Buddhadasa.org

อานาปานสติภาวนา เล่ม 1 ว่าด้วยสมาธิล้วน ตอนที่ ๓ — บุพพภาคทั่วไปของการเจริญสมาธิ

อานาปานสติภาวนา เล่ม 1 ว่าด้วยสมาธิล้วน — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — อานาปานสติภาวนา เล่ม 1 ว่าด้วยสมาธิล้วน (๑๙ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.988 ๕ อานาปานสติภาวนา เล่ม ๑ ธุดงค์อีกข้อหนึ่งท่านระบุไว้เกี่ยวกับการฝึกฝนตัวเอง ให้แข็งแกร่งโดย- เฉพาะ และมุ่งหมายที่จะขจัดการแสวงหาความสุขจากการนอนโดยตรง จึงแนะนำ ให้มีการปฏิบัติธุดงค์ข้อนี้ด้วยการไม่ให้นอนเลยเป็นครั้งคราว เท่าที่ควรจะทำ. ทั้งหมดนี้เมื่อ สรุปโดยใจความ ก็พอจะเห็นได้ชัดเจนว่า นอกจากการ ปฏิบัติในส่วนศีลแล้วท่านยังได้ผนวกการปฏิบัติเรื่องธุดงค์ เพิ่มขึ้นมาส่วนหนึ่งเพื่อ ความเข้มแข็งในทางจิตใจ และร่างกาย ซึ่งอยู่นอกขอบเขตของความหมายของ คำว่า "ศีล" แต่แล้วก็เป็นเพียงเครื่องผนวกของศีล หรือเป็นอุปกรณ์ของสมาธิ ไม่จำเป็นจะต้องแยกออกไว้เป็นหลักอีกส่วนหนึ่งต่างหากจากศีลหรือสมาธิ. ในกรณีที่เกี่ยวกับกิจวัตร ๑๐ ประการ ย่อมมีศีลและธุดงค์เต็มพร้อม อยู่ในตัว และถือเอาเป็นบาทฐานหรือรากฐานอันสำคัญสำหรับการปฏิบัติที่ก้าว- หน้าสืบไป. เรื่องศีลและธุดงค์ มีใจความที่สำคัญเพียงเท่านี้ จึงในการบรรยายนี้ไม่ แยกออกเป็นเรื่องหนึ่งต่างหาก และถือว่ารวมอยู่ในหลักแห่งการปฏิบัติทั่วไป หรือ การเป็นอยู่โดยชอบตามที่กล่าวแล้วในภาค ๑. จึง ในภาค ๒ นี้ จะกล่าวแต่ เรื่อง สมาธิภาวนา ประเภทเดียว ทั้งหมดนี้คือ สิ่งที่ต้องปรับความเข้าใจกัน เป็นข้อแรก. ต่อไปนี้จะได้กล่าวถึงเรื่อง สมาธิภาวนา แต่ในทางปฏิบัติโดยเฉพาะ. สิ่งแรกที่สุดที่อยากจะกล่าว ก็คือ สิ่งที่เรียกว่า บุพพภาคของสมาธิ ภาวนา ที่เกิดขึ้นในชั้นหลัง. สิ่งที่เรียกว่าบุพพภาคก็คือสิ่งที่ต้องทำก่อน ซึ่งใน ที่นี้ ก็ได้แก่สิ่งที่ต้องทำก่อนการเจริญสมาธินั้นเอง. ที่เรียกว่า "ในชั้นหลัง" ในที่นี้นั้น ย่อมบ่งชัดอยู่ในตัวแล้วว่าเป็นสิ่งที่เพิ่งเกิดมีธรรมเนียมอันนี้กันขึ้นในชั้น หลัง ไม่เคยมีในครั้งพุทธกาลเลย แต่ก็ยึดถือกันมาอย่างแน่นแฟ้นเอาเสียทีเดียว. อาน ๒

น.989 แต่เนื่องจากสิ่งที่กล่าวนี้มิใช่ว่าจะเป็นสิ่งที่ไม่มีประโยชน์เอาเสียทีเดียว เพราะฉะนั้น จึงเป็นสิ่งที่ควรจะได้รับการพิจารณาโดยสมควร แล้วถือเป็นหลักเฉพาะตน หรือ เฉพาะกรณีเท่าที่ควรอีกเหมือนกัน แต่อย่าทำไปด้วยความยึดมั่นถือมั่นอย่างงม- งายดังที่ทำกันอยู่โดยทั่วๆ ไปเลย. สิ่งที่เรียกว่าบุพพภาค ดังกล่าวนั้น ที่นิยมทำกันอยู่ในสมัยนี้ และบาง แห่งก็ถือเป็นสิ่งที่เข้มงวดกวดขัน อย่างที่จะไม่ยอมให้ใครละเว้นนั้น ก็มีอยู่มาก ซึ่งอาจจะ ประมวลมาได้ ดังต่อไปนี้ :- ๑. การนำเครื่องสักการะแด่เจ้าของสำนัก หรือผู้เป็นประธานของ สำนัก. ข้อนี้เป็นสิ่งที่จะมีไม่ได้ในครั้งพุทธกาล คือไม่มีผู้เป็นประธาน หรือ เจ้าของ หรือผู้อุปถัมภ์สำนักเช่นนั้น และแถมจะไม่มีสำนักเช่นนั้นด้วยซ้ำไป เพราะ ผู้ปฏิบัติแต่ละคนๆ ก็ล้วนแต่เป็นผู้ที่อยู่กับอุปัชฌาย์อาจารย์ของตน, เป็นหน้าที่ ที่อุปัชฌาย์อาจารย์ หล่านั้น จะต้องบอกต้องสอนอยู่แล้วเป็นประจำวัน แม้จะเข้า ประจำสำนักอื่น ก็ไม่มีสำนักไหนที่จะมีอยู่ในลักษณะที่ต้องทำเช่นนั้น, เนื่องจาก การกระทำในสมัยนั้นไม่มีหลักในทางพิธีรีตองเหมือนสมัยนี้ ครั้นตกมาถึงสมัยนี้ ผู้ปฏิบัติจะต้องรู้จักความพอเหมาะพอดี หรือความควรไม่ควรในข้อนี้ด้วยตนเอง. ๒. การถวายสักการะต่ออาจารย์ผู้ให้กัมมัฏฐาน . ข้อนี้ต่างจาก ข้อหนึ่ง ซึ่งกระทำแก่ผู้มีหน้าที่ในทางปกครองหรือเจ้าของสำนัก ส่วนข้อหลังนี้ กระทำแก่อาจารย์ผู้สอนโดยตรง และเฉพาะเวลาที่จะทำการสอนเท่านั้น เป็นการ แสดงความเคารพ หรือเป็นการแวดล้อมจิตใจให้มีความเคารพในบุคคลที่จะสอน. ในครั้งพุทธกาลไม่ถือว่าสิ่งเหล่านี้เป็นพิธี หรือพิธีเช่นนี้จะช่วยให้สำเร็จประโยชน์ หมายความว่ามีความเคารพหรือไว้ใจในครูบาอาจารย์ของตัวอยู่เป็นปรกติ ถ้าไม่ ไว้ใจหรือไม่เคารพก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ไม่ควรกระทำ จึงไม่มัวเสียเวลาด้วยเรื่องพิธี.

น.990 นี้แสดงว่า มีจิตใจสูงต่ำกว่ากันอยู่ในตัว. ผู้ที่ปฏิบัติกัมมัฏฐานภาวนา ควร จะมีจิตใจสูงจนอยู่เหนือความหมายของพิธีรีตองมาแล้ว จึงจะมีจิตใจเหมาะสมที่ จะปฏิบัติเพื่อจะรู้ อนิจฺจํ ทุกขํ อนตฺตา ซึ่งเป็นของละเอียดอย่างยิ่ง. แต่เนื่อง จากบัดนี้ระเบียบการทำกัมมัฏฐาน ได้ลดลงมาเป็นเรื่องของคนทั่วไป ด้วยอำนาจ ความยึดมั่นถือมั่นบางอย่าง เช่นอย่างในสมัยนี้ ระเบียบพิธีเช่นนี้ ก็กลายเป็นสิ่งที่ จำเป็นสำหรับคนสมัยนี้อยู่เอง. ผู้ปฏิบัติจะต้องเข้าใจในความหมายอันนี้แล้ว ทำไปในลักษณะที่ควร อันเป็นส่วนของตน แต่มิใช่ด้วยความรู้สึกว่าเป็นพิธี รีตอง ; แล้วพร้อมกันนั้นก็ไม่นึกดูถูกดูหมิ่น ผู้ที่ยังต้องทำไปอย่างพิธีรีตองหรือแม้ ด้วยความงมงาย เพราะเราต้องยอมรับว่า ในสมัยนี้ โดยเฉพาะในที่บางแห่ง สิ่ง เหล่านี้ได้เลื่อนไปจากความเป็นการกระทำของบุคคลผู้มีปัญญา ไปสู่การกระทำ ของบุคคลผู้มีเพียงแต่ศรัทธามากยิ่งขึ้นทุกที จนกระทั่ง มีสำนักกัมมัฏฐานที่ตั้งขึ้น เพื่อเป็นการบริการอย่างใดอย่างหนึ่งไปแล้ว. การไว้วางใจ หรือความเคารพต่อบุคคลผู้เป็นครูบาอาจารย์นั้นเป็นสิ่งที่ ต้องการ แต่มิใช่อยู่ในรูปของพิธี. สิ่งที่ต้องการอันแท้จริง อยู่ตรงที่ความ อยากปฏิบัติ หรืออยากพ้นทุกข์อย่างแท้จริง อันไม่เกี่ยวกับพิธีต่างหาก. ตัว อย่าง ที่น่านึกของพวกอื่น นิกายอื่น เพื่อนำมาเป็นเครื่องเปรียบเทียบเพื่อการ พิจารณา เช่น ในนิกายเซ็น มีข้อความกล่าวไว้ว่า ภิกษุรูปหนึ่ง กว่าจะได้รับคำ สั่งสอนจากท่านโพธิธรรมโดยตรงนั้น ถึงกับต้องตัดมือของตนเองข้างหนึ่ง แล้ว นำไปแสดงแก่ท่านโพธิธรรมพร้อมกับบอกว่า นี้คือ ความต้องการที่อยากจะรู้ของ ผม ท่านโพธิธรรมจึงได้ยอมพูดด้วย และให้การสั่งสอน หลังจากที่ไม่ยอมพูดด้วย โดยหันหน้าเข้าผนังถ้ำ ไม่เหลียวมาดูเป็นเวลาหลายสิบครั้งของการอ้อนวอนมา แล้ว นี้เป็นเรื่อง ๑๐๐๐ กว่าปีมาแล้ว แต่เรื่องของนิกายในสมัยนี้ เฉพาะในสมัย

น.991 ปัจจุบันนี้ ก็ยังมีอยู่ในลักษณะที่คล้ายกัน คือผู้มาขอรับคำสั่งสอนนั้น จะต้องถูก ทดสอบด้วยวิธีการอย่างใดอย่างหนึ่ง ตามแบบของสำนักนั้นๆ เช่นให้นั่งอยู่ตรง บันไดนั่นเอง ๒ วัน ๒ คืนบ้าง ๓ วัน ๓ คืนบ้าง ตลอดถึง ๗ วัน ๗ คืนบ้างติดต่อ กันไปก็ยังมี เขาให้นั่งอยู่ท่าเดียว เช่นนั่งเอาศีร์ษะซุกหัวเข่าอยู่ตลอดเวลา จน กว่าเจ้าหน้าที่หรืออาจารย์จะยอมรับคำขอร้องให้เข้าเป็นนักศึกษาได้. นี้เป็น การเปรียบเทียบความแตกต่างว่า เขาได้ยึดหลักที่แตกต่างกันอย่างไร จากผู้ที่ เพียงแต่เอาดอกไม้ธูปเทียนไปถวายแล้ว ก็เป็นการเพียงพอแล้ว. ผู้ปฏิบัติพึง รู้ความหมายของระเบียบ หรือพิธีรีตองเหล่านี้ให้ถูกต้อง แล้วถือเอาการกระทำ ที่สำเร็จประโยชน์แก่ตนให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้. ๓. การจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย ที่หน้าที่บูชา ในขณะเริ่ม ต้น เพื่อจะรับกัมฐานหรือเพื่อปฏิบัติกัมมัฏฐานก็ตาม. ข้อนี้เป็นเหตุ ให้จัดที่บูชา หรือเตรียมเครื่องสักการะบูชา ไว้อีกส่วนหนึ่ง คล้ายกับว่าถ้าไม่จุด ธูปเทียนแล้ว สิ่งต่างๆ ก็จะล้มเหลวหมด นับว่าโรคติดพิธียังคงมีมากอยู่นั่นเอง. แม้แต่เรื่องมุ่งหมายไปในทางของโลกุตตรปัญญา ก็ยังต้องใช้ธูปเทียนอยู่นั่นเอง ; แต่เหตุผลก็มีอยู่เช่นเดียวกับที่กล่าวมาแล้วในข้อ ๑ ข้อ ๒ ผิดกันแต่เพียงว่าในข้อนี้ กระทำ แก่พระรัตนตรัย และมีอาการของบุคคลผู้ยึดถือพระรัตนตรัยด้วยอุปาทาน หรือทางวัตถุเสียเป็นส่วนใหญ่. ทางที่ถูกที่ควรจะเป็นอย่างไรนั้น จะกล่าวใน ตอนหลัง. ๔. ถ้าเป็นพระให้แสดงอาบัติก่อน เป็นฆราวาสให้รับศีลก่อน. ข้อนี้คล้ายกับว่า พระเหล่านั้นต้องอาบัติอยู่เสมอ. ถ้าไม่ต้องอาบัติ แต่ต้อง ทำตามพิธีก็กลายเป็นเรื่องของพิธีอีกนั่นเอง. คิดดูเถิดว่า ถ้าต้องอาบัติ ที่ต้อง อยู่กรรมเล่า จะทำอย่างไร เรื่องมิเป็นอันว่า ให้แสดงอาบัติพอเป็นพิธีมากยิ่งขึ้นไป

น.992 อีกหรือ. ทุกคนควรเป็นผู้ไม่มีอาบัติมาก่อน และเป็นผู้อยู่ในเหตุผลเพียงพอ ที่ จะไม่ต้องทำพิธีแสดงอาบัติกันอยู่ในที่นี้อีก ดูเป็นเรื่องอวดเคร่งหรือเป็นเรื่องอวด พิธี ชนิดที่ไม่เคยมีในครั้งพุทธกาลมาก่อนเลย, ซึ่งเป็นการเสียเวลา หรือทำความ ฟุ้งซ่านเหนื่อยอ่อนโดยไม่จำเป็นก็ได้ ข้อที่อุบาสกอุบาสิกาต้องทำพิธีรับศีล ที่ตรงนั้นอีก ก็มีคำอธิบายอย่างเดียวกัน. พิธีเช่นนี้หาไม่พบในหนังสือแม้ชั้น หลัง ๆ เช่นหนังสือวิสุทธิมรรค ฉะนั้นจึงไม่ต้องกล่าวถึงในครั้งพุทธกาล. ๕. การมอบตัวต่อพระรัตนตรัย. ได้เกิดมีพิธีมอบตัวต่อพระพุทธ- เจ้า หรือต่อพระรัตนตรัย โดยกล่าวคำเป็นภาษาบาลี เช่นที่ใช้อยู่ในบางสำนักว่า "อิมาหํ ภควา อตฺภาวํ ตุมฺหากํ ปริจฺจชามิ" ซึ่งแปลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาค เจ้า ข้าพระองค์ขอสละอัตตภาพนี้มอบถวายแด่พระองค์ ดังนี้เป็นตัวอย่าง. พิธี ที่เป็นไปในทางยึดถือตัวตนมากเช่นนี้ เป็นสิ่งที่มีไม่ได้ในครั้งพุทธกาลโดยแน่นอน. แต่ตกมาถึงสมัยนี้ จะมีคุณประโยชน์อย่างไรบ้างนั้น ก็เป็นสิ่งที่น่าพิจารณาอยู่ ผู้ที่ทำจะมีความรู้สึกอย่างไร ก็เป็นสิ่งที่รู้กันไม่ได้ แต่ถ้าเป็นการเลียนแบบด้วย อำนาจความยึดถือตัวตน หรือของตน ในทำนองประจบประแจง เพื่อขออะไร อย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว ก็จะเป็นแต่เพียงการพอกพูนศรัทธาให้หนาแน่นมากขึ้นเท่า นั้นเอง เป็นอุปสรรคต่อความเจริญในทางโลกุตตรปัญญาอย่างยิ่ง. ผลได้ ผลเสียมีอยู่อย่างไร ควรจะศึกษากันให้แน่นอนเสียก่อน. การมอบชีวิตจิตใจ ที่เป็นเรื่องของปัญญานั้น อยู่ตรงที่มองเห็นความประเสริฐอันแท้จริงของพระธรรม โดยไม่เห็นว่าสิ่งใดประเสริฐไปกว่า แล้วก็อยากปฏิบัติอย่างเต็มที่จริงๆ. นี่ เป็นการมอบตัวอย่างแท้จริง โดยไม่เกี่ยวกับพิธี หรือรูปแบบของพิธีแต่ประการ ใดเลย. อาน ๓

น.993 การมอบตัวต่ออาจารย์. บางสำนักมีระเบียบโดยเคร่งครัด ใน การที่ต้องมอบตัวต่ออาจารย์เป็นกิจลักษณะ หรือต่อหน้าธารกำนัล และยังมีคำ กล่าวเป็นภาษาบาลี สำหรับใช้ในกรณีนั้นๆ เช่นที่ใช้กันอยู่ว่า "อิมาหํ อาจาริย อตฺตภาวํ ตุมหากํ ปริจฺจชามิ" แปลว่า ข้าแต่อาจารย์ ข้าพเจ้าขอสละอัตตภาพนี้ มอบถวายแด่ท่าน ดังนี้เป็นต้น. การทำเช่นนี้ด้วยความมีใจบริสุทธิ์ ก็มีความ หมายเพียง มีศรัทธา มีความไว้วางใจ และมีการยินยอมทุกอย่าง ซึ่งก็เป็นผลดี บางอย่างสำหรับคนมีศรัทธา. สำหรับทางฝ่ายอาจารย์ น่าจะเพ่งเล็งถึงข้อเท็จ จริงอย่างอื่น ซึ่งแสดงลักษณะอาการ หรืออุปนิสัยของบุคคลนั้นๆ โดยแท้จริง ยิ่งกว่าที่จะถือเอาเพียงคำพูดเป็นประกัน. ในที่บางแห่ง การกระทำอย่างนี้ ปรากฏไปในทางผูกพันกันเป็นหมู่คณะ เพื่อประโยชน์แก่หมู่คณะ ในทางวัตถุก็มี จนถึงกับถูกกล่าวหาว่าระเบียบพิธีที่คิดกันขึ้นในชั้นหลังเช่นนี้ มีเจตนาจะทำนาบน หลังลูกศิษย์อะไรบางอย่างไปแล้วก็ยังมี, นับว่าอาจารย์ในยุคแรกๆ มีโชคดีอยู่ มาก ที่ไม่ต้องถูกกล่าวหาเช่นนี้ เพราะท่านไม่ใช้ระเบียบอันนี้ เพราะท่านถือตาม หลักของพระพุทธเจ้าว่านิพพานเป็นของให้เปล่า และไม่ใช่นิพพานเป็นของใคร เป็นนิพพานของธรรมชาติ จึงไม่ตั้งระเบียบพิธีที่เป็นการผูกพันบุคคล ซึ่งล้วนแต่มี ความหมายเป็นข้าศึก ต่อความหมายของคำว่านิพพานเป็นอย่างยิ่ง และผิดหลักที่ มีอยู่ว่าตนเป็นที่พึ่งของตนมากเกินไป. ๗. การกล่าวคำขอกัมมัฏฐาน. มีระเบียบให้กล่าวคำขอกัมมัฏฐาน ออกมาว่า นิพฺพานสฺส เม ภนฺเต สจฺฉิกรณตฺถาย กมฺมฏฐานํ เทหิ, แปลตามตัว ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอท่านจงให้กัมมัฏฐานแก่กระผม เพื่อประโยชน์แก่การ กระทำพระนิพพานให้แจ้งดังนี้ ซึ่งมีรูปลักษณะเช่นเดียวกันแท้กับพิธีการขอศีล พิจารณาดูก็เห็นได้ว่าเป็นพิธีขอกัมมัฏฐานเช่นเดียวกับการขอศีล เป็นการลดน้ำ-

น.994 หนักของกัมมัฏฐานลงมาเท่ากันกับเรื่องของศีล จึงเป็นเรื่องพิธีปลุกปลอบใจของ บุคคลผู้หนักในศรัทธาอีกอย่างเดียวกัน. ผู้ที่หนักในทางปัญญาย่อมรู้สึกว่า เป็นการฝืนความรู้สึกอย่างยิ่ง ที่จะต้องทำพิธีเช่นนี้บ่อยๆ แล้วก็มีแต่พิธีเสียเรื่อยไป ไม่กลายเป็นเรื่องของปัญญาไปได้. จริงอยู่ ที่คงจะมีการขอ การบอก การ ถาม การตอบ ในเรื่องอันเกี่ยวกับกัมมัฏฐาน แต่ไม่น่าจะมีระเบียบวิธีการบอก การกล่าว การฝึก ให้มากกว่าที่จำเป็น สำหรับบุคคลที่เข้าใจว่า อะไรเป็นอย่างไร มาแล้วอย่างพอเพียง. เมื่อประสบพิธีมากเข้า ก็จะเกิดความเบื่อหน่ายเพราะ พิธีนั่นเอง. การแตกแยกของนิกายก็มีมูลมาจากการที่ฝ่ายหนึ่งทำอะไรลงไป อย่างน่าหัวเราะเยาะหรือน่าดูหมิ่นสำหรับอีกฝ่ายหนึ่ง. ฉะนั้นน่าพิจารณาดูกัน เสียใหม่ให้ละเอียดละออว่าควรทำพิธีกันสักเท่าไร ในกรณีชนิดไหนหรือบุคคล ประเภทใด อย่าได้ยึดมั่นถือมั่นแล้วทำอย่างงมงายดายไป จนเป็นที่หัวเราะเยาะ ของบุคคลผู้มีปัญญา แล้วตัวเองก็ไม่ได้อะไรมากไปกว่าการได้ทำพิธีล้วนๆ และ อย่าลืมว่าความมุ่งหมายของการทำกัมมัฏฐานภาวนานั้น มุ่งที่จะทำลายความยึดถือ ในพิธีด้วยอำนาจสีลัพพตปรามาสโดยตรง ไม่มีอย่างอื่นเลย. ๘. การเชื้อเชิญกัมมัฏฐาน. บางสำนักหรือบางบุคคลได้ยึดมั่นใน- พิธีมากเกินไปจนลืมตัว กลายเป็นเรื่องของบุคคลตัวตนไปหมด. มีการสอน กันให้เชื่อว่า กัมมัฏฐานองค์หนึ่ง ๆ ก็เป็นพระหรือเป็นพระเจ้าองค์หนึ่งๆ หรือ แม้แต่ความรู้สึกที่เกิดขึ้น เช่น ปีติ ก็เป็นพระองค์หนึ่ง ๆ ให้ชื่อว่า พระอานาปา ฯลฯ บ้าง. พระปีติบ้าง, ระบุชื่อเฉพาะเป็นพระอุเพงคาปีติบ้าง, พระผรณา ปีติบ้าง. แล้วกล่าวคำเชื้อเชิญออกมาโดยตรงว่า ขอให้พระองค์นั้นพระองค์นี้ ตามที่ตัวต้องการจงมาโปรดบ้าง จึงเกิดคำอาราธนาที่ยืดยาวออกไป เป็นการ พรรณาถึงลักษณะของ "พระองค์นั้น ๆ" แล้วก็ต่อท้ายด้วยคำอาราธนา

น.995 อ้อนวอนขอให้มาโปรด มีลักษณะเอียงไปในทางลัทธิวิญญาณ, หรือภูตผีปีศาจ ของลัทธิ "ตันตริก" มากขึ้นทุกที ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดแตกแยกนิกาย ถึงขนาด ที่มิอาจสมาคมกันได้ดังนี้ก็ยังมีทำกันอยู่ แม้ในดินแดนของพวกพุทธบริษัทฝ่ายเถร- วาท ที่อ้างว่ามีพุทธศาสนาเจริญหรือบริสุทธิ์ ไม่ต้องกล่าวถึงพวกมหายาน ซึ่ง แตกแยกเตลิดเปิดเปิงปนกับลัทธิอื่นจนเข้ารกเข้าพงไป ไปมีชื่อแปลกๆ ออกไป จนกระทั่งจำไม่ได้ว่าเป็นพุทธศาสนา. พิจารณาดูแล้วก็รู้สึกว่า การใช้หลัก เกณฑ์เช่นนี้ เป็นการได้ที่น้อยเกินไป ไม่คุ้มเสีย คือได้มาแต่ผลในขั้นที่ยังถูก กิเลสตัณหาอุปาทานลูบคลำมากเกินไป ให้ความสบายใจได้บ้าง ก็เป็นเรื่องของ ศรัทธาล้วน ๆ ไม่เกี่ยวกับปัญญาเลย จึงกลายเป็นอีกแบบหนึ่งต่างหากจากแบบที่ มีอยู่เป็นอยู่ ในครั้งพุทธกาล ซึ่งเป็นเรื่องของปัญญา ในระดับที่กิเลสตัณหาไม่มี ทางลูบคลำได้. เราต้องพิจารณาให้เห็นความแตกต่างระหว่างลัทธิที่อาศัย ศรัทธา และลัทธิที่อาศัยปัญญา อย่างชัดแจ้ง แล้วควบคุมมันไปในทางของ ปัญญา และยอมให้ว่าลัทธิใหม่ ๆ ที่เพิ่งเกิดขึ้นนั้น มุ่งหมายสำหรับบุคคลพวก หนึ่ง ซึ่งออกมาทำสมาธิภาวนา ด้วยหวังว่าจะได้ความสุขที่เป็นสมมติสุขอย่างใด อย่างหนึ่ง ตามเขาเล่าลือกัน ว่าเป็นสิ่งวิเศษเหนือคนธรรมดา. เขายังมอง ไม่เห็นวี่แววแห่งใจความของอริยสัจ แล้วทำกัมมัฏฐานเพื่อจะดับความทุกข์ตาม หลักของอริยสัจ. สรุปความว่า คนพวกหนึ่งตื่นข่าวเล่าลือ ออกมาทำกัมมัฏ- ฐาน เพื่อจะได้อะไรที่วิเศษตามเขาลือ. ส่วนอีกพวกหนึ่งออกมาทำกัมมัฏฐาน เพื่อปล่อยวางสิ่งทั้งปวง ซึ่งเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง.

น.996 สิงหาคม ๒๕๐๒ ๙. การแผ่เมตตา ธรรมเนียมการแผ่เมตตาให้สัตว์ทั้งหลาย ก่อน ทำกัมมัฏฐานมีที่มาหลายทาง ที่เป็นเหตุผลหรือเป็นปัญญาก็มี, ที่เป็นศรัทธาหรือ ความงมงายก็มี, แต่ก็มีวิธีแผ่หรือคำสำหรับว่าเหมือน ๆ กันหมด. ส่วนมาก ก็คือบทว่า "สพเพ สตฺตา สพฺเพ ปาณา สพฺเพ ภูตา อเวรา อพฺยาปชฺชา อนีฆา โหตุ สุขี อตฺตานํ ปริหรนฺตุ" ซึ่งเป็นบทแผ่เมตตาทั่วไป และมีคำแปลว่า สัตว์ ทั้งหลายทั้งปวงจงเป็นผู้ไม่มีเวร ไม่มีความลำบาก ไม่มีความทุกข์ จงเป็นผู้มี ความสุขบริหารตนเถิด ส่วนผู้ทำไปด้วยความงมงาย หรือด้วยความหวาด กลัว มีความมุ่งหมายพิเศษออกไปกว่าธรรมดา โดยได้รับคำแนะนำว่าพวกภูตผี ปีศาจชอบรบกวนบ้าง พวกเปรตจะขอส่วนบุญบ้าง พวกเทวดาจะไม่ช่วยสนับสนุน บ้าง ดังนี้เป็นต้น ก็มีคำกล่าวแผ่เมตตาที่นอกหลักเกณฑ์หรือนอกแบบแผนของ การแผ่เมตตาตามปรกติ เช่นออกชื่อมนุษย์เหล่านั้นบ้าง ออกชื่อเทวดาหรือพระเจ้า เป็นต้นบ้าง แล้วแผ่เมตตาให้สัตว์เหล่านั้น เพื่อช่วยตนอีกต่อหนึ่ง กลายเป็นการ บวงสรวงอ้อนวอนไปโดยใช้เมตตาหรือส่วนบุญที่จะได้รับนั้นเอง เป็นการติดสิน- บลสินจ้างแก่ผู้ที่จะมาช่วยตนไปก็มี เพราะอำนาจความกลัว และวางแบบแผนขึ้น เพราะความกลัวนั้น จนเสียความมุ่งหมายเดิม. บทแผ่เมตตาบางแบบ อยู่ใน ลักษณะที่น่าขบขัน เช่นบทว่า "อหํ สุขิโต โหมิ, นิจทุกโข โหมิ, อเวโร โหมิ, อพฺยาปชฺโช โหมิ, อนีโฆ โหมิ, สุขี อตฺตานํ ปริหรามิ" ซึ่งแปลว่า อาน. ๔

น.997 ขอเราจงเป็นผู้มีสุขเถิด, เป็นผู้ไม่มีความทุกข์เถิด, เป็นผู้ไม่มีเวรเถิด, เป็นผู้ไม่มี ความลำบากเถิด, เป็นผู้ไม่ถูกเบียดเบียนเถิด เป็นผู้มีสุขบริหารตนเถิดดังนี้ ย่อม ส่อให้เห็นความหวาดกลัว หรือความเห็นแก่ตัวอย่างยิ่งโดยแท้ ชวนให้คิดว่า ผู้ มีจิตใจอ่อนแอเช่นนี้จะสามารถทำความเพียร เพื่อเห็นแจ้ง อนิจฺจํ ทุกขํ อนตฺตา ได้อย่างไรกัน ดู ๆ จะเป็นเรื่องรบกวนเส้นประสาทของตนเอง มากยิ่งขึ้นไปเสีย อีก. การที่มีบุคคลบางคน ได้ ห็นภาพที่น่าสดุ้งหวาดเสียว จนจิตใจวิปริต ไม่อาจจะทำกัมมัฏฐานได้ต่อไป หรือถึงกับวิกลจริต ก็น่าจะมีมูลมาจากการขัดกัน ในข้อนี้ คือข้อที่บุคคลผู้นั้นมีหลักเกณฑ์ที่ผิด หรือถูกชักนำไปผิด จนมีความกลัว เกินประมาณไร้เหตุผล แล้วก็ไปฝืนทำกัมมัฏฐาน ซึ่งเป็นการขัดขวางกันอย่างยิ่ง อยู่ในตัว. ผู้ปฏิบัติจะต้องเข้าใจความหมายของการแผ่เมตตา ก่อนหน้าทำ กัมมัฏฐานให้ถูกต้องจริงๆ จึงจะสำเร็จประโยชน์ไม่เป็นการเนิ่นช้า และไม่มีโทษ ที่เกิดมาจากการขัดขวางกันขึ้นในใจ เช่นที่กล่าวมา. ข้อนี้เป็นพิธีรีตอง ที่เดินเลยเกินขอบขีดไปจากพิธีที่พอเหมาะพอดี เป็นการทำสิ่งที่ถูกที่ควร ให้ กลายเป็นสิ่งที่เกินถูกเกินควรไปเสีย เป็นสิ่งที่พึงสังวรไว้ว่าทำดีเกินไปหรือถูกเกิน ไป ก็ใช้ไม่ได้เหมือนกัน. ๑๐. การสวดพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ ก่อนทำกัมมัฏฐาน. บางแบบหรือบางสำนักมีระเบียบให้สวดพระคุณเหล่านี้ ก่อนการทำกัมมัฏฐาน โดยเฉพาะคือสวดอิติบีโส, สวากขาโต, และสุปฏิปันโน จนจบทั้ง ๓ บทโดย ไม่ต้องคำนึงถึงความหมาย, บางคนก็ไม่ทราบคำแปล ว่ามีอยู่อย่างไรด้วยซ้ำ ไป ; เลยกลายเป็นเพียงธรรมเนียม หรือยิ่งกว่านั้นก็กลายเป็นของงมงาย ใน ฐานะที่อ้างคุณพระรัตนตรัย มาเป็นเครื่องคุ้มครองตนให้ปลอดภัยตลอดเวลาที่ทำ กัมมัฏฐาน อย่างมีความขลังความศักดิ์สิทธิ์ไปเสียอีก. ถ้าเป็นการเจริญ อนุสสติ ก็ไม่ใช่การสวดๆ ท่องๆ แต่ต้องเป็นการทำในใจ ถึงคุณของพระพุทธ

น.998 พระธรรม พระสงฆ์ จริง ๆ เพื่อให้เกิดปีติปราโมทย์ในการที่จะทำ ด้วยอำนาจ ความเลื่อมใสอย่างแรงกล้า, ดังนี้ก็ควรอยู่. ผู้ปฏิบัติที่ประสงค์จะทำในข้อนี้ จะต้องระมัดระวังอย่าให้กลายไปสวดพระพุทธคุณ กันภูต กันผี อย่างที่เป็นกัน อยู่โดยมากเลย จะไปเข้ากลุ่มกับความงมงาย อย่างที่กล่าวมาแล้วข้างต้นไป เสียอีก. ๑๑. การอธิษฐานจิต ต่อธรรมะที่ตนปฏิบัติ. ข้อนี้ได้แก่ระเบียบ วิธี ที่เป็นเครื่องเพิ่มกำลังใจให้แก่ตน เพื่อความมั่นใจ หรือพากเพียรขยัน ขันแข็งยิ่งขึ้น โดยทำความแน่ใจว่าทางที่พระอริยเจ้าทั้งหลายตลอดถึงพระพุทธเจ้า ของเราด้วย ได้ดำเนินไปแล้ว ในหนทางที่ตนกำลังดำเนินอยู่นี้จริง ๆ เช่นมีบท ให้บริกรรม หรือบอกกล่าวขึ้นแก่ตัวเองว่า "เยเนว ยนฺติ นิพพานํ พุทธา ฯ เตสญฺ จ สาวกา เอกายเนน มคฺเคน สติปัฏฐานสญฺญินา" ซึ่งมีใจความว่า พระ พุทธเจ้าทั้งหลายด้วย พระสาวกทั้งหลายของพระพุทธเจ้าทั้งหลายเหล่านั้นด้วย ย่อมถึงซึ่งพระนิพพาน ด้วยข้อปฏิบัติใด ข้อปฏิบัตินั้นรู้กันอยู่แล้วว่าได้แก่สติปัฏ- ฐานทั้ง ๔ ซึ่งเป็นหนทางอันเอกของบุคคลผู้เดียวดังนี้. ข้อนี้เป็นการย้ำความ แน่ใจหรืออธิษฐานจิตในสติปัฏฐานที่ตนกำลังกระทำอยู่ หรือกำลังจะกระทำลง ไปก็ตาม. ความมุ่งหมายอันแท้จริง ก็เพื่อจะให้เกิดความมั่นใจยิ่งขึ้นนั้นเอง แต่พวกที่ยึดถือในความขลังหรือความศักดิ์สิทธิ์ ก็อดที่จะดัดแปลงความหมาย ให้กลายเป็นการปฏิญญาณตนหรือการมอบกายถวายตน อย่างใดอย่างหนึ่งไป ไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่ไม่น่าจะทำเช่นนั้นเลย. นี้เราจะเห็นได้ว่าการดัดแปลงพิธี หรือ การเปลี่ยนแปลงความหมายของสิ่งเหล่านี้ มีได้อย่างที่ไม่น่าจะมี ในเมื่อมันตกมา อยู่ในมือของคนขี้ขลาด หรือมีความเชื่ออย่างงมงาย. นับว่าเป็นตัวอย่างที่ดี ของคำว่า ความเชื่อที่ถูกตัณหาและทิฏฐิลูบคลำ ไม่มีทางที่จะดำเนินไปสู่ปัญญา อันสูงสุดได้เลย.

น.999 เท่าที่กล่าวมาแล้ว เป็นตัวอย่างระเบียบวิธีต่าง ๆ ที่นิยมกระทำกัน ก่อน การเจริญกัมมัฏฐาน นำมากล่าวไว้เท่าที่ควร แต่ก็ได้หมายความว่า มีเพียงเท่า นี้ ยังมีมากกว่านี้ และมีที่เดินหน้าไปในทางงมงายมากเกินไป จนน่ารังเกียจก็ ยังมี. ๑๒. การบูชาพระพุทธองค์ด้วยปฏิบัติบูชา. ระเบียบข้อนี้เป็น ระเบียบที่วางไว้ให้ทำหลังจากการเลิกทำกัมมัฏฐาน ในคราวหนึ่งๆ หรือวันหนึ่งๆ โดยผู้ทำมุ่งเอาการปฏิบัติที่ได้ทำไปในวันนั้น เป็นเครื่องบูชาพระพุทธองค์ หรือ พระรัตนตรัยก็ตาม ในฐานะที่เป็นปฏิบัติบูชา อันคู่กับอามิสบูชา ถือว่าเป็นสิ่งที่ สูงสุดยิ่งกว่าอามิสบูชา เพราะฉะนั้นจึงมีการอ้างถึงความเป็นปฏิบัติบูชา อยู่ใน บทสำหรับกล่าว เช่นบทว่า "อิมาย ธมฺมานุธมฺปฏิปตฺติยา พุทธํ ธมฺมํ สงฆํ ปูเชมิ" ซึ่งแปลว่า ข้าพเจ้าขอบูชา พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ด้วย ก รปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมอันนี้ ซึ่งก็นิยมว่า ๓ ครั้งเป็นธรรมดา. ข้อนี้ มีร่องรอยที่แสดงให้เห็นว่า เป็นระเบียบที่จัดขึ้นให้สมคล้อยกันกับพระพุทธภาษิต ที่ตรัสสรรเสริญผู้บูชาพระองค์ด้วยปฏิบัติบูชา แทนการบูชาด้วยอามิสบูชา, การ ทำกัมมัฏฐานถือกันว่าเป็นการปฏิบัติอย่างสูงสุด ฉะนั้นจึงยกขึ้นเป็นเครื่องบูชาแก่ พระพุทธเจ้าทุกครั้งไป นับว่าเป็นการกระทำที่ดี มีเหตุผล และน่าเลื่อมใสอยู่ เว้นไว้เสียแต่ว่าผู้ทำจะหลับหูหลับตาทำไป ตามธรรมเนียมหรือระเบียบเสียเท่านั้น. แม้ว่าระเบียบอันสุดท้ายนี้ เป็นสิ่งที่ต้องทำหลังจากการทำกัมมัฏฐานแล้วก็จริง แต่ก็นำมากล่าวไว้เสียก่อนเพื่อให้สิ้นเรื่องสิ้นราวไป สำหรับเรื่องเบ็ดเตล็ดต่างๆ ที่เพิ่งเกิดพึ่งงอกขึ้นใหม่ ในชั้นหลัง. ส่วนระเบียบเบ็ดเตล็ดซึ่งขยายตัวมาก ออกไปจนกลืนไม่ลงนั้นได้งดเสีย ไม่ได้นำมากล่าวไว้ในที่นี้เพื่อเป็นการวินิจฉัย แต่อย่างใด ระเบียบวิธี และพิธีรีตองต่างๆ เท่าที่กล่าวมาแล้วนี้ เราจะเห็นได้ว่า บางอย่างเป็นไปเพราะกิเลสตัณหาลูบคลำโดยแท้ ถ้าไม่ฝ่ายศิษย์ ก็ฝ่ายอาจารย์ผู้

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต