Buddhadasa.org

อานาปานสติภาวนา เล่ม 1 ว่าด้วยสมาธิล้วน ตอนที่ ๑๓ — กฎเกณฑ์เกี่ยวกับนิมิต

อานาปานสติภาวนา เล่ม 1 ว่าด้วยสมาธิล้วน — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — อานาปานสติภาวนา เล่ม 1 ว่าด้วยสมาธิล้วน (๑๙ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.1091 ๑๐๘ อานาปานสติภาวนา เล่ม ๑ เท่าที่กล่าวมาแล้วเพียงเท่านี้ ย่อมชี้ให้เห็นได้ว่า คณนา และ อนุพันธนา เป็นเรื่องของบริกรรมนิมิต ผุสนาเป็นเรื่องของอุคคหนิมิต และ ฐปนาเป็น เรื่องของปฏิภาคนิมิต ซึ่งเราจะได้ศึกษาเรื่องนิมิตทั้งสามนี้ เพื่อความเข้าใจการ ปฏิบัติในขั้นนี้ให้ละเอียดยิ่งขึ้นไปอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งจะเป็นการทำให้เข้าใจผุสนา และฐปนายิ่งขึ้นไปตามลำดับ. กฎเกณฑ์เกี่ยวกับนิมิต สิ่งที่เรียกว่า นิมิต นั้น ท่านนิยมจัดไว้เป็น ๓ เสมอไป ในทุก กัมมัฏ ฐาน. หากแต่ว่ากัมมัฏฐานบางอย่าง มีนิมิตครบทั้งสามประการไม่ได้เสีย เอง. กัมมัฏฐานใดเป็นเช่นนั้น กัมมัฏฐานนั้น ก็ไม่สำเร็จประโยชน์จนกระทั่ง ถึงเกิดฌาน : ส่วนกัมมัฏฐานใดอาจทำให้นิมิตเกิดขึ้นได้ครบทั้ง ๓ ขั้น กัมมัฏ ฐานนั้นก็ให้สำเร็จประโยชน์ได้จนกระทั่งเกิดฌานเป็นธรรมดา. นิมิตในขั้นที่หนึ่ง เรียกว่า บริกรรมนิมิต. ข้อนี้ได้แก่ตัวสิ่งนั้นๆ โดยตรง ซึ่งเราไปจับหรือไปทำ หรือไปเอามา สำหรับเป็นวัตถุเพื่อการเพ่งหรือ กำหนดในระยะแรกที่สุด. นิมิตนี้ในกรณีของอานาปานสติ ก็คือตัวลมหายใจ ที่เคลื่อนไป - เคลื่อนมา อยู่นั่นเอง. นิมิตขั้นที่สอง เรียกว่า อุดคหนิมิต หมายถึงนิมิตที่เข้าไปติด อยู่ที่ตาภายในหรือในใจ กลายเป็นมโนภาพภายในอีก ส่วนหนึ่งต่างหาก จากตัววัตถุโดยตรง ที่เราเอามากำหนดในครั้งแรกไปเสียแล้ว. นิมิตนี้ ในกรณีของอานาปานสติ ก็ได้แก่จุด หรือดวงขาว ๆ ที่สามารถทำให้ ปรากฏเป็นมโนภาพเด่นชัดอยู่ได้ที่ตรงจุดของผุสนา กล่าวคือที่ปลายจะงอยจมูก นั่นเอง. ส่วนนิมิตขั้นที่สามต่อไปที่เรียกว่า ปฏิภาคนิมิต นั้น หมายถึง อุดคหนิมิตในภายในนั่นเอง หากแต่ว่าได้เปลี่ยนรูปเป็นอย่างอื่นไป เปลี่ยนสี

น.1092 เป็นอย่างอื่นไป เปลี่ยนขนาดเป็นอย่างอื่นไป และเปลี่ยนอะไร ๆ อีกบางอย่าง กระทั่งถึงให้เคลื่อนที่ไปมา หรือขึ้นลง ได้ตามควรแก่การน้อมจิตไป โดยความ รู้สึกที่เป็นสมาธิกึ่งสำนึก แล้วสามารถทำให้ไปแน่วแน่อยู่ในลักษณะใดลักษณะ หนึ่ง โดยสมควรแก่อุปนิสัยของตน และหยุดนิ่งหรือแน่วแน่อยู่อย่างนั้น เพื่อ เป็นนิมิตคือเป็นที่เกาะแห่งจิตอย่างประณีตที่สุด จึงมีความตั้งมั่นถึงที่สุด ชนิดที่ เรียกว่า ฌาน เกิดขึ้นโดยสมควรแก่การกระทำ. เพื่อความเข้าใจง่ายขึ้น ควรเปรียบเทียบกันดูกับกัมมัฏฐานที่ใช้วัตถุที่ มีรูปร่างชัดเจนเป็นอารมณ์ เพื่อเป็นตัวอย่าง : เช่นในการเจริญกสิณ วงสีเขียว หรือวงสีแดง ที่เราทำขึ้นแล้ววางไว้ตรงหน้าเพื่อเพ่งตาดู, วงสีเขียวหรือสีแดงที่ วางอยู่ตรงหน้านั่นแหละ คือ บริกรรมนิมิต. การเพ่งตาดู เรียกว่าการทำ บริกรรมในนิมิตนั้น. ครั้นเพ่งตาดูบริกรรมนิมิตนั้นหนักเข้า ๆ จนสำเร็จ ประโยชน์ คือนิมิตนั้นติดตาในภายใน แม้จะหลับตาเสีย ก็ยังเห็นชัดเหมือนเมื่อ ลืมตาแล้ว. นิมิตที่ติดตาในภายใน อย่างนั้นแหละ เรียกว่า อุคคหนิมิต. การหลับตาเสีย แล้วเพ่งดูนิมิตในภายในเช่นนี้อยู่ เรียกว่าการเพ่งต่ออุคคหนิมิต: เพียงเท่านี้เราก็เห็นได้แล้วว่า บริกรรมนิมิต กับอุดคหนิมิตนั้น ไม่ใช่ของอัน เดียวกันแล้ว : อย่างแรกเป็นวัตถุข้างนอก ; อย่างหลัง เป็นมโนภาพที่เราสร้าง ขึ้นจนสำเร็จภายในใจ โดยเลียนมาจากของภายนอก หรือเนื่องมาจากภายนอก เป็นต้นเหตุ. ครั้นกำหนดอุคคหนิมิตที่เป็นภายในได้แน่วแน่ในรูปเดิมของมัน ตามสมควรแล้ว การฝึกอาจจะเลื่อนไปถึงขั้นที่บังคับจิตให้น้อมนึก เพื่อเปลี่ยน แปลงอุคคหนิมิตที่เห็นในภายในนั้น ให้เปลี่ยนรูปไปต่างๆ เปลี่ยนขนาดไปต่างๆ เช่นดวงกสิณที่เคยเห็นกลม ๆ เล็กๆ มีเส้นผ่าศูนย์กลางเพียง 6 นิ้ว ( เท่าที่ใช้ กันโดยมาก ) ก็กลายเป็นดวงใหญ่เท่าดวงอาทิตย์ดวงจันทร์ หรือเล็กลงมาใน อาน ๒๘

น.1093 สะเก็ดไม้ชิ้นหนึ่ง หรือพวงดอกไม้พวงหนึ่ง หรือสายสร้อยพวงหนึ่ง หรือสาย แห่งควันไฟเกลียวหนึ่ง ดังนี้ ก็มีอยู่ประเภทหนึ่ง. และประเภทที่น้อยไปกว่า นั้นอีก คือมีได้ยากไปกว่านั้นอีก ก็คือบางจำพวกจะมีนิมิตปรากฏเหมือนใยแมง มุมรังหนึ่ง เมฆที่ซับซ้อนกันหมู่หนึ่ง ดอกบัวที่บานออกเป็นแฉกๆ ดอกหนึ่ง หรือล้อรถที่มีซี่กำออกไปจากดุมเป็นซี่ๆ วงหนึ่ง จนกระทั่งถึงบางพวกมีนิมิต เป็นดวงจันทร์หรือดวงอาทิตย์ดวงใหญ่เกินประมาณดวงหนึ่งๆ ก็ได้ แล้วแต่กรณี ทั้งหมดนี้เรียกว่าปฏิภาคนิมิตในกรณีนี้. แม้จะต่างกันอย่างไร ก็ล้วนแต่เป็น สิ่งที่ตั้งอยู่อย่างแน่นแฟ้น หยุดอยู่อย่างมั่นคง เป็นที่ยึดหน่วงของจิตอันสงบรำงับ จนถึงขนาดที่เป็นฌานได้ด้วยกันทั้งนั้น. ข้อที่ปฏิภาคนิมิตมีลักษณะแตกต่างกันมากชนิด เช่นนี้ ในกรณีที่ เกี่ยวกับอานาปานสตินี้ เห็นได้ว่ามีมากชนิดกว่าที่จะเป็นไปในกรณีของกัมมัฏฐาน ประเภทอื่น เช่นกสิณหรืออสุภเป็นต้น : ทั้งนี้เพราะเหตุว่าลมหายใจเป็นสิ่งที่ ละเอียดหรือไม่มีดุ้นหรือชิ้น ให้เห็นชัดเหมือนวงกสิณหรือท่อนอสุภ นี้อย่างหนึ่ง, และอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นเหตุผลที่ใกล้ชิดยิ่งไปกว่านั้น ก็คือความที่คนเราแต่ละ คนๆ มีสัญญาคือความรู้สึกหรือความกำหนดจดจำต่างๆ ที่เราได้สะสมมาตั้งแต่ เกิดและฝังไว้ในอุปนิสัยสันดานของเราเองนั้น ต่างกันอย่างที่จะเปรียบกันไม่ได้. เมื่อถึงคราวที่สิ่งเหล่านี้มีโอกาสแสดงตัวออกมา ก็แสดงออกมาในรูปแห่งการปรุง ที่มีลักษณะต่างๆ กัน ในขณะที่จิตกำลังอยู่ในภาวะกึ่งสำนึกหรือเกือบไร้สำนึก เช่นในขณะแห่งปฏิภาคนิมิตนี้เป็นต้น. สรุปได้สั้นๆ ว่า จิตปรุงปฏิภาคนิมิต ขึ้นมาในลักษณะที่แตกต่างกัน เพราะความมีสัญญาในอุปนิสัยมีอยู่ผิดแผกกัน นั่นเอง. ผู้ปฏิบัติไม่ควรไปทำความฉงนในความไม่คงเส้นคงวา หรือความ พิสูจน์ไม่ได้เหล่านี้ : เพราะจะทำให้เกิดกังวลและเป็นอันตรายแก่การเจริญสมาธิ นั้นเปล่า ๆ ขืนไปค้นคว้าเข้า ก็กลายเป็นเรื่องจิตวิทยาแขนงหนึ่งไป หาใช่ การทำสมาธิไม่.

น.1094 นิมิตต่างกัน มีผลแก่จิตต่างกัน เมื่อได้กล่าวถึงความแตกต่างของนิมิตมาเช่นนี้แล้ว อยากจะถือโอกาส แนะให้สังเกตเสียเลยทีเดียวว่า กัมมัฏฐานต่างๆ นั้น มิใช่ว่าเพียงแต่จะให้เกิด นิมิตต่างๆ กันอย่างเดียว มันยังทำให้มีผลเป็นปฏิกิริยาต่ออุปนิสัย หรือจิตใจ หรือจริตของบุคคลผู้ปฏิบัติ ต่างๆ กันไปด้วย. เราควรจะเปรียบเทียบกันดู เพื่อความเข้าใจเรื่องนี้ให้ชัด. ถ้าเราเอาสิ่งไม่มีชีวิต หรือไม่ค่อยจะมีความหมายอะไร เช่นดินสีเหลือง ก้อนหนึ่งมาทำเป็นวงกสิณแล้วเพ่ง แม้เป็นสมาธิแล้ว ก็ทำปฏิกิริยาให้แก่จิตใน ทางที่ผิดแผกแตกต่างจากการที่เราจะไปนำเอาศพเน่าศพหนึ่ง มาทำเป็นวัตถุสำหรับ เพ่ง. แม้ว่าสิ่งทั้งสองนี้จะให้เกิดสมาธิได้อย่างเดียวกัน แต่ก็ทำให้เกิดปฏิกิริยา อย่างอื่นผิดแผกแตกต่างจากกันมาก เช่นมีผลที่จะระงับความกำหนัด หรือส่งเสริม ความกำหนัดเป็นต้นหรือไม่ ต่างกัน ทำให้เกิดความยากง่าย หรือเกิดอันตราย ทางประสาทเป็นต้น แก่ผู้ปฏิบัติต่างกัน เท่ากับที่เราอาจจะพิจารณาเห็นได้เองว่า ดินก้อนหนึ่งก่อให้เกิดความรู้สึกเฉย ๆ ง่ายๆ เงียบ ๆ เป็นนิมิตที่ไม่โลดโผน ไม่ กระทบกระเทือนประสาท สมกับเป็นสิ่งที่ไม่เคยมีชีวิตอะไรเลย. ส่วนซากศพ ซากหนึ่งนั้น มีความหมายมาก หรืออาจจะมีความหมายมากกว่าชีวิตธรรมดา สำหรับคนที่กลัวผีเป็นพิเศษ หรือคนทั่วไปก็ตาม. นี่เป็นเพราะว่ามันมีความ หมายมากเกินไป หรือมีชีวิตมากเกินไปนั่นเอง. ส่วนการเจริญอานาปานสติ ซึ่งยึดเอาลมหายใจมาเป็นอารมณ์สำหรับ กำหนดนั้นย่อมตั้งอยู่ในระดับกลาง. ไม่สุดโต่งไปในทางเนือยๆ เหมือนกับ ก้อนดินก้อนหนึ่ง และก็ไม่สุดโต่งไปในทางรุนแรงเหมือนกับศพเน่าศพหนึ่ง ฉะนั้น นิมิตทุกระยะจึงต่างกันไปหมด ซึ่งจะต้องไม่ลืมว่าแม้มันจะทำให้เกิดมีบริกรรมนิมิต อาน. ๒๙

น.1095 อุคคหนิมิต และปฏิภาคนิมิต จนกระทั่งเป็นฌานได้ด้วยกันก็จริง แต่ผลย่อมแตก ต่างกันในทางอื่นบางอย่าง อยู่อย่างมากมาย ดังกล่าวแล้วนั่นเอง. ทั้งนี้ก็ เพราะว่ากัมมัฏฐานบางประเภท หรือบางกลุ่ม ย่อมมีความมุ่งหมายเฉพาะ ประเภทของตน เป็นกลุ่มๆ ไป เพื่อแก้ปัญหาปลีกย่อยของกิเลสเฉพาะคนในระยะ แรกเสียก่อน แล้วจึงน้อมไปสู่ผลอย่างเดียวกันในเบื้องปลาย. ส่วนกัมมัฏฐาน กลุ่มกลาง ๆ หรือซึ่งอยากจะเรียกในที่นี้ว่า “กลุ่มทั่วไปที่สุด" กล่าวคืออานา- ปานสตินี้ ย่อมให้นิมิตที่สงบประณีตราบรื่นไปตั้งแต่ต้นจนปลายทีเดียว เหมาะ แก่คนทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นผู้ครองเรือน หรือผู้ออกจากเรือน ผู้หญิง หรือผู้ ชาย คนกล้าหรือคนขลาด ฯลฯ เพราะความตั้งอยู่ในระดับกลางนั่นเอง. กัมมัฏฐานพวกที่ไม่มีปฏิภาคนิมิตไม่เกิดฌาน กัมมัฏฐานบางอย่างที่กล่าวว่า ไม่สามารถทำให้เกิดปฏิภาคนิมิตนั้น คือ กัมมัฏฐานพวกที่ไปกำหนดเอานามธรรม มาเป็นอารมณ์เสียตั้งแต่ต้นมือ เช่นการ กำหนดพุทธานุสสติเป็นต้น. กัมมัฏฐานเหล่านี้ จะกำหนดได้ก็แต่เพียงในขั้น บริกรรมนิมิต เพราะสิ่งที่เรียกว่าพุทธคุณนั้นเป็นเพียงนามธรรม หรือความหมาย รู้อย่างหนึ่งเท่านั้น ไม่เป็นวัตถุธาตุและไม่เนื่องด้วยวัตถุธาตุโดยตรง เหมือนกสิณ หรืออสุภ หรืออานาปานสติ. อุคคหนิมิตไม่มี เพราะไม่อาจทำพุทธคุณ เหล่านั้น ให้เป็นมโนภาพอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นมาได้. ขืนไปทำให้ได้ ก็กลาย เป็นเรื่องอื่นไป หรือถึงกับทำให้ฟั่นเฝือเลอะเลือน เป็นความเสียหาย เป็น อันตรายขึ้นมาแทน ฉะนั้น การเจริญกัมมัฏฐานเป็นประเภทพุทธานุสสติเป็นต้นนี้ จึงไม่สามารถทำให้เกิดอุคคหนิมิตได้ จึงไม่เป็นไปเพื่อฌาน แต่ก็เป็นไปเพื่อ ประโยชน์อย่างอื่น เช่นเป็นปัจจัยแห่งการบ่มอินทรีย์ให้แก่กล้าเป็นต้น หรือใช้ เป็นกัมมัฏฐานแวดล้อมเพื่อช่วยให้จิตใจ หรือการเป็นอยู่เหมาะสมในการที่จะ

น.1096 ปฏิบัติกัมมัฏฐานหลักเป็นต้น. เมื่อเปรียบเทียบโดยนัยนี้ เราจะเห็นได้ทันทีว่า พุทธานุสสติ หรือการกำหนดพุทธคุณนั้น ไม่สามารถจะทำให้แน่นแฟ้นได้ แม้ ในขณะแห่งคณนาและอนุพันธนา แล้วจะทำอย่างไรจึงจะให้ดำเนินไปได้ถึงผุสนา และฐปนาได้เล่า. ทั้งหมดนี้ แสดงให้เห็นความสัมพันธ์กัน ระหว่างวัตถุที่ ใช้เป็นนิมิต กับการเกิดแห่งนิมิต และการกำหนดนิมิตนั้น ๆ. ถ้าอย่างใด อย่างหนึ่งมีกำลังไม่เพียงพอ หรือไม่เหมาะสมกันแล้ว กัมมัฏฐานนั้นก็ไม่อาจ ดำเนินไปจนถึงปฏิภาคนิมิต หรือการกำหนดในขั้นผุสนา และฐปนาไปได้เลย. ผู้ศึกษาอานาปานสติพึงศึกษาลักษณะของนิมิต การกำหนดนิมิต การ เกิดแห่งนิมิต การเปลี่ยนไปแห่งนิมิต และการตั้งมั่นหรือการหยุดแห่งนิมิต โดย นัยดังที่กล่าวมานี้ ด้วยการศึกษาเปรียบเทียบดังที่กล่าวมาแล้ว ก็จะประสบความ สำเร็จในการกำหนดนิมิตเป็นต้น ได้เป็นอย่างดี คือจะประสบความสำเร็จในการ กำหนดลมหายใจ การทำลมหายใจให้ละเอียด การตั้งสติในลมหายใจ และ สมาธิที่ยึดลมหายใจเป็นหลักทุกขั้น ได้โดยไม่ยากเลย.

น.1097 กันยายน ๒๕๐๒ อุปสรรคของการเกิดปฏิภาคนิมิตและฌาน ต่อไปนี้ จะได้วินิจฉัยกันถึงอุปสรรคหรืออันตราย ของการทำสมาธิใน อานาปานสติขั้นที่สี่โดยละเอียด. อุปสรรคเฉพาะตอนแรก ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า อานาปานสติขั้นที่สี่ มีใจความสำคัญอยู่ ตรงที่การกำหนดลมหายใจที่ละเอียด หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ กายสังขารที่ รำงับลงๆ จนถึงที่สุด. อุปสรรคอาจจะเกิดขึ้นได้ในตอนแรก คือ จากการที่ ลมหายใจละเอียดจนถึงกับกำหนดไม่ได้ หรือรู้สึกราวกะว่าหายไปเสีย เฉย ๆ. นี้ก็เป็นอุปสรรคอย่างหนึ่ง ซึ่งทำให้เกิดความระส่ำระสายขึ้นในใจ ของผู้ปฏิบัติ ซึ่งประสบเข้าเป็นครั้งแรก. ในกรณีเช่นนี้ เขาอาจจะระงับความ สงสัย หรือความกระวนกระวายใจนั้นเสียได้ โดย ๒ วิธี คือ :- [ ๑ ] การเริ่มตั้งต้นหายใจเสียใหม่ให้รุนแรง แล้วตั้งต้นทำไปใหม่ตาม ลำดับตั้งแต่ต้นไปอีก ซึ่งถ้าหากสิ่งต่างๆ ได้ถูกปรับปรุงให้เป็นไปอย่างเหมาะสม กว่าคราวก่อน ก็จักผ่านอุปสรรคอันนี้ไปได้โดยอัตโนมัติ ; [ ๒ ] ถ้าหากว่าการทำอย่างนั้นยังไม่ได้ผลก็ดี หรือว่าผู้ปฏิบัติได้ปฏิบัติ มาจนถึงขั้นที่ละเอียดเช่นนี้แล้ว ไม่อยากจะย้อนกลับไปสู่ขั้นปฏิบัติที่ยังหยาบอยู่ก็ดี

น.1098 เขาอาจจะผ่านอุปสรรคอันนี้ไปได้ โดยวิธีแห่ง การปลอบใจตัวเอง หรือชักนำ จิตใจของตัวเอง ให้เกิดความแน่ใจหรือกำลังอย่างเพียงพอขึ้นมาใหม่ โอกาสก็ จะอำนวยให้สำหรับการกำหนดได้โดยง่ายโดยลมหายใจนั้น ค่อยๆ ปรากฏชัดขึ้น มาใหม่ โดยสมควรแก่การกระทำ ในการประคับประคองจิต หรือการชักนำจิต ของตนไปในทางที่จะให้เกิดปฏิกิริยาต่อร่างกาย อย่างพอเพียงที่จะทำให้ลมหาย ใจ ค่อยๆ กลับปรากฏชัดเจนขึ้นมาใหม่. ตัวอย่างเช่น เมื่อได้ทำมาจนถึงขั้นที่จะทำลมหายใจให้ละเอียดแล้ว ลมหายใจไม่ปรากฏหรือมีอาการราวกะว่าแกล้งหายไปเสียเฉยๆ ดังนี้แล้ว เขาจะ ต้องถอนหายใจยาวๆ หลายครั้ง แล้วอธิษฐานจิตในการที่พิจารณาอย่างจริงจัง ว่าตนไม่ได้อยู่ในสภาพอย่างใดอย่างหนึ่ง ในพวกบุคคลผู้มีลมหายใจไม่ปรากฏ แต่ประการใดเลย. เขาพิจารณาเพื่อให้เกิดความแน่ใจสืบไปว่า คนที่ไม่หายใจ นั้น ใคร ๆ ก็รู้ว่ามีอยู่แต่คนเหล่านี้คือ คนที่ยังอยู่ในครรภ์มารดา, คนที่กำลัง ดำน้ำ, พวกอสัญญีสัตว์, คนตายแล้ว, คนที่กำลังอยู่ในจตุตถฌาน, คนที่กำลังอยู่ ในรูปสมาบัติหรืออรูปสมาบัติ, และคนที่กำลังอยู่ในนิโรธสมาบัติเท่านั้น ; ก็เรา นี้มิได้อยู่ในสภาพใดสภ พหนึ่ง ของบุคคลเหล่านั้นแล้ว ไฉนเราจึงต้องเป็นบุคคล ที่มีลมหายใจไม่ปรากฏด้วยเล่า. เมื่อเขาอธิษฐ นจิตอย่างแน่วแน่ ในการที่ จะต้องเป็นบุคคลที่ยังมีลมหายใจอยู่ เช่นนั้น ลมหายใจก็ย่อมปรากฏแม้ในขั้นที่ ละเอียด และในลักษณะที่ละเอียดได้โดยอัตโนมัติ โดยไม่สูญเสียผลแห่งการ ปฏิบัติที่ได้ปฏิบัติมาแล้วจนถึงขั้นนี้. ญาณ คือความรู้ที่จะเกิดขึ้นแก่เขาว่า เพราะ ลมหายใจละเอียดเกินไป บ้าง, เพราะ ลมหายใจถูกแปรสภาพเป็น ละเอียดเร็วเกินไป บ้าง, เพราะ การกำหนดผุสนาไม่ถูกที่อันเหมาะสม บ้าง, หรือเพราะ กำหนดฐปนาโดยอาการที่พรวดพราดผลุนผลัน บ้าง, ลมหายใจ อาน. ๓๐

น.1099 จึงไม่ปรากฏเพื่อประโยชน์แก่การกำหนดนั้น ๆ. ข้อนี้เป็นทางมาแห่งการ ปรับปรุงขยับขยายสิ่งต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกันให้เหมาะสมเสียใหม่ ลมหายใจก็จะ กลับปรากฏในลักษณะที่เหมาะสมยิ่งขึ้นไปอีก. อุปสรรคเกี่ยวกับการที่ลม หายใจ ไม่ปรากฏก็จะหมดไป เขาจะสามารถกำหนดลมหายใจได้ดี ทั้งในขณะ แห่งคณนา อนุพันธนา ผุสนา และฐปนา แล้วแต่ว่าอุปสรรคหรือปัญหาจะเกิด ขึ้นในระยะไหน. ตามปรกติทั่วไปในกรณีของอานาปานสติ มักจะเป็นปัญหา ยุ่งยากข้อนี้ขึ้นในขณะแห่งผุสนานั้นเอง. อุคหนิมิตไม่ปรากฏเพราะไม่มีความ รู้สึกว่ามีลมมากระทบที่ฐานแห่งผุสนา ทำให้กำหนดจุดๆ นั้นไม่ได้ ; นี่เรียกว่า ลมหายใจหายไปในระยะแห่งผุสนา. เขาจะต้องแก้ไขด้วยอุบายดังที่กล่าวมา แล้ว. สำหรับในขณะแห่งปฏิภาคนิมิตนั้น สติกำหนดนิมิตที่เป็นมโนภาพที่ ปรากฏขึ้นมาใหม่ ไม่เนื่องด้วยลมหายใจโดยตรงก็จริง แต่ก็ยังเนื่องกันอยู่โดย อ้อม คือถ้าลมหายใจไม่เป็นไปตามปรกติตามที่ต้องประสงค์ในชั้นนี้ ปฏิภาคนิมิต ก็ไม่อาจจะเกิดขึ้น หรือเกิดขึ้นแล้วก็กลับล้มเหลวไป เพราะฐปนาไม่อาจเป็นไป ด้วยดีนั่นเอง. อีกประการหนึ่ง พึงทราบไว้อีกชั้นหนึ่งในที่นี้ว่า ปฏิภาคนิมิตนั้นเป็นสิ่ง ที่สามารถเคลื่อนย้ายจากจุดที่ลมเคยกระทบ คือจุดผุสนา ไปได้ตามการน้อมไป ของจิต เช่นสามารถจะย้ายปฏิภาคนิมิตจากที่เคยตั้งอยู่ที่จะงอยจมูก ให้ออกไป ภายนอก เช่นไปลอยอยู่ตรงหน้าห่างออกไปจากตัว หรือย้ายเข้าไปในภายใน ไปเด่นอยู่ที่ทรวงอกหรือที่สะดือก็ตามแล้วแต่กรณี. เมื่อจุดแห่งผุสนาเป็นสิ่งที่ เคลื่อนย้ายไปสู่ตำแหน่งใหม่ได้โดยมโนภาพ จุดแห่งฐปนาก็เป็นอันย้ายตามไปได้ อย่างเดียวกัน. ในกรณีเช่นนี้ การกำหนดผุสนาและรูปนา จะต้องเป็นไป อย่างพลิกแพลงและละเอียดสุขุมยิ่งขึ้นไปตั้งแต่ตั้งต้น ลมหายใจก็จะต้องมีอยู่ได้ เอง เป็นระเบียบอยู่ได้เอง โดยอัตตโนมัติโดยไม่ต้องมีความสำนึก มากขึ้นไป

น.1100 ตามส่วน. นี้เองเป็นการแสดงว่า ลมหายใจ มีอยู่ได้โดยไม่ทำความรู้สึกว่า มีแต่อย่างใด : เพราะฉะนั้น การกำหนดลมหายใจจะต้องเป็นการกำหนดที่ชัดเจน ที่สุด และเป็นระเบียบที่สุด และด้วยความแน่ใจปราศจากความสงสัยที่สุด ใน การที่จะไปสงสัย และทำให้เกิดความเข้าใจผิดไปว่าลมหายใจมิได้มีอยู่ ซึ่งที่แท้ มันเป็น สิ่งที่มีอยู่ได้โดยไม่ต้องมีความสำนึก และเป็นระเบียบสม่ำเสมอ อยู่ได้โดยไม่ต้องมีเจตนาควบคุม เพราะผลแห่งการฝึกมาแล้วเป็นอย่างดี และอย่างเพียงพอนั้นเอง. สรุปความได้ว่า การหายไปแห่งลมหายใจ จริง ๆ นั้น ต้องไม่มีอย่างแน่นอน, ถ้ามี ก็ต้องเป็นความสำคัญผิด ต้องขจัด ให้หายไปด้วยอุบายดังที่กล่าวแล้ว ; ผู้นั้นจึงจะสามารถกำหนดลมหายใจ หรือ กายสังขาร ในขั้นที่รำงับลงอย่างละเอียดที่สุดได้. นี้คืออุปสรรค และวิธีขจัดอุปสรรคชนิดที่มักเกิดในขั้นแรก แห่งอานา- ปานสติขั้นที่สี่นี้. อุปสรรคทั่วไป ส่วนอุปสรรคในขั้นต่อไปและมีได้ทั่วๆ ไปนั้น อาจมีได้แทบทุกระยะแห่ง การปฏิบัติ และการเลื่อนลำดับของการปฏิบัติ หากแต่ว่าเป็นปัญหาที่อาจจะเกิด เฉพาะคน เพราะมีอุปนิสัยแตกต่างกัน ดังที่ได้เคยกล่าวแล้วข้างต้น. ถ้าจะ ประมวลมาให้หมด หรือเผื่อไว้สำหรับทุกคน ก็จะได้เป็นหัวข้อดังต่อไปนี้ ซึ่ง เป็นหัวข้อที่ควรสำเหนียกศึกษาไว้อย่างคล่องแคล่วและแม่นยำที่สุด. ก. เมื่อสติกำหนดลมหายใจออก จิตฟุ้งอยู่ในภายใน. คือเมื่อ บุคคลส่งจิตไปตามลมที่กำลังแล่นออกในขณะแห่งลมหายใจออก โดยจะกำหนด เป็นเบื้องต้น ท่ามกลาง ที่สุด หรือไม่ก็ตาม เกิดความห่วงว่ามันจะหายใจกลับ เข้าไปเมื่อไร หรือเกิดความกังวลว่า มันจะขาดตอน หรือมันจะหายไปเลยไม่

น.1101 กลับเข้า หรือเข้าไม่พอ หรือเข้าอย่างไม่มีระเบียบ ดังนี้แล้ว ย่อมเป็นอุปสรรค หรืออันตรายต่อความเป็นสมาธิ แม้ในชั้นหยาบ. เขาจะต้องมีหลักในการที่ จะไม่ให้เกิดความระแวงหรือกลัวหรือห่วงเช่นนั้น. ความรู้สึกฟุ้งซ่านที่กล่าวนี้ จะปรากฏแก่บุคคลผู้แรกฝึกเป็นธรรมดา. ถ้าไม่ได้รับการแนะนำล่วงหน้า ย่อม เกิดการเสียประโยชน์ หรือเสียเวลามากกว่าที่ควร โดยไม่จำเป็น. ข . ในกรณีแห่งการหายใจเข้า. ก็มีอุปสรรคในทำนองเดียวกัน คือ เมื่อสติกำหนดลมหายใจเข้าถึงที่สุดแล้ว จิตแล่นออกไปภายนอก คือ ไปห่วงอยู่ว่าเมื่อไรลมจะกลับออกไป เมื่อไรมันจะกระทบฐานที่กระทบสำหรับ ขาออก ดังนี้เป็นต้น. นี้เรียกว่า จิตฟุ้งออกไปภายนอก มีอาการกลับกัน กับข้อ ก. เมื่อนำมาเข้าคู่กัน ก็อาจจะสรุปได้ว่า เมื่อกำหนดลมหายใจออก จิตฟุ้งไปข้างใน คือไปกังวลอยู่ข้างใน : เมื่อกำหนดลมหายใจเข้า จิตฟุ้งไปข้าง นอก คือไปกังวลอยู่ข้างนอก. ทั้งนี้เป็นกฎธรรมดาที่ว่า เมื่อสำเร็จเรื่องข้าง นอกแล้ว ก็ไปห่วงข้างใน - เมื่อสำเร็จเรื่องข้างในแล้ว ก็ไปห่วงข้างนอก. อาการเช่นนี้ จะเกิดขึ้นเอง โดยอำนาจสัญชาตญาณอย่างหนึ่ง, และผู้ปฏิบัติ มีความร้อนรน หรือมีความตั้งใจรุนแรงเกินไปในการปฏิบัติอีกอย่างหนึ่ง. การ ศึกษามาแล้วอย่างเพียงพอ กับ การสำรวมจิตอย่างประณีตสุขุม หรือพอเหมาะ พอสม และ การไม่คิดอะไรล่วงหน้าเผื่อไว้มากๆ เป็นต้น ย่อมแก้อุปสรรคคู่นี้ได้ อุปสรรคคู่ถัดไปก็คือ : ค. ความหวังอยู่ก็ดี ความพอใจอยู่ก็ดี ความอยากก็ดี ซึ่งมีอยู่ ในลมหายใจออก. ง. ความหวังอยู่ก็ดี ความพอใจอยู่ก็ดี ความอยากก็ดี ซึ่งมีอยู่ ในลมหายใจเข้า.

น.1102 ทั้งคู่นี้ ล้วนแต่เป็นอันตรายต่อความเป็นสมาธิ ความหวังในลม หายใจออกหรือเข้าก็ตาม เกิดมาแต่ความกลัวว่าลมจะหายไป ซึ่งจะทำให้การ ปฏิบัติของตัวต้องชะงัก หรือไม่เป็นผลดีทันตามต้องการ. ผู้ที่ปฏิบัติด้วยตัณหา อุปาทาน ยึดมั่นถือมั่น ในตัวการปฏิบัติเต็มที่ ยิ่งต้องรับเคราะห์กรรมข้อนี้มาก ส่วนผู้ที่ปฏิบัติด้วยปัญญา หรือสัมมาทิฏฐิ พร้อมด้วยคำแนะนำที่ดี ก็แทบจะไม่ พบอุปสรรคอันนี้. ความพอใจในลมหายใจออก หรือเข้า ที่เกิดมาจาก ความรู้สึกสบายในขณะที่หายใจออกหรือเข้า หรือที่เกิดมาจากความรู้สึกที่เป็น การยึดมั่นถือมั่นก็ตาม ย่อมเป็นสิ่งที่มีอำนาจมากเพียงพอ ที่จะให้เกิดความฟุ้ง ซ่านแห่งจิต หรือเกิดความหยาบแห่งลมหายใจ จนไม่มีทางที่จะรำงับลงได้. มันจูงไปในทางแห่งความตื่นเต้นเสียตลอดเวลา จึงจัดเป็นอุปสรรคหรืออันตราย ในปริยายหนึ่ง. ส่วนความอยากหรือความหวังนั้น เนื่องมาจากความพอใจ จึงมีความกระหายต่อการหายใจเข้าหรือออกก็ตาม. แม้ข้อนี้ก็เป็นสิ่งที่ทำให้ มีจิตหยาบ มีลมหายใจหยาบ ไม่อาจจะรำงับลงได้ จึงถือว่าทั้งคู่ เป็นอันตราย ต่อความเป็นสมาธิ เช่นเดียวกับความฟุ้งแห่งจิต ที่กล่าวแล้วในข้อ ก. และ ข. คู่ถัดไปอีก คือ : จ. เมื่อลมหายใจออกครอบงำ เกิดการลืมต่อการหายใจเข้า. ฉ. เมื่อลมหายใจเข้าครอบงำ เกิดการลืมต่อการหายใจออก . ทั้ง ๒ อย่างนี้ เป็นอันตรายแห่งการทำสมาธิ. คำว่า ถูกลมหายใจ ครอบงำ นั้น หมายความว่าเขาไปสนใจต่อลมหายใจนั้นรุนแรงเกินไปก็ดี ; หรือ การหายใจออก มีอะไรที่ทำให้เกิดความสนใจมากโดยส่วนเดียว ส่วนขณะที่ หายใจเข้าไม่มีอาการอย่างนั้น ดังนี้เป็นต้นก็ดี ; หรือว่าอวัยวะเครื่องทำการ หายใจ ไม่เป็นปรกติ สะดวกแก่การหายใจออก ไม่สะดวกในเมื่อหายใจเข้า, อาน. ๓๑

น.1103 หรือสะดวก แต่เมื่อหายใจเข้า ไม่สะดวกในเมื่อหายใจออก ก็ดี ; ย่อมมีอาการ ที่เป็นอุปสรรคในข้อนี้เกิดขึ้น. โดยใจความก็คือ ได้มีอะไรมาทำให้เขาสนใจ หรือกำหนดลมหายใจได้แต่เพียงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพราะความไม่รู้เท่าถึงการณ์, ลักษณะที่เป็นได้ง่ายแก่ผู้แรกปฏิบัตินั้น ก็อยู่ตรงที่เขาไปสนใจอย่างรุนแรงและ ยืดยาว ในสิ่งซึ่งเป็นสิ่งแรกที่เขาประสบเข้า. และข้อถัดไปก็เนื่องมาจากอวัยวะ ซึ่งเป็นฐานที่ตั้งแห่งความกำหนด ไม่สามารถที่จะทำหน้าที่ได้เท่ากัน ในขณะ หายใจเข้าและออก จนทำให้เกิดความยุ่งยากขึ้น โดยที่ไม่สามารถจะใช้จุดๆ เดียวกัน ให้เป็นที่ตั้งของผุสนาได้อย่างสม่ำเสมอ ทั้งเมื่อหายใจออกและหายใจ เข้า. คู่ถัดไปอีกคือ : ช. เมื่อกำหนดนิมิต จิตในลมหายใจออกหวั่นไหว. ซ. เมื่อกำหนดลมหายใจออก จิตในนิมิตหวั่นไหว ทั้งสองอย่างนี้ เป็นอันตรายต่อความเป็นสมาธิ. คำว่า นิมิต ในที่นี้ หมายถึงนิมิตในขั้นผุสนา หรืออุคคหนิมิต. เมื่อจิตไปกำหนดอยู่ที่อุคคหนิมิต คือที่ฐานที่ลมกระทบ จิตที่กำหนดตัวลมก็หวั่นไหว หรือส่ายไป. อีกทางหนึ่ง ซึ่งตรงกันข้ามก็คือ เมื่อกำหนดที่ตัวลมหายใจมากเกินไป หรือด้วยความตั้งใจ เต็มที่ จิตที่จะกำหนดในนิมิต คือฐานที่ลมกระทบ หรือที่เรียกว่า ผุสนา นั้น ก็ เป็นจิตหวั่นไหวหรือส่ายไป. อุปสรรคข้อนี้เกิดมาจากการกระทำที่สับสน หรือ ผิดลำดับ เพราะการศึกษาไม่เพียงพอ หรือทำไปตามความเข้าใจของตนเอง. เมื่อการปฏิบัติยังอยู่ในขั้นแรก อุปสรรคหรือปัญหานี้ยังไม่เกิด เพราะตัวลมหาย- ใจนั้นเองเป็นตัวนิมิต. ถ้าปัญหาจะเกิด ก็เนื่องมาจากการที่ผู้นั้นได้ไปทำการ กำหนดแบ่งแยกให้เป็นนิมิตอย่างหนึ่ง ให้เป็นลมหายใจอย่างหนึ่ง แล้วเขาก็ กำหนดในฐานะที่เป็นนิมิตนั้นอย่างหนึ่ง ในฐานะที่เป็นลมหายใจนั้นอีกอย่างหนึ่ง;

น.1104 เมื่อกำหนดอย่างใดมากไป จิตที่กำหนดทางอีกฝ่ายหนึ่งก็หวั่นไหว ดูๆ คล้ายกับ ว่าเป็นการรู้มาก ยากนาน. ถ้าหากกระทำแต่เพียงว่าสติกำหนดลมอย่างแน่ว - แน่แล้ว ถือเอาลมนั้น เป็นนิมิตพร้อมกันไปในตัว ก็ไม่มีทางที่จะกำหนดหนักไป ในทางใดทางหนึ่ง อุปสรรคหรือปัญหาที่กล่าวก็ไม่เกิดขึ้น ในขั้นที่กำหนดลม หายใจให้เป็นนิมิต. ทั้งนี้เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับลมหายใจออก. ส่วน ปัญหาที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับลมหายใจเข้า ก็เป็นไปในทำนองอย่างเดียวกันคือ : ฌ. เมื่อกำหนดนิมิต จิตในลมหายใจเข้าหวั่นไหว. ญ. เมื่อกำหนดในลมหายใจเข้า จิตในนิมิตหวั่นไหว. ทั้ง ๒ อย่างนี้ เป็นอันตรายต่อความเป็นสมาธิ. คำอธิบายและการ แก้ไขอุปสรรคข้อนี้ เป็นอย่างเดียวกับคู่ก่อน คือ ช. กับ ซ. จึงสามารถ วินิจฉัยรวมกันไปในคราวเดียวกัน และอาจจะสรุปความประมวลเป็นใจความ สำคัญ ที่ใช้ได้ทั่วไปทั้ง ๒ คู่ ว่า ในเมื่อยังใช้ลมหายใจเป็นนิมิต ก็ควรใช้ อุบายในการกำหนดควบคู่ไปด้วยกันคือไม่ทำในใจในทางที่จะแบ่งแยกกัน. ครั้น ล่วงมาขณะแห่งอุคคหนิมิต ก็กำหนดเอาฐานที่ตั้งเป็นตัวนิมิต ไม่ใส่ใจถึงลม หายใจ ใส่ใจแต่ความรู้สึกที่เกิดขึ้นที่ตรงจุดเท่านั้น ซึ่งย่อมเป็นการกำหนด ลมหายใจไปในตัว โดยไม่รู้สึกตัว ด้วยอุบายที่แยบคาย. ครั้นตกมาถึง ระยะแห่งปฏิภาคนิมิต ซึ่งเป็นการถือเอาดวงแห่งมโนภาพที่เกิดขึ้น มาเป็นตัว นิมิต การกำหนดลมหายใจก็กลายเป็นสิ่งที่ระงับไปแล้วโดยสิ้นเชิง โดยถือว่า ลมหายใจเป็นสิ่งที่มีอยู่เป็นระเบียบโดยไม่รู้สึก เมื่อการกำหนดปฏิภาคนิมิตยังเป็น ไปได้ดีอยู่ คือปรกติอยู่ ก็เป็นอันถือว่าลมหายใจนั้นยังเป็นระเบียบอยู่โดยไร้สำนึก ในขั้นนี้ จึงมีแต่การกำหนดนิมิตแต่อย่างเดียวโดยตรง ไม่ต้องทำในใจให้เป็น ห่วงถึงการกำหนดลมเลย. ทั้งหมดนี้ อาจจะสรุปความสั้น ๆ ได้อีกครั้งหนึ่งว่า;

น.1105 ( ๑ ) ในขณะแห่งบริกรรมนิมิต กำหนดลมและนิมิตพร้อมกันไปในตัว. ( ๒ ) ในขณะอุคคหนิมิต กำหนดแต่นิมิตที่ตรงจุดแห่งผุสนา ให้การ กำหนดลมเป็นแต่เพียงของฝากหรือของพลอยได้ซึ่งไม่ต้องสนใจเท่ากับการกำหนด นิมิต แต่ผุสนาย่อมเกิดขึ้น เมื่อลมกระทบเท่านั้น ฉะนั้นจึงเป็นการกำหนด ๒ อย่าง พร้อมกันไปในตัวโดยอีกปริยายหนึ่ง. ( ๓ ) ส่วนในขณะแห่งปฏิภาคนิมิต กำหนดแต่นิมิต โดยตรงเพียงอย่าง- เดียว ทิ้งลมหายใจไว้ในฐานะที่เป็นสิ่งดำเนินไปได้เอง โดยไม่ต้องมีการกำหนด แม้โดยปริยาย. อุปสรรคหรืออันตราย ๒ คู่นี้ ย่อมหมดไปโดยอุบายอันแยบ คาย แห่งการปฏิบัติอันถูกต้องในขณะแห่งนิมิต ๓ ระยะ ดังกล่าวนี้. คู่ถัด ไปอีก คือ :-

น.1106 กันยายน ๒๕๐๒ ค. เมื่อกำหนดลมหายใจออก จิตในลมหายใจเข้าหวั่นไหว. ฅ. เมื่อกำหนดลมหายใจเข้า จิตในลมหายใจออกหวั่นไหว. ทั้ง ๒ อย่างนี้ เป็นอันตรายต่อความเป็นสมาธิ. อุปสรรคคู่นี้เป็นไป ในระยะแรกๆ. ความหมายโดยตรงหมายถึงอาการของบุคคลที่ไม่ทำในใจ โดยแยบคาย คือไม่มีโยนิโสมนสิการมากพอ ถึงกับไม่สามารถทำของ ๒ อย่างนี้ ให้สม่ำเสมอกันด้วยความรู้สึกที่เท่ากัน. ทั้งนี้เป็นเพราะความไม่รู้บ้าง เพราะ ความตั้งใจมากเกินไปบ้าง. ผู้ปฏิบัติพึงสังเกตให้เห็นว่าอุปสรรคในคู่นี้ มี อาการคล้ายกันกับข้อ ก. และ ข. หากแต่มีความมุ่งหมายแตกต่างกันบ้างใน ข้อที่ว่า ในขั้นนี้ หมายถึงจิตที่ไม่ได้รับการกระทำที่สม่ำเสมอกันในคู่หนึ่งๆ มี อาการผิดปรกติเป็นพิเศษ หรือเล็กน้อย หรือเฉพาะคน ยิ่งกว่าในขั้นต้น คือใน ข้อ ก. และ ข. ; และยังหมายถึงว่าจิตหวั่นไหวในระยะหลังนี้ อาจจะมีมูลเหตุ มาจากทางอื่น โดยไม่เนื่องกับการหายใจที่คู่กันในระยะเดียวกันก็ได้ เพราะเหตุ ที่การทำในใจไม่เท่ากันทั้ง ๒ ระยะ. ผู้ประสพอุปสรรคข้อนี้จะต้องหาทาง แก้ไขเฉพาะส่วนที่หวั่นไหว หรือเท่าที่เป็นมูลเหตุของความหวั่นไหวเฉพาะส่วน. นำมากล่าวไว้ในฐานะเป็นสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นเท่านั้น. ส่วนคู่ต่อไปนั้นเป็นเรื่อง ที่เกี่ยวกับสิ่งแทรกแทรง คือ : อาน. ๓๒

น.1107 ถ. จิตแล่นไปตามอารมณ์ ในอดีต เป็นจิตตกไปข้างกระสับกระส่าย ( วิกเขปะ ). ท จิตหวังอารมณ์ ในอนาคต เกิดเป็นจิตหวั่นไหว ( วิกัมปีตะ ). ทั้ง ๒ อย่างนี้เป็นอันตรายต่อการทำสมาธิ. ข้อที่ต้องสังเกตมีอยู่ว่า อารมณ์ในอดีตเป็นเหตุให้กระสับกระส่าย อารมณ์ในอนาคตเป็นเหตุให้หวั่นไหว; อาการทั้งสองนี้ มีความแตกต่างกันอย่างไร อาการกระสับกระส่ายหรือวิกเขปะ นั้น หมายถึงมากเรื่อง หรือหลายทิศหลายทาง, ส่วนอาการหวั่นไหวหมายถึง เฉพาะเรื่อง และมีที่มุ่งหมายทางใดทางหนึ่ง. การแก้ไขอุปสรรคคู่นี้ มี อาการคล้ายกันในระยะแรก คือ ต้องละเว้นหรือรำงับจิตที่เป็นอย่างนั้น เสียก่อน แล้วจึง ( ๑ ) ทำการ "ตั้งจิตใหม่" ในอารมณ์หรือในฐาน อันเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือ ผุสนา สำหรับจิตที่แล่นไปในอารมณ์อดีต; และ ( ๒ ) ทำการ " น้อมจิตไป " ในอารมณ์หรือในฐานอันเดียวอย่าง เดียวกัน สำหรับจิตที่หวังอารมณ์ในอนาคต. ความแตกต่างระหว่างคำว่า "ตั้งจิตใหม่ " ( สำหรับข้อ ถ. ) และคำว่า " น้อมจิตไป" ( สำหรับข้อ ท.) มีอยู่อย่างไรนั้น เป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาดูอย่างละเอียด จึงจะเข้าใจและปฏิบัติไปจน แก้อุปสรรคนั้นได้. คำว่า "ตั้ง " หมายความว่าตั้งขึ้นใหม่ สำหรับสิ่งซึ่ง ไม่ได้ตั้งขึ้นมาก่อน หรือตั้งขึ้นไม่สำเร็จก็ตาม หรือว่าไม่รู้ว่าจะตั้งที่ตรงไหนก็ตาม; ฉะนั้น ต้องมีการตั้งหรือการกำหนดโดยเฉพาะขึ้นมาใหม่. ส่วนคำว่า "น้อม" จิตไปนั้น หมายถึงจิตไปตั้งอยู่ผิดที่ หรือเป็นการตั้งแล้วอย่างผิดที่ หรือกำหนด ผิดที่ จะต้องน้อมไปให้ถูกที่ หรือดึงไปให้ถูกที่ อาการจึงต่างกัน. โดยหลัก การอันนี้ ทำให้เห็นได้เองว่า ความกระสับกระส่าย หรือวิกเขปะนั้น ไม่มีที่ตั้ง และอาศัยมูลเหตุมาจากอารมณ์ ในอดีต ซึ่งมีอยู่มากมายด้วยกัน แต่ก็ล้วนแต่ไม่

น.1108 เป็นที่ตั้งแห่งความหวัง. ส่วนอาการที่เรียกว่าหวั่นไหว หรือวิกัมปีตะนั้น มี อาการตั้งอยู่แล้วในอารมณ์ที่มุ่งหวัง และเกี่ยวกับอารมณ์อนาคตเท่านั้น. ถ้า รู้จักการตั้งและการน้อมไปทั้ง ๒ อย่างนี้ได้ดี ก็ย่อมจะแก้ปัญหาข้อนี้ได้. เมื่อสังเกตความหมายของคำเหล่านี้ได้ถึงที่สุดแล้ว ย่อมได้ความรู้กว้าง ออกไป แม้ในทางจิตตวิทยาล้วน ๆ ว่า อารมณ์ในอดีตกับอารมณ์ในอนาคตนั้น นำให้เกิดปฏิกิริยาแก่จิตใจแตกต่างกันในแง่ที่ละเอียดอย่างนี้ ; ไม่ควรจะเหมาๆ เอาเสียว่าผิดกันแต่เป็นอดีตหรืออนาคต หรือโดยสักว่าชื่อ ส่วนโดยผลหรือโดย ปฏิกิริยานั้นเหมือนกัน ดังนี้เป็นต้น. อารมณ์ในอดีตตั้งอยู่ได้ด้วยอาศัย สัญญา ; อารมณ์ ในอนาคตตั้งอยู่ได้ด้วยอาศัยเวทนาและวิตก แล้วมันจะ เหมือนกันได้อย่างไร อีกทางหนึ่งก็คือการศึกษาให้รู้เรื่องสัญญา เวทนา และ วิตก นั่นเอง จะเป็นประโยชน์แก่การตั้งจิต และการน้อมจิตไป ดังที่กล่าวแล้ว ข้างต้น ได้ตามความประสงค์. สำหรับคำว่า "ละเว้นจิตนั้น ๆ เสีย" แล้วจึงตั้งใหม่ หรือน้อมไปใหม่ นั้น มีทางที่จะละเว้นเสียด้วยการข่ม อย่างหนึ่ง ; และด้วยการพิจารณา อีกอย่างหนึ่ง ในเมื่อการข่มทำไปไม่สำเร็จ. อธิบายว่า เมื่อเราต้อง การจะละสัญญาในอดีตเรื่องใดเสีย ด้วยการข่มใจไม่ให้ระลึกถึง โดยให้ไป กำหนดอยู่ในนิมิตของสมาธิ, แต่ทำอย่างไร ๆ ก็ไม่สำเร็จ เพราะสัญญาในอดีต มีกำลังมากเกินไป จนไม่อาจจะข่มได้ จะต้องอาศัยการละด้วยการพิจารณาด้วย ปัญญา คือเพ่งพิจารณาดูถึงอารมณ์แห่งสัญญาในอดีต ว่าอารมณ์นั้นก็ดี สัญญา นั้นก็ดี เป็นแต่เพียงสิ่งที่ถูกปรุงขึ้นมา และเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา หรือ ปราศจากตัวตนโดยสิ้นเชิง. เมื่อเห็นชัดแจ้งดังนี้ การละเว้นจิตที่แล่นไปตาม อารมณ์แห่งสัญญาในอดีต ก็เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ คือทำลายเสียได้. สำหรับ

น.1109 อารมณ์ในอนาคต ก็มีหลักเกณฑ์อย่างเดียวกัน หากแต่ว่าถ้าเป็นการพิจารณา จะต้องพิจารณาลงไปยังตัวเวทนาหรือวิตก : เวทนาคือเวทนาที่หวังจะได้มาเป็น ความถูกอกถูกใจเป็นต้น จากอารมณ์ในอนาคต. วิตกคือการตริตรึกไปสู่ อารมณ์ในอนาคต. เมื่อทั้งเวทนาและวิตกเป็นเพียงมายา คือเป็นเพียงสิ่งที่ปรุง มันขึ้นในใจ ไม่มีตัวตนที่แท้จริง ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ดังที่กล่าวแล้ว ก็ทำลายเวทนาและวิตกเสียได้ อารมณ์ ในอนาคตก็ถูกทำลายไป นี้เรียกว่า "ละ เว้นจิตนั้น ๆ" เสียได้ แล้วตั้งจิตใหม่หรือน้อมจิตไปสู่อารมณ์ใหม่ คือไปสู่ นิมิตของสมาธิระยะใดระยะหนึ่งนั่นเอง. อุปสรรคคู่นี้อาจจะเกิดขึ้นได้ทุกขณะ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือระยะเริ่ม แรก ได้แก่ในขณะแห่งคณนาหรืออนุพันธนาของบริกรรมนิมิตโดยเฉพาะ และ อาจก้าวก่ายขึ้นไปถึงระยะผุสนาแห่งอุคคหนิมิตในบางส่วนหรือบางโอกาส. แต่ ถ้าหากว่าได้แก้ไขอุปสรรคอันนี้ไปด้วยดีตั้งแต่ระยะแห่งบริกรรมนิมิตแล้ว การรบ กวน ในระยะแห่งอุคคหนิมิตก็ยากที่จะมีได้. อีกทางหนึ่ง ซึ่งจะต้องสำเหนียกไว้ก็คือว่า บุพพกิจเบื้องต้น ต่างๆ ในระยะตระเตรียมตัวเพื่อทำกัมมัฏฐาน ตลอดถึงการละปลิโพธ ดังที่กล่าวแล้ว ข้างต้น ก็เป็นสิ่งที่มีความสำคัญเกี่ยวกับการเกิดของอุปสรรคคู่นี้ หรือการไม่เกิด ของอุปสรรคคู่นี้อย่างไม่น้อยทีเดียว. อีกสิ่งหนึ่งซึ่งควรระลึกด้วยก็คือ กัมมัฏ- ฐานอุปกรณ์ ที่ใช้ทำอยู่เป็นประจำวันสำหรับสนับสนุนกัมมัฏฐานหลัก ดังที่กล่าว แล้วข้างต้น. สิ่งนี้มีความสัมพันธ์กันอยู่มาก ในการป้องกันมิให้เกิดอุปสรรค คู่นี้ขึ้นมาได้ง่ายๆ. อุปสรรคคู่ถัดไปคือ : ธ. จิตหดหู่ เป็นจิตตกไปข้างฝ่ายเกียจคร้าน. น. จิตเพียรจัดเกินไป เป็นจิตตกไปข้างฝ่ายฟุ้งซ่าน.

น.1110 ทั้ง ๒ อย่างนี้ เป็นอันตรายต่อความเป็นสมาธิ. อุปสรรคทั้งคู่นี้ อาจจะเกิดขึ้นได้ทุกขณะ หากแต่ว่ามาในทางที่แตกต่างกัน เพราะฉะนั้นจึงไม่มา ด้วยกันอย่างเคียงคู่กันเหมือนคู่อื่นบางคู่. อุปสรรคอย่างแรก คำว่า "หดหู่" โดยใจความ หมายถึงความอ่อน กำลัง หรือไร้กำลัง เพราะปฏิบัติผิดก็ดี เพราะเนื่องด้วยโรคภัยก็ดี เพราะเนื่อง ด้วยร่างกายไม่สมประกอบก็ดี หรือเพราะกำลังในทางจิตคืออินทรีย์ต่างๆ ( มี สัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ) อ่อนเกินไปก็ดี ล้วนแต่นำมาซึ่งผลอย่างเดียว กัน คือความถอยกำลัง แล้วตกไปเป็นฝ่ายเกียจคร้าน. ความซึมเซาง่วงเหงา หาวนอน มึนชา สลัว ท้อแท้ อิดโรย และอื่น ๆ ซึ่งมีลักษณะแห่งการถอยกำลัง อย่างเดียวกัน ย่อมจัดเข้าไว้ในข้อนี้, หรือแม้ที่สุด แต่ความคิดที่เปลี่ยนแปลงไป จนกระทั่งเกิดความไม่พอใจ หรือไม่เลื่อมใสต่อวัตถุประสงค์อันนี้โดยแท้จริง ก็ นับรวมเข้าไว้ในข้อนี้. รวมความว่ากิริยาที่จิตถอยกำลังลงไปเรียกว่าความ หดหู่ ในที่นี้ทุกอย่าง การระงับอุปสรรค หรืออันตรายคือความหดหู่นี้ มีหลักอยู่ว่า " เธอ ประคองจิตนั้นขึ้น แล้วย่อมละความเกียจคร้านเสียได้ ." สิ่งที่ต้อง ศึกษา คือการที่จะประคองจิตนั้นขึ้นโดยวิธีไร. ผู้ปฏิบัติจะต้องประคองจิตด้วย อุบายที่แยบคาย เริ่มด้วยการแก้ไขมูลเหตุต่าง ๆ ของความหดหู่ดังที่กล่าวมา แล้วข้างต้น เท่าที่จะทำให้ได้ดีในภายนอก หรือ ในทางกายอย่างไรเสีย ก่อน แล้วจึงยกจิตในภายในขึ้น : เช่นถ้าร่างกายไม่ดี อาหารไม่เหมาะ หรือ สัปปายธรรม อย่างอื่นไม่เพียงพอ ก็ต้องแก้ไขส่วนนั้นก่อน แล้วจึงแก้ไขในส่วน ที่เป็นเรื่องของจิตโดยตรง. การแก้ไขทางจิตโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ก็คือ ปลูกฉันทะ ในการเจริญภาวนาให้มากขึ้นด้วยอุบายที่แยบคาย ซึ่งมีอยู่มากมาย ด้วยกัน แล้วแต่ความเหมาะสม. ถ้าเหลือวิสัยของตนเอง ผู้เป็นกัลยาณมิตร อาน. ๓๓

น.1111 หรืออาจารย์ ก็อาจจะช่วยเหลือได้ดี. อุบายปลูกฉันทะนั้นที่เป็นภายนอก ก็คือระลึกถึงบุคคลภายนอก อันเป็นที่ตั้งแห่งศรัทธา เช่นระลึกในพระพุทธคุณ เกิด ความเลื่อมใสแล้ว ก็เกิดความอยากหรือความพอใจในการปฏิบัติยิ่ง ๆ ขึ้นไป ดังนี้ก็ดี ; หรือระลึกถึงบุคคลคนใดคนหนึ่ง ซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งมานะ ว่าเราก็คน เขาก็คน เมื่อเขาปฏิบัติได้ เราก็ต้องปฏิบัติได้ ดังนี้เป็นต้นก็ดี เรียกว่าอาศัยเหตุ ปัจจัยภายนอก. อีกทางหนึ่งก็คือ อุบายปลูกฉันทะอาศัยเหตุปัจจัยภายใน ของตัวเองโดยตรง ว่าความทุกข์เป็นอย่างนี้ วัฏฏสงสารเป็นอย่างนี้ ความดับ ทุกข์เป็นอย่างนี้ ความหยุดเวียนว่ายเป็นอย่างนี้ ไม่มีทางอื่น : ยิ่งพิจารณาไป ก็ยิ่งเห็นคุณแห่งพระธรรม และเห็นความจำเป็นที่ตนต้องพึ่งพระธรรม ไม่มีทาง อื่นที่จะเป็นทางรอดของตนได้ดังนี้ เป็นต้นก็ดี : นี้เรียกว่าอาศัยเหตุที่เป็นภายใน เป็นอุบายประคองจิต เป็นการเพิ่มกำลังให้แก่อินทรีย์ของตน ได้ด้วยกันทั้งนั้น. ประคองจิตขึ้นมาได้เท่าไร ก็ย่อมมีกำลังละความหดหู่ หรือความเกียจคร้านเสีย ได้เท่านั้น. ผู้มีความเฉลียวฉลาดมากเท่าไร ก็ย่อมคิดหาอุบายประคองจิต ของตนได้ เป็นวงกว้างขึ้นไปเท่านั้น. รวมความแล้ว ก็เป็นทางให้เกิดฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา ด้วยกันทั้งนั้น และล้วนแต่เป็นความหวังหรือเห็นแก่สิ่งหนึ่ง สิ่งใดซึ่งตนหวังด้วยกันทั้งนั้น จึงอาจจะนำมาใช้เป็นอุบายได้ : นับตั้งแต่เห็นแก่บิดา มารดา เห็นแก่บุคคลที่ตนประสงค์จะให้เขาได้รับความพอใจ เห็นแก่พระพุทธเจ้า เห็นแก่พระศาสนา กระทั่งเห็นแก่ความหลุดพ้นของตัวเองเป็นที่สุด. ส่วน การเห็นแก่ทรัพย์หรือชื่อเสียงเป็นต้นนั้น เป็นของต่ำเกินไป กว่าที่จะนำ มาใช้เป็นอุบายสำหรับปลูกฉันทะในกรณีเช่นนี้ได้. สรุปความว่า ถ้าจิต หดหู่ ต้องแก้ไขด้วยอุบายที่เป็นการประคับประคอง. ส่วนอุปสรรคเกิดจากการที่จิตมีความเพียรจัดเกินไป จนตกไปข้างฝ่าย ฟุ้งซ่านนั้น เป็นสิ่งที่กลับตรงกันข้ามกับจิตที่หดหู่โดยประการทั้งปวง. อุบาย

น.1112 สำหรับแก้ไขอุปสรรคข้อนี้ จึงมีอยู่ในรูปตรงกันข้ามว่า " เธอข่มจิตนั้นเสีย ย่อมละความฟุ้งซ่านได้ " ดังนี้. จิตเพียรจัดเกินไป หมายถึงมีความขะมัก- เขม้นเกินขอบเขต. กล่าวโดยที่ถูกแล้ว จิตไม่ควรจะมีความขะมักเขม้นหรือ อะไร ๆ ที่มีความหมายมากมายเกินกว่าความพอดี ทุกชนิดทีเดียว. แม้แต่ สิ่งที่เรียกว่าความเพียร ก็ควรจะทราบว่าเป็นความเพียรที่ทำไปในลักษณะที่พอดี มิใช่พากเพียรด้วยตัณหามานะ เหมือนกรณีของชาวโลกที่ประกอบการงาน ความเพียรที่จัดเกินไปนั้น ย่อมมีมูลมาจากตัณหามานะทิฏฐิ กระทั่งถึงอวิชชา เป็นที่สุด ; เพราะฉะนั้นจะต้องมีการศึกษาเกี่ยวกับความเพียรที่พอเหมาะพอดีมา เป็นพื้นฐานเสียก่อน. อีกทางหนึ่งความเพียรอาจจะพุ่งจัดเกินไปได้ ด้วยความ เคยชินที่เลื่อนลอย ในการกระทำทางกายและทางจิต เช่นมีความขยันขันแข็งใน การนั่งหรือการยืน หรือการจงกรมเป็นต้น มากเกินไป. จนเกิดความผิด ปรกติขึ้นในร่างกายแล้ว จิตก็ต้องฟุ้งซ่านไปตาม : หรือในระยะแห่งวิปัสสนา ขยันพิจารณาอย่างมุมานะมากเกินไป กว่าการเพ่งดูความจริงอย่างแน่วแน่แล้ว จิตก็ตกไปฝ่ายฟุ้งซ่านได้อย่างใหญ่หลวงโดยง่าย เพราะความเคยชินอันเลื่อนลอย นั้น. เมื่อเสียความเป็นปรกติทั้งทางฝ่ายกาย และฝ่ายจิตรวมเข้าด้วยกันแล้ว เขา ย่อมไม่สามารถจะข่มจิตได้ กระทั่งถึงแม้จะนอนหลับก็หลับไม่ได้ โดยที่จิตใฝ่ฝัน เลื่อนลอยไป ไม่ยอมหยุดทั้งที่กายนอนหลับตานิ่ง จนกระทั่งเป็นอันตรายในที่สุด. การข่มจิตในที่นี้จะสำเร็จได้ด้วยการป้องกัน และการกำจัดมูลเหตุแห่ง ความฟุ้งซ่านโดยตรงนั่นเอง. เมื่อได้บรรเทามูลเหตุชั้นหยาบๆ หรือที่เป็น ภายนอกออกไปเสียได้แล้ว ก็สามารถขจัดความฟุ้งซ่านที่เป็นชั้นละเอียดหรือภาย ในได้ตามลำดับ. ในบางกรณีต้องเป็นไปในทางพักผ่อนเสียชั่วคราว ทั้งทาง กายและทางใจ : พักผ่อนทางกาย คือการหยุดทำความเพียรชั่วคราว : พักผ่อน

น.1113 ทางจิต คือหยุดใช้การพิจารณาแล้วมาสงบอยู่ด้วยสมาธิเสียชั่วคราว ดังนี้ก็ดี หรือหยุดสมาธิชั้นละเอียดชนิดที่มีอารมณ์ละเอียด ไปเป็นสมาธิอย่างอื่นที่อารมณ์ หยาบกว่า กล่าวคือเปลี่ยนสมาธิเสียนั่นเอง, ดังนี้ก็ดี, เป็นการชั่วคราวแล้ว ย่อมเป็นอุบายที่กำจัดความเพียรที่พุ่งจัดเกินไปได้ด้วยกันทั้งนั้น. สรุปความว่า การข่มจิตนั้น ไม่ได้หมายความอย่างข่มเขาวัวให้กินหญ้า หรือหักด้ามพร้า กับหัวเข่า : หากแต่ว่าเป็นการใช้อุบายที่แยบคายอย่างใดอย่างหนึ่ง จนระงับ ความฟุ้งซ่านได้นั่นเอง. อย่างไรก็ตาม อุปสรรคคู่นี้เป็นอุปสรรคที่ยากลำบาก ต่อการที่จะขจัดยิ่งไปกว่าคู่ที่แล้วมา และเป็นอุปสรรคที่อาจจะเกิดขึ้นได้โดยง่าย กว่าอุปสรรคที่แล้ว ๆ มา กระทั่งมีขอบเขตที่จะต้องศึกษา เพื่อการควบคุมและแก้ ไขที่กว้างขวางยิ่งกว่าอุปสรรคอื่น ๆ ที่กล่าวแล้วข้างต้น. ส่วนอุปสรรคคู่สุด ท้ายคือ :- :::_

น.1114 กันยายน ๒๕๐๒ บ. จิตไวต่อความรู้สึกเกินไป เป็นจิตตกไปข้างฝ่ายกำหนัด ป. จิตไม่แจ่มใส เป็นจิตตกไปข้างฝ่ายพยาบาท. ทั้ง ๒ อย่างนี้เป็นอันตรายต่อความเป็นสมาธิ ที่ว่าจิตไวต่อความ รู้สึกเกินไป เป็นจิตตกไปข้างฝ่ายกำหนัดนั้น หมายถึงใจในการรู้สึกต่ออารมณ์ที่ มากระทบเป็นเหตุ ให้รู้สึกได้มากกว่าที่ควรจะเป็น แลละเอียดลออมากกว่าที่ควร จะเป็น และขยายความรู้สึกออกไปได้เองมากกว่าที่เป็นจริง แม้ที่สุดแต่การคิดฝัน เก่ง ไม่มีที่สิ้นสุด ก็นับเนื่องเข้าในข้อนี้. ว่าโดยที่แท้แล้ว ก็เป็นความไหว- พริบ หรือความเฉลียวฉลาดชนิดหนึ่ง หากแต่ว่าไวจนควบคุมไม่ได้ และกลับ เป็นผลร้ายแก่ความเป็นสมาธิ. ที่เห็นได้ง่ายๆ เช่นความรู้สึกของพวกศิลปิน ที่ช่างคิดช่างฝัน ในทางจิตรกรรมต่าง ๆ ที่ขยายตัวไปในทางงดงามหรือแปลก ประหลาดได้ไม่มีที่สิ้นสุด ในทางจิตรกรรมหรือสิ่งอื่น ซึ่งเป็นผลดีในกรณีนั้นๆ แต่กลับเป็นอุปสรรคในทางฝ่ายสมาธิหรือสมถะเช่นนี้. การที่จิตใจต่อความ รู้สึกเกินไปเช่นนี้ ทำความยุ่งยากลำบากให้แก่ผู้ปฏิบัติเหลือประมาณ. โดย ที่แท้แล้ว ความกำหนัดในอารมณ์นั้น ก็เป็นอาการของสัญชาตญาณอยู่ตาม ธรรมดาแล้ว ครั้นมีความเฉลียวฉลาด หรือความไวต่อความรู้สึกเพิ่มขึ้นมาอีก อาการดังกล่าวแล้วนั้นก็เป็นไปอย่างแรงกล้ากว่าธรรมดา เป็นการส่งเสริมนิวรณ์ คือกามฉันทะให้มีกำลังยิ่งขึ้นไป และเกิดได้ง่าย หรือเกิดได้บ่อยยิ่งขึ้น. อาน. ๓๔

น.1115 อุบายสำหรับกำจัดอุปสรรคข้อนี้มีอยู่ว่า "เธอเป็นผู้รู้สึกตัวทั่วพร้อม ( ส้มปชาโน ) ต่อจิตนั้น ย่อมละความกำหนัดได้ " ดังนี้. เพื่อความ เข้าใจชัดเจนในอุบายอันนี้ ควรจะถือเอาความหมายแห่งรูปศัพท์นั้นๆ เป็นหลัก สิ่งที่เป็นอุปสรรคนั้นท่านเรียกว่า อภิญฺญาต, แปลตามตัวหนังสือว่า รู้ยิ่งหรือรู้ เฉพาะ คือพุ่งดิ่งไป. ส่วนอุบายเครื่องกำจัดอุปสรรคนั้นท่านเรียกว่า สัมปชานะ ซึ่งตามตัวหนังสือก็แปลว่า ความรู้ทั่วพร้อม ( สํ = พร้อม +ป = ทั่ว +ชาน = รู้ อยู่ ). เมื่อพิจารณาตามตัวหนังสือ ก็ทำให้เข้าใจได้ทันทีว่า สิ่งทั้งสองนี้ เป็นข้าศึกกันอย่างไร คืออันหนึ่งเป็นสิ่งที่รู้อย่างพุ่ง หรือไหลเชี่ยวเป็นเกลียวไป อย่างหลับหูหลับตา ; ส่วนอีกอันหนึ่งเป็นความรู้อย่างรอบคอบและทั่วถึง ด้วย อำนาจของสติสัมปชัญญะ ; จึงเห็นได้ชัดสืบไปว่า สติสัมปชัญญะอีกนั่นเอง ที่จะ เป็นเครื่องมือ กำจัดเสียซึ่งความที่จิตไวต่อความรู้สึกเกินไป ในที่สุดก็ตัดทางมา แห่งความกำหนัดในกรณีที่กล่าวนี้เสียได้. สติสัมปชัญญะในกรณีที่กล่าวนี้ พอที่จะกล่าวได้ว่ามีเป็น ๒ ระยะ คือ : ( ๑ ) จะระวังไม่ให้เอา รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส จากภายนอกเข้ามา ใน ลักษณะที่เป็นเหตุให้เกิดความรู้สึกทางอารมณ์ และ ( ๒ ) อีกทางหนึ่งเป็น ความรู้สึกภายใน ก็จะไม่ปล่อยให้จิตถือเอาธรรมารมณ์ปัจจุบัน หรือสัญญาใน อดีตมาคิดฝัน. แม้ที่สุดแต่ความเป็นผู้ฉลาด หรือไว ในการแปลความหมาย ของสิ่งต่าง ๆ ก็จะต้องถูกควบคุมไว้เป็นอย่างดี เช่นเมื่อได้เห็นวัตถุสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ซึ่งสัณฐานหรือลวดลายอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็มีการแปลความหมายให้วิจิตรพิศดาร ในทำนองตีปริศนา ที่เป็นไปในทางที่ก่อให้เกิดความกำหนัด เพราะอำนาจความ เคยชินของตัว ในการที่จะมองเห็นอะไรกลายเป็นนิมิตอันเป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ไปเสียทั้งนั้น. ความเคยชินเช่นนี้ ยิ่งต้องการสติสัมปชัญญะหรือความรู้สึก ตัวทั่วพร้อมที่มีกำลังแก่กล้า และมากยิ่งขึ้นไปอีก.

น.1116 สรุปรวมความก็คือว่า ความที่จิตเลื่อนลอย คอยแต่จะตกไปสู่ความ กำหนัดนั้น ต้องกันและแก้ ด้วยสติสัมปชัญญะ หรือความรู้สึกตัวทั่วพร้อม. พึงสังเกตโดยเฉพาะในข้อที่ว่า ในที่นี้ ไม่ได้แนะให้แก้ด้วยอสุภกัมมัฏฐาน เพราะ เป็นคนละเรื่องกัน : ในที่นี้ โทษเป็นแต่เพียงความไวของจิต ที่มักผลุนผลันไปใน ทางใดทางหนึ่ง ซึ่งมันถนัดหรือเคยชิน จึงต้องแก้ด้วยสัมปชัญญะ : หากแก้ด้วย อสุภกัมมัฏฐาน ก็จะกลายเป็นเรื่องอื่นไป ซึ่งจะยืดยาดโดยไม่จำเป็น และในที่สุด ก็แก้ไม่ได้เลย. ส่วนอุปสรรคข้อที่ว่า จิตไม่แจ่มใส เป็นจิตตกไปข้างฝ่ายพยาบาท นั้น โดยใจความก็คือเป็นฝ่ายตรงกันข้าม คำว่าไม่แจ่มใส ในที่นี้ หมายถึง ปราศจากความรู้ ที่ทำให้จิตแจ่มใสหรือผ่องใส : หรือปราศจากความรู้สึกที่ ปรุงจิตให้ปีติปราโมทย์ หรือสงบเสงี่ยม. แต่เป็นจิตที่สลัวอยู่ด้วยความไม่รู้ นั่นเอง ในที่สุดก็ตกไปข้างฝ่ายพยาบาท คำว่าพยาบาท ในที่นี้ มิได้หมายถึง ความอาฆาตจองเวร โดยตรง หากแต่หมายถึงความไม่พอใจทุกชนิด โดยเฉพาะ หมายถึง ปฏิฆะ คือความกลัดกลุ้มหงุดหงิดอยู่ในอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง นับ ตั้งแต่โกรธผู้อื่น โกรธตัวเอง โกรธสิ่งของ และโกรธกระทั่งสิ่งที่ตนไม่รู้ว่าอะไร จนถึงความรู้สึกที่เป็นความรำคาญใจ หรือความไม่สบายใจอยู่ตามลำพังตนใน ที่สุด. อุบายเป็นเครื่องขจัดอุปสรรคอันนี้ ก็เป็นอย่างเดียวกันอีก คือท่านไม่ได้ แนะให้แก้ด้วย การเจริญเมตตา แต่ได้แนะให้แก้ด้วยความเป็นผู้รู้สึกตัวทั่วพร้อม เช่นเดียวกับข้อก่อน. อธิบายว่า เมื่อมีสติสัมปชัญญะเพียงพอแล้ว ความ มืดมัวสลัวไม่ผ่องแผ้วแห่งจิตก็มีขึ้นไม่ได้. การควบคุมสติสัมปชัญญะให้ ปรากฏอยู่เสมอ เป็นสิ่งที่พึงประสงค์อย่างยิ่งในกรณีแห่งอุปสรรคทั้ง ๒ ข้อนี้. ลำพังการเจริญเมตตา ไม่สามารถจะกำจัดความสลัวแห่งจิตได้. อุปสรรคข้อนี้ มีชื่อโดยบาลีว่า อปญฺญาตํ แปลว่า ไม่แจ่มใส ไม่ผ่องแผ้ว ไม่ชัดเจนหรือ

น.1117 ไม่แจ่ม โดยใจความก็คือ มัวหรือสลัว ทำให้เห็นได้ว่า เป็นสิ่งที่อาจระงับไป ได้ ด้วยความรู้สึกตัวทั่วพร้อม อุปสรรคทั้ง ๙ คู่ หรือนับเรียงอย่างได้ ๑๘ อย่างเหล่านี้ บางทีก็เรียกว่า อุปกิเลสของสมาธิ บ้าง ในฐานะที่เป็นเครื่องเศร้าหมองของสมาธิ : เรียกว่า อันตรายของสมาธิ บ้าง ในฐานะที่เป็นสิ่งที่ทำอันตรายต่อสมาธิโดยตรง : เมื่อ เกิดอาการเหล่านี้อย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นแล้ว กายก็ดี จิตก็ดี ย่อมกระวนกระวาย ย่อมหวั่นไหว ย่อมดิ้นรนไปตามกัน. เมื่อจิตหมดจดจากอุปสรรคเหล่านี้ การ เจริญสมาธิทุกขั้นย่อมเป็นไปได้โดยหลักใหญ่ๆ ส่วนข้อปลีกย่อยหรือราย ละเอียดนั้น จะไม่มีความสำคัญจนถึงกับจะแก้ไขไม่ได้ ในเมื่อตัวอุปสรรคอันแท้ จริงเหล่านี้ ได้ถูกขจัดไปหมดสิ้นแล้ว. จิตที่ปลอดจากอุปสรรคเหล่านี้ ชื่อว่า เป็นจิตขาวรอบ หรือเป็น จิตถึงซึ่งความเป็นเอก ( เอกตฺต ) ความเป็นเอก ใน ที่นี่ มีความหมายทั้งความเป็นหนึ่ง ไม่มีสอง และความเป็นเอก คือประเสริฐ. จิตถึงความเป็นเอก เมื่อกล่าวถึงความเป็นเอก พึงทราบเสียด้วยว่า ท่านบัญญัติไว้เป็นขั้นๆ ต่างกันคือ : ๑ ความเป็นเอกในด้านการเสียสละ หรือการให้ทานของพวกที่พอใจ ในการให้ทาน. ๒ ความเป็นเอกเพราะสมถะนิมิตปรากฏชัดแล้ว ของพวกที่มีสมาธิ. ๓ ความเป็นเอกเพราะอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ปรากฏแล้ว ของพวก ที่เจริญวิปัสสนา.

น.1118 ความเป็นเอกเพราะความดับทุกข์ปรากฏแล้ว ของพระอริยบุคคล ทั้งหลาย. รวมเป็น ๔ อย่างด้วยกันเช่นนี้. เมื่อเป็นดังนี้ เราจะเห็นได้ว่าความ เป็นเอกที่เราประสงค์ในที่นี้ ได้แก่ความเป็นเอกในข้อที่ ๒ คือความเป็นเอกเพราะ สมาธินิมิตเป็นไปสำเร็จ หรือที่ปรากฏชัดในการเจริญสมาธินั่นเอง. ท่าน ได้กำหนดองค์แห่งความเป็นเอก ของสมาธิในกรณีนี้ไว้ว่า : ๑. จิตผ่องใส เพราะความหมดจดแห่งข้อปฏิบัติ. ๒. จิตเจริญงอกงาม ด้วยอุเบกขา. ๓. จิตอาจหาญร่าเริง ด้วยญาณ. ทั้ง ๓ ประการนี้ เป็นลักษณะเครื่องหมายของจิตที่ลุถึงปฐมฌานโดยตรง ซึ่งเป็นการแสดงถึงความสำเร็จแห่งการเจริญสมาธิในขั้นแรก ซึ่งเราจะพิจารณา กันต่อไปโดยละเอียด, ดังต่อไปนี้ :- ข้อที่ว่า "จิตผ่องใส เพราะความบริสุทธิ์ หมดจดแห้งข้อปฏิบัติ" นั้น หมายความว่าเมื่อจิตผ่านอุปสรรคทั้ง ๑๘ อย่างดังที่กล่าวแล้ว มาได้โดย เรียบร้อยเช่นนี้ ก็เป็นอันว่าข้อปฏิบัติหรือปฏิปทานั้น ได้ดำเนินมาด้วยความ หมดจด จิตจึงได้ผ่องใสเพราะความที่ไม่มีอุปสรรคหรือนิวรณ์อย่างใดรบกวน ความที่จิตผ่องใสในลักษณะเช่นนี้ เป็นองค์อันแรกหรือเป็นลักษณะอันแรกของ ปฐมฌาน. ข้อที่ว่า "จิตเจริญงอกงามด้วยอุเบกขา" นั้น เล็งถึงความที่บัดนี้ จิตวางเฉยอยู่ได้ด้วยความวางเฉย ที่เป็นองค์แห่งฌาน ซึ่งจะได้กล่าวต่อไปข้าง หน้าเมื่อจิตวางเฉยได้โดยไม่มีอะไรมารบกวน ท่านเรียกว่าเป็นจิตที่เจริญงอกงาม อาน. ๓๕

น.1119 ตามความหมายของภาษาฝ่ายกัมมัฏฐานหรือโยคะปฏิบัติ นี้เป็นองค์ที่สอง หรือ ลักษณะที่สอง หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่ง คือลักษณะท่ามกลางของปฐมฌาน. ข้อที่ว่า “จิตมีความอาจหาญร่าเริงอยู่ด้วยญาณ " นั้น อธิบายว่า จิตที่เป็นมาแล้วโดยลักษณะอาการแห่งข้อที่หนึ่งข้อที่สองนั้น ย่อมร่าเริงอยู่ด้วย ความรู้ คือรู้ ความที่นิวรณ์หมดไป รู้ความที่จิตเป็นสมาธิประกอบด้วยองค์แห่ง ฌานอย่างมั่นคงไม่หวั่นไหว แล้วมีปีติและสุข อันเกิดแต่วิเวกแลอยู่ จิตจึงอาจ หาญร่าเริง. ข้อนี้เป็นองค์ที่สาม หรือลักษณะที่สาม หรือลักษณะในที่สุด ของปฐมฌาน. ทั้งหมดนี้ทำให้กล่าวได้อีกนัยหนึ่งว่า ปฐมฌานมีความงามในเบื้องต้น มี ความงามในท่ามกลาง มีความงามในที่สุด. งามในเบื้องต้น เพราะจิตผ่องใส ด้วยอำนาจข้อปฏิบัติที่หมดจดถึงที่สุด, งามในท่ามกลาง เพราะจิตเจริญรุ่งเรือง อยู่ด้วยอุเบกขา คือความวางเฉย และงามในที่สุดเพราะจิตกำลังร่าเริงอยู่ด้วย ญาณนั้น. การที่จะเข้าใจในลักษณะทั้งสามนี้ ของปฐมฌานนั้น ขึ้นอยู่ กับความเข้าใจในเรื่องนิวรณ์และองค์แห่งฌาน เป็นส่วนสำคัญ. นิวรณ์ และ องค์แห่งฌาน เพื่อให้เข้าใจถึงข้อที่จิตผ่านอุคคหนิมิตและปฏิภาคนิมิตมาโดยลำดับ จน ลุถึงอัปนาสมาธิในขั้นที่เป็นปฐมฌานได้อย่างไรโดยแจ่มแจ้งนั้น จะต้องมีความ เข้าใจในเรื่องอันเกี่ยวกับนิวรณ์ และองค์แห่งฌานเป็นหลักสำคัญเสียก่อน. นิวรณ์ กับ คู่ปรับ สิ่งที่เรียกว่านิวรณ์ ตามตัวหนังสือแปลว่า เครื่องกางกั้น ; แต่ความ- หมาย หมายถึงสิ่งที่ทำความเสียหายให้แก่ความดีงามของจิต. ความดีงาม

น.1120 ของจิต ในที่นี้ เรียกว่าความเป็นเอก หรือ เอกัตตะ ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น : ดังนั้น นิวรณ์จึงเป็นอุปสรรคหรือเป็นคู่ปรับกันกับเอกัตตะ ในฐานะที่เป็นปฏิ- ปักษ์ต่อกัน ซึ่งจะได้ยกมากล่าวเป็นคู่ ๆ พร้อมกันไปดังนี้ :- ๑. กามฉันทะ เป็นนิวรณ์. เนกขัมมะ เป็นเอกัตตะ , กามฉันทะ คือ ความพอใจในกามความหมกหมุ่นอาลัยในกามหรือความใคร่ในทางกามที่กลุ้มรุม รบกวนจิตอยู่ ทำจิตไม่ให้แจ่มใสหรือเป็นประภัสสร : เช่นเดียวกับน้ำที่ใสสะอาด เมื่อบุคคลเอาสีแดงเป็นต้น ใส่ลงไปในน้ำแล้ว ย่อมหมดความเป็นน้ำใส ไม่อาจ จะมองเห็นสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่ภายใต้น้ำนั้นได้อีกต่อไป ฉันใดก็ฉันนั้น. เนกขัมมะ คือความที่จิตปราศจากกาม ไม่ถูกกามรบกวน ไม่ถูกกามกระทำให้มืดมัวไป. เมื่อใดจิตมีลักษณะเช่นนั้น เรียกว่าจิตมีเนกขัมมะ หรือเป็นเอกัตตะข้อที่หนึ่ง. ๒. พยาบาท เป็นนิวรณ์. อัพยาบาท เป็นเอกัตตะ . พยาบาท หมายถึงความที่จิตถูกประทุษร้ายด้วยโทษะหรือโกธะ กล่าวคือความขัดใจ ความ ไม่พอใจ ความโกรธเคือง ความกระทบกระทั่งแห่งจิตทุกชนิด ที่เป็นไปในทาง ที่จะเบียดเบียนตนเอง ผู้อื่น หรือวัตถุอื่น. ส่วน อัพยาบาท เป็นไปในทาง ตรงกันข้าม หมายถึงจิตเยือกเย็นไม่มีความกระทบกระทั่ง หรือหงุดหงิดแต่ประ- การใด. เมื่อพยาบาทเกิดขึ้นกลุ้มรุมจิตแล้ว ในขณะนั้นจิตย่อมพลุ่งพล่าน เสียความเป็นประภัสสร หรือความผ่องใส เหมือนน้ำที่ใสสะอาด แต่ถูกความร้อน ทำให้เดือดพล่านอยู่ ย่อมสูญเสียความผ่องใส ไม่อาจจะมองเห็นสิ่งต่างๆ ที่มี อยู่ใต้พื้นน้ำนั้น ฉันใดก็ฉันนั้น.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต