น.1128 อานาปานสติภาวนา เล่ม ๑ ๑๔๗ องค์แห่งฌาน คำว่า " องค์แห่งฌาน " หมายความว่า ส่วนประกอบส่วนหนึ่งๆ ของฌาน. เมื่อประกอบรวมกันหลายอย่าง จึงสำเร็จเป็นฌานขั้นหนึ่ง, เช่นอาจ จะกล่าวได้ว่า ปฐมฌานมีองค์ห้า ทุติยฌานมีองค์สาม ตติยฌานมีองค์สอง จตุตถฌานมีองค์สอง ดังนี้เป็นต้น. ทั้งนี้เป็นการแสดงชัดอยู่แล้วว่าองค์แห่ง ฌานนั้น ไม่ใช่ตัวฌาน เป็นแต่เพียงส่วนประกอบส่วนหนึ่ง ๆ ของฌาน. องค์ แห่งฌาน มี ๕ องค์คือ ๑ วิตก, ๒ วิจาร, ๓ ปีติ, ๔ สุข, ๕ เอกัคคตา มี อธิบายดังต่อไปนี้ :- ๑. วิตก คำๆ นี้ โดยทั่วไปแปลว่า ความตริหรือความตรึก. แต่ ในภาษาสมาธิ คำว่า วิตก นี้ หาใช่ความคิดนึกตริตรึกอย่างใดไม่. ถ้าจะเรียก ว่าเป็นความคิด ก็เป็นเพียงการกำหนดนิ่ง ๆ แนบแน่นอยู่ในสิ่ง ๆ เดียว, ไม่มี ความหมายที่เป็นเรื่องเป็นราวอะไร. อาการแห่งจิตจะมีปรากฏอยู่ในขณะ แห่งคณนาและอนุพันธนาโดยอ้อม. และในขณะแห่งผุสนาและฐปนาโดยตรง ดังที่กล่าวแล้วข้างต้นนั่นเอง คือสิ่งที่เรียกว่าวิตกในที่นี้. ( ควรย้อนไปดูตอนอัน ว่าด้วยคณนาเป็นต้น ให้เข้าใจจริง ๆ อีกครั้งหนึ่ง ) และเข้าใจอาการของวิตกได้ดี ก็ต่อ เมื่อถูกนำไปเปรียบเทียบ กับสิ่งที่เรียกว่าวิจาร และกล่าวบรรยายลักษณะควบคู่ กันไป. ๒. วิจาร คำๆ นี้ โดยทั่วไป หมายถึงการตรึกตรอง หรือสอดส่อง หรือวินิจฉัย แต่ในทางภาษาสมาธิ หาได้มีความหมายอย่างนั้นไม่ เป็นแต่เพียง
น.1129 อาการที่จิตรู้ต่ออารมณ์ที่กำหนดอยู่นั้น, ซึ่งในที่นี้ ได้แก่ลมหายใจ, อยู่อย่าง ทั่วถึง โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือ อาการที่เกิดขึ้นในขณะของอนุพันธนาเป็นต้นไป. ( ควรย้อนไปดูเรื่องตอนอนุพันธนาเป็นต้น ดังที่แนะไว้แล้วในกรณีของวิตก ) และจะเข้าใจสิ่ง นี้ได้ดี ด้วยการนำอุปมาเปรียบเทียบ ซึ่งจะดียิ่งกว่าการบรรยายด้วยคำพูดตรงๆ ยกตัวอย่างเช่น เปรียบเทียบกับการดู ; เมื่อสายตาทอดไปจับที่สิ่งใดสิ่งหนึ่ง นี้ เปรียบกันได้กับอาการของวิตก, เมื่อเห็นสิ่งนั้นทั่วไปหมด เปรียบกันได้กับอาการ ของวิจาร. หรือ เปรียบด้วยการสาดน้ำ ; เมื่อน้ำกระทบกับสิ่งที่ถูกสาด ก็ เปรียบได้ด้วยอาการของวิตก, เมื่อน้ำเปียกซึมไปทั่ว ก็เปรียบได้ด้วยอาการของ วิจาร. หรือถ้า เปรียบกับการฝึกลูกวัว ซึ่งมันถูกใช้เป็นอุทาหรณ์ ในการ ฝึกจิตทั่ว ๆ ไป ก็อาจจะเปรียบได้ว่า เมื่อลูกวัวถูกแยกไปจากแม่ เอาไปผูกไว้ ที่เสาหลักแห่งหนึ่งด้วยเชือก เสาหลักเปรียบด้วยลมหายใจ เชือกนั้นเปรียบด้วย สติ ลูกวัวนั้นเปรียบด้วยจิต การที่มันถูกผูกติดอยู่กับเสา เปรียบด้วยอาการของ วิตก และการที่มันดิ้นไปดิ้นมา วนเวียนอยู่รอบ ๆ เสา รอบแล้วรอบอีก เปรียบ ด้วยอาการของวิจาร. ผู้ศึกษาจะต้องรู้จักสังเกต ความแตกต่างระหว่างคำว่า วิตก กับ คำว่าวิจาร และรู้จักความที่สิ่งทั้งสองนี้มีอยู่พร้อมกันกล่าวคือ การที่ลูกวัวถูกผูกติดอยู่กับเสา ก็เป็นสิ่งที่มีอยู่ในขณะที่มันวนเวียนอยู่รอบๆ เสา, หรืออาการที่มันวนเวียนอยู่ รอบๆ เสา ก็มีอยู่ในขณะที่มันยังถูก ผูกติดอยู่กับเสา, แต่ อาการทั้งสองอย่างนี้ ไม่ใช่เป็นของสิ่งเดียวกันเลย ทั้งที่มีอยู่พร้อมกันหรือในขณะเดียวกัน. ความ เข้าใจอันนี้ เป็นเหตุให้เข้าใจไปถึงว่า ในขณะแห่งปฐมฌานนั้น วิตกกับวิจาร มีอยู่ในขณะเดียวกันได้อย่างไร. สำหรับอาการอันนี้โดยเฉพาะ จะเห็นได้ชัด ในกรณีของคนขัดหม้อ ซึ่งมือซ้ายจับหม้อ มือขวาจับเครื่องขัดหม้อ แล้วถูไป ทั่ว ๆ ตัวหม้อ ในขณะเดียวกัน ; มือซ้าย คือวิตก มือขวา คือวิจาร, ฉันใด ก็ฉันนั้น.
น.1130 สรุปความว่า วิตก คือ อาการที่จิตกำหนดนิมิต , วิจาร คือ อาการ ที่จิตเคล้าเคลียกันอยู่กับนิมิตอย่างทั่วถึง นั่นเอง และ เป็นสิ่งที่มีอยู่พร้อมกัน. ๓. ปีติ. คำนี้ ตามปรกติแปลว่าความอิ่มใจ. ในภาษาของสมาธิ หมายถึงความอิ่มใจด้วยเหมือนกัน แต่จำกัดความเฉพาะความอิ่มใจที่ไม่เนื่องด้วย กาม และต้องเป็นความอิ่มใจที่เกิดมาจากความรู้สึกว่าตนทำอะไรสำเร็จ หรือตน ได้ทำสิ่งที่ควรทำเสร็จแล้ว หรือต้องเสร็จแน่ๆ ดังนี้เป็นต้นเท่านั้น. ปีตินี้ อาศัยเนกขัมมะไม่อาศัยกาม, ฉะนั้นจึงอาจจำกัดความลงไปว่า ปีติ คือ ความ อิ่มใจ ที่เกิดมาจากการที่ตนเอาชนะกามได้สำเร็จ ด้วยนั่นเอง. ปีติ ในกรณี นี้จัดเป็นกุศลเจตสิกประเภทสังขารขันธ์ คือความคิดชนิดหนึ่ง กล่าวคือ การทำ ความอิ่มใจ ยังไม่จัดเป็นเวทนาขันธ์. ผู้ศึกษาพึงรู้จักสังเกตความแตกต่าง ระหว่างปีติกับสุขในข้อนี้, คือข้อที่ปีติเป็นสังขารขันธ์ และสุขเป็นเวทนาขันธ์, เพื่อกันความสับสนกันโดยสิ้นเชิง แล้วพึงทราบ ความที่ปีติเป็นแดนเกิดของ ความสุข . ๔. สุข. คำว่าสุข ในที่นี้ หมายถึงความสุขอันเกิดจากการที่จิตไม่ ถูกนิวรณ์รบกวน รวมกันกับกำลังของปีติหรือปราโมทย์ ที่ได้ส่งเสริมให้เกิด ความรู้สึกอันเป็นสุขนี้ขึ้น. ตามธรรมดาคนเรา เมื่อมีปีติ ก็ย่อมรู้สึกเป็นสุข อย่างที่ไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้. แต่สุขโดยอาการอย่างนี้ ย่อมตั้งอยู่ชั่วขณะ ส่วนสุขที่เกิดมาจากการที่นิวรณ์ไม่รบกวนนั้น ย่อมตั้งอยู่ถาวรและมั่นคงกว่า. เมื่อผู้ศึกษาเข้าใจพฤติการณ์อันนี้ดี ก็จะเห็นชัดแจ้งได้โดยตนเองว่า ปีติกับสุข นั้น ไม่ใช่ของอย่างเดียวกันเลย แต่ก็มีอยู่พร้อมกันได้ในขณะเดียวกัน เหมือน กับการที่วิตกและวิจาร มีอยู่พร้อมกันได้ ฉันใดก็ฉันนั้น. อาน. ๓๘
น.1131 เอกัคคตา. เป็นคำที่ย่อมาจากคำว่า จิตเตกัคคตา ( จิตต + เอกคคตา ) แปลว่าความที่จิตเป็นสิ่งซึ่งมียอดสุดเพียงอันเดียว. โดยใจความ ก็คือ ความที่จิตมีที่กำหนดหรือที่จด - ที่ตั้ง เพียงแห่งเดียว. อธิบายว่า ตาม ธรรมดาจิตนั้น ย่อมดิ้นรนกลับกลอก เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เพราะเป็นของเบา หวิว. ต่อเมื่อได้รับการฝึกฝนโดยสมควรแก่กรณีแล้วจึงจะเป็นจิตที่ตั้งมั่น มี อารมณ์อย่างเดียวอยู่ได้เป็นเวลานาน. ในกรณีแห่งสมาธินี้ เอกัคคตา หมายถึงความที่จิตกำหนดแน่วแน่อยู่ได้ในขณะแห่งฐปนา หรือในระยะแห่งปฏิ- ภาคนิมิตเป็นต้นไป ( ส่วนระยะที่ต่ำกว่านั้น ยังล้มลุกคลุกคลาน คือเป็นไปชั่วขณะ ) และ อาการแห่งเอกัคคานี้เอง เป็นอาการที่เป็นความหมายอันแท้จริงของคำว่า สมาธิ หรือเป็นตัวสมาธิแท้. เอกัคคตานี้ ในที่บางแห่งเรียกว่า " อธิษฐาน" ก็มี. องค์ฌาน ทำให้เกิดฌานได้อย่างไร สิ่งที่ต้องพิจารณาหรือวินิจฉัยต่อไปก็คือ องค์ฌานทั้ง ๕ องค์นี้ มีอยู่ อย่างไร และสัมพันธ์กันในหน้าที่อย่างไร ในขณะแห่งปฐมฌาน เป็นต้น. ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า ปฐมฌาน มีองค์ ๕ คือ มีวิตก วิจาร ปีติ สุข และเอกศกตา. ข้อนี้ย่อมหมายความว่า ในขณะแห่งปฐมฌานนั้น สิ่งทั้ง ๕ นี้ ย่อมมีอยู่ และสัมพันธ์เป็นสิ่งเดียวกัน คือปฐมฌาน. ปัญหา อาจจะเกิดขึ้นได้แก่คนทั่วไป ว่า ถ้าจิตที่เป็นสมาธิ เป็นสิ่งที่มีอารมณ์อันเดียว และมียอดสุดอันเดียวคือเป็นเอกัคคตา ทั้งไม่มีความนึกตรึกตรองอะไรแล้ว จะมี ความรู้สึกถึง ๕ อย่างพร้อมกันได้อย่างไร ? ปัญหานี้ เป็นปัญหาที่ถ้าสางไม่ออก แล้ว ก็ไม่มีทางที่จะเข้าใจสิ่งที่เรียกว่าสมาธิในขั้นปฐมฌานได้เลย.
น.1132 ในขั้นแรก จะต้องเข้าใจเสียก่อนว่า สิ่งที่เรียกว่า องค์ - องค์ นั้น เป็น เพียงส่วนประกอบหรือองค์ประกอบ คือเป็นสิ่งที่รวมกันปรุงให้เกิดสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ขึ้นมา ในฐานะเป็นสิ่ง ๆ เดียว เช่นเชือกเส้นหนึ่ง มี ๕ เกลียว เราเรียกว่าเชือก เส้นเดียว ; หรือขนมบางอย่าง ประกอบด้วยเครื่องปรุง ๕ อย่าง เราเรียกว่าขนม อย่างเดียว, นี้คือความหมายของคำว่า องค์ หรือองค์ประกอบ. สำหรับ ในกรณีของปฐมฌานนั้น หมายความว่า เมื่อจิตกำลังเป็นสมาธิถึงขั้นนี้ จิต ย่อมมีสัมปยุตตธรรม คือสิ่งที่เกิดขึ้นพร้อมกันแก่จิต ถึง ๕ อย่าง , แต่ละอย่างๆ ก็ เป็นความมั่นคงในตัวของมันเองด้วย สนับสนุนซึ่งกันและกันด้วย จึงตั้งอยู่อย่าง มั่นคงยิ่งขึ้นไปอีก. เปรียบเหมือนไม้ ๕ อัน แต่ละอัน ๆ ก็ปักอยู่อย่างแน่น แฟ้น แล้วยังมารวมกลุ่มกันในตอนยอดหรือตอนบน เป็นอันเดียวกัน ก็ยิ่งมี ความมั่นคงมากยิ่งขึ้นไปอีก, ข้อนี้ฉันใด ; ในขณะที่ปฏิภาคนิมิตปรากฏแล้ว ตั้งอยู่อย่างมั่นคง จิตหน่วงเอาความเป็นอัปปนา คือความแน่วแน่ได้ องค์ทั้ง ๕ นี้ ซึ่งมีความสำคัญแต่ละองค์ ก็รวมกันเป็นจุดเดียว เป็นสิ่งที่เรียกว่า " ฌาน " หรือสมาธิที่แน่วแน่ขึ้นมาได้. ในขณะที่ปฏิภาคนิมิตปรากฏนั้น วิตกมิได้มีอยู่ในลักษณะแห่งการ กำหนดลมหายใจเข้าหรือออก แต่เปลี่ยนมาเป็นการกำหนดว่า " ลม " อยู่ใน จุดหรือในดวงแห่งปฏิภาคนิมิตนั้น ฉะนั้นเป็นอันกล่าวได้ว่า สิ่งที่เรียกว่าวิตก ในขั้นริเริ่มต่างๆ นั้น มิได้รำงับไปเสียในขณะแห่งคณนา หรืออนุพันธนา หรือ ผุสนาเลย แต่ได้กลายมาเป็นวิตกที่ละเอียดสุขุมสงบรำงับ เหลืออยู่จนกระทั่ง ถึงขณะแห่งฐปนา หรือปฏิภาคนิมิตนั้น . สำหรับองค์ที่เรียกว่า วิจาร ก็เป็น อย่างเดียวกัน คือมีเหลืออยู่ในลักษณะสุขุมมาตั้งแต่แรก จนกระทั่งถึงขณะแห่ง
น.1133 ฐปนา ก็ทำหน้าที่รู้สึกอย่างทั่วถึงในปฏิภาคนิมิต : ทำหน้าที่พร้อมกันกับวิตก ดังที่เป็นมาแต่ต้น : เป็นอันว่าในขณะแห่งปฏิภาคนิมิต ก็ยังมีวิจารเหลืออยู่เต็ม- สัดเต็มส่วน. ปิตินั้น เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้โดยอัตโนมัติ ในฐานะที่เป็นปฏิกิริยา อันออกมาจากวิตกและวิจารอย่างประปราย ล้มลุกคลุกคลานมาตั้งแต่ระยะเริ่มแรก แม้ในขณะแห่งอนุพันธนา หรือผุสนาก็ตาม. เมื่อวิตกวิจารเป็นสิ่งที่มั่นคง อย่างละเอียดสุขุมยิ่งขึ้นทุกที ปีติก็ยังคงมีอยู่อย่างละเอียดสุขุมยิ่งขึ้น ในฐานะที่ เป็นปฏิกิริยามาจากวิตกและวิจาร ไปตามเดิม : ฉะนั้น ปีติจึงมีอยู่ด้วย แม้ใน ขณะแห่งฐปนา หรือปฏิภาคนิมิต. สำหรับความสุขนั้น เป็นสิ่งที่ไม่เคยละ จากปีติ : ปัญหาจึงไม่มี. ความที่จิตเป็นฐปนา หรือกำหนดอยู่ในปฏิภาคนิมิต ได้ถึงที่สุด แน่วแน่ไม่หวั่นไหว นั่นเอง จัดเป็นเอกัคคตา : จึงเป็นว่าสิ่งทั้ง ๕ นี้ ได้เริ่มก่อตัวขึ้นแล้ว ในขณะแห่งปฏิภาคนิมิตโดยสมบูรณ์. เมื่อจิตได้อาศัย ปฏิภาคนิมิตแล้วหน่วงเอาอัปนาสมาธิได้อย่างสมบูรณ์ ถึงขั้นฌานแล้ว สิ่งทั้ง ๕ นี้ จึงตั้งอยู่ในฐานะเป็นองค์แห่งฌานด้วยกันและกัน ในคราวเดียวกัน โดยไม่ ต้องทำการกำหนดนิมิตอีกแต่ประการใด เพราะองค์แห่งฌาน เข้าไปตั้งอยู่แทนที่ ของนิมิต : คงเหลืออยู่แต่การควบคุมแน่วแน่ไว้เฉยๆ ด้วยอำนาจขององค์ทั้งห้า ที่สมังคีกันดีแล้ว, เหมือนนายสารถีที่เพียงแต่นั่งถือบังเหียนเฉยๆ ในเมื่อม้าที่ ลากรถได้หมดพยศแล้ว และวิ่งไปตามถนนอันราบรื่น ฉันใดก็ฉันนั้น. ผู้ศึกษา ไม่พึงเข้าใจว่าองค์ทั้ง ๕ นี้ เป็น ความคิดนึกที่ต้องทำอยู่ด้วยเจตนา แต่ ละอย่าง ๆ : โดยที่แท้ มันเป็นเพียงผลของการปฏิบัติ ที่ได้ทำมาอย่างถูกต้อง จนเข้ารูปแล้ว ก็ย่อมเป็นไปได้เองโดยไม่มีเจตนา เหมือนการกระทำของ นายสารถีที่กุมบังเหียนอยู่เฉยๆ แม้ไม่มีเจตนาในขณะนั้น สิ่งต่างๆ ก็เป็นไปด้วยดี ครบถ้วนเต็มตามความประสงค์.
น.1134 องค์ฌานองค์หนึ่ง ๆ เปลี่ยนความหมายได้หลายชั้น อีกอย่างหนึ่งพึงทราบว่า ชื่อต่างๆ ขององค์ฌานทั้ง ๕ ชื่อนี้ ย่อมเป็น เช่นเดียวกับชื่อแปลกๆ ของอาการต่างๆ หลายอย่าง ที่เกิดอยู่กับสิ่งๆ เดียว แล้ว แต่ว่าเราจะมองในแง่ไหน เฉพาะในความหมายที่สำคัญเป็นแง่ๆ ไป. ชื่อๆ เดียวกัน อาจหมายความถึงกิริยาอาการที่ต่างกันในเมื่อเวลาได้ล่วงไป พร้อม กับความสำเร็จของงานที่ทำ เป็นขั้นๆ ไป . ความแจ่มแจ้งในข้อนี้ จักมีได้ด้วย การอุปมา ในเรื่องการฝึกลูกวัวอีกตามเคย. สมมติว่าในขณะนี้ ลูกวัวได้หมดพยศ มีความเชื่อฟังเจ้าของถึงที่สุด และลงนอนสบาย ติดอยู่กับโคนเสาหลักนั้นแล้ว ลองพิจารณาดูกันใหม่ว่า มี อาการที่เป็นองค์สำคัญๆ อะไปบ้าง ที่ยังเหลืออยู่ นับตั้งแต่ต้นมาจนกระทั่งถึงใน ขณะนี้. อาการของลูกวัว ที่เปรียบกันได้กับคำว่า วิตกและวิจารในขั้นแรก จริง ๆ นั้น อยู่ในลักษณะที่มันถูกผูก แล้วกระโจนไปกระโจนมา ดิ้นรนวนเวียน อยู่รอบๆ เสา; แต่บัดนี้อาการของลูกวัว ส่วนที่จะเปรียบกันได้กับวิตกวิจารนั้น ได้เปลี่ยนมาอยู่ในลักษณะนอนเบียดอยู่โคนเสาอย่างสบาย. อาการถูกผูกซึ่ง เปรียบกันได้กับวิตก ก็ยังมีอยู่ ; อาการเคล้าเคลียกับเสา ซึ่งเปรียบกันได้กับ วิจาร ก็ยังคงมีอยู่ หากแต่ว่าเปลี่ยนรูปไปในทางสุภาพเท่านั้น ส่วนความหมาย ยังคงอยู่ตามเดิม. ก่อนนี้ลูกวัวดื้อดึง ไม่ชอบเจ้าของ ยินดีในการไม่ทำอะไร ตามใจเจ้าของเสียเลย บัดนี้ลูกวัวพอใจในความเป็นเช่นนี้คืออาการทำความคุ้นเคย กับเจ้าของ ยินดีที่จะทำตามเจ้าของด้วยความพอใจ ย่อมเปรียบกันได้กับปีติ. อาการที่ลูกวัวนอนเป็นสุข ไม่ถูกเบียดเบียนด้วยอาการเฆี่ยนตี หรือด้วยการ อาน. ๓๙
น.1135 ตึงของเชือกเมื่อตัวเองดิ้นเป็นต้น เปรียบกันได้กับสุข. ข้อที่ลูกวัวไม่ละไป จากเสา กลับยึดเอาเสาเป็นหลักแหล่ง นี้ก็เปรียบกันได้กับเอกัคคตา, เป็น อันว่าลักษณะทั้ง ๕ ของลูกวัวนั้น เป็นองค์สำคัญแห่งความสำเร็จ ในการที่ได้ รับการฝึกจากเจ้าของ และอาจเปรียบกันได้กับองค์ทั้ง ๕ แห่งปฐมฌาน ซึ่งเป็น ความสำเร็จแห่งการเจริญสมาธิในขั้นนี้ ฉันใดก็ฉันนั้น. อีกอย่างหนึ่ง ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า องค์แห่งฌานทั้ง ๕ นี้ ไม่ใช่ ตัวการปฏิบัติที่จะต้องแยกทำด้วยเจตนาทีละอย่าง ๆ หากเป็นเพียงผลของการ ปฏิบัติอันหนึ่ง กล่าวคือฌานที่มีลักษณะอาการให้เห็นในเหลี่ยมที่ต่าง ๆ กัน เป็น ๕ อย่าง ดังนี้เป็นต้น. ด้วยเหตุนี้เององค์แห่งฌานซึ่งเป็นความรู้สึก ๕ ประการ โดยลักษณะที่กล่าวแล้ว จึงเป็นสิ่งที่มีได้ในจิตดวงเดียวพร้อม ๆ กัน และไม่ต้อง มีการคิดนึกหรือเจตนาแต่อย่างใด เป็นการตัดปัญหาที่ว่า ความคิดนึกตั้ง ๕ อย่าง จะมีอยู่ในฌานได้อย่างไร ให้สิ้นไป. ต่อแต่นี้ไป จะได้วินิจฉัยในข้อที่ว่า องค์แห่งฌานแต่ละองค์ๆ ได้ทำงาน ในหน้าที่ของตน มีผลในทางกำจัดนิวรณ์ทั้ง ๕ ให้หมดไปได้อย่างไร สืบไป.
น.1136 กันยายน ๒๕๐๒ องค์ฌาน กำจัดนิวรณ์ได้อย่างไร ในการที่จะเข้าใจว่าองค์ฌานองค์หนึ่ง ๆ จะสามารถกำจัดนิวรณ์แต่ละ อย่าง ๆ ได้อย่างไรนั้น จำเป็นจะต้องศึกษาให้ทราบว่า องค์ฌานองค์ไหนมี ลักษณะตรงกันข้ามกับนิวรณ์ข้อไหน. ข้อนี้อาจจะพิจารณาดูได้ด้วยผล ธรรมดา คือ : สิ่งที่เรียกว่า วิตก ได้แก่การกำหนดอารมณ์อันใดอันหนึ่งอยู่ : ถ้า สิ่งนี้มีอยู่ นิวรณ์ที่มีอาการตรงกันข้าม เช่นอุทธัจจะกุกกุจจะ ก็ย่อมมีขึ้นไม่ได้ ; แม้ที่สุดแต่กามฉันทะ ก็ยังมีขึ้นไม่ได้ เพราะจิตกำลังติดอยู่กับอารมณ์ของสมาธิ สิ่งที่เรียกว่า วิจาร ก็เป็นอย่างเดียวกัน : เมื่อวิจารมีอยู่ ก็หมายถึงการทำงาน อย่างใดอย่างหนึ่งอยู่ในตัวมันเอง ไม่ลังเลในการทำ, สิ่งที่เรียกว่าวิจิกิจฉาย่อม ระงับไปโดยตรง, แม้สิ่งที่เรียกว่ากามฉันทะหรืออื่นๆ ก็ย่อมระงับไปโดยอ้อม. สิ่งที่เรียกว่า ปีติ และ สุข นั้น เป็นข้าศึกต่อพยาบาทและถีนมิทธะอยู่แล้วโดย ธรรมชาติ และยังสามารถระงับกามฉันทะ เพราะเหตุที่มีอารมณ์ต่างกัน แม้ว่า อาการจะคล้ายกัน คือ บีติ และสุขปรารภธรรม หรืออาศัยธรรมเป็นกำลัง ; ส่วนกามฉันทะ อาศัยวัตถุกามเป็นอารมณ์ หรือเป็นกำลัง สำหรับสิ่งที่เรียกว่า เอกัคคตา นั้น ย่อมเป็นที่ระงับของนิวรณ์ทั่วไป.
น.1137 ทั้งหมดนี้ เป็นเครื่องแสดงให้เห็นสืบไปอีกว่า องค์แห่งฌานแต่ละองค์ๆ นอกจากจะเป็นข้าศึกต่อนิวรณ์อย่างหนึ่งๆ โดยเฉพาะแล้ว ยังเป็นข้าศึกต่อนิวรณ์ โดยส่วนรวม ตามมากตามน้อย เพราะฉะนั้นทั้งสองฝ่าย จึงมีอยู่พร้อมกันไม่ได้ เหมือนความมืดกับแสงสว่าง มีอยู่พร้อมกันไม่ได้ตามธรรมชาติ ฉันใดก็ฉันนั้น. องค์ฌาน กำจัดนิวรณ์เมื่อไร สำหรับทางพฤตินัยนั้น นิวรณ์เริ่มระงับไป ตั้งแต่ขณะแห่งอุป- จารสมาธิ คือตั้งแต่ฌานยังไม่ปรากฏ. ครั้นถึงขณะแห่งฌานหรืออัปปนาสมาธิ องค์แห่งฌานทั้ง ๕ จึงปรากฏขึ้นโดยสมบูรณ์ทั้ง ๕ องค์ : นี้เป็นการแสดงอยู่ใน ตัวแล้วว่า องค์แห่งฌานองค์หนึ่งๆ หาจำต้องทำหน้าที่ปราบนิวรณ์ที่เป็นคู่ปรับ อย่างหนึ่งๆ เป็นคู่ๆ ไปโดยเฉพาะไม่ : หรือว่า องค์แห่งฌานต้องพร้อมกันทุก องค์ คือเป็นอัปปนาสมาธิเสียก่อน จึงอาจจะละนิวรณ์ได้ ก็หาไม่. ตาม พฤตินัยที่เป็นจริงนั้น นิวรณ์ทั้งหลายเริ่มถอยหลัง ตั้งแต่ขณะแห่งการกำหนด บริกรรมนิมิต และไม่ปรากฏให้เห็นตั้งแต่ในขณะอุคคหนิมิต เพราะถ้านิวรณ์มี อยู่ สิ่งที่เรียกว่าอุคคหนิมิตก็เกิดขึ้นไม่ได้. ครั้นตกมาถึงขณะแห่งปฏิภาคนิมิต นิวรณ์ก็กลายเป็นสิ่งที่หมดกำลัง ทั้งที่องค์แห่งฌานยังไม่ปรากฏอย่างชัดแจ้งครบ ทั้ง ๕ องค์ และสมาธิก็ยังเป็นเพียงอุปจารสมาธิอยู่. ครั้งองค์แห่งฌานปรากฏ ชัดแจ้งมั่นคงทั้ง ๕ องค์ คือเป็นอัปปนาสมาธิหรือฌานแล้ว นิวรณ์ก็เป็นอันว่า ขาดสูญไป ตลอดเวลาที่อำนาจของฌานยังคงมีอยู่ หรือเหลืออยู่แม้แต่ร่องรอย กล่าวคือสุขอันเกิดจากฌาน. ฉะนั้นสิ่งที่ควรกำหนดสำหรับการศึกษาต่อไปก็ คือ ความเป็นสมาธิ ๒ อย่าง :
Buddhadasa