น.1138 อานาปานสติภาวนา เล่ม ๑ ๑๕๗ สมาธิ ๒ อย่าง สิ่งที่เรียกว่า สมาธิที่แท้จริง นั้น พอที่จะแบ่งได้เป็น ๒ อย่าง คือ อุปจารสมาธิ และอัปปนาสมาธิ. อุปจารสมาธิ แปลว่าสมาธิขั้นที่เข้า ไปใกล้ กล่าวคือสมาธิที่เฉียดความเป็นฌาน. อัปปนาสมาธิ แปลว่าสมาธิ แน่วแน่ คือสมาธิชั้นที่เป็นฌาน. ส่วนสมาธิในขณะเริ่มแรก เช่นในขณะ แห่งคณนาและอนุพันธนาเป็นต้น ยังไม่ใช่สมาธิแท้. อย่างจะเรียกได้ก็เรียก ได้ว่า บริกรรมสมาธิ คือเป็นเพียงสมาธิในขณะแห่งบริกรรม หรือการเริ่ม กระทำ, ยังไม่ให้ผลอันใด ตามความมุ่งหมายของคำว่า สมาธิ ในที่นี้ จึงเว้น เสีย : คงนับแต่เป็นสมาธิเพียง ๒ อย่างดังกล่าวแล้ว. เปรียบเทียบสมาธิสอง การเปรียบเทียบระหว่างอุปจารสมาธิ กับ อัปปนาสมาธิ จะช่วยให้ เข้าใจสมาธิทั้งสองดีขึ้น คือเมื่อกล่าวโดยผล อุปจารสมาธิเป็นอุปจารภูมิ ตั้ง อยู่ในขั้นที่เฉียดต่อฌาน ไม่ขึ้นไปถึงฌาน ไม่เข้าไปถึงฌาน ตั้งอยู่ได้เพียงเขต อุปจารของฌาน คือรอบ ๆ. ส่วน อัปปนาสมาธินั้นตั้งอยู่ในฐานะเป็นปฏิ- ลาภภูมิ คือการได้เฉพาะซึ่งความเป็นฌาน. ถ้าเปรียบกับการไปถึงหมู่บ้าน : อย่างแรกก็ถึงเขตบ้าน, อย่างหลังก็ถึงใจกลางบ้าน ; แต่ก็เรียกว่าถึงบ้านด้วยกัน ทั้งนั้น นี้อย่างหนึ่ง. อีกอย่างหนึ่ง เมื่อกล่าวโดยการกระทำหรือกรรมวิธี อุปจารสมาธิเกิด ในขณะที่พอสักว่านิวรณ์ไม่ปรากฏ หรือในขณะที่จิตละจากนิวรณ์ เท่านั้น : อาน. ๔๐
น.1139 ส่วนอัปปนาสมาธิ จะเกิดต่อเมื่อองค์แห่งฌานปรากฏชัดครบถ้วนทุกๆ องค์ จริงๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือองค์เอกัคคตา. นี้เป็นเครื่องแสดงว่า การละไปแห่ง นิวรณ์ กับการปรากฏแห่งองค์ทั้งห้าของฌานนั้น ไม่จำต้องมีในขณะเดียวกันแท้. ข้อแตกต่างอีกอย่างหนึ่ง ก็คือ อุปจารสมาธิหรือสมาธิเฉียดฌานนั้น มีการล้มๆ ลุกๆ เหมือนเด็กสอนเดิน เพราะองค์แห่งฌานปรากฏบ้างไม่ปรากฏ บ้าง, ปรากฏแล้วกลับหายไปบ้าง, แล้วกลับมาใหม่ แล้วกลับหายไปอีกบ้าง, ดังนี้เรื่อยๆ ไป. ส่วนในขณะแห่งอัปปนาสมาธินั้น องค์แห่งฌานปรากฏ ครบถ้วนอย่างมั่นคง สมาธิจึงมั่นคงเหมือนการยืนหรือการเดินของคนที่โตแล้ว ย่อมไม่ล้มๆ ลุกๆ เหมือนเด็กที่สอนเดิน ฉันใดก็ฉันนั้น. ถ้าจะระบุให้ชัดแจ้งลงไปอีก ก็กล่าวได้ว่า เมื่อการเจริญอานาปาน- สติดำเนินมาถึงขั้นที่ปฏิภาคนิมิตปรากฏแล้ว ความเป็นสมาธิในขณะนั้นเรียกว่า อุปจารสมาธิอย่างสมบูรณ์ ในขณะนี้ จิตมีปฏิภาคนิมิตนั่นเองสำหรับกำหนด เป็นอารมณ์. องค์แห่งฌานยังไม่ปรากฏครบทั้งห้า หรือปรากฏอย่างล้มๆ ลุกๆ จิตจึงยังไม่อาจจะเลื่อนจากปฏิภาคนิมิตไปกำหนดที่องค์แห่งฌานได้ เรียก ว่ายังไม่สามารถยกจิตขึ้นสู่องค์แห่งฌาน จึงยังไม่แน่วแน่ถึงขนาดที่เป็นอัปปนา- สมาธิ. ครั้นการปฏิบัติดำเนินไป จนกระทั่งผู้ปฏิบัติสามารถหน่วงความรู้สึกใน องค์ฌานทั้งห้าให้ปรากฏชัดอยู่ มีองค์แห่งฌานทั้งห้ากำหนดเป็นอารมณ์ แทน การกำหนดปฏิภาคนิมิตได้โดยแน่นอนแล้ว สิ่งที่เรียกว่าอัปปนาสมาธิก็เกิดขึ้น และสำเร็จเป็นฌาน มีความรู้สึกอยู่ในองค์ทั้งห้าพร้อมกันไปในคราวเดียวกันโดย ไม่มีความคิดนึกอย่างอื่นใด ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น.
น.1140 ข้อสำคัญ มีอยู่ตรงที่จะต้องรักษาปฏิภาคนิมิตนั้นไว้อย่างมั่นคง จน กว่าจิต จะหน่วงไปสู่องค์แห่งฌานได้สำเร็จ . ถ้าปฏิภาคนิมิตเลือนลับไป จิต ก็ไม่สามารถจะอาศัย เพื่อหน่วงองค์ฌานหรือความรู้สึกทั้ง ๕ ประการนั้น ให้เกิด ขึ้นได้. กล่าวอีกทางหนึ่งก็คือจะหน่วงเอาองค์ฌานทั้งห้าได้ ก็ในขณะที่ปฏิ- ภาคนิมิตยังคงปรากฏอยู่อย่างมั่นคง. หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ จะทำจิต ให้เป็นอัปปนาสมาธิได้ ก็ด้วยการหน่วงในองค์ฌานทั้งห้า ทำให้ปรากฏขึ้นใน ขณะที่จิตกำลังเป็นอุปจารสมาธิ อย่างมั่นคง อยู่นั่นเอง ; เพราะฉะนั้น ปฏิ- ภาคนิมิตจึงเป็นสิ่งสำคัญ ที่ต้องประคับประคองเอาไว้ในขณะแห่งอุปจาร สมาธิตลอดไป แม้จะเป็นเวลากี่วัน กี่เดือน หรือแม้กี่ปี : ถ้าต้องประสงค์จะได้ ฌาน ก็ต้องพยายามประคับประคอง ด้วยความพยายามไม่หมดมานะ จนกว่าจะลุ ถึงอัปปนาสมาธิ หรือฌานนั้น ท่านสอนให้ทำในใจในระยะนี้ให้เป็นพิเศษ โดยให้การอุปมาว่า ผู้ปฏิบัติจะต้องรักษาปฏิภาคนิมิตให้เป็นไปจนตลอดรอด ฝั่ง เหมือนนางแก้วที่อุ้มครรภ์บุคคลที่จะเกิดมาเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ฉันใดก็ ฉันนั้น. เราจะสังเกตเห็นได้ว่า ยังไม่เคยมีการกำชับอย่างหนึ่งอย่าง ใด ในการทำสมาธิ หรือกำชับมากอย่างจริงจังเหมือนกับการกำชับ กันในตอนนี้ . ปฏิภาคนิมิตเหมือนกับการตั้งครรภ์ และจะคลอดออก เป็นฌาน. ถ้าทำไม่ดี ก็ตายในครรภ์ จะต้องรอจนกว่าจะตั้งครรภ์ใหม่ ย่อม เสียเวลา หรือถ้าถึงกับตายกันทั้งแม่ทั้งลูก คือเลิกการทำสมาธิเสียเลย ก็เป็น อันล้มเหลวหมด. เพราะฉะนั้น ปฏิภาคนิมิต จึงเป็นสิ่งที่ต้องประคับประคอง ไว้ให้ดี เพื่อให้เป็นที่มั่น เป็นบาทฐาน เพื่อหน่วงเอาองค์ฌาน จนกว่าองค์แห่ง ฌานทั้งห้าจะตั้งลงอย่างมั่นคง หรือปรากฏอยู่อย่างแจ่มชัดเป็นอัปปนาสมาธิ คือ ฌาน.
น.1141 การอาศัยปฏิภาคนิมิต เพื่อหน่วงเอาฌาน การหน่วงองค์แห่งฌานให้ปรากฏขึ้นโดยสมบูรณ์ โดยมีปฏิภาคนิมิต เป็นบาทฐานนั้น เป็นงานที่ประณีตที่สุด หรือเป็น กรรมวิธีตอนที่ประณีตสุขุม ที่สุด ของการทำกัมมัฏฐานทั้งหมด เมื่อรวมทั้งฝ่ายสมถะและวิปัสสนา. มัน เหมือนกับงานฝีมือที่ละเอียด : จะทำแรงไปก็ไม่ได้ เบาไปก็ไม่ได้ แน่นไปก็ไม่ ได้ หลวมไปก็ไม่ได้ ช้าเกินไปก็ไม่ได้ เร็วเกินไปก็ไม่ได้ ด้วยเจตนาที่รุนแรงก็ ไม่ได้ ด้วยเจตนาที่เฉื่อยชาก็ไม่ได้ จะว่าเต็มสำนึกก็ไม่ใช่ ไร้สำนึกก็ไม่ใช่ และ อะไรๆ ก็ล้วนแต่จะต้องพอเหมาะพอดี และออกจะเป็นอัตโนมัติ คือดำเนินไปได้ ง่ายโดยตัวมันเอง ในเมื่อสิ่งต่าง ๆ ได้ดำเนินไปโดยถูกวิธี : และจะติดตันหรือ ล้มเหลว ไม่มีทางที่เป็นไปได้ในเมื่อสิ่งต่างๆ ไม่เป็นไปอย่างเหมาะสม หรือไม่ ถูกวิธีเช่นกัน. ผู้ปฏิบัติจะต้องทำงาน ๒ อย่างพร้อมกัน คือ การตั้งอยู่ในปฏิภาค- นิมิต และ การหน่วงให้ความรู้สึกที่เป็นองค์ฌานทั้งห้าปรากฏ และเด่นขึ้นมาๆ จนสมบูรณ์และมั่นคง สำหรับการตั้งอยู่ในปฏิภาคนิมิตนั้น สำเร็จได้ด้วย การที่ได้ทำมาอย่างเคยชินในการคุมปฏิภาคนิมิต ให้ตั้งอยู่อย่างแน่วแน่มาแล้ว จริงๆ ซึ่งจะต้องกินเวลาเป็นสัปดาห์ๆ มาแล้ว จึงจะอยู่ในลักษณะที่มั่นคงพอที่ จะใช้เป็นบาทฐาน ให้จิตหน่วงเหนี่ยวเอาองค์ฌานให้บริบูรณ์ได้. บางคน อาจจะเป็นเดือน ๆ เป็นปี ๆ หรือล้มเหลวในที่สุด คือทำสมาธิไม่สำเร็จเป็นอัป- ปนาสมาธิ เพราะเหตุที่อุปนิสัยไม่อำนวยหรือเพราะเหตุใดก็ตาม เขาจะต้องผละ จากการทำสมาธิ ไปสู่การทำวิปัสสนาตามลำดับไป เพื่อการบรรลุผลประเภทที่ ไม่ต้องเกี่ยวกับอัปปนาสมาธิ ส่วนบุคคลผู้มีอุปนิสัยหรือความเหมาะสมนั้นอาจจะ ประสบความสำเร็จต่างกันไปตามลำดับๆ คือหน่วงเอาองค์แห่งฌานให้เกิดขึ้นได้
น.1142 เป็นฌานตามลำดับแล้ว จึงทำวิปัสสนาด้วยสมาธิที่เข้มแข็งและสมบูรณ์เช่นนั้น ได้ผลเป็นเจโตวิมุติ ในขณะที่พวกโน้นได้รับผลเป็นปัญญาวิมุติล้วน ๆ ฉะนั้นผู้ สนใจในอัปปนาสมาธิ จะต้องมีความพยายามมากเป็นพิเศษ. ตลอดเวลาที่ ปฏิภาคนิมิตยังไม่เป็นอุปการะแก่อัปปนาสมาธิอยู่เพียงใด เขาจะต้องประคับประ- คองมันอย่างยิ่งอยู่เพียงนั้น โดยไม่ยอมท้อถอย นี้เรียกว่า การรักษาปฏิภาคนิมิต ในระยะแห่งอุปจารสมาธิ จนกว่าจะเกิดอัปปนาสมาธิ. อาน. ๔๑
น.1143 กันยายน ๒๕๐๒ การรักษาปฏิภาคนิมิต ในระยะแห่งการรักษาปฏิภาคนิมิต ที่เพิ่งได้มาใหม่ ๆ เพื่อการเกิด อัปปนาสมาธินี้ ในทางภายนอก มีการแนะให้ใช้วัตถุอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อสะดวก ในการปฏิบัติยิ่งขึ้น เช่นใช้รองเท้า เพื่ออย่าให้เสียเวลาชักช้า หรือฟุ้งซ่านใน การที่จะต้องมัวนั่งล้างเท้าในเมื่อเท้าเปื้อน หรือเท้าเป็นอะไรขึ้นมาในขณะนั้น ซึ่ง ล้วนแต่ทำจิตให้ฟุ้งซ่าน ไม่สามารถประคับประคองปฏิภาคนิมิตให้ประณีตสุขุม ติดต่อกัน. ในบางกรณีแนะให้ใช้ไม้เท้า เพื่อให้มีการยืนที่สบาย เพื่อให้ มีการเดินที่สะดวกและมั่นคง ซึ่งล้วนแต่อำนวยความสะดวกแก่การประคับประคอง ปฏิภาคนิมิตด้วยกันทั้งนั้น ดังนี้เป็นตัวอย่าง. พร้อมกันนั้น ก็ควรจะมีการ สำรวจ หรือปรับปรุงหรือระมัดระวัง ให้สัปปายธรรมทั้งเจ็ด ได้เป็นไปอย่างดีที่สุด อีกครั้งหนึ่ง คือความสะดวกสบายเหมาะสมเนื่องด้วย อาวาส โคจร กถา บุคคล อาหาร ฤดู และอิริยาบถ ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นนั่นเอง เพื่อความเหมาะสม ในการเป็นอยู่ของบุคคลผู้ประคับประคองปฏิภาคนิมิตให้ถึงที่สุดจริง ๆ. การรักษาปฏิภาคนิมิต เป็นสิ่งที่จะต้องทำเรื่อยไป ในฐานะที่ เป็นตัว การปฏิบัติโดยตรงในขณะนี้ และดูเป็นกิจที่น่าเบื่อหน่าย. เพื่อปลูกฉันทะ คือ ความพอใจ หรือเพิ่มกำลังใจในเรื่องนี้ ควรทำความเข้าใจในเรื่องนี้ให้เพียงพอ
น.1144 อยู่เสมอ โดยเฉพาะในข้อที่สิ่งเหล่านี้ต้องสัมพันธ์กันอย่างไร จึงจะเกิดมีความ สำเร็จในการบรรลุฌานโดยเฉพาะ. ความสัมพันธ์กันในระหว่างธรรมเหล่านี้ คือ : ก. ปฏิภาคนิมิตปรากฏขึ้น ทำให้นิวรณ์รำงับไป ส่วนอัปปนาสมาธิ ยังล้ม ๆ ลุกๆ อยู่ จนกว่าจะหน่วงเอาองค์ฌานได้โดยสมบูรณ์ . ข. เมื่อนิวรณ์รำงับไป องค์แห่งฌานจึงปรากฏขึ้น และจะต้องทำให้ ชัดขึ้น จนสมบูรณ์ทั้ง ๕ องค์ โดยอาศัยปฏิภาคนิมิตเป็นหลัก และมีองค์ฌาน ที่จะเกิดขึ้นเป็นอารมณ. ค. เมื่อองค์แห่งฌานปรากฏโดยสมบูรณ์ อัปปนาสมาธิตั้งลงอย่าง สมบูรณ์ คือบรรลุถึงฌานขั้นแรก. นี้ทำให้เห็นได้ว่า กิจที่จะต้องทำอย่างยิ่งในขณะนี้ก็คือ การรักษาหรือ การประคับประคองปฏิภาคนิมิตนั้น ให้มั่นคงอยู่ตลอดเวลา พร้อม ๆ กันกับการ หน่วงเอาองค์ฌานมา เพื่อให้เกิดอัปปนาสมาธิ. การเร่งให้เกิดอัปปนาสมาธิ อุบายวิธีที่เป็นการสนับสนุนให้เกิดอัปปนาสมาธิโดยเร็ว ในระยะแห่ง การรักษาปฏิภาคนิมิตนั้น เรียกกันด้วยคำที่ไพเราะว่า อัปปนาโกศล แปลว่า ฉลาดในการสร้างอัปปนาสมาธิ. ท่านแนะไว้เป็น ๑๐ อย่าง คือ ๑. ทำวัตถุ อุปกรณ์ที่แวดล้อมให้เหมาะสมยิ่งขึ้น, ๒. ปรับปรุงอินทรีย์ทั้งห้า ให้มีกำลัง เท่ากัน, ๓. ฉลาดในเรื่องของนิมิต, ๔. ประคองจิตโดยสมัยที่ควรประคอง, ๕. ข่มจิตโดยสมัยที่ควรข่ม, ๖. ปลอบจิตโดยสมัยที่ควรปลอบ, ๗. คุมจิตโดย
น.1145 มัยที่ควรคุม, ๘. เว้นคนและสิ่งโลเล, ๙. คบคนมั่นคง, และ ๑๐. การคอย น้อมจิตไปตามความเหมาะสมแก่จังหวะ ; มีอธิบายดังต่อไปนี้ :- ๑. การทำวัตถุอุปกรณ์ที่แวดล้อมให้เหมาะสมยิ่งขึ้น หมายถึง การปรับปรุงทางร่างกาย หรือสิ่งที่เนื่องด้วยร่างกาย ให้เหมาะสมที่สุด. วัตถุ ที่เป็นภายใน เช่น ผม ขน เล็บ ฟัน เนื้อตัว และอื่น ๆ ต้องได้รับการปรับปรุง ให้เป็นที่สบาย ไม่ทำความรำคาญอย่างใดอย่างหนึ่งให้เกิดขึ้น เช่น ผมยาว หนวดยาว มีอาการคันเกิดขึ้น. เล็บยาวมีความสกปรกมากขึ้น ก็ทำความรำคาญ ให้เกิดขึ้น. ฟักสกปรกหรือเนื้อตัวสกปรก ก็ล้วนแต่ให้ผลเป็นอย่างเดียวกัน. การทำสิ่งเหล่านี้ให้อยู่ในสภาพที่เรียบร้อยสะอาดหมดจด เป็นสิ่งที่ต้องการ ใน การที่จะเริ่มความเป็นสมาธิของจิต. วัตถุภายนอกคือจีวร และเสนาสนะเป็นต้น ก็ต้องได้รับการปรับปรุงพอเหมาะอย่างเดียวกัน คือ สะอาดหมดจด เกลี้ยงเกลา เท่าที่จะทำได้. ทั้งหมดนี้ รวมเรียกว่า การปรับปรุงวัตถุอุปกรณ์ที่แวดล้อม ให้เหมาะสมยิ่งขึ้น ซึ่งทุกคนพอจะเข้าใจได้ด้วยความหมายตามธรรมดา. ความ มุ่งหมายอยู่ที่ ความผาสุกทางกายพอสมควร . ๒. การปรับปรุงอินทรีย์ทั้งห้า ให้มีกำลังเท่ากัน . คำว่า "อินทรีย์" ในที่นี้ หมายถึงคุณธรรมที่เป็นใหญ่เป็นประธานในหน้าที่ต่าง ๆ กัน ตามที่ จำเป็น. สำหรับการปฏิบัติในทางจิต ท่านจำแนกไว้เป็น ๕ คือ สัทธา มี หน้าที่ในทางทำความเชื่อ, วิริยะ มีหน้าที่ในทางทำความขมักเขม้น, สติ มี หน้าที่ในทางทำการกำหนด, สมาธิ มีหน้าที่ในทางทำความมั่นคง, และ ปัญญา มีหน้าที่ในการทำความสอดส่อง.
น.1146 อินทรีย์ทั้งห้านี้ เรียกชื่อเต็มว่า สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ เป็นต้น ตาม ลำดับไป. สิ่งที่เรียกว่าสมาธิหรือปัญญาก็ตาม ในฐานะที่เป็นอินทรีย์ในที่นี้ นั้น มิได้หมายถึงสมาธิหรือปัญญาที่เรากำลังจะทำให้เกิดขึ้นใหม่อย่างเดียว ; แต่ หมายถึงส่วนที่เป็นคุณธรรมประจำตัวมาแต่เดิม หรือมีอยู่เป็นอุปนิสัย และเพิ่ม มากขึ้นด้วยการศึกษา ตามที่เคยได้ยินได้ฟังมาแล้วแต่ก่อน รวมกันแล้วตั้งอยู่ใน ฐานะเป็นพื้นฐานแห่งอุปนิสัยของเราในบัดนี้ สิ่งเหล่านี้จะเป็นตัวการอันสำคัญ ยิ่งประเภทหนึ่ง ซึ่งจะทำให้การปฏิบัติในทางจิต เป็นผลสำเร็จหรือไม่สำเร็จ. โดยอาการก็คล้ายๆ กันกับจริต ๖ ที่กล่าวมาแล้วข้างต้น หากแต่ในที่นี้ มีความ มุ่งหมายในการที่จะนำสิ่งเหล่านั้นมาปรับปรุงเสียใหม่ ให้กลายเป็นสิ่งที่มีประ- โยชน์โดยส่วนเดียว ; แทนที่จะเป็นอุปสรรค กลับกลายเป็นตัวกำลังสำคัญ ที่จะ ทำให้ประสบความสำเร็จ ; และทั้งนี้ย่อมขึ้นอยู่กับการปรับปรุง. คำว่าปรับปรุง ในที่นี้ หมายถึงการทำให้เหมาะสม ซึ่งมีใจความ สำคัญ สัทธาต้องพอเหมาะกับปัญญา : วิริยะต้องพอเหมาะกับสมาธิ ; และ สมาธิต้องพอเหมาะกับปัญญา ส่วน สตินั้น ต้องเข้าไปเกี่ยวข้องอย่างพอเหมาะ พอสม หรือแม้เต็มที่ในทุกกรณี. ที่ว่า สัทธาพอเหมาะกับปัญญา นั้น หมายความว่าอย่ามีความเชื่อให้ ล้ำหน้าปัญญาไป จะกลายเป็นศรัทธาประเภทญาณวิปปยุต ซึ่งเป็นของงมงายและ ให้โทษ. ต่อเมื่อความเชื่ออยู่ในอำนาจของเหตุผลหรือทนต่อการพิสูจน์ สัทธา นั้น ก็ได้ชื่อว่า สัทธาประเภทญาณสัมปยุต ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องประสงค์ในที่นี้. ถึงแม้ปัญญาก็เหมือนกัน ถ้าละทิ้งสัทธาเสียแล้ว ก็กลับกลายเป็นการเดาสุ่มหรือ ความฟุ้งซ่านไปก็ได้ : ดังนั้นจะต้องมีหลักเกณฑ์ที่แน่นอน เช่นความเชื่อในการ อาน. ๔๒
น.1147 ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าเป็นต้น เป็นต้นทุนมาก่อน เรียกว่า ปัญญาในขั้นที่เกิดมา จากการฟั ง แล้วนำเอามาคิดค้นทบทวนสอบสวนจนกลายเป็น ปัญญาที่เกิดมา จากการคิด แล้วนำหลักเกณฑ์เหล่านั้นมาปฏิบัติ จนกระทั่งรู้แจ้งในผลอันแท้จริง ของมันด้วยตนเอง กลายเป็น ปัญญาที่เกิดมาจากการปฏิบัติหรือการเจริญภาว- นา . อย่างแรก เรียกว่า สุตมยปัญญา , อย่างที่สอง เรียกว่า จินตมยปัญญา , และอย่างที่สาม เรียกว่า ภาวนามยปัญญา : เป็นของที่แตกต่างกันโดยชั้นเชิงดังนี้. แต่ถึงอย่างนั้น ปัญญาทุกชนิด ก็ยังต้องเนื่องด้วยสัทธา เนื่องมาจากสัทธา และ กำลังเนื่องอยู่ด้วยสัทธา คือ เมื่อได้ฟัง ก็เชื่อในตัวผู้กล่าว หรือ เชื่อในความน่า เชื่อของสิ่งที่ได้ฟัง ; ครั้นนำมาคิดจนเข้าใจ ความเชื่อก็สูงขึ้นมา เป็น ความเชื่อ ตามเหตุผล หรือตามที่คิดแล้วเห็นพ้องด้วย, ครั้นมาลองปฏิบัติจนประจักษ์ผล ของการปฏิบัติ ความเชื่อก็เลื่อนมาจนถึงขั้นสูงสุด คือ เชื่อในความจริงแท้ที่ ปรากฏแก่ใจของตนเอง โดยไม่ต้องเชื่อตามผู้อื่น หรือตามเหตุผลอีกต่อไป, นี้คือการที่เรียกว่าสัทธา เสมอกันกับปัญญา. ผู้ปฏิบัติ จะต้องสำนึกตัวในข้อนี้ สอบสวนตัวเองในข้อนี้ เพื่อปรับปรุงสิ่งทั้งสองนี้ ให้เหมาะสมกลมเกลียวกัน : อย่าให้มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง มีกำลังล้ำหน้าอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งทำให้เกิดการ เฉ ออก นอกทาง. ที่ว่า วิริยะเสมอกันกับสมาธิ นั้น เปรียบให้เห็นได้ง่ายๆ คือ วิริยะ เป็นความแล่นไป ส่วนสมาธิเป็นตัวกำลังสำหรับทำให้แล่นไป. ถ้าสิ่งทั้งสอง นี้ไม่เสมอกันแล้ว ผลจะเกิดขึ้นอย่างไร ลองคิดดู. หรือกล่าวกลับกันอีกอย่าง หนึ่ง สมาธิเหมือนกับน้ำหนักของลูกกระสุนปืน, วิริยะ เหมือนแรงของดินระเบิด ที่จะส่งลูกกระสุนปืนออกไป ถ้าสิ่งทั้งสองไม่สัมพันธ์กันแล้ว ผลจะเป็นอย่างไร : ถ้าวิริยะมากเกินกว่าสมาธิ วิริยะก็กวัดแกว่งหรือ เฉ ออกไปนอกทาง หรือ ลุ่มๆ
น.1148 ดอน ๆ ไม่สม่ำเสมอ. ถ้าสมาธิมากกว่าวิริยะ ก็เนิบนาบ และเฉื่อยชา หรือ ถึงกับก้าวหน้าไปไม่ได้เอาเสียทีเดียว : ฉะนั้น จึงจำเป็นต้องประคองจิต ให้มี ความขมักเขม้นพอสมส่วนกับความมั่นคง เคียงคู่กันไปตามลำดับอีกคู่หนึ่ง. ส่วนข้อที่ว่า สมาธิต้องเสมอกันกับปัญญา นั้น เป็นสิ่งที่ค่อนข้างจะ เป็นไปได้เองตามธรรมชาติ กล่าวคือ เมื่อบุคคลผู้นั้น เป็นผู้มีปรกติสำรวมใน การคิด หรือการพิจารณา คือทำใจให้หนักแน่นมั่นคงเสียก่อน แล้วจึงคิดหรือ พิจารณาสืบไป เขาทำปัญหาที่ต้องคิดให้เป็นอารมณ์เฉพาะหน้าไว้ก่อนแล้ว ทำ จิตให้เป็นสมาธิแล้ว จึงน้อมไปสู่ปัญหานั้น ย่อมเกิดความเห็นแจ้งตามที่เป็นจริง ได้อย่างง่ายในขณะนั้น. นี้คือการสอดส่องอย่างมั่นคง หรือมีความมั่นคงใน การสอดส่อง แล้วแต่จะเรียก. ที่ว่า อินทรีย์คือสติ จะต้องปรารถนาในทุกกรณี นั้น เป็นเพราะตั้งอยู่ ในฐานะเหมือน เจ้าหน้าที่จัดทำสิ่งเหล่านี้ให้เหมาะสมกันเป็นคู่ ๆ ให้รู้จักทำหน้าที่ ของตนอย่างถูกต้อง และสม่ำเสมอตั้งแต่ต้นจนปลาย : ทำให้สัทธารู้จักเลือกเชื่อ หรือทำให้สัทธารู้จักเกี่ยวข้องกับปัญญา หรือควบคุมศรัทธา และปัญญา ให้อยู่ ในร่องรอยของกันและกัน ดังนี้เป็นตัวอย่าง. สรุปความก็คือว่า ให้สติ เป็นเครื่องเหนี่ยวรั้ง หรือควบคุมสิ่งต่างๆ โดยเฉพาะก็คืออินทรีย์ทั้งสี่ ให้เป็นไป อย่างถูกต้องมั่นคงและสม่ำเสมอ ซึ่งเรียกว่า สมบูรณ์ด้วยความไม่ประมาท เมื่อ สิ่งที่เรียกว่าอินทรีย์ ได้ทำหน้าที่ของตนๆ อย่างเหมาะสมแล้ว จิตย่อมอยู่ในสภาพ ที่มั่นคงและมี กัมมนียภาวะ คือ ความคล่องแคล่วว่องไวในหน้าที่โดยตรงของตน จึงสามารถทำงานละเอียดได้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป. นี้เรียกว่า การปรับอินทรีย์ให้เข้ากัน : ความมุ่งหมายอยู่ที่ ก ารใช้เครื่องมือให้สัมพันธ์กันเป็นอย่างดี .
น.1149 มีความฉลาดในเรื่องของนิมิต . เมื่ออินทรีย์ทั้งห้าเป็นไป เหมาะสมแล้ว ความฉลาดในเรื่องของนิมิต ย่อมเกิดขึ้นได้โดยง่าย คือ ผู้นั้นมี สติในการที่จะตั้งข้อสังเกตสิ่งต่าง ๆ ว่าเมื่อมีอะไรเป็นอย่างไร แล้วอะไรจะเกิดขึ้น เป็นลำดับ ๆ มา, ควรกำหนดอะไร ไม่ควรกำหนดอะไร ควรเร่งอะไร หรือควร หย่อนอะไร, สิ่งต่างๆ จึงจะเป็นไปด้วยดีในการที่จะ ๑. ทำนิมิตให้เกิด, ๒. ทำนิมิตให้เจริญ, และ รักษานิมิตนั้นไว้ได้ตลอดเวลาที่ตนประสงค์ . เมื่อการปฏิบัติดำเนินมาถึงขั้นนี้แล้ว สิ่งที่เรียกว่านิมิตในที่นี้ ได้แก่ จิตฺเตกัคคตานิมิต กล่าวคือ นิมิตที่ทำให้จิตถึงความเป็นจิตมีอารมณ์อันเดียว ในขั้นยอด โดยเฉพาะเจาะจง ก็ได้แก่สิ่งที่เรียกว่า เอกัคคตา ซึ่งเป็นองค์ แห่งฌานองค์ที่ห้า ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ในตอนอันว่าด้วยองค์แห่งฌาน. แต่ ถึงกระนั้นก็ตาม ความสำเร็จที่สมบูรณ์ ย่อมสืบเนื่องมาจากความเป็นผู้ฉลาดใน การปฏิบัติต่อนิมิตขั้นต้นๆ กล่าวคือ อุคคหนิมิต และปฏิภาคนิมิต มาแล้วเหมือน กัน. แม้ในขณะแห่งอุคคหนิมิต และปฏิภาคนิมิต ก็ต้องการความฉลาด ทั้ง ๓ ประการนี้ อย่างเต็มที่ จนความฉลาดในการทำอย่างนี้เกิดเป็นความคล่อง แคล่วขึ้นมา จนกระทั่งกลายเป็นความเคยชินเป็นนิสัย ของผู้ปฏิบัติ . ฉลาดทำให้นิมิตเกิด นั้น หมายถึงฉลาดในการกำหนดอารมณ์ของ สมาธิในขั้นแรก และการหน่วงน้อมไปสู่นิมิตอันใหม่ หรือเพื่อสร้างนิมิตอันใหม่ ในขั้นที่สูงขึ้นไป สำหรับในขั้นอัปปนาโกศลนี้ หมายถึง การทำจิตให้ดำรง อยู่ได้ ด้วยปฏิภาคนิมิตอย่างแน่นแฟ้น จนนิวรณ์รำงับไปแล้ว หน่วงน้อมให้ เกิดความรู้สึกที่เป็นองค์ฌานครบเต็มขึ้นมาทั้ง ๕ องค์ และมีองค์สุดท้ายคือ เอกัคคตา เป็นองค์สำคัญอย่างยิ่ง เพราะตั้งอยู่ในฐานะเป็นนิมิตอันใหม่แทน ปฏิภาคนิมิตนั่นเอง .
น.1150 ที่ว่า ฉลาดในการทำนิมิตให้เจริญ นั้น หมายถึงว่านิมิตปรากฏแต่ อ่อนๆ ก็ทำให้ปรากฏชัดขึ้น ๆ : หรือความรู้สึกที่เป็นวิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา อย่างใดอย่างหนึ่งยังอ่อนอยู่ คือไม่แจ่มชัดเต็มที่ หรือล้ม ๆ ลุกๆ ก็ ตาม ก็หน่วงน้อมทำให้ปรากฏอยู่อย่างมั่นคงและเต็มที่. ส่วนข้อที่ว่า เป็นผู้ฉลาดในการรักษานิมิตที่ได้แล้ว นั้น หมายความ ว่า นิมิตทุกชนิด ต้องมีการรักษาอยู่ทุกขณะ, ไม่ว่าจะเป็นขณะแรกได้ แรกถึง หรือขณะที่ได้แล้วอย่างสมบูรณ์. นิมิตแรกได้ ก็จะกลับเสื่อมไปอย่างของ แรกได้ เปรียบเหมือนงานฝีมือที่ละเอียดประณีตอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่เพิ่งทำ ได้เป็นครั้งแรก ถ้าไม่ทำซ้ำ ๆ ให้ชำนาญจริง ๆ ก็จะไม่คงตัวหรืออยู่ตัว จะลืม เลือนไปในระยะอันเร็ว ส่วนนิมิตที่ได้แล้วอย่างสมบูรณ์นั้น ถ้าไม่รักษาไว้อย่าง มั่นคง ก็มีโอกาสให้เกิดสิ่งแทรกแซง นานเข้าก็เสื่อมไปไม่มีเหลืออยู่, เปรียบ เหมือนงานฝีมือที่ทำได้อย่างแม่นยำอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่ถูกทอดทิ้งนานเกินไปด้วย การเปลี่ยนไปทำงานอย่างอื่นเสีย ก็อาจจะเลอะเลือนได้ แม้ว่าจะเป็นสิ่งที่เคยทำได้ อย่างแม่นยำ. เพราะฉะนั้นสิ่งที่เรียกว่านิมิตทุกชนิด จึงจำเป็นที่จะต้องรักษา นับตั้งแต่อุคคหนิมิตเป็นต้นมา จนถึงปฏิภาคนิมิต จะต้องได้รับการรักษาโดยวิธี ดังกล่าวแล้วข้างต้น จนกว่าจะหมดความจำเป็นในเมื่อฌานคล่องแคล่วแล้ว. สำหรับองค์แห่งฌานทั้งหลาย และ โดยเฉพาะเอกัคคตา อันเป็น องค์สุดท้ายนั้น จะต้องรักษาด้วยหลักเกณฑ์ที่คล้ายๆ กัน แต่เป็นการกระทำที่ ประณีตยิ่งขึ้นไปกว่า โดยใจความสำคัญก็คือ การทำให้คล่องแคล่วอยู่เสมอ โดยอาการที่เรียกว่า วสี ทั้งห้า ดังที่จะกล่าวต่อไปข้างหน้า, และโดยอาการที่ เป็นการเพิ่มความพอใจเป็นต้น ในการกระทำนี้ให้มากยิ่งขึ้นทุกที โดยวิธีปฏิบัติ ที่เรียกว่า อิทธิบาท ๔ ดังที่ทราบกันแล้วทั่ว ๆ ไป ซึ่งไม่จำเป็นต้องนำมากล่าว ไว้ในที่นี้. อาน. ๔๓
น.1151 รุปความว่า ความฉลาดในเรื่องของนิมิตนั้น คือความรู้เท่าทันในการ ที่จะทำให้นิมิตปรากฏ การทำให้นิมิตแจ่มชัดถึงที่สุด และ การคงสภาพเช่นนั้น ไว้ให้นานได้ตามที่ตนต้องการ โดยความไม่ประมาทนั้นเอง. ผู้ขาดความ สังเกต ย่อมไม่ประสบความสำเร็จในเรื่องนี้ จะเกิดการล้มลุกคลุกคลาน จนต้อง ล้มความตั้งใจในที่สุด โดยยอมลดตัวเองว่า เป็นผู้มีอุปนิสัยไม่เพียงพอ. นี้ เรียกว่าความเป็นผู้ฉลาดในนิมิต : ความมุ่งหมายอยู่ที่ ฉลาดควบคุมสิ่งที่พลิก- แพลงเปลี่ยนแปลงได้ไว.
น.1152 กันยายน ๒๕๐๒ ๔. การประคองจิตโดยสมัย. คำว่า "โดยสมัย" เป็นสำนวน บาลี เป็นคำพูดสั้นๆ เพียงสองคำ แต่มีความหมายชัดเจนพอ ว่าต้องทำสิ่งที่กล่าว นั้นให้เหมาะสมหรือให้ตรงต่อเวลาที่ต้องทำ หรือควรทำ ก็ตาม อย่าให้ผิดเวลา หรือแม้แต่เพียงช้าไปเป็นอันขาด. ผู้ปฏิบัติจะต้องสังเกตให้รู้ทันทีว่า มีอะไร เกิดขึ้น และต้องทำอย่างไร และจะต้องมีความรู้ว่าเมื่อมีอาการอย่างนี้เกิดขึ้น จะต้องประคองจิต หรือข่มจิต หรือปลอบโยนจิต ดังนี้เป็นต้น. ในกรณีของอัปปนาโกศลนั้น เมื่อสังเกตเห็นว่าจิตตกต่ำ คือ มีอาการ ถอยกำลัง หรือกำลังน้อยไม่พอเพื่อการเพ่งต่ออัปปนาสมาธิก็ตาม จะต้องทำการ เพิ่มกำลังให้แก่จิต ซึ่งเรียกว่าการประคองจิตในที่นี้. การปฏิบัติในการประ- คองจิตนี้ ผู้ปฏิบัติจะต้องศึกษาถึงสิ่งที่เรียกกันว่าสัมโพชฌงค์ จะเป็นการง่าย แก่การเข้าใจและการปฏิบัติ. คำว่า สัมโพชฌงค์ แปลว่าองค์แห่งการตรัสรู้หรือการรู้พร้อม ซึ่ง หมายถึงการที่ปัญญาดำเนินไปถึงที่สุดนั่นเอง. ที่เรียกว่า องค์แห่งการตรัสรู้ ก็เพราะว่าการตรัสรู้ต้องประกอบด้วยองค์ทั้ง ๗ นี้ จริงๆ. องค์ทั้ง ๗ นี้ คือ สติ ธัมมวิจยะ ( การเลือกเฟ้นหรือสอดส่องธรรม ) วิริยะ ปิติ ปัสสัทธิ ( ความ รำงับแห่งจิต ) สมาธิ และ อุเบกขา.
น.1153 ขอให้รู้จักสังเกตให้เห็นชัดว่า ในโพชฌงค์ ๗ อย่างนั้น เมื่อกันเอา สติออกเสียอย่างหนึ่ง เหลือเพียง ๖ อย่าง ก็จะแบ่งได้เป็น ๒ พวก, พวกละ ๓ อย่าง. สามอย่างแรก คือ ธัมมวิจยะ วิริยะ และ ปีติ เป็น พวกที่มีคุณ สมบัติ ประคองจิตให้สูงขึ้น หรือเพิ่มกำลังให้แก่จิต. ส่วนสามอย่างหลัง คือ ปัสสัทธิ สมาธิ และ อุเบกขา นั้น เป็น พวกที่มีคุณสมบัติข่มจิตที่ฟุ้งซ่าน หรือ ลดกำลังของจิตที่มีมากจนล้น : เพราะเหตุนี้ อุบายเป็นเครื่องประคองจิตในที่นี้ ก็ คือ ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ วิริยะสัมโพชฌงค์ และปีติสัมโพชฌงค์นั่นเอง. ผู้ ปฏิบัติจะต้องใช้สัมโพชฌงค์ทั้ง ๓ นี้ ในขณะที่จิตหดหู่หรือถอยกำลัง แม้ใน ขณะแห่งการเจริญสมาธิ ซึ่งนับว่าเป็นภาคต้นของการเจริญกัมมัฏฐานภาวนา. ส่วนสติสัมโพชฌงค์นั้น เป็นสิ่งที่ต้องมีหรือต้องใช้ ในกรณีทั่วไปหรือทุกๆ กรณี อีกตามเคย นับตั้งแต่เป็นผู้รู้ว่า เดี๋ยวนี้จิตหดหู่เสียแล้ว จะต้องแก้ไขด้วยธรรมะ ข้อไหน จะดำรงธรรมะข้อนั้นไว้ได้อย่างไร จนกระทั่งเป็นผู้รู้ว่าจิตพ้นจากความ หดหู่แล้ว ดังนี้เป็นต้น. โพชฌงค์แต่ละอย่างๆ มีเรื่องที่จะต้องศึกษา และนำ ไปใช้แก้ปัญหาที่เกิดขึ้น ดังต่อไปนี้ : ก. ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์. ธัมมวิจัยในที่นี้ ตามตัวหนังสือแปลว่า การเลือกเฟ้นธรรมอย่างดีที่สุด เปรียบเหมือนกับคนฉลาดสามารถเลือกเก็บดอกไม้ ในสวนที่กว้างใหญ่ไพศาล และมีมากจนลานตา จนไม่รู้ว่าจะเก็บดอกไม้อะไรดี สำหรับผู้ที่ไม่มีความฉลาด : ต่อเมื่อเป็นผู้ฉลาดเท่านั้น จึงจะสามารถทำงานนี้ให้ สำเร็จประโยชน์ได้. คำว่า "เลือกเฟ้น " ย่อมกินคว มไปถึงคำว่าสอดส่อง. ถ้าไม่สอด- ส่องให้ทั่วถึงแล้ว ก็ไม่รู้ว่าจะเลือกได้อย่างไร หรือควรเลือกหยิบเอาอะไรขึ้นมา :
น.1154 ฉะนั้นเมื่อกล่าวโดยวิธีปฏิบัติ ก็ได้แก่ การแยกแยะออกดูอย่างละเอียด แล้วกัน เอามาเฉพาะส่วนที่จำเป็นจะต้องใช้ ให้ถูกตรงตามเรื่องตามราวของมันโดย- เฉพาะ ในกรณีที่จิตหดหู่ ย่อมจะมีมูลเหตุมาได้หลายอย่าง หลายทาง จำเป็น ที่จะต้องสอดส่องให้พบมูลเหตุที่แท้จริง และ เลือกของแก้ ที่เหมาะสมมาแก้. บางอย่าง ก็อาจะต้องอาศัยสติปัญญาของผู้อื่นเข้าประกอบ บางอย่างก็ไม่อาจทำ เช่นนั้นได้ จำเป็นจะต้องสอดส่องแก้ไขด้วยตนเองเป็นระยะยาว จนกระทั่งประสบ ความสำเร็จ. อย่างไรก็ตาม ท่านได้แนะ ทางมาแห่งธัมมวิจยะ ไว้เป็นหลัก ทั่วไป กล่าวคือ : ๑. การสอบถาม ในกรณีที่ควรสอบถาม จากกัลยาณมิตรผู้สามารถ เพื่อประกอบความคิดเห็นของตัว. ๒. ทำสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสม ดังที่กล่าวแล้วในอัปปนาโกสลข้อหนึ่ง ซึ่งในที่นี้หมายถึงการเป็นอยู่ด้วยร่างกายที่เยือกเย็น และจิตใจที่ปลอดโปร่งที่สุด นั่นเอง. ๓. ปรับปรุงอินทรีย์ทั้งห้า ให้มีกำลังเหมาะส่วนแก่กัน ดังที่กล่าว แล้วในอัปปนาโกสลข้อสอง ซึ่งหมายความว่า อินทรีย์ที่เหมาะส่วนแก่กันนั้น นอกจากจะเป็นการเร่งอัปปนาสมาธิแล้ว ยังอาจจะเป็นทางของธัมมวิยะสัมโพช- ฌงค์ก็ได้อีก ในเมื่อการเร่งอัปปนาสมาธิโดยตรงไม่ประสบความสำเร็จ. ๔. อย่าข้องแวะกับคนโง่ แม้โดยประการใด. ๕. คบค้าแต่กับคนที่ฉลาด. ความฉลาดในที่นี้ หมายถึงฉลาดใน ธรรมะ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือ ในการปฏิบัติธรรม. ๖. พิจารณาธรรมนั้น ๆ อยู่โดยอุบายที่แยบคายที่สุด จะมีความแจ่ม- แจ้งในเรื่องนั้นๆ หรืออย่างน้อย ก็พบลู่ทางที่จะแก้ปัญหานั้นเสีย. อาน. ๔๔
น.1155 ในกรณีที่ต้องทำเป็นระยะยาว ก็คือ การเพาะนิสัย ของตนเองให้ มากขึ้นไป ในการสอดส่องและเลือกเฟ้นธรรมนั่นเอง. เมื่อประพฤติอยู่ครบถ้วนทั้ง ๗ ประการนี้แล้ว สิ่งที่เรียกว่าธัมมวิจยะ- สัมโพชฌงค์ ก็ตั้งขึ้นอย่างมั่นคง สำเร็จเป็นองค์ ๆ หนึ่งได้โดยแน่แท้ แล้วทำ หน้าที่ประคองจิตด้วยการทำให้มองเห็นลู่ทางอันราบรื่น ก่อให้เกิดกำลังใจในการ ปฏิบัติขึ้นมาทันที ความหดหู่ก็หายไปตามส่วน เพราะอำนาจของธัมมวิยะนี้. ข. วิริยะสัมโพชฌงค์. คำว่า วิริยะ แปลว่าความพากเพียร แต่ รวมอยู่ด้วยลักษณะแห่งความเข้มแข็งและกล้าหาญ. ในที่นี้ หมายถึงสมรรถ- ภาพของจิต ที่เป็นความเข้มแข็งกล้าหาญ รุดหน้าอย่างมั่นคง ไม่ยอมถอยหลัง เป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับความหดหู่อีกปริยายหนึ่ง. ถ้าหดหู่ ก็ไม่มีวิริยะ ถ้ามี วิริยะก็ไม่อาจหดหู่ ; เพราะฉะนั้นหน้าที่จึงมีแต่เพียงสร้างวิริยะขึ้นมาให้ได้ก็พอ โดยใจความก็คือ การปลุกกำลังใจด้วยการพิจารณาที่เหมาะสม หรือที่เป็นอุบาย อันแยบคาย. วิธีที่ท่านนิยมกระทำกันแล้วแนะนำไว้นั้น มีอยู่ดังต่อไปนี้ : ๑. พิจารณาให้เห็นโทษ ของการที่เราไม่มีสิ่งนี้ แล้วต้องตกจมอยู่ใน กองทุกข์ หรือต้องเวียนว่ายอยู่ในกองทุกข์อย่างซ้ำ ๆ ซาก ไม่มีที่สิ้นสุด เรียกว่า มองเห็นภัยในวัฏฏสงสาร. ๒. พิจารณาให้เห็นอานิสงส์ ของการที่เรามีสิ่งนี้อย่างแจ่มชัด ว่าเมื่อ มีแล้ว จักพ้นไปจากความทุกข์ด้วยอาการฉะนี้ จนเกิดกำลังใจขึ้นมา. ๓. พิจารณาเห็นทาง ว่าทางที่พระองค์ทรงแสดงไว้นี้ หรือทางที่เรา กำลังปฏิบัติอยู่นี้ เป็นทางที่ถูกต้องที่สุดแล้ว ทางอื่นไม่มี หรือมีก็ไม่ดีไปกว่านี้.
น.1156 พิจารณาถึงหนี้ หมายความว่าผู้ปฏิบัติธรรมนั้น ไม่มีทางที่จะไป ประกอบอาชีพใดๆ ด้วยตนเอง ต้องอาศัยปัจจัยสี่จากบุคคลอื่นเป็นอยู่ กำลังเป็น หนี้เขา จะหลุดจากหนี้ ต่อเมื่อประสบความสำเร็จในการปฏิบัติ เมื่อพิจารณา อยู่ดังนี้ ก็เกิดความขมักเขม้นในการปฏิบัติขึ้นมาทันที. ๕. พิจารณาถึงพระศาสดา ว่าเราได้ศาสดาที่ดีที่สุดของโลก ควรจะ มีความภาคภูมิใจในข้อนี้ : และธรรมะที่พระองค์ทรงแสดงนั้น ดีสมกัน ไม่มีผิด พลาด เราควรจะเดินตามท่านโดยแท้จริง. ๖. พิจารณาในฐานะผู้รับมรดก หรือ เป็นธรรมทายาท ว่าตัวไม่มีโชค มีเกียรติ ในฐานะเป็นธรรมทายาทของพระศาสดาผู้เลิศเห็นปานนี้แล้ว จะเอา อย่างไรกันอีกเล่า ในเมื่อไม่มีมรดกอันไหน จะสูงยิ่งไปกว่ามรดกอันนี้แล้ว ดังนี้ เป็นต้น ก็เกิดความภาคภูมิใจขึ้นมาอีกปริยายหนึ่ง. ๗. อาโลกสัญญา การทำความสำคัญในแสงสว่าง หรือทำความสำคัญ ว่ามีแสงสว่างได้แก่การทำใจให้เปิดโล่งแจ่มแจ้ง ราวกะว่า มีแสงสว่างแรงกล้า ปรากฏชัดอยู่ แม้ว่าจะเป็นเวลากลางคืนมืดๆ หรือว่าตนกำลังหลับตาอยู่ก็ตาม การเคยเจริญอาโลกกสิณมาก่อน ย่อมช่วยได้มากในข้อนี้. สิ่งนี้เป็นปฏิปักษ์ ต่อความหดหู่ของจิตโดยตรง ทำจิตไม่ให้ซบเซา หรือมืดมัว จึงมีกำลังใจที่จะ ก้าวหน้าอยู่เสมอ. ๘. ไม่ข้องแวะกับคนเกียจคร้าน หรือนิมิตแห่งความเกียจคร้าน. ๙. คบแต่คนขยัน หรือสัญญลักษณ์แห่งความขยัน. ๑๐. พิจารณาถึงคุณแห่งธรรมะข้อนี้อยู่เป็นประจำ โดยปริยายต่างๆ กัน ทุกแง่ทุกมุม.
น.1157 ในกรณีที่ต้องทำเป็นระยะยาว ก็คือ การเพาะนิสัย ของตัวเอง ให้เกิดความเลื่อมใสและเคยชินต่อคุณธรรมข้อนี้อยู่ตลอดเวลา. เมื่อทำอยู่ดังนี้ สิ่งที่เรียกว่าวิริยะสัมโพชฌงค์ ก็เกิดขึ้นและตั้งอยู่อย่าง มั่นคง กำจัดความหดหู่แห่งจิตเสียได้. ธัมมวิจยะสัมโพชฌงค์ เป็นอุบาย ประคองจิต ด้วยการทำจิตให้มองเห็นลู่ทางด้วยความหวัง พร้อมกันนั้น วิริยะ- สัมโพชฌงค์ ก็ประคองจิตให้รีบเดินไปตามลู่ทางอันนั้น ด้วยการกระทำที่สัมพันธ์ กันดังนี้. ค. ปีติสัมโพชฌงค์ . คำว่า ปีติ หมายถึงความอิ่มใจ คือความ ยินดีที่เกิดมาจากการกระทำของตัวเอง หรือความเคารพตัวเอง ว่ากำลังทำ หรือ กำลังได้สิ่งที่ควรจะได้ เป็นกำลังใจอีกปริยายหนึ่ง ที่ตรงกันข้ามกับความหดหู่ และเป็นตัวธรรมะที่สนับสนุนวิริยะโดยตรง ไม่ให้เกิดความเหนื่อยล้า. อุบาย ให้เกิดปีตินั้น ท่านนิยมปฏิบัติและแนะนำกันไว้ดังต่อไปนี้ : ๑. การเจริญพุทธานุสสติ , ๒. การเจริญธรรมานุสสติ , ๓. การ เจริญสังฆานุสสติ , ทั้ง ๓ อย่างนี้ เมื่อทำลงไปจริงๆ แล้ว ย่อมเกิดปีติในคุณ ของพระรัตนตรัย และมีกำลังแห่งปีติ ย้อนมาสนับสนุนความพากเพียรของตน. แต่ถ้าเป็นการเจริญแต่ปาก คือไม่ซึมซาบในคุณของ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จริงๆ แล้ว ก็ไม่เกิดผลเช่นกล่าวนั้น. ๔. สีลานุสสติ การพิจารณาถึงศีลของตนโดยเฉพาะ ว่า ตนเป็น คนมีศีลบริสุทธิ์ ย่อมเกิดกำลังเป็นอย่างยิ่ง ในการที่จะนิยมชมชอบตัวเอง หรือ มีปีติในตัวเอง ซึ่งจะส่งเสริมกำลังแห่งความพากเพียรยิ่งขึ้นไปตามลำดับ. ๕. จาคานุสสติ ระลึกถึงการบริจาคโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ตนเคยบริจาค จริง ๆ แล้วก็เกิดความภาคภูมิใจและปีติในตัวเอง อย่างเดียวกับที่กล่าวแล้วใน เรื่องของสีลานุสสติ.
น.1158 เทวตานุสสติ ระลึกถึงธรรมะที่ทำความเป็นเทวดา โดยเฉพาะ อย่างยิ่งคือ หิริ และโอตตัปปะ ที่ทำบุคคลให้งามหรือเป็นสุข ราวกะเทวดา หรือยิ่งไปกว่าเทวดา, เมื่อมองเห็นความเป็นไปได้อย่างน่าอัศจรรย์ที่สุดของธรรมะ เหล่านี้ ก็คือ เกิดปีติในธรรม มีผลเป็นเครื่องสนับสนุนกำลังใจอย่างเดียวกัน. ๗. อุปสมานุสสติ ระลึกในคุณของความสงบ หรือธรรมเป็นเครื่อง ทำความสงบ ตลอดถึงคุณค่าของความสงบอันสูงสุดที่เป็นขั้นนิพพาน จนเห็นชัด ว่าเป็นสิ่งที่มีได้โดยประการใด ดังนี้แล้ว ก็เกิดปีติที่เป็นกำลังอย่างยิ่ง และทำ หน้าที่ของมัน โดยทำนองเดียวกันกับพุทธานุสสติเป็นต้น. ๘. ในกรณีที่ต้องทำเป็นระยะยาว ต้องขยันใน การเพาะนิสัย ของตน ให้มีความเคยชินในคุณธรรมข้อนี้ คือ ความเป็นคนแจ่มใสอาจหาญ ร่าเริง มี กำลังใจ มีความหวังที่เพียบพร้อมอยู่เสมอ. เมื่อทำได้อย่างนี้ สิ่งที่เรียกว่าปีติสัมโพชฌงค์ ก็เกิดขึ้นและตั้งอยู่อย่าง มั่นคง กำจัดความหดหู่ของจิตได้ในที่สุด. รวมความว่า ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ ประคองจิตด้วยการทำให้เห็น ลู่ทางหรือความหวัง, วิริยะสัมโพชฌงค์ ประคองจิตให้มีกำลังด้วยการเดินไป ตามลู่ทางนั้น, และ ปีติสัมโพชฌงค์ ประคองจิตด้วยการมเพิ่มกำลังให้แก่วิริยะ- สัมโพชฌงค์อย่างไม่มีระยะว่างเว้น. ด้วยการสัมพันธ์กันในลักษณะเช่นนี้ การประคองจิตโดยสมัยก็เป็นไปโดยสะดวก และสมบูรณ์พอที่จะทำให้เกิดความ แน่วแน่ในขั้นอัปปนาสืบไป. อาน. ๔๕
น.1159 กันยายน ๒๕๐๒ ๕. การข่มจิตโดยสมัย ในบางคราวหรือบางกรณี จิตมีอาการ ฟุ้งซ่านจนกระทั่งมีการกำเริบในทางกาย ซึ่งเป็นของเนื่องถึงกัน. การรำงับ ความกำเริบทั้งทางกายและทางจิต ก็ตกเป็นหน้าที่ของโพชฌงค์ทั้งสามที่เหลือ กล่าวคือปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ สมาธิสัมโพชฌงค์ และ อุเบกขาสัมโพชฌงค์. โพชฌงค์ทั้งสามนี้ ล้วนแต่เป็นไปในทางสงบรำงับ และตั้งมั่นแน่วแน่ และวางเฉย โดยการสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด และเป็นเหตุผลของกันและกันอยู่ในตัว แต่ถึง กระนั้น ก็ยังมีทางที่จะทำให้เต็มที่ ในโพชฌงค์องค์หนึ่งๆ โดยเฉพาะ อยู่นั่นเอง. ก. ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์. คำว่า ปัสสัทธิ แปลว่ารำงับ โดยอาการ ก็คือความสงบลงๆ ของความพลุ่งพล่านหรือความกระสับกระส่าย ซึ่งท่านแบ่ง ออกเป็น ๒ ประเภท คือ ทางกาย และทางจิต ซึ่งเป็นของเนื่องกัน ; เพราะฉะนั้น ปัสสัทธิ จึงเกิดมีเป็น ๒ อย่างขึ้น เช่นเดียวกัน กล่าวคือ กายปัสสัทธิ รำงับ ทางกาย และ จิตปัสสัทธิ รำงับทางจิต. ทางมาแห่งปัสสัทธิสัมโพชฌงค์นั้น ท่านแนะไว้ได้แก่ : ๓. ภาวน า, ๒. พหุลิกตา, ๓. โยนิโสมนสิการ ซึ่งทั้ง ๓ อย่าง นี้ ก็เป็นสิ่งที่เป็นไปในปัสสัทธิทั้งสองนั้นเอง. ภาวนา หมายถึงการทำให้มี ขึ้น, พหุลิกตา หมายถึงทำให้มากขึ้น คือ ทำซ้ำๆ, โยนิโสมนสิการ หมายถึง
น.1160 การทำไว้ในใจ โดยแยบคายทุกขั้นทุกลำดับ ที่ได้กระทำมา ให้มีความเข้าใจ แจ่มแจ้งในสิ่งนั้น ๆ ยิ่งขึ้นเสมอไป, ทั้งนี้เป็นสิ่งที่เนื่องกันทั้ง ๓ อย่าง ทุกระยะ แห่งการก้าวหน้า. ในที่นี้ได้แก่การพยายามกำหนดสังเกตในความกระสับกระ- ถ่าย มูลเหตุของความกระสับกระส่าย และลู่ทางที่จะให้เกิดความสงบรำงับขึ้นที ละน้อยๆ ตามลำดับ ; เกิดขึ้นเท่าไร ก็รักษาเอาไว้ให้ได้ด้วยการทำซ้ำๆ อย่าง ระมัดระวังนั่นเอง ; และพร้อมกันนั้น ท่านแนะให้มีการจัด การทำ ที่จะสนับสนุน ความสงบรำงับนั้นอีกทางหนึ่ง คือ : ๔. อาหาร. อาหารที่ช่วยทำให้เกิดความรำงับทางกาย และทางจิต เช่น อาหารผัก ให้ความสงบรำงับยิ่งกว่าอาหารเนื้อ เป็นต้น ตลอดถึงอุบายวิธี บริโภคอย่างไร ซึ่งสนับสนุนแก่ความสงบรำงับนั้นด้วย. ๕. ดินฟ้าอากาศ กล่าวคือ ธรรมชาติที่แวดล้อมเช่นความร้อน ความ- หนาว ความทึบ ความโล่ง ตลอดถึงทิวทัศน์ที่งดงามหรือไม่งดงาม ซึ่งเป็นสิ่ง ที่เกี่ยวข้องกับความสงบรำงับแห่งจิตอยู่มากเหมือนกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิ่ง หนวกหู หรือรบกวนทางตา ทางจมูก เป็นต้น เป็นสิ่งที่ไม่อำนวยแก่ความสงบ รำงับ. ๖. อิริยาบถ ที่เหมาะสมต่อความสงบรำงับ กล่าวคือ อิริยาบถที่ไม่ ส่งเสริมแก่ความฟุ้งซ่าน. อิริยาบถนอน ย่อมส่งเสริมความฟุ้งซ่าน. อิริ- ยาบถเดิน เป็นสิ่งที่ตรงกันข้าม ดังนี้เป็นต้น. ผู้ปฏิบัติจะต้องรู้จักสังเกตใน ส่วนที่เป็นกรณีของตน โดยเฉพาะ. ๗. ความพากเพียรที่พอเหมาะ คือไม่พากเพียรทั้งทางกายและทางจิต จนเกินกำลัง หรือไม่เหมาะแก่เวลาเป็นต้น. โดยใจความ หมายถึงความที่ ไม่เครียดจนเกินไป หรือไม่ถึงขนาดที่เรียกว่าเครียด แต่ก็ไม่เฉื่อยชา. นี้เรียก ว่าความเพียรที่พอเหมาะ และมีสิ่งที่ต้องสังเกตเฉพาะคนๆ ด้วยเหมือนกัน.
น.1161 ไม่ข้องแวะกับคนฟุ้งซ่าน. ๙. คบค้าแต่กับบุคคลที่มีความสงบรำงับ. ๑๐ ในเมื่อจะต้องทำเป็นระยะยาว จะต้องมี การเพาะนิสัย ของตนเอง ให้เปลี่ยนไปในทางสงบรำงับยิ่งๆ ขึ้นไป จนกระทั่งเป็นนิสัย. เมื่อปฏิบัติอยู่ครบถ้วนทั้ง ๑๐ ประการนี้ ย่อมเกิดความรำงับทางกาย และทางจิต ตามลำดับอย่างเป็นระเบียบ. ข้อสำคัญอยู่ตรงที่ต้องมีความ ระมัดระวัง และความแน่ใจในความอดกลั้นอดทน ทำมันอย่างปราณีต และรอ คอยได้อย่างเยือกเย็น. ข. สมาธิสัมโพชฌงค์. คำว่า สมาธิ ในคำว่าสมาธิสัมโพชฌงค์ แห่งอัปปนาโกศลนี้ มิได้หมายถึงสมาธิส่วนใหญ่ที่กำลังกระทำอยู่โดยตรง เพราะ ว่าการทำสมาธิส่วนนั้นมาติดต้นอยู่ตรงนี้. สมาธิส่วนที่เป็นส้มโพชฌงค์นี้ หมายถึงคุณธรรมส่วนที่จะใช้เป็นเครื่องมือ เพื่อจะแก้ไขอุปสรรคข้อนี้เอง และ ข้ออื่น ๆ ตลอดไปในกาลข้างหน้า แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังเป็นของที่แนบเนื่องกันอยู่ อย่างไม่อาจจะแยกกันได้ คือ จะต้องปฏิบัติเนื่องกันหรือคราวเดียวกันไปในตัว เช่น การที่ยังคงรักษานิมิตที่ปรากฏแล้วนั่นเองไปเรื่อยๆ ตามหลักการที่ได้กล่าว มาแล้ว เป็นแต่เราแยกเรียกสิ่งนี้ออกมาเสียส่วนหนึ่งว่า ส่วนที่เป็นสมาธิสัมโพช- ฌงค์. สิ่งที่ต้องปฏิบัติในกรณีนี้ ได้กล่าวไว้เป็นกลางๆ อย่างเดียวกัน คือ : ๑. ภาวนา, ๒. พหุลีกตา, ๓. โยนิโสมนสิการ. ทั้งสามนี้เป็นไป ในนิมิตแห่งสมถะภาวนา หรือวิปัสสนาภาวนา แล้วแต่กรณี ใจความสำคัญ ก็ คือการทำอย่างระมัดระวัง ในกรณีที่เกี่ยวกับนิมิตทุกระยะ ด้วยการทำให้เกิด การทำซ้ำ และการทำไว้ในใจโดยแยบคาย เช่นเดียวกับที่กล่าวแล้วในข้อ ก.
น.1162 อันว่าด้วยปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ นั่นเอง. ยิ่งกว่านั้น ในกรณีที่กล่าวไว้อย่าง กว้างๆ ทั่วไป ท่านให้ถือว่า... ๔. อัปปนาโกสล หมดทั้ง ๑๐ ประการนั้นแหละ เป็นกิจที่จะต้องทำ อยู่ตลอดเวลา ในการเจริญสมาธิสัมโพชฌงค์ และ ๕. ข้อสุดท้าย ก็คือการเพาะนิสัย ในความเป็นสมาธิในฐานะที่เป็น กฎทั่วไปของการปฏิบัติระยะยาว. ค. อุเบกขาสัมโพชฌงค์ . อุเบกขานี้หมายถึงความวางเฉย และมีมูล มาแต่ความรู้ที่ถูกต้อง ว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวง อันใคร ๆ ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น ( สพฺเพธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย ) อันเป็นปัญญา หรือส่วนสัมมาทิฏฐิที่เป็น พื้นฐานทั่วไป ของการปฏิบัติธรรม อันเป็นเครื่องสนับสนุนให้มีความวางเฉย ใน สิ่งทั้งปวงได้โดยง่าย แล้วเป็นเครื่องสนับสนุนความเป็นสมาธิโดยตรงอยู่ในตัว, เพื่อพอกพูนอุเบกขาสัมโพชฌงค์ให้เจริญยิ่งขึ้น ท่านแนะนำไว้ดังต่อไปนี้ : ๑. ทำความวางเฉยในสัตว์ คือสิ่งที่มีชีวิต ไม่ว่าสัตว์มนุษย์หรือสัตว์ เดรัจฉาน. ๒. ทำความวางเฉยในสังขาร ซึ่งในที่นี้ได้แก่สิ่งต่างๆ ที่นอกไปจาก สัตว์. ทั้งสองอย่างนี้ หมายถึงสิ่งที่ตนกำลังยึดมั่นถือมั่น ว่ามันเป็นอะไร หรือเป็นของใคร ซึ่งทำให้เกิดความรู้สึกว่าดีกว่าหรือเลวกว่าเป็นต้น อันเป็นเหตุ ให้เกิดความรู้สึกยึดถืออย่างอื่นอีกต่อๆ ไป กระทั่งยึดถือว่าเป็นของเรา หรือ เกี่ยวข้องกันอยู่กับเรา ในลักษณะใดลักษณะหนึ่ง ซึ่งทำให้เกิดปัญหาต่างๆ ขึ้นอย่างไม่มีที่สุด. อาน. ๔๖
น.1163 ไม่ข้องแวะกับคนยึดมั่นถือมั่น หรือสัญญลักษณ์ของความยึดมั่น ถือมั่น. ๔. คบค้าสมาคมแต่กับบุคคล หรือสัญญลักษณ์ แห่ความไม่ยึดมั่น ถือมั่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือบุคคลที่วางแล้ว หรือหลุดพ้นแล้ว จากความ ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งทั้งปวง. ๕. มีการเพาะนิสัย แห่งความเป็นคนไม่ยึดมั่นถือมั่นอยู่เป็นปรกติ ด้วยการพิจารณาถึงคุณของสิ่งนั้น ทำความพอใจในสิ่งนั้นอย่างยิ่ง สรรเสริญคุณ ของสิ่งนั้น และชักชวนผู้อื่นในการทำอย่างนั้นอยู่เสมอไป นี้เป็นใจความสำคัญ ของคำว่า เพาะนิสัย. สรุปความแห่งความสัมพันธ์กัน ระหว่างโพชฌงค์ทั้ง ๓ นี้ว่า ปัสสัทธิ ทำให้เกิดความรำงับทางกายและทางจิต ; เมื่อรำงับก็ตั้งมั่นเป็น สมาธิ ; เมื่อตั้ง มั่นเป็นสมาธิ ก็คุมให้หยุดอยู่หรือเฉยอยู่ ในความเป็นอย่างนั้น ซึ่งเรียกว่า อุเบกขา . นี้คือการทำหน้าที่อย่างสัมพันธ์กันของสัมโพชฌงค์ทั้ง ๓ นี้. เมื่อ ทำได้ จิตก็ไม่มีทางจะฟุ้งซ่านหรือเลื่อนลอยแต่ประการใด. ที่กำลังฟุ้งซ่านอยู่ ก็รำงับไป เพราะอำนาจของปัสสัทธินั่นเอง. การทำอย่างนี้ทุกคราวที่ความ ฟุ้งซ่านเกิดขึ้น เรียกว่าการข่มจิตโดยสมัย . ๖. การปลอบจิตโดยสมัย ในกรณีที่ไม่เกี่ยวกับการยกหรือการข่ม ท่านแนะให้ใช้วิธี " ปลอบจิตโดยสมัย" คือการจูงไปทางใดทางหนึ่ง ซึ่งเป็น วัตถุที่ประสงค์อย่างยิ่ง. ในกรณีเช่นนี้ ท่านแบ่งออกเป็น ๒ ระยะ คือ การ ขู่ให้กลัวสิ่งที่น่ากลัว แล้ว ล่อหรือจูงไปยังสิ่งที่พึงปรารถนา .
น.1164 สิ่งที่ควรนำมาขู่ คือ ความทุกข์นานาประการ ที่ปรากฏอยู่อย่างชัด แจ้ง. ท่านจำแนกไว้เป็น ๘ ชนิด คือ ๑. ทุกข์เพราะเกิด, ๒. ทุกข์เพราะแก่, ๓. ทุกข์เพราะเจ็บไข้, ๔. ทุกข์เพราะความตาย, ๕. ทุกข์เพราะความเสื่อมเสีย ซึ่งเรียกว่าอบายทุกชนิด, ๖. ทุกข์ในวัฏฏสงสารส่วนที่เป็นอดีตที่เคยประสบมา แล้ว, ๗. ทุกข์ในวัฏฏสงสารส่วนที่เป็นอนาคต ที่ตนมองเห็นได้โดยประจักษ์, และ ๘. ทุกข์เนื่องด้วยการเสาะแสวงหาปัจจัยเครื่องยังชีวิตให้เป็นไป ตลอดถึง การหาอาหารทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย อันไม่รู้สิ้นสุด และมี ประจำอยู่ในความมี ความเป็น ทุกชนิด. การทำการพิจารณาให้เห็นแจ้งชัด ในความทุกข์เหล่านี้อยู่เสมอ จักเป็นอุบายเครื่องขู่จิตให้เกิดความกลัวต่อการที่ จะนอนจมอยู่ในความเป็นอย่างนี้ แล้วเกิดความเชื่อความกล้า หรือความพอใจ ในการที่จะไปเสียให้พ้นจากสิ่งเหล่านี้. อุบายเป็นเครื่องล่อหรือจูง ให้จิตเป็นไปในทางสูง นั้น ได้แก่การ ทำความ ปลื้มใจอยู่ในคุณของสิ่ง หรือบุคคล อันเป็นที่ตั้งแห่งความปลื้มใจ หรือ ความน่ายึดถือเอาเป็นตัวอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือคุณของ พระพุทธ พระ- ธรรม พระสงฆ์ อีกนั่นเอง แต่ต้องเป็นการกระทำที่สมบูรณ์ คือ ปรากฏเป็น ความปลื้มใจได้จริงๆ ว่า บุคคลนี้พ้นจากทุกข์จริงๆ ; ว่าสิ่งนี้เป็นหนทางพ้นจาก ทุกข์ได้จริง ; และบุคคลเหล่านี้เป็นตัวอย่างแห่งบุคคลผู้พ้นจากทุกข์ได้จริงๆ ; ทั้ง ๓ อย่างนี้ ล้วนแต่เป็นเครื่องประกันความสำเร็จดังนี้เป็นต้น. เมื่อการขู่และการล่อโดยประการ ๒ อย่าง เป็นไปด้วยดีแล้ว เรียกว่า เป็นการปลอบหรือประเล้าประโลมจิต ที่ไม่ทำความก้าวหน้าให้ทำความก้าวหน้า ทำจิตที่หยุดให้เคลื่อนไปสู่คุณเบื้องสูงได้ด้วยอุบายอันหนึ่ง.
น.1165 การคุมจิตโดยสมัย . เมื่อจิตไม่หดหู่ หรือจิตไม่ฟุ้งซ่าน แต่ เป็นจิตที่ดำเนินไปอย่างสม่ำเสมอ เรียกว่าจิตย่างขึ้นสู่ความเหมาะสมในเบื้องต้น เป็นจิตที่เริ่มได้ที่แล้ว หน้าที่ที่จะต้องทำในขณะนั้น ก็คือ การคุมความเป็น อย่างนั้นไว้เรื่อยไป จนกว่าจะถึงวัตถุที่ประสงค์ ซึ่งในที่นี้ ได้แก่การดำเนิน เข้าสู่สมถะหรือความเป็นอัปปนาอันแท้จริง. ข้อนี้โดยใจความ ก็เพียงแต่ ควบคุมความรู้สึกที่ต้องประสงค์นั้น อยู่เฉยๆ กล่าวคือ เมื่อได้ปรับปรุงขยับขยาย การกำหนดหรือความรู้สึกสิ่งต่างๆ โดยแยบคาย จนถึงที่สุดแห่งการปฏิบัติส่วนนั้น แล้ว ก็หน่วงเอาความเป็นอย่างนั้นไว้อย่างสม่ำเสมอ ให้ตลอดเวลา. ในที่นี้ ก็ได้แก่ การหน่วงจิตต่อความรู้สึกที่เป็นองค์ฌานอยู่อย่างสม่ำเสมอเป็นระยะ ยาว นั่นเอง เรียกว่า การคุม. เราอาจจะเข้าใจความหมายข้อนี้ได้ง่าย ด้วยการ เปรียบเทียบกับสารถีที่ฉลาด คุมม้าที่บังคับได้ที่แล้ว ให้ลากรถไปตามถนนที่ ราบรื่น ด้วยอาการเพียงถือสายบังเหียนอยู่เฉยๆ ก็ถึงที่สุดปลายทางได้ ฉันใดก็ ฉันนั้น. ข้อนี้ อธิบายว่า วิถีแห่งสมถะในขั้นอัปปนานั้น ก็มีหลักเกณฑ์ที่ ตายตัวของมันอยู่ตามธรรมชาติ เมื่อดำเนินมาถึงหลักเกณฑ์อันนั้นแล้ว ก็เกิด อาการส่วนที่เป็นไปเอง ได้ตามกฎเกณฑ์ของมัน. ความยากลำบากของ การคุม ย่อมอยู่ตรงที่จะต้องไม่ทำอะไรใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นมาเป็นสิ่งแทรกแซง อันใหม่ หรือเกิดเป็นปัญหาอันใหม่ขึ้นมาอีก ; สิ่งที่ประสงค์อย่างยิ่งในอุบายข้อนี้ จึงได้แก่สติสัมปชัญญะที่มีอยู่อย่างพอเพียงนั่นเอง จึงควรกล่าวว่า สติสัมโพชฌงค์ เป็นสิ่งที่จำปรารถนามากเป็นพิเศษ ในกรณีแห่งการคุมจิตนี้ . ๘. การเว้นคนโลเล คำว่าคนโลเลในกรณีนี้ ท่านระบุไว้เป็น ๓ ลักษณะ คือ :
น.1166 [ ๑] คนไม่เคยหรือไม่ชอบต่อเนกขัมมะ กล่าวคือ ภาวะที่ปราศ- จากกาม. ที่ว่าไม่เคยต่อเนกขัมมะนั้น หมายความว่าไม่เคยมีจิตที่ปราศจาก กาม ไม่เคยมีจิตว่างเว้นจากความปรารถนากาม หรือความพัวพันอยู่ในกาม ; กล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ ไม่เคยพบความสงบจากการรบกวนของกาม จนไม่ทราบ ว่ารสของเนกขัมมะนั้นมีอยู่อย่างไร. ส่วนผู้ไม่ชอบเนกขัมมะนั้น หมายความ ว่าเป็นคนหมกมุ่นอยู่แต่ในกาม เมื่อมีใครมาพูดถึงภาวะที่ตรงกันข้าม ก็ไม่ชอบ ทั้งที่ตนไม่เคยเข้าถึงภาวะอันนั้นเลย แต่ถือเอาโดยอนุมานว่า เป็นสิ่งที่ตนไม่ควร ปรารถนาเป็นอย่างยิ่ง คนชนิดนี้ย่อมโลเลต่อความสงบ คือ ส่ายหนีจาก ความสงบอยู่เป็นปรกติ. [๒ ] คนมีเรื่องมาก หรือคนจับจด. คนมีเรื่องมากไม่สามารถทำ อะไรเป็นชิ้นเป็นอัน หรือถึงที่สุดได้. การที่เขาชอบมากเรื่องย่อมแสดงอยู่ ในตัวว่าเป็นคนส่าย. คนจับจด หมายถึงคนเปลี่ยนความคิดเร็ว ก่อนแต่ที่จะ ทำอะไรไปจนถึงที่สุด แม้มีเรื่องเพียงเรื่องเดียว เขาก็เปลี่ยนเรื่องเรื่อย จนไม่เคย ประสบความสำเร็จสักเรื่องเดียว. [๓ ] คนใจฟุ้งซ่านเลื่อนลอย ไม่มีอะไรเป็นจุดหมายที่แน่นอน มี จิตใจปราศจากการควบคุมอยู่เสมอ. ทั้ง ๓ พวกนี้เรียกว่าเป็นคนโลเล. ท่านแนะให้ตั้งข้อรังเกียจถึงขนาดที่ ต้องไม่เกี่ยวข้องด้วย ในทำนองราวกะว่าเป็น เชื้อโรคร้าย ที่อาจจะติดต่อกันได้ ง่าย แม้โดยทางกระแสจิต. ผู้หวังอยู่ในอัปปนา หรือกำลังปฏิบัติในชั้น หน่วงเอาอัปปนา จะเว้นห่างไกลจากบุคคลประเภทนี้อยู่เสมอ. การทำเช่นนั้น อย่างน้อยเป็นการย้อมจิตใจไปในทางของอัปปนาอยู่เสมอ โดยไม่รู้สึกตัว. อาน. ๔๗
น.1167 การเสพคบคนมั่นคง. ข้อนี้รู้ได้โดยนัยอันละเอียด ในทำนอง ที่ตรงกันข้ามจากข้อ ๘ ไม่จำเป็นต้องอธิบายอะไรอีก. สิ่งที่ควรสำเหนียกไว้ ก็คือการถ่ายทอดนิสัยทางกระแสจิต เป็นสิ่งที่ท่านรับรองกันอยู่ทั่วไป. ส่วน ผลอีกทางหนึ่ง ในการคบคนมั่นคงนั้น เป็นโอกาสให้ได้ซักไซ้สอบถามสิ่งต่างๆ ซึ่งเป็นประโยชน์แก่อัปปนา โดยตรงอีกด้วย. ๑๐. การสามารถน้อมจิตไปอย่างเหมาะสม. ความเหมาะสม ในที่นี้ หมายถึงความเหมาะสมกับพฤติของจิต คือ ความเป็นไปต่างๆ ของจิต ในขณะที่จะเป็นสมาธิอย่างแน่วแน่ ให้พอเหมาะพอดีแก่จังหวะ หรือความ หนักเบาเป็นต้น ซึ่งยากที่จะกล่าวเป็นรายละเอียดได้. ใจความสำคัญของเรื่อง อยู่ตรงที่เป็นผู้ฉลาด สามารถโอนเอน หรือคล้อย หรือโน้มไปให้พอเหมาะแก่ ความต้องการของจิตที่จะเป็นอัปปนา ในขณะนั้นเป็นส่วนใหญ่. ความพอเหมาะพอดี ในที่นี้ ไม่อาจจะอธิบายด้วยถ้อยคำอย่างอื่น ที่จะ ดีไปกว่าการแสดงด้วยอุทาหรณ์ : ผู้ที่เคยหัดขี่รถจักรยานมาแล้ว ย่อมทราบได้ดี ว่าผู้หัดขี่ต้องทำให้พอเหมาะพอดีในการหมุนตัว เอียงตัว หรือการถ่วงน้ำหนัก ให้เหมาะแก่จังหวะ จริงๆ มิฉะนั้นแล้ว มันจะไม่เรียบ มันจะคดไปคดมา เพราะการหมุนคันบังคับ หรือการเอียงถ่วงน้ำหนักของตัวเอง ที่ไม่พอเหมาะพอดี แก่จังหวะ หรือความต้องการตามกฎศูนย์ถ่วงในขณะนั้นนั้นเอง ; ข้อนี้มีอุปมา ฉันใด การโอน การคล้อย หรือการน้อมไป ให้พอเหมาะพอดีแก่จังหวะของการ ที่จิตน้อมไปสู่ความเป็นอัปนาสมาธิ ก็มีอุปมัยฉันนั้น ที่เกี่ยวกับไม่ช้าหรือเร็วเกินไป นั้น ท่านเปรียบเหมือนแมลงผึ้ง ที่ออก เสาะหาเกษร : เช้าหรือสายเกินไป ไม่ได้เกสรสมประสงค์ ; เร็วไปยังมืดหรือ
น.1168 ดึกอยู่ ดอกไม้ยังไม่บานบ้าง หรือมีอันตรายอย่างอื่นบ้าง ; สายไป ก็ไม่ทัน ตัวอื่น เพราะเกษรหมดแล้ว. ที่เกี่ยวกับความไม่หนักหรือเบาเกินไป นั้น ท่านเปรียบเหมือนการเอา มีดกรีดใบบัวที่ลอยอยู่บนผิวน้ำ ของคนที่มีฝีมือ หรือพวกแสดงกลประเภทหนึ่ง ซึ่งมีกติกาว่า จะกรีดให้เกิดรอยในใบบัวนั้นตามที่ต้องการ แต่ไม่ให้ใบบัวขาด ด้วยการกรีดเพียงครั้งเดียว. ถ้ากรีดเบาเกินไป ก็ไม่มีรอย, ถ้ากรีดหนักเกินไป ใบบัวก็ขาด : เขาต้องกรีดพอเหมาะ ไม่หนัก ไม่เบาจริงๆ จึงจะสำเร็จประโยชน์ ความไม่ค่อยเกินไปและความไม่ผลุนผลันเกินไป นั้น ท่านเปรียบด้วย การกระทำของบุคคลที่ได้รับคำสั่งให้สาวใยแมลงมุมออกมาจากรังแมลงมุม ๑ จน กระทั่งมีความยาว ๓๐-๔๐ ศอก ถ้าทำค่อยเกินไป ก็ไม่อาจจะดึงออกมาได้ : ถ้าทำผลุนผลันเกินไป ก็ขาดหมด. ความไม่มากหรือความไม่น้อย นั้น เปรียบได้กับการกางใบเรือมากหรือ น้อย พอเหมาะแก่กำลังลม : ลมแรง กางใบเต็มที่ เรือก็จม : ลมไม่ค่อยมี กางใบน้อยนิดเดียว เรือก็ไม่อาจแล่นไปได้. ความกล้าเกินไปหรือความขลาดเกินไป นั้น ให้ดูที่การกรอกน้ำมันลง ในขวด โดยไม่ให้น้ำมันหกแม้แต่หยดเดียว : เมื่อน้ำมันมีมาก และขวดมีปากเล็ก มาก ทำด้วยใจกล้าเกินไป ไม่มีทางที่จะสำเร็จ. ความตึงเครียดเกินไป หรือความหลวมเกินไป นั้น ดูได้ที่การจับนก ตัวเล็กๆ : จับหนักมือเกินไป นกก็ตายในมือ : จับหลวมมือเกินไป นกก็ลอดหนี ไปตามช่องมือ : ๑. หมายถึงแมลงมุมชนิดพิเศษชนิดใดชนิดหนึ่ง โดยเฉพาะ.
น.1169 ความตึงมากเกินไป หรือการหย่อนให้มากเกินไป ให้ดูที่การชักว่าว สำหรับ ความหย่อนเกินไปหรือตึงเกินไป ให้ดูที่ผลของการขึงสายเครื่องดนตรี ดังนี้เป็นต้น. ทั้งหมดนี้ เป็น คำอธิบายของความพอเหมาะพอดี และความตรง ตามจังหวะ ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ในเรื่องของบุคคลที่บังคับรถจักรยาน เป็นต้น. ในระยะแรกฝึกหัด การหน่วงน้อมจิตไปสู่ความรู้สึกที่เป็นองค์ฌาน ต้องการความพอเหมาะพอดี และความตรงตามจังหวะ โดยความหมายดังกล่าว นี้. เมื่อทำได้เช่นนี้ การน้อมจิตให้ถึงจุดแห่งความเป็นอัปปนา ก็เป็นสิ่งที่เป็น ไปได้. ผู้มีอุปนิสัยหรือมีอินทรีย์เหมาะสมอยู่โดยอุปนิสัย ย่อมง่ายแก่การทำ เช่นนี้ และประสบความสำเร็จในเวลาอันสั้น : ส่วนผู้อ่อนด้วยอุปนิสัย ก็มีแต่จะ ต้องพากเพียรเรื่อยไป ไม่ยอมท้อถอย แม้ต้องพากเพียรไปจนตลอดชีวิต จนกว่า การปฏิบัติในขั้นประณีตสุขุมนี้ จะเป็นไปได้อย่างที่เรียกว่าเพียรจนตายก็ยอม เพราะไม่มีทางอื่นจริง ๆ. อุบายวิธีทั้ง ๑๐ ประการนี้ รวมเรียกว่า อัปปนาโกศล เพราะมีความ มุ่งหมายตรงกันหมด คือ เป็นอุบายหรือความฉลาดในการเร่งรัดจิต ให้ก้าวไปสู่ ความเป็นอัปปนา เป็นการบ่มนิสัยหรืออินทรีย์ให้แก่กล้าถึงที่สุด พร้อมกันไป ในตัว. อัปปนาโกศลนี้ มีผลนอกจากทำความสำเร็จในการทำสมาธิแล้ว ยัง มีผลเพื่อการปฏิบัติอย่างอื่นทั่ว ๆ ไป แม้กระทั่งในขั้นแห่งวิปัสสนาอันเป็น ระยะสุดท้าย เมื่ออัปปนาโกศลในขั้นรักษาปฏิภาคนิมิต และการหน่วงเอา องค์ฌานเป็นไปด้วยดีแล้ว ผลที่เกิดขึ้น ก็คืออัปปนาสมาธิ หรือการบรรลุฌาน.
Buddhadasa