเราก็ทำได้

น.88 ๗๘ จิตเป็นสมาธิแล้วจะต้องนั่งนิ่ง นั่งตัวแข็งกระดุกกระดิกไม่ได้ หรือ เหมือนกับหมดความรู้สึกแล้ว อย่างนี้ไม่ถูก ที่จะนั่งนิ่งตัวแข็งเป็น ท่อนไม้ นั่นมันเป็นการฝึกเท่านั้น มันเป็นการฝึกสมาธิที่สูงขึ้นไป เกินกว่าธรรมดา เช่นว่าจะฝึกถึงทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน ของสมาธิ จนกระทั่งไม่หายใจ นั่นมันก็เป็นการฝึกเท่านั้น ถ้าทำได้ มากอย่างนั้นแล้วมันก็ง่ายที่จะทำต่ำกว่านั้น ในข้อที่ ๑๑ นี่ ทำจิตเป็น สมาธินี้ เป็นจิตที่มีคุณสมบัติดี พร้อมที่จะทำหน้าที่ คือว่าจิตพร้อมที่ จะปฏิบัติหน้าที่ตามที่ต้องการ และก่อนหน้านั้นก็มีความสุข นอก จากนั้นจิตจะมีความสามารถมากในการทำหน้าที่ อย่าเข้าใจว่าจิต เป็นสมาธิแล้ว จะต้องตัวแข็งเป็นก้อนหิน เป็นท่อนไม้ (๑๔๑) ลักษณะจิตที่เป็นสมาธิอย่างถูกต้อง เรามีลักษณะเฉพาะที่จะสังเกตหรือกำหนดว่า จิตเป็นสมาธิ โดยถูกต้อง อยู่ ๓ ประการ คือจิตตั้งมั่นไม่ฟุ้งซ่านมีอารมณ์เดียว เรียกว่า สมาหิโต เป็นสมาธิ แล้วก็จิตนั้นบริสุทธิ์ ไม่มีกิเลส ไม่มี อะไรมารบกวนจิต จิตว่างจากกิเลสเรียกว่า ปริสุทโธ บริสุทธิ์ แล้วก็ จิตนั้นเหมาะสมอย่างยิ่ง พร้อมอย่างยิ่งที่จะปฏิบัติหน้าที่ของจิต เรียกว่า กัมมนีโย สามคำนี้ถ้าจำได้ก็ดี สมาหิโต stableness ปริสุทโธ pureness กัมมนีโย activeness ต้องมี ๓ อย่างนี้จึงจะ เรียกว่าจิตนั้นมีสมาธิอย่างถูกต้อง (๑๔๒) เราอาจจะมีลักษณะทั้ง ๓ นี้ ในขณะที่เดินอยู่ก็ได้ ยืนอยู่ก็ได้ นั่งอยู่ก็ได้ นอนอยู่ก็ได้ แล้วก็มีคำเรียกในบาลีที่น่าสนใจเหมือนกัน

น.89 ๗๙ ถ้าเรามีจิตที่เป็นอย่างนี้ มีลักษณะ ๓ อย่างนี้ ถ้ายืนอยู่ก็เรียกว่าการ ยืนที่เป็น ทิพย์ divine standing ถ้าเรามีลักษณะทั้ง ๓ อย่างนี้ เดิน อยู่ก็ divine walking ถ้าเรามี ๓ อย่างนี้ นั่งอยู่ก็ divine sitting มีลักษณะ ๓ อย่างนี้ นอนอยู่ก็ divine lying ไม่ใช่แข็งทื่อเป็นก้อนหินหรือเป็นท่อน ไม้ แต่ว่าจิตนั้นพร้อมที่สุดที่จะทำหน้าที่ของจิต คือ รู้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป นี่คือหน้าที่ของจิต หรือว่าอย่างน้อยที่สุดก็จะมีความสุขอยู่ในขณะนั้น ด้วย การมีความสุขนี่ก็เป็นหน้าที่ของจิตด้วยเหมือนกัน และจิตจะ พร้อมที่จะทำหน้าที่ของจิต เมื่อจิตมีลักษณะ ๓ อย่างนี้ (๑๔๓) ผู้ที่มีจิตตั้งมั่นด้วยลักษณะ ๓ ประการนี้ เรียกว่าผู้มีจิตตั้งมั่น เรียกเป็นบาลีสั้น ๆ ว่า สมาหิโต ผู้มีจิตตั้งมั่น มีพระบาลี พระพุทธ ภาษิตว่า "เมื่อมีจิตตั้งมั่นย่อมรู้ธรรมทั้งปวงตามที่เป็นจริง" สมาหิโต ยถาภูตัง ปชานาติ ประโยชน์อย่างยิ่งของสมาหิโตคือ จิตตั้งมั่น ในการรู้สิ่งทั้งปวงตามที่เป็นจริง ปัญหาอะไรที่เราเก็บไว้ใน ใจ ตอบไม่ได้ ก็จงทำจิตตั้งมั่น แล้วคำตอบจะออกมาโดยอัตโนมัติ หรือว่าเรามีจิตตั้งมั่น ไปที่ไหน ๆ แล้วจะเห็นสิ่งทั้งปวงตามที่เป็นจริง ถ้าเราจะมองดูเข้าไปข้างในเราก็จะเห็นสิ่งทั้งปวงตามที่เป็นจริง หมายความว่าเราจะเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ได้โดยง่าย ถ้าจิต ประกอบอยู่ด้วยลักษณะ ๓ อย่างนี้ ที่เรียกว่าสมาหิโต (๑๔๔) ท่านจะสังเกตเห็นได้เองว่าลักษณะหรือคุณสมบัติ ๓ อย่างนี้ มันเนื่องกันอยู่ในภายใน เป็น interdependent ทั้ง ๓ อย่างนี้เนื่องกัน อยู่เป็นอันเดียวกัน ถ้ามันไม่ตั้งมั่น มันก็บริสุทธิ์ไม่ได้ ถ้ามันบริสุทธิ์ ไม่ได้ มันก็ไม่ตั้งมั่น แล้วมันก็ต้องตั้งมั่นและบริสุทธิ์ มันจึงจะ

น.90 ๘๐ มีความว่องไวในหน้าที่ จึงจะมี activeness ๓ อย่างนี้มันทำงานรวม กันเป็น ๓ องค์ เป็น three factors แล้วก็เป็นจิตที่เป็นสมาธิ ขอให้ พยายามศึกษาให้เข้าใจคำว่า ตั้งมั่น และ บริสุทธิ์ แล้วก็ ว่องไวในหน้าที่ (stableness, purity, activeness) ๓ อย่างนี้ต้องเท่ากัน เป็นอันเดียวกัน จึงจะเรียกว่า สมาหิโต จึงมีประโยชน์มาก มีอานิสงส์มาก มี อานุภาพมาก สามารถที่จะแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้ ทั้งที่เป็นลักษณะตาม ธรรมชาติธรรมดา หรือที่เป็นลักษณะเหนือธรรมชาติธรรมดา (๑๔๕) ในที่สุดขอให้จำ ขอให้เข้าใจ ใจความสำคัญอยู่ที่ว่า เมื่อมีจิต เป็นสมาธินี้เดินอยู่ก็ได้ ยืนอยู่ก็ได้ นั่งอยู่ก็ได้ นอนอยู่ก็ได้ ทำการ งานอยู่ก็ได้ รับผลของการงาน เสวยผลของการงานก็ได้ ช่วยผู้อื่นก็ ได้ ช่วยตัวเองก็ได้ ใช้ได้ทุกปัญหา แก้ปัญหาได้ทุกปัญหา ขอให้ สนใจคำว่า ผู้มีสมาธิ สมาหิโตสามารถจะทำหน้าที่ได้อย่างนี้ ได้ ทุกอย่างอย่างนี้ (๑๔๖) ขั้นที่ ๑๒ ทำจิตให้ปล่อยวาง เราฝึกจนสามารถมีจิตชนิดนี้ (จิตสมาหิโต) ประกอบด้วย องค์ ๓ นี่ หายใจเข้าอยู่ หายใจออกอยู่ สำเร็จเป็นขั้นที่ ๑๑ แล้วเราก็มาถึงขั้นที่ ๑๒ ที่เรียกว่า ทำจิตให้ปล่อยอยู่ ปโมจยํ จิตฺตํ ทำจิตให้ปล่อยอยู่ คือไม่ให้มีจิตที่ยึดมั่นในสิ่งใดอยู่ ให้ปล่อยสิ่งที่ยึดมั่นอยู่ออกไป นี่จิตนี้ก็เกลี้ยงสะอาด แล้วก็เป็นอิสระ เสรี มีเสรีภาพ การทำจิตให้ปล่อยสิ่งทั้งปวงที่จิตยึดมั่นถือมั่นอยู่ มีความหมายได้ ๒ อย่าง คือว่าจิตปล่อยสิ่งเหล่านั้นก็ได้ หรือว่าเอา

น.91 ๘๑ สิ่งเหล่านั้นออกไปเสียจากจิตก็ได้ ได้ผลเหมือนกัน ขอให้สิ่งที่ไม่ควร จะยึดถือไว้ attachments ทั้งหลายออกไปเสียจากจิต แล้วก็มาดูว่า เดี๋ยวนี้จิตมีอะไรยึดมั่นถือมั่นอยู่ ก็พยายามปล่อยสิ่งเหล่านั้นออกไป เสียจากจิต นี่ละเป็นขั้นที่ ๑๒ (๑๔๗) ความสำคัญก็อยู่ตรงที่ว่า เราจะต้องรู้จักสิ่งที่เรียกว่าความยึด มั่นหรือ attachment นั่นให้ดี ๆ บางทีเราไม่รู้จัก ถ้าเราไม่รู้จัก attachment แล้วเราจะแก้ไขได้อย่างไร นี่ขอให้ทุกคนศึกษาคำ ๆ นี้ ให้มากเป็นพิเศษ attachment มันเป็นเรื่องทางจิต แต่เราก็เอาคำ พูดทางฝ่ายวัตถุมาใช้ attach ก็ได้ grasp ก็ได้ cling ก็ได้ แต่ว่าเป็น การกระทำทางจิต คือจิตมันมีอวิชชา มี ignorance แล้วมันก็ทำ ไปตามอวิชชา ดังนั้นมันจึงเกิดอาการที่เรียกว่า attach หรือ cling หรือ grasp ขึ้น ขอให้ศึกษาดูให้ดีในฐานะเป็นสิ่งที่มีอยู่ในทุกคน ในชีวิตประจำวันของคนทุกคน อาจจะใช้คำพูดสั้นๆ ได้ว่า regarding it as I or mine นั่นแหละคือ attachment ขอให้จับตัว attachment นี่ให้ได้ แล้วจึงปฏิบัติข้อนี้ได้โดยสะดวก (๑๔๘) วิธีการทำให้จิตปล่อยวาง ทีนี้วิธีปฏิบัติโดยตรงก็คือ พิจารณาให้เห็นโทษ อันตราย ความเลวร้าย พิจารณาให้เห็นอันตราย ความเลวร้าย ความให้ โทษหรือว่าความทรมานใจในเมื่อเราไปยึดมั่นถือมั่นสิ่งใดเข้า ว่าเป็นเราหรือเป็นของเรา เอามาพิจารณาให้เห็นโทษที่มันเลวร้าย ที่มันทำอันตรายเราให้เจ็บปวดเพราะยึดมั่นถือมั่น แล้วในทางตรง

น.92 ๘๒ กันข้าม ก็พิจารณาให้เห็นประโยชน์ เห็นความดี เห็นอานิสงส์ของ การที่ไม่ยึดมั่นถือมั่น เมื่อเราไม่ยึดมั่นถือมั่นแล้ว เราได้รับประโยชน์ อะไร มีความสุขอย่างไรเท่าไร นี่เอามาพิจารณาอยู่ เมื่อเราไปยึดมั่น ถือมั่นเข้าแล้ว เราได้รับความทุกข์ ความทรมานเท่าไร อย่างไร ก็พิจารณาอยู่ เป็นคู่กัน มองเห็นโทษของการยึดมั่น มองเห็น ประโยชน์อานิสงส์ของการไม่ยึดมั่นถือมั่นอยู่ในใจเป็นประจำ อย่างนี้ก็จะ เกิดการปล่อยออกไปโดยอัตโนมัติ ที่เรียกว่าทำจิตให้ปล่อย ๆ หรือ ว่าปล่อยสิ่งเหล่านั้นไปจากจิต ก็โดยการพิจารณา ๒ อย่างนี้แหละ ดูให้เห็นโทษหรือความเลวของการยึดมั่นถือมั่น ดูให้เห็นคุณ หรือประโยชน์ของการไม่ยึดมั่นถือมั่น ทุกครั้งที่หายใจออก เข้า หายใจออกเข้า นี่คือการปฏิบัติขั้นนี้ (๑๔๙) ความติดยึด ๔ อย่าง ทีนี้วัตถุหรือ object ของความยึดมั่นถือมั่นนั่นมันมีมากเหลือเกิน นอกจากมากแล้วยังลึกซึ้ง เห็นยากเข้าใจยากอีกด้วย วัตถุของความ ยึดมั่นถือมั่นพวกแรกก็จะเป็นพวกวัตถุอะไรก็ได้ ที่เป็นประโยชน์ แก่ความรู้สึกทาง กาม ทาง sexuality จะวัตถุสิ่งของเครื่องใช้ไม้สอย แก้วแหวนเงินทองก็ได้ สิ่งที่เข้ามาทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจก็ได้ เหล่านี้มันเป็นที่ตั้งแห่ง sexuality ก็เรียกว่าวัตถุ แห่งความยึดมั่นถือมั่น ทีนี้ก็ยังมีที่เป็นนามธรรม คือ ความคิดความ เห็น ของเรา opinion ก็ดี belief ก็ดี view ก็ดี อะไรที่มันผิด ๆ ที่เรา เข้าใจไม่ได้ ที่เรารู้ไม่ได้ เรามีอวิชชาเราก็รับเอามายึดมั่นถือมั่น ความ

น.93 ๘๓ คิดความเห็นที่ผิดนี้ก็มีมาก แล้วก็ยังมี ความเคยชิน พวก tradi- tional activity(ขนบธรรมเนียมประเพณี) ทั้งหลายที่เราเคยทำอยู่ ซึ่งทั้งหมดก็เป็น superstitious (ไสยศาสตร์) ทั้งนั้นเลย นี่ก็มีมากที่เรา มายึดมั่นถือมั่นอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรายึดมั่นถือมั่นว่า | ว่า mine ว่าเรา ว่าของเรา นี่ก็ยึดมั่นอยู่อย่างน้อยก็มี ๔ หมวดใหญ่ ๆ อย่างนี้ นี่แหละวัตถุแห่งความยึดมั่นถือมั่น เอามาดูเห็นความเลว ร้ายถ้าไปยึดมั่นถือมั่น เห็นความดีมีประโยชน์ถ้าไม่ยึดมั่นถือมั่น เอามาพิจารณาดูทุกอย่าง ๆ ๆ อยู่เป็นประจำทุกครั้งที่หายใจเข้าออก อย่างนี้แล้วมันก็จะปล่อย มันจะเป็นการปล่อยโดยอัตโนมัติ ปล่อยสิ่ง ที่ยึดมั่นถือมั่นออกไป ๆ ๆ (๑๕๐) ตามความคิดของพุทธบริษัทเห็นว่า ใน Christianity (ศาส- นาคริสต์) ก็มีหลักเกณฑ์อันนี้ the symbol of the cross (สัญลักษณ์) คือ the I (ตัวกู) and the cutting of the I (และการตัดตัวกูอยู่) ก็มี same meaning (ความหมายเหมือนกับ) as getting rid of attachment การขจัดความยึดมั่นถือมั่นอยู่ นี่เรามีความปรารถนาส่วนใหญ่ตรง กันหมดทุกศาสนา ที่จะขจัดความยึดมั่นถือมั่นว่าตัวเรา ว่าของ เราออกไป มันเป็นการกระทำสูงสุดใหญ่หลวง มันขจัดปัญหาทั้ง หมดที่เป็นรากเหง้าของปัญหาทั้งหลาย โดยเฉพาะความเห็นแก่ตัว ตัด selfishness ออกไปได้แล้วปัญหามันก็หมด นี่ขอให้สนใจว่าการ ปล่อยสิ่งทั้งปวงออกไป ปล่อย attachment ในทั้ง ๔ อย่างนั้น เป็นดีที่สุด (๑๕๑)

น.94 ๘๔ นิวรณ์ ๕ ประการ ทีนี้อีกส่วนหนึ่ง อีกกลุ่มหนึ่ง หรืออีกฝ่ายหนึ่งที่จะต้องปล่อยออกไป ๆ ก็คือสิ่งที่กำลังรบกวนจิตอยู่ในปัจจุบัน ในเวลานี้ เช่น นิวรณ์ทั้ง ๕ ความรู้สึกในกาม ในพยาบาท ในหดหู่เคลิบเคลิ้ม ในฟุ้งซ่านรำคาญ ในสงสัยไม่แน่ใจ เรียกว่านิวรณ์ ๕ มีอยู่ ต้องขจัดมันออกไป รวมทั้งกิเลสคือ โลภะ โทสะ โมหะ ก็ต้องออกไป ความรู้สึกยินดียินร้ายที่เรียกว่า อิฏฐารมณ์ และอนิฏฐารมณ์ ความรู้สึกที่ยินดีแล้วก็ยินร้าย หมายความว่ายึดมั่นถือมั่นสิ่งที่เป็นคู่ ๆ ที่กำลังมีอยู่ในจิตนี่ต้องเอาออกไป เราจะเห็นได้ว่าปัญหาต่าง ๆ จะไม่เหลืออยู่ สำหรับที่จะทำจิตนี้ให้เป็นทุกข์ ถ้ามันมี attachment มันก็เป็นทุกข์ ถ้ามันว่างจาก attachment มันก็ไม่มีความทุกข์ เพราะไม่มีที่ตั้งแห่งทุกข์ เมื่อจิตเห็นว่ามีอะไร attach อยู่ก็ปล่อยไป ๆ ทำอยู่อย่างนี้ ๆ ตลอดเวลาที่หายใจเข้า หายใจออกอยู่ เป็นการปฏิบัติขั้นที่ ๑๒ ขั้นสุดท้ายแห่งหมวดที่ ๓ รวมกันแล้วก็เป็น ๔ ขั้นเกี่ยวกับจิตทั้งนั้น รู้จักจิตทุกชนิด ทำจิตให้บันเทิง ทำจิตให้ตั้งมั่น ทำจิตให้ปล่อย เราก็ประสบความสำเร็จในการศึกษาเรื่องของจิต ขอยุติการบรรยายวันนี้ไว้เพียงเท่านี้ (๑๕๒)

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต