Buddhadasa.org

อานาปานสติภาวนา เล่ม 1 ว่าด้วยสมาธิล้วน ตอนที่ ๑๔ — นิวรณ์

อานาปานสติภาวนา เล่ม 1 ว่าด้วยสมาธิล้วน — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — อานาปานสติภาวนา เล่ม 1 ว่าด้วยสมาธิล้วน (๑๙ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.1121 ๑๔๐ อานาปานสติภาวนา เล่ม ๑ ๓. ถีนมิทธะ เป็นนิวรณ์, อาโลกสัญญา เป็นเอกัตตะ . ถีนมิทธะ ในที่นี้ ได้แก่ความเศร้า ความมึนชา ง่วงเหงาหาวนอน เป็นต้น แม้ที่สุดแต่ ความละเหี่ยท้อแท้ ก็นับรวมอยู่ในข้อนี้. เมื่อครอบงำจิตแล้ว จิตสูญเสีย ความผ่องใส เช่นเดียวกับน้ำที่ใสสะอาด แต่ถ้ามีเมือกหรือตะไคร่ หรือสาหร่าย เป็นต้น ลอยอยู่ในน้ำนั้น น้ำก็สูญเสียความผ่องใส ไม่สามารถจะมองเห็นสิ่ง ต่าง ๆ มีกรวดทราย เป็นต้น ที่มีอยู่ใต้พื้นน้ำนั้น จึงจัดเป็นนิวรณ์ เพราะทำความ เสื่อมเสียให้แก่จิต คือทำจิตให้ใช้การไม่ได้. อาโลกสัญญา คือการทำในใจ ให้เป็นแสงสว่าง ราวกะว่ามีแสงอาทิตย์ส่องอยู่โดยประจักษ์จนตลอดเวลา. ข้อ นี้เกี่ยวกับอุปนิสัยด้วยเกี่ยวกับการฝึกด้วย ที่จะทำให้บุคคลนั้นให้มีจิตแจ่มจ้าราว กะว่าได้รับแสงแดดอยู่ตลอดเวลา, คือไม่มีการง่วงซึม มึนชา ซบเซา. ถ้า หลับก็หลับโดยสนิท ถ้าตื่นก็ตื่นโดยแจ่มใส. อาโลกสัญญา เป็นความ เป็นเอก หรือความเป็นเลิศชนิดหนึ่งของจิต และเป็นคู่ปรับโดยตรงของถีนมิทธะ. ๔. อุทธัจจกุกกุจจะ เป็นนิวรณ์, อวิกเขปะ เป็นเอกัตตะ . อุท- ธัจจะ - กุกกุจจะ คือ ความฟุ้งซ่านและรำคาญ ความแตกต่างกันของอุทธัจจะ กับกุกกุจจะ พึงถือเอาตามความหมาย รูปศัพท์, อุทธัจจะ หมายถึงความพลุ่ง ขึ้น หรือฟุ้งขึ้น เช่นความคิดฟุ้งขึ้น เพราะความทึ่ง หรือความสนใจที่มากเกินไป : ส่วนกุกกุจจะ เป็นความรู้สึกที่แผ่ซ่านระส่ำระสาย เพราะความไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร ดี ที่ไหนดี, หรือทำอย่างไร ๆ ก็ไม่เป็นที่พอใจ หรือเป็นสุข. เกิดขึ้นเพราะ มีสิ่งอื่นมายั่วบ้าง เพราะความเคยชินบ้าง เพราะการกระทำที่เกินขอบเขต เกิน เวลาบ้าง จนพร่าไปหมด. ครั้นสิ่งทั้ง ๒ นี้ เกิดขึ้นครอบงำจิตแล้ว ก็ทำจิต ให้สูญเสียความเป็นประภัสสรไปในอีกทางหนึ่ง : เปรียบเหมือนน้ำที่ใสสะอาด

น.1122 แต่ถ้าถูกเป่าให้เป็นละลอกหรือเป็นคลื่นอยู่เสมอแล้ว ย่อมสูญเสียความผ่องใส ไม่อำนวยความสำเร็จ แก่การมองเห็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดภายใต้พื้นน้ำนั้น ฉันใดก็ฉัน นั้น : จึงจัดเป็นสิ่งที่ทำความเสื่อมเสียแก่จิต. อวิกเขปะ แปลว่าไม่ซัดไป หรือไม่ส่ายไป คือไม่พลุ่งขึ้นข้างบน หรือไม่ส่ายไปรอบตัว, เมื่อเป็นลักษณะ ของจิต ได้แก่ความที่จิตมีความคงที่หรือคงตัว ทนได้ต่อสิ่งรบกวน ไม่หวั่นไหว ไปตามสิ่งรบกวน มีความเป็นปรกติของตัวเองอยู่ได้ จึงจัดว่าเป็นความเป็นเอก หรือความเป็นเลิศของจิต อีกชนิดหนึ่ง. อาศัยการศึกษาฝึกฝนอย่างเดียวเท่านั้น จึงจะมีคุณธรรมข้อนี้ขึ้นมาได้ เพราะธรรมชาติของจิตย่อมกลับกลอกและหวั่น ไหว. ๕. วิจิกิจฉา เป็นนิวรณ์, ธัมมววัตถาน เป็นเอกัตตะ . วิจิกิจฉา หมายถึงความลังเล หรือโลเลแห่งจิต ไม่มีความแน่ใจในตัวเอง ในวิธีการหรือ หลักการ ที่ตนกำลังยึดถือเป็นหลักปฏิบัติ. ไม่แน่ใจในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ในการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า หรือในปฏิปทาทางปฏิบัติเพื่อความดับ- ทุกข์ ทางพระศาสนา. มีความเชื่อครึ่งหนึ่ง มีความสงสัยครึ่งหนึ่ง ในสิ่งนั้น ๆ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในสิ่งที่ตนกำลังกระทำอยู่. ความลังเลเช่นนี้ครอบงำ จิตแล้ว ทำให้จิตสูญเสียความเป็นประภัสสร หรือความผ่องใส หมดสมรรถภาพ ในตัวมันเอง ในทางที่จะรู้แจ้งสิ่งต่าง ๆ ตามที่เป็นจริง เหมือนกับน้ำที่ใสสะอาด แต่มีอยู่ในที่มืดสนิท ย่อมไม่สำเร็จประโยชน์ในการที่มองเห็นสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ที่มี อยู่ที่พื้นภายใต้น้ำนั้น ฉันใดก็ฉันนั้น. ธัมมววัตถานะ ได้แก่การกำหนดที่แน่ นอนชัดเจนลงไปยังธรรมะ หรือหลักเกณฑ์ข้อใดข้อหนึ่ง โดยกระจ่างชัดไม่มี การสงสัยหรือลังเล. สิ่งที่เราต้องประสงค์โดยตรงในที่นี้ หมายถึงการที่บุคคลแต่ ละคน จะต้องมีหลักเกณฑ์อย่างใดอย่างหนึ่ง ที่จำเป็นแก่การครองชีวิตของตน อาน. ๓๖

น.1123 หรือการประกอบอาชีพการงานในหน้าที่ของตน ทั้งทางกายและทางจิต โดยเฉพาะ อย่างยิ่ง ก็คือหลักเกณฑ์ ในเรื่องความดี ความชั่ว บุญบาป สุขทุกข์ ทางแห่ง ความเสื่อมและความเจริญ ตลอดถึงทางแห่งมรรคผลนิพพานเป็นที่สุด ; ธัมมววัต- ถานะนี้ มีทางมาจากการศึกษาโดยตรง ซึ่งหมายถึงการฟังหรือการอ่าน การคิด การถาม การซักไซร้สอบสวน การกำหนดจดจำ จนมีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนแจ่ม แจ้ง เป็นที่แน่ใจแก่ตัวเองอยู่ตลอดเวลา ไม่สงสัยหรือลังเลในสิ่งที่ตนจะต้องทำ หรือกำลังทำอยู่ ความสงสัยเป็นสิ่งที่รบกวนหรือทรมานจิตใจอย่างลึกซึ้ง ; ส่วน ธัมมววัตถานะนั้น ตรงกันข้าม, จึงจัดเป็นความเอก หรือความเป็นเลิศของจิต อีกอย่างหนึ่ง.

น.1124 กันยายน ๒๕๐๒ นิวรณ์ มีได้ไม่จำกัดจำนวน โดยทั่วไป ท่านกล่าวนิวรณ์ ไว้เพียง ๕ อย่างเท่านั้น แต่ในที่บางแห่ง โดยเฉพาะเช่นในคัมภีร์ปฏิสัมภิทามรรค ได้เพิ่มนิวรณ์ขึ้นอีก ๓ อย่าง คือ : อวิชชาหรือสัญญาณ เป็นนิวรณ์, ญาณ เป็นเอกัตตะ นี้คู่หนึ่ง ; อรติเป็น นิวรณ์, ปามุชชะ เป็นเอกัตตะ นี้คู่หนึ่ง ; และอกุศลธรรมทั้งปวง เป็น นิวรณ์, กุศลธรรมทั้งปวง เป็นเอกัตตะ อีกคู่หนึ่ง แต่เมื่อพิจารณาดูแล้ว จะ เห็นได้ว่า สัญญาณ หรืออวิชชา ในที่นี้อาจสงเคราะห์เข้าได้ในวิจิกิจฉา : อรติ คือความไม่ยินดีหรือความขัดใจนั้น อาจสงเคราะห์ได้กับพยาบาท. ส่วนอกุศล · ธรรมทั้งปวงนั้น เป็นอันกล่าวเผื่อไว้สำหรับอุปกิเลสที่ไม่ได้ออกชื่อ แต่ก็อาจจะ สงเคราะห์เข้าได้ในข้อใดข้อหนึ่งของนิวรณ์ ๕ ข้างต้นนั่นเอง. โดยนัยนี้จะ เห็นได้ว่า สิ่งที่เรียกว่านิวรณ์นั้น โดยที่แท้ไม่จำกัดจำนวน คือจะเป็นอุปกิเลส ชื่อไรก็ได้. การกำหนดไว้เพียง ๕ อย่าง เป็นบาลีพุทธภาษิตดั้งเดิม. ได้ รับความนิยมทั่วไป เพราะฉะนั้นจึงได้พิจารณากันแต่ ๕ อย่างเท่านั้น. เหตุที่ได้ชื่อว่านิวรณ์ เหตุที่ได้ชื่อว่านิวรณ์ เพราะมีความหมายว่า เป็นเครื่องปิดกั้น. เมื่อ ถามว่าปิดกั้นอะไร มีคำตอบต่างๆ กัน เช่นปิดกั้นความดี ปิดกั้นทางแห่งพระ นิพพาน ดังนี้เป็นต้น. แต่ในกรณีที่เกี่ยวกับการเจริญสมาธินี้ ท่านจำกัดความ

น.1125 กันลงไปว่า โดยบุคคลาธิษฐาน ก็คือปิดบังสัตว์ หรือจิตของสัตว์ไม่ให้รู้ ธรรม ; ส่วนโดยธรรมาธิษฐานนั้น หมายถึงปิดบัง นียานิกธรรม กล่าวคือ ธรรมเครื่องนำสัตว์ออกจากทุกข์, หรือกล่าวโดยนิตินัย ก็กล่าวได้ว่าปิดบัง เอกัตตะนั่นเอง : ยกตัวอย่างเช่นเนกขัมมะ หรือความที่จิตว่างจากกาม เป็น นียานะอันหนึ่งของพระอริยเจ้า หมายความว่าพระอริยเจ้ามีจิตออกจากทุกข์ด้วย เนกขัมมะนั้น, ส่วนกามฉันทะเป็นเครื่องปิดกั้นเนกขัมมะ คือกั้นหรือกีดกันเนก- ขัมมะออกไป แล้วมีกามฉันทะเข้ามาอยู่แทน กามฉันทะจึงได้ชื่อว่าเป็นนิวรณ์ หรือเป็น นียานาวรณา ซึ่งมีความหมายอย่างเดียวกัน กล่าวคือเป็นเครื่องปิดกั้น ธรรม ซึ่งเป็นเครื่องนำสัตว์ออกจากทุกข์ของพระอริยเจ้าทั้งหลาย. ปุถุชน ไม่รู้ว่าเนกขัมมะนั้นเป็นธรรมเครื่องออกจากทุกข์ของพระอริยเจ้า “ เพราะถูกกาม ฉันทะหุ้มห่อปิดบังจิต. โดยนัยนี้ จึงได้ความหมายเป็น ๒ ทาง คือ ปิดบัง ธรรมฝ่ายเอกัตตะไม่ให้ปรากฏแก่จิต หรือปิดบังจิตไม่ให้ลุถึงธรรมที่เป็นฝ่าย เอกัตตะ, แต่โดยผลแล้วเป็นอย่างเดียวกัน คือจิตถูกหุ้มห่อด้วยนิวรณ์อยู่ตลอด เวลา, เมื่อถือเอาโดยพฤตินัย จึงได้แก่ สิ่งที่เกิดขึ้นหุ้มห่อจิตอยู่เป็นปรกติ นั้น เอง : จิตเศร้าหมอง จิตไม่มีวิเวก จิตไม่มีสุขเป็นต้น ด้วยอำนาจแห่งนิวรณ์นั้น. การละนิวรณ์ มีหลายประเภท การทำจิตให้ปราศจากนิวรณ์ นั้น คือความมุ่งหมายโดยตรงของการทำ สมาธิ ฉะนั้น การที่จิตปราศจากนิวรณ์ กับการที่จิตเป็นสมาธิ จึงเป็นของ อันเดียวกัน. เมื่อใด จิตปราศจากนิวรณ์อยู่โดยธรรมชาติ ซึ่งเป็นได้เอง ในบางขณะก็เป็น สมาธิธรรมชาติ เมื่อใด จิตปราศจากนิวรณ์โดยอาศัยการปฏิ- บัติ จิตก็มีสมาธิชนิดที่เรากำลังศึกษากันอยู่นี้. สมาธิตามธรรมชาติ ทำให้

น.1126 จิตพ้นจากนิวรณ์ได้โดยบังเอิญ เรียกว่า ตทังควิมุติ แปลว่าหลุดพ้นเพราะประจวบ เหมาะหรือบังเอิญประจวบเหมาะกับสิ่งที่เป็นเครื่องระงับนิวรณ์, ส่วนในสมาธิ ที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัตินั้น นิวรณ์ถูกละไปด้วยอำนาจของสมาธินั้น. การ ปราศจากนิวรณ์ด้วยอาการเช่นนี้ เรียกว่า วินัมภนวิมุติ . แต่ตลอดเวลาที่ กิเลสยังไม่หมดสิ้นไป นิวรณ์ย่อมกลับเกิดขึ้นใหม่ ในเมื่อว่างจากสมาธิ ฉะนั้น จึงต้องมีการปฏิบัติอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งเป็นการทำลายรากเง่า หรือต้นตอ แห่งนิวรณ์ เสีย, สิ่งนั้นคือวิปัสสนา. จิตที่ไม่ถูกนิวรณ์หรือกิเลสรบกวนอีกต่อไป ได้ ชื่อว่ามี สมุเฉทวิมุติ คือความหลุดพ้น เพราะความขาดสูญของกิเลส เป็น ความหลุดพ้นอย่างเด็ดขาด. โดยนัยที่กล่าวมานี้ จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า สิ่ง ที่เรียกว่านิวรณ์นั้น รำงับเองได้โดยบังเอิญ อย่างหนึ่ง รำงับอยู่ได้ด้วยอำนาจ ของสมาธิ อย่างหนึ่ง และมีรากเง่าอัน ขาดสูญไปได้ด้วยอำนาจของ วิปัสสนา อีกอย่างหนึ่ง. สองอย่างแรก เป็นการชั่วคราว. อย่างหลัง เป็นการถาวร. ผู้ปฏิบัติ ต้องไม่เพียงแต่ศึกษาหรือจดจำเรื่องราวอันเกี่ยวกับนิวรณ์อย่าง เดียว แต่ต้องรู้จักหรือหยั่งทราบชัด ต่อสิ่งที่เรียกว่านิวรณ์ด้วยใจของตนเอง จริงๆ ว่ามีอยู่อย่างไร เพียงไร และเมื่อไรเป็นต้น, และรู้จักลักษณะที่นิวรณ์ นั้น ๆ กำลังรบกวนตนเองอยู่อย่างไร ทั้งนี้เพื่อจะได้เห็นโทษแห่งนิวรณ์นั้น ได้จริงๆ จงมีความพอใจและแน่ใจ ในการที่จะกำจัดนิวรณ์นั้นเสีย แม้เพื่อ ประโยชน์แห่งความอยู่เป็นสุข ในปัจจุบันทันตาเห็น ได้ทุกขณะที่ตนต้องการ กล่าวคือแม้ยังจะไม่หมดกิเลสสิ้นเชิง. แต่ก็จะมีชีวิตอยู่ได้ด้วยอุบายชนิดที่ นิวรณ์รบกวนไม่ได้เรื่อย ๆ ไป จนกว่าจะหมดกิเลสโดยสิ้นเชิง. โดยนัยนี้ จะเห็นได้ว่า ความปราศจากนิวรณ์นั้น เป็นความสงบสุขอย่างยิ่งอยู่ในตัวของ มันเอง ชั้นหนึ่งก่อน แล้วยังเป็นโอกาส หรือเป็นฐานที่ตั้ง สำหรับการปฏิบัติ อาน ๓๗

น.1127 เพื่อกำจัดกิเลสอันเป็นรากเง่าของนิวรณ์นั้น ให้หมดสิ้นไปอีกต่อหนึ่ง ซึ่งเป็น การทำลายนิวรณ์ในขั้นเด็ดขาด และเป็นความดับทุกข์ ในชั้นที่ไม่เปลี่ยนแปลงอีก ต่อไป. การละนิวรณ์ คือหน้าที่ของสมาธิ สำหรับการปฏิบัติในชั้นนี้ เป็นเพียงขั้นสมาธิ ยังไม่ใช่ขั้นวิปัสสนา หน้าที่ของเราอันเกี่ยวกับนิวรณ์ จึงเป็นเพียงการทำสมาธิหรืออุบายอันเป็นเครื่อง กีดกันนิวรณ์ออกไปเสียจากจิต ด้วยการนำเอาสิ่งที่เป็นปฏิปักษ์ต่อนิวรณ์เข้ามา สู่จิต จนกระทั่งนิวรณ์ต่าง ๆ ระงับไป. สิ่งที่กีดกันนิวรณ์ออกไปจากจิตใน ที่นี้ คือ ตัวสติที่เกิดขึ้นในการกำหนดลมหายใจ โดยวิธีที่ได้กล่าวมาแล้วข้าง ต้น. โดยกรรมวิธี ก็คือเป็น การนำจิตเข้าไปผูกไว้กับลมหายใจ จนกระทั่ง เกิดเอกัตตธรรมต่างๆ ซึ่งล้วนแต่เป็นปฏิปักษ์ต่อนิวรณ์ นิวรณ์จึงหมดโอกาส ที่จะครอบงำจิต. ตลอดเวลาที่สติยังไม่ละไป. จิตยังกำหนดอยู่ที่ลมหายใจ หรือนิมิตแห่งสมาธิได้อยู่ เมื่อนั้นชื่อว่าไม่มีนิวรณ์ มีแต่เอกัตตธรรมอยู่แทนที่ ดังที่กล่าวแล้ว. ผู้ปฏิบัติจะต้องมองให้เห็นชัดเจนทีเดียวว่า เอกัตตธรรมเหล่านี้ มีอยู่อย่างไร : ยกตัวอย่างเช่นเนกขัมมะ หรือการหลีกออกจากกามนั้น เป็นสิ่ง ที่อาจกล่าวได้ว่า ได้เริ่มมี ... ตัวตั้งแต่ขณะหลีกออกไปสู่ที่สงัด และมีมากขึ้น หรือ มั่นคงขึ้น นับตั้งแต่ขณะแห่งคณนา คือการกำหนดนิมิต หรือลมหายใจเป็นต้น ไป กระทั่งถึงขณะแห่งปฏิภาคนิมิต ซึ่งเป็นอันกล่าวได้ว่า เป็นเนกขัมมะในที่นี้ แล้วอย่างสมบูรณ์. เอกัตตธรรมข้ออื่น เช่นอัพยาบาทเป็นต้น ก็ดำเนินไป ในแนวเดียวกัน. แต่ทั้งหมดนี้ จะเห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ก็ต่อเมื่อได้ศึกษาจน ทราบว่าองค์แห่งฌานนั้น ๆ มีอะไรบ้าง และองค์แห่งฌานนั้นๆ เป็นตัวเอกัดต- ธรรมข้อไหน, ฉะนั้นจะได้วินิฉัยกันถึงองค์แห่งฌานสืบไป.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต