Buddhadasa.org

อานาปานสติ กุณแจไขความลับของชีวิต ตอนที่ ๖ — การบรรยายครั้งที่ ๖ การปฏิบัติอานาปานสติ หมวดธรรม

อานาปานสติ กุณแจไขความลับของชีวิต — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — อานาปานสติ กุณแจไขความลับของชีวิต (๗ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.95 การบรรยายครั้งที่ ๖ ) การปฏิบัติอานาปานสติหมวดธรรม

น.96 ซึ่งเป็นการศึกษาพิจารณา ธรรมะหรือสัจจะโดยเฉพาะ สังเกตดูก็จะเห็นได้ว่า จตุกะที่ ๑ ศึกษา กันที่ลมหายใจหรือ ร่างกาย จตุกะที่ ๒ ศึกษากันที่ เวทนา ซึ่งเป็น ผลจากการที่ระงับกายสังขารได้ ศึกษาจิตตสังขาร ไม่ใช่ตัวจิตโดย ตรง แต่ว่าเป็นจิตตสังขาร คือเครื่องปรุงแต่งจิต จนรู้เรื่องการปรุงแต่ง จิต แล้วก็บังคับสิ่งที่ปรุงแต่งจิตหรือจิตตสังขารได้ หมวดที่ ๓ ก็ ศึกษาเรื่องจิตและการบังคับจิต ทีนี้จตุกะที่ ๔ ก็เอาจิตที่บังคับได้ดี อยู่ในอำนาจแล้วมาศึกษาเรื่อง ธรรมะ หรือสัจจะของธรรมชาติ นี่ขอให้สังเกตเห็นความเนื่องกันอย่างนี้ เรื่องกายสังขาร เรื่องจิตตสัง-

น.97 ซึ่งเป็นการศึกษาพิจารณา ธรรมะหรือสัจจะโดยเฉพาะ สังเกตดูก็จะเห็นได้ว่า จตุกะที่ ๑ ศึกษา กันที่ลมหายใจหรือ ร่างกาย จตุกะที่ ๒ ศึกษากันที่ เวทนา ซึ่งเป็น ผลจากการที่ระงับกายสังขารได้ ศึกษาจิตตสังขาร ไม่ใช่ตัวจิตโดย ตรง แต่ว่าเป็นจิตตสังขาร คือเครื่องปรุงแต่งจิต จนรู้เรื่องการปรุงแต่ง จิต แล้วก็บังคับสิ่งที่ปรุงแต่งจิตหรือจิตตสังขารได้ หมวดที่ ๓ ก็ ศึกษาเรื่องจิตและการบังคับจิต ทีนี้จตุกะที่ ๔ ก็เอาจิตที่บังคับได้ดี อยู่ในอำนาจแล้วมาศึกษาเรื่อง ธรรมะ หรือสัจจะของธรรมชาติ นี่ขอให้สังเกตเห็นความเนื่องกันอย่างนี้ เรื่องกายสังขาร เรื่องจิตตสัง-

น.98 ๘๘ ขาร เรื่องจิต แล้วก็เรื่องธรรมะ หรือสัจธรรมของธรรมชาติ (๑๕๓) มันมีเหตุผลตรงที่ว่า เดี๋ยวนี้เราบังคับจิตได้ จิตอยู่ในอำนาจ ของเรา กัมมนีโย มี activeness มาก ซึ่งหมายถึงการเหมาะสมพร้อม ที่จะทำหน้าที่ของจิต ตามบาลีโดยตรงมีอีกคำคือ มุทุ แปลว่า อ่อน โยน ก่อนนี้มันแข็งกระด้าง ตอนนี้มันอ่อนโยน แล้วก็นิ่มนวล ทาง ภาษาแปลว่านิ่มนวล อ่อนโยน ไม่แข็งกระด้าง มี sensitivity มาก ไวมาก เมื่อจิตเป็นอย่างนี้แล้วก็พร้อมที่จะใช้ให้ทำหน้าที่ เราจึงใช้ทำ หน้าที่ในหมวดที่ ๔ นี้ ซึ่งหน้าที่แรกที่สุดก็คือ ให้พิจารณาความ ไม่เที่ยง (๑๕๔) ขั้นที่ ๑๓ พิจารณาความไม่เที่ยง หลักสำคัญของการปฏิบัติโดยทั่วไปแล้วก็คือ ใช้สิ่งที่มีอยู่ภาย ในตัวเป็นวัตถุ (object) สำหรับศึกษาและปฏิบัติ ไม่นิยมใช้ภายนอก เพราะว่าเมื่อรู้ภายในดีแล้ว มันก็อาจจะอนุมานรู้ถึงภายนอกได้ หลักสำคัญมันอยู่ที่ว่าจะต้องพิจารณาสิ่งที่มีอยู่ในภายใน ดังนั้นใน การปฏิบัติขั้นนี้เราก็จะย้อนกลับไปยังข้อปฏิบัติขั้นต้น เป็นลำดับมา ดูตั้งแต่ตัวลมหายใจล้วน ๆ ก็เห็นว่าไม่เที่ยง ดูลมหายใจยาวก็เห็น แต่ว่ามันเปลี่ยนเป็นยาว มันไม่เที่ยง ดูความยาวก็ไม่เที่ยง ดูความ สั้นก็ไม่เที่ยง ดูลักษณะอาการใด ๆ ก็ไม่เที่ยง ดูอิทธิพลใด ๆ ก็ไม่ เที่ยง ทีนี้มาดูที่ว่ากายทั้ง ๒ คือกายลมหายใจและกายเนื้อ ก็ล้วนแต่ เห็นความไม่เที่ยงของทั้ง ๒ อย่าง แล้วมาดูการที่ทำให้ลมหายใจ ระงับได้ก็ยิ่งเห็นความไม่เที่ยง เปลี่ยนจากความไม่ระงับมาเป็นระงับ

น.99 ๘๙ แม้แต่ความระงับนั้นก็ไม่เที่ยง มันก็เปลี่ยนเป็นอย่างอื่นไปอีก จนกระทั่งมีเวทนาเกิดขึ้นเป็นปีติและสุข ก็ดูทีละอย่าง ๆ ในทุก แง่ทุกมุมเห็นว่าไม่เที่ยง ดูความที่เวทนาปรุงแต่งจิตก็ไม่เที่ยง เวทนา สงบระงับก็เป็นของไม่เที่ยง เป็นความไม่เที่ยง มาดูที่ตัวจิตเอง ก็ไม่เที่ยง มาดูที่ความเป็นจิตบันเทิงรื่นเริงนี่ก็ไม่เที่ยง มันเปลี่ยนมา เป็นไม่รื่นเริงบันเทิง ดูความไม่เที่ยงของการรื่นเริงบันเทิง ลักษณะ อาการรสอะไรต่าง ๆ ของการบันเทิงว่าไม่เที่ยง ดูความเป็นสมาธิก็ว่า มันไม่เที่ยง คือมันเปลี่ยนเป็นไม่สมาธิ ดูความ active นั้นก็เห็นว่ามันก็ คือไม่เที่ยง มันก็มีความไม่เที่ยงอยู่ในความ active นั้น ก็เห็นความไม่ เที่ยงทุกขั้น ๆ แต่ละขั้น ๆ ทุกอย่าง ทุก point ทุกอะไรที่มันเนื่องกัน อยู่ เห็นความไม่เที่ยงอย่างยิ่ง ทำทีละอย่าง ๆ ให้ชัดเจนที่สุดทุกขั้น ให้เห็นความไม่เที่ยง นี่ละคือการพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงของสิ่ง นั้น ๆ หรือรวมเรียกว่าสังขาร เห็นความไม่เที่ยงของสังขาร (๑๕๕) เห็นความเป็นทุกข์ เป็นอนัตตา สุญญตา ตถตา และอิทัปปัจจยตา ด้วย ทีนี้ก็สังเกตดูต่อไปว่าการเห็นความไม่เที่ยงนั้น มันเห็น พร้อมกันไปได้อีกหลายอย่าง ถ้าเห็นความไม่เที่ยงจริง ๆ ลักษณะ ของความไม่เที่ยงนั้นก็เป็นลักษณะของความเป็นทุกข์ คือ น่าเกลียด ทนไม่ได้ด้วย ก็จะเห็นลักษณะของความที่ไม่มีตัวตน ไม่มี self เพราะมันมีแต่ความเปลี่ยนแปลงไม่เที่ยง ก็เห็นอนัตตาด้วย แล้วก็ จะเห็นว่าว่างจากตัวตนคือสุญญตาด้วย ก็จะเห็นว่ามันเช่นนั้นเอง ๆ

น.100 ๙๐ ความไม่เที่ยงเป็นเช่นนั้นเอง ก็เรียกว่าเห็นตถตาด้วย นี่ขอให้เข้าใจ ว่ามันเห็นเนื่องกันไป จากความไม่เที่ยง เห็นทุกขัง เห็นอนัตตา เห็น สุญญตา เห็นตถตา เห็นอิทัปปัจจยตาต่อไปด้วย จึงจะเรียกว่าเห็น ความไม่เที่ยงที่สมบูรณ์ แล้วก็เห็นความไม่เที่ยงของสังขาร สังขาร เราก็อธิบายมาแล้ว ทำกันมาแล้ว ว่าสังขารต้องมีเหตุปัจจัย ต้องมี ingredient หลาย ๆ อย่างมาปรุงแต่งจึงจะเรียกว่าสังขาร สังขารมี ๓ ความหมาย คือ ๑. ผู้ปรุง ก็ดูเถอะ ลักษณะผู้ปรุงก็ไม่เที่ยง ๒. ลักษณะของสิ่งที่ถูกปรุงก็คือเห็นความไม่เที่ยง ๓. ลักษณะของ การปรุง ๆ กิริยาปรุงก็ไม่เที่ยง เห็นทั้ง ๓ อย่างนี้ก็คือว่าเห็นความไม่ เที่ยงของสังขารโดยสมบูรณ์ที่สุด (๑๕๖) มีข้อเท็จจริงอยู่อย่างหนึ่งว่า การเห็นอนิจจังล้วน ๆ ไม่เห็นโดย สมบูรณ์นั่นก็มีอยู่ทั่วไป ถ้าสมบูรณ์ก็จะต้องเห็นไปถึง เป็นทุกข์ อนัตตา สุญญตา ตถตา อิทัปปัจจยตา การเห็นอนิจจังล้วน ๆ ที่ไม่ เห็น ทุกขัง อนัตตา นั่นไม่สำเร็จประโยชน์ ดังนั้นคำว่าเห็นอนิจจัง ในที่นี้จะต้องเห็นไปถึงทุกขัง อนัตตา สุญญตา ตถตา อิทัปปัจจยตา ด้วย เรื่องที่น่าสนใจสำหรับท่านทั้งหลายก็มีอยู่เรื่องหนึ่ง ใน พระบาลีในสุตตันตปิฎก มีสูตรหนึ่ง พระพุทธเจ้าตรัสว่า มีศาสดา ชื่ออรกะ ได้สอนคำสอนเรื่องไม่เที่ยงเป็นอย่างยิ่งเช่นเดียวกับที่ เราสอน แต่ว่าหยุดเสียเพียงเท่านั้น ไม่ได้พูดถึงทุกขัง อนัตตา ข้อนี้ ทำให้เรานึกถึง Greek Philosopher (นักปรัชญากรีกคนหนึ่ง) ชื่อ Heraclitus อยู่ศตวรรษเดียวกันกับพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้านำมา เล่าว่ามีศาสดาชื่อ อารกะ สอนอยู่ที่เมืองไกล สอนเรื่องนี้ คงจะ

น.101 ๙๑ หมายถึง Heraclitus เพราะ Heraclitus ก็สอนเรื่องนี้มากจนบัญญัติ ลัทธินี้ เป็นชื่อของปรัชญาว่าไหลเรื่อย panta rhei ทุกอย่างไหล นี่ก็เพราะ เขาสอนกันแต่เพียงเห็นอนิจจัง แต่ไม่สามารถจะขยายไปถึงทุกขัง อนัตตา ตถตา เลยไม่สำเร็จประโยชน์ ถ้าไม่อย่างนั้นมันจะเกิดพระ พุทธเจ้ากันอีกขึ้นแล้ว แต่ว่าเขารู้กันเรื่องความไม่เที่ยง ๆ นี้ทั่วไปทั่ว ทั้งในอินเดีย ทั้งนอกอินเดีย คำว่าศาสดาอารกะนี่พระพุทธเจ้า ใช้คำว่าในเมืองไกล ในเมืองไกลก็คงจะหมายถึงต่างประเทศ ซึ่งเข้า ใจว่าคงจะหมายถึง Heraclitus นี่เอง ใครสนใจก็ไปค้นหาเรื่อง Heraclitus ดูในหนังสือทางปรัชญาก็จะพบ ก็น่าสนใจเหมือนกัน สรุปความว่าเห็นแต่อนิจจัง อนิจจังล้วน ๆ ไม่พอ ต้องให้อนิจจังส่อง ไปถึงทุกขัง อนัตตา สุญญตา ตถตา เรื่อยไปจนตลอดสาย เป็นอันว่า ในที่นี้เราเห็นทุกขัง อนัตตา สุญญตา ตถตาด้วย ในบทสั้น ๆ ว่า อนิจจานุปัสสี ตามเห็นอนิจจัง เห็นไปถึงทุกขัง อนัตตา สุญญตาด้วย (๑๕๗) ทีนี้ให้สังเกต ให้ศึกษาจนเห็นว่าการเห็นอนิจจัง ๆ มันละลาย (dissolves) อุปาทาน ละลาย attachment นี่แหละความสำคัญ อยู่ที่ตรงนี้ เห็นอนิจจังมันละลาย attachment ก็เพราะว่ามันเป็นการเห็น โทษ เห็นความเลวร้ายของอุปาทาน ละลาย จนเหลือน้อยเข้า ๆ นี่เรียกว่าผลของการเห็นอนิจจัง ทำให้เรารู้สึกเบื่อ ๆ ต่อสิ่งที่เรายึด มั่นถือมั่นอยู่ หรือสิ่งที่เราเคยยึดมั่นแล้วก็ตาม นั่นก็คืออุปาทาน attachment มันเริ่มละลาย ๆ นี่คือผลของการเห็นอนิจจัง(๑๕๘)

น.102 ๙๒ ขั้นที่ ๑๔ พิจารณาความจางคลายของอุปาทาน ทีนี้ก็มาถึงข้อ ๒ ของหมวดนี้ คือขั้นที่ ๑๔ ของทั้งหมด ตาม เห็นวิราคะ คือ วิราคานุปัสสี มันก็จะเริ่มสังเกตเห็นมาตั้งแต่ขั้นที่ ๑๓ นี้แล้วว่า อนิจจัง เห็นอนิจจัง ทำให้ละลาย attachment พอมา ถึงขั้นที่ ๑๔ นี่ เราเพ่งดู จ้องดู พิจารณาดูแต่ความที่มันละลาย ๆ วิ แปลว่าไม่มี ราคะ ก็คือ attachment วิราคะ ก็คือไม่มี attachment ดูความที่ attachment เริ่มละลาย ๆ มันเหมือนกับเราเห็นการละลาย ของสี สีแดง สีเขียว สีย้อมผ้าอย่างนี้น่ะ ที่มันละลายออกจนเหลือเป็น ผ้าขาว อย่างนี้ก็เรียกว่าเห็นวิราคะทางวัตถุ แต่ในทางจิตเห็น อุปาทาน attachment ละลายลดลง ๆ รู้ได้โดยที่ว่าเราจะเฉย ๆ ได้ใน สังขารทั้งหลาย คือสิ่งใด ๆ ก็ตามที่เคยยึดมั่นถือมั่น เดี๋ยวนี้เราจะเฉย ได้ นี่เรียกว่าเห็นวิราคะ คือความละลายออก fading away ของ attachment ดูอยู่อย่างนี้ทุกหายใจเข้าหายใจออก เรียกว่าปฏิบัติขั้น ที่ ๑๔ (๑๕๙) ที่เราจะสังเกตได้ง่าย ๆ ก็เช่นว่า เดี๋ยวนี้ความรักในสิ่งที่เรารัก เริ่มละลายออก ความโกรธในสิ่งที่เราเคยโกรธหรือโกรธอยู่ก็ ละลายออก ความกลัวที่เคยกลัวก็ละลายออก คือกลัวน้อยลง ๆ จน กระทั่งไม่กลัว ความเกลียดก็อย่างเดียวกัน ความอิจฉาริษยา ความวิตก กังวล อาลัยอาวรณ์ เครื่องวัดเหล่านี้มันลดลง ๆ จนกระทั่งว่ามันจะ วางเฉย คำว่าวางเฉยนี้ค่อนข้างจะเข้าใจยาก คือ ไม่ attach ไม่ยึดมั่น ถือมั่น ไม่ regard มันว่าเรา ว่าของเรา นั่นแหละคือวางเฉย เห็นความ ไม่เที่ยงจนละลายความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่เคยยึดมั่นถือมั่น จน

น.103 ๙๓ กระทั่งวางเฉย นี้คือปฏิบัติขั้นนี้ (๑๖๐) ขั้นที่ ๑๕ พิจารณาความดับแห่งทุกข์ ทีนี้เราก็มาถึงขั้นที่ ๑๕ นิโรธานุปัสสี ศึกษาอยู่กำหนดอยู่ ซึ่งความดับแห่งความยึดมั่นถือมั่น (extinction of attachment) ดูความที่มันดับ ความที่มันไม่มีอยู่ของ attachment หายใจเข้าออก อยู่ เมื่อพูดถึงความดับมันก็มีหลายแง่ที่จะดู แต่ว่าดับแห่งความยึด ถือว่าตัวตนนี่ก็ได้ ดับแห่งความเห็นแก่ตน (selfishness) นี่ก็ได้ ดับโลภะ โทสะ โมหะก็ได้ ดับความรู้สึกที่เป็นทุกข์ทุกอย่างก็ได้ นี่มันพร้อมกับความดับแห่ง attachment ก็มีดับหลาย ๆ อย่าง (๑๖๑) เมื่อพูดถึงความดับ ความดับทุกข์เป็นความมุ่งหมายที่สำคัญที่ สุด ทีนี้เรามาดูความทุกข์ในแง่ต่าง ๆ ว่าดับอย่างไร ความดับทุกข์ใน แง่แรกที่สุดก็คือว่า ดับความคุกคาม (frightfulness) ของความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย โดยเฉพาะความแก่ ความเจ็บ ความตายไม่คุกคามจิตใจเราอีกต่อไป นี่ก็เรียกว่าดับ แล้วก็ดับอาการ ของมันคือความโศก ความร่ำไรรำพัน ความทุกข์กาย ความทุกข์ใจ ความเหี่ยวแห้งใจ นี่เป็นอาการของมันก็ดับไป ทีนี้ก็ดับในส่วนที่ เกี่ยวกับความหวัง สิ่งที่น่ารัก และไม่น่ารักน่ะ พบกับสิ่งที่ไม่น่ารักก็ เป็นทุกข์ พลัดพรากจากสิ่งที่รักก็เป็นทุกข์ ไม่ได้ตามสิ่งที่ต้องการก็ เป็นทุกข์ นี่ก็แง่หนึ่ง อีกแง่หนึ่งสุดท้ายก็คือว่ายึดมั่นถือมั่น ในเบญจ- ขันธ์ ขันธ์ใดขันธ์หนึ่งในห้าขันธ์ ว่าตัวตนว่าของตน นี่เป็นความรวม หมดของความทุกข์ เป็นภาระหนักของชีวิต นี่ก็ดับไป การดับแห่ง

น.104 ๙๔ ความทุกข์ก็คือดับใน ๔ ความหมายนี้ ดับความคุกคามของเกิด แก่ เจ็บ ตาย ดับอาการของมัน เช่น ความทุกข์ ความโศก ความเสีย ใจ ความร่ำไร แล้วก็ดับความหวัง เกี่ยวกับสิ่งที่รักและไม่รัก ความ อยากได้ แล้วก็อันสุดท้ายก็ว่าหมายมั่นขันธ์ใดขันธ์หนึ่งใน ๕ ขันธ์ ว่าเป็นตัวตน เมื่อ ๔ ความหมายนี้ดับไปก็เรียกว่าดับทุกข์ที่เราต้อง การอย่างยิ่งก็อยู่ที่ตรงนี้ (๑๖๒) เดี๋ยวนี้เราก็เห็นความว่างหรือ ความไม่มีแห่ง attachment ความไม่มีหรือความว่างแห่ง attachment เรียกว่าความดับไป หาย ไป สุดสิ้นไปแห่ง attachment เรารู้สึกความไม่มี attachment ในแง่ ใด ๆ อยู่ เราหายใจเข้าอยู่ หายใจออกอยู่ พูดง่าย ๆ ก็คือว่าเป็นการ เสวยรส ชิมรส ดื่มรสของนิพพาน นิโรธ กับนิพพานนี่เป็น synonym (ไวพจน์) กันได้ คำพูดสองคำนี้ใช้แทนกันได้ (๑๖๓) ขั้นที่ ๑๖ พิจารณาความสลัดคืน ทีนี้เราก็มาถึงขั้นสุดท้าย ขั้นที่ ๔ แห่งหมวดที่ ๔ ก็เป็นขั้นที่ ๑๖ ของทั้งหมด เรียกว่า ปฏินิสสัคคานุปัสสี ฟังดูแล้วก็น่าขัน เป็นคำพูดที่น่าขัน ปฏินิสสัคคา แปลว่าโยนกลับไป ให้กลับคืน ไป มาถึงขั้นนี้ก็เห็นอยู่ว่า เราได้โยนกลับคืนไปซึ่งทุกอย่างที่เรา เคยยึดมั่นถือมั่น หรือ attach นี่เรียกว่าขั้นที่ ๑๖ (๑๖๔) เปรียบโดยคำเปรียบให้เข้าใจง่าย ๆ ที่แล้ว ๆ มาเราเป็นขโมย ขโมยเอาของที่มีอยู่ตามธรรมชาติ ของธรรมชาติคือสังขารทั้งหลาย ขโมยเอามาเป็นตัวเราหรือเป็นของ ๆ เรา เราเป็นขโมย เดี๋ยวนี้เราได้

น.105 ๙๕ รับโทษคือความทุกข์ มีความทุกข์เพราะการขโมย หรือ attach เอา มามาก ๆ พอเราก็มองเห็นตามลำดับของอานาปานสติหมวดนี้ เราก็เลยปล่อย ๆ เลิกเป็นขโมย เรียกว่าคืนกลับให้เจ้าของเดิมอัน แท้จริงคือธรรมชาติ ให้เป็นของธรรมชาติไป อย่าเอาเป็นเราหรือ เป็นของเราอีก นี่แหละความมุ่งหมายนี้เปรียบด้วยอุปมาได้อย่าง นี้ (๑๖๕) ปลดเปลื้องภาระหนักของชีวิตทิ้งไป คำเปรียบอีกข้อหนึ่งก็มีว่า เมื่อก่อนนี้เราโง่ไป เราไปเอาของ หนักเช่นก้อนหินใหญ่ ๆ มาแบกไว้ แล้วก็มีความทุกข์ตลอดเวลา กี่ปี กี่เดือน เดี๋ยวนี้เราก็รู้ว่าไม่ถูกแล้ว นี่เป็นของหนักเราก็โยนไปเสีย โยนก้อนหินทิ้งลงไปเสียเราก็เบา เราก็ไม่มีของหนัก เหมือนกับว่า ชีวิตนี่เป็นของหนัก ชีวิตทั้งชีวิตเป็นของหนักเพราะเราโง่ เราเอาสังขาร ตามธรรมชาตินี่มาแบกไว้ แล้วเราก็หนัก ๆ ทีนี้เราก็โยนทิ้งลง ไป อุปมาอย่างนี้ก็ได้เหมือนกัน (๑๖๖) เราอาจจะกล่าวได้ว่าการปฏิบัติขั้นสุดท้ายนี้ ก็คือ การปฏิบัติ เพื่อโยนทิ้งของหนักของชีวิต (burdens of life) ทิ้งลงไปจนไม่มีของ หนักเหลืออยู่ เมื่อก่อนนี้เราอยู่ใต้ของหนัก ของหนักอยู่บนเรา เรียกว่า เราอยู่ใต้โลก จมลงไปในโลก ทีนี้ทิ้งของหนักลงไปได้เราก็ขึ้นมา เราก็อยู่เหนือโลก นี่ความหมาย ๒ คำนี้ควรจะจำให้ดี ๆ ว่าอยู่ใต้ โลก เป็นโลกียะ อยู่เหนือโลกเป็นโลกุตระ มันจะแก้ปัญหานี้ได้ด้วย การปฏิบัติขั้นที่ ๑๖ นี้ ขอให้มองให้เห็นชัดว่าถ้ามีความโง่เมื่อไหร่

น.106 ๙๖ เราก็เอาของหนักมาสุมลงไปเป็น burdens of life พอเรารู้เท่าเราก็ ทิ้งออกไป เราก็ไม่มีของหนัก เราอยู่ใต้โลกหรือเราอยู่เหนือโลกต่าง กันอย่างยิ่ง ผู้ใดต้องการจะ free อิสระจะอยู่สบาย จะอยู่เหนือ โลก ก็จงพยายามปฏิบัติในข้อนี้ให้มากที่สุด ตั้งแต่เดี๋ยวนี้ไป (๑๖๗) ความรอดอันสูงสุด ถ้าท่านชอบคำว่ารอดหรือ emancipation ท่านก็สังเกตดูดี ๆ ว่านี่เป็นวิธีทำให้รอด อานาปานสติปฏิบัติมาถึงขั้นสุดท้ายแล้วก็ มีความรอดหรือจะใช้คำที่ชอบใช้กันสมัยนี้ว่าปลดปล่อย คือ ปลดออกไปจากข้อผูกพันแล้วก็ปล่อย burden ทั้งหลายออกไปก็ได้ หรือว่าเราปล่อยตัวเราออกมาเสียจาก burden ทั้งหลายก็ได้ ใช้คำ ว่าปล่อยตัวเราก็มีความหมายเห็นได้ ปล่อยของหนักออกไปก็มีความ หมายที่เห็นได้ มันเป็นการปล่อย แล้วก็มีผลคือรอด คือ emancipa- tion หรือบางคนจะเลยไปถึง liberation ก็แล้วแต่ เรียกว่าเราได้สิ่งที่ดีที่ สุดที่มนุษย์ควรจะได้ แล้วเราก็ไม่เสียทีที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ แล้วก็ ได้พบธรรมะคือสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้ ควรจะมี เรื่องมันก็จบ ขอยุติการบรรยายวันนี้เพียงเท่านี้ (๑๖๘)

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต