Buddhadasa.org

อานาปานสติภาวนา เล่ม 1 ว่าด้วยสมาธิล้วน ตอนที่ ๘ — อานาปานสติขั้นที่หนึ่ง

อานาปานสติภาวนา เล่ม 1 ว่าด้วยสมาธิล้วน — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — อานาปานสติภาวนา เล่ม 1 ว่าด้วยสมาธิล้วน (๑๙ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.1049 อานาปานสติจตุกกะที่หนึ่ง ( ตั้งแต่การเริ่มกำหนดลม จนถึงการบรรลุฌาน ) เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสข้อความอันปรารภถึงลักษณะ และกิริยา อาการของบุคคลผู้เริ่มทำสติดังนี้แล้ว ได้ตรัสถึงลำดับหรือระยะแห่งการกำหนด ลมหายใจ และสิ่งที่เนื่องกับการกำหนดลมหายใจสืบไปว่า : ( ๑ ) ภิกษุนั้น เมื่อหายใจออกยาว ก็รู้สึกตัวทั่วถึง ว่าหายใจออกยาว ดังนี้ ; เมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้สึกตัวทั่วถึง ว่าหายใจเข้ายาวดังนี้. ( ๒ ) ภิกษุนั้น เมื่อหายใจออกสั้น ก็รู้สึกตัวทั่วถึง ว่าเราหายใจออกสั้น ดังนี้ ; เมื่อหายใจเข้าสั้น ก็รู้สึกตัวทั่วถึง ว่าเราหายใจเข้าสั้นดังนี้. ( ๓ ) ภิกษุนั้น ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งกาย ทั้งปวง จักหายใจออก ดังนี้ ; ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ รู้พร้อมเฉพาะซึ่งกายทั้งปวง จักหายใจเช้า ดังนี้. ( ๔ ) ภิกษุนั้น ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ทำกายสังขารให้รำงับ อยู่ จักหายใจออก ดังนี้ ; ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ทำ กายสังขารให้รำงับอยู่ จักหายใจเข้า ดังนี้.

น.1050 ทั้ง ๔ ข้อนี้ เรียกว่าจตุกกะที่หนึ่ง หรืออานาปานสติหมวดที่หนึ่ง ซึ่ง ควรจะได้รับคำอธิบายอย่างละเอียดทั่วถึง เสียก่อนแต่ที่จะได้กล่าวถึงจตุกกะที่สอง ที่สาม เป็นลำดับไป. แม้เพียงแต่จตุกกะที่หนึ่งนี้ ก็มีคำอธิบายและเรื่องที่ ต้องปฏิบัติอย่างยืดยาว และทั้งเป็นการปฏิบัติที่สมบูรณ์ขั้นหนึ่ง อยู่ในตัวเอง หรือผู้ปฏิบัติอาจจะยักไปสู่การปฏิบัติที่เป็นวิปัสสนาโดยตรงต่อไป โดยไม่ต้องผ่าน จดุกกะที่สอง ที่สาม ก็เป็นสิ่งที่กระทำได้ ; ฉะนั้น จึงเป็นการสมควรที่จะได้วินิจ- ฉัยในจตุกกะที่หนึ่งนี้ โดยละเอียดเสียขั้นหนึ่งก่อน. อานาปานสติ หมวดที่หนึ่งนี้ มีชื่อว่า "กายานุปัสสนา " อีกชื่อหนึ่ง เพราะเหตุว่ามีกายกล่าวคือลมหายใจออก - เข้า เป็นอารมณ์ของการกำหนดและ พิจารณา และจัดเป็นสติปัฏฐานข้อแรก แห่งสติปัฏฐานทั้งสี่ อันมีอธิบายดัง ต่อไปนี้ : อานาปานสติ ขั้นที่หนึ่ง ( การกำหนดลมหายใจยาว ) อานาปานสติขั้นที่หนึ่งนี้ มีหัวข้อว่า ภิกษุผู้นั้น เมื่อหายใจออกยาว ก็รู้สึกตัวทั่วถึง ว่าหายใจออกยาว ดังนี้ ; เมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้สึกตัวทั่วถึง ว่าหายใจเข้ายาว ดังนี้." ๑ ๑. บาลีว่า ทีฆํ วา อสฺสสนฺโต ทีฆํ อสฺสสามิติ ปชานาติ ทีฆํ วา ปฺสสนฺโต ทีฆํ ปฺสสามีติ ปชานาติ

น.1051 อานาปานสติข้อนี้ กล่าวถึงการหายใจออก - เข้า ยาว เป็นส่วนสำคัญ. ฉะนั้นสิ่งที่ควรทำความเข้าใจก็คือ คำว่า หายใจยาว นั่นเอง. เพื่อให้เป็น การเข้าใจง่ายแก่ผู้ปฏิบัติ ผู้ปฏิบัติควรจะต้องฝึกหัด และสังเกตการหายใจออก- เข้า ให้ยาวกว่าธรรมดาให้มากที่สุด เท่าที่จะทำได้ เพื่อจะให้ทราบว่ายาวที่สุดนั้น เป็นอย่างไรเสียก่อน, แล้วจะได้นำไปเปรียบเทียบกับการหายใจตามปรกติธรรม- ดา ว่ามันยาวสั้นกว่ากันอย่างไร, แล้วนำไปเปรียบเทียบกับการหายใจที่สั้นกว่า ธรรมดา เช่นการหายใจในเวลาเหนื่อยเป็นต้น ว่ามันยาวสั้นกว่ากันอย่างไร ต่อ ไปอีก. และในที่สุด ควรจะมีการทดลองหายใจอย่างสั้นที่สุด เท่าที่จะให้สั้น ได้ ด้วยการบังคับของเราเอง เพื่อเปรียบเทียบกันอีกครั้งหนึ่ง ในที่สุด ก็จะ ทราบได้ว่า คำว่าหายใจยาว หรือหายใจสั้นนั้น มีความหมายต่างกันอย่างไร หรือมีตัวจริงอยู่อย่างไร และจะเป็นผู้สามารถกำหนดลมหายใจที่ยาวหรือสั้น ได้ ถูกตรงตามที่ต้องการ. ข้อที่ว่าให้พยายามหายใจให้ยาวที่สุด เท่าที่จะหายใจได้นั้น มีข้อที่ต้อง ควรกำหนดคือ จะกินเวลานานประมาณ ๓๐ - ๔๐ วินาที ในระยะหนึ่งๆ เท่าที่ เราจะผ่อนให้ยาวได้ ทั้งออกและเข้า ; และให้สังเกตว่า จะต้องนั่งตัวตรงจริงๆ จึงจะหายใจได้ยาวถึงที่สุดจริงๆ และ เมื่อหายใจเข้าถึงที่สุดจริงๆ นั้นจะ มีอาการปรากฏว่าส่วนท้องแฟบถึงที่สุด ส่วนโครงอกพองออกถึงที่สุด , และ โดยนัยตรงกันข้าม เมื่อหายใจออกถึงที่สุด ก็จะปรากฏว่าท้องป่องออกไป ส่วนโครงอกแฟบ อย่างนี้จึงเรียกว่ายาวถึงที่สุดจริงๆ มีความหมายอยู่ตรงที่ว่า มีการหายใจ ทั้งยาว ทั้งนาน. เพื่อเข้าใจเรื่องนี้ได้ถึงที่สุด ควรพิจารณาเพื่อการเปรียบเทียบ เลยไป ถึงการหายใจสั้น. คำว่า "หายใจสั้น" จะมีอาการตรงกันข้าม คือเมื่อ

น.1052 หายใจเข้า ท้องป่องออกไป, เมื่อหายใจออก ท้องแฟบเข้ามา พอเป็นทางสังเกต ได้ว่าที่เป็นดังนี้ เป็นเพราะเราหายใจเข้าน้อย จนไม่ถึงกับทำให้โครงอกตอนบน พองออกไปมาก หรือหายใจออกน้อย จนไม่ทำให้โครงอกตอนบนแฟบเข้าไป มาก อาการที่ปรากฏที่ท้องจึงแตกต่างกันอย่างตรงกันข้าม ซึ่งผู้ฝึกหัดจะต้องรู้จัก สังเกตให้ดี มิฉะนั้นจะเข้าใจผิด และสับสนกันไปหมด. เกี่ยวกับเรื่องนี้ อาจ จะยุติเป็นหลักว่า ที่เรียกว่า " หายใจเข้าสั้น " ก็คือ สั้นเพียงเท่าที่ทำให้ โครงอกขยายออกหน่อยหนึ่ง แต่ไม่ถึงกับทำให้ท้องแฟบ . ถ้าถึงกับทำ ให้ท้องแฟบ ก็เรียกว่าหายใจเข้ายาว. ที่เรียกว่า " หายใจออกสั้น " ก็คือ หายใจออกหน่อยหนึ่ง เพียงเท่าที่ทำให้โครงอกแฟบลงหน่อยหนึ่ง แต่ไม่ ถึงกับทำให้ท้องป่องออก. ถ้าถึงกับทำให้ท้องป่องออก ก็เรียกว่าเป็นการ หายใจออกยาว. ข้อเท็จจริงอยู่ตรงที่ว่า โครงอกแฟบมากหรือน้อยนั่นเอง; ส่วนท้องนั้นจะมีอาการตรงกันข้ามกับโครงอกเสมอไป ในเมื่อมีการหายใจอย่าง ยาวที่สุด ทั้งเข้าและออก. ผู้มีการศึกษาเกี่ยวด้วยอวัยวะเครื่องหายใจ มี ปอดเป็นต้น มาแล้วเป็นอย่างดี ย่อมอาจจะเข้าใจเรื่องนี้ได้ดี คำว่า “ หายใจนาน ” พระอรรถกถาจารย์แนะให้สังเกตการหายใจ ของสัตว์ ๒ ประเภท. สัตว์ประเภทแรก เช่นช้าง มีระยะหายใจนานกว่าสัตว์ ประเภทหลัง เช่นหนู หรือกระต่าย. การกำหนดเอาเวลาเป็นหลักเช่นนี้ แม้ จะเรียกว่าหายใจช้าหรือเร็วก็ตาม ผลย่อมเป็นอย่างเดียวกันกับคำว่าหายใจยาว หรือสั้น. นี้กล่าวเฉพาะในการปฏิบัติการกำหนดลมหายใจ : ส่วนข้อเท็จจริง ที่ว่า ลมจะเข้าไปมากหรือน้อยกว่ากันอย่างไรนั้น เป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก. สิ่งที่ต้องการความสังเกตในความแตกต่างอีกอย่างหนึ่ง ก็คือ " การ หายใจเบา " หรือ " หนัก "- " หยาบ " หรือ " ละเอียด ." ถ้าหาก อาน. ๑๘

น.1053 ลมกระทบพื้นผิวแห่งช่องหายใจรุนแรง ก็เรียกว่าหายใจหนักหรือหยาบ ถ้าหาก กระทบพื้นผิวเหล่านั้นไม่รุนแรง หรือถึงกับว่าไม่รู้สึกว่ากระทบ ก็เรียกว่าหายใจ เบาหรือละเอียด. อาการทั้งสองอย่างนี้ เป็นสิ่งที่ควรศึกษาให้เข้าใจอย่างยิ่ง ไว้อย่างเดียวกัน เพราะมีเรื่องที่จะต้องปฏิบัติในข้อต่อไปข้างหน้าเกี่ยวกับเรื่องนี้. การกำหนดลมหายใจ บัดนี้ มาถึง วิธีการกำหนดลมหายใจ ในลักษณะที่ต่าง ๆ กัน เป็น ลำดับไป, ดังจะได้แยกวินิจฉัยทีละบท : บทว่า " เมื่อหายใจออกยาว ก็รู้ว่าหายใจออกยาว " หรือ " เมื่อ หายใจเข้ายาว ก็รู้ว่าหายใจเข้ายาว ” นั้นมีหลักแห่งการปฏิบัติคือ หลังจาก การที่ได้ซักซ้อมอวัยวะเครื่องหายใจต่าง ๆ มีช่องจมูก เพดาน และหลอดลมและ ปอด เป็นต้น ให้อยู่ในสภาพที่ปรกติและเหมาะสมดีแล้ว ก็ปล่อยให้มีการหายใจ ตามปรกติธรรมดาบ้าง บังคับให้ยาวกว่าธรรมดาบ้าง ให้สั้นกว่าธรรมดาบ้าง เป็นการซักซ้อมทางร่างกายโดยตรง ว่าควรจะมีอัตราปรกติอย่างไร ที่เป็นอัตรา ปรกติถาวร ไม่ยาวไม่สั้นเสียก่อน แล้วจึงเริ่มกำหนดว่ามันยาวหรือสั้นเท่าไร. ลมหายใจที่สั้นหรือยาว นี้ ย่อมขึ้นอยู่กับอารมณ์ทางจิตและความฝัน- แปรทางร่างกาย หรือแม้ที่สุด เพียงแต่การไปกำหนดมันเข้าเท่านั้น มันก็ทำให้ การหายใจนั้นสั้นหรือยาวออกไปได้กว่าธรรมดา เพราะฉะนั้น ในขั้นแรก เราจะ ต้องสังเกตความสั้นยาว ที่มันเปลี่ยนแปลงไปตามสิ่งแวดล้อม ซึ่งกำลังแวดล้อม อยู่ในขณะนั้น เช่นถ้าอารมณ์ปรกติดี การหายใจก็ยาวกว่า เมื่อมีอารมณ์ร้าย เช่นความโกรธเป็นต้น เข้าครอบงำ. หรือเมื่อร่างกายสบายดี ลมหายใจก็ยาว

น.1054 กว่าเมื่อร่างกายกำลังผิดปรกติ เพราะความเหน็ดเหนื่อยเป็นต้น. แม้ลมหายใจ จะมีอาการอยู่อย่างนั้น อย่างใดอย่างหนึ่ง แต่พอเราไปตั้งใจทำการกำหนดมันเข้า มันก็จะต้องยาวกว่านั้นอีกเป็นธรรมดา. เพราะฉะนั้นผู้ปฏิบัติจะต้องรู้จักสังเกต ความพลิกแพลงของลมหายใจในลักษณะอย่างนี้ด้วย จึงจะกำหนดความยาวหรือ สั้นได้โดยถูกต้อง หรืออย่างน้อยที่สุด ก็กำหนดได้ว่า มันยาวกว่ากันเท่าไร แล้ว ทำการกำหนดไปเป็นเวลานานพอสมควร ก็จะรู้จักความสั้นยาวที่แน่นอนยิ่งขึ้น. ในขั้นแรก ๆ ควรจะพัดหายใจให้หยาบที่สุด ให้ยาวที่สุด เพื่อให้ กำหนดได้โดยง่าย ว่าลมหายใจเองเป็นอย่างไร ? ทางที่มันกระทบนั้น ถูกมัน กระทบอย่างไร ? กำลังกระทบอยู่ที่ตรงไหน ? มีอาการเหมือนกับว่ามันไปสุดลง ที่ตรงไหน ? หยุดอยู่ที่ตรงไหน ? นานเท่าไร ? แล้วจึงหายใจกลับออกมา หรือกลับเข้าไปก็ตาม แล้วแต่กรณี, ถ้าหายใจเบาหรือละเอียดไปเสียตั้งแต่ทีแรก ก็ไม่มีทางที่จะสังเกตสิ่งเหล่านั้นได้ ทำให้กำหนดลมหายใจได้โดยยาก หรือถึงกับ ล้มเหลวไปก็ได้. ทางที่ดียิ่งไปอีก คือควรจะหายใจให้หยาบหรือหนัก จน กระทั่งเกิดมีเสียงได้ยินทางหู ขึ้นมาด้วยส่วนหนึ่ง หูก็เป็นประโยชน์ ในการช่วยให้ สติกำหนดลมหายใจได้ง่ายขึ้นอีกแรงหนึ่ง. โดยที่แท้แล้ว คำว่า " การกำหนดลมหายใจ " นั้น เป็นการกำหนด ที่พื้นผิวที่ลมกระทบ นั้น มากกว่าที่จะกำหนดที่ตัวลม เพราะลมเป็นสิ่งที่ละเอียด อ่อน กำหนดยาก. แต่เมื่อมันกระทบพื้นผิวซึ่งเต็มไปด้วยเส้นประสาทเข้าที่ ตรงไหน ก็เป็นการง่ายที่จะกำหนดว่าลมกำลังอยู่ที่นั่น หรือเดินไปถึงไหน. และ ยิ่งเมื่อมีเสียงที่ได้ยินทางหูเข้ามาช่วยด้วย ก็เป็นการช่วยให้กำหนดได้ง่ายขึ้นอีกว่า หายใจครั้งหนึ่ง ยาวหรือนานเท่าไร. การหายใจหนักๆ ในขั้นแรก จึงเป็น สิ่งที่มีประโยชน์ดังนี้. แม้ในขั้นต่อไป การหายใจยาวหรือหนัก จนเคยชิน

น.1055 ป็นนิสัย ก็ยังมีประโยชน์อยู่นั่นเอง เพราะนอกจากจะเป็นประโยชน์ทางอนามัย แก่ร่างกายโดยเฉพาะแล้ว ยังเป็นประโยชน์ในทางที่จะทำให้เราฝึกหัด ในบทฝึกหัดขั้นต่อๆ ไป ได้อย่างง่ายดายเสมอไป จึงขอแนะนำให้ฝึกในการหายใจให้ยาว และหนักอยู่เป็นปรกติ ตามโอกาสที่จะพึงกระทำได้. การกำหนดลมหายใจด้วยสติ ต่อไปนี้ ก็มาถึงระยะแห่งการฝึกในการกำหนดลมหายใจ ซึ่งยาวอยู่เอง แล้ว เพราะการที่เราไปกำหนดมันเข้า. อาการที่เรียกว่า " กำหนด " ในที่นี้ ถ้ากล่าวอย่างโวหารธรรมดาก็คือ การที่เราตั้งจิตกำหนดลมหายใจ ที่กำลังแล่นเข้าแล่นออกอยู่ตามเรื่องตามราว ของมันเอง จะเรียกว่าเป็นการสังเกตลมหายใจว่ากำลังเป็นอยู่อย่างไร ดังนี้ก็ได้ แต่เราไม่นิยมเรียกเช่นนั้น นิยมเรียกให้แน่ชัดลงไปเป็นภาษากัมมัฏฐาน หรือ ภาษาอภิธรรมว่าเป็น การผูกจิตไว้ที่ลมหายใจ ด้วยเครื่องผูกคือสติ เลยทำ ให้เกิดมีสิ่งที่ต้องศึกษาขึ้นมาถึง ๓ เรื่องเป็นอย่างน้อย คือลมหายใจ ๑ จิต ๑ สติ ๑ รวมเป็น ๓ แล้ว ยังต้องศึกษาเรื่องผลที่เกิดขึ้นเพราะการทำเช่นนั้น ว่า มีอยู่อย่างไร ก็อย่าง ตามลํ ดับไป. ลมหายใจ มีเรื่องราวอย่างไร เป็นเรื่องที่กล่าวถึงแล้วข้างต้น. ส่วนเ รื่องของจิตนั้น หมายความว่าเมื่อก่อนนี้ สาละวนอยู่กับโลกิยารมณ์ต่างๆ เดี๋ยว นี้ ถูกพรากหรือถูกเปลี่ยนมาให้เป็นจิตที่ติดอยู่กับลมหายใจ ด้วยเครื่องผูกคือสติ ไม่ให้เป็นจิตที่ไปคลุกคลีอยู่กับโลกิยารมณ์ดังเช่นเคย. สำหรับสตินั้น หมาย ถึงเจตสิกธรรมซึ่งเป็นสมบัติของจิตอย่างหนึ่ง ในบรรดาสมบัติทั้งหลายของจิต. เจตสิกธรรมข้อนี้เป็นฝ่ายกุศล ทำหน้าที่ยกจิตขึ้น หรือดึงจิตมาผูกไว้กับลมหายใจ

น.1056 ซึ่งในที่นี้เป็นรูปธรรมบริสุทธิ์ ไม่เป็นที่ตั้งแห่งอกุศล จิตจึงพ้นจากความเป็นอกุศล มาสู่ความเป็นกุศล ด้วยอำนาจแห่งเจตสิกธรรมอันมีชื่อว่า สติ นั้น. อาการที่จิตถูกสติผูกไว้กับอารมณ์คือลมหายใจ ในที่นี้ แม้เพียงเท่านี้ ก็เรียกได้ว่าการกำหนด คือการกำหนดของจิตที่ลมหายใจด้วยอำนาจสติ. ใน ขั้นนี้ยังเป็นเพียงการกำหนดล้วน ๆ ไม่เป็นการพิจารณาแต่ประการใด และยังไม่ เกี่ยวกับความรู้หรือญาณ จึงเรียกแต่เพียงว่า การกำหนด หรือตรงกับคำอีก คำหนึ่งว่า "บริกรรม" ล้วนๆ จัดเป็นอาการอย่างหนึ่ง ซึ่งต่อไปข้างหน้า จะถูก จัดเป็นองค์ของฌาน ที่เรียกว่า " วิตก." ผู้ศึกษาพึงเข้าใจไว้เสียด้วยว่า คำว่า " วิตก" ในที่นี้ มีความหมายอย่างนี้ มิได้หมายอย่างโวหารพูดทั่วไป ซึ่งหมายถึงการคิดนึกตรึกตรองเป็นเรื่องราวไป แต่ประการใดเลย. ทั้งหมดนี้ คือสิ่งที่จะต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับคำว่า " กำหนด." การเกิดของความรู้ เมื่อมีการกำหนดในลักษณะเช่นที่กล่าวนี้ ก็แสดงอยู่ในตัวแล้วว่า ย่อม เป็นทางให้เกิดความรู้หรือความรู้สึกแก่จิต ขึ้นมาได้เอง ว่าลมหายใจนั้นยาวหรือ สั้นเป็นต้น. ข้อนี้อธิบายว่า เมื่อลมหายใจก็แล่นไปแล่นมาอยู่ และจิตก็ถูก สติผูกติดไว้กับลมหายใจ จิตจึงมีอาการเหมือนกับพลอยแล่นไปแล่นมา ตามไป ด้วยกัน จึงเกิด " ความรู้ " ขึ้นได้ โดยไม่ต้องมีการคิดหรือการพิจารณาเลย. ความรู้เช่นนี้ยังไม่ควรเรียกว่า " ญาณ " เป็นเพียงสัมปชัญญะ คือความ รู้สึกตัวทั่วถึงว่ามันเป็นอย่างไรในขณะนั้น. แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม บางทีท่าน ก็ใช้คำว่า "ญาณ" แก่อาการรู้เช่นนี้ในบางคัมภีร์บ้างเหมือนกัน, ควรจะทราบ ไว้ กันความสับสน. ทั้งนี้เพราะคำว่า ญาณ นั้น มีความหมายกว้างขวาง อาน. ๑๙

น.1057 อาไปใช้กับความรู้ชนิดไหนก็ได้ แต่ความหมายที่แท้นั้น ต้องเป็นความรู้ทางสติ ปัญญาโดยตรง. เมื่อคำว่า " ญาณ " หรือความรู้ ใช้ได้กว้างขวางอย่างนี้ รวมกับการที่ท่านไม่อยากใช้คำอื่น เพิ่มเข้ามาให้มากมายและสับสน โดยไม่จำเป็น อาจารย์บางพวกจึงกล่าวว่า แม้ความรู้สึกที่เกิดขึ้นว่า เรากำลังหายใจยาวดังนี้ เป็นต้น ก็จัดเป็นญาณอันหนึ่งด้วยเหมือนกัน ทำให้มีการกล่าวได้ว่า ญาณได้ ปรากฏแล้ว แม้แต่ในขณะที่เริ่มทำอานาปานสติ พอสักว่า เมื่อหายใจ ออกยาว ก็รู้สึกตัวทั่วพร้อมว่าเราหายใจออกยาว ดังนี้. กรรมวิธีในขณะแห่งการกำหนดลม กรรมวิธีทางจิต ที่เป็นไปในขณะแห่งการกำหนดลมหายใจในขั้นที่กล่าว นี้ มีอยู่เป็นลำดับดังนี้ :- ๑. เมื่อเขากำหนดลมหายใจนานๆ เข้า ก็จะประสบความสำเร็จแห่ง การกำหนด จึง " เกิด ฉันทะ ” คือความพอใจ อันเป็นกุศลเจตสิกอันใหม่ขึ้น มา เนื่องจากการกำหนดลมหายใจนั้นแล้ว มีปฏิกิริยาสืบไป คือ - ๒. เมื่อฉันทะเป็นอยู่ ลมหายใจก็ปรากฏว่า ยาวไปกว่าเดิมด้วย มี ความละเอียดยิ่งกว่าเดิมด้วย. แม้จะไม่มีความละเอียดแห่งลมในระยะแรก แห่งการเกิดของฉันทะ ก็จะต้องมีในระยะต่อมา. ผู้ปฏิบัติอาศัยกำลังแห่งฉันทะ นั้น ทำการกำหนดลมหายใจที่ยาวกว่าเดิม หรือละเอียดกว่าเดิมขึ้นไปอีก นานเข้า ปฏิกิริยาเกิดขึ้นสืบไป คือ - ๓. ปราโมทย์ ได้เกิดขึ้น. คำว่าปราโมทย์ในที่นี้ ตรงกับภาษา บาลีว่า ปามุชฺช ได้แก่ปีติอย่างอ่อน ซึ่งที่แท้ได้แก่เจตสิกธรรมที่เป็นกุศลอีกอัน หนึ่ง ซึ่งต่อไปจะตั้งอยู่ในฐานะเป็นองค์อันสำคัญแห่งฌานองค์หนึ่ง, ด้วย

น.1058 อำนาจแห่งปราโมทย์นั่นเอง ลมหายใจก็ยาวไปกว่าเดิม ละเอียดไปกว่า เดิม, การกำหนดลมหายใจของผู้ปฏิบัตินั้น ก็ตั้งอยู่ได้อย่างแน่นแฟ้น จนกระทั่ง กล่าวได้ว่าไม่ละจากอารมณ์ จิตนี้จึงได้สมมตินามใหม่ ว่า ... ๔. " จิตที่เกิดจากลม " เพราะมีลมหายใจหรือการกำหนดลมหายใจ เป็นสิ่งที่ปรุงจิตอยู่อย่างเต็มที่. ข้อนี้มิได้มีความหมายอะไรอื่น นอกจากจะ แสดงว่า เดี๋ยวนี้จิตเริ่มมีความเป็น " เอกัคคตา," คือความมีอารมณ์อย่างเดียว เกิดขึ้นแล้วแก่จิตนั้น กลายเป็น เอกัคคตาจิต เนื่องมาจากลมหายใจนั้นมีผลทำ ให้เกิดขึ้น. ต่อจากนั้น ก็มีอาการแห่ง ... ๕. อุเบกขา หรือความวางเฉยต่อโลกียารมณ์ ไม่ถูกนิวรณ์ต่างๆ รบกวนได้อีกต่อไป ปรากฏชัดอยู่ ส่วน ... ๖. ภาวะแห่งความที่ลมหายใจนั้น เปลี่ยนรูปปรากฏเด่นเป็นนิมิตแห่ง กัมมัฏฐาน มีอุคคหนิมิตเป็นต้น เห็นอยู่ชัดด้วยตาอันเป็นภายใน ในรูปนิมิตใหม่ อย่างใดอย่างหนึ่งนั้น ย่อมแปลกกัน แล้วแต่ลักษณะของบุคคล. เมื่อ นิมิตนั้นปรากฏชัด ก็เป็นเหตุให้กล่าวได้ว่า ... ๗. สติเป็นธรรมชาติปรากฏชัด ปรากฏทั้งในฐานะที่เป็นตัวเจตสิก- ธรรมด้วย ปรากฏทั้งในฐานะที่เป็นการทำหน้าที่ของมัน คือการกำหนดด้วย. และเนื่องจากสติเป็นไปดังนี้ไม่ขาดตอน สิ่งที่เรียกว่า สัมปชัญญะ คือความรู้สึก ตัวทั่วพร้อมก็ปรากฏ แต่เราไปเรียกชื่อมันเสียใหม่ว่า แม้ ... ๘. ญาณก็ปรากฏ. คำว่า " ญาณก็ปรากฏ " ในที่นี้ มีความหมาย ต่าง ๆ กัน แล้วแต่ว่ามันจะปรากฏในขั้นไหนแห่งการกระทำอานาปานสติ สำ- หรับในชั้นนี้ ซึ่งเป็นขั้นแรกที่สุดนั้น ญาณในที่นี้ ก็เป็นเพียงสัมปชัญญะที่กำลัง รู้สึกว่า “ เราหายใจออกยาว หรือหายใจเข้ายาว " เท่านั้น.

น.1059 แม้กายก็ปรากฏ ลมหายใจ ชื่อว่ากาย ในฝ่ายรูปธรรม หรือเรียก อีกอย่างหนึ่งว่ารูปกาย. แม้จะกล่าวเลยไปถึงว่า แม้นามกายก็ปรากฏ ดังนี้ ก็ยังใต้ เพราะว่าจิตก็ดี หรือเจตสิกธรรม กล่าวคือฉันทะและปราโมทย์เป็นต้นก็ดี เหล่านี้เป็นนามกาย ซึ่งล้วนแต่ปรากฏด้วยเหมือนกัน. หากแต่ว่าการปฏิบัติใน ขั้นนี้ เป็นเพียงขั้นริเริ่ม มุ่งหมายกำหนดแต่เพียงลมหายใจซึ่งเป็นรูปกาย ฉะนั้น คำว่ากาย ในอานาปานสติระยะที่หนึ่งนี้ จึงหมายถึงแต่เพียงรูปกาย และโดยเฉพาะ เพียงลมหายใจเท่านั้น. คำว่า "กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน” กล่าวคือ การ ตั้งไว้ซึ่งสติเป็นเครื่องตามเห็นซึ่งกาย ในขั้นที่หนึ่งนี้ ย่อมเพ่งเล็งเอาลมหายใจ เป็นความหมายของคำว่า กาย แห่งวลีนั้น. เมื่อลมคือกายก็ปรากฏ สติก็ ปรากฏ และ ญาณก็ปรากฏ ครบถ้วนทั้ง ๓ ประการแล้ว ผู้ปฏิบัติ หรือกล่าว โดยเฉพาะก็คือจิตแห่งผู้ปฏิบัตินั้น เป็นอันว่าได้ลุถึง ... ๑๐. กายานุปัสนาสติปัฏฐาน แล้วโดยสมบูรณ์ แม้ในระยะเริ่มแรก ซึ่งเป็นเพียงการกำหนดลมหายใจที่ยาวอย่างเดียว. จากกรรมวิธีทั้ง ๑๐ ระยะที่กล่าวข้างต้น เราจะเห็นได้จากระยะที่ ๑-๒-๓ ว่า ความยาวแห่งลมหายใจนั้น มีอยู่ ๓ ลักษณะ ด้วยกัน คือยาวหรือนาน ตามปรกติของลมหายใจนั้นอย่างหนึ่ง, ยาวออกไปอีกเพราะอำนาจของฉันทะที่ เกิดขึ้นอย่างหนึ่ง, และยาวออกไปอีกเพราะอำนาจของปราโมทย์เกิดสืบต่อจาก ฉันทะอีกอย่างหนึ่ง, จึงเป็น ๓ ลักษณะด้วยกัน. เมื่อลมหายใจออกก็ยาว ลมหายใจเข้าก็ยาว และรวมกันทั้งออกทั้งเข้า ก็ยาว เป็นลมยาว ๓ ชนิดด้วยกันดังนี้แล้ว เอาไปคูณกันเข้ากับความยาวที่มี

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต