น.1000 อานาปานสติภาวนา เล่ม ๑ ๑๗ บัญญัติระเบียบพิธีต่าง ๆ ขึ้นใหม่ หรือเปลี่ยนแปลงความหมายของๆ ที่มีอยู่เดิม ไปตามความเชื่อหรือความต้องการของตนๆ. ผู้ปฏิบัติจะต้องวินิจฉัยดูด้วยเหตุ ผล หรือด้วยหลักด้วยเกณฑ์ ที่เป็นประธานของหลักเกณฑ์ทั้งหลาย ให้เป็นไป ตรงตามความมุ่งหมาย ของการทำกัมมัฏฐาน หรือสนับสนุนแก่การทำกัมมัฏฐาน ของตนจริงๆ เรื่องจึงจะดำเนินตามทางของโลกุตตรปัญญา ไม่วกไปเป็นเรื่อง ของศรัทธาหรือความงมงาย แล้วกลับมาตีกันกับเรื่องของปัญญา จนเกิดความ ยุ่งยาก หรือเกิดผลร้ายขึ้นในที่สุด, เช่นเป็นที่ตั้งแห่งการหัวเราะเยาะ ของสังคม ที่เป็นบัณฑิต หรือถึงกับตนเองมีสติฟั่นเฟือนไปในที่สุด ข้อนี้ไม่เป็นเพียง แต่ความเสียหายส่วนตัว แต่เป็นผลร้ายแก่พระศาสนา หรือการเผยแผ่พระศาสนา เป็นส่วนรวมอีกด้วย นับว่าเป็นการเสียหายอย่างยิ่ง. บุพพกิจต่าง ๆ เหล่านี้ ถ้าอยากจะทำ ก็อยากจะ ขอแนะนำ หรือชี้ ความมุ่งหมายอันแท้จริง ของกิจเหล่านั้นไว้พอเป็นตัวอย่าง ดังต่อไปนี้. (๑) การทำความเคารพสักการะ แก่ท่านผู้เป็นประธานหรือเจ้า ของสำนัก นั้น เป็นธรรมเนียมของสังคมทั่วไป. ส่วนที่สำคัญกว่านั้น อยู่ ตรงที่จะต้องทำความเข้าใจกับท่านให้ถึงที่สุด คือให้ท่านเกิดความเข้าใจในเราว่า เราเป็นคนอย่างไร มีกิเลส มีนิสัยสันดานอย่างไร ต้องการความสะดวกเพื่อการ ปฏิบัติในส่วนไหน ดังนี้เป็นต้น. เพื่อท่านจะได้ไว้ใจเราและให้ความช่วยเหลือ แก่เรา อย่างถูกต้องและเต็มที่ได้โดยง่ายดาย เป็นการปรารภธรรมะเป็นใหญ่ มิใช่ปรารภวัตถุหรือพิธีรีตอง ดังกล่าวแล้ว. ถ้าเป็นเรื่องที่อาจไม่ทำความ เข้าใจกันได้ ก็อย่าเข้าไปสู่สำนักนั้นเลย. ข้อนี้เป็นกิจที่ต้องทำในขั้นแรกที่สุด อาน. ๕
น.1001 และก็ทำเพียงครั้งเดียวเป็นธรรมดา หลังจากนั้นก็มีแต่การประพฤติปฏิบัติให้ตรง ตามข้อสัญญา หรือข้อตกลงต่างๆ ที่มุ่งหมายจะช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ด้วย อาศัยความเมตตา กรุณา เป็นที่ตั้งอย่างแท้จริง. ( ๒ ) การถวายสักการะต่ออาจารย์ผู้สอนโดยตรง นั้น เหมือนกับ การเคารพ หรือการปฏิบัติอื่นๆ ต่อครูประจำชั้นของนักเรียน ในเมื่อการกระทำ ข้อ ๑ เป็นเรื่องที่จะต้องปฏิบัติต่ออาจารย์ใหญ่ หรืออาจารย์ผู้ปกครอง หรือเจ้า ของโรงเรียนอย่างในสมัยนี้. ผู้ปฏิบัติจะต้องมีความเคารพและไว้วางใจใน อาจารย์ผู้สอนของตน มากพอที่จะไม่ละเลยต่อการที่จะฟัง หรือการนำไปคิด ไป พิจารณาด้วยความสนใจอย่างยิ่ง. ถ้าความเคารพหรือความไว้วางใจมีไม่พอ ก็จะทำให้เกิดการฟังอย่างลวก ๆ การพิจารณาอย่างลวก ๆ และอะไรๆ ก็ลวกๆ ไปเสียหมด, ซึ่งเป็นมูลเหตุอันสำคัญของความล้มเหลว ตั้งแต่ระยะแรกไปทีเดียว. การทำความเข้าใจต่อกันและกันให้ถึงที่สุด นับว่าเป็นสิ่งสำคัญในข้อนี้ มิใช่ว่า สักแต่ว่าถวายเครื่องสักการะ ใหว้ๆ กราบๆ แล้วจะเป็นการเพียงพอ. จะ ต้องมีการซักไช้สอบสวนอย่างละเอียด เหมือนกับการตรวจโรคของหมอ ที่จะพึง กระทำต่อคนป่วยที่มาขอให้รักษาทุกแง่ทุกมุมที่เดียว. ความเคารพและความ ไว้วางใจ เป็นมูลเหตุให้มีการเปิดเผยถึงโรค คือ กิเลส หรือกรรมอันเป็นบาป ของตนเอง เฉพาะเรื่องเฉพาะรายไปที่เดียว. เมื่อเกิดความเคารพและความ รักใคร่ฉันบิดากับบุตร หรือฉันอาจารย์กับศิษย์แล้ว สิ่งต่างๆ ก็ดำเนินไปด้วยดี เพราะฉะนั้นสิ่งที่ศิษย์จะพึงถวายแก่อาจารย์นั้น จึงไม่ได้เป็นแต่เพียงธูปเทียนเป็นต้น แต่ต้องเป็นความเชื่อฟัง ความซื่อตรงเปิดเผยและความไว้วางใจเป็นต้น มากกว่า ระเบียบการถวายดอกไม้ ธูปเทียน ซึ่งเป็นเพียงวัตถุภายนอก ; ย่อมมีความมุ่ง-
น.1002 หมายถึงความรู้สึกภายในใจอย่างแท้จริง ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว. ความใกล้ชิด สนิทสนมสืบต่อไปในกาลภายหน้า จะช่วยให้สิ่งเหล่านี้ เป็นไปในทางเจริญ หรือ ก้าวหน้ายิ่งขึ้น. (๓ ) การจุดธูปเทียนที่ที่บูชา นั้น เป็นเรื่องของพิธี ถ้าต้องทำก็ทำ เพราะเห็นแก่พิธี หรือตามธรรมเนียมของสังคม. ผู้ที่มีหัวใจอุทิศบูชาต่อพระ- รัตนตรัยอย่างเต็มเปี่ยมอยู่แล้ว จะจุดหรือไม่จุดก็ได้ แต่ถ้ จุดหรือมีการจุด ก็ต้องไม่เป็นเรื่องที่ฟุ้งซ่านรำคาญ หรือเป็นการทำลายเวลาให้เนิ่นช้า, สิ่งซึ่งเป็น เพียงพิธีเช่นนี้ เป็นเรื่องเกี่ยวกับสังคม เพื่อความพร้อมเพรียงสามัคคีกัน ยิ่งกว่า ที่จะเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับการปฏิบัติ. ผู้ปฏิบัติในครั้งพุทธกาล โดยเฉพาะ พระสาวกของพระพุทธองค์นั้น ไม่เคยรู้จักธูปเทียนเหล่านี้ ไม่เคยจุดธูปเทียน เหล่านี้ ในขณะเช่นนี้ หรือจะพกติดตัวไปสำหรับไปจุดในป่า หรือในที่สงัดทุก ครั้งที่จะลงมือทำกัมมัฏฐานเลย. ผู้ปฏิบัติพึงวินิจฉัยแล้วทำความแน่ใจอย่างใด อย่างหนึ่งลงไป เพื่อความสะดวกและไม่ฟุ้งซ่านในส่วนตัว และทั้งไม่ขัดขวางใน ทางสังคม ในเมื่อต้องร่วมกันทำเป็นหมู่ใหญ่. การซื้อหาธูปเทียนไว้จุดทุก คราวทุกครั้งที่จะลงมือทำกัมมัฏฐานนั้น ย่อมแสดงอยู่ในตัวแล้วว่า เป็นการทำ ของบุคคลประเภทสมัครเล่นเป็นครั้งคราวเท่านั้นเอง. ผู้ปฏิบัติที่แท้จริงต้องทำ อยู่ทุกลมหายใจเข้าออก คือทุกอิริยาบถ ทั้งกลางวันและกลางคืน ทั้งหลับและ ตื่น แล้วจะเอาเวลาไหนมาเป็นเวลาตั้งต้นสำหรับจุดธูปเทียนเป็นประจำวันได้เล่า. เขาควรพยายามจุดธูปเทียนในใจของตน ให้ลุกโพลงอยู่เสมอทั้งกลางวันและ กลางคืน ทั้งเวลาตื่นและเวลาหลับ อย่าต้องลำบากด้วยการซื้อหาหอบหิ้วสิ่งเหล่า นี้ ให้มาเป็นการเพิ่มความลำบากให้แก่ตนเลย ในเมื่อการปฏิบัติได้ดำเนินมาถึง ขั้นนี้แล้วจริงๆ. (๔) การแสดงอาบัติ หรือการรับศีล ในขณะที่จะรับกัมมัฏฐาน ครั้งแรก หรือก่อนแต่ที่จะลงมือปฏิบัติเป็นประจำวันก็ตาม เป็นสิ่งที่น่าขัน.
น.1003 ความหมายอันแท้จริงมีอยู่โดยหลักว่า ผู้ที่เจริญกัมมัฏฐาน ซึ่งเป็นเรื่องทางใจ โดยตรงนั้น ต้องมีกาย วาจา ที่สะอาดเป็นพื้นฐาน ไม่มีความรังเกียจกินแหนงตัว เองอย่างใดอย่างหนึ่งติดอยู่ในใจ. ถ้ามีความรู้สึกรังเกียจตัวเองอยู่ในใจ ใจ ก็จะฟุ้งซ่านไม่มีทางที่จะทำสมาธิให้ใจสงบได้ : เพราะฉะนั้นเราจะต้องรู้จักปรับ ปรุงตัวเองในทางจิตใจ ให้มีจิตใจเรียบร้อย สงบราบคาบมาเสียก่อน เช่นมีบาป กรรมอย่างไรติดตัวอยู่ หรือไปทำความชั่วอันใดไว้ ที่กำลังรบกวนกลุ้มรุมอยู่ใน ใจ เขาต้องใช้สติปัญญาหรืออำนาจของสติปัญญาในทางที่จะสำนึกบาปกรรมอัน นั้นด้วยสติปัญญาจริงๆ ไม่ใช่เพียงแต่มาแสดงอาบัติเดี๋ยวนี้ หรือรับศีลกันเดี๋ยวนี้ ซึ่งดูเป็นการเล่นตลกมากกว่า. ทางที่ถูกเขาจะต้องสะสางปัญหาข้อนี้ ให้เด็ดขาด ลงไปว่าบาปกรรมที่มีอยู่นั้นจะไปพักไว้ที่ไหน จะไปเก็บไว้อย่างไร จึงจะไม่มา รบกวนจิตใจในขณะที่ตนกำลังจะทำกัมมัฏฐานอยู่ในขณะนี้. ถ้าเป็นเรื่องของ พวกที่ถือความเชื่อเป็นหลัก เช่นพวกที่ถือพระเป็นเจ้า ก็จะมีการแสดงบาป หรือ แสดงอาบัติ ให้แก่พระที่ทำหน้าที่รับอาบัติแทนพระเป็นเจ้าให้แก่ตนได้ แล้วตนก็ มีจิตใจสะอาดมาทำกัมมัฏฐาน, แต่ก็ไม่รู้ว่าจะทำกัมมัฏฐานไปทำไมอีก ในเมื่อ บาปกรรมนั้นหมดไปได้, ด้วยการทำเพียงเท่านั้น. นี่แหละเป็นทางที่ทำให้มอง เห็นได้ว่า การทำกัมมัฏฐานของเรา เป็นเรื่องของสติปัญญา และจะต้องทำเพื่อ เอาชนะบาปกรรมด้วยสติปัญญา ไม่ใช่ด้วยอาศัยพิธี หรืออาศัยความเชื่อแต่อย่าง เดียว. การสำนึกบาปของเราต้องเป็นการสำนึกด้วยปัญญา รู้ว่าบาปกรรมมัน เกิดขึ้นมาจากอะไร จะสิ้นสุดไปได้ด้วยอะไร เราจึงจะมีจิตใจผ่องใสสงบรำงับพอ ที่จะทำกัมมัฏฐาน. เราต้องมีความรู้แจ้งที่เป็นการแสดงอาบัติของเราอยู่ตลอด เวลา คือสำนึกผิดในความผิด เล็งเห็นโทษของกรรมชั่ว ปักใจแน่วแน่ในการที่ จะทำเสียใหม่ให้ถูกให้ดีอยู่เป็นประจำ ด้วยอำนาจของสติปัญญาหรือความรู้.
น.1004 ครั้นมาถึงโอกาสที่จะทำกัมมัฏฐาน เพื่อให้สำเร็จประโยชน์ตามความมุ่งหมายนั้น จิตก็อาจหาญร่าเริงเหมาะสมที่จะทำกัมมัฏฐานอยู่ในตัวเอง ไม่มีความรังเกียจ กินแหนงหรือ วิปปฏิสาร อันใดมาครอบงำใจให้เศร้าหมอง หรือเกิดความท้อ แท้ฟุ้งซ่านขึ้นในขณะนั้นได้ เราก็จะทำสมาธิได้สำเร็จ เป็นสมาธิจริง ๆ และเป็น ปัญญาจริงๆ ยิ่งขึ้นไป ด้วยเหตุนี้แหละจึงเห็นว่า พิธีแสดงอาบัติหรือการรับ ศีล กันในขณะที่เป็นการคับขัน หรือเข้าด้ายเข้าเข็มเช่นนี้ เป็นการเล่นตลกหรือน่า ขันไปเสีย. ฉะนั้นผู้ปฏิบัติผู้ใดยึดมั่นในการทำเช่นนั้น ก็กลายเป็นผู้ปฏิบัติชนิด สมัครเล่นไปตามเคย. แต่ถ้าเราจะต้องทำ ก็ควรจะทำได้ พอเป็นพิธีเพื่อไม่ให้ ขัดใจคนอื่น แต่โดยเนื้อแท้แล้วเราจะต้องสำนึกบาปอยู่ตลอดเวลา มีกำลังแกล้ว กล้าเพียงพอในการที่จะทำงาน ที่จะเอาชนะบาปเหล่านั้นให้ได้ อยู่เป็นประจำ ตลอดวันตลอดคืน และเป็นผู้เพียบพร้อมที่จะทำกัมมัฏฐานอยู่ทุกลมหายใจ เข้าออก. ( ๕ ) การมอบตัวต่อพระรัตนตรัย นั้น เป็นสิ่งที่ควรมีอยู่ตลอดกาล ไม่ใช่เพิ่งมามอบกันเมื่อจะทำกัมมัฏฐาน ด้วยอาการของคนจนตรอกเช่นนี้. ถ้า ไปทำเข้า มันก็กลายเป็นเพียงพิธีดองล้วนๆ ไปตามเดิม ถ้ามากไปกว่านั้น ก็เป็นเรื่องหน้าไหว้หลังหลอกต่อพระรัตนตรัยไปโดยไม่รู้สึกตัว. หรือถ้ามาก ไปกว่านั้นอีก คือเพิ่งมามอบเพื่อเห็นแก่ใครคนใดคนหนึ่ง หรือหมู่คณะใดคณะ หนึ่ง, ซึ่งเป็นการแสดงว่าบุคคลนั้นมีความสำคัญยิ่งกว่าพระรัตนตรัย ดูอะไรๆ มัน ขลุกขลักเหมือนกับคนเตรียมไม่พร้อมไปเสียทุกสิ่งทุกอย่าง มีพื้นฐานไม่เหมาะสม ที่จะก่อสร้างสิ่งที่ประณีตหรือสูงสุดเอาเสียเลย. ขอย้ำว่าเราจะต้องมีการมอบ ตัว คือการไว้วางใจในพระรัตนตรัยถึงที่สุดแล้ว มาก่อนหน้านั้น จึงมีปีติปรา- โมทย์อันแท้จริง ที่จะเกิดกำลังส่งเสริมกัมมัฏฐาน อย่างมั่นคงและเพียงพอ. อาน. ๖
น.1005 (๖) การมอบตัวต่ออาจารย์ ก็อย่างเดียวกัน คือเป็นเรื่องของเหตุผล และสติปัญญา มิใช่พิธีรีตอง ถ้าใจไม่ ชื่อ หรือสติปัญญาไม่ยอมรับว่า อาจารย์ผู้นั้นจะเป็นประโยชน์อะไรแก่ตนแล้ว ก็ไม่ควรจะมีความลำบากเรื่องการ มอบตัวอะไรกันให้เสียเวลา ใจควมสำคัญอยู่ตรงที่จะต้องศึกษาซึ่งกันและกัน ให้เข้าใจซึ่งกันและกันจริง ๆ แล้ว จะทำพิธีหรือไม่ทำพิธีนั้น ย่อมมีเหตุผลอยู่อีก ส่วนหนึ่งต่างหาก, ถ้าทำดีกว่า ก็ทำ; ถ้าไม่ทำดีกว่า ก็ไม่ควรทำ ชนิดที่ สักว่าพอเป็นพิธี. ขอให้คิดดูให้ดีเถิดย่อมจะเห็นได้ด้วยตนเองว่า พิธีเช่นนี้แหละ จะทำให้คนต่างศาสนา ที่จะเข้ามาสู่ศาสนานี้ เกิดความรังเกียจไม่ไว้วางใจ หรือ เลยไปกว่านั้นจนถึงกับประณามว่า มันเป็นแบบแผนของคนป่าเถื่อน สมัยโบรม โบราณก่อนประวัติศาสตร์ หรืออย่างดีที่สุดก็กลายเป็นเรื่องของพวกที่ถือพระเจ้า ด้วยอำนาจศรัทธาและภักดี มากกว่าที่จะเป็นของพุทธศาสนา ซึ่งมากไปด้วยปัญญา และมุ่งหมายจะทำลายความยึดถือตัวเองอย่างแท้จริง ; ฉะนั้นถ้าต้องทำก็ทำเพียง เพื่อพิธี หรือไม่ให้เป็นที่ขัดใจของสังคมที่ยังติดในพิธี หรือเป็นการแสดงออกถึง ความรู้สึกในใจให้เต็มรูปของพิธีเท่านั้นเอง อย่าได้ถือว่าข้อนี้เป็นหลักสำคัญของ พุทธศาสนา ซึ่งไม่มีความประสงค์จะผูกพัน หรือทำให้เกิดความผูกพันโดยไม่มี เหตุผล. ความผูกพันอันนี้มุ่งหมายเป็นการเปิดโอกาสให้อาจารย์ว่ากล่าวดุด่า หรือเรียกร้องสิ่งใดได้ตามความพอใจเท่านั้นเอง แต่เมื่อเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สูงไป กว่านั้น คือเป็นเรื่องที่ต้องทำด้วยความเมตตา กรุณาและสติปัญญาจริงๆ แล้ว ทั้งฝ่ายอาจารย์และฝ่ายศิษย์ไม่ควรยึดมั่นด้วยอุปาทาน หรือความไม่ไว้วางใจตัว เอง ของตนๆ ให้มากไปเลย มันจะกลายเป็นอุปสรรค ที่จะขัดกันต่อหลักการทั่วๆ ไป ก็ได้ มันเป็นเรื่องที่ติดเนื่องมาจากเรื่องที่ต่ำกว่านี้ คือเรื่องขั้นต้น ๆ ของ บุคคลที่เพิ่งถูกชักจูงเข้ามาสู่ศาสนานี้เท่านั้น. ในครั้งพุทธกาล ไม่ปรากฏการ ทำเช่นนี้ในอริยวินัย, เป็นสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้น ในเมื่อต้องการจะให้สิ่งต่างๆ รัดกุม ยิ่งขึ้นในยุคหลัง ๆ เท่านั้น
น.1006 (๗) การขอกัมมัฏฐาน ด้วยบทสำหรับกล่าวขอว่า " นิพฺพานสฺส เม ภนฺเต สจฺฉิกรณตฺถาย กมมฏฐานํ เทหิ " นี้เห็นได้ชัดว่า ถอดแบบมาจากการขอ บรรพชาอุปสมบทตามแบบลังกาโดยแท้. ไม่มีลักษณะสำนวนของสมัยพุทธ- กาลเลย ; แต่นับว่า เป็นสิ่งที่น่าสรรเสริญและถูกต้องตามความหมายของเรื่อง จริง ๆ เป็นการป้องกันที่ดี ที่จะไม่ให้คนขอกัมมัฏฐาน เพื่อประโยชน์อย่างอื่น ซึ่งเป็นเรื่องเห็นแก่ตัว เช่นทำกัมมัฏฐาน เพื่อเกิดนั่นเกิดนี่ มีนั่นมีนี่ เป็นคนวิเศษ เหนือคนอื่น สำหรับโอ้อวดกัน หาประโยชน์หรือชื่อเสียงมาให้ตัว. แม้การ กระทำเพื่อได้ญาณทัสนะอันวิเศษ เช่น มีหูทิพย์ ตาทิพย์ เป็นต้น ก็ไม่ยกเว้น คือเป็นสิ่งที่ยังไม่ตรงต่อความมุ่งหมาย อยู่นั่นเอง. พระพุทธองค์ทรงยืนยัน หรือทรงกำชับว่าพรหมจรรย์นี้ต้องเป็นไปเพื่อวิมุติ หลุดพ้นจากความทุกข์อย่าง เดียวเท่านั้น มิใช่เป็นไปเพื่อสิ่งซึ่งมีคุณค่าต่ำกว่านั้น หรือผิดแผกแตกต่างไปจาก นั้น เช่นว่าประพฤติพรหมจรรย์เพื่อความเป็นคนมีศีล หรือเป็นคนมีสมาธิ หรือ เพื่อความเป็นคนมีญาณทัสนะวิเศษต่าง ๆ ก็หาไม่. นั่นเป็นเพียงกระพี้ของ พรหมจรรย์ ผลอันแท้จริงของพรหมจรรย์ คือ นิพพาน อย่างเดียว. ถ้าผู้ ปฏิบัติกัมมัฏฐานทุกคน ถือตามหลักพระพุทธองค์ข้อนี้กันอย่างแน่นแฟ้นแล้ว สิ่ง ที่ไม่งดงามต่างๆ ก็จะไม่เกิดขึ้นในหมู่บุคคลผู้ปฏิบัติกัมมัฏฐานไปได้เลย. ผู้ปฏิบัติ ควรจะศึกษาเรื่องราวอันแท้จริงของพระนิพพาน แม้แต่ในทางทฤษฎี มาให้เพียง พอเสียก่อน ก็ยังเป็นการดีอยู่มากมาย เพราะจะได้มุ่งเข็มตรงไปยังพระนิพพาน ได้โดยง่าย. ส่วนที่แน่นอนที่สุดและดีที่สุดนั้น อยู่ตรงที่จะต้องมองเห็นความ ทุกข์ อย่างชัดเจนและอยากพ้นทุกข์ อย่างแรงกล้า เหมือนกับบุคคลที่ถูกจับศีร์ษะ กดลงไปใต้ผิวน้ำ มีความต้องการอยากจะขึ้นมาหายใจบนผิวน้ำ ฉันใดก็ฉันนั้น. นั่นแหละเป็นความปลอดภัย สำหรับความมุ่งหมายที่จะเข้าทำกัมมัฏฐาน ในพระ-
น.1007 ศาสนานี้. เพราะฉะนั้น เมื่อนักปฏิบัติผู้ใดได้กล่าวคำขอกัมมัฏฐานออกไปว่า “นิพพานสฺส เม ภนฺเต สจุฉิกรณตฺถาย กมุมฏฐานํ เทหิ" เป็นต้นดังนี้แล้ว ก็ขอให้มีความรู้สึกในใจอันถูกต้องโดยนัยดังกล่าวมาแล้วนั้นจริงๆ ก็จะเป็นการ ไม่เสียหลายในการทำพิธีอันนี้ ซึ่งเป็นเหมือนการเตือนย้ำอยู่เสมอว่ากัมมัฏฐานนี้ ต้องเพื่อนิพพานเท่านั้น หรือขยายออกไปมากกว่านั้น ก็ว่า เพื่อมรรคผล นิพพาน เท่านั้น และขออย่าให้เข้าใจคำว่า มรรคผลผิดต่อไปอีก เพราะเป็นคำพูดที่อาจ จะเข้าใจเฉไฉเลือนออกไปได้ ยิ่งกว่าคำว่า นิพพาน อย่างที่เรามักจะได้ยินกันว่า เงินทองเป็นมรรคผล อย่างหนึ่งด้วยเหมือนกัน. ถูกเอามาใช้เป็นภาษาพูดของคน ทั่วไป ในความหมายอันต่ำกว่าเดิมมากมาย ผลจึงเกิดมีขึ้นว่าคนแห่กันไปทำกัม- มัฏฐานที่นั่นที่นี่ เพราะอยากบรรลุมรรคผล แต่แล้วมรรคผลนั้นก็เป็นแต่เพียง สีลัพพตปรามาสอย่างใดอย่างหนึ่งไปเสีย ความวุ่นวายต่างๆ จึงเกิดขึ้นในหมู่ บุคคลผู้แห่กันไปทำกัมมัฏฐานนั้นเอง อย่างน่าเวียนหัว ขอพิจารณาดูเถิดว่า ความ เข้าใจถูกหรือเข้าใจผิดต่อความมุ่งหมายของการทำกัมมัฏฐานนั้น มีความสำคัญ อย่างไร. เพราะฉะนั้นถ้านักปฏิบัติผู้ใดมีความประสงค์ต่อกัมมัฏฐานก็ดี หรือ ออกปากขอกัมมัฏฐานก็ดี ควรจะเป็นผู้ที่มีการศึกษาเรื่องของพระนิพพาน หรือ มองเห็นความทุกข์ในวัฏฏสงสารอย่างประจักษ์ชัดแก่ใจตนอย่างเพียงพอ จึงจะมี ความปลอดภัย ในการที่นำตนเข้ามาเกี่ยวข้องกับกัมมัฏฐาน ไม่มีทางที่จะตกเป็น เหยื่อของบุคคลหรือของกิเลสได้เลย.
น.1008 สิงหาคม ๒๕๐๒ ๘. การเชื้อเชิญกัมมัฏฐาน ที่ทำกันราวกะว่าเป็นพระเจ้า หรือเทพเจ้า องค์หนึ่งนั้น เป็นสิ่งที่ไม่ควรกระทำ ควรจะถือเอาความหมายแต่เพียงว่า ตั้งใจ จะทำกัมมัฏฐานข้อใดข้อหนึ่ง หรือส่วนใดส่วนหนึ่ง ให้สำเร็จลุล่วงไปวันหนึ่งๆ อย่างเต็มความสามารถ. ถ้าจะให้มีการเชื้อเชิญ ก็ควรจะเป็นการเชื้อเชิญ ตนเอง หรือปลุกปลอบใจตนเอง ให้มีความอาจหาญร่าเริง มีความขยันขันแข็ง สุขุมรอบคอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือ ให้เต็มไปด้วย อิทธิบาท ๔ ประการ คือ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ และวิมังสานั้นเอง จะเป็นการถูกกว่าหรือดีกว่า. เมื่อ เชื้อเชิญตนเองในลักษณะเช่นนี้ได้แล้ว สิ่งที่ทำก็จะประสบความสำเร็จเท่ากับ สามารถเชื้อเชิญองค์พระกัมมัฏฐานให้มาโปรดได้เหมือนกัน. การที่นักปฏิบัติ ในกาลก่อน เกิดสมมติธรรมะให้เป็นบุคคลขึ้นมาเช่นนี้ เข้าใจว่าเป็นเพียง ความเหมาะสมเฉพาะถิ่น เฉพาะยุค หรือเฉพาะกลุ่มชนที่ตามปรกติมีความยึดมั่น ถือมั่นในความขลังและความศักดิ์สิทธิ์เท่านั้นเอง. นับว่าเป็นการพ้นสมัยแล้ว ในการที่จะทำเช่นนั้นอีก. ๙. การแผ่เมตตาให้ตนเอง ควรจะหมายถึงความรักตัวเอง ความ เคารพนับถือตัวเอง ในทางที่จะสนับสนุนกำลังใจของตัวเอง ให้มีความพอใจ หรือความเพลิดเพลินในการกระทำมากยิ่งขึ้นเป็นส่วนใหญ่ ส่วนการแผ่เมตตา ให้สัตว์ทั้งหลายตลอดจนถึงผู้มีเวรนั้น ควรถือเอาความหมายอย่างสั้นๆ ไปในทาง อาน. ๗
น.1009 ที่ว่า บัดนี้เราไม่มีเวรต่อใครหมด ยินดีสละเวร แม้จะตกเป็นผู้ถูกเขาทำแต่ฝ่าย เดียว จนกระทั่งเสียชีวิตก็ยอม เพื่อจิตจะไม่ระแวงภัยโดยสิ้นเชิง ในการที่ตัวไป นั่งในที่เปลี่ยวปราศจากการคุ้มครองแต่อย่างใดทั้งสิ้น และอีกทางหนึ่งก็คือ ทำจิตให้เป็นมิตรแก่ทุกคน หรือราวกะว่าทุกคนมีหุ้นส่วนในการกระทำของตน เพราะการกระทำนี้ทำเพื่อความดับทุกข์ของสัตว์ทั้งหลายในโลกด้วย และทำในใจ เหมือนกับชีวิตทุกชีวิต ที่แวดล้อมอยู่รอบข้างนั้นเป็นญาติมิตร ที่สนับสนุนการ กระทำของเราอยู่อย่างเต็มที่. ๑๐. การสวดพระพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ ด้วยเสียงนั้น ควรจะเว้นเสียในขณะนี้ หรือกรณีเช่นนี้ แต่ควรกระทำในใจให้เป็นอย่างยิ่ง ใน การที่จะรำลึกว่า คุณของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ กำลังคุ้มครองสัตว์ โลก ทั้งปวงอยู่อย่างแท้จริง. แม้เราเองที่รอดมาได้จนถึงทุกวันนี้ และมาอยู่ใน สถานที่กำลังจะปฏิบัติเพื่อคุณธรรมอันสูงยิ่งขึ้นไปในขณะนี้ ก็ด้วยอำนาจคุณของ พระรัตนตรัย และจะดำเนินต่อไปในคลองของพระรัตนตรัย จนถึงที่สุดด้วยการ อุทิศชีวิตจิตใจทั้งหมดทั้งสิ้นจริง ๆ. ควรจะรำลึกจนเกิดความปีติปราโมทย์ ความพอใจและความกล้าหาญ ในการที่จะปฏิบัติต่อไปจริง ๆ. ๑๑. การอธิษฐานจิต ต่อธรรมที่ตนกำลังปฏิบัตินั้น เป็นอุบายที่ควร กระทำโดยแท้ เพื่อความ เชื่อมั่นหรือความพอใจ ในสิ่งที่ตนกำลังกระทำอย่างสูง สุด. ถ้าปฏิบัติกัมมัฏฐานข้อใด ควรจะได้รับการแนะนำ ให้มีความเข้าใจใน เรื่องของกัมมัฏฐานข้อนั้น อย่างน้อยที่สุดก็ให้เป็นที่แน่ใจว่าเหมาะแก่กิเลส หรือ ความดับทุกข์ของตน สามารถขจัดปัญหาต่างๆ ได้จริง จึงจะสำเร็จประโยชน์ใน การอธิษฐาน. อุบายที่เป็นการเพิ่มกำลังใจหรือรักษากำลังใจ ในการทำจิต ของตนเช่นนี้ มิใช่มีความจำเป็นแต่ในวงของการทำกัมมัฏฐาน แต่จำเป็นในการ
น.1010 ปฏิบัติหน้าที่ หรือทำกิจทั่วไปทุกอย่าง หากแต่ว่าในการปฏิบัติกัมมัฏฐานนี้มีหลัก เกณฑ์รัดกุม มีหลักฐานแน่นอน ยิ่งเรียน ยิ่งคิด ยิ่งพิจารณา ก็ยิ่งมีความแน่ใจ จึงเป็นการง่ายอยู่ส่วนหนึ่ง ในการที่จะรักษาความแน่ใจอันนี้เอาไว้ตลอดเวลา และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในขณะที่กำลังจะทำกัมมัฏฐานนั่นเอง. ถ้าไปทำให้ เป็นเรื่องบุคคลาธิษฐาน ไปอ้างวิญญาณของพระพุทธเจ้า หรือพระสาวกขึ้นมาอีก มันก็วกกลับไป เป็นเรื่องพิธีรีตองของพวกที่มัวเมาอยู่ด้วยศรัทธา อีกนั่นเอง. ควรระวังให้ก้าวหน้าไปให้ได้ ไม่ย้อนไปสู่ภูมิของบุคคลที่ยังงมงายอยู่ด้วยความ ยึดมั่นถือมั่นในทางขลังหรือศักดิ์สิทธิ์เป็นอันขาด แต่ให้เป็นการอยู่ในอำนาจของ สติปัญญา หรืออำนาจของเหตุผล ที่เนื่องมาแต่ความรู้แจ้งเห็นจริงด้วยตนเอง เสมอไป เท่าที่จะทำได้. ๑๒. สำหรับ การอุทิศการปฏิบัติ ในวันหนึ่ง ๆ หรือแม้แต่ความ ตั้งใจแน่วแน่ ในการที่ปฏิบัติต่อไป เพื่อบูชาคุณพระพุทธองค์นั้น เป็นสิ่งที่ควร กระทำโดยแท้ ; แต่ก็ต้องระวังอย่าให้เป็นเพียงพิธีอีกเช่นเดียวกัน. ต้องให้ เป็นความสำนึกตนอยู่อย่างเต็มที่ว่า การกระทำนี้ ถูกพระหฤทัยหรือตรงตามพระ- พุทธประสงค์อย่างยิ่ง และสมควรที่จะใช้เป็นเครื่องบูชาพระพุทธองค์ได้จริงๆ ไม่ มีการหน้าไหว้หลังหลอกต่อพระพุทธองค์ หรือต่อตัวเองแม้แต่อย่างใด. นับ ว่าเป็นกิจสุดท้ายประจำวัน วันหนึ่งๆ ที่จะต้องทำเพื่อเป็นเครื่องตั้งตนไว้ ใน คลองของธรรมอย่างแน่นแฟ้น. สรุปความว่า สิ่งที่ต้องทำไปในฐานะที่เป็นบุพพภาคของการเจริญ กัมมัฏฐานนั้น ไม่มีอะไรที่จะเป็นพิธีรีตองไปได้ เพราะไม่ใช่เรื่องของพิธีรีตองแม้ แต่น้อย. มันเป็นหน้าที่โดยตรงบ้าง เป็นเทคนิคของการแวดล้อมจิตใจให้มี กำลัง และให้เดินตรงแน่วแน่ไปในหนทางอันลึกซึ้งบ้าง ล้วนแต่มีเหตุผลของมัน
Buddhadasa