น.984 วันนี้ จะได้พูดถึงเรื่อง แนวการปฏิบัติธรรม ในสวนโมกขพลาราม ภาคสอง อันว่าด้วย หลักปฏิบัติเฉพาะเรื่องหรือเฉพาะคน ต่อ จากภาคหนึ่ง ซึ่งกล่าวถึงหลักปฏิบัติทั่วไป อันได้บรรยายแล้วเมื่อปีก่อน ( ๒๕๐๑). ขอซ้อมความเข้าใจอีกครั้งหนึ่งว่า ใน ภาคหนึ่งที่เรียกว่าหลักปฏิบัติธรรมทั่วไปนั้น หมายถึงการปฏิบัติที่เป็นแนวทั่วๆ ไปสำหรับ ทำให้เกิด "การเป็นอยู่โดยชอบ" คือเป็น พื้นฐาน สำหรับการเป็นอยู่ที่เหมาะ สำหรับ การปฏิบัติเฉพาะเรื่อง เช่นการทำสมาธิ ข้อใดข้อหนึ่งเป็นต้น ซึ่งจะได้กล่าวในภาค หลังนี้ เพราะฉะนั้นเป็นการเห็นได้ว่าเป็น เรื่องที่เกี่ยวเนื่องกันโดยแท้. ๑
น.985 เมื่อบุคคลได้เป็นอยู่ตามหลักปฏิบัติในภาคหนึ่งแล้ว ย่อมชื่อว่าเป็นผู้ มีศีล มีธุดงค์ อยู่ในตัว และมากพอที่จะเป็นบาทฐานของการปฏิบัติที่สูงขึ้นไป โดยเฉพาะคือ สมาธิภาวนา อีกประเภทหนึ่ง หลักปฏิบัติตามที่กล่าวไว้ในภาค หนึ่งนั้น ย่อมเป็นการอธิบายหลักปฏิบัติในภาคหลังเฉพาะส่วนที่เป็นทฤษฎีทั่วไป เกี่ยวกับเรื่องนั้น ซึ่งไม่ควรจะเอามาปนกับหลักปฏิบัติโดยตรง เพราะจะทำให้ ฟั่นเฝือหรือตาลาย เพราะตัวหนังสือมากเกินไป จึงมีไว้เพียงสำหรับให้ศึกษาเป็น พื้นฐานทั่ว ๆ ไปเท่านั้น แต่เมื่อเกิดมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องนั้นขึ้นมา ผู้ปฏิบัติก็ จำเป็นจะต้องย้อนขึ้นไปหาคำตอบจากเรื่องฝ่ายทฤษฎีเหล่านั้น ด้วยตนเองตาม กรณีที่เกิดขึ้น. ขอให้ทำความเข้าใจไว้ว่า หลักทั่วไปในภาคหนึ่ง ก็ต้องเป็น สิ่งที่คล่องแคล่วหรือคุ้นเคย แก่การคิดนึกของผู้ปฏิบัติอยู่เป็นประจำ จึงจะ สำเร็จประโยชน์เต็มที่. ที่กล่าวว่า เมื่อปฏิบัติตามหลักทั่วไปในภาคหนึ่งอยู่เป็นประจำแล้ว ได้ ชื่อว่าเป็นผู้มีศีลและธุดงค์อยู่แล้วอย่างเพียงพอนั้น ขอให้สังเกตว่าตามหลักใน ภาคหนึ่ง เราได้ถือเอาใจความของกิจวัตร ๑๐ ประการมาเป็นหลักหรือรูปโครง ของการปฏิบัติ เมื่อปฏิบัติครบตามนั้น ก็ย่อมจะเห็นได้ว่า กิจวัตรข้อที่ ๓, ๖, ๗, ๘, ๙, ๑๐ เป็นเรื่องเกี่ยวกับศีล, และกิจวัตร ข้อที่ ๑-๒, ๔-๕, และ ๑๐ เป็น เรื่องเกี่ยวกับธุดงค์ และมีอยู่อีกบางข้อที่เป็นทั้งศีลและธุดงค์พร้อมกันอยู่ในตัว เมื่อบุคคลศึกษา และปฏิบัติอยู่อย่างถูกตรงตามความหมายของกิจวัตรเหล่านั้น จริงๆ แล้ว ก็ย่อมทำให้เป็นผู้มีศีลและธุดงค์มากพอจริงๆ ด้วยเหมือนกัน. เกี่ยวกับศีล ท่านวางหลักใหญ่ๆ ไว้ว่า สำรวมในสิกขาบททั้งใน ปาฏิโมกข์และนอกปาฏิโมกข์อย่างหนึ่ง สำรวมตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่ให้ รู้สึกยินดียินร้ายในเมื่อตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง เป็นต้นอย่างหนึ่ง, หาเลี้ยงชีวิตและ
น.986 ทำการเลี้ยงชีวิตในลักษณะที่ชอบที่ควรอย่างหนึ่ง และอีกอย่างหนึ่งซึ่งเป็นข้อสุด- ท้าย ก็คือการบริโภคปัจจัยสี่ ด้วยสติสัมปชัญญะ ที่สูงสุดหรือสมบูรณ์ โดยนัยนี้ เราจะสังเกตเห็นได้ว่า คำว่า ศีล ที่ท่านวางหลักไว้เช่นนี้นั้น มันมากเกินกว่า ขอบเขตของศีลปรกติอยู่แล้ว แม้ว่าหลัก ๔ อย่างนี้ จะเป็นหลักปฏิบัติที่บัญญัติ ขึ้นในชั้นหลังก็จริง แต่ก็ไม่ขัดขวางกันกับหลักของพระพุทธภาษิตทั่วๆ ไปในทาง ปฏิบัติ จึงถือเอาเป็นเกณฑ์ได้ และจะเห็นได้ต่อไปอีกว่า ในกิจวัตรทั้ง ๑๐ ข้อ นั้น ได้ครอบคลุมเอาความหมายของศีลทั้ง ๔ ประการนี้ไว้แล้วอย่างสมบูรณ์ ผู้ ปฏิบัติพึงถือเอาความหมายเหล่านี้ให้ได้ ก็จะเป็นอันกล่าวได้ว่า เป็นผู้มีศีลอัน เพียงพอ แม้ว่าจะไม่สามารถจดจำศึกษาบทหรือรายละเอียดต่างๆ ได้ทั้งหมด ซึ่ง เป็นการเหลือวิสัยที่คนแก่หรือแม้คนหนุ่มแต่เป็นคนเพิ่งบวชจะทำอย่างนั้นได้ นี้คือ ใจความสำคัญของคำว่า ศีล . สำหรับสิ่งที่เรียกว่าธุดงค์ ก็มิได้มีความหมายอะไรมากไปกว่า ความ สันโดษมักน้อยในเรื่องการเป็นอยู่ หรือ การบริโภคปัจจัยสี่ กล่าวคือ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยาบำบัดโรค และความเป็นผู้มีความเข้มแข็ง อดทน มีร่างกายแข็งแกร่งพอที่จะทนทานต่อการปฏิบัติได้ตามสมควร ตัวอย่าง ที่ท่านแสดงไว้ ในเรื่องอาหาร มีดังนี้ :- ในเรื่องอาหาร ก็คือการได้มาโดยวิธีง่ายๆ ที่เรียกว่า เที่ยวบิณฑบาต การไม่เที่ยวเลือกเอาแต่ที่ดีๆ แต่รับไปตามลำดับที่จะถึงเข้า การบริโภคในภาชนะ แต่ใบเดียววันหนึ่งเพียงครั้งเดียว ลงมือฉันแล้วมีอะไรมาใหม่ก็ไม่สนใจดังนี้เป็นต้น แต่ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าจะมีเท่าที่ระบุไว้ ถ้าการกระทำอย่างใดมีผลทำให้มีเรื่อง น้อย ลำบากน้อย มีแต่ความเบาสบายและเป็นการส่งเสริมการปฏิบัติแล้ว เราถือ เอาเป็นหลักสำหรับปฏิบัติของตนเองได้ทั้งนั้น.
น.987 สำหรับ เครื่องนุ่งห่ม นั้น ท่านแนะตัวอย่างได้ว่า ให้ใช้ผ้าที่คนอื่น ไม่ใช้ สำหรับภิกขุก็ได้แก่ ผ้าที่เขาทิ้งไปรวบรวมเอามาทำเป็นจีวรใช้ ซึ่งเรียกว่า ผ้า "บังสุกุล" และการใช้เครื่องนุ่งห่มมีจำนวนเท่าความจำเป็นจริงๆ ซึ่งสำหรับ ภิกษุก็มีเพียงผ้านุ่งตอนล่าง ผ้าห่มตอนบน และผ้าคลุมทั่วๆ ไปอีกผืนหนึ่ง ซึ่ง รวมกันแล้วเรียกว่า "ไตรจีวร" อนุญาตให้มีผ้าอาบน้ำฝนอีกผืนหนึ่งในฤดูฝน ถ้า ไม่มีจริงๆ ก็ผ่อนผันให้เปลือยกายอาบน้ำได้ นี้เป็นการแสดงให้เห็นว่าท่าน ต้องการให้เป็นผู้สันโดษมักน้อยเพียงไร ในเรื่องเครื่องนุ่งห่ม. ส่วนเรื่อง ที่อยู่อาศัย นั้น ท่านระบุ ป่า โคนไม้ ที่โล่ง ป่าช้า และ สถานที่เท่าที่ผู้อื่นจะอำนวยให้ ในเมื่อจะต้องอาศัยสถานที่เช่นนั้น โดยเฉพาะอย่าง ยิ่ง ก็คือ ในฤดูจำพรรษา. ความเป็นธุดงค์ในเรื่องนี้ อยู่ตรงที่เป็นผู้ไม่มีที่อยู่ เป็นของตัวเองอย่างหนึ่ง แล้วยังเป็นผู้สันโดษมักน้อยอย่างยิ่งอย่างหนึ่ง และมี ความแข็งแกร่งต้านทานต่อดินฟ้าอากาศอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นใจความสำคัญ ข้อ ปฏิบัติอื่นที่ไม่ได้ระบุไว้ แต่ทำให้เกิดผลอย่างเดียวกัน ย่อมใช้ปฏิบัติได้เช่นเดียว กับที่กล่าวมาแล้ว ในข้อที่ว่าด้วยอาหารหรือเครื่องนุ่งห่มก็ตาม. สำหรับ ยาแก้โรค นั้น ท่านไม่บัญญัติไว้ในเรื่องธุดงค์โดยตรง เพราะ ยาแก้โรคไม่เป็นที่ตั้งของความมักมาก เพราะใครๆ ก็ไม่อยากจะกินยาตามปรกติ อยู่แล้ว แต่ตกมาถึงสมัยนี้มีความเปลี่ยนแปลงบางอย่างเกิดขึ้น เช่นมียา ประเภท สำอาง หมายถึงยากินเล่น หรือที่กินจริง ก็มีให้เลือก ทั้งที่อร่อยและไม่อร่อย ผู้ปฏิบัติจะต้องมีหลักที่ปฏิบัติที่เหมาะแก่สมัย คือให้มีความสันโดษมักน้อยและมี ความอดกลั้นอดทน ในการใช้หยูกยาให้สมเกียรติของผู้ปฏิบัติด้วย.
Buddhadasa