Buddhadasa.org

อานาปานสติ กุณแจไขความลับของชีวิต ตอนที่ ๗ — การบรรยายครั้งที่ ๗ สรุป : ประโยชน์ของอานาปานสติ

อานาปานสติ กุณแจไขความลับของชีวิต — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — อานาปานสติ กุณแจไขความลับของชีวิต (๗ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.107 การบรรยายครั้งที่ ๗) สรุป : ประโยชน์ของอานาปานสติ

น.108 ๙๙ วันนี้เราจะกล่าวสรุปเรื่องทั้งหมดของอานาปานสติ เท่าที่ได้ บรรยายมา โดยการสรุปทั้ง ๑๖ ขั้น ในลักษณะของมันและประโยชน์ ของมัน หรือวิธีที่จะใช้ให้เป็นประโยชน์ของมัน ขอให้ท่านทั้งหลาย ตั้งใจฟังให้ดี ๆ จะสามารถนำไปใช้เป็นประโยชน์ได้เต็มตาม ความหมาย (๑๖๙) อย่าลืมว่าเรากำลังพูดถึงเรื่องธรรมชาติ ธรรมชาติที่เป็น ไปตามธรรมชาติ ๔ เรื่องด้วยกัน คือ เรื่องกาย เรื่องเวทนา เรื่อง จิต เรื่องธรรม ล้วนแต่เป็นธรรมชาติ ขอให้เข้าใจคำว่าธรรมชาติ ด้วย ว่ามันเป็นกฎของธรรมชาติ เป็นไปตามธรรมชาติ เรามีหน้าที่จะ ต้องรู้และใช้ให้เป็นประโยชน์ แม้ว่าเราบังคับมันไม่ได้ แต่เราใช้มัน

น.109 ๑๐๐ เป็นประโยชน์ได้ เมื่อเราทำถูกต้องตามกฎเกณฑ์ของมัน เรารู้เรื่องทั้ง ๔ เรื่องนี้ก็เพื่อประโยชน์อันนี้ เป็นประโยชน์แก่ชีวิตของเราเองตลอด กาลนาน (๑๗๐) กาย : ลมหายใจระงับอารมณ์ เรื่องที่ ๑ เรื่องกาย เราก็รู้กันอยู่แล้วว่ามันมีความสำคัญอย่าง ไร เป็นที่ตั้งแห่งจิตใจ เราต้องการจะมีกายที่พร้อมที่จะดำรงอยู่อย่าง สำเร็จประโยชน์แก่ชีวิต และรู้จักการบังคับกายตามที่เราต้อง การ โดยการบังคับลมหายใจ การรู้จักบังคับลมหายใจนั้นมันมีประ- โยชน์มาก คือมันเปลี่ยนอารมณ์ (mood หรือ emotion) ได้ เช่นเมื่อ เราโกรธเราอยากจะหายโกรธเร็ว ๆ ลองหายใจยาวๆ มันก็หายโกรธ ได้ เมื่อเรายุ่งใจ คิดอะไรไม่ค่อยจะออก เราก็หายใจยาว ๆ เราก็ บำบัดความยุ่งใจออกไปได้ หรือเมื่อเราจะเปลี่ยนความคิดจากอันหนึ่ง ไปสู่อันหนึ่ง เราก็เปลี่ยนได้ด้วยการหายใจยาวๆ เพื่อลบล้างความ คิดหรืออารมณ์ที่เราไม่ต้องการให้มันเข้าสู่ระเบียบปกติ แล้วก็ สามารถจะคิดนึกอะไรได้ นี่มันมากไปกว่าร่างกายแล้ว มันเนื่องไปถึง จิตใจด้วย เพียงแต่ลมหายใจอย่างเดียวนี่ก็น่ารู้อย่างยิ่ง แม้ที่สุดแต่ ในแง่ของอนามัย เราจะมีอนามัยดีถ้าเรารู้จักหายใจดี จึงเห็นว่าเป็น เรื่องที่สำคัญที่สุดเรื่องหนึ่ง คือเรื่องของกายและสิ่งต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง กันอยู่กับกาย เช่นลมหายใจก็ดี อารมณ์ก็ดี อะไรก็ดี หวังว่าท่านทั้ง หลายจะได้รับประโยชน์ในข้อนี้อย่างเต็มที่ (๑๗๑)

น.110 ๑๐๑ เวทนา : หยุดยั้งผู้บงการจิตใจเรา ทีนี้ก็มาถึงเรื่อง เวทนา ถ้าท่านไม่รู้เรื่องนี้ จะเห็นว่าไม่มีความ สำคัญอะไร เวทนาเป็นสิ่งสำคัญที่สุดของมนุษย์ ที่มันจะหมุนมนุษย์ ไปตามที่มันต้องการ แล้วมันจะหมุนโลกก็ได้ คนทุกคนในโลกมัน ต้องการเวทนาอะไร มันก็ชวนให้ทำอย่างนั้น มันก็หมุนโลกไปทั้ง โลกก็ได้ เวทนาในคนนั่นแหละเป็นต้นเหตุที่จะทำให้อะไรขึ้นมา หรือว่าค้นคว้าอะไรใหม่ ๆ แปลก ๆ ขึ้นมา แล้วมันก็บังคับมนุษย์ อย่างยิ่งที่จะให้สนองเวทนา คือเวทนาทำให้เกิดความอยาก ความ อยากเกิดมาจากเวทนา อนุโลมไปตามเวทนา แล้วคนเราก็ทำอะไร ไปตามความอยาก สิ่งต่างๆ มันก็เกิดขึ้น แม้ที่สุดแต่ว่าเราจะหาเงิน เราจะหาเงินมาใช้เพื่อสนองความต้องการทางเวทนา ทางกามารมณ์ ก็ได้ ทางความสบายโดยทั่ว ๆ ไปก็ได้ ขอให้รู้จักสิ่งที่ครอบงำมนุษย์ อย่างยิ่ง คือสิ่งที่เรียกว่าเวทนา มันมีอำนาจเหนือมนุษย์ ถ้าเราควบ คุมเวทนาไม่ได้ เราก็จะต้องขึ้น ๆ ลง ๆ ที่ว่าเป็นทุกข์ แล้วก็จะทำ ไปตามเวทนาที่มีอวิชชา ซึ่งเป็นเวทนาที่ไม่ถูกต้อง สัตว์เดรัจฉานก็ เหมือนกัน เวทนานั่นแหละมันบังคับ มันให้ทำอะไรทุกอย่าง โดย เที่ยวแสวงหาเวทนาที่ต้องการ เราทุกคนเที่ยวแสวงหาเวทนาที่ต้อง การ แม้ที่สุดแต่ท่านทั้งหลายมาที่สวนโมกข์ก็หวังว่าจะได้พบสิ่งที่ให้ เวทนาที่ถูกใจ เวทนานี่บังคับให้เกิดการกระทำ ให้เกิดการค้นคว้า ให้เกิดการขวนขวายพยายามทุกอย่างทุกประการ เหมือนกับว่ามัน เป็นผู้บงการแห่งชีวิตอยู่ในส่วนลึก ถ้าเราควบคุมมันได้แล้วมันก็ไม่ ทำอันตรายอะไรแก่เรา ถ้าควบคุมไม่ได้นั่นแหละเราก็จะเป็น

น.111 ๑๐๒ ทาส น่าสงสารที่สุดถ้าเป็นทาสของเวทนา (๑๗๒) เวทนาโง่กับเวทนาฉลาด เวทนาก็มีเป็น ๒ อย่างเหมือนกัน คือ เวทนาที่โง่ ปรุงขึ้นมา จากอวิชชา แล้วก็เ วทนาที่ฉลาด ปรุงขึ้นมาจากวิชชา ถ้าเราโง่เมื่อ ผัสสะเราก็มีเวทนาโง่ ถ้าเราฉลาดมีความรู้เมื่อผัสสะก็เป็น เวทนาฉลาด เวทนาโง่ก็ทำให้เกิดความต้องการที่โง่หรือตัณหา ถ้า เวทนาฉลาดก็ทำให้ต้องการที่ถูกต้องที่ควรจะต้องการ นี่เราจึงต้อง ระวังเวทนาให้เป็นเวทนาที่ฉลาด เวทนาทำให้เกิดความต้องการคือ ตัณหา ตัณหาก็จูงเราไปตามตัณหาโง่ หรือตามความต้องการ ที่ฉลาดก็ได้ ตัณหาโง่จะพาเราไปรอบโลกกี่รอบโลกก็ได้ เราก็จะต้อง ทนทำ บางทีเราจะต้องการไปโลกพระจันทร์ก็ได้ ถ้าเรายังมีตัณหา โง่ต่อไปก็ไม่มีที่สิ้นสุด ให้ไปมาไม่มีที่สิ้นสุด ให้ประดิษฐ์อย่างไม่มีที่ สิ้นสุด ต้องการ luxurious life (ชีวิตฟุ่มเฟือย) อย่างไม่มีที่สิ้นสุด ประโยชน์ของการควบคุมเวทนาได้จึงมีมากที่สุด ขอให้สนใจเวทนา ในลักษณะอย่างนี้ (๑๗๓) จิต : ควบคุมไว้ให้ถูกต้อง ทีนี้ก็มาถึงจิต ซึ่งท่านทั้งหลายคงรู้ได้เอง หรือรู้อยู่แล้วว่ามัน มีความสำคัญอย่างไร การศึกษาจากที่แล้วมามันทำให้รู้ได้ว่าจิตนี่ มีความสำคัญอย่างไร แต่มันก็เหมือนกันอีกแหละ ถ้าจิตมันตั้งอยู่ หรือดำรงอยู่ผิดทางแล้ว มันก็เกิดปัญหา เกิดความทุกข์ อย่างน้อยที่

น.112 ๑๐๓ สุดเราก็รู้เรื่องจิต ๓ เรื่องว่า สำหรับ คิด อย่างหนึ่งก็เรียกว่า จิต สำหรับรู้ มีความ รู้สึก ต่าง ๆ เป็นความรู้นี่เราเรียกว่า มโน ถ้าว่าทำ หน้าที่รู้ง่าย ๆ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อย่างนี้เรียกว่า วิญญาณ สิ่งที่เรียกว่า จิต the mind เราเล็งเห็นว่ามันทำหน้าที่อะไร แล้วก็เรียก ชื่อมันต่าง ๆ สำหรับคิดเรียกว่า จิต สำหรับรู้เรียกว่า มโน สำหรับรู้ทาง conscious (ประสาทสัมผัส) เรียกว่า วิญญาณ ถ้ามันเป็น ไปถูกต้องมันก็มีผลดี ต้องบังคับได้มันจึงจะอยู่ในความถูกต้อง ถ้าบังคับไม่ได้มันก็ไม่อยู่ในความถูกต้อง เมื่อจิตไม่อยู่ในความถูก ต้องแล้วมันก็ฉิบหายหมดแหละ มันก็วินาศทั้งหมด ไม่มีอะไรเหลือ เรียกว่ามีโลกอยู่ได้นี่ก็เพราะว่าเรามีจิต ถ้าเราไม่มีจิต โลกก็ไม่มี เหมือนกัน นี่ถ้าเราบังคับจิตให้อยู่ในความถูกต้อง เราก็จะได้รับผล เป็นความสงบสุข มีสันติภาพ มีสันติสุข การรู้เรื่องจิตจนควบคุมจิต ได้นี้ เป็นความรู้ที่ประเสริฐอย่างยิ่งสำหรับมนุษย์เรา ขอให้สนใจ เป็นพิเศษ (๑๗๔) ธรรมะ : หลักการและปรากฏการณ์ ทีนี้เราก็มาถึงเรื่อง ธรรมะ (truth) สิ่งทั้งปวงรวมทั้งตัวเราและ สิ่งที่มาเกี่ยวข้องกับเรา ล้วนแต่มี truth (สัจจะ) ซึ่งเราจะต้องรู้ ถ้าเรา ไม่รู้หรือรู้ผิด ๆ เราก็เกี่ยวข้องผิด ๆ มันก็เกิดปัญหาเกิดความทุกข์ ความรู้นี้สรุปสั้น ๆ ได้เป็นรู้เรื่อง ๒ เรื่องคือ เรื่องสิ่งที่มีเหตุปัจจัย ปรุงแต่ง compounded things อย่างหนึ่ง และอีกสิ่งตรงกันข้ามคือ non-compounded thing อาจจะศึกษาโดยคำทางวิชา metaphysics

น.113 ๑๐๔ (อภิปรัชญา) ที่สอน ๆ กันอยู่ในโลกก็ได้ คือว่าเรื่อง phenomenal อย่างหนึ่ง แล้วก็ noumenal ซึ่งตรงกันข้ามจาก phenomenal อีกอย่าง หนึ่ง มีหลักเป็นคู่กัน ถ้ามันเป็น phenomenal เป็น compounded thing มันก็ต้องมี truth ว่า impermanence คือ อนิจจัง หรือไม่เที่ยง ถ้ามันเป็น noumenal เป็น non-compounded thing มันไม่อนิจจัง แต่มันเป็นนิจจัง แล้วก็ ศึกษาเรื่องอนิจจัง ๆ ของสิ่งทั้งหลายนี้จนรู้ดี แล้ว แล้วเราก็ไม่ attach ต่อสิ่งใด เมื่อจิตที่ไม่ attach ต่อสิ่งใด แล้ว มันก็ไปรู้เรื่องที่นิจจังคือ noumenal คือ นิพพานได้ นี่เรารู้เรื่อง ๒ เรื่องนี้แหละเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เป็นหลักสำคัญที่สุด การ ปฏิบัติหมวดธรรมะของอานาปานสตินี่ทำให้รู้ ๒ เรื่องนี้ (๑๗๕) ธรรมะสี่เกลอ นี้คือใจความสำคัญของการศึกษาเรื่อง ๔ เรื่อง จะได้รู้อย่างนี้ จะได้รับประโยชน์อย่างนี้ นี่ก็เป็นใจความสำคัญของอานาปานสติ ทีนี้เรื่องถัดมาอีกที่เราได้รับจากอานาปานสติก็คือว่า เราได้รับ ธรรมะ ๔ เกลอ นี่เป็นคำพูดที่เราสมมติเอาเอง เพื่อจะเรียกง่าย ๆ ว่าธรรมะ ๔ เกลอ คือ สติ สัมปชัญญะ สมาธิ ปัญญา เรื่องธรรมะ ๔ เกลอนี่ ดูจะเคยพูดแล้วว่า เราอยู่ในโลกนี้ ถ้าเรามีธรรมะ ๔ เกลอ แล้วเราก็จะสามารถต่อสู้ได้ ขจัดความทุกข์ออกไปได้ เรามีสติ เมื่อมี อารมณ์มากระทบ สติไปเอาปัญญามา ปัญญามาแล้วก็กลายเป็น สัมปชัญญะอยู่ตรงหน้า แล้วก็เพิ่มกำลังของสมาธิให้แก่สัมปชัญญะ เราจะสามารถชนะอารมณ์ทุกอย่างที่จะเข้ามาทางตา หู จมูก ลิ้น

น.114 ๑๐๕ กาย ใจ นี่ละธรรมะ ๔ เกลอ สามารถคุ้มครองอย่างยิ่ง คุ้มครองใน ความหมายของพระเจ้าทีเดียว ถ้าเราปฏิบัติอานาปานสติ เราจะได้ รับธรรมะ ๔ เกลอ (๑๗๖) ปฏิจจสมุปบาท ทีนี้ประโยชน์ต่อไปก็คือว่า เราสามารถปฏิบัติตามหลัก ปฏิจจสมุปบาท เรื่องปฏิจจสมุปบาทนี่ยืดยาวมาก โดยทฤษฎีนี่ยึด ยาวมาก เข้าใจได้ยาก ลองไปศึกษาเถอะ แต่ว่าพอถึงคราวปฏิบัติ น่ะ มีเหลือนิดเดียว คือ มีสติในขณะแห่งผัสสะเท่านั้นแหละ มีสติ ในขณะแห่งผัสสะเท่านั้นจะแก้ปัญหาปฏิจจสมุปบาททั้งหลายทั้งหมด ทั้งสิ้นได้ คือก่อนจะมีปฏิจจสมุปบาทเกิดขึ้น ให้มีสติในขณะที่มีผัสสะ อย่าให้เป็นผัสสะโง่ แล้วก็ไม่มีเวทนาโง่ ไม่มีตัณหาโง่ มันก็หยุดหมด นี่แหละคือประโยชน์ของการฝึกอานาปานสติ ทำให้มีสติมากพอ เร็วพอ มีคุณสมบัติพอที่จะมาปฏิบัติหน้าที่ในขณะแห่งผัสสะ และ หยุดกระแสแห่งปฏิจจสมุปบาทเสีย นี่ประโยชน์ที่ใหญ่หลวงมากของ การปฏิบัติอานาปานสติ (๑๗๗) อริยสัจ ๔ ประโยชน์ต่อไปก็คือว่าเราสามารถจะปฏิบัติโดยหลักอริยสัจ ทั้ง ๔ ได้โดยสะดวกและสมบูรณ์ ท่านทั้งหลายก็เคยได้ยินและได้เคย รู้เรื่องอริยสัจ ๔ (four noble truths) มาแล้ว ซึ่งมีใจความสำคัญว่า ความทุกข์เกิดมาจากตัณหา ถ้ามีตัณหาต้องมีทุกข์ เมื่อเรา

น.115 ๑๐๖ สามารถที่จะมีสติหยุดตัณหาเสียได้ โดยไม่มีผัสสะโง่ ไม่มี เวทนาโง่ มันก็ไม่มีตัณหา หยุดตัณหาเสียได้ก็ไม่มีความ ทุกข์ นี่ละเป็นการปฏิบัติหลักอริยสัจ ๔ ที่ดีที่สุด ที่มีประโยชน์ที่สุด เพราะอำนาจแห่งมีสติที่ได้มาจากการปฏิบัติอานาปานสติทั้ง ๔ ประการ (๑๗๘) พระรัตนตรัย ประโยชน์ต่อไปก็คือทำให้เรามี รัตนตรัย (Triple Gem) คือ มีตรีสรณะ (three refuges) ได้โดยง่าย โดยครบถ้วน โดยบริบูรณ์ ทั้งนี้เพราะว่า ในความสำคัญ (nucleus) ของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อยู่ที่ความสะอาด สว่าง สงบ ภาวะของจิตที่สะอาด สว่าง สงบ ๓ คำนี้ช่วยจำไว้ให้ดี ๆ ร่างกายนี้ไม่ใช่พระพุทธเจ้า แต่ว่าภาวะในจิตที่มีความสะอาด สว่าง สงบ นั่นแหละองค์พระพุทธ- เจ้าที่แท้จริง เรียกว่าธรรมะ เห็นธรรมะนี้แล้ว ก็เห็นพระพุทธเจ้า พระธรรมก็เหมือนกัน หัวใจของพระธรรมก็คือตัวความสะอาด สว่าง สงบอีกนั่นเอง ทีนี้พระสงฆ์ก็คือผู้ที่ปฏิบัติแล้วมีจิตสะอาด สว่าง สงบ ทั้ง ๓ คำนี้สำคัญมาก สะอาด สว่าง สงบนี่มีในบุคคล แรกเรียกว่าพระพุทธเจ้า แล้วตัวธรรมะนี้เรียกว่าพระธรรม คนที่ ปฏิบัติตามได้ทีหลังก็เรียกว่าพระสงฆ์ เมื่อเราปฏิบัติอานาปานสติเราก็ ทำจิตให้สะอาด สว่าง สงบได้ดังที่เราได้บรรยายกันมามากมายแล้ว เป็นผลของ วิราคา นิโรธา ปฏินิสสัคคา แล้วก็มีความสะอาด สว่าง สงบ แล้วก็มีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์อันแท้จริงอยู่ในจิต

น.116 ๑๐๗ ใจของเราได้โดยง่าย นี้ประโยชน์อย่างยิ่งของอานาปานสติด้วย เหมือนกัน (๑๗๙) ศีล สมาธิ ปัญญา ทีนี้ประโยชน์ต่อไปก็คือว่า เราปฏิบัติอานาปานสติแล้วก็ได้ชื่อ ว่า ปฏิบัติหลักที่สำคัญ ที่เป็นตัวพุทธศาสนาชั้น fundamental principle ทีเดียว คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ๓ อย่างนี้จะมีครบอยู่ใน บุคคลผู้ปฏิบัติอานาปานสติ ความตั้งใจปฏิบัติอย่างยิ่งนั่นคือศีล ถ้าเมื่อตั้งใจอยู่แล้วก็จะเป็นศีลทั้งนั้น ตั้งใจปฏิบัติอานาปานสติทุก ขั้น ๆ มีศีลอยู่โดยอัตโนมัติ โดยไม่ต้องแยกปฏิบัติ จะมีศีลอยู่ในตัว แล้วก็มีสมาธิอยู่ในตัว เพราะตั้งใจปฏิบัติด้วยจนเกิดสมาธิ แล้วก็ เกิดปัญญา โดยเฉพาะ ในหมวดที่ ๔ เป็นปัญญาสมบูรณ์อย่างยิ่ง การปฏิบัติอานาปานสติจึงทำให้มีศีล มีสมาธิ มีปัญญาอยู่ครบถ้วน นี่เรียกว่าประโยชน์อันใหญ่หลวงคือปฏิบัติพุทธศาสนาอย่างครบ ถ้วน (๑๘๐) โพชฌงค์ : องค์แห่งการตรัสรู้ ๗ ประการ เมื่อเรากล่าวอย่างสรุปสั้น ๆ เราก็กล่าวว่า ศีล สมาธิ ปัญญา แต่ถ้าเราจะกล่าวให้สมบูรณ์ ให้ละเอียดแล้ว เราก็จะกล่าวด้วยคำอีก คำหนึ่งว่า โพชฌงค์ ๗ ประการ มีพระพุทธภาษิตยืนยันว่า ถ้าปฏิบัติอานาปานสติครบทั้ง ๔ หมวดแล้วก็มีสติปัฏฐาน ๔ บริบูรณ์ ถ้าสติปัฏฐาน ๔ ครบสมบูรณ์แล้ว โพชฌงค์ ๗ ก็จะ

น.117 ๑๐๘ สมบูรณ์ โพชฌงค์ ๗ คือองค์ที่จะให้ตรัสรู้เป็นพระอรหันต์นั่นแหละ มีรายละเอียดมาก มันต้องพูดกันเป็นชั่วโมง ๆ เดี๋ยวนี้เราไม่อาจจะ พูด แต่ออกชื่อให้ฟังว่าสติ ธรรมวิจยะ วิริยะ ปีติ ปัสสัทธิ สมาธิ อุเบกขา ทั้ง ๗ ประการนี้จะสมบูรณ์เมื่ออานาปานสติสมบูรณ์ เมื่อ ๗ ประการนี้สมบูรณ์แล้ว แน่นอนว่าจะต้อง enlightened พุทธภาษิตจะยืนยันอย่างนี้ และความจริงก็มองเห็นได้ (๑๘๑) นิพพาน : ที่นี่และเดี๋ยวนี้ ทีนี้เราก็จะมาดูกันถึงผลประโยชน์ที่จะได้รับอย่างเป็น positive ที่สุดเลย คือว่าเราจะได้มีนิพพานในชีวิตโดยที่ไม่ต้องตาย คือ มีนิพพานที่นี่และเดี๋ยวนี้ชนิดที่ไม่ต้องตาย ไม่เกี่ยวกับความตาย เป็นนิพพาน นี้คือคำว่านิพพุโต ซึ่งแปลว่า เย็น ถ้าเป็นชั่วคราวยัง เป็นชั่วคราว ไม่ใช่ตลอดไป ยังไม่ perfect ก็เรียกว่า นิพพฺโต แต่ว่า มันก็มีรสชาติอย่างเดียวกัน เช่นเดียวกับของตัวอย่าง ของที่เอามาให้ดู เป็นตัวอย่างกับของที่ขายจริงมันก็ต้องเหมือนกัน ทีนี้เราก็มีนิพพาน ตัวอย่าง ชิมอยู่เป็นชั่วขณะ ๆ เรียกว่า นิพพานชั่วขณะ หรือ สามายิกนิพพาน ก็ได้ หรือว่าเป็นนิพานที่เป็นได้ด้วยองค์นั้น ๆ ภาษาบาลีเรียกว่าองค์นั้น ๆ มีลักษณะเหมือนกับว่าเผอิญ หรือ เรียกว่า coincident ก็ได้ เพราะว่าเมื่อเรามีอานาปานสติ จิตมัน เย็น อานาปานสติเป็นองค์นั้น ๆ เป็นองค์ ๆ เป็นต้นเหตุ เป็นตัวการที่ มากระทบกันแล้วมันเย็น เราก็มี ตทังคนิพพาน นิพพานโดยองค์ นั้น ๆ มีความเย็นเพราะว่าเมื่อไม่มีกิเลสมันก็เย็น เข้าใจได้ง่าย ๆ

น.118 ๑๐๙ เมื่อไม่มีไฟมันก็เย็น ทีนี้อานาปานสติมันกำจัดไฟออกไป แม้ชั่วขณะ ไฟก็ออกไป มันก็มีเย็นชั่วขณะ แล้วก็มีนิพพานได้ชั่วขณะด้วยองค์นั้น ด้วยเครื่องมือนั้น ๆ คืออานาปานสติ แล้วก็ชิมรสพระนิพพานเป็นตัว อย่าง ผิดกันแต่ว่า ไม่สมบูรณ์ ไม่ perfect ไม่ perpetual แต่ว่ามันเป็น ขณะ ๆ อานาปานสติช่วยให้เราได้ชิมนิพพานเป็นขณะ ๆ อยู่ใน ชีวิตนี้ โดยไม่ต้องตาย แล้วเราก็ขยายเวลาให้ยาวออกไป ขยายขนาด ให้กว้างออกไป จนกว่าจะเป็นนิพพานที่สมบูรณ์ นี่ประโยชน์ที่เห็น น่าพอใจคือเป็น positive ที่สุด ถ้าท่านทำได้ (๑๘๒) ขอให้ท่านเข้าใจคำว่านิพพานให้ถูกต้อง มันแปลว่าเย็น ไม่ เกี่ยวกับความตายเลย ถ้าเป็นนิพพานที่เกี่ยวกับความตายด้วยเช่น ของพระอรหันต์ นี่เขาใช้คำอีกคำหนึ่งว่าปรินิพพาน ถ้าใช้คำว่า นิพพานเฉย ๆ นี่หมายความว่าเย็น ไม่มีความร้อน สมมติว่าท่าน มีความถูกต้องครบทุกอย่าง มีสุขภาพอนามัยดี มีเศรษฐกิจดี มีครอบครัวดี มีเพื่อนฝูงดี มีสิ่งแวดล้อมดี ชีวิตนี้ของท่านก็คือเย็นใน ความหมายว่านิพพานด้วยเหมือนกัน แม้จะไม่สมบูรณ์ เพราะถ้าว่า โดยสมบูรณ์ก็ต้องมีจิตใจเย็นด้วย คำว่านิพพานที่แปลว่าเย็น ใช้ได้ แม้แก่วัตถุ burning.charcoal (ถ่านที่กำลังไหม้อยู่) เย็นลง ๆ ก็ว่าถ่าน นั้นนิพพาน ซุปร้อนกินไม่ได้รอให้เย็นลง ก็เรียกว่าซุปนั้นนิพพานกิน ได้ ทำให้เย็นลง แล้วก็มีคำว่านิพพานใช้ทั้งนั้นและ อาจจะใช้ได้ถึง สัตว์เดรัจฉานดุร้ายเอามาจากป่า แล้วเอามาฝึก ๆ ๆ จนเชื่องดีเป็น domesticated ถึงขนาดที่สุดแล้ว มันก็เรียกว่านิพพานเหมือนกัน ใช้คำนี้เหมือนกัน ในภาษาบาลี ใช้เรียกวัตถุก็ได้ สัตว์เดรัจฉานก็ได้

น.119 ๑๑๐ คนก็ได้ ถ้ามันเย็นไม่มีร้อนก็เรียกว่านิพพาน ในความหมายใด ในความหมายหนึ่ง แล้วก็ ไม่ต้องตาย เราจะได้นิพพานชนิดที่น่า พอใจที่สุดแหละ เย็นทั้งใจทั้งกายทั้งอะไร ด้วยการปฏิบัติอานา- ปานสติ (๑๘๓) การหายใจครั้งสุดท้ายของชีวิต สรุปความว่าเรามีชีวิตเย็น ๆ ที่นี่และเดี๋ยวนี้ คือนิพพานใน ความหมายอย่างนี้ เรียกเป็นภาษาบาลีว่า นิพพุโต แปลว่า ผู้เย็น แล้วคือผู้มีนิพพาน กิริยาที่เป็นอย่างนั้นเรียกว่านิพพานะ บุคคลที่ เป็นอย่างนั้นเรียกว่านิพพุโต ยังมีอีกมากถ้าจะพูดถึงอานิสงส์ของ อานาปานสติ พูดอีกทีหลาย ๆ ชั่วโมง ท่านก็ฟังไม่ไหว พูดก็พูดไม่ไหว แต่ขอสรุปอีกข้อหนึ่งว่า เราจะรู้จักการหายใจครั้งสุดท้ายของชีวิต คือเราจะรู้ว่า เราจะตายลงไปในการหายใจครั้งไหน ถ้าเราปฏิบัติ อานาปานสติคล่องแคล่ว เกี่ยวกับลมหายใจคล่องแคล่ว well-versed of breath อย่างนี้แล้ว เราจะรู้ทีเดียวว่ามันจะตายหรือยัง มันจะตาย ในการหายใจครั้งไหนครั้งสุดท้าย เราจะบอกได้ นี่ประโยชน์ว่าจะรู้ นาทีสุดท้ายที่เราจะตาย (๑๘๔) พระพุทธเจ้าท่านตรัสยืนยันว่า ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าก็ เพราะปฏิบัติอานาปานสติ จึงพอใจที่จะเสนอให้ท่านทั้งหลาย ให้คนทั้งหลาย ให้มนุษย์ทั่วไปได้รู้ ได้ปฏิบัติด้วย พระพุทธเจ้าเป็น พระพุทธเจ้าเพราะปฏิบัติอานาปานสติ ท่านจึงเสนอว่าดีที่สุด

น.120 ๑๑๑ ดีกว่าปฏิบัติระบบไหนทั้งหมด ขอให้ท่านทั้งหลายสนใจให้ดี เรื่องของอานาปานสติก็ควรจะจบ และก็ขอยุติการบรรยายวันนี้เพียง เท่านี้* (๑๘๕) * คำบรรยายในการอบรมสมาธิ แก่ชาวต่างประเทศ ที่สวนโมกขพลาราม เมื่อวันที่ ๑-๔ และ ๗-๑๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๒๙

น.121 ๑๑๓ ภาคผนวก ก พระบาลี อานาปานสติสูตร (อุปริปัณณาสก์ มัชฌิมนิกาย, ไตร. ล. ๑๔/ ๑๙๐/๒๘๒)

น.122 ๑๑๕ (๒๘๒) ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มี พระภาคเจ้าประทับอยู่ที่วิหารชื่อมิคารมาตุปาสาท ในบุพพาราม ใกล้เมืองสาวัตถี พร้อมด้วยพระสาวกซึ่งเป็นพระเถระมีชื่อเสียง เป็นที่รู้จักกว้างขวางเป็นอันมาก คือ พระสารีบุตร พระโมคคัลลานะ พระกัสสปะ พระมหากัจจายนะ พระมหาโกฏฐิตะ พระมหากัปปินะ พระมหาจุนทะ พระเรวตะ พระอานนท์ และพระเถระที่มีชื่อเสียงเป็น ที่รู้จักกว้างขวางมาก อื่นๆอีกด้วย. ในสมัยนั้นแล พระเถระเหล่านั้นต่างก็ทำการพร่ำสอนภิกษุทั้ง หลาย : พระเถระบางพวกพร่ำสอนภิกษุ ๑๐ รูปบ้าง, บางพวก พร่ำสอนภิกษุ ๒๐ รูปบ้าง, บางพวกพร่ำสอนภิกษุ ๓๐ รูปบ้าง บางพวกพร่ำสอนภิกษุ ๔๐ รูปบ้าง. ภิกษุใหม่ๆเหล่านั้น เมื่อ พระเถระทั้งหลายพร่ำสอนอยู่ดังนี้ ย่อมรู้ธรรมอันโอฬาร รู้ธรรม อันวิเศษยิ่งกว่าแต่ก่อน. (๒๘๓) โดยสมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคประทับนั่งกลางแจ้ง มีพระภิกษุสงฆ์แวดล้อมในคืนปุณณมี ดิถีที่ ๑๕ เป็นวันอุโบสถ ในเดือนเป็นที่ปวารณ.๑ ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทอดพระ- เนตรดูภิกษุสงฆ์ซึ่งสงบนิ่ง แล้วตรัสว่า "ภิกษุ ท .! เราเป็นผู้แน่ใจ

น.123 ๑๑๖ ในปฏิปทาอันนี้. ภิกษุ ท .! เราเป็นผู้มั่นใจในปฏิปทาอันนี้. ภิกษุ ท .! เพราะฉะนั้นในเรื่องนี้ เธอทั้งหลายจงปรารภความเพียรให้เป็น อย่างยิ่ง เพื่อบรรลุสิ่งที่ยังไม่บรรลุ เพื่อถึงสิ่งที่ยังไม่ถึง เพื่อทำให้แจ้ง สิ่งที่ยังไม่ได้ทำให้แจ้ง, เราจักรออยู่ที่นครสาวัตถีนี้ จนถึงเดือนที่สี่ ท้ายฤดูฝน เป็นที่บานแห่งดอกโกมุท" ดังนี้. ภิกษุทั้งหลายที่อยู่ในชนบทได้ทราบข่าวว่า พระผู้มีพระภาค- เจ้าจักทรงรออยู่ที่นครสาวัตถีนั่นเอง จนกระทั่งถึงเดือนที่สี่ท้าย ฤดูฝน เป็นที่บานแห่งดอกโกมุท ก็พากันหนุนเนื่องมาสู่นครสาวัตถี เพื่อเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า. อนึ่ง ภิกษุที่เป็นเถระทั้งหลายเหล่านั้น ย่อมพร่ำสอนภิกษุ ผู้มาใหม่ทั้งหลาย โดยประมาณอันยิ่ง : พระเถระบางพวกพร่ำสอน ภิกษุ ๑๐ รูปบ้าง, บางพวกพร่ำสอนภิกษุ ๒๐ รูปบ้าง, บาง พวกพร่ำสอนภิกษุ ๓๐ รูปบ้าง, บางพวกพร่ำสอนภิกษุ ๔๐ รูป บ้าง. ภิกษุใหม่ๆเหล่านั้นอันภิกษุผู้เถระพร่ำสอนอยู่ดังนี้ ย่อมรู้ ธรรมอันโอฬาร รู้ธรรมอันวิเศษยิ่งกว่าแต่ก่อน. (๒๘๔) โดยสมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคประทับนั่งกลางแจ้ง มีพระภิกษุสงฆ์แวดล้อมในราตรีวันปุณณมี ดิถีที่ ๑๕ เป็นวัน อุโบสถ แห่งเดือนที่สี่ท้ายฤดูฝน เป็นที่บานแห่งดอกโกมุท. ๒ ลำดับ นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทอดพระเนตรดูภิกษุสงฆ์ซึ่งสงบนิ่ง แล้ว ตรัสว่า "ภิกษุ ท .! บริษัทนี้ ไม่เหลวไหลเลย! ภิกษุ ท .! บริษัทนี้ ไม่เหลวแหลกเลย! ภิกษุ ท .! บริษัทนี้ เป็นบริษัทที่ตั้งอยู่ในสารธรรม

น.124 ๑๑๗ อันหมดจด. ภิกษุ ท.! ภิกษุสงฆ์นี้ เป็นบริษัทมีรูปสมควรแก่ของต้อน รับ ควรแก่การคำนับ ควรแก่ทักษิณาทาน ควรแก่การนบไหว้ เป็น นาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า. ภิกษุ ท .! ภิกษุสงฆ์นี้ เป็นบริษัทที่บุคคลถวายทานน้อย ก็ ได้ผลมาก, ที่ถวายทานมาก ก็ได้ผลมากยิ่งขึ้นไป. ภิกษุ ท .! ภิกษุสงฆ์นี้ เป็นบริษัทที่โลกจะหาดูได้ยาก. ภิกษุ ท .! ภิกษุสงฆ์นี้ เป็นบริษัทที่มีค่า ควรที่คนทั้งหลายจะ ห่อเสบียง แล้วเดินทางเป็นโยชน์ๆ เพื่อมาดูมาเห็น. (๒๘๕) "ภิกษุ ท .! ภิกษุที่เป็นอรหันต์ขีณาสพ มีพรหมจรรย์ อยู่จบแล้ว มีกิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว มีภาระอันปลงลงแล้ว มี ประโยชน์ตนอันตามถึงแล้ว มีสัญโญชน์ในภพสิ้นสุดแล้ว หลุดพ้น แล้วเพราะรู้โดยชอบ มีอยู่ในภิกษุสงฆ์หมู่นี้ ภิกษุ ท .! ภิกษุเช่นนี้ก็มี อยู่ในภิกษุสงฆ์หมู่นี้. ภิกษุ ท .! ภิกษุที่เป็นอนาคามี เพราะสิ้นสัญโญชน์มีส่วนใน เบื้องต้น ๕ ประการ. ๓ เป็นโอปปาติกะแล้ว จักปรินิพพานในภพ นั้นๆ มีอันไม่เวียนกลับจากโลกนั้นเป็นธรรมดา มีอยู่ในภิกษุสงฆ์หมู่ นี้. ภิกษุ ท .! ภิกษุเช่นนี้ ก็มีอยู่ในภิกษุสงฆ์หมู่นี้. ภิกษุ ท .! ภิกษุที่เป็นสกทาคามี เพราะความสิ้นไปแห่งสัญ- โญชน์ทั้ง ๓. ๔ และเพราะมีราคะโทสะโมหะเบาบาง มาสู่โลกนี้เพียง ครั้งเดียว ก็จักทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ มีอยู่ในภิกษุสงฆ์หมู่นี้. ภิกษุ ท .! ภิกษุเช่นนี้ก็มีอยู่ในภิกษุสงฆ์หมู่นี้.

น.125 ๑๑๘ ภิกษุ ท.! ภิกษุที่เป็นโสดาบัน เพราะความสิ้นไปแห่งสัญโญชน์ ทั้ง ๓ เป็นผู้มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้แน่นอนต่อการตรัสรู้ใน เบื้องหน้า มีอยู่ในภิกษุสงฆ์หมู่นี้. ภิกษุ ท.! ภิกษุเช่นนี้ ก็มีอยู่ใน ภิกษุสงฆ์หมู่นี้. ภิกษุ ท.! ภิกษุผู้ประกอบความเพียรในการเจริญสติปัฏฐานทั้ง สี่อยู่เป็นประจำ มีอยู่ในภิกษุสงฆ์หมู่นี้. ภิกษุ ท.! ภิกษุเช่นนี้ ก็มีอยู่ ในภิกษุสงฆ์หมู่นี้. (๒๘๖) "ภิกษุ ท.! ภิกษุผู้ประกอบความเพียร ในการเจริญ สัมมัปปธาน. ๕ ทั้งสี่...ฯลฯ... ภิกษุผู้ประกอบความเพียรในการเจริญ อิทธิบาททั้งสี่ ๖ ..ฯลฯ.. ภิกษุผู้ประกอบความเพียรในการเจริญ อินทรีย์ทั้งห้า ๗ ..ฯลฯ.. ภิกษุผู้ประกอบความเพียรในการเจริญ พละทั้งห้า ๘ ..ฯลฯ.. ภิกษุผู้ประกอบความเพียรในการเจริญ โพชฌงค์ทั้งเจ็ด ๙ ..ฯลฯ.. ภิกษุผู้ประกอบความเพียรในการเจริญ มรรคมีองค์แปด ๑๐ อัน ประเสริฐ ..ฯลฯ.. ภิกษุผู้ประกอบความเพียรในการเจริญ เมตตาภาวนา ..ฯลฯ.. ภิกษุผู้ประกอบความเพียรในการเจริญ กรุณาภาวนา ..ฯลฯ.. ภิกษุผู้ประกอบความเพียรในการเจริญ มุทิตาภาวนา ..ฯลฯ.. ภิกษุผู้ประกอบความเพียรในการเจริญ อุเบกขาภาวนา ..ฯลฯ.. ภิกษุผู้ประกอบความเพียรในการเจริญ อสุภภาวนา ..ฯลฯ.. ภิกษุผู้ประกอบความเพียรในการเจริญ อนิจจสัญญาอยู่เป็นประจำ

น.126 ๑๑๙ มีอยู่ในภิกษุสงฆ์หมู่นี้. ภิกษุ ท.! ภิกษุเช่นนี้ๆ ก็มีอยู่ในภิกษุสงฆ์หมู่นี้. (๒๘๗) "ภิกษุ ท.! ภิกษุผู้ประกอบความเพียรในการเจริญ อานาปานสติอยู่เป็นประจำ มีอยู่ในภิกษุสงฆ์หมู่นี้. ภิกษุ ท.! อานาปานสติอันบุคคลเจริญทำให้มากแล้ว ย่อมมีผล ใหญ่ มีอานิสงส์ใหญ่. ภิกษุ ท.! อานาปานสติอันบุคคลเจริญ ทำให้มากแล้ว ย่อมทำ สติปัฏฐานทั้งสี่ ให้บริบูรณ์. ภิกษุ ท.! สติปัฏฐานทั้งสี่ อันบุคคลเจริญ ทำให้มากแล้ว ย่อม ทำโพชฌงค์ทั้งเจ็ดให้บริบูรณ์. ภิกษุ ท.! โพชฌงค์ทั้งเจ็ด อันบุคคลเจริญ ทำให้มากแล้ว ย่อมทำวิชชาและวิมุตติให้บริบูรณ์. (๒๘๘) "ภิกษุ ท.! ก็อานาปานสติ อันบุคคลเจริญ ทำให้มาก แล้ว อย่างไรเล่า จึงมีผลใหญ่ มีอานิสงส์ใหญ่? ภิกษุ ท.! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ไปแล้วสู่ป่าก็ตาม ไปแล้วสู่โคน ไม้ก็ตาม ไปแล้วสู่เรือนว่างก็ตาม นั่งคู้ขาเข้ามาโดยรอบแล้ว ตั้งกาย ตรงดำรงสติมั่น. ภิกษุนั้นเป็นผู้มีสติอยู่นั่นเทียว หายใจออก; มีสติ อยู่ หายใจเข้า. ภิกษุนั้น:- (๑) เมื่อหายใจออกยาว ก็รู้สึกตัวทั่วถึง ว่าเราหายใจออก ยาว ดังนี้, เมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้สึกตัวทั่วถึง ว่าเราหายใจเข้า

น.127 ๑๒๐ ยาว ดังนี้. (๒) เมื่อหายใจออกสั้น ก็รู้สึกตัวทั่วถึง ว่าเราหายใจออก สั้น ดังนี้, เมื่อหายใจเข้าสั้น ก็รู้สึกตัวทั่วถึง ว่าเราหายใจเข้าสั้น ดังนี้. (๓) ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งกาย ทั้งปวง ๑๑ จักหายใจออก ดังนี้, ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็น ผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งกายทั้งปวง จักหายใจเข้า ดังนี้. (๔) ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ทำกายสังขารให้ รำงับอยู่ ๑๒ จักหายใจออก ดังนี้, ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็น ผู้ทำกายสังขารให้รำงับอยู่ จักหายใจเข้า ดังนี้. (จบ จตุกกะหนึ่ง) (๕) ย่อมทำในบทศึกษาว่า เ ราเป็นผู้พร้อมเฉพาะซึ่งปีติ ๑๓ จักหายใจออก ดังนี้, ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะ ซึ่งปีติ จักหายใจเข้า ดังนี้. (๖) ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่ง สุข ๑๔ จักหายใจออก ดังนี้, ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้รู้พร้อม เฉพาะซึ่งสุข จักหายใจเข้า ดังนี้. (๗) ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่ง จิตตสังขาร ๑๕ จักหายใจออก ดังนี้, ย่อมทำในบทศึกษาว่า เรา เป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งจิตตสังขาร จักหายใจเข้า ดังนี้. (๘) ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ทำจิตตสังขารให้ รำงับอยู่ ๑๖ จักหายใจออก ดังนี้, ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้

น.128 ๑๒๑ ทำจิตตสังขารให้รำงับอยู่ จักหายใจเข้า ดังนี้. (จบ จตุกกะสอง) (๙) ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่ง จิต ๑๗ จักหายใจออก ดังนี้, ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้รู้พร้อม เฉพาะซึ่งจิต จักหายใจเข้า ดังนี้. (๑๐) ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ทำจิตให้ปราโมทย์ ยิ่งอยู่ ๑๘ จักหายใจออก ดังนี้, ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ทำ จิตให้ปราโมทย์ยิ่งอยู่ จักหายใจเข้า ดังนี้. (๑๑) ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ทำจิตให้ตั้งมั่น อยู่ ๑๙ จักหายใจออก ดังนี้, ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ทำจิต ให้ตั้งมั่นอยู่ จักหายใจเข้า ดังนี้. (๑๒) ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ทำจิตให้ปล่อย อยู่ ๒๐ จักหายใจออก ดังนี้, ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ทำจิต ให้ปล่อยอยู่ จักหายใจเข้า ดังนี้. (จบ จตุกกะสาม) (๑๓) ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ตามเห็นซึ่งความ ไม่เที่ยง ๒๑ อยู่เป็นประจำ จักหายใจออก ดังนี้, ย่อมทำในบทศึกษา ว่า เราเป็นผู้ตามเห็นซึ่งความไม่เที่ยงอยู่เป็นประจำ จักหายใจเข้า ดังนี้ (๑๔) ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ตามเห็นซึ่งความ จางคลาย ๒๒ อยู่เป็นประจำ จักหายใจออก ดังนี้, ย่อมทำในบท ศึกษาว่า เราเป็นผู้ตามเห็นซึ่งความจางคลายอยู่เป็นประจำ จัก

น.129 ๑๒๒ หายใจเข้า ดังนี้. (๑๕) ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ตามเห็นซึ่งความ ดับไม่เหลือ ๒๓ อยู่เป็นประจำ จักหายใจออก ดังนี้, ย่อมทำในบท ศึกษาว่า เราเป็นผู้ตามเห็นซึ่งความดับไม่เหลืออยู่เป็นประจำ จัก หายใจเข้า ดังนี้. (๑๖) ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ตามเห็นซึ่งความ สลัดคืน ๒๔ อยู่เป็นประจำ จักหายใจออก ดังนี้, ย่อมทำในบท ศึกษาว่า เราเป็นผู้ตามเห็นซึ่งความสลัดคืนอยู่เป็นประจำ จัก หายใจเข้า ดังนี้. (จบ จตุกกะสี่) ภิกษุ ท .! อานาปานสติอันบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว อย่างนี้แล ย่อมมีผลใหญ่ มีอานิสงส์ใหญ่. (๒๘๙) "ภิกษุ ท .! ก็อานาปานสติอันบุคคลเจริญ ทำให้มาก แล้ว อย่างไรเล่า จึงทำสติปัฏฐานทั้งสี่ ให้บริบูรณ์ได้? ภิกษุ ท .! สมัยใด ภิกษุ (๑) เมื่อหายใจออกยาว ก็รู้สึกตัวทั่ว ถึงว่าเราหายใจออกยาว ดังนี้, เมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้สึกตัวทั่ว ถึง ว่าเราหายใจเข้ายาว ดังนี้ก็ดี ; (๒) เมื่อหายใจออกสั้น ก็รู้สึก ตัวทั่วถึง ว่าเราหายใจออกสั้น ดังนี้, เมื่อหายใจเข้าสั้น ก็รู้สึกตัว ทั่วถึง ว่าเราหายใจเข้าสั้น ดังนี้ก็ดี; (๓) ย่อมทำในบทศึกษา ว่า เราเป็นผู้ รู้พร้อมเฉพาะซึ่งกายทั้งปวง จักหายใจออก จัก หายใจเข้า ดังนี้ก็ดี: (๔) ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ ทำกายสังขาร

น.130 ๑๒๓ ให้รำงับอยู่ จักหายใจออก จักหายใจเข้า ดังนี้ก็ดี; ภิกษุ ท .! สมัย นั้น ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้ ตามเห็นกายในกายทั้งหลาย ๒๕ อยู่เป็น ประจำ มีความเพียรเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ นำอภิชฌาและ โทมนัสในโลกออกเสียได้. ภิกษุ ท .! เราย่อมกล่าวลมหายใจ ออกและลมหายใจเข้า ว่าเป็นกายอันหนึ่งๆ ในกายทั้งหลาย. ภิกษุ ท .! เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้ ภิกษุนั้นย่อมชื่อว่าเป็นผู้ตามเห็นกายในกาย ทั้งหลายอยู่เป็นประจำ มีความเพียรเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ นำอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้ในสมัยนั้น. ภิกษุ ท .! สมัยใด ภิกษุ (๕) ย่อมทำในบทศึกษาว่า เรา เป็นผู้ รู้พร้อมเฉพาะซึ่งปีติ จักหายใจออก จักหายใจเข้า ดังนี้ ก็ดี; (๖) ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ รู้พร้อมเฉพาะซึ่งสุข จักหายใจออก จักหายใจเข้า ดังนี้ก็ดี; (๗) ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ รู้พร้อมเฉพาะซึ่งจิตตสังขาร จักหายใจออก จักหายใจ เข้า ดังนี้ก็ดี; (๘) ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ ทำจิตตสังขาร ให้รำงับอยู่ จักหายใจออก จักหายใจเข้า ดังนี้ก็ดี; ภิกษุ ท .! สมัย นั้น ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้ ตามเห็นเวทนาในเวทนา ๒๖ ทั้งหลาย อยู่ เป็นประจำ มีความเพียรเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ นำอภิชฌา และโทมนัสในโลกออกเสียได้. ภิกษุ ท .! เราย่อมกล่าวการทำในใจ เป็นอย่างดี ถึงลมหายใจออกและลมหายใจเข้าว่าเป็นเวทนาอัน หนึ่งๆ ในเวทนาทั้งหลาย. ภิกษุ ท .! เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้ ภิกษุ นั้น ย่อมชื่อว่าเป็นผู้ตามเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลายอยู่เป็นประจำ มีความเพียรเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ นำอภิชฌาและโทมนัสใน

น.131 ๑๒๔ โลกออกเสียได้ ในสมัยนั้น. ภิกษุ ท .! สมัยใด ภิกษุ (๙) ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็น ผู้ รู้พร้อมเฉพาะซึ่งจิต จักหายใจออก จักหายใจเข้า ดังนี้ก็ดี; (๑๐) ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ ทำจิตให้ปราโมทย์ยิ่งอยู่ จักหายใจออก จักหายใจเข้า ดังนี้ก็ดี; (๑๑) ย่อมทำในบทศึกษา ว่า เราเป็นผู้ ทำจิตให้ตั้งมั่นอยู่ จักหายใจออก จักหายใจเข้า ดังนี้ก็ดี; (๑๒) ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ ทำจิตให้ปล่อย อยู่ จักหายใจออก จักหายใจเข้า ดังนี้ก็ดี; ภิกษุ ท .! สมัยนั้น ภิกษุชื่อ ว่าเป็นผู้ ตามเห็นจิตในจิต. ๒๗ อยู่เป็นประจำ มีความเพียร เผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ นำอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสีย ได้. ภิกษุ ท .! เราไม่กล่าวอานาปานสติว่าเป็นสิ่งที่มีได้แก่บุคคลผู้ มีสติอันลืมหลงแล้ว ผู้ไม่มีสัมปชัญญะ. ภิกษุ ท .! เพราะเหตุนั้นใน เรื่องนี้ ภิกษุนั้นย่อมชื่อว่าเป็นผู้ตามเห็นจิตในจิตอยู่เป็นประจำ มีความเพียรเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ นำอภิชฌาและโทมนัสใน โลกออกเสียได้ ในสมัยนั้น. ภิกษุ ท .! สมัยใด ภิกษุ (๑๓) ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็น ผู้ ตามเห็นความไม่เที่ยงอยู่เป็นประจำ จักหายใจออก จักหายใจ เข้า ดังนี้ก็ดี; (๑๔) ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ ตามเห็นซึ่ง ความจางคลายอยู่เป็นประจำ จักหายใจออก จักหายใจเข้า ดังนี้ก็ดี; (๑๕) ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ ตามเห็นซึ่งความ ดับไม่เหลืออยู่เป็นประจำ จักหายใจออก จักหายใจเข้า ดังนี้ก็ดี; (๑๖) ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ ตามเห็นซึ่งความสลัดคืน

น.132 ๑๒๕ อยู่เป็นประจำ จักหายใจออก จักหายใจเข้า ดังนี้ก็ดี; ภิกษุ ท .! สมัยนั้น ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้ ตามเห็นธรรมในธรรม ๒๘ ทั้งหลาย อยู่เป็นประจำ มีความเพียรเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ นำ อภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้. ภิกษุนั้น เป็นผู้เข้าไปเพ่ง เฉพาะเป็นอย่างดีแล้ว เพราะเธอเห็นการละอภิชฌาและโทมนัสทั้งหลาย ของเธอนั้นด้วย ปัญญา. ภิกษุ ท .! เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้ ภิกษุนั้น ย่อมชื่อว่าเป็นผู้ตามเห็นธรรมในธรรมทั้งหลายอยู่เป็นประจำ มี ความเพียรเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ นำอภิชฌาและโทมนัสในโลก ออกเสียได้ ในสมัยนั้น. ภิกษุ ท .! อานาปานสติอันบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว อย่างนี้แล ย่อมทำสติปัฏฐานที่สี่ให้บริบูรณ์ได้. (๒๙๐) "ภิกษุ ท .! ก็สติปัฏฐานทั้งสี่ อันบุคคลเจริญ ทำให้ มากแล้ว อย่างไรเล่า จึงทำโพชฌงค์ทั้งเจ็ดให้บริบูรณ์ได้? ภิกษุ ท .! สมัยใด ภิกษุเป็นผู้ตามเห็นกายในกายทั้งหลายอยู่ เป็นประจำก็ดี; เป็นผู้ตามเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลายอยู่เป็น ประจำก็ดี; เป็นผู้ตามเห็นจิตในจิตอยู่เป็นประจำก็ดี; เป็นผู้ตามเห็น ธรรมในธรรมทั้งหลายอยู่เป็นประจำก็ดี; มีความเพียรเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ นำอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้, สมัย นั้น สติของภิกษุที่เข้าไปตั้งไว้แล้ว ก็เป็นธรรมชาติไม่ลืมหลง. ภิกษุ ท .! สมัยใด สติของภิกษุเข้าไปตั้งไว้แล้ว เป็นธรรมชาติไม่ลืม หลง, สมัยนั้น สติสัมโพชฌงค์ก็เป็นอันว่าภิกษุนั้นปรารภแล้ว, สมัย

น.133 ๑๒๖ นั้นภิกษุชื่อว่าย่อมเจริญสติสัมโพชฌงค์, สมัยนั้นสติสัมโพชฌงค์ของ ภิกษุ ชื่อว่าถึงความเต็มรอบแห่งการเจริญ. ภิกษุนั้น เมื่อเป็นผู้มีสติ เช่นนั้นอยู่ ย่อมทำการเลือก ย่อมทำการเฟ้น ย่อมทำการใคร่ครวญ ซึ่งธรรมนั้นด้วยปัญญา. ภิกษุ ท .! สมัยใด ภิกษุเป็นผู้มีสติเช่นนั้นอยู่ ทำการเลือก เฟ้น ใคร่ครวญธรรมนั้นอยู่ด้วยปัญญา, สมัยนั้น ธรรมวิจยสัม- โพชฌงค์ ก็เป็นอันว่า ภิกษุนั้นปรารภแล้ว, สมัยนั้นภิกษุชื่อว่าย่อม เจริญธรรมวิจยสัมโพชฌงค์, สมัยนั้นธรรมวิจยสัมโพชฌงค์ของ ภิกษุ ชื่อว่าถึงความเต็มรอบแห่งการเจริญ. ภิกษุนั้นเมื่อเลือก เฟ้น ใคร่ครวญอยู่ซึ่งธรรมนั้นด้วยปัญญา ความเพียรอันไม่ย่อ หย่อน ชื่อว่าเป็นธรรมอันภิกษุนั้นปรารภแล้ว. ภิกษุ ท .! สมัยใดความเพียรไม่ย่อหย่อน อันภิกษุผู้เลือก เฟ้น ใคร่ครวญในธรรมนั้นด้วยปัญญาปรารภแล้ว, สมัยนั้นวิริย- สัมโพชฌงค์ ก็เป็นอันว่า ภิกษุนั้นปรารภแล้ว, สมัยนั้นภิกษุชื่อว่า ย่อมเจริญวิริยสัมโพชฌงค์, สมัยนั้นวิริยสัมโพชฌงค์ของภิกษุ ชื่อว่า ถึงความเต็มรอบแห่งการเจริญ. ภิกษุนั้น เมื่อมีความเพียรอันปรารภ แล้ว ปีติอันเป็นนิรามิสก็เกิดขึ้น. ภิกษุ ท .! สมัยใด ปีติอันเป็นนิรามิส ๒๙ เกิดขึ้นแก่ภิกษุผู้ มีความเพียรอันปรารภแล้ว, สมัยนั้นปีติสัมโพชฌงค์ก็เป็นอันว่าภิกษุ นั้นปรารภแล้ว, สมัยนั้นภิกษุชื่อว่าย่อมเจริญปิติสัมโพชฌงค์, สมัย นั้นปีติสัมโพชฌงค์ของภิกษุ ชื่อว่าถึงความเต็มรอบแห่งการเจริญ. ภิกษุนั้น เมื่อมีใจประกอบด้วยปีติ แม้กายก็รำงับ แม้จิตก็รำงับ.

น.134 ๑๒๗ ภิกษุ ท .! สมัยใด ทั้งกายและทั้งจิตของภิกษุ ผู้มีใจประกอบ ด้วยปีติ ย่อมรำงับ, สมัยนั้น ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ ก็เป็นอันว่าภิกษุ นั้นปรารภแล้ว, สมัยนั้น ภิกษุชื่อว่าย่อมเจริญปัสสิทธิสัมโพชฌงค์, สมัยนั้นปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ของภิกษุ ชื่อว่าถึงความเต็มรอบแห่งการ เจริญ. ภิกษุนั้น เมื่อมีกายอันรำงับแล้ว มีความสุขอยู่ จิตย่อมตั้งมั่น. ภิกษุ ท .! สมัยใด จิตของภิกษุผู้มีกายอันรำงับแล้ว มีความสุข อยู่ ย่อมตั้งมั่น, สมัยนั้นสมาธิสัมโพชฌงค์ก็เป็นอันว่าภิกษุนั้นปรารภ แล้ว, สมัยนั้นภิกษุชื่อว่าย่อมเจริญสมาธิสัมโพชฌงค์, สมัยนั้น สมาธิสัมโพชฌงค์ของภิกษุชื่อว่าถึงความเต็มรอบแห่งการ เจริญ. ภิกษุนั้น ย่อมเป็นผู้เข้าไปเพ่งเฉพาะซึ่งจิตอันตั้งมั่นแล้วอย่าง นั้น เป็นอย่างดี. ภิกษุ ท .! สมัยใด ภิกษุเป็นผู้เข้าไปเพ่งเฉพาะซึ่งจิตอันตั้งมั่น แล้วอย่างนั้น เป็นอย่างดี, สมัยนั้น อุเบกขาสัมโพชฌงค์ ก็เป็นอัน ว่า ภิกษุนั้นปรารภแล้ว, สมัยนั้นภิกษุชื่อว่าย่อมเจริญอุเบกขา สัมโพชฌงค์, สมัยนั้นอุเบกขาสัมโพชฌงค์ของภิกษุ ชื่อว่าถึงความ เต็มรอบแห่งการเจริญ. ภิกษุ ท .! สติปัฏฐานทั้งสี่ อันบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว อย่างนี้แล ย่อมทำให้โพชฌงค์ทั้งเจ็ดให้บริบูรณ์ได้. (๒๙๑) "ภิกษุ ท .! โพชฌงค์ทั้งเจ็ด อันบุคคลเจริญ ทำให้มาก แล้ว อย่างไรเล่า จึงทำวิชชาและวิมุตติให้บริบูรณ์ได้? ภิกษุ ท .! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญ สติสัมโพชฌงค์

น.135 ๑๒๘ อันอาศัยวิเวก อันอาศัยวิราคะ อันอาศัยนิโรธ อันน้อมไปเพื่อ โวสสัคคะ; ๓๐ ย่อมเจริญ ธรรมวิจยสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก อันอาศัย วิราคะ อันอาศัยนิโรธ อันน้อมไปเพื่อโวสสัคคะ; ย่อมเจริญ วิริยสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก อันอาศัยวิราคะ อันอาศัยนิโรธ อันน้อมไปเพื่อโวสสัคคะ; ย่อมเจริญ ปีติสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก อันอาศัยวิราคะ อันอาศัยนิโรธ อันน้อมไปเพื่อโวสสัคคะ; ย่อมเจริญ ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก อันอาศัย วิราคะ อันอาศัยนิโรธ อันน้อมไปเพื่อโวสสัคคะ; ย่อมเจริญ สมาธิสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก อันอาศัย วิราคะ อันอาศัยนิโรธ อันน้อมไปเพื่อโวสสัคคะ; ย่อมเจริญ อุเบกขาสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก อันอาศัย วิราคะ อันอาศัยนิโรธ อันน้อมไปเพื่อโวสสัคคะ. ภิกษุ ท .! โพชฌงค์ทั้งเจ็ด. ๓๑ อันบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มาก แล้วอย่างนี้แล ย่อมทำวิชชาและวิมุตติ. ๓๒ ให้บริบูรณ์ได้" ดังนี้. พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสข้อความนี้แล้ว ภิกษุทั้งหลาย เหล่านั้น มีความพอใจเพลิดเพลินในถ้อยคำของพระผู้มีพระ- ภาคเจ้าอย่างยิ่ง, ดังนี้แล. อานาปานสติสูตร จบ.

น.136 ๑๒๙ เชิงอรรถ ๑. กล่าวอย่างไทยๆ คือ เพ็ญเดือนสิบเอ็ด. ๒. กล่าวอย่างไทยๆ คือ เพ็ญเดือนสิบสอง. ๓. คือละ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส กามราคะ และ ปฏิฆะ ได้ ๔. คือละ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ได้. ๕. สัมมัปปธานสี่ คือ เพียรป้องกันอกุศล, ละอกุศล, สร้างกุศล, รักษา กุศล. ๖. อิทธิบาทสี่ คือ รักหน้าที่, พยายามในหน้าที่, ฝักใฝ่ในหน้าที่, สอดส่องในหน้าที่ คือปฏิบัติธรรม. ๗. อินทรีย์ห้า คือ ความเชื่อ, ความเพียร, ความมีสติรู้สึกตัว, สมาธิ, และปัญญา. ๘. พละห้า ชื่อเหมือนอินทรีย์ ๕, หากแต่มุ่งหมายในกรณีที่สิ่งทั้งห้า นี้ ทำหน้าที่เป็นตัวกำลัง ที่มีกำลังในการกำจัดสิ่งตรงกันข้ามออก ไป. ส่วนคำว่าอินทรีย์นั้นหมายถึง เมื่อสิ่งทั้งห้านั้นทำหน้าที่ราวกับ ว่าเป็นหัวหน้า หรือประธานแห่งธรรมพวกหนึ่งๆ. ๙. โพชฌงค์เจ็ด คือ สติ ธัมมวิจยะ วิริยะ ปีติ ปัสสิทธิ สมาธิ อุเบกขา (มีเชิงอรรถละเอียดที่ท้ายเล่ม) ๑๐. มรรค มีองค์แปด คือ เข้าใจถูก, ใฝ่ฝันถูก, พูดจาถูก, ทำการงาน ถูก, เลี้ยงชีวิตถูก, พากเพียรถูก, รำลึกประจำใจถูก, สมาธิถูก.

น.137 ๑๓๐ ๑๑. กายในที่นี้ คือ ลมหายใจ ในฐานะเป็นสิ่งที่เป็นปัจจัยปรุงแต่งกาย, รู้กายทั้งปวง หมายถึงรู้ต่อลมหายใจ ที่มีลักษณะ สั้น-ยาว หยาบ- ละเอียด รำงับ-ไม่รำงับ อย่างไร และมันปรุงแต่งร่างกายอยู่อย่างไร, เปลี่ยนแปลงอย่างไรเป็นธรรมดา เป็นต้น. คำว่ารู้สึกตัวทั่วถึง หมายถึงมีสติและสัมปชัญญะ ในขณะที่กำหนดลมหายใจทุก ประการ. ๑๒. ทำให้ลมหายใจละเอียดและรำงับ และปรุงแต่งกายให้สงบรำงับ จิตรำงับตามจนเป็นสมาธิ ถึงขนาดเป็นฌาน ในที่สุด. ๑๓. รู้ปีติที่องค์แห่งฌาน ว่าเป็นอย่างไร และมันปรุงแต่งจิตอย่างไร อยู่ทุกครั้งที่หายใจ. ๑๔. รู้สุข ที่เป็นองค์แห่งฌาน ว่าเป็นอย่างไร และมันปรุงแต่งจิต อย่างไร อยู่ทุกครั้งที่หายใจ. ๑๕. รู้จักเวทนา โดยเฉพาะคือปีติและสุขนั้น ว่ามันปรุงแต่งจิตอย่างไร อยู่ทุกครั้งที่หายใจ. ๑๖. รู้จักทำให้เวทนา ปรุงแต่งจิตได้น้อยลงๆ จนกระทั่งในขณะนั้น ไม่มีอะไรปรุงแต่งจิตเลย คือ ไม่มีเวทนา สัญญา และวิตกในขณะนั้น. ๑๗. รู้ว่าจิตของเราเดี๋ยวนี้ กำลังเป็นอย่างไร คือผ่องแผ้ว หรือ เศร้าหมอง, สงบหรือไม่สงบ, ควรแก่การงานพิจารณาธรรม หรือ ไม่ควร เป็นต้น.

น.138 ๑๓๑ ๑๘. รู้จักทำจิตให้บันเทิงในธรรม อยู่. ๑๙. ดูจิตที่เป็นสมาธิอยู่ ว่ามีลักษณะอย่างไร ขนาดไหน อย่างคล่องแคล่ว. ๒๐. ดูจิตที่ว่างจากความยึดติดในสิ่งใดๆ ว่ามีลักษณะอย่างไร และ ขนาดไหน. ๒๑. ใช้จิตที่เป็นสมาธิ ในการพิจารณาความไม่เที่ยง, เรื่อยไป จน เห็นกระทั่งความเป็นทุกข์ เป็นอนัตตา และสุญญตาในที่สุด, อยู่ทุกครั้งที่หายใจ. ๒๒. พิจารณาเห็นความที่จิตมีความเบื่อหน่ายคลายกำหนัด จากสิ่งที่เคย หลงรักใคร่ยึดถือ อยู่ทุกลมหายใจเข้าออก. ๒๓. พิจารณาเห็นความดับแห่งความยึดถือ ว่านั่นเป็นนิพพาน หรือ ความดับแห่งทุกข์ แล้วหน่วงเอาเป็นอารมณ์ประจำใจ อยู่เสมอ. ๒๔. พิจารณาเห็นความที่สังขารทั้งปวง หลุดไปแล้วจากความยึดถือ ซึ่งเป็นอาการที่เกิดขึ้นในขณะแห่งอริยมรรค อริยผล. ๒๕. เห็นกายในกาย หมายถึง เห็นความจริงของกาย ที่กายนั่นเอง, และเห็นทุกๆส่วนของกาย ที่เป็นกายส่วนย่อย ในกายส่วนรวม คือทั้งหมด. ลมหายใจ ก็คือกายอย่างหนึ่ง และปรุงแต่งร่างกายทั้ง หมด ดังนี้เป็นต้น, จนกระทั่งความสุข ทางนามกาย ในขณะแห่ง ฌานเป็นต้น. เห็นตามจนไม่ยึดมั่นในกายใดๆ ๒๖. เห็นโดยวิธีเดียวกับการเห็นกายในกาย ดังที่กล่าวแล้วข้างต้น หากแต่ในที่นี้ เห็นเวทนา คือ ปีติ และสุข.

น.139 ๑๓๒ ๒๗. เห็นโดยวิธีเดียวกับการเห็นกายในกาย ดังที่กล่าวแล้วข้างต้น หากแต่ในที่นี้ เห็นจิต .. ๒๘. เห็นความจริงของธรรม ในธรรมทั้งหลาย จนไม่ยึดมั่นธรรมใดๆ, ตั้งแต่ต่ำที่สุด จนถึงสูงสุด มีนิพพานเป็นต้น. ๒๙. หมายถึง ปีติบริสุทธิ์ ตามทางธรรม ไม่เกี่ยวกับกามเลย, ได้แก่ ปีติในขณะแห่งฌาน และปีติในขณะที่เห็นธรรม นั่นเอง. ๓๐. โวสสัคคะ ในที่นี้ หมายถึงการไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่เคยยึดมั่นถือ มั่น, เพราะเหตุที่เบื่อหน่าย และมีจิตน้อมไปเพื่อความดับทุกข์ คือนิพพาน. ๓๑. เจริญโพชฌงค์ทั้งเจ็ดบริบูรณ์คือ สติ กำหนดธรรมข้อใดข้อหนึ่ง เข้า แล้ว ธัมมวิจยะ ก็พิจารณาโดยละเอียด ด้วย วิริยะ คือ ความ เพียร, จนเกิด ปีติ, แล้วจิตรำงับเป็น ปัสสิทธิ เพราะเหตุนั้น, กระทั่งเป็น สมาธิ ต่อการพิจารณาธรรมที่เห็นแจ้งอยู่, แล้วคุม ไว้เรื่อย อย่างสม่ำเสมอ ด้วย อุเบกขา คือ การเพ่งแน่วอยู่ แล้ว การเห็นธรรมเป็นไปเอง จนถึงที่สุด. ๓๒. วิชชา คือมรรคญาณ มีหน้าที่รู้แจ้งแทงตลอดอวิชชา; วิมุตติ คือ ผลญาณ เป็นผลเกิดขึ้น เป็นความหลุดพ้นจากทุกข์ ปรากฏอยู่ แก่ใจ.

น.140 ๑๓๓ ภาคผนวก ข พุทธพจน์แสดงอานิสงส์ ของ อานาปานสติ

น.141 ได้รับอรหัตตผลและอนาคามิผล ภิกษุ ท. ! อานาปานสติ อันบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว อย่างนี้แลย่อมมีผลใหญ่ ย่อมมีอานิสงส์ใหญ่. ภิกษุ ท. ! เมื่ออานาปานสติ อันบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มาก แล้วอยู่อย่างนี้ ผลอานิสงส์ ๗ ประการ ย่อมเป็นสิ่งที่หวังได้ ผล อานิสงส์ ๗ ประการเป็นอย่างไรเล่า ? ผลอานิสงส์ ๗ ประการ คือ : ๑. การบรรลุ อรหัตตผลทันที ในทิฏฐธรรมนี้ ๒. ถ้าไม่เช่นนั้น ย่อมบรรลุอรหัตตผล ในกาลแห่งมรณะ ๓. ถ้าไม่เช่นนั้น เพราะสิ้นโอรัมภาคิยสัญโญชน์ ๕ ย่อมเป็น อันตราปรินิพพายี ๔. ถ้าไม่เช่นนั้น เพราะสิ้นโอรัมภาคิยสัญโญชน์ ๕ ย่อมเป็น อุปหัจจปรินิพพายี ๕. ถ้าไม่เช่นนั้น เพราะสิ้นโอรัมภาคิยสัญโญชน์ ๕ ย่อมเป็น อสังขารปรินิพพายี ๖. ถ้าไม่เช่นนั้น เพราะสิ้นโอรัมภาคิยสัญโญชน์ ๕ ย่อมเป็น สสังขารปรินิพพายี ๗. ถ้าไม่เช่นนั้น เพราะสิ้นโอรัมภาคิยสัญโญชน์ ๕ ย่อมเป็น อุทธังโสโตอกนิฏฐคามี ภิกษุ ท. ! อานาปานสติ อันบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว อย่างนี้แล ผลอานิสงส์ ๗ ประการ ย่อมหวังได้" ดังนี้. (พุทธพจน์ ๑๙/ ๓๙๗/๑๓๑๔)

น.142 กายและจิตมั่นคง ภิกษุ ท .! ความหวั่นไหวโยกโคลงแห่งกายก็ตาม ความ หวั่นไหวโยกโคลงแห่งจิตก็ตาม มีขึ้นไม่ได้เพราะการเจริญทำให้มาก ซึ่งสมาธิเหล่าไหนเล่า ? ภิกษุ ท. ! ความหวั่นไหวโยกโคลงแห่งกาย ก็ตาม ความหวั่นไหวโยกโคลงแห่งจิตก็ตาม ย่อมมีไม่ได้เพราะการ เจริญทำให้มากซึ่งอานาปานสติสมาธิ. ภิกษุ ท. ! เมื่ออานาปานสติสมาธิ อันบุคคลเจริญทำให้มาก แล้วอย่างนี้แล ความหวั่นไหวโยกโคลงแห่งกายก็ตาม ความหวั่นไหว โยกโคลงแห่งจิตก็ตาม ย่อมมีไม่ได้" ดังนี้. (พุทธพจน์ ๑๙/๓๙๙/๑๓๒๑) ข้อนี้เป็นการแสดงอานิสงส์พิเศษ คือผู้ที่ทำอานาปานสติโดยสมบูรณ์ ย่อมมีจิตมั่นคง ซึ่งเป็นเหตุให้มีกายมั่นคง ดำรงอยู่ได้นิ่งๆ แม้เหมือนสิ่ง ที่ไม่มีชีวิต ซึ่งถือกันว่าเป็นสิ่งที่มีได้จากการเจริญอานาปานสติโดยตรง แต่อย่างเดียว.

น.143 จิตให้สงบเย็น "ภิกษุ ท. ! อานาปานสติสมาธินี้แล อันบุคคลเจริญแล้ว ทำให้ มากแล้ว ย่อมเป็นของประณีต เป็นของรำงับ เป็นของเย็น เป็นของ บริสุทธิ์ เป็นสุขวิหาร และย่อมยังอกุศลธรรมอันลามก อันเกิด ขึ้นแล้ว และเกิดขึ้นแล้วให้อันตรธานไป ทำให้รำงับไป โดยควร แก่ฐานะ. ภิกษุ ท. ! เปรียบเหมือนฝุ่นธุลีฟุ้งขึ้นแห่งเดือนสุดท้ายของ ฤดูร้อน ฝนหนักที่ผิดฤดูตกลงมา ย่อมทำให้ฝุ่นธุลีเหล่านั้นให้ อันตรธานไป ให้รำงับไปได้โดยควรแก่ฐานะ, ข้อนี้ฉันใด; ภิกษุ ท. ! อานาปานสติสมาธิอันบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ก็เป็นของ รำงับ เป็นของประณีต เป็นของเย็น เป็นสุขวิหาร และย่อมยัง อกุศลธรรมอันลามก ที่เกิดขึ้นแล้ว และเกิดขึ้นแล้วให้อันตรธานไป โดยควรแก่ฐานะได้ ฉันนั้น. (พุทธพจน์ ๑๙/๔๐๕/๑๓๔๘) อานาปานสติ เป็นเครื่องทำให้เกิดความเย็นใจหรือสุขวิหาร สำหรับบุคคลผู้มีความกระวนกระวาย หรือความฟุ้งซ่านรำคาญ ไม่พอใจ ในการเป็นอยู่หรือชีวิตประจำวันของตน อันเกิดมาแต่ความเบื่อระอา สิ่งต่างๆ หรือความไม่ประสบความสำเร็จในสิ่งที่ตนกระทำ. อานาปานสติ นี้ จักเป็นธรรมอันสุขุมและละเอียด มีอานุภาพในทางทำความสงบรำงับ เป็นขั้นๆ ไปตามลำดับ.

น.144 เป็นสุขวิหาร ภิกษุ ท. ! เมื่อใครผู้ใด จะกล่าวสิ่งใดให้ถูกต้องชอบธรรม ว่าเป็นอริยวิหารก็ดี ว่าเป็นพรหมวิหารก็ดี ว่าเป็นตถาคตวิหารก็ดี เขาพึงกล่าวอานาปานสติสมาธินี่แหละ ว่าเป็นอริยวิหาร ว่าเป็น พรหมวิหาร ว่าเป็นตถาคตวิหาร. ภิกษุ ท. ! ภิกษุเหล่าใดยังเป็นเสขะ ยังไม่ลุถึงธรรมที่ต้อง ประสงค์แห่งใจ ปรารถนาอยู่ ซึ่งโยคเขมธรรมอันไม่มีอะไรยิ่งกว่า ภิกษุเหล่านั้นเมื่อเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ซึ่งอานาปานสติสมาธิ ย่อมเป็นไปเพื่อความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย. ส่วนภิกษุทั้งหลายเหล่าใด เป็นอรหันต์ สิ้นอาสวะแล้ว มี พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว มีสิ่งที่ต้องทำอันตนทำเสร็จแล้ว มีภาระ อันปลงลงแล้ว มีประโยชน์ตนอันลุถึงแล้ว มีสัญโญชน์ในภพทั้ง หลายสิ้นรอบแล้ว เป็นผู้หลุดพ้นแล้ว เพราะรู้โดยชอบ; ภิกษุทั้งหลาย เหล่านั้น เมื่อเจริญทำให้มากแล้ว ซึ่งอานาปานสติสมาธิ ย่อมเป็น สุขวิหารในทิฏฐธรรมนี้ด้วย เพื่อความสมบูรณ์แห่งสติสัมปชัญญะ ด้วย. ภิกษุ ท. ! ฉะนั้น เมื่อใครจะกล่าวสิ่งใดให้ถูกต้องชอบธรรม ว่าเป็นอริยวิหารก็ดี ว่าเป็นพรหมวิหารก็ดี ว่าเป็นตถาคตวิหารก็ดี เขาพึงกล่าวอานาปานสติสมาธินี่แหละ ว่าเป็นอริยวิหาร ว่าเป็น พรหมวิหาร ว่าเป็นตถาคตวิหาร" ดังนี้. (พุทธพจน์ ๑๙/๔๑๒/๑๓๖๔)

น.145 ๑๓๙ ข้อความทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่า อานาปานสติ เป็นวิหารธรรม ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอยู่มากที่สุด จนสมควรที่จะได้นามว่าเป็น " ตถาคตวิหาร " คือเป็นวิหารธรรมของพระตถาคต; ว่าเป็น " อริยวิหาร " คือเป็นวิหารธรรมเครื่องอยู่ของพระอริยเจ้าทั้งหลาย; และว่าเป็น “ พรหมวิหาร " คือเป็นวิหารธรรมเครื่องอยู่ของผู้ที่เป็นพรหม. พึง สังเกตว่า พรหมในที่นี้หมายถึงพระอรหันต์ ซึ่งเป็นพรหมอีกประเภท หนึ่งต่างหาก จากพรหมธรรมดา แม้ที่เป็นปุถุชนซึ่งมีพรหมวิหารเป็น เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ดังที่ทราบกันอยู่ทั่วไป. ส่วนที่สำคัญ ไปกว่านั้น ยังมีต่อไปอีก คือข้อที่ว่าอานาปานสตินี้ ทำผู้ที่ยังไม่สิ้นอาสวะ ให้สิ้นอาสวะ ทำผู้ที่สิ้นอาสวะแล้ว ให้มีความอยู่เป็นสุขในทิฏฐธรรม และให้เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยสติสัมปชัญญะอยู่ตลอดเวลา.

น.146 ๑๔๐ พระพุทธองค์ทรงได้รับประโยชน์จากอานาปานสติ ภิกษุ ท. ! อานาปานสติ อันบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว อย่างนี้แล ย่อมมีผลใหญ่ ย่อมมีอานิสงส์ใหญ่. ภิกษุ ท. ! แม้เราเอง เมื่อยังไม่ตรัสรู้ ก่อนกาลตรัสรู้ยังเป็น โพธิสัตว์อยู่ ย่อมอยู่ด้วยวิหารธรรมนี้เป็นอันมาก ภิกษุ ท. ! เมื่อเรา อยู่ด้วยวิหารธรรมนี้เป็นอันมาก กายก็ไม่ลำบาก ตาก็ไม่ลำบาก และจิตของเราก็หลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ถือมั่นด้วย อุปาทาน. ภิกษุ ท. ! เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้ ถ้าภิกษุปรารถนาว่า "กาย ของเราไม่พึงลำบาก ตาของเราไม่พึงลำบาก และจิตของเราพึงหลุด พ้นจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ถือมั่นด้วยอุปาทาน" ดังนี้แล้ว ไซร้ : อานาปานสติสมาธินี่แหละ อันภิกษุนั้นพึงทำไว้ในใจให้เป็น อย่างดี. (ข้อนี้หมายความว่า การปฏิบัติอานาปานสติไม่ทำร่างกายให้ ลำบากเหมือนกัมมัฏฐานอื่นบางอย่าง เช่น ไม่มีความรบกวนทางตา ไม่ต้องใช้สายตาเหมือนการเพ่งกสิณ เป็นต้น ; แล้วยังสามารถทำจิตให้ หลุดพ้นได้ด้วย.) ภิกษุ ท. ! เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้ ถ้าภิกษุปรารถนาว่า "ความ ระลึกและความดำริ อันอาศัยเรือนเหล่าใดของเรามีอยู่ ความระลึก และความดำริเหล่านั้นพึงสิ้นไป" ดังนี้แล้วไซร้ : อานาปานสติสมาธิ นี่แหละ อันภิกษุนั้นพึงทำไว้ในใจให้เป็นอย่างดี. (ข้อนี้หมายความว่า อานาปานสติป้องกันการดำริ ที่น้อมไปในทาง กาม มีแต่ที่จะให้น้อมไปในทางเนกขัมมะ )

น.147 เป็นผู้มีสัญญาว่าปฏิกูลในสิ่งที่ไม่เป็นปฏิกูลอยู่เถิด" ดังนี้แล้วไซร้ : อานาปานสติสมาธินี่แหละ อันภิกษุนั้นพึงทำไว้ในใจให้เป็นอย่างดี. (ข้อนี้หมายความว่า การเจริญอานาปานสติช่วยให้พิจารณาเห็น สังขารที่ไม่เป็นปฏิกูล โดยสีและกลิ่นเป็นต้น แต่มีความเป็นปฏิกูลโดย ความเป็นมายา ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา และปรุงแต่งให้เกิดทุกข์ ดังนี้เป็นต้น.) ภิกษุ ท. ! เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้ ถ้าภิกษุปรารถนาว่า "เราพึง เป็นผู้มีสัญญาว่า ไม่ปฏิกูลในสิ่งที่ปฏิกูลอยู่เถิด" ดังนี้แล้วไซร้ : อานาปานสติสมาธินี่แหละ อันภิกษุนั้นพึงทำไว้ในใจให้เป็นอย่างดี. ( ข้อนี้หมายความว่า อานาปานสติทำให้เกิดความรู้ความเข้าใจที่ ถูกต้องว่าการปฏิกูลนั้น ที่แท้ไม่ใช่ปฏิกูลเพราะกลิ่นและสีน่าเกลียด หากแต่ว่าเป็นปฏิกูลตรงที่เป็นมายา และทำให้เกิดทุกข์ ฉะนั้น สิ่งที่มีสี และกลิ่นอันน่าเกลียด ถ้ามิได้เป็นเหตุให้เกิดกิเลสหรือเกิดทุกข์แล้ว ก็หาใช่สิ่งที่ปฏิกูลไม่.) ภิกษุ ท. ! เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้ ถ้าภิกษุปรารถนาว่า "เราพึง เป็นผู้มีสัญญาว่า ปฏิกูลทั้งในสิ่งที่ไม่ปฏิกูล และทั้งในสิ่งที่ปฏิกูลอยู่ เถิด" ดังนี้แล้วไซร้ : อานาปานสติสมาธินี้แหละ อันภิกษุนั้นพึงทำไว้ ในใจให้เป็นอย่างดี. (ข้อนี้หมายความว่า สติและญาณ ในอานาปานสติสามารถทำให้ เห็นความน่าขยะแขยง เพราะทำให้เกิดความทนทุกข์ทรมาน ว่ามีอยู่ทั้ง ในสิ่งที่ตามธรรมดาถือกันว่าปฏิกูลและ ไม่ปฏิกูล หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็ ได้ว่า ไม่ควรถือว่าเป็นตัวตนหรือของตน ทั้งในสิ่งที่ปฏิกูลและในสิ่งที่ ไม่ปฏิกูล.)

น.148 เป็นผู้มีสัญญาว่า ไม่ปฏิกูลทั้งในสิ่งที่ปฏิกูลและในสิ่งไม่ปฏิกูลอยู่ เถิด" ดังนี้แล้วไซร้ : อานาปานสติสมาธินี้แหละ อันภิกษุนั้นพึงทำไว้ ในใจให้เป็นอย่างดี. (ข้อนี้หมายความว่า สติและญาณในอานาปานสติขั้นสูง ที่สามารถ ทำให้เห็นสุญญตา ย่อมสามารถทำให้วางเฉยได้ทั้งในสิ่งที่ปฏิกูล และสิ่ง ที่ไม่ปฏิกูลอยู่โดยเสมอกัน.) ภิกษุ ท. ! เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้ ถ้าภิกษุปรารถนาว่า "เราพึง เป็นผู้เว้นขาดจากความรู้สึกว่าปฏิกูล และความรู้สึกว่าไม่เป็น ปฏิกูลทั้ง ๒ อย่างเสียโดยเด็ดขาดแล้ว เป็นผู้อยู่อุเบกขา มีสติ สัมปชัญญะอยู่เถิด" ดังนี้แล้วไซร้ : อานาปานสติสมาธินี้แหละ อันภิกษุนั้นพึงทำไว้ในใจให้เป็นอย่างดี. (ข้อนี้หมายความว่า ในขั้นที่มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ และอยู่ด้วย อุเบกขาจริงๆ นั้น ย่อมไม่มีความรู้สึกว่าปฏิกูลและ ไม่ปฏิกูลทั้ง ๒ อย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นผลของอานาปานสติชั้นสูง กล่าวคือจตุกกะที่ ๔ ที่ทำให้เห็นความว่างจากตัวตน หรือว่างจากความหมายอันเป็นที่ตั้งแห่ง ความยึดถือ โดยประการทั้งปวงจริงๆ แล้ว.) ภิกษุ ท. ! เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้ ถ้าภิกษุปรารถนาว่า "เราพึง เป็นผู้สงัดจากกามทั้งหลาย สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลาย เข้าถึง ปฐมฌานอันมีวิตกวิจาร มีปีติและสุข อันเกิดจากวิเวกแล้วแลอยู่ เถิด" ดังนี้แล้วไซร้ : อานาปานสติสมาธินั่นแหละ อันภิกษุนั้นพึงทำ ไว้ในใจให้เป็นอย่างดี. (ข้อนี้หมายความว่า อานาปานสติ สามารถช่วยให้เกิดปฐมฌาน ได้สมตามความปรารถนา)

น.149 พราะ วิตกวิจารระงับไป เราพึงเข้าถึงทุติยฌาน อันเป็นเครื่องผ่องใสแห่งจิต ใจภายใน เพราะธรรมอันเอก คือสมาธิผุดมีขึ้น ไม่มีวิตกไม่มีวิจาร มีแต่ปีติและสุขอันเกิดจากสมาธิแล้วแลอยู่เถิด" ดังนี้แล้วไซร้ : อานาปานสติสมาธินี้แหละ อันภิกษุนั้นพึงทำไว้ในใจให้เป็นอย่างดี. (ข้อนี้หมายความว่า อานาปานสติ สามารถอำนวยให้เกิดตติยฌาน ได้ตามความปรารถนา) ภิกษุ ท. ! เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้ ถ้าภิกษุปรารถนาว่า "เพราะ ความจางคลายไปแห่งปีติ เราพึงเป็นผู้อยู่อุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกาย ชนิดที่พระอริยเจ้ากล่าวว่าผู้นั้นเป็นผู้อยู่อุเบกขา มีสติ มีการอยู่เป็นสุข เข้าถึงตติยฌานแล้วแลอยู่เถิด" ดังนี้แล้วไซร้: อานาปานสติสมาธินี่แหละ อันภิกษุนั้นพึงทำไว้ในใจให้เป็นอย่างดี. (ข้อนี้หมายความว่า อานาปานสติ สามารถอำนวยให้เกิดตติยฌาน ได้ตามความปรารถนา) ภิกษุ ท. ! เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้ ถ้าภิกษุปรารถนาว่า "เพราะ ละสุขและทุกข์เสียได้ เพราะความดับไปแห่งโสมนัสและโทมนัสใน กาลก่อน เราพึงเข้าถึงจตุตถฌานอันไม่มีทุกข์ไม่มีสุข มีแต่ความ บริสุทธิ์แห่งสติเพราะอุเบกขา แล้วแลอยู่เถิด" ดังนี้แล้วไซร้ : อานาปานสติสมาธินี่แหละ อันภิกษุนั้นพึงทำไว้ในใจให้เป็นอย่างดี. (ข้อนี้หมายความว่า อานาปานสติ สามารถอำนวยให้เกิดจตุตถฌาน ได้ตามความปรารถนา) ภิกษุ ท. ! เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้ ถ้าภิกษุปรารถนาว่า "เพราะ ก้าวล่วงรูปสัญญาเสียโดยประการทั้งปวง เพราะความดับไปแห่ง

น.150 ๑๔๔ ปฏิฆสัญญาทั้งหลาย เพราะการไม่กระทำในใจ ซึ่งอัตตสัญญามี ประการต่างๆ เราพึงเข้าถึงอากาสานัญจายตนะ ว่าอากาศไม่มี ที่สุด ดังนี้แล้วแลอยู่เถิด" ดังนี้แล้วไซร้ : อานาปานสติสมาธินี่แหละ อันภิกษุนั้นพึงทำไว้ในใจให้เป็นอย่างดี. (ข้อนี้หมายความว่า อานาปานสติสมาธิ สามารถอำนวยให้เกิด อากาสานัญจายตนะได้ โดยเมื่อทำอรูปฌานให้เกิดขึ้นแล้ว กำหนดนิมิต คือลมหายใจโดยประจักษ์แล้ว ทำการเพิกถอนลมหายใจออกไปเสียจาก นิมิตเหลือความว่างอยู่แทน และความว่างนั้น ตั้งอยู่ในฐานะเป็นอารมณ์ อรูปฌานขั้นที่หนึ่งในที่นี้ แม้ทำอย่างนี้ ก็กล่าวได้ว่าอากาสานัญจายตนะ นั้น สืบเนื่องมาจากอานาปานสตินี้โดยตรง. ถ้าจำเป็นจะต้องสงเคราะห์ อรูปฌานเข้าในอานาปานสติอันมีวัตถุ ๑๖ แล้วพึงสงเคราะห์เข้าใน อานาปานสติขั้นที่ ๔ คือการทำกายสังขารให้รำงับ. เท่าที่กล่าวมาแล้ว ข้างต้น ไม่มีการกล่าวถึงอรูปฌาน ก็เพราะไม่เป็นที่มุ่งหมายโดยตรงของ การทำอานาปานสติที่เป็นไปเพื่อความสิ้นอาสวะโดยเฉพาะ.) ภิกษุ ท. ! เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้ ถ้าภิกษุปรารถนาว่า "เราพึง ก้าวล่วงอากาสานัญจายตนะโดยประการทั้งปวงเสียแล้ว พึงเข้าถึง วิญญาณัญจายตนะว่าวิญญาณไม่มีที่สุด ดังนี้แล้วแลอยู่เถิด" ดังนี้ แล้วไซร้ ; อานาปานสติสมาธินี่แหละ อันภิกษุนั้นพึงทำไว้ในใจให้ เป็นอย่างดี. (ข้อนี้หมายความว่า ต้องมีการทำอากาสานัญจายตนะ ดังที่กล่าว แล้วในข้อบนให้เกิดขึ้นอย่างมั่นคงเสียก่อน แล้วจึงเพิกถอนการกำหนด อากาศมากำหนดวิญญาณแทน หมายถึงวิญญาณธาตุที่ไม่มีรูปร่าง ซึ่งจัด เป็นนามธาตุหรือนามธรรม เนื่องจากทำสืบต่อมาจากอานาปานสติ จึง กล่าวว่าสำเร็จมาจากอานาปานสติ.)

น.151 ก้าวล่วงวิญญาณัญจายตนะเสียโดยประการทั้งปวง เข้าถึงอากิญ- จัญญายตนะว่าไม่มีอะไรแล้วแลอยู่เถิด" ดังนี้แล้วไซร้ ; อานาปาน- สติสมาธินี่แหละ อันภิกษุนั้นพึงทำไว้ในใจให้เป็นอย่างดี. (ข้อนี้หมายความว่า เมื่อทำวิญญาณัญจายตนะ ให้เกิดขึ้นอย่าง มั่นคงแล้ว เพิกถอนการกำหนดอารมณ์ว่าวิญญาณไม่มีที่สุดเสีย มา กำหนดความไม่มีอะไรเลยเป็นอารมณ์. เนื่องจากมีอานาปานสติเป็นมูล จึงกล่าวว่าสำเร็จมาจากอานาปานสติ.) ภิกษุ ท. ! เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้ ถ้าภิกษุปรารถนาว่า "เราพึง ก้าวล่วงอากิญจัญญายตนะเสียโดยประการทั้งปวง เข้าถึงเนวสัญ- ญานาสัญญายตนะแล้วแลอยู่เถิด" ดังนี้แล้วไซร้ ; อานาปาสติสมาธิ นี่แหละ อันภิกษุนั้น พึงทำไว้ในใจให้เป็นอย่างดี. (ข้อนี้หมายความว่า ได้มีการทำอากิญจัญญายตนะ ให้เกิดขึ้นแล้ว อย่างมั่นคง แล้วเพิกถอนการกำหนดความไม่มีอะไร เป็นอารมณ์นั้นเสีย หน่วงเอาความรำงับที่ประณีตยิ่งขึ้นไป คือ ความไม่ทำความรู้สึกอะไร เลย แต่ก็ไม่ใช่สลบหรือตาย จึงเรียกว่าเนวสัญญานาสัญญายตนะ ซึ่ง หมายความว่า จะว่ามีสัญญาอยู่ก็ไม่ใช่ จะว่าไม่มีสัญญาเลยก็ไม่ใช่. เพราะมีอานาปานสติเป็นมูลในขั้นต้นด้วยกันทั้ง ๔ ขั้น จึงเรียกว่าสำเร็จ มาแต่อานาปานสติ อีกอย่างหนึ่งอาจจะกล่าวได้ว่าในขณะแห่งรูปฌาน แม้ไม่มีการหายใจอยู่โดยตรง ก็ต้องถือว่า มีการหายใจอยู่โดยอ้อมคือ ไม่รู้สึก ฉะนั้นเป็นอันกล่าวสืบไปว่า เพราะมีความชำนาญ หรือมีความ เคยชินในการกำหนดสิ่งใดสิ่งหนึ่งอยู่ทุกลมหายใจเข้า-ออกมาแล้วแต่ใน ขั้นก่อน ในขั้นนี้ ย่อมมีการกำหนดอารมณ์แห่งอรูปฌานและความสงบ อันเกิดจากอรูปฌานตลอดถึงการพิจารณาหรือปัจจเวกขณ์ ในอาการ

น.152 ๑๔๖ ทั้งหลายแห่งอรูปฌานอยู่ทุกลมหายใจเข้า-ออก ทั้งโดยมีความรู้สึกตัว และ ไม่มีความรู้สึกตัว คือทั้งโดยตรงและโดยอ้อมอีกนั่นเอง.) ภิกษุ ท. ! เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้ ถ้าภิกษุปรารถนาว่า "เรา ก้าวล่วงซึ่งเนวสัญญานาสัญญายตนะเสียได้โดยประการทั้งปวง เข้าถึงสัญญาเวทยิตนิโรธแล้วแลอยู่เถิด" ดังนี้แล้วไซร้ ; อานาปาน- สติสมาธินั่นแหละ อันภิกษุนั้นพึงทำไว้ในใจให้เป็นอย่างดี. (ข้อนี้หมายความว่า มีการทำเนวสัญญานาสัญญายตนะให้เกิดขึ้น ได้อย่างมั่นคง แล้วละความรู้สึกที่เป็นเนวสัญญานาสัญญายตนะนั้นเสีย น้อมจิตไปสู่ความรำงับ ที่ยิ่งไปกว่านั้นอีก คือการดับสัญญาและเวทนา เสีย ด้วยการทำไม่ให้เจตสิกชื่อสัญญาและเจตสิกชื่อเวทนาได้ทำหน้าที่ ของตนตามปรกติแต่ประการใดเลย. ความรู้สึกที่เป็นสัญญาและเวทนา ตามปรกติธรรมดาจึงไม่ปรากฏ เรียกว่าเป็นสัญญาเวทยิตนิโรธ คือความ ดับไปแห่งสัญญาและเวทนา ตลอดเวลาเหล่านั้นซึ่งเรียกกันสั้นๆ ว่า เข้าสู่นิโรธสมาบัติ หรือเรียกสั้นจนถึงกับว่าเข้านิโรธเฉยๆ. การกระทำ อันนี้ตั้งต้นขึ้นด้วยอานาปานสติสมาธิ ดังนั้นจึงกล่าวว่าสำเร็จมาจาก อานาปานสติ.) ทั้งหมดนี้เป็นการแสดงว่า อานาปานสติภาวนานั้น นอกจากจะใช้ เป็นเครื่องมือสำหรับปฏิบัติเพื่อทำอาสวะให้สิ้นโดยตรงแล้ว ยัง สามารถใช้เป็นเครื่องมือ เพื่อการปฏิบัติที่ดำเนินไปในทางฝ่ายจิต หรือฝ่ายสมถะโดยส่วนเดียว จนกระทั่งถึงสัญญาเวทยิตนิโรธ ได้ด้วย อาการอย่างนี้ และพร้อมกันนั้น ซึ่งไม่จำเป็นต้องกล่าวว่าเป็นไปใน ทางไหน แต่เป็นประโยชน์ทั่วไป สำหรับการปฏิบัติทุกแนวก็คือ การ อยู่ด้วยอานาปานสตินั้นไม่ลำบากกาย และไม่ลำบากตา ซึ่งนับว่าเป็น การพักผ่อนอยู่ในตัวเองเป็นอย่างยิ่งอยู่แล้ว นับว่าเป็นอานิสงส์พิเศษ ส่วนหนึ่งของอานาปานสติ.

น.153 ๑๔๗ ประมวลสาระสำคัญของอานาปานสติทั้งสี่จตุกกะ จตุกกะที่หนึ่งเป็นสมถภาวนาล้วน จตุกกะที่สองและที่สาม เป็นสมถภาวนาที่เจือกันกับวิปัสสนาภาวนา ส่วนจตุกกะที่สี่ เป็น วิปัสสนาภาวนาถึงที่สุด สมถภาวนา คือการกำหนดโดยอารมณ์หรือนิมิต เพื่อความ ตั้งมั่นแห่งจิต มีผลถึงที่สุดเป็น ฌาน ; ส่วนวิปัสสนาภาวนานั้น กำหนดโดยลักษณะคือความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ทำจิตให้ รู้แจ้งเห็นแจ้งในสิ่งทั้งปวง มีผลถึงที่สุดเป็น ญาณ : เป็นอันว่าอานาปานสติทั้ง ๑๖ วัตถุนี้ ตั้งต้นขึ้นมาด้วยการ อบรมจิตให้มีกำลังแห่งฌานด้วยจตุกกะที่หนึ่ง แล้วอบรมกำลังแห่ง ญาณให้เกิดขึ้นผสมกำลังแห่งฌานในจตุกกะที่สองที่สามโดยทัด เทียมกัน และกำลังแห่งญาณเดินออกหน้ากำลังแห่งฌาน ทวียิ่งขึ้น ไปจนถึงที่สุดในจตุกกะที่สี่ จนสามารถทำลายอวิชชาได้จริงใน ลำดับนั้น. พุทธทาสภิกขุ (จากหนังสือธรรมโฆษณ์ชุด อานาปานสติภาวนา หน้า ๔๒๐)

น.154 แนะนำ กองทุนวุฒิธรรม เพื่อส่งเสริมการศึกษาและปฏิบัติธรรม กองทุนวุฒิธรรม เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มศึกษาและปฏิบัติธรรม จัดตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๐ เพื่อเป็นอนุสรณ์แก่คุณวุฒิชัย ทวีศักดิ์ศิริผล อดีตประธานกลุ่มศึกษาและปฏิบัติธรรม ผู้ล่วงลับไปแล้ว และเพื่อสืบ ทอดความตั้งใจในการส่งเสริมการศึกษาและปฏิบัติธรรมตามปณิธาน ของผู้วายชนม์ กองทุนวุฒิธรรม ดำเนินงานโดยทุนบริจาคของผู้มีจิตศรัทธา และผู้อาสาสมัครทำงานเพื่อความเจริญตั้งมั่นของพระศาสนา และความ ผาสุกของสังคม มีกิจกรรมหลักคือการจัดพิมพ์หนังสือธรรม ที่มีเนื้อหา ถูกต้อง เป็นประโยชน์ น่าสนใจ หรือหาอ่านได้ยาก ในรูปแบบการพิมพ์ ที่ประณีต และราคาย่อมเยา โดยถือเอากุศลเป็นกำไร และมุ่งความแพร่ หลายแห่งธรรมะเป็นผลตอบแทนที่มีค่าสูงสุด ทั้งนี้ โดย ได้รับความเอื้อ เฟื้อ สนับสนุนและ ไว้วางใจจากท่านผู้ทรงคุณวุฒิที่กรุณามอบต้นฉบับ ให้จัดพิมพ์อย่างให้เปล่า เพื่อลดต้นทุนการผลิตและให้หนังสือมีราคา ย่อมเยา สามารถแพร่หลายมากยิ่งขึ้น

น.155 แนวหนังสือที่อยู่ในความสนใจจัดพิมพ์ของกองทุน ได้แก่ ๑. ธรรมบรรยายและข้อเขียนของท่านอาจารย์พุทธทาสภิกขุ ประเภทต่าง ๆ ทั้งที่เป็นคำบรรยายแก่ประชาชนทั่วไป คำบรรยายแก่ชาว ต่างประเทศที่มาอบรมธรรมปฏิบัติ (มีทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ) รวมทั้งงานค้นคว้า งานวิชาการทางพุทธศาสนา ตลอดจนเอกสารและ ข้อเขียนรุ่นเก่าก่อนที่หาอ่านได้ยาก หรือไม่เคยจัดพิมพ์มาก่อน ๒. ธรรมบรรยาย ประวัติชีวิตและประสบการณ์การปฏิบัติธรรม ของครูบาอาจารย์และผู้รู้ต่าง ๆ เช่น หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ หลวงพ่อ คำเขียน สุวณฺโณ พระอาจารย์ยันตระ อมโร ฯลฯ และกฤษณะมูรติ เป็นต้น ๓. ธรรมะประยุกต์สำหรับสังคมปัจจุบัน ความรู้เกี่ยวกับสถาบัน สงฆ์กับงานสังคมไทย ตลอดจนพุทธศาสนาต่างนิกาย และต่างประเทศ เช่น ผลงานของ พระเทพเวที (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) พระ ไพศาล วิสาโล ศจ.นพ.ประเวศ วะสี ฯลฯ เป็นต้น ทั้งที่เป็นงานเขียน และงานแปล ๔. ธรรมะสำหรับเด็กและเยาวชน ๕. หนังสือที่ส่งเสริมสุขภาพและอนามัยทางกายและจิต ตาม แนวพุทธธรรม กองทุนมีคณะบรรณาธิการ พิจารณาหนังสือที่จัดพิมพ์ขึ้น ประกอบด้วยบุคคลเหล่านี้คือ ๑. พระไพศาล วิสาโล ๒. พระดุษฎี เมธงฺกุโร ๓. คุณยงยุทธ โรจนวรเกียรติ กองทุนวุฒิธรรม มีคณะกรรมการรับผิดชอบดำเนินงาน ดังรายชื่อ ต่อไปนี้

น.156 ๑. คุณทิพวรรณ ทิพยทัศน์ ประธาน ๒. คุณพรทิพย์ เชาวรียวงศ์ รองประธาน ๓. คุณนิติ อิสระนิติธรรม เหรัญญิก ๔. คุณยงยุทธ โรจนวรเกียรติ เลขานุการ ๕. พระดุษฎี เมธงฺกุโร กรรมการ ๖. คุณตติตา พรหมบัญญัติ กรรมการ ๗. คุณเพ็ญนี ฉันท์อติชาต กรรมการ ๘. คุณเชาว์ อัศว กรรมการ และมีคณะที่ปรึกษา เพื่อให้คำแนะนำในการดำเนินงาน ได้แก่ ๑. พระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาสภิกขุ) สวนโมกขพลาราม ไชยา สุราษฎร์ธานี ๒. พระอาจารย์จีนธรรมคณาธิการ ไพศาลสมณกิจ (เย็นเต็ก) วัดโพธิแมนคุณาราม (เจ้าคณะใหญ่จีนนิกาย) ๓. ศจ.นพ.ประเวศ วะสี ๔. ดร. ไพเราะ ทิพยทัศน์ ๕. รศ.ดร.สุภาพรรณ ณ บางช้าง ๖. คุณสัมผัส พึ่งประดิษฐ์ (ที่ปรึกษากฎหมาย) ในการดำเนินงานขั้นต้น มีผู้บริจาคเงินตั้งเป็นทุนสำหรับจัดพิมพ์ หนังสือดังนี้คือ ก. ทุนจัดพิมพ์หนังสือธรรมะทั่วไป ๑. ทุนทิพวรรณ ทิพยทัศน์ ๑๕๐,๐๐๐ บาท ๒. ทุนบุญยง - สาวิกา ว่องวานิช ๕,๐๐๐ บาท ข. ทุนสำหรับจัดพิมพ์คำบรรยายที่แสดงแก่ชาวต่างประเทศ (ภาษาไทยและอังกฤษ)

น.157 ๑. ทุนระบือธรรม ๕๐,๕๐๐ บาท ๒. ทุนธรรมหรรษาสวนโมกข์ครั้งที่ ๙ ๑๐,๐๐๐ บาท ๓. ทุนสุพิศ วัจนะรัตน์ ๑๐,๐๐๐ บาท ๔. ทุนอำนวย สุวรรณคีรี ๓๐,๐๐๐ บาท รายชื่อหนังสือที่กองทุนฯ จัดพิมพ์ออกมาแล้วมีดังนี้ ๑. วิธีปฏิบัติธรรมทางลัด พุทธทาสภิกขุ (๒๐ บาท) ๒. การเก็บความโกรธใส่ยุ้งฉาง พุทธทาสภิกขุ (๑๐ บาท) ๓. พุทธศาสนากับคุณค่าต่อชีวิต พระไพศาล วิสาโล (๒๐ บาท) ๔. สัจจะแห่งชีวิต กฤษณะมูรติ (๒๐ บาท) ๕. อุดมคติของชีวิตคู่ พุทธทาสภิกขุ เตชธมฺโมภิกขุ ศจ.ดร.ระวี ภาวิไล (๑๒ บาท) ๖. คู่สร้างคู่สม : ชีวิตคู่ในอุดมคติ พระเทพเวที (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) (๑๒ บาท) รายชื่อหนังสือในโครงการที่จะจัดพิมพ์ต่อไป ๑. พุทธศาสนาชั้นบุถุชน พุทธทาสภิกขุ ๒. เรื่องการทำทาน พุทธทาสภิกขุ ๓. อานาปานสติ ฉบับปฏิบัติ พุทธทาสภิกขุ ๔. อานาปานสติ ฉบับภาษาอังกฤษ พุทธทาสภิกขุ ๕. ภาพพุทธประวัติจากหินสลัก พุทธทาสภิกขุ ๖. ชีวิตเย็น พุทธทาสภิกขุ ๗. แม่คือผู้สร้างโลก พุทธทาสภิกขุ ๘. การปฏิบัติธรรม พระเทพเวที (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) ๙. การเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน พระเทพเวที (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) ๑๐. ทำอย่างไรจะหายโกรธ พระเทพเวที (ประยุทธ์ ปยุตฺโต)

น.158 ๑๑. สัมมาสติ พระเทพเวที (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) ๑๒. หนึ่งพันจันทรา กฤษณะมูรติ ๑๓. หว่านพันธุ์แห่งโพธิ หลวงพ่อคำเขียน สุวณฺโณ ๑๔. วิธีสร้างความสุขและความสำเร็จในวิชาชีพ ศจ.นพ.ประเวศ วะสี. ฯลฯ กองทุนวุฒิธรรม ยินดีน้อมรับคำแนะนำอันมีคุณค่าจากทุกท่าน เพื่อปรับปรุงการดำเนินงานให้ดียิ่งขึ้น และหากท่านใดมีความสนใจจะ ร่วมงาน หรือต้องการแนะนำต้นฉบับที่น่าจัดพิมพ์ ตลอดจนสนับสนุน ทุนทรัพย์ในการดำเนินงานเพื่อเผยแพร่ธรรม กรุณาติดต่อที่ คุณยงยุทธ โรจนวรเกียรติ (เลขานุการกองทุนฯ และกอง- บรรณาธิการ ) ๒๕๒/๑๔ ถ.ประดิพัทธ์ สามเสนใน กรุงเทพฯ ๑๐๔๐๐ โทร. ๒๗๐-๐๔๘๗ คุณนิติ อิสระนิติธรรม (เหรัญญิกกองทุนฯ) ๓๐๙/๔๙ หมู่ ๒ ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงทุ่งสองห้อง เขตบางเขน กรุงเทพฯ ๑๐๒๑๐ (ปท.ประตูน้ำ) สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ การให้ธรรมทาน ชนะการให้ทั้งปวง

น.159 ISBN 974-8486-21-4 O พิมพ์ครั้งที่ ๒ พระพุทธองค์ทรงเป็นอยู่ด้วยอานาปานสติ ภิกษุทั้งหลาย! อานาปานสติ อันบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มาก แล้ว อย่างนี้แล ย่อมมีผลใหญ่ ย่อมมีอานิสงส์ใหญ่ ภิกษุทั้งหลาย! แม้เราเอง เมื่อยังไม่ตรัสรู้ ก่อนกาลตรัสรู้ ยังเป็นพระโพธิสัตว์อยู่ ย่อมอยู่ด้วยวิหารธรรมนี้เป็นอันมาก ภิกษุทั้ง หลาย! เมื่อเราอยู่ด้วยวิหารธรรมนี้เป็นอันมาก กายก็ไม่ลำบาก ตาก็ไม่ลำบาก และจิตของเราก็หลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลาย เพราะ ไม่ถือมั่นด้วยอุปาทาน ภิกษุทั้งหลาย! เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้ ถ้าภิกษุปรารถนาว่า "กายของเราไม่พึงลำบาก ตาของเราไม่พึงลำบาก และจิตของเราพึง หลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ถือมั่นด้วยอุปาทาน" ดังนี้แล้ว ไซร้ อานาปานสติสมาธินี่แหละ อันภิกษุนั้น พึงทำไว้ในใจให้เป็น อย่างดี พุทธพจน์ เอกธัมมวัคค์ อานาปานสังยุตต์ มหาวาร. สํ. (๑๙/๔๐๐/๑๓๒๘)

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต