Buddhadasa.org

อานาปานสติภาวนา เล่ม 1 ว่าด้วยสมาธิล้วน ตอนที่ ๑๗ — การบรรลุฌาน

อานาปานสติภาวนา เล่ม 1 ว่าด้วยสมาธิล้วน — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — อานาปานสติภาวนา เล่ม 1 ว่าด้วยสมาธิล้วน (๑๙ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.1170 การบรรลุฌาน ลำดับของการปฏิบัติ ในขั้นที่เป็นการบรรลุถึงฌาน นี้ ควรจะได้ ย้อนไป ทำความเข้าใจตั้งแต่ขั้นที่ปฏิภาคนิมิตปรากฏขึ้นมาตามลำดับอีกครั้งหนึ่ง เพื่อความเข้าใจง่ายในขั้นนี้ : เมื่อปฏิภาคนิมิตจะปรากฏ มีสิ่งให้สังเกตล่วงหน้าได้ คือ อุคหนิมิต ในขณะนั้นแจ่มใสยิ่งขึ้น ; จิตรู้สึกสงบยิ่งขึ้น ; รู้สึกสบายใจหรือพอใจใน การกระทำนั้นมากยิ่งขึ้น ; ความเพียรเป็นไปโดยสะดวก แทบจะไม่ต้องใช้ ความพยายามอะไรเลย : ลักษณะเหล่านี้ แสดงว่าปฏิภาคนิมิตจะปรากฏ. ครั้นปฏิภาคนิมิตปรากฏแล้ว ต้องระมัดระวังในการรักษาปฏิภาคนิมิต โดยนัยดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น เป็นระยะยาวตามสมควร. แม้ว่าในขณะนี้ นิวรณ์จะระงับไปไม่ปรากฏก็จริง แต่อัปปนาสมาธิยังล้ม ๆ ลุกๆ อยู่ เพราะ องค์ฌานยังไม่ปรากฏแน่นแฟ้นโดยสมบูรณ์. ผู้ปฏิบัติจะต้องดำรงตนอยู่อย่าง สม่ำเสมอ ในลักษณะแห่งอัปปนาโกศล ๑๐ ประการ ดังที่กล่าวแล้วเพื่อเป็นการ เร่งรัดอัปปนาสมาธิให้ปรากฏต่อไป. ผู้ปฏิบัติหน่วงจิตให้ลุถึงอัปปนาสมาธิได้ ด้วยการหน่วงความรู้สึกที่ เป็นองค์ฌานทั้ง ๕ ประการ ให้ปรากฏขึ้นในความรู้สึกแจ่มชัด สมบูรณ์ และตั้ง อาน. ๔๘

น.1171 อยู่อย่างแน่นแฟ้น. เมื่อองค์ฌานตั้งมั่นทั้ง ๕ องค์แล้ว ชื่อว่าลุถึงอัปปนาสมาธิ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือการได้ฌานในอันดับแรก ซึ่งเรียกว่า ปฐมฌาน . ปฐมฌาน ปรากฏ ลักษณะสังเกตความสมบูรณ์ของปฐมฌาน ย่อมมีอยู่ คือ ใน ขณะนั้นจิตประกอบอยู่ด้วยลักษณะ ๑๐ ประการ, ประกอบอยู่ด้วยองค์แห่งฌาน ๕ ประการ, และประกอบด้วยอินทรีย์ ๕ ประการ ไม่ย่อหย่อน, รวมเป็นสิ่งที่ จะต้องกำหนดเพื่อการศึกษา หรือเพื่อการสอบสวนเป็น ๒๐ ประการด้วยกัน มี รายละเอียด ดังต่อไปนี้ : ลักษณะ ๑๐ ประการ นั้น แบ่งเป็น ๓ ส่วน คือ ก. ส่วนที่เป็นเบื้อง- ต้น ข. ส่วนที่เป็นท่ามกลาง และ ค. ส่วนที่เป็นที่สุด ของปฐมฌานนั้น มี อธิบายดังต่อไปนี้. ก. ลักษณะที่เป็นเบื้องต้น ของปฐมฌาน เรียกว่า ความสมบูรณ์ ด้วยปฏิปทาวิสุทธิ คือ ความบริสุทธิ์หมดจดของข้อปฏิบัติในขั้นนั้นๆ ซึ่งในที่นี้ ได้แก่ปฐมฌานนั้นเอง. ความสมบูรณ์ที่กล่าวนี้ ประกอบอยู่ด้วยลักษณะ ๓ อย่างคือ : ( ๑ ) จิตหมดจดจากโทษทั้งปวง ที่เป็นอันตรายต่อปฐมฌานนั้น ; ( ๒ ) เพราะความหมดจดเช่นนั้น จิตย่างขึ้นสู่สมถะนิมิต ซึ่งในที่นี้ ได้แก่องค์ฌาน ; ( ๓ ) เพราะย่างขึ้นสู่สมถะนิมิต จิตย่อมแล่นไปในสมถะนิมิตนั้น ; ลักษณะทั้งสามนี้ ทำให้ ปฐมฌานได้ชื่อว่า มีความงามในเบื้องต้น .

น.1172 ข. ลักษณะที่เป็นท่ามกลางของปฐมฌาน เรียกว่า อุเบกขา พรูหนา กล่าวคือ ความหนาแน่นไปด้วยอุเบกขา หรือความเพ่งดูเฉยอยู่ : ประกอบอยู่ด้วยลักษณะ ๓ อย่าง คือ : ( ๑ ) เพ่งจิตอันหมดจดแล้ว จากโทษที่เป็นอันตราย ต่อปฐมฌานนั้น ( คือข้อหนึ่งแห่งหมวดที่กล่าวถึงเบื้องต้น ข้างบน ) ( ๒) เพ่งดูจิตที่แล่นเข้าสู่สมถะนิมิตแล้ว (ดังที่กล่าวมาแล้วในข้อ ๓ ใน หมวดต้น ) ( ๓ ) เพ่งดูจิตที่มีเอกัตตะปรากฏแล้ว. เอกัตตะในที่นี้ ได้แก่ความ เป็นฌาน โดยสมบูรณ์ ประกอบอยู่ด้วยลักษณะต่างๆ ที่ตรงกันข้ามจากนิวรณ์ โดย ประการทั้งปวง ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ( เปิดย้อนไปดูตอนที่กล่าวเรื่องเอกัตตะ ). ลักษณะทั้งสามนี้ทำให้ ปฐมฌานได้ชื่อว่า มีความงามในท่ามกลาง. ค. ลักษณะที่เป็นที่สุด ของปฐมฌาน เรียกว่า สัมปหังสนา แปลว่าความร่าเริง ; ประกอบอยู่ด้วยลักษณะ ๔ ประการ คือ (๑ ) ร่าเริง เพราะธรรมทั้งปวงที่เกิด หรือ ที่เกี่ยวกับปฐมฌาน นั้น ( โดยเฉพาะเช่นองค์ฌานเป็นต้น ) ไม่ก้ำเกินกัน แต่สมส่วนกัน ซึ่งเรียกได้ว่ามี " ความเป็นสมังคีในหน้าที่ของตน ๆ " (๒) ร่าเริง เพราะอินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็นอันเดียวกัน ร่วมกันทำให้เกิด ผลอย่างเดียวกัน. (๓ ) ร่าเริง เพราะสามารถเป็นพาหนะนำไปได้ซึ่งความเพียร จนกระทั่ง ตุถึงฌานนั้น ๆ ที่ไม่ก้ำเกินกัน และลุถึงความสมบูรณ์แห่งอินทรีย์ ที่มีกิจเป็นอัน เดียวกัน. (4 ) ร่าเริง เพราะเป็นที่ส้องเสพมากของจิต. ลักษณะทั้ ง ๔ ประการนี้ ทำให้ ปฐมฌานได้ชื่อว่า มีความงามในที่สุด

น.1173 เมื่อรวมเข้าด้วยกันทั้ง ๓ หมวด ย่อมเป็นลักษณะ ๑๐ ประการ เป็น เครื่องแสดงถึงเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุด ของปฐมฌาน พร้อมทั้งเป็นเครื่อง แสดงความงาม กล่าวคือ ความน่าเลื่อมใสหรือเป็นที่พอใจของบัณฑิต ผู้สนใจ ในการศึกษาและปฏิบัติในทางจิต. สำหรับ องค์แห่งฌาน ๕ องค์ และ อินทรีย์ ๕ ประการ นั้น เป็น สิ่งที่ได้กล่าวมาแล้วอย่างละเอียดข้างต้น ว่ามีลักษณะอย่างไรเป็นต้น ไม่จำเป็น ต้องกล่าวถึงในที่นี้อีก. หากแต่ว่าจะต้องพิจารณากันในที่นี้เฉพาะข้อที่ ธรรม ทั้ง ๒๐ ประการนี้ ประกอบพร้อมกันอยู่ในขณะแห่งปฐมฌานด้วยอาการอย่างไร เท่านั้น ; เพราะธรรมทั้ง ๒๐ นี้ เป็นลักษณะแห่งความสมบูรณ์ของฌานนั่นเอง. ปฐมฌานประกอบด้วยลักษณะยี่สิบ ด้วยอาการอย่างไร จากลักษณะ ๑๐ ประการที่กล่าวนั้นเอง มีทางที่ผู้ศึกษาจะพิจารณาให้ เห็นชัด ถึงลักษณะของความเป็นฌาน นับตั้งแต่ การลุถึงฌาน การตั้งอยู่ใน ฌาน และการเสวยสุขอยู่ในฌาน พร้อมกันไปในตัว . การที่แบ่งเป็น ๓ ระยะ เป็นเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุด เช่นนั้น เป็นเพียงนิตินัย คือ เป็นเพียงหลัก สำหรับศึกษา : โดยพฤตินัยย่อมมีพร้อมกัน คือเป็นเพียงของอย่างหนึ่ง ซึ่ง ประกอบอยู่ด้วยลักษณะอาการหลายอย่าง แล้วแต่จะมองกันในแง่ไหน และจัด ลำดับสิ่งเหล่านั้นอย่างไร. เพื่อความสะดวกในการศึกษาและการทำความเข้าใจ ในเรื่องนั้นๆ นั่นเอง. ต่อไปนี้จะได้พิจารณากันทีละอย่าง คือ :-

น.1174 ลักษณะที่ ๑ : ในขณะแห่งปฐมฌานนั้น เป็น ขณะ ที่จิตปราศจาก สิ่งที่เป็นปฏิปักษ์ต่อปฐมฌานโดยประการทั้งปวง ถึงขนาดที่แน่วแน่จริง ๆ ; ลักษณะที่กล่าวนี้ จึงยังไม่มีโดยสมบูรณ์ ในขณะที่ปฏิภาคนิมิตยังปรากฏอยู่ : แต่มีต่อเมื่อสมถะนิมิต คือ องค์แห่งฌานปรากฏแล้ว ฉะนั้นความระงับไปแห่ง นิวรณ์ ด้วยลำพังอำนาจของปฏิภาคนิมิตนั้น ยังหาใช่เป็นฌานไม่ หาใช่เป็น อัปปนาสมาธิไม่ เป็นแต่เพียงอุปจารสมาธิอยู่นั่นเอง. ข้อนี้เป็นสิ่งที่ไม่ควร จะกล่าวอย่างหละหลวมว่า พอสักว่านิวรณ์ทั้งห้าระงับไป ก็เป็นการ บรรลุฌานโดยทันที เว้นไว้แต่จะเป็นการกล่าวอย่างกว้าง ๆ โดยโวหารพูดทั่วไป สำหรับชาวบ้าน : และพึงจำกัดความให้แม่นยำอยู่เสมอไปว่า ในที่นี้ท่านหมาย ถึ ง การที่จิตหมดจดจากโทษ ที่เป็นอันตรายต่อปฐมฌานนั้น. ลักษณะที่ ๒ : ในข้อนี้ แสดงถึง อาการที่จิตผละจากปฏิภาคนิมิต ไปสู่สมถะนิมิตหรือองค์ฌานได้ เพราะจิตหมดจดจากโทษที่เป็นอันตรายต่อปฐม- ฌานจริง ๆ ; ถ้าไม่หมดจดในลักษณะอย่างนี้ ก็ไม่สามารถผละจากปฏิภาคนิมิต ไปสู่องค์แห่งฌานได้. ในขณะแห่งปฏิภาคนิมิต ยังไม่ถือว่าเป็นความหมดจด เพราะยังมีการกำหนดสิ่งซึ่งยังเป็นภายนอกอยู่ ยังเนื่องอยู่กับสิ่งที่เป็นภายนอก ซึ่งหมายความว่ายังไม่เป็นที่ตั้งแห่งความแน่วแน่, ยังโงนเงน เพราะไม่ประกอบ ที่องค์ อันเป็นเหมือนรากฐานที่สมบูรณ์ และยังเป็นโอกาสแห่งการกลับมารบ- กวนของนิวรณ์. แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ก็ยังได้ชื่อว่า การหน่วงจิตขึ้นสู่ฌาน เป็นสิ่งที่ต้องทำในขณะที่ไม่มีนิวรณ์รบกวนอยู่นั่นเอง จึงจะสามารถหน่วง ความรู้สึก จากความรู้สึกที่เป็นปฏิภาคนิมิต ให้ไปเป็นความรู้สึกที่เป็นองค์แห่ง ฌานได้. อาน. ๔๙

น.1175 เพราะจิตผละจากปฏิภาคนิมิตได้ และย่างขึ้นสู่สมถะ นิมิตได้ จิตจึงแล่นไปในสมถะนิมิตนั้นโดยทั่วถึง. ข้อนี้ หมายถึงการที่ ภ าวะของจิตในขณะนี้ ปราศจากร่องรอยของปฏิภาคนิมิตแล้ว ซึมซาบอยู่ ด้วยความรู้สึกที่เป็นองค์แห่งฌานทั้ง ๕ องค์อย่างทั่วถึง ไม่เพียงสักแต่ว่า กำหนดองค์นั้นๆ เท่านั้น แต่องค์นั้น ๆ ได้เป็นความรู้สึกที่อาบย้อมจิตอยู่อย่างซึม- ซาบทีเดียว. การที่ท่านจัดลักษณะทั้ง ๓ นี้ไว้ ว่าเป็นลักษณะเบื้องต้นของปฐม- ฌาน ก็เพราะเป็นการแสดงถึงลักษณะหรือเครื่องปรากฏของฌานชนิดที่ควร สังเกตหรือเข้าใจ ก่อนลักษณะอย่างอื่นทั้งหมด : ต่อจากนั้นไปจึงค่อยสังเกตให้ ละเอียดลงไปว่า ในขณะที่มันมีภาวะอย่างนั้นๆ มันได้มีกิจหรือกำลังทำอะไรอยู่ บ้างสืบต่อไป คือ : ลักษณะที่ ๔ : จิตย่อมประจักษ์ ได้ด้วยตัวมันเอง ต่อความที่จิตเอง เป็นธรรมชาติหมดจดจากโทษแล้ว; เปรียบเหมือนกับเมื่อเราอาบน้ำชำระร่างกาย จนสะอาดหมดจดแล้ว จะดูหรือไม่ดูก็ตาม เราก็ย่อมประจักษ์ต่อความที่ร่างกาย เป็นสิ่งที่หมดจดแล้ว : แต่ในกรณีของจิตนั้น มันเพ่งอยู่ตรงที่องค์ฌานตลอดเวลา มันจึงประจักษ์ต่อความที่ตัวมันเองเป็นสิ่งที่สะอาดหมดจดแล้ว พร้อมกันไปในตัว. ยิ่งเพ่งต่อองค์ฌานเท่าไร ก็เท่ากับยิ่งเพ่งต่อความสะอาดหมดจดของตัวเท่านั้น. สรุปความว่า มันได้เห็นความหมดจดจากโทษของตัวมันเองอยู่อย่างแน่วแน่ พร้อมกับอาการอื่นๆ ที่เนื่องกัน. เปรียบเหมือนเมื่อเราเดินดูอะไรสักอย่างหนึ่ง :

น.1176 การเดินก็ดี การดูก็ดี การเห็นก็ดี ความรู้สึกต่อสิ่งนั้นๆ ก็ดี เหล่านี้ เป็นสิ่งที่มีได้พร้อมกันด้วยเจตนาเพียงอันเดียว และโดยอัตโนมัติ ฉันใดก็- ฉันนั้น. ลักษณะที่ ๕ : จิตย่อมประจักษ์ต่อการที่ตัวมันเองได้แล่นเข้าไปใน สมถะนิมิต หรือ ในองค์แห่งฌาน ที่กำลังประกอบกันอยู่เป็นฌาน โดยสมบูรณ์ เพราะความที่ตัวมันเองหมดจดแล้วจากโทษทั้งปวง ; กล่าวให้ชัดลงไปอีกก็คือ เห็นความที่ตัวมันเองเป็นอย่างนี้ได้ อย่างหนึ่ง, และเห็นความที่มันเป็นอย่างนี้ได้ เพราะอาศัยเหตุปัจจัยอะไร อีกอย่างหนึ่ง, อย่างประจักษ์ชัดพร้อมกัน : แล้วยัง ประจักษ์ต่อภาวะหรือความเป็นอีกอย่างหนึ่ง คือ : ลักษณะที่ ๖ : จิต ย่อมประจักษ์ต่อความดีหรือความประเสริฐชนิดหนึ่ง ที่ปรากฏอยู่กับจิต ซึ่งเรียกโดยบาลีว่า เอกัตตะ ( ความเป็นเอก ) อันเนื่อง มาจากการที่จิตได้ทำกิจ ๒ อย่างข้างต้นเสร็จไปแล้ว. เราจะเห็นได้ทันทีว่า ลักษณะแห่งความประจักษ์ทั้ง ๓ อย่างนี้ ( คือ ข้อ ๔ ข้อ ๕ ข้อ ๖ ) เป็น สิ่งที่เนื่องกัน. ความหมายอันลึกข้อนี้ จะตื่นขึ้นมาได้ด้วยการเปรียบเทียบ ด้วยการอุปมา คือ เราเป็นคนบริสุทธิ์ เขาจึงให้เกียรติแก่เราโดยยอมให้เข้าไป ในบ้าน : เราเดินเข้าไปในบ้านเขาด้วยความภาคภูมิใจในความบริสุทธิ์ของตัวเรา ที่มีอยู่ จนถึงกับเขายอมให้เข้าบ้าน : เมื่อเป็นเช่นนี้ เราอาจจะมองดูสิ่งเหล่านี้ ได้พร้อมกันคือ ดูความที่เราเป็นคนบริสุทธิ์ก็ได้ ดูการที่เราเดินเข้าไปในบ้านเขา ก็ได้ ดูความดีหรือเกียรติของเรา ที่กำลังได้รับอยู่ในขณะนั้นก็ได้ ซึ่งแม้จะแยกดู กันอย่างไร มันก็ต้องดูที่ตัวเราเองทั้งนั้น : ข้อนี้ฉันใด จิตก็เพ่งดูตัวเองโดย

น.1177 ประจักษ์ โดยลักษณะ ๓ ประการที่กล่าวแล้ว และ เห็นอยู่อย่างแน่วแน่มั่นคง มีกำลังแห่งการดู กำลังแห่งความพอใจ และกำลังแห่งความรู้สึกเป็นสุข เพราะ ความพอใจอยู่อย่างเพียงพอ ซึ่งเป็นเหตุให้แน่วแน่ยากที่จะเปลี่ยนแปลงเหตุนั้น จึงได้ชื่อว่า อัปปนา ; และเรียกลักษณะทั้งหมดนี้ว่า อุเบกขา พรูหนา หรือ ความหนาแน่นไปด้วยอุเบกขา กล่าวคือการเพ่งเฉยอยู่อย่างมั่นคง. ลักษณะทั้งสาม ซึ่งจัดเป็นท่ามกลาง ของปฐมฌานนี้ เราสรุปไว้ใน ฐานะเป็นกิจหรือเป็นหน้าที่ของจิตที่ลุถึงฌาน : ส่วนลักษณะต่อไป เป็นลักษณะ ประเภทที่แสดงถึงรส หรืออานิสงส์ ที่จิตจะได้รับ เรียกว่า "ความร่าเริง " กล่าวคือ : ลักษณะที่ ๗ : จิตร่าเริงอยู่ได้ เพราะธรรมทั้งปวงที่เกิดขึ้นในขณะ นั้น ไม่ก้ำเกิน ก้าวก่าย แก่งแย่งกัน แต่สามัคคีประนีประนอมกัน ทำหน้าที่ ของตัวอยู่อย่างขยันขันแข็ง. “คำว่า "ธรรมทั้งปวง" ในที่นี้ โดยตรงเล็ง ถึงองค์ฌานทั้งห้า และอินทรีย์ทั้งห้า และยังหมายถึงธรรมะชื่ออื่นซึ่งไม่ระบุบาง- อย่างด้วย. อินทรีย์ ได้รับการปรับปรุงอย่างไร จึงไม่ก้ำเกินกัน ได้กล่าว แล้วข้างต้น เช่นในข้อสองแห่งอัปปนาโกสล. ในที่นี้ มุ่งหมายจะชี้แต่เพียง การที่ธรรมะทั้งห้านั้น ประกอบกันทำหน้าที่อย่างเหมาะสม ไม่มีส่วนใดที่มีกำลัง มากกว่าส่วนอื่น แล้วไปครอบงำส่วนอื่นให้รวนเร ในการทำหน้าที่ของตน. สำ- หรับ องค์ฌานทั้งห้า นั้น ในขณะนี้หมายถึงการที่แต่ละองค์ ๆ ปรากฏเต็มที่ ตามสัดส่วนของตน จึงตั้งอยู่อย่างแน่วแน่. ในขณะอื่นจากนี้ ในตอนต้นๆ

น.1178 โดยเฉพาะในขณะแห่งคณนาและอนุพันธนานั้น พึงสังเกตดูเถิดว่า มีแต่วิตกบ้าง มีวิตกวิจารที่ยิ่งหย่อนกว่ากันบ้าง ; ปีติ สุข เอกัคคตา นั้น ยังไม่เคยมีเลย. แม้ในขณะแห่งผุสนาและฐปนา ก็มีปีติและสุข ที่ยังล้มๆ ลุกๆ, เอกัคคตายังไม่ อยู่ในลักษณะที่เรียกว่า เอกัคคตา เลย : ดังนี้เป็นต้น. แต่ในบัดนี้สิ่งเหล่านี้ ได้เกิดขึ้นเต็มสัดส่วนและครบทุกส่วน ราวกะว่าได้ผ่านการชั่งตวงวัดของคนฉลาด และมีอำนาจมาแล้ว มันจึงอยู่ในลักษณะที่เหมือนกับไม้ ๕ ขา หรือ ๑๐ ขา ที่ ปักอยู่อย่างมั่นคงแล้วรวมกำลังเป็นอันเดียวกันในเบื้องบน : มีการรับน้ำหนักเท่า กัน มีโอกาสเท่ากัน ในการที่จะทำหน้าที่ของตนๆ ฉันใดก็ฉันนั้น ; ฉะนั้นจึง ไม่เป็นการยากที่บุคคลนั้น จะมีความรู้สึกในองค์แห่งฌาน ทั้ง ๕ องค์ อยู่ได้ อย่างแน่วแน่ ในลักษณะที่เป็นอัปปนา. ลักษณะที่ ๘ : รู้สึกร่าเริงเพราะอินทรีย์ทั้งห้า ร่วมกันทำกิจอย่าง เดียวกัน โดยมุ่งหมายจะได้รสอันเดียวกัน ทั้ง ๆ ที่ธรรมะนี้แต่ละอย่างๆ ต่างก็มี ความเป็นใหญ่ หรือมีหน้าที่ของตนโดยเฉพาะ ราวกะว่าจะไม่สามารถลดตัวลงมา ประนีประนอมกันได้. เมื่ออินทรีย์ทั้งห้า คือ สัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ได้ร่วมกันทำกิจเพื่อรสอันเดียวกัน สำเร็จไปได้เช่นนี้ ความร่าเริงของจิต ย่อม เกิดเองโดยธรรมชาติ ลักษณะที่ ๙ : ร่าเริงเพราะจิตนี้ สามารถนำธรรมะอันเป็นตัวกำลัง ทุกอย่าง เข้าไปสู่จุดที่หมายได้ . ถ้ากล่าวอย่างคน ก็คือ ร่าเริงเพราะตน สามารถนำคนอื่นทั้งหมดไปได้ ตามที่ตนต้องการ. สำหรับเรื่องของจิตในที่นี้ หมายถึงการที่สามารถควบคุมธรรมนั้นๆ ไม่ให้ก้ำเกินก้าวก่ายกัน และให้อินทรีย์ นั้นๆ ร่วมกันทำกิจอย่างเดียวกัน และเพื่อรสอันเดียวกันเป็นส่วนใหญ่. เมื่อ จิตอยู่ในสภาพเช่นนี้ ความร่าเริงย่อมผุดขึ้นมาเอง โดยไร้เจตนาอีกอย่างเดียวกัน. อาน ๕๐

น.1179 ร่าเริงเพราะความที่ฌานนั้นเป็นที่พอใจของจิตเป็น รสที่จิตรู้สึกพอใจ และเสวยอยู่เป็นปรกติมากกว่าอย่างอื่น . ทั้งนี้ เป็นด้วย อำนาจของปีติและความสุขเป็นต้น ซึ่งเป็นองค์ฌาน เป็นเครื่องดึงดูด และเพราะ อำนาจของวิตกวิจารและอุเบกขา เป็นเครื่องทำความตั้งมั่น ; ฌานจึงมีอาการ ราวกะว่าเป็นนิพพานของจิต เป็นที่พอใจแห่งจิต จนไม่อยากจะละไป. รวม ความว่า ความร่าเริงเกิดขึ้น เพราะความพอใจในรสของฌานนั้น . ความร่าเริงเหล่านี้ เป็นได้เองโดยไร้เจตนา จึงไม่เป็นอุปสรรคใดๆ ต่อ ฌาน และรวมอยู่ในองค์แห่งฌาน หรือกล่าวให้ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ ความร่าเริง นั้น เป็นลักษณะอาการบางอย่างขององค์แห่งฌานในตัวมันเองนั่นเอง. สำ- หรับความร่าเริงในที่นี้ จัดเป็นอาการของปีติและสุขโดยตรง แต่เราแยกมองกัน ในอาการของความร่าเริง และแยกสอดส่องลงไปดูถึงลักษณะต่างๆ ที่เป็นต้นเหตุ ของความร่าเริงต่างๆ กัน ที่มีอยู่ในส่วนลึกของความรู้สึก ที่เป็นองค์แห่งฌาน องค์นั้น. ทั้งหมดนี้มิใช่เพื่อการศึกษาที่เยิ่นเย้อ แต่เป็นแนวทางที่จะสอบสวน ข้อเท็จจริงของความเป็นฌาน และของการแก้ไขอุปสรรคบางประการ อันอาจ จะเกิดขึ้นแก่การปฏิบัติในขั้นนี้. ลักษณะทั้ง ๑๐ ประการนี้ เป็นกฎเกณฑ์ที่ตายตัว ที่อาจใช้ได้ ทั่วไปทุกลำดับของธรรมะที่จะบรรลุในโอกาสข้างหน้า กล่าวคือ รูปฌานที่เหลือ จากนี้ก็ดี อรูปฌานก็ดี วิปัสสนาทั้งหมดก็ดี การบรรลุมรรคผลก็ดี ย่อมอาศัย กฎเกณฑ์แห่งลักษณะ ๑๐ ประการนี้ เป็นเครื่องตรวจสอบด้วยกันทั้งนั้น. ทั้ง หมดนั้น มีหลักการหรือวิชาการ แห่งการปฏิบัติและการตรวจสอบโดยทำนองเดียว

น.1180 กันทั้งนั้น ผิดกันแต่สักว่าชื่อต่างๆ ที่จะเข้ามาเกี่ยวข้องกับลักษณะเหล่านี้ : ฉะนั้น จึงเป็น สิ่งที่จะต้องสนใจเป็นพิเศษ เพื่อเป็นผลอันใหญ่หลวงข้างหน้า . ถ้าผู้ ปฏิบัติไม่สามารถศึกษา และไม่สามารถทำความรู้สึกด้วยใจจริง ๆ ในลักษณะ เหล่านี้แล้ว การปฏิบัติโดยวิธีนี้ ย่อมยากที่จะเป็นไปได้สำหรับบุคคลนั้น ซึ่งจะ ทำให้เขาต้องหันไปหาวิธีปัญญาวิมุติ ซึ่งเป็นวิธีง่ายๆ ตามธรรมชาติอีกตามเคย นี้เป็น ใจความสำคัญของลักษณะทั้ง ๑๐ นี้ . การที่เรียกลักษณะทั้ง ๑๐ นี้ว่า ความงาม แล้วจำแนกเป็นความ งามในเบื้องต้น ความงามในท่ามกลาง ความงามในที่สุดนั้น เป็นเพียงผลพลอย ได้ในแง่ของการจูงใจ หรือถ้าเรียกอย่างสมัยใหม่ ก็เรียกว่าโฆษณาชวนเชื่อ เพื่อชักชวนบุคคลให้เกิดความสนใจหรือขะมักเขม้น. ข้อนี้ ไม่เกี่ยวกับแง่ของ การปฏิบัติ แต่ก็เป็นธรรมเนียมที่ท่านแนะให้ระลึกนึกถึง เพื่อให้เกิดสัทธาปสาทะ ในเบื้องต้น และยิ่งๆ ขึ้นไป จนถึงกับให้หลักไว้เป็นทำนองว่า อะไรๆ ในพระ พุทธศาสนาที่เป็นความสำเร็จขั้นหนึ่งๆ แล้ว จักต้องมีความงาม ๓ ประการนี้ และจะต้องหัดมองให้เห็นความแยบคายหรือความน่าอัศจรรย์ ที่จัดเป็นความงาม ในที่นี้ด้วยทุกครั้งไป. เมื่อได้ชี้ให้เห็นความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันของธรรมะในกลุ่มหนึ่ง ๆ ทั้ง ๓ กลุ่มดังนี้แล้ว จะได้ชี้ให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มทั้ง ๓ นี้สืบไป.

น.1181 กันยายน ๒๕๐๒ ภาวะของจิตในขณะแห่งฌาน ความสัมพันธ์เป็นอันเดียวกันแห่งธรรมทั้ง ๓ กลุ่ม ตลอดถึงลักษณะ อื่นๆ อีก ที่เกี่ยวข้องกันอยู่กับสิ่งเหล่านี้ จะเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ง่าย ต่อเมื่อเราได้ วินิจฉัยกันดูถึงภาวะของจิตในขณะแห่งการบรรลุฌาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน ปัญหาข้อที่ว่า อะไรเป็นอารมณ์ของจิตในขณะนั้น และ จิตในขณะนั้น มีการกำหนดอารมณ์อย่างไร. ถ้อยคำต่างๆ บางคำ เปลี่ยนความหมาย, และกิริยาอาการบางอย่างก็เป็นไปในลักษณะที่เข้าใจได้ยาก ราวกะว่าเป็นเคล็ดลับ จึงต้องทำความเข้าใจกันใหม่ในความหมายของคำบางคำ และกิริยาอาการบาง- อย่างในขั้นนี้ กันอีกครั้งหนึ่ง. เป็นที่ทราบกันแล้วว่า จิตเป็นธรรมชาติที่ต้องกำหนดอยู่ที่สิ่งหนึ่งสิ่งใด เป็นอารมณ์ แล้วอะไรเล่าเป็น อารมณ์ในขณะที่จิตบรรลุฌาน ? เพื่อความ เข้าใจง่าย ควรจะแยกเป็น ๒ ระยะ คือ ขณะที่จิตจะบรรลุฌาน อย่างหนึ่ง ขณะ ที่จิตตั้งอยู่แล้วในฌาน อย่างหนึ่ง สำหรับจิตในขณะที่จะบรรลุฌานโดยแน่นอน ซึ่งเรียกว่า "โคตรภูจิตในฝ่ายสมถะ" นั้น พอที่จะกล่าวได้ว่า มีความเป็น อัปปนาหรือฌาน ซึ่งจะลุถึงข้างหน้าเป็นอารมณ์ . ส่วน จิตที่ตั้งอยู่แล้ว

น.1182 ในฌานนั้น อยู่ในสภาพที่ไม่ควรจะกล่าวว่ามีอะไรเป็นอารมณ์ แต่ถ้าจะกล่าว ก็กล่าวว่า มีองค์แห่งฌานที่ปรากฏชัดโดยสมบูรณ์แล้วนั้นเองเป็นอารมณ์ เพราะ มีความรู้สึกที่เป็นองค์แห่งฌานนั้นปรากฏอยู่. แต่ข้อนี้ยังมิใช่ปัญหาสำคัญใน การปฏิบัติ เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่เป็นได้เอง. ปัญหาสำคัญของเราอยู่ตรงที่ว่า :- ในขณะที่จิตลุถึงฌานนั้น มีอะไรเป็นอารมณ์ และมีการ เกี่ยวข้องกับอารมณ์นั้น ในลักษณะอย่างไร ? ซึ่งจะได้วินิจฉัยสืบไป. ดังที่ได้กล่าวแล้วว่า จิตในขณะที่กำลังจะลุถึงฌานนี้ มีการหน่วงต่อ อัปปนาสมาธิ จึงมี ความเป็นอัปปนานั้นเอง เป็นอารมณ์ของการหน่วง. นี้ทำให้เห็นได้ว่า มิได้มีการกำหนดอารมณ์นั้น ในฐานะที่เป็นนิมิต ดังที่ เคยกระทำมาแล้วแต่กาลก่อน กล่าวคือ ในขณะแห่งบริกรรมนิมิตอุคหนิมิต และแม้ปฏิภาคนิมิต : ฉะนั้น จึงถือเป็นหลักอันสำคัญสำหรับการศึกษาในขั้นนี้ว่า ธรรม ๓ คือ นิมิต ลมหายใจออก และลมหายใจเข้า ทั้งสามนี้มิได้ ตั้งอยู่ในฐานะเป็นอารมณ์แห่งเอกัคคตาจิต หรือแม้จิตที่กำลังจะเป็น เอกัคคตา : แต่ถึงกระนั้น ธรรมทั้งสามนี้ ก็ยังคงปรากฏด้วยอำนาจ ของสติอยู่นั่นเอง ทั้งจิตก็ไม่ฟุ้งซ่าน ทั้งความเพียรก็ปรากฏหรือเป็น ไปอยู่ และผู้ปฏิบัติก็สามารถทำประโยคให้สำเร็จ จนลุถึงคุณพิเศษที่ ตนประสงค์ และนี้คือหัวข้อที่ต้องทำความเข้าใจ หรือที่อยู่ในลักษณะที่พอ จะเรียกได้ว่าเป็น "กลเม็ดที่เกี่ยวกับการบรรลุฌาน " ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็น ใจความสำคัญของหลักที่กล่าวแล้ว ซึ่งมีอยู่ ว่า ในขณะนี้ นิมิตก็ตาม ลมหายใจออกก็ตาม ลมหายใจเข้าก็ตาม มิได้เป็น อาน. ๕๑

น.1183 อารมณ์ของจิต แต่ก็ยังคงปรากฏอยู่ นี้ข้อหนึ่ง :. และอีกข้อหนึ่งก็คือ แม้มิได้มี การกำหนดสิ่งเหล่านั้นเป็นอารมณ์ จิตก็ไม่ฟุ้งซ่าน, ความพยายามทำก็ปรากฏ อยู่, ตัวประโยค กล่าวคือ ตัวการกระทำก็ดำเนินไปอยู่ จนกระทั่งเป็นสมาธิดังนี้. นึกดูแล้ว มันจะเป็นไปได้อย่างไรกัน ? ปัญหาย่อมจะเกิดขึ้นว่า นิมิตและลม หายใจจะปรากฏแก่จิตได้อย่างไร ในเมื่อไม่ได้ตั้งอยู่ในฐานะเป็นอารมณ์ของจิต? ความพยายามและความดำเนินไปของภาวนา จะมีได้อย่างไร ในเมื่อจิตสงบ ไม่ มีพฤติหรือความหวั่นไหวแต่อย่างใด ? นี่แหละ คือความหมายของคำที่กล่าวว่า ถ้าเป็นไปได้ ก็ต้องเป็นไปในลักษณะที่เป็นกลเม็ดหรือเป็นเคล็ดลับ. แต่ที่ แท้จริงนั้น หาได้เป็นกลเม็ดหรือเคล็ดลับอย่างใดไม่ มันเพียงอาการของการ กระทำที่แยบคายที่สุด ตามแบบของจิตที่ฝึกแล้วถึงที่สุด และเป็นไปได้โดยกฎ ธรรมดา หรือตามธรรมชาตินั่นเอง. ถ้าไม่มีการสังเกตหรือการศึกษาที่ เพียงพอ ก็ดูคล้ายกับว่าเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้. การอธิบายสิ่งที่อธิบายด้วยคำ พูดตรงๆ ไม่ได้ หรือได้ก็มีความยากลำบากเกินไปนั้น ท่านนิยมให้ทำการอธิบาย ด้วยการทำอุปมา ; พอผู้ฟังเข้าใจความหมายของอุปมาแล้ว ก็เข้าใจความหมาย ของตัวเรื่อง ซึ่งเป็นตัวอุปมัยได้ทันที. ในที่นี้ก็จำเป็นจะต้องใช้วิธีการอันนั้น กล่าวคือ การทำอุปมาด้วยการเลื่อยไม้อีกตามเคย : คน ๆ หนึ่ง กำลังเลื่อยไม้อยู่ ซึ่งหมายความว่าฟันเลื่อยกำลังกินเนื้อไม้ อยู่ : สิ่งที่จะต้องสังเกตเพื่อทำความเข้าใจก็คือ เขามิได้มองตรงไปที่ฟันเลื่อยกิน เนื้อไม้เลย เขามิได้สนใจที่ตรงนั้น แต่สติก็ปรากฏอยู่ชัดเจน ว่าเขากำลังเลื่อยไม้ อยู่ : ทั้งนี้ก็มิใช่อะไรอื่น แต่เป็นเพราะอำนาจของฟันเลื่อยที่กำลังกินเนื้อไม้นั้น เอง ให้ความรู้สึกแก่เขา. พึงสังเกตว่า :-

น.1184 [ ๑ ] ทำไมเขาจึงรู้สึกตัวอยู่ว่าเขากำลังเลื่อยไม้ ทั้ง ๆ ที่เขามิได้สนใจ ตรงที่ฟันเลื่อยกำลังกินเนื้อไม้อยู่โดยเฉพาะ ; [ ๒ ] ข้อถัดไปก็คือ ฟันเลื่อยย่อมเดินไปเดินมาตามการชักของบุคคล ผู้เลื่อย แต่สิ่งที่เรียกว่า “ความแน่วแน่" ในการเลื่อยก็ยังมีอยู่ ทั้งที่เลื่อยมี อาการวิ่งไปวิ่งมา. ข้อนี้พึงตั้งข้อสังเกตว่า "ความแน่วแน่" มันปรากฏได้ อย่างไร ในเมื่อการเคลื่อนไหวไปเคลื่อนไหวมา ก็ปรากฏอยู่ ; [ ๓ ] ข้อถัดไปก็คือ ความพยายามกระทำของบุคคลนั้น ก็มีอยู่โดย มิได้มีความสนใจตรงที่ฟันเลื่อยกินไม้ หรือมิได้สนใจแม้แต่ในความพยายามที่ตน กำลังพยายามอยู่, แม้สติก็มิได้ปรากฏอย่างเด่นชัดรุนแรงในการควบคุมความ พยายาม, ความพยายามนั้นก็ยังเป็นไปได้เต็มตามความต้องการ ; และ [ 4 ] ข้อสุดท้ายที่ควรสังเกตก็คือ แม้ว่าเขาจะหลับตาเสียในขณะนั้น ไม้ก็คงขาดไปเรื่อยๆ จนกระทั่งขาดออกจากกันในที่สุด ซึ่งทำให้กล่าวได้ว่า ประโยคได้เป็นไปเอง โดยที่บุคคลนั้นมิได้สนใจในฟันเลื่อย ในการแน่วแน่ต่อ การเลื่อย ในความพยายามของตน หรือในอะไรอื่น คงมีแต่สติที่คุมสิ่งต่างๆ อยู่ตามสมควรเท่านั้น ; สิ่งต่างๆ ซึ่งชำนิชำนาญ และถูกปรับปรุงมาดีแล้วถึง ขั้นนี้ ก็ดำเนินไปได้ถึงที่สุดเอง ; ทั้ง ๔ ข้อนี้ มีอุปมาฉันใด ภาวะแห่งจิตใน การบรรลุฌาน ก็มีอุปมัยฉันนั้น : ต้นไม้เท่ากับสิ่งที่เรียกว่านิมิต หรืออา- รมณ์ : ฟันเลื่อย เท่ากับการหายใจเข้าและออก กล่าวคือ การที่ลมหายใจ เข้าออก ได้ผ่านนิมิตหรือที่กำหนดผุสนานั้นเอง ; การที่บุรุษนั้นไม่ดูที่ ฟันเลื่อย ก็ยังมีสติอยู่ได้ เปรียบเหมือนผู้ปฏิบัติในขั้นนี้ แม้จะไม่กำหนด

น.1185 มหายใจ หรือกำหนดนิมิตอีกต่อไป ก็ยังคงมีสติอยู่ได้ หรือจะยิ่งมีสติ ในขั้นที่ประณีตสูงสุดขึ้นไปอีก : ฟันเลื่อยที่เคลื่อนไปเคลื่อนมาก็ปรากฏชัด อยู่ แต่เขาไม่ได้สนใจเลย นี้เท่ากับข้อที่ผู้ปฏิบัติก็ยังมีการหายใจอยู่ นิมิต แม้ในลักษณะแห่งปฏิภาคนิมิตก็ปรากฏอยู่ แต่เขาไม่มีความสนใจเลย คง มีแต่สติที่ควบคุมความเพียร และประโยคในการหน่วงเอาองค์ฌาน หรือ อัปปนาอยู่อย่างเร้นลับ หรือโดยไม่มีเจตนา ที่เป็นขั้นสำนึก : คนเลื่อยไม้ ไม่สนใจฟันเลื่อยเลย ว่ามันจะกินน้อยหรือกินมากอย่างไร ความเพียร ของเขาก็เป็นสิ่งที่มีอยู่ได้, เลื่อยก็ยังกินไม้ได้, นี่เท่ากับการที่ผู้ปฏิบัติใน ขั้นนี้ ไม่สนใจในลมหรือในนิมิตเลย ไม่ตั้งใจทำความพยายามอะไรเลย ความเพียรก็ยังเป็นไปได้ ประโยคคือการบรรลุถึงฌานก็ยังดำเนินไปเอง ได้. ทั้งหมดนี้ พอที่จะแสดงให้เห็น ความสำคัญของคำว่า "นิมิตและลม หายใจออกเข้า มิได้เป็นอารมณ์แห่งจิต แต่ยังคงปรากฏอยู่" ซึ่งเมื่อมี ความเข้าใจในข้อนี้ถูกต้องแล้ว ก็อาจเข้าใจได้ด้วยตนเองทันทีว่า จิตในขณะนั้น ไม่สนใจต่อปฏิภาคนิมิต ไม่สนใจต่อลมออกเข้า ไม่กำหนดสิ่งใดเป็นนิมิต สติ ก็ยังคงเป็นไปได้เองและคุมสิ่งต่างๆ ให้เป็นไปตามวิถีทางที่ถูกต้อง จนถึงขณะ แห่งอัปปนาคือการบรรลุฌาน. ถ้ากล่าวอย่างโวหารพูดตามธรรมดาของสมัย นี้ ก็กล่าวได้ว่าเพียงแต่สติคุมสิ่งต่างๆ ที่ได้ปรับปรุงดีแล้วเท่านั้น คุมอยู่เฉย ๆ เท่านั้น สิ่งต่างๆ ก็เป็นไปได้เองโดยอัตโนมัติ ซึ่งในที่นี้หมายถึงเป็นไปในการ หน่วงต่ออัปปนาหรือการปรากฏชัดแห่งองค์ฌานทั้งห้า. ธรรมะต่างๆ ไม่กีด

น.1186 ขวางก้าวก่ายกันนั้น เป็นเพราะได้ฝึกฝนและปรับปรุงมาดีแล้วแต่หนหลัง จนกระทั่ง อยู่ในภาวะที่ถูกต้องและเหมาะสม จนกล่าวได้ว่า ไม่ต้องห่วงต่อการที่จะมีอะไร เกิดขึ้นกีดขวางก้าวก่ายกัน : สติจึงตั้งอยู่ในฐานะเหมือนกับนายสารถี ที่เพียงแต่ ถือสายบังเหียนไว้เฉย ๆ รถก็แล่นไปจนถึงที่สุด ดังที่ได้กล่าวแล้วข้างต้น. สิ่งที่ควรสังเกตอย่างยิ่ง ก็คือ ก่อนหน้า นี้ ตั้งแต่เริ่มต้นมาทีเดียว ลมหายใจอยู่ในฐานะที่ต้องกำหนดหรือทำให้เป็นอารมณ์ : นิมิตอยู่ในฐานะที่ ต้องเพ่ง ดังที่ได้กล่าวแล้วอย่างละเอียดในตอนต้น ๆ นั้น : บัดนี้ กลายเป็นว่า ลมหายใจก็ไม่ต้องกำหนด, นิมิตก็ไม่ต้องกำหนด, แต่มันก็ยังมีผลเท่ากับมีการ กำหนด กล่าวคือ ความที่สติคุมสิ่งต่างๆ ไปได้ตามวิถีทางของสมถะ : เพราะ ฉะนั้นการรู้เท่าทันสิ่งทั้งสาม กล่าวคือ นิมิต ลมหายใจออก ลมหายใจเข้า อยู่ทุกๆ ระยะ แห่งการปฏิบัตินั้นแหละ นับว่าเป็นใจความสำคัญของการเจริญ สมาธิในขั้นหนึ่งก่อน. เรากระทำกับมันอย่างหนึ่งเรื่อยๆ มา จนกระทั่งเปลี่ยน มาอยู่ในลักษณะที่กลับกัน และประสบความสำเร็จขั้นสุดท้าย ซึ่งในขั้นนี้ อาจจะ กล่าวได้ว่า :- ๑. ไม่กำหนดอะไร ๆ เป็นนิมิตเลย, ๒. ในทำนองตรงกันข้าม อะไรๆ ก็ปรากฏอยู่เองโดยไม่ต้อง กำหนด, ๓. ความรู้สึกในธรรมต่างๆ มีองค์ฌานเป็นต้น รู้สึกอยู่ได้เอง โดยไม่ต้องเจตนา, ( ถ้าเจตนาก็กลายเป็นการกำหนด ซึ่งผิดไปจากความรู้สึก ) ทั้งหมดนี้ เป็นใจความสำคัญ ที่แสดงลักษณะแห่งภาวะของจิต ในขณะ ที่บรรลุฌาน. อาน. ๕๒

น.1187 ต่อไปนี้ เราจะได้วินิจฉัยกันถึงปัญหาข้อที่ว่า ในขณะแห่งฌานนั้น ธรรมกลุ่มใหญ่ ๆ ๓ กลุ่ม กล่าวคือ ลักษณะ ๑๐, องค์ฌาน ๕ และอินทรีย์ ๕ ที่กล่าวแล้วข้างต้น มี ความสัมพันธ์กันโดยตรง อย่างไร หรือมีอยู่พร้อมกัน ได้อย่างไรสืบไป. ในขณะที่จิตลุถึงฌาน สติย่อมหน่วงต่อความปรากฏ ขององค์ฌาน ทั้ง ๕ อยู่แล้วอย่างสมบูรณ์. ครั้นถึงขณะแห่งการบรรลุฌาน หรือลุถึง อัปปนานั้น องค์แห่งฌานปรากฏชัด, ในขณะนั้นแหละ เป็นอันกล่าวได้ว่า ธรรมะ ๒๐ ประการ ซึ่งจัดเป็น ๓ กลุ่ม ได้ปรากฏแล้วอย่างสมบูรณ์. กลุ่มที่หนึ่ง คือลักษณะ ๑๐ นั้น ได้กล่าวแล้วว่า ได้จัดเป็น ๓ หมวด คือ : หมวดแรก คือการที่จิตบริสุทธิ์หมดจด จนเพียงพอที่จะแล่นเข้าไปสู่ วิถีทางของสมถะจนกระทั่งเข้าถึงตัวสมถะ ข้อนี้ก็ได้แก่การที่จิตในบัดนี้ หมด- จดจากนิวรณ์ และมีความพร้อมมูลด้วยคุณธรรม, ภายใต้การควบคุมของสติ ผละจากนิมิตและอารมณ์ทั้งปวงแล้ว เลื่อนเข้าสู่ความเป็นอัปปนา ด้วยอาการดัง ที่ได้กล่าวแล้วข้างต้น. หมวดที่สอง เป็นการเพ่งเฉยต่อการที่ตัวมันเองหมดจดแล้ว เข้าถึงความ เป็นจิตประเสริฐ สงบรำงับอยู่. ข้อนี้ก็ได้แก่สติ รู้สึกต่อความที่จิตเป็นอย่าง นั้นอยู่ตลอดเวลา โดยไม่ต้องมีเจตนาอะไรเลย จนกระทั่งลุถึงอัปปนา เหมือนกับ คนเลื่อยไม้ รู้สึกในความที่ไม้ขาดไปๆ ตามลำดับจนกระทั่งขาดออกจากกัน :

น.1188 กล่าวคือ การละจากจิตที่ไม่เป็นสมาธิ หรือจิตของคนธรรมดา ไปสู่จิตขั้นสูงสุดที่ ประกอบด้วยคุณอันใหญ่ที่เรียกว่า " มหัคคตาจิต " เพราะอยู่เหนือกามโดย ประการทั้งปวง เป็นต้น. หมวดที่สาม มีใจความสำคัญอยู่ตรงความร่าเริง ในการประสบความ สำเร็จโดยไม่ต้องเจตนา. เมื่อการประสบความสำเร็จเป็นสิ่งที่มีได้โดยไม่ต้อง เจตนา ความร่าเริงก็เป็นสิ่งที่มีได้โดยไม่ต้องเจตนา. ข้อนี้ หมายถึงการที่ ความรู้สึกอันเป็นองค์ฌาน เช่น ปีติ และสุข เป็นสิ่งที่ปรากฏออกมาได้โดยไม่ ต้องมีเจตนา. เป็นอันว่า ธรรมทั้งสิบ ที่แบ่งเป็น ๓ หมวดนี้ ได้เริ่มมีแล้ว ตั้งแต่ขณะแห่ง สมถโคตรภู คือ ขณะที่จิตย่างขึ้นสู่การบรรลุฌาน แล้วก็มี ติดต่อกันไป โดยไม่มีระยะว่างเว้น. กลุ่มที่สอง คือองค์ฌานทั้ง ๕ องค์ นั้น บัดนี้แม้มิใช่เป็นธรรมที่เป็น อารมณ์โดยตรง ก็ตั้งอยู่ในฐานะที่เป็นอารมณ์โดยอ้อม, คือไม่ใช่เป็นอารมณ์ สำหรับการเพ่งหรือการกำหนดก็จริง แต่ก็ตั้งอยู่ในฐานะที่เป็นอารมณ์สำหรับการ หน่วงเอาเป็นวัตถุที่มุ่งหมาย เพื่อทำความรู้สึกที่เป็นองค์ฌานนั้นๆ ให้เกิดขึ้น : ทำนองเดียวกันกับนิพพานธาตุ : แม้ไม่อาจจะจัดว่าเป็นอารมณ์ แต่ก็ยังต้องตั้ง อยู่ในฐานะเป็นอารมณ์ หรือวัตถุที่ประสงค์ เป็นที่หน่วงของจิต ในขณะแห่ง วิปัสสนาโคตรภู เพื่อการเข้าถึงในที่สุด ฉันใดก็ฉันนั้น ; ฉะนั้นเป็นอันกล่าว ได้ว่า ผู้ปฏิบัติที่มีปฏิภาคนิมิตปรากฏชัดถึงที่สุดแล้ว รักษาไว้เป็นอย่างดีแล้ว กำลังมุ่งต่อการเกิดของอัปปนาสมาธิ ก็คือผู้ที่กำลังหน่วงต่อความรู้สึกที่เป็นองค์-

น.1189 ฌานอยู่นั้นเอง. ขณะที่จิตจะลุถึงฌาน ก็คือขณะที่องค์เหล่านี้จะปรากฏออก มาอย่างสมบูรณ์ : และ ขณะที่จิตตั้งอยู่ในฌาน ก็คือขณะที่องค์เหล่านี้ได้ ปรากฏแก่จิตอยู่อย่างสมบูรณ์นั่นเอง . เป็นอันกล่าวได้ว่า สิ่งที่เรียกว่า " องค์แห่งฌาน" นี้ ได้เข้ามาเกี่ยวข้องอยู่ในสมถะวิถี นับตั้งแต่ขณะที่หน่วงต่อ ฌาน ขณะที่ย่างเข้าสู่ฌาน และขณะที่ตั้งอยู่ในฌานในที่สุด ทีเดียว. กลุ่มที่สาม คืออินทรีย์ห้า นั้น กล่าวได้ว่าเป็นสิ่งที่มีกระจายอยู่ทั่วไป ทุกขั้นของการปฏิบัติธรรมะ ในที่ทุกหนทุกแห่งและตลอดทุกเวลา. สำหรับ ในขณะที่จิตจะลุถึงฌานโดยเฉพาะนั้น มีอาการยิ่งแก่กล้า แต่ว่ายิ่งประณีต สุขุมราวกะว่าจะหาตัวไม่พบ. ต่อเมื่อได้ศึกษาและสังเกตโดยแยบคาย จึง จะพบว่าเป็นเช่นนั้น เช่น ใน กรณีของสัทธินทรีย์ : ยิ่งปฏิบัติประสบความสำเร็จ ผ่านมาเท่าไร ก็ยิ่งมีกำลังของความเชื่อมากเพิ่มขึ้นเท่านั้น. เมื่อเครื่องหมาย แห่งความสำเร็จปรากฏออกมาให้เห็นเมื่อใด สัทธาก็ก้าวหน้าไปเมื่อนั้น ทุกชั้น ทุกลำดับไปทีเดียว. ส่วนที่เห็นได้ง่ายในขณะนี้ก็คือ ในขณะที่ร่องรอยของ ปฏิภาคนิมิตปรากฏชัด, หรือในขณะที่จิตว่างจากนิวรณ์ มีความหมดจดพอที่จะ แล่นไปสู่สมถะ หรือความเป็นเอกัตตะเป็นต้น. สำหรับความพากเพียร หรือ วิริยินทรีย์ นั้น เป็นไปอย่างมีเจตนาเรื่อยๆ มา จนกระทั่งถึงขณะแห่งการบรรลุ ฌาน กลายเป็นของละเอียดประณีต และดำเนินไปได้เองโดยไม่มีเจตนา แต่ก็ ปรากฏชัดอยู่ในลักษณะที่สมบูรณ์ที่สุด. สำหรับสติหรือสตินทรีย์นั้น เป็น ที่ทราบกันอยู่แล้วว่า ได้เข้าไปแทรกแซงหรือควบคุมอยู่ในที่ทั้งปวง ; แต่ใน

น.1190 ขณะนี้โดยเฉพาะนั้น สติได้ขึ้นถึงขีดสูงสุดของธรรมะชื่อนี้ กล่าวคือมีอยู่ได้โดยไม่ ต้องอาศัยนิมิตหรืออารมณ์ โดยอาการดังที่กล่าวมาแล้วอย่างละเอียด. สำหรับ สมาธิหรือสมาธินทรีย์ นั้น ก็กล่าวได้ว่ามีอยู่โดยปริยายหรือโดยอ้อม มาตั้งแต่ ขณะแห่งปฏิภาคนิมิต แต่บัดนี้ได้เกิดขึ้นเต็มรูป ในขณะที่องค์แห่งฌานปรากฏ. โดยหลักทั่วไปนั้น เราอาจจะกล่าวได้ว่า เมื่อจิตไม่ถึงความฟุ้งซ่านในที่ใด สมาธิ ชื่อว่ามีอยู่ในที่นั้น หากแต่เป็นเพียงขั้นที่ยังเป็นเพียงเครื่องมือ. ครั้นมาถึงขั้นนี้ ย่อมตั้งอยู่ในฐานะเป็นผลสำเร็จขั้นหนึ่งโดยสมบูรณ์ คือ ขั้นสมถภาวนา ; แต่ ต่อจากนี้ไป ก็จะกลายเป็นเครื่องมือเพื่อการปฏิบัติในขั้นสูงขึ้นไปอีก กล่าวคือ ขั้นวิปัสนาภาวนา. ฉะนั้นเป็นอันกล่าวได้ว่า แม้สมาธิในขั้นที่เป็นฌานแล้ว ก็ยังจัดว่าเป็นสมาธินทรีย์ ได้อยู่นั่นเอง. สำหรับปัญญาหรือปัญญินทรีย์ นั้น มีหน้าที่กว้างขวางตั้งแต่ต้นจนปลาย : การทำในใจโดยแยบคายทุกระยะ ไม่ว่า ใหญ่น้อยเพียงไร และไม่ว่าจะเป็นกรณีแก้ไขอุปสรรค หรือกรณีทำความก้าว- หน้าต่อไป โดยตรงก็ตาม ย่อมจัดเป็นปัญญินทรีย์ทั้งสิ้น. อนึ่ง อย่าได้เข้าใจ ผิดว่าในเรื่องของสมาธินั้นไม่เกี่ยวกับปัญญาเลย แต่ได้เกี่ยวอยู่อย่างเต็มที่ สม ตามที่พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้ หรือทรงยืนยันในทำนองว่า ในเรื่องของสมาธินั้น นตฺถิ ฌานํ อปญฺญสฺส ซึ่งแปลว่า “ ฌานย่อมไม่มีแก่คนที่ไม่มีปัญญา" เรา จะเห็นได้ชัดว่า แม้ในขณะที่ทำการกำหนดอารมณ์หรือนิมิต เราก็ต้องมีปัญญา จึงจะทำการกำหนดได้, และแม้เมื่อสูงขึ้นมาจนถึงขั้นที่จิตกำลังตั้งอยู่ในฌานแล้ว ปัญญาก็ยังซ่อนตัวอยู่ในที่นั้นเอง อย่างเต็มที่ คือ มีความรอบรู้ในการที่จะเข้า ฌาน ในการที่จะหยุดอยู่ในฌาน ตั้งอยู่ในฌาน การพิจารณาองค์แห่งฌาน และการออกมาจากฌานนั้น เป็นที่สุด. อีกทางหนึ่ง ปัญญาเป็นสิ่งที่เนื่อง อาน. ๕๓

น.1191 นอยู่กับสติ หรือสนับสนุนสติอยู่ในที่ทุกหนทุกแห่ง เป็นอันว่าปัญญินทรีย์มีอยู่ แม้ในขณะแห่งการบรรลุฌานด้วยอาการดังกล่าวนี้. ทั้งนี้เป็นการแสดงว่า ด้วยอำนาจของความเป็นอินทรีย์นั่นเอง ที่ทำให้ ธรรม เช่น สมาธิ และปัญญา ซึ่งถูกจัดเป็นภาวนาคนละพวก ได้กลายมาเป็นสิ่ง ที่มีอยู่อย่างไม่มีทางที่จะแยกจากกัน เพื่อทำหน้าที่แม้ในขั้นสมถะภาวนา เห็น ปานนี้. สรุปความว่า ในบรรดาธรรมทั้ง ๒๐ ประการนี้ หมวดที่เป็นอินทรีย์ ๕ ประการนั้น เป็นเหมือนกับมือที่ทำงาน ส่วนองค์ฌานทั้งห้านั้น เป็นเหมือน กับสิ่งที่ถูกทำ ส่วนลักษณะทั้ง ๑๐ ประการนั้น เป็นเหมือนกับอาการที่กระทำ ในอันดับต่างๆ กัน. นี้คือความสัมพันธ์กันระหว่างธรรมทั้ง ๓ กลุ่ม และโดย เฉพาะอย่างยิ่งในขณะที่มีการบรรลุฌาน.

น.1192 กันยายน ๒๕๐๒ ฌานถัดไป ปรากฏ คือ ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌานเป็นต้น ภาวะของจิต ในขณะแห่งทุติยฌาน เมื่อได้กล่าวถึงภาวะแห่งจิตในขณะที่ลุถึงปฐมฌานแล้ว จะได้กล่าวถึง ภาวะของจิตในขณะแห่งฌานที่สูงขึ้นเป็นลำดับไป กล่าวคือ ในขณะแห่ง ทุติยฌาน ตติยฌาน และ จตุตถฌาน. ความแตกต่างระหว่างฌาน ความแตกต่างระหว่างฌานหนึ่งๆ อยู่ที่การมีองค์ฌานมากน้อย กว่ากันก็จริง แต่ใจความสำคัญนั้น อยู่ที่มันสงบรำงับหรือประณีตยิ่งกว่ากันตาม ลำดับ เป็นลำดับไป ตั้งแต่ปฐมฌานจนกระทั่งถึงจตุตถฌาน. ข้อที่ฌาน สูงขึ้นไป ย่อมมีจำนวนองค์แห่งฌานน้อยลงๆ กว่าฌานที่ต่ำกว่านั่นแหละ คือ

น.1193 ความที่สงบกว่าหรือปราณีตกว่า ; โดยเหตุนี้จะเห็นได้ว่า ปฐมฌานมีองค์แห่ง ฌานมากกว่าฌานอื่น และฌานต่อไปก็มีองค์แห่งฌานน้อยลงไปตามลำดับดังนี้. องค์แห่งฌานคืออะไร มีลักษณะอย่างไร ได้กล่าวแล้วข้างต้น พึงย้อนไปดูในที่ นั้นๆ. ในที่นี้ จะกล่าวแต่เฉพาะ อาการที่องค์ฌานนั้นๆ จะละไปได้ อย่างไร สืบไป. แต่ในขั้นต้นนี้ ควร จะทำการกำหนดกันเสียก่อน ว่า ฌานไหนมีองค์เท่าไร. ตามหลักในบาลีทั่วไป และที่เป็นพุทธภาษิตโดยตรงนั้น มีหลักเกณฑ์ ที่อาจสรุปได้ ปรากฏชัดอยู่ดังนี้ : ๑. ปฐมฌาน ประกอบด้วยองค์ห้า คือ วิตก วิจาร ปีติ สุข และ เอกัคคตา. ๒. ทุติยฌาน ประกอบด้วยองค์สาม คือ ปีติ สุข และ เอกัคคตา. ๓. ตติยฌาน ประกอบด้วยองค์สอง คือ สุข และ เอกัคคตา. ๔. จตุตถฌาน ประกอบด้วยองค์สอง คือ อุเบกขา และ เอกัคคตา. ส่วนหลักเกณฑ์ฝ่ายอภิธรรม ตลอดถึง คัมภีร์ชั้นหลังที่อิงอาศัย คัมภีร์อภิธรรม ได้กำหนดองค์แห่งฌานไว้แตกต่างกันบ้างบางอย่าง คือ ปฐม- ฌาน ประกอบด้วยองค์ห้า และมีรายชื่อเหมือนกัน : ส่วนทุติยฌาน มีองค์สี่ โดยเว้นวิตกเสียเพียงอย่างเดียว : ตติยฌาน มีองค์สาม คือ เว้นวิตกและวิจาร เสีย ; จุดถฌาน มีองค์สอง คือ เว้นวิตก วิจาร และปีติเสีย ส่วนสุข กลายเป็น

น.1194 อุเบกขา. โดยนัยนี้จะเห็นได้ว่า มีการลดหลั่นกันลงมาตามลำดับตัวเลข คือ ๕, ๕, ๓, ๒, ตามลำดับ, ชะรอยท่านจะเห็นว่าความเป็นลำดับนี้จะเป็นความเหมาะ สมกว่า. ความแตกต่างกัน แม้โดยทั้งนิตินัยและพฤตินัยเช่นนี้ หาได้ทำให้ ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งกลายเป็นของผิดไปไม่ ; หากแต่เป็นการบัญญัติวางกฎเกณฑ์ต่าง กัน ด้วยการขยับโน่นนิด รุ่นนี่หน่อยเท่านั้น. คงมีความเป็นสมาธิที่อาจใช้ เป็นบาทฐานแห่งวิปัสสนาได้เท่ากัน. อีกนัยหนึ่ง ทางฝ่ายอภิธรรม ได้ขยายฌานออกไปเป็นห้า คือ แทนที่จะมีเพียงสี่ ดังที่กล่าวแล้ว ได้เพิ่มเข้าอีกขั้นหนึ่ง เป็นฌานที่ห้า เรียกว่า ปัญจมฌาน. เมื่อแบ่งฌานออกเป็นห้าดังนี้ การกำหนดองค์แห่งฌานก็ต้อง เปลี่ยนไปตาม กล่าวคือ ปฐมฌานมีองค์ครบทั้งห้า : ทุติยฌาน เหลือสี่ คือ เว้น วิตกเสีย : ตติยฌาน เหลือสาม คือ เว้นวิตก วิจารเสีย : จตุตถฌาน เหลือส่อง คือ เว้นวิตก วิจาร และปีติเสีย : ปัญจมฌานเหลือสอง คือ เว้นวิตก วิจาร และ ปีติเสีย ส่วนสุขนั้นกลายเป็นอุเบกขาดังนี้ การแบ่งฌานในทำนองนี้ ไม่เคยพบ ในพระสูตรที่เป็นพุทธภาษิต มีอยู่แต่ในอภิธรรม( ซึ่งกำลังเถียงกันอยู่ว่าเป็นพุทธภาษิต หรือไม่ใช่พุทธภาษิต ) : ฉะนั้น จะเว้นเสีย ไม่ทำการวินิจฉัยในที่นี้. แม้การจัด องค์แห่งฌานทั้งสี่ ชนิดแตกต่างไปจากพุทธภาษิต ที่กล่าวแล้วก่อนหน้าแต่นี้ ก็ จะได้เว้นเสียดุจกัน : ทั้งนี้มิใช่ว่าเป็นเพราะไม่เชื่อถือกฎเกณฑ์หรือการบัญญัติ นั้นๆ หากแต่เป็นเพราะว่า แม้จะจัดอย่างไร เรื่องก็ยังเป็นอย่างเดียวกันนั่นเอง คือองค์ฌานทั้งหมด ยังคงมีอยู่เพียงห้าองค์ ใครจะไปบัญญัติการละองค์ไหนไป ได้กี่องค์ ๆ แล้วจัดความประณีตของจิตในชั้นนั้นๆ ว่าจะเรียกชื่อว่าอะไร ก็ตาม อาน. ๕๔

น.1195 แต่ใจ จะแบ่งสักกี่ชั้นก็ตามใจ, ชั้นหนึ่งๆ จะละองค์ฌานอะไรบ้าง หรือจะเหลือองค์อะไรไว้ก็ตามใจ. แต่ขั้นสุดท้ายหรือขั้นสูงสุด ก็ต้องยังเหลืออยู่แต่อุเบกขากับ เอกัคคตาโดยเท่ากันหมดทุกพวก. โดยนัยนี้ ผู้ศึกษาจะสังเกตเห็นได้ว่า การแบ่งฌานออกไปเท่าไร หรือกำหนดองค์ฌานอย่างไรนั้นไม่สู้สำคัญ ข้อสำคัญอยู่ตรงที่จะปฏิบัติมันอย่างไร จึงจะเกิดองค์ฌานขึ้นมาครบถ้วน แล้วละมันออกไปเสียทีละองค์ - สององค์ ตามแต่ถนัด จนกว่าจะเหลืออยู่เท่าที่จำเป็น ในลักษณะที่สงบและประณีตที่สุดเท่านั้นเอง ; ฉะนั้นในที่นี้จึงถือเอาแต่แนวที่อยู่ในรูปของพระพุทธภาษิตเป็นหลักเพียงแนวเดียว ดังที่ได้ยกมากล่าวไว้เป็นอันดับแรก และจะได้วินิจฉัยกันสืบไปถึงความแตกต่างของฌานทั้งสี่ ซึ่งจะทำให้เห็นลักษณะของฌานนั้นอย่างชัดแจ้ง พร้อมกันไปในตัว ดังต่อไปนี้ :- ปฐมฌาน ประกอบด้วยองค์ห้า คือ วิตก วิจาร ปีติ เอกัคคตา. ข้อนี้หมายความว่า จิตในขณะแห่งปฐมฌานนั้น มีความรู้สึกปรากฏอยู่ที่จิตหรือภายในความเพ่งของจิต อยู่ถึง ๕ อย่างด้วยกัน. แม้จะไม่ใช่ความคิดที่เป็นตัวเจตนา เป็นเพียงตัวความรู้สึกที่รู้สึกอยู่เฉย ๆ แต่การที่มีอยู่ถึง ๔ อย่างนั้น นับว่ายังอยู่ในชั้นที่ไม่ประณีต เพราะยังมีทางที่ทำให้ประณีตยิ่งขึ้นไปอีก ; พับว่ายังไม่สงบรำงับถึงที่สุด เพราะยังมีทางที่จะทำให้สงบยิ่งขึ้นไปอีก, นับว่ายังหยาบอยู่ เพราะยังต้องคุมถึง ๕ อย่าง ; ยังหนักเกินไป ยังอาจจะย้อนหลังไปสู่ความกำเริบได้ง่ายอยู่ ; ความรู้สึกจึงอาจเกิดขึ้นได้โดยสามัญสำนึก ในใจของผู้ปฏิบัติ โดยทำนองว่า ถ้าอย่างไร เราจะละความรู้สึกที่เป็นองค์ฌานบางองค์เสีย

น.1196 เพื่อความสงบรำงับยิ่งขึ้นไปอีก เพื่อความประณีตยิ่งขึ้นไปอีก เพื่อความตั้งอยู่อย่างแน่นแฟ้นมั่นคงยิ่งขึ้นไปอีก เพื่อมีความหนักในการกระทำที่น้อยลงไปอีกเพื่อความไว้ใจได้ว่าจะไม่กลับกำเริบย้อนหลังยิ่งขึ้นไป ; ดังนั้นเขาจึงพิจารณาหาลู่ทางที่จะละความรู้สึกที่เป็นองค์ฌานบางองค์ออกไปเสีย ให้เหลือน้อยลงทุกทีจนกระทั่งถึงฌานสุดท้าย. สำหรับปฐมฌานนั้น ประกอบอยู่ด้วยองค์ห้า ถ้ามองดูด้วยสายตาของคนธรรมดา ก็จะรู้สึกว่าสงบรำงับอย่างยิ่ง เพราะเป็นฌานขั้นหนึ่งจริง ๆ ประณีตและสุขุมจนยากที่คนธรรมดาจะทำได้ ; แต่เมื่อมองด้วยตาของพระโยคาวจรชั้นสูง หรือสายตาของพระอริยเจ้า กลับเห็นเป็นของที่ยังหยาบอยู่ ยังไม่สู้จะประณีต และยังง่อนแง่นไม่น่าไว้ใจ จึงปรารถนาชั้นที่สูงขึ้นไป. โดยเหตุนี้เอง จึงมีการปฏิบัติเพื่อทุติยฌานเป็นต้น สืบไป. ทุติยฌาน ประกอบด้วยองค์สาม เพราะละวิตก วิจาร เสีได้. หมายความว่าผู้ปฏิบัติได้พิจารณาสอดส่องดูองค์ฌานทั้งห้า แต่ละองค์ๆ อย่างทั่วถึงแล้วรู้สึกว่า วิตก และวิจาร เป็นความรู้สึกที่ยังหยาบ หรือยังกระด้างกว่าเขาทั้งหมด จึงเริ่มกำหนดองค์ฌาน โดยวิธีอื่น คือละความสนใจในความรู้สึกที่เรียกว่าวิตก วิจาร นั้นเสีย. ยิ่งผละความรู้สึกไปเสียจากวิตกและวิจารได้เท่าไร ก็ยิ่งรู้สึกต่อองค์ฌานที่เหลือ มากขึ้นเท่านั้น ; ยกตัวอย่างเหมือนกับว่า เราดูของ ๕ อย่าง หรือ ๕ ชิ้นพร้อมกัน ต่อมาละความสนใจในชิ้นที่หยาบที่สุด หรือหยาบกว่าขึ้นอื่นๆ เสียสักสองชิ้น ให้เหลือเพียง ๓ ชิ้น การเพ่งนั้นก็อยู่ในลักษณะที่เรียกได้ว่าละเอียดกว่า ประณีตกว่า หรือสูงกว่าเป็นต้น. วิธีปฏิบัติเกี่ยว

น.1197 บการละวิตก และวิจาร ก็มีอุปมัยอย่างเดียวกัน คือ ผู้ปฏิบัติจะต้องออกจากปฐมฌานเสียก่อน แล้วย้อนกลับไปตั้งต้นอานาปานสติมาใหม่ ตั้งแต่ขณะแห่งคณนาและอนุพันธนา เพื่อกำหนดสิ่งที่เรียกว่า วิตก วิจาร อย่างหยาบๆ มาใหม่ ทั้งนี้เพื่อกำหนดความหยาบ หรือลักษณะเฉพาะของวิตก วิจาร ให้แจ่มชัดเป็นพิเศษ เพื่อการกำหนดในอันที่จะละเสียว่า " ความรู้สึก ๒ อย่างนี้ เราจักไม่ให้มาข้องแวะอีกต่อไป จักไม่ให้เหลืออยู่ในความรู้สึก" ดังนี้, ก็สามารถทำความรู้สึกที่เป็นวิตก วิจาร ให้ระงับไปได้ด้วยการเปลี่ยนไปเพิ่มกำลังแห่งการกำหนดให้แก่ความรู้สึกที่เป็นปีติ และสุข นั่นเอง ฌานที่เกิดขึ้นจึงมีองค์เพียงสาม : และเหตุนั้นเอง จึงจัดเป็นการก้าวหน้าขั้นหนึ่ง ในระบบของรูปฌาน. ตติยฌาน ประกอบด้วยองค์สอง เพราะปีติถูกละเพิ่มขึ้นอีกองค์หนึ่งจากที่ทุติยฌานเคยละมาก่อน. ข้อนี้ก็หมายความอย่างเดียวกันกับเรื่องของการละในขั้นทุติยฌาน กล่าวคือ เมื่อผู้ปฏิบัติได้เข้าอยู่ในทุติยฌาน และพิจารณาองค์แห่งทุติยฌาน จนถึงที่สุดอยู่บ่อย ๆ แล้ว นานเข้าก็เกิดสังเกตและมีความรู้สึกขึ้นมาได้เองว่า แม้ปีตินี้ก็ยังเป็นองค์ฌานที่หยาบ ถ้าละออกไปเสียได้ ก็จะเกิดความรำงับยิ่งไปกว่าที่จะยังคงไว้เป็นแน่นอน จึงมีความตั้งใจหรืออธิษฐานใจในการที่จะละความรู้สึกส่วนที่เป็นปีตินั้นเสีย ให้ยังคงมีแต่ความสุข ไม่ต้องมีความซาบซ่าน. คือ มีแต่ความสุขที่สงบรำงับด้วยอำนาจของสติสัมปชัญญะที่ถึงที่สุด : ในที่สุดก็ละได้โดยวิธีอย่างเดียวกับการละวิตก และวิจาร.

น.1198 จิตุตถฌาน ประกอบด้วยองค์สอง ก็จริง แต่สิ่งที่เรียกว่าความสุขนั้นได้ถูกเปลี่ยนเป็นอุเบกขา. ทั้งนี้ก็ด้วยเหตุผลอย่างเดียวกันกับที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น คือเมื่อพิจารณาสอดส่องอยู่เสมอ จนเห็นเป็นของที่ยังหยาบหรือเป็นของที่ยังรุนแรงอยู่ ยังกวัดแกว่งได้ง่ายอยู่ ยังทำให้รำงับยิ่งขึ้นไปกว่านั้นได้อีก จึงพยายามรำงับความรู้สึกที่เป็นสุขนั้นเสีย เหลืออยู่แต่ความเพ่งในสิ่งที่สักว่าเป็นเวทนาเฉยๆ ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความยินดีว่าความสุขอีกต่อไป. ความเพ่งในระยะนี้เป็นความเพ่งแน่วแน่ถึงที่สุด สงบรำงับถึงที่สุด จืดสนิทถึงที่สุด หรือขาวผ่องถึงที่สุด คือเหลืออยู่แต่ความรู้สึกที่เป็นความเพ่งเฉยๆ กับความที่จิตมีอารมณ์เพียงอย่างเดียว คือในสิ่งที่ใจเพ่งเฉยนั่นเอง. ถ้าถามว่ามันเพ่งอะไร ก็ตอบได้ว่ามันเพ่งอยู่ที่ความรู้สึกอย่างหนึ่งของจิต ซึ่งเป็นเพียงความรู้สึกเฉยๆ ถ้าจะเรียกโดยชื่อภาษาบาลี ก็เรียกว่า อุเบกขาเวทนา หรือ อทุกขมสุขเวทนานั่นเอง อิงอาศัยอยู่กับลมหายใจออกเช้า มีมูลมาจากลมหายใจออกเข้า แต่มิใช่ตัวลมหายใจออกเข้า มิใช่ตัวลมหายใจออกเข้า เป็นแต่เพียงความรู้สึกอันใดอันหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นใหม่ หรือถูกสร้างขึ้นใหม่จากการกำหนดลมหายใจหรือมีลมหายใจเป็นมูลฐานสำหรับในกรณีนี้ นับว่าเป็นขั้นสุดท้ายของรูปฌาน. ความแตกต่างที่แสดงได้ด้วยพุทธภาษิต ต่อนี้ไป จะได้วินิจฉัยกัน ถึงความแตกต่างระหว่างฌานทั้งสี่ โดยอาศัยแง่ของบาลีพระพุทธภาษิตที่ปรากฏอยู่เป็นหลัก :- สำหรับปฐมฌาน มีหลักอยู่ว่า ๑. มีขึ้นเพราะความสงัดจากกามและอกุศลธรรมทั้งปวง. ๒. ยังเต็มอยู่ด้วยวิตกและวิจาร, อาน. ๕๕

น.1199 มีปีติและสุขชนิดที่ยังหยาบ คือชนิดที่เกิดมาจากวิเวก, ๔. จัดเป็นขั้นที่หนึ่ง คือระดับที่หนึ่งของรูปฌาน. ส่วนทุติยฌาน นั้น ๑. มีขึ้นเพราะวิตก วิจาร รำงับไป, ๒. เต็มอยู่ด้วยความแน่วแน่และความพอใจของจิตภายใน, ๓. มีปีติและสุขชนิดที่สงบรำงับ เพราะเกิดมาจากสมาธิ, ๔. จัดเป็นระดับที่สองของรูปฌาน. ส่วนตติยฌาน นั้น ๑. มีขึ้นเพราะปีติจางไปหมด โดยการแยกออกจากความสุข, ๒. มีการเพ่งด้วยสติสัมปชัญญะถึงที่สุด, ๓. เสวยสุขทางนามธรรมที่ละเอียดไปกว่า, ๔. จัดเป็นระดับที่สามของรูปฌาน ส่วนจตุตถฌาน อันเป็นลำดับสุดท้ายนั้น ๑. มีขึ้นเพราะดับความรู้สึกที่เป็นสุข ทุกข์ โสมนัส และโทมนัส ที่มีมาแล้วในกาลก่อน ( ในฌานขั้นต้นๆ ) เสียได้อย่างสิ้นเชิง, ๒. มีความบริสุทธิ์ของสติ เพราะการกำหนดสิ่งที่ไม่สุข - ไม่ทุกข์ อยู่อย่างเต็มที่, ๓. มีเวทนาที่เป็นอุเบกขา แทนที่ของเวทนาที่เป็นสุข, ๔. จัดเป็นลำดับที่สี่ของรูปฌาน. ทั้งหมดนั้น เมื่อเปรียบเทียบกันดูในระหว่างฌานทั้งสี่ โดยพฤตินัย ต่างๆ อย่างละเอียดแล้ว จะเห็นได้ว่า มีความแตกต่างกันอย่างชัดแจ้ง ดังต่อ- ไปนี้ :-

น.1200 เกี่ยวกับที่ตั้ง หรือมูลเหตุอันเป็นที่ตั้ง. ถ้าเอามูลเหตุหรือที่ ตั้งของฌานนั้นๆ เป็นเกณฑ์กันแล้ว เราจะเห็นได้ว่า :- ปฐมฌาน เกิดมาจากความสงัด ( วิเวก ) จากกามและอกุศล, ทุติยฌาน เกิดมาจากความสงัดจากวิตก วิจาร, ตติยฌาน เกิดมาจากความสงัดจากปีติ, จตุตถฌาน เกิดมาจากความสงัดจากสุขและทุกข์ โดยประการทั้งปวง อาจจะมีผู้สงสัยว่า เมื่อปฐมฌานสงัดจากกามและอกุศลแล้ว ฌานที่ ถัดไปไม่ได้สงัดจากกามหรืออกุศลหรือ ดังนี้เป็นต้น. ข้อนี้พึงเข้าใจว่าสิ่งที่ถูก ละไปแล้วในฌานขั้นต้นๆ ก็เป็นอันไม่เหลืออยู่ในฌานขั้นต่อไป ฉะนั้นจึงไม่ กล่าวถึงสิ่งนั้นอีก จะกล่าวถึงแต่สิ่งที่ยังเหลืออยู่หรือเป็นปัญหาให้ต้องละต่อไปอีก ในขั้นต่อไปตามลำดับเท่านั้น : เช่นในขั้นปฐมฌาน : ความรู้สึกที่เป็นกามและ อกุศลธรรมอย่างอื่นในระดับเดียวกัน ไม่รบกวนหรือไม่มาให้เห็นหน้าอีกต่อไป แต่มีความรู้สึกที่เป็นวิตกวิจาร ตั้งอยู่ในฐานะที่จะเป็นปัญหาสำหรับให้ละต่อไป, ในขั้นทุติยฌาน จึงไม่กล่าวถึงกามและอกุศลว่าเป็นสิ่งที่ต้องละ แต่กล่าววิตก วิจาร ว่าเป็นสิ่งที่ต้องละขึ้นมาแทน แล้วเป็นอยู่ด้วยปีติและสุข. ครั้นถึงขั้น ตติยฌาน ปรากฏว่าปีติเป็นสิ่งที่ต้องละต่อไปอีก เหลืออยู่แต่สุขซึ่งสูงขึ้นระดับ- หนึ่ง. ครั้นไปถึงจตุตถฌาน สุขแม้ประณีตถึงระดับนั้นแล้ว ก็ยังต้องละ โดย สิ้นเชิง แล้วยังแถมกล่าวกว้างไปถึงกับว่า ละเสียทั้งสุขทั้งทุกข์ ทั้งโสมนัสโทมนัส โดยประสงค์จะให้เหลืออยู่แต่อุเบกขาจริงๆ ซึ่งเราอาจจะสรุปความได้ว่า :- ต่อเมื่อกามและอกุศลไม่รบกวน จึงจะมีปฐมฌาน, ต่อเมื่อวิตก วิจาร แม้ในรูปธรรมที่บริสุทธิ์ไม่รบกวน จึงจะมีทุติยฌาน, ต่อเมื่อบีติ แม้จะเป็นปีติในธรรม ไม่รบกวน จึงจะมีตติยฌาน , และ

น.1201 ต่อเมื่อสุขเวทนา แม้ที่บริสุทธิ์ในทางนามธรรม ไม่รบกวน (ซึ่งไม่ต้องกล่าวถึงความทุกข์รบกวน ) จึงจะมีจตุตถฌาน. ทั้งหมดนี้ เป็นเครื่องแสดงให้เห็นความแตกต่างอย่างยิ่ง ของมูลเหตุอันเป็นที่ตั้งของฌานนั้น ๆ พร้อมทั้งความสูงต่ำกว่ากันอย่างไร. ๒. เมื่อพิจารณาดูกันถึงสิ่งที่กำลังมีอยู่ อย่างเด่นที่สุด ในฐานะเป็นเครื่องสังเกตเฉพาะแห่งฌานนั้นๆ เราจะเห็นได้ว่า :- ในปฐมฌาน มี วิตกวิจาร เป็นตัวการ ตั้งเด่นอยู่, ส่วนในทุติยฌาน สิ่งทั้งสองนั้นหายหน้าไป แต่มี ปีติและสุข เด่นอยู่แทน, ส่วนในตติยฌาน ปีติหายหน้าไป แม้สุขก็ไม่ปรากฏเด่น แต่มีลักษณะของ การเพ่งด้วยสติสัมปชัญญะที่สมบูรณ์ ที่สุด มาเด่นอยู่แทน, ครั้นถึงขั้นจตุตถฌาน มี ความบริสุทธิ์ของสติด้วยอำนาจอุเบกขา ตั้งอยู่แทน, นี้คือความแตกต่างของลักษณะที่ปรากฏเด่นๆ ในขณะแห่งฌานทั้งสี่ ว่า มีอยู่อย่างแตกต่างกันอย่างไร. ๓. เมื่อกล่าวถึงรส หรือความสุขอันเนื่องด้วยฌาน นั้น ก็จะเห็นได้ว่า ปฐมฌาน มี ปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวก, ทุติยฌาน มี ปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิ, ตติยฌาน มีแต่ ความสุขทางนามกายขั้นที่ประณีต, ที่สุด, จตุตถฌาน มีแต่ อุเบกขาคือไม่มีทั้งปีติและสุข ไม่ว่าขั้นไหนหมด.

น.1202 ย้อนกลับไปดูอีกทีหนึ่ง เพื่อพิจารณาให้เห็นข้อเท็จจริงต่างๆ ว่า ในปฐมฌาน ปีติและสุขที่เกิดมาจากวิเวก นั้น หยาบหรือต่ำกว่าปีติและสุขที่เกิดจากสมาธิ ; ทั้งนี้เพราะว่าในขณะแห่งปฐมฌานนั้น สุขนั้นยังต้องอาศัยวิตกวิจารและเพียงแต่สงัดจากความรบกวนของนิวรณ์เท่านั้น : ความเป็นสมาธิยังหยาบอยู่ ไม่ถึงขนาดที่จะให้เกิดความสุขโดยตรง ที่เต็มตามความหมายได้. ครั้นมาถึงทุติยฌาน ความเป็นสมาธิ มีกำลังมากพอที่จะให้เกิดความสุขอันใหม่ จึงเกิดมี ปีติและสุขที่เกิดจากสมาธิ แทนที่จะเรียกว่า ปีติและสุขอันเกิดจากวิเวก ดังแต่ก่อน. ครั้นถึงขณะแห่งตติยฌาน ความสุขประณีตขึ้นไป ถึงขนาดที่สลัดปีติทิ้งเสีย เหลือแต่ความสุขทางนามธรรมชั้นสูงของผู้ที่สมบูรณ์ด้วยสติสัมปชัญญะ จริงๆ คือเป็น ความสุขชั้นที่พระอริยเจ้าก็ยอมรับนับถือว่าเป็นความสุข. ครั้นตกไปถึงขั้นจตุตถฌาน มีเหลืออยู่แต่ รสอันจืดสนิท ไม่เรียกว่าเป็นสุขหรือทุกข์ เป็นโสมนัสหรือโทมนัสอีกต่อไป. นี้คือความแตกต่างของสิ่งที่เรียกว่ารสแห่งฌาน อันแสดงให้เห็นความสูงต่ำกว่ากันอย่างชัดแจ้ง. ๔. สำหรับลำดับแห่งฌาน ที่กล่าวไว้ว่า ฌานที่หนึ่ง ฌานที่สอง ฌานที่สาม ฌานที่สี่ นั้น เป็นเพียงการบัญญัติตามกฎเกณฑ์ที่เห็นว่าควรบัญญัติ เพื่อสะดวกแก่การศึกษาและการพูดจา. เมื่อการบัญญัติได้บัญญัติไปตามความสูงต่ำ คำที่บัญญัติขึ้นก็ย่อมแสดงความสูงต่ำอยู่ในตัว เป็นการทำความเข้าใจกันได้โดยง่าย ในขณะที่พอสักแต่ว่าได้ยินชื่อ ; แต่ทั้งนี้เป็นไปได้เฉพาะหมู่บุคคล ผู้มีการศึกษาในเรื่องนี้มาแล้วเท่านั้น. อาน. ๕๖

น.1203 ถ้าผู้ปฏิบัติได้ศึกษาและพิจารณา ให้เห็นความแตกต่างกัน ในแง่ต่างๆ ของสิ่งที่เรียกว่าฌาน ตามที่กล่าวมานี้อย่างทั่วถึงแล้ว ก็เป็นการง่ายแก่การปฏิบัติ ยิ่งไปกว่าการที่จะรอไว้ถามต่อเมื่อสิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้น ว่านั้นคืออะไรหรือจะทำ อย่างไรต่อไป ดังนี้เป็นต้น. สำหรับนักศึกษาทั่วๆ ไปนั้น เมื่อมีความเข้าใจ ในเรื่องนี้แล้ว ย่อมเป็นหนทางที่จะอนุมานเพื่อทราบถึง ภาวะแห่งจิตในขณะที่ลุ ถึงฌาน ได้เป็นอย่างดี และพอที่จะทำให้เกิดความสนใจ ในการศึกษาถึงสิ่งเหล่านี้ แทนที่จะดูถูกดูหมิ่น หรือเข้าใจไปว่าเรื่องเหล่านี้ไม่มีความหมายอะไรสำหรับคน ในยุคปัจจุบันนี้.

น.1204 กันยายน ๒๕๐๒ ลักษณะสมบูรณ์ ของฌานทั้งสี่ เมื่อกล่าวตามหลักวิชา อาจจะกล่าวได้เป็นหลักจำกัดลงไปได้ว่า ฌาน หนึ่งๆ นั้น ต้องประกอบด้วยองค์ประกอบเท่าไร จึงจะเป็นเครื่องตัดสินว่าเป็น ความสมบูรณ์ของฌานนั้น. โดยหัวข้อ ก็คือปฐมฌานมีองค์ประกอบ ๒๐, ทุติยฌาน มี ๑๘, ตติยฌาน มี ๑๗, จตุตถฌาน มี ๑๗, อธิบายดังต่อไปนี้ : ปฐมฌานมีองค์ประกอบ ๒๐ ประการ คือประกอบด้วยลักษณะ ๑๐ ประการดังที่กล่าวแล้วข้างต้น ที่รวมเป็นความงามในเบื้องต้น ความงามใน ท่ามกลาง ความงามในที่สุด นี้ประเภทหนึ่ง ; และประกอบด้วยองค์ฌาน ๕ และ ธรรมเป็นอินทรีย์อีก ๕ รวมกันจึงเป็น ๒๐ ; ซึ่งทำให้กล่าวได้ว่า ปฐมฌาน สมบูรณ์ด้วยองค์ประกอบ ๒๐ ; หรือเรียกง่ายๆ ก็ว่าประกอบด้วยลักษณะ ๑๐ ด้วยองค์ฌาน ๕ ด้วยอินทรีย์ ๕ ดังนี้. การที่ท่านระบุธรรมถึง ๒๐ ประการ ว่าเป็นองค์ประกอบของปฐมฌาน ดังนี้ ก็เพื่อการรัดกุมของสิ่งที่เรียกว่าฌานนั่นเอง ; มีความประสงค์อย่างยิ่งที่จะ ไม่ให้ผู้ปฏิบัติมองข้ามสิ่งเหล่านี้ไปเสีย หรือมองไปอย่างลวกๆ สนใจอย่างลวกๆ ว่าปฐมฌานประกอบด้วยองค์ห้าเท่านั้น ก็พอแล้ว ทางที่ถูก เขาก็ต้องเพ่งเล็ง ถึงอินทรีย์ทั้งห้า ที่สมบูรณ์ และเข้ามาเกี่ยวข้องกับองค์ของฌานทั้งหมด ใน

น.1205 ลักษณะที่ถูกต้องที่สุด คือถูกต้องตามลักษณะ ๑๐ ประการ ที่กล่าวแล้วอย่าง ละเอียดนั่นเอง. ให้เอาลักษณะ ๑๐ ประการนั้นเป็นเครื่องพิสูจน์ที่เด็ดขาดและ แน่นอน ว่าปฐมฌานเป็นไปถึงที่สุดหรือไม่ ; อย่าถือเอาเพียงลวกๆ ว่าปฐมฌาน ประกอบด้วยองค์ห้าเท่านี้ก็พอแล้ว. นี้คือประโยชน์ของการบัญญัติองค์ประ- กอบ ๒๐ ประการ ของปฐมฌาน. ทุติยฌาน มีองค์ประกอบ ๑๘ ประการ. ข้อนี้ก็มีหลักเกณฑ์ ทำนองเดียวกันกับหลักเกณฑ์ต่างๆ ในกรณีของปฐมฌาน, หากแต่ว่าในที่นี้ องค์แห่งฌานขาดไปสององค์ กล่าวคือวิตกวิจารที่ถูกระงับไปเสียแล้ว. องค์ แห่งฌานเหลือเพียงสาม คือ ปิติ สุข และเอกัคคตา ; ดังนั้นองค์ประกอบทั้งหมด ของทุติยฌานจึงเหลืออยู่ ๑๘ กล่าวคือลักษณะ ๑๐, องค์แห่งฌาน ๓, และ อินทรีย์ ๕ ดังนี้. ความสัมพันธ์กันระหว่างองค์ประกอบ ๓ กลุ่มนี้ มีนัยอย่าง เดียวกันกับที่กล่าวแล้วข้างต้น ในกรณีของปฐมฌาน. ตติยฌาน มีองค์ประกอบ ๑๗ ประการ, ก็มีหลักเกณฑ์ทำนองเดียว กันกับฌานที่กล่าวแล้วข้างต้น หากแต่ว่าองค์แห่งฌานในที่นี้ ลดลงไปอีก ๑ รวมเป็นลดไป ๓, เหลืออยู่แต่เพียง ๒ คือ สุขและเอกัคคตา ; องค์ประกอบทั้ง หมดของตติยฌาน จึงเหลืออยู่เพียง ๑๗ กล่าวคือลักษณะ ๑๐ องค์แห่งฌาน ๒ อินทรีย์ ๕ ดังนี้. วินิจฉัยอื่นๆ ก็เหมือนกับฌานข้างต้น. จตุตถฌาน มีองค์ประกอบ ๑๗ ประการ มีหลักเกณฑ์อย่างเดียว กัน คือจตุตถฌานมีองค์ฌาน ๒ แม้ว่าสุขจะได้เปลี่ยนเป็นอุเบกขา ก็ยังคงนับ อุเบกขานั้นเอง ว่าเป็นองค์ฌานองค์หนึ่ง, รวมเป็นมีองค์ฌาน ๒ ทั้งเอกัคคตา : โดยนัยนี้ก็กล่าวได้ว่า จตุตถฌานก็มีองค์ประกอบ ๑๗ เท่ากันกับตติยฌาน โดย จำนวน, แต่ต่างกันอยู่หน่อยหนึ่ง ตรงที่องค์ฌานที่เปลี่ยนเป็นอุเบกขา นั่นเอง,

น.1206 สรุปความว่า ปฐมฌานมีองค์ประกอบ ๒๐, ทุติยฌานมี ๑๘, ตติยฌาน มี ๑๗, จตุตถฌานมี ๑๗, เป็นองค์ประกอบสำหรับการกำหนด การศึกษา หรือการพิจารณา ให้หยั่งทราบถึงความสมบูรณ์แห่งฌานนั้นๆ จริงๆ. ข้อที่ต้องสังเกตอย่างยิ่ง มีอยู่ว่าจำนวนองค์ฌานเปลี่ยนไปได้ตามความ สูงต่ำของฌาน : ส่วนลักษณะ ๑๐ ประการ และอินทรีย์ ๕ อย่าง นั้นไม่มี การเปลี่ยนแปลงเลย ; โดยนัยนี้เป็นอันว่า ปฐมฌานก็ดี ทุติยฌานก็ดี ตติยฌาน ก็ดี และจตุตถฌานก็ดี ล้วนแต่มีความงามในเบื้องต้น มีความงามในท่ามกลาง และมีความงามในที่สุด ด้วยหลักเกณฑ์อันเดียวกันแท้. ทั้งนี้เพราะมีลักษณะ ๑๐ ประการ ดังที่ได้แยกไว้เป็นความงาม ๓ ประการ ปรากฎอยู่แล้วในข้อความ ข้างต้นด้วยกันทั้งนั้น. ส่วนอินทรีย์ทั้งห้านั้น พึงทราบว่าเป็นสิ่งที่มีกำลังเพิ่ม ขึ้นตามส่วน แห่งความสูงของฌานไปทุกลำดับ : แม้ว่าจะยังคงทำหน้าที่อย่าง เดียวกัน หรือตรงกัน แต่กำลังของมันได้เพิ่มขึ้นทุกอย่าง โดยสมส่วนกันกับ ความสูงยิ่งๆ ขึ้นไปของฌานนั้นๆ ; กล่าวโดยสรุปก็คือ สัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา แต่ละอย่างๆ ต้องมีความประณีตและมีกำลังเพิ่มขึ้นตามความต้องการ ของการที่จะก้าวขึ้นไปสู่ฌานนั้นๆ ตามลำดับ. โดยนัยนี้ทำให้กล่าวได้ว่า อินทรีย์นั้นๆ ไม่เปลี่ยนแปลงโดยจำนวนก็จริง แต่เปลี่ยนแปลงเป็นอย่างมากใน ทางคุณค่าหรือในทางกำลัง ดังที่กล่าวแล้ว. ผู้ศึกษาได้สังเกตเห็นความแตกต่าง ในข้อนี้จริงๆ แล้ว ย่อมเข้าใจความแตกต่างระหว่างฌานหนึ่งๆ ได้ดียิ่งขึ้นไปอีก. ในที่สุดเราก็มาถึงสิ่ง ที่เรียกว่า วสี. วสี ๕ ประการ สิ่งที่เรียกว่า วสี หมายถึงความชำนาญแคล่วคล่องว่องไวในสิ่งที่จะ ต้องทำ และทำได้อย่างใจที่สุด, จนกล่าวได้ว่า เป็นผู้มีอำนาจเหนือสิ่งนั้นโดย เด็ดขาด. อาน. ๕๗

น.1207 คำว่า วสี โดยพยัญชนะ แปลว่า ผู้มีอำนาจ ซึ่งในที่นี้ได้แก่ความ มีอำนาจอยู่เหนือการกระทำ สามารถทำอะไรได้อย่างผู้มีอำนาจ คือแคล่วคล่อง ว่องไวไม่ติดขัด ได้อย่างใจ. อำนาจในกรณีของการฝึกสมาธินี้ มีทางมา จากความชำนาญในการฝึกฝนยิ่งชำนาญเท่าไร ก็ยิ่งมีอำนาจมากขึ้นเท่านั้น ฉะนั้น ใจความของคำว่า วสี โดยสั้นๆ ก็คือ ผู้มีอำนาจแห่งความชำนาญ นั่นเอง. เขาเป็นผู้มีความชำนาญเกี่ยวกับฌาน ในกรณีดังต่อไปนี้ คือ ๑. ชำนาญในการ กำหนด, ๒. ชำนาญในการเข้าฌาน, ๓. ชำนาญในการหยุดอยู่ในฌาน, ๔. ชำนาญในการออกจากฌาน, และ ๕. ชำนาญในการพิจารณาฌาน ; รวมเป็น ๕ ประการด้วยกัน มีอธิบายดังนี้ : ๑. ชำนาญในการกำหนด เรียกว่า อาวัชชนวสี. ข้อนี้ได้แก่ ความเชี่ยวชาญในการกำหนดอารมณ์ นิมิต และองค์ฌาน ได้เร็วขึ้นกว่าแต่กาล ก่อน และเร็วทันใจยิ่งขึ้นไปทุกที. วิธีฝึก คือเมื่อได้ปฏิบัติจนทำปฐมฌานให้ เกิดขึ้นได้ โดยนัยดังที่กล่าวแล้วข้างต้น ก็คำนวณดูว่า การกำหนดอารมณ์และ นิมิตต่างๆ กระทั่งถึงองค์ฌานทั้ง ๕ ของตนในหนหลังนั้น ได้เป็นมาอย่างไร ใช้ เวลานานเท่าใดในการกำหนดอย่างหนึ่งๆ และในขั้นหนึ่งๆ บัดนี้เราจะทำให้ดี กว่านั้น และเร็วกว่านั้น เพราะฉะนั้นจะต้องย้อนไปหัดกำหนดทุกสิ่งที่จะต้องกำหนด ในลักษณะที่รวดเร็วกว่าเดิม กล่าวคือกำหนดลมหายใจอย่างยาว - อย่างสั้นได้ ดี และเร็วกว่าเดิม กำหนดผุสนาและฐปนาทำให้เกิดอุคคหนิมิตได้เร็วกว่าเดิม กำหนดอุคคหนิมิตให้เปลี่ยนรูปเป็นปฏิภาคนิมิตได้เร็วกว่าเดิม และในที่สุดก็คือ การอาศัยปฏิภาคนิมิตนั้น หน่วงเอาองค์ฌานทั้งห้า ให้ปรากฏออกมาได้ใน- ลักษณะที่รวดเร็วกว่าเดิมยิ่งขึ้นทุกที. กล่าวสรุปให้สั้นที่สุดก็คือการซ้อมความ เร็ว ในการกำหนดอารมณ์ นิมิต และองค์ฌานนั่นเอง.

น.1208 ในการกำหนดเพื่อทำความเร็ว หรือเร่งอัตราความเร็วอย่างหนึ่งๆ ในที่นี่ เมื่อเร่งเร็วขึ้นมาในอย่างใด ในขั้นแรกๆ ต้องมีการกำหนดในสิ่งที่ ปรากฏแล้วนั้น ให้นานพอสมควร คือนานพอที่จะเห็นชัด แล้วจึงค่อยเลื่อนไปกำหนดสิ่งที่ถัดไป. ทั้งนี้เพื่อความมั่นคงของสิ่งที่กำหนดได้ในอัตราความเร็วใหม่ ทำดังนี้เป็นลำดับไป และเพิ่มความเร็วให้มากขึ้นทุกที จนมีความชำนาญที่กล่าวได้ว่า รวดเดียวถึง นับตั้งแต่การกำหนดอารมณ์ทุกขั้น กำหนดนิมิตทุกตอน จนกระทั่งถึงองค์ฌานทุกองค์ มีผลทำให้การเจริญสมาธิในครั้งหลังๆ มีการกำหนดสิ่งต่างๆ ลุล่วงไปเร็วกว่าเดิม และมั่นคงกว่าเดิม. อุปมาที่จะช่วยให้เข้าใจได้ง่าย เช่นผู้ฝึกในการปรุงอาหาร เตรียมหาส่วนประกอบต่าง ๆ ที่จะเอามาปรุงกันขึ้นเป็นอาหารอย่างหนึ่ง : ในการทำได้ครั้งแรกย่อมงุ่มง่ามและชักช้า กว่าจะได้มาครบทุกอย่าง กว่าจะทำให้มีส่วนสัดที่ถูกต้องได้ทุกอย่าง ก็กินเวลานาน ; แต่ในการปรุงอาหารอย่างเดียวกันนั้น เป็นครั้งที่ ๒ ครั้งที่ ๓ ที่ ๔ เขาอาจจะทำให้เร็วยิ่งขึ้นทุกที จนกระทั่งครั้งสุดท้ายจริงๆ ก็ทำได้เร็วเป็นว่าเล่น. ทั้งนี้ มีผลเนื่องมาจากฝึกกำหนดในสิ่งที่ได้ทำไปแล้ว ว่ามีอะไรกี่อย่าง และอย่างละเท่าไร เป็นต้นนั่นเอง จนมีความชำนาญถึงที่สุด ก็ทำไปได้เป็นว่าเล่น โดยปราศจากความยากลำบาก หรือหนักอกหนักใจแต่ประการใด. ข้อนี้อุปมาฉันใด การฝึกกำหนดอารมณ์แต่ละตอน นิมิตแต่ละขั้น และ องค์ฌานแต่ละองค์ ของบุคคลผู้ทำปฐมฌานให้เกิดขึ้นได้เป็นครั้งแรก เพื่อความเชี่ยวชาญในขั้นต่อไป ก็มีอุปไมยฉันนั้น. นี้เรียกว่า มีอำนาจในการกำหนด. ๒. ชำนาญในการเข้าฌาน เรียกว่า ส ม า ปัช ช ว สี. คำว่า "เข้าฌาน" ในที่นี้หมายถึงกิริยาที่อาศัยปฏิภาคนิมิต แล้วหน่วงเอาองค์ฌานทั้งห้า ทำให้เกิดขึ้นโดยครบถ้วนและสมบูรณ์ ปรากฏอยู่เป็นฌานโดยนัยดังที่

น.1209 ล่าวแล้วข้างต้นอย่างละเอียด. หากแต่ว่าการทำได้ในครั้งแรกนั้น เป็นมาอย่างชักช้าและงุ่มง่าม ฉะนั้นจะต้องฝึกให้เร็วเข้าโดยอาการอย่างเดียวกันนั่นเอง คือสามารถทำปฏิภาคนิมิตให้ปรากฏขึ้นฉับพลัน หน่วงความรู้สึกที่เป็นองค์ ฌาน ให้ปรากฏขึ้นฉับพลัน ยิ่งกว่าเดิมยิ่งขึ้นทุกที ด้วยการขยันฝึกจนกระทั่งว่าพอสักว่าคิดจะเข้าสู่ฌาน ก็เข้าฌานได้ ดังนี้. เรื่องที่แท้ ก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าการทำของอย่างเดียวกันและอย่างเดิมนั่นเอง แต่ว่าทำได้เร็วขึ้นจนถึงอัตราเร็วสูงสุด. เมื่อเรื่องนี้เป็นเรื่องทางฝ่ายจิต ความเร็วก็มีได้ถึงขนาดชั่วเวลาดีดนิ้วมือครั้งเดียว หรือกระพริบตาเดียว ก็เข้าอยู่ในฌานแล้ว ดังนี้เป็นต้น. อุปมาในขั้นนี้ เปรียบเหมือนผู้ปรุงอาหารคนเดียวกัน ที่เคยใช้เวลาในการปรุงอาหารอย่างนั้นนานเป็นชั่วโมง บัดนี้อาจจะปรุงให้เสร็จได้ภายใน ๕๐ นาทีหรือ ๔๐ นาที ๓๐ นาที ร่นเข้าตามลำดับ จนถึงอัตราเร็วสูงสุดของการปรุงอาหารอย่างนั้น เช่นภายใน ๑๐ นาทีเป็นต้น. เมื่อการจัดหาเครื่องปรุงก็เร็วและการปรุงก็เร็ว ความเร็วก็เพิ่มขึ้นตามส่วนในการที่จะได้อาหารมารับประทาน ; ข้อนี้มีอุปมาฉันใด อาวัชชนวสี ซึ่งเปรียบเหมือนการจัดหาเครื่องปรุง และ สมาธัชชาสี ซึ่งเปรียบเทียบการปรุง ก็มีอุปมัยฉันนั้น. ความสามารถเข้าฌานได้เร็วทันความต้องการ ในอัตราที่เรียกว่า ชั่วเวลากระพริบตาเดียวนั้นเป็นขีดสูงสุดของสมาธัชชวสี หรือ ผู้มีอำนาจในการเข้าฌานนั้น. ๓. ชำนาญในการหยุดอยู่ในฌาน เรียกว่า อ ธิ ฏ ฐ า น ว สี. คำว่า “ อธิษฐาน " โดยพยัญชนะแปลว่า การตั้งทับ : โดยใจความ ก็คือการตั้งทับฌาน หรือหยุดอยู่ในฌานนั่นเอง. ความชำนาญในการหยุดอยู่ในฌานนั้นหมายความว่าสามารถหยุดอยู่ในฌานได้นานตามที่ตนต้องการจริงๆ. ในชั้นแรกๆ ผู้เข้าฌานไม่สามารถจะหยุดอยู่ในฌานได้นานตามที่ตนต้องการ หรือถึง

น.1210 กับไม่สามารถอยู่ได้นานด้วยซ้ำไป : เขาจะต้องฝึกให้อยู่ในฌานได้นานยิ่งขึ้น นับตั้งแต่ไม่กี่นาที จนถึงเป็นชั่วโมงๆ กระทั่งถึงเป็นวันๆ มี ๗ วันเป็นที่สุด : และพร้อมกันนั้น ต้องฝึกให้ได้ตามที่ต้องการอย่างเฉียบขาดจริงๆ ด้วย เช่นจะอยู่ ในฌานเพียง ๕ นาที ก็ให้เป็นเพียง ๕ นาที จริงๆ ไม่ขาดไม่เกินแม้แต่เพียง วินาทีเดียวเป็นต้น จึงจะเรียกว่ามีความชำนาญได้ถึงที่สุดในกรณีแห่งอธิฏฐานวสี. ข้อสำคัญอยู่ที่การกำหนดในการเข้าและการออก มีความชำนาญในการเข้าและ การออก. สิ่งที่เรียกว่าอธิฏฐานหรือการหยุดอยู่ในฌานนั้น ได้แก่ ระยะที่มี อยู่ในระหว่างการเข้าและการออก เพราะฉะนั้นเขาจะต้องฝึกให้มีความชำนาญทั้ง ในการเข้าและการออก จึงจะสามารถควบคุมการหยุดอยู่ในฌานให้เป็นไปได้ตาม ที่ตนต้องการจริงๆ. เมื่อมีความชำนาญในการหยุดอยู่ในฌาน ก็ย่อมหมาย ถึงเป็นผู้ชำนาญในการเข้า และการออกจากฌานอย่างยิ่ง อยู่ด้วยในตัวเป็น ธรรมดา. การฝึกในการนอนหลับชั่วเวลาที่กำหนดไว้ แล้วตื่นขึ้นมาได้ตรง ตามเวลาจริงๆ ก็นับว่าเป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์อยู่แล้ว แต่การฝึกในอธิฏฐานวลี หรือการหยุดอยู่ในฌานนั้น สามารถทำได้เฉียบขาดกว่านั้น และน่าอัศจรรย์ยิ่ง ไปกว่านั้น ทั้งนี้เป็นเพราะอำนาจของการฝึกอย่างเฉียบขาด จนมีความชำนาญ ขนาดที่เรียกว่า วสี หรือผู้มีอำนาจนั่นเอง. อุปมาในขัอนี้ เปรียบเหมือนการบริโภคอาหาร หรือการเก็บอาหาร ไว้บริโภคอย่างไรตามที่ตนต้องการ ด้วยความชำนาญอีกชั้นหนึ่ง หลังจากที่มี ความชำนาญในการจัดหาเครื่องปรุงอาหาร และความชำนาญในการปรุง ดังที่ กล่าวแล้วข้างต้น. การหยุดอยู่ในฌานนานเท่าใดนั้น ย่อมแล้วแต่ความมุ่ง- หมาย ซึ่งมีอยู่มากมายหลายอย่างด้วยกัน เช่นเข้าฌานเพื่อแสวงหาความสุขอยู่ ในฌาน ก็ใช้เวลาที่หยุดอยู่ในฌานนาน หรือนานมาก ตามที่ตนต้องการ, แต่ ถ้าเป็นการเข้าฌานขั้นต้น เพื่อเปลี่ยนเป็นฌานขั้นสูงขึ้นไป การหยุดอยู่ในฌาน ขั้นต้นๆ ขั้นหนึ่งๆ ก็มีเวลาน้อยลงไปเป็นธรรมดา ยิ่งถ้าเป็นการเข้าฌานอันเนื่อง อาน. ๕๘

น.1211 ด้วยการแสดงอิทธิปาฏิหาริย์อย่างใดอย่างหนึ่งด้วยแล้ว การเปลี่ยนฌาน จะต้อง เป็นไปอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้นไปกว่านั้นอีก. ผู้ที่สามารถเข้าฌาน หยุดอยู่ในฌาน และออกจากฌานได้เร็ว ดังประสงค์ในกรณีอย่างนี้ เรียกว่า ผู้มีอำนาจใน อธิฏฐานวสี ถึงที่สุด. ๔. ชำนาญในการออกจากฌาน เรียกว่า วุฏฐานวสี. ข้อนี้มี พฤติกรรมตรงกันข้ามต่อสมาปัชชวสี กล่าวคือ สมาปัชชวสีเข้าได้เร็ว ส่วนวุฎ- ฐานวสีออกมาได้เร็ว โดยอาการที่กล่าวได้ว่า ถอยหลังกลับออกมาในทำนองที่ ตรงกันข้ามต่อกันนั้นเอง. ผู้ที่ไม่มีความชำนาญในการออก ย่อมออกได้ช้า หรือออกไม่ค่อยจะได้ตามที่ตนต้องการ จากความรู้สึกที่เป็นการอยู่ในฌาน มา สู่ความรู้สึกปรกติอย่างสามัญธรรมดา ฉะนั้นเขาจะต้องฝึกในการถอยหลังกลับ ออกมาอย่างรวดเดียวถึงเช่นเดียวกัน ซึ่งโดยพฤตินัยก็ได้แก่ถอยจากความรู้สึกที่ เป็นฌาน มาสู่ความรู้สึกที่เป็นองค์ฌาน มาเป็นปฏิภาคนิมิต มาเป็นอุคคหนิมิต กระทั่งมาเป็นการบริกรรม กล่าวคือการกำหนดลมหายใจในขั้นละเอียด และชั้น ปรกติธรรมดาเป็นที่สุด. หากแต่ว่าการกระทำทางจิตนี้ เมื่อฝึกถึงที่สุดแล้ว ย่อมเป็นไปได้เร็วอย่างสายฟ้าแลบ จึงเป็นสิ่งที่ยากจะสังเกตว่ามีลำดับมาอย่างไร โดยแท้จริง. ทางที่ดีที่สุดนั้น ควรจะฝึกมาอย่างช้าๆ ทีละขั้นๆ และอย่างเป็น ระเบียบดังที่กล่าวแล้วนั่นเอง : จากฌานสู่องค์ฌาน จากองค์ฌานสู่ปฏิภาคนิมิต จากปฏิภาคนิมิตสู่อุคคหนิมิต จากอุคคหนิมิตสู่ฐปนาและผุสนาชั้นต้นๆ จาก ฐปนาและผุสนาสู่การกำหนดลมหายใจสั้นยาวในขณะแห่งการบริกรรม. เมื่อ ฝึกได้อย่างเป็นระเบียบแล้ว จึงเร่งให้เร็วเข้าทุกทีจนถึงเร็วที่สุด ที่เรียกว่าแว็บ- เดียวถึง ดังที่กล่าวแล้ว. การทำได้อย่างนี้เรียกว่า ผู้มีอำนาจถึงที่สุดใน การออกจากฌาน.

น.1212 อุปมาในกรณีนี้ เหมือนกับการเลิกกินอาหารอย่างมีระเบียบและรวดเร็ว และเป็นผลดีถึงที่สุด. ๕, ชำนาญในการพิจารณา เรียกว่า ปัจจเวกขณวสี ข้อนี้หมายถึง ความชำนาญในการที่จะพิจารณาดูสิ่งต่างๆ เช่นลักษณะอาการ พฤติและความ สัมพันธ์เป็นต้น ที่เกี่ยวกับฌานนั้นโดยทั่วถึง อีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้มีความแจ่มแจ้ง แคล่วคล่องว่องไวในสิ่งนั้น โดยตลอดสาย อย่างทบทวนไป ทบทวนมา วิธี ปฏิบัติ คือ เมื่อออกจากฌานนั้นแล้ว อย่าเพ่อลุกจากที่นั่ง อย่าเพ่อส่งใจไป เรื่องอื่น หรือคิดเรื่องใดๆ แต่จะกำหนดพิจารณาดูสิ่งต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับฌานนั้น อย่างทบทวนไปมา คือลำดับต่างๆ แห่งการเข้าฌานและการออกจากฌาน ทั้ง ขึ้น ทั้งล่อง อย่างทั่วถึงอีกครั้งหนึ่ง : ทั้งนี้ กระทำโดยทำนองของการพิจารณา ให้ขั้น อาวัชชนวสีนั่นเอง เป็นเที่ยวขึ้นจนถึงที่สุดคือความเป็นฌาน การหยุดอยู่ ในฌาน หรือแม้การเสวยสุขเนื่องด้วยฌานนั้น ในลักษณะแห่งวิกขัมภนวิมุติ จนเพียงพอแล้ว จึงย้อนกลับลงไปตามลำดับโดยทำนองของอาวัชชนวสีเที่ยวถอย - กลับ จนกระทั่งถึงขณะแห่งบริกรรมเป็นที่สุด. การทำทั้งนี้ ย่อมเป็น การ ตรวจดูสมาธิของตนเองตั้งแต่ต้นจนปลาย ทั้งขาขึ้นและขาลง หรือทั้งเที่ยวเข้า และเที่ยวออก อย่างละเอียดทุกๆ ขั้นไป เพื่อความแจ่มแจ้งยิ่งๆ ขึ้นไป เพื่อ ความชำนาญยิ่งๆ ขึ้นไปในโอกาสหน้า และมีผลพิเศษ เพื่อความพอใจในการ ที่จะบ่มอิทธิบาท และอินทรีย์ของตนให้แก่กล้ายิ่งๆ ขึ้นไป ในการปฏิบัติธรรม ข้างหน้าด้วยอีกโสดหนึ่ง. ถ้าไม่เชี่ยวชาญในวสีข้อนี้ ย่อมไม่เป็นผู้ คล่องแคล่วถึงที่สุดในวสีข้ออื่น : ดังนั้น วสีข้อนี้ จึงเป็นเหมือนการประมวล ไว้ซึ่งความรู้ และความชำนาญแห่งวสีข้ออื่นไว้ทั้งหมด อย่างเป็นระเบียบและ มั่นคงนั่นเอง.

น.1213 อุปมาในกรณีนี้ เปรียบเหมือนบุคคลที่เสาะแสวงหาเครื่องปรุงอาหาร อย่างชำนาญ แล้วมาปรุงอย่างชำนาญ แล้วบริโภคอย่างชำนาญ แล้วเลิกบริ- โภค หรือถ่ายออกอย่างชำนาญ และสามารถพิจารณาเห็นคุณและโทษของ อาหารนั้นอย่างชำนาญ ด้วยการพิจารณาทบทวนไปมา จากต้นไปยังปลาย จาก ปลายไปยังตัน ก็ย่อมมีความรู้ความชำนาญในเรื่องของอาหารได้ถึงที่สุด ข้อนี้ มีอุปมาฉันใด การกระทำในขั้นแห่งปัจจเวกขณวสี ซึ่งเป็นความชำนาญขั้นสุด ยอด ก็มีอุปไมยฉันนั้น. ทั้งหมดนี้ เป็นการฝึกในวสีทั้งห้า ส่วนที่เกี่ยวกับปฐมฌาน. เมื่อทำ ได้ถึงที่สุดแล้ว ก็เรียกว่าเป็นผู้มีความคล่องแคล่วในปฐมฌาน หรือมีปฐมฌาน อยู่ในอำนาจของตัวโดยแท้จริง. หลังจากนั้นก็มี การปฏิบัติในวสี ที่เป็นการเลื่อนขึ้นไปสู่ฌานที่สูง ขึ้นไปตามลำดับ กล่าวคือทุติยฌาน ตติยฌาน และจตุตถฌาน โดยวิธีการ ดังที่กล่าวแล้วข้างต้น ในตอนอันว่าด้วยฌานนั้นๆ โดยละเอียดแล้ว. วิธีฝึก คือเมื่อได้ฌานใหม่มาอีกขั้นหนึ่ง ก็พึงฝึกในวสีทั้งห้า โดยอาการทำนองเดียวกับ การฝึกวสีในขั้นปฐมฌาน ไม่มีอะไรที่ผิดกันเลย หากแต่ว่าสูงหรือไกลออกไป ทุกทีๆ เท่านั้น : เมื่อการฝึกวสีในปฐมฌานถึงที่สุดแล้ว ก็เริ่มการปฏิบัติเพื่อ การลุถึงทุติยฌาน : ครั้นทำทุติยฌานให้เกิดขึ้นได้แล้ว ก็ฝึกวสีทั้งห้าในส่วนทุติย- ฌานสืบไป. แต่ว่าในการฝึกนั้น ต้องย้อนไปตั้งต้นมาตั้งแต่ระยะต้นของ ปฐมฌานด้วยทุกคราวไป กล่าวคือให้มีความชำนาญมาตั้งแต่ต้นจนปลาย เนื่อง กันไปตลอดสายเสมอ. อย่าได้มีความประมาท ตัดลัดฝึกแต่ตอนปลายเป็น ขั้น ๆ ตอนๆ เลย เพราะเรื่องของจิตเป็นของเบาหวิว อาจสูญหายไปได้ง่าย ไม่ว่าตอนไหน ฉะนั้นจะต้องฝึกไว้ตลอดสาย ทุกคราวไป. แม้การปฏิบัติ

น.1214 ของผู้ใดจะได้ดำเนินไปโดยทำนองนี้ จนขึ้นถึงขั้นจตุตถฌานแล้วก็ตาม การปฏิบัติในวสีในจตุตถฌานนั้นคราวหนึ่งๆ ก็จะต้องย้อนไปตั้งต้นมาตั้งแต่ระยะต้นของปฐมฌาน อยู่นั่นเอง เพื่อ " ความชำนาญตลอดสาย " และเพื่อ " ความ ชำนาญในการเปลี่ยนฌานที่สัมพันธ์กันอยู่เป็นลำดับ " การทำอย่างนี้ นอกจากมีประโยชน์ ในความแตกฉาน และมั่นคงในเรื่องของฌานแล้ว ยังมีประโยชน์อย่างยิ่ง ในการที่จะดำเนินเข้าสู่ลำดับของสมาบัติในขั้นสูง อันหากจะพึงมีข้างหน้าในเมื่อต้องประสงค์. สรุปความแห่งวสีทั้งห้า ว่า การฝึกในวสีทั้งห้าลำดับนี้ เป็นการฝึกเพื่อ ๑. ให้เกิดความชำนาญ, ๒. ให้เกิดความเร็วไว, ๓. ให้เกิดความได้อย่างใจ ; ซึ่งเมื่อรวมกันแล้ว ก็คือ ความมีอำนาจเหนือสิ่งนั้น หรือ ความมีสิ่งนั้นอยู่ในอำนาจของตน นั่นเอง ซึ่งเป็นความหมายโดยตรงของคำว่า "วสี" การฝึกนี้ เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง จนถึงกับ ถ้าปราศจากการฝึกในระบอบแห่งวสี นี้เสียแล้ว สิ่งต่างๆ จะติดตันอยู่พักหนึ่ง แล้วกลับล้มเหลวในที่สุด. ผู้ปฏิบัติพึงสังเกตให้เห็นความจำเป็นของการที่ต้องซักซ้อมให้เกิดความชำนาญ ไม่ว่าในกิจการใดๆ ; ตัวอย่างเช่นผู้ฝึกดนตรี ฝึกเพลงได้เป็นครั้งแรก เพลงหนึ่งหรือเพียงตอนหนึ่งก็ตาม ถ้าไม่ขยันซ้อมให้ชำนาญจริงๆ แล้ว ไม่กี่วันก็ลืม ; ยิ่งกระโดดข้ามไปฝึกเพลงใหม่เพลงอื่นอีก ก็จะต้องเลอะด้วยกันทั้งสองเพลง ; ฉะนั้นนับว่าการฝึกให้เกิดความชำนาญเสียตอนหนึ่ง ๆ ก่อน ทุกตอนๆ นั้น เป็นความจำเป็นสำหรับกิจการทั้งปวง และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง สำหรับการฝึกทางฝ่ายจิตโดยตรง เช่นการฝึกฌานนี้เป็นต้น. แม้ที่สุดแต่เด็กๆ ที่กำลังเรียนเลขก็ยังต้องซ้อมการท่องสูตรคูณเป็นต้น ให้เชี่ยวชาญไปทุกๆ ชั้น จึงจะเรียนเรื่อยไปได้ มิฉะนั้นก็เลอะเทอะรวนเรกันไปหมด. นี้คือความชำนาญ พร้อมกันนั้นก็มีผลเกิดขึ้นคือความไวกว่าเดิมยิ่งขึ้นทุกที จนถึงขนาดที่ใช้ประโยชน์ได้สำเร็จ อาน. ๕๙

น.1215 ย่างน่าอัศจรรย์ เหมือนกับคนงานที่ชำนาญ ซึ่งปั้นอิฐ ปั้นหม้อ ได้ไวจนคน-ธรรมดาเห็นแล้วต้องตกตลึง เพราะเขาทำได้เร็วกว่าเราตั้ง ๒๐ เท่า ดังนี้เป็นต้น.ในที่สุดจากความชำนาญและความไวนั้นเอง ย่อมก่อให้เกิดความได้อย่างใจ คือตรงตามความประสงค์อย่างเต็มที่ไปเสียทุกอย่างทุกทางในที่สุด : นี้คือ ประโยชน์ ของสิ่งที่เรียกว่า วสี ๕ อย่าง อันเป็นสิ่งที่ผู้ฝึกสมาธิทุกคนจะต้องสนใจทำเป็นพิเศษ แล้วการเจริญอานาปานสติในขั้นแห่งการทำกายสังขารให้สงบรำงับ ก็จะอยู่ในกำมือของบุคคลนั้น ได้ถึงที่สุดโดยไม่ต้องสงสัย สามารถทำอานาปานสติขั้นที่สี่ ให้สมบูรณ์ได้จริงๆ ในเวลาอันรวดเร็วโดยแท้. สรุปใจความของอานาปานสติขั้นที่สี่ อานาปานสติขั้นที่สี่ มีหัวข้อว่า ทำกายสังขารให้รำงับอยู่ หายใจออก - เข้า มีรายละเอียดดังกล่าวแล้วอย่างยืดยาว แต่ก็อาจจะสรุปความเป็นไปทั้งหมดนั้นได้เป็น ๔ ขั้น :- ( ๑ ) ในยะระแรก ลมหายใจออก - เช้า อย่างหยาบ เป็นไปอยู่ตลอดเวลา เพราะเธอถือเอาลมหายใจหยาบเป็นนิมิต ถือเอานิมิตเป็นอย่างดีทำไว้ในใจเป็นอย่างดี และใคร่ครวญอยู่อย่างดี ในการที่จะทำให้ลมหายใจอย่างหยาบนั้นดับไป. ( ๒ ) ระยะต่อมา ครั้นลมหายใจหยาบดับไป ลมหายใจละเอียดตั้งอยู่แทน เพราะเธอถือเอาเป็นนิมิต ถือเอาอย่างดี ทำไว้ในใจอย่างดี ใคร่ครวญอยู่อย่างดี เพื่อความดับไปแห่งลมอันละเอียด.

น.1216 (๓ ) ระยะต่อมา ครั้นลมหายใจละเอียดดับไป กล่าวคือไม่ปรากฏในการกำหนด เพราะเธอถือเอาเพียงนิมิตอันเกิดจากลมอันละเอียดไว้เป็นอารมณ์ จิตจึงไม่ถึงความฟุ้งซ่าน แต่ถึงความแน่วแน่ถึงที่สุดด้วยเหตุนั้น จนกระทั่ง ... (๔) เมื่อเป็นอยู่อย่างนี้ เธอนั้นได้ชื่อว่า มีภาวนา ( การเจริญ) ถึงที่สุด ของสิ่งทั้งสี่ คือ : ๑. ของวาตุปลิทธิ ๒. ของอัสสาสะปัสสาละ ๓. ของอานาปานสติ ๔. ของอานาปานสติสมาธิ ; ครบทั้ง ๔ ประการ. เมื่อเป็นเช่นนี้ เป็นอันกล่าวได้ว่า ความรำงับแห่งกาย-สังขาร คือลมหายใจนั้น ชื่อว่าปรากฏถึงที่สุดแล้ว. รวมความว่า เมื่อยังไม่ได้สิ่งทั้งสี่นี้ ก็ยังไม่ชื่อว่า เข้าถึงความ รำงับแห่งกายสังขารโดยแท้จริง; ต่อเมื่อได้เข้าถึงสิ่งทั้งสิ้นี้ หรือสิ่งทั้งสิ้นตั้งอยู่อย่างสมบูรณ์แล้ว ก็จะได้ชื่อว่า เข้าถึงความรำงับแห่งกายสังขารถึงที่สุด สำหรับสิ่งทั้งสี่นั้น วาตุปลิทธิ คือการได้ความรู้เรื่องลมเพื่อทำการปฏิบัติกัมมัฏฐานภาวนาข้อนี้โดยสมบูรณ์; อัสสาสะ ปัสสาละ คือการได้ลมหายใจออก-เข้า เป็นไปตามที่ต้องการทุกระยะโดยสมบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็นขั้นหยาบหรือชั้นละเอียดประณีตเพียงไร : อานาปานสติ คือสติที่เป็นไปในการกำหนดลมหายใจออก - เข้า อย่างสมบูรณ์ทุกชั้นทุกตอน; อานาปานสติสมาธิ คือสมาธิที่เกิดขึ้นจากสติที่กำหนดลมหายใจออก-เข้าอย่างสมบูรณ์ ( หมายถึงตั้งแต่ปฐมฌานขึ้นไป จนถึงจดุตถฌาน ). ถ้าจะเรียกอย่างสั้น-ตรงๆ ก็เรียกได้อีกอย่างหนึ่งว่า :

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต