Buddhadasa.org

อานาปานสติภาวนา เล่ม 1 ว่าด้วยสมาธิล้วน ตอนที่ ๗ — วิธีเจริญอานาปานสติ

อานาปานสติภาวนา เล่ม 1 ว่าด้วยสมาธิล้วน — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — อานาปานสติภาวนา เล่ม 1 ว่าด้วยสมาธิล้วน (๑๙ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.1038 อานาปานสติภาวนา ( เรื่อง การเจริญอานาปานสติ ) ทำไมจึงเจริญอานาปานสติ ก่อนแต่ที่จะได้ทราบว่า เราจะเจริญอานาปานสติกันอย่างไรนั้น ควรจะ ได้วินิจฉัยในปัญหาที่ว่า ทำไมเราจึงเลือกเอาอานาปานสติ มาเป็นกัมมัฏ- ฐานหลัก ในที่นี้กันเสียก่อน ซึ่งเมื่อทราบแล้ว จะช่วยให้การเจริญอานาปานสติ เป็นไปได้ง่ายขึ้น. พึงทราบว่า อานาปานสติ เป็นชื่อของกัมมัฏฐานอย่างหนึ่ง ในบรรดา กัมมัฏฐาน ๔๐ อย่าง. กัมมัฏฐาน ๔๐ นั้น แบ่งเป็นหมวด ๆ คือ ก. การ เจริญกสิณ ๑๐ อย่าง ได้แก่ปฐวีกสิณ ( ดิน ), อาโปกสิณ (น้ำ), เตโช- กสิณ ( ไฟ), วาโยกสิณ (ลม ), นิลกสิณ (สีเขียว), ปิตกสิณ (สีเหลือง), โลหิตกสิณ (สีแดง ), โอทาตกสิณ ( สีขาว ), อาโลกสิณ ( แสงสว่างจาก ดวงอาทิตย์ ) และปริฉินนกสิณ ( ช่องหรือรู ) ; ซึ่งทั้งหมดนี้ เป็นกัมมัฏฐาน ที่หนักไปในทางฝ่ายรูป และ มุ่งหมายที่จะฝึกฝนจิตไปในทางอิทธิวิธีมาแต่เดิม ; ข. การเจริญอสุภ ๑๐ อย่าง คือ ศพแรกพอง, ศพขึ้นเขียว, ศพหนองไหล, ศพขาดเป็นท่อน, ศพถูกสัตว์กัดกิน, ศพหลุดออกเป็นส่วนๆ, ศพแหลกละเอียด, ศพอาบไปด้วยเลือด, ศพเต็มไปด้วยหนอง และศพเหลือแต่กระดูก, ซึ่งมีความ มุ่งหมายหนักไปในทางกำจัดกามฉันทะเป็นส่วนใหญ่ ; และ ค. การเจริญอนุส- สติ ๑๐ อย่าง คือ พุทธานุสสติ, ธัมมานุสสติ, สังฆานุสสติ, สีลานุสสติ,

น.1039 จาคานุสสติ, เทวตานุสสติ, ระลึกถึงธรรมที่ทำความเป็นเทวดา), มรณานุสสติ, กายคตาสติ, อานาปานสติ และ อุปสมานุสสติ ( ระลึกถึงคุณพระนิพพาน ), ควรจะสังเกตไว้ด้วยว่า อานาปานสติ ที่เรากำลังจะกล่าวถึงอยู่นี้ มีชื่อรวมอยู่ใน หมวดนี้ ; ง. การเจริญพรหมวิหาร ๔ อย่าง คือเมตตาพรหมวิหาร, กรุณา พรหมวิหาร, มุทิตาพรหมวิหาร, อุเบกขาพรหมวิหาร ; จ. การเจริญอรูป- ฌาน ๔ อย่าง คือ อากาสานัญจายตนะ ( กำหนดความไม่มีที่สิ้นสุดของอากาศ เป็นอารมณ์ ), วิญญาณัญจายตนะ ( กำหนดความไม่มีที่สิ้นสุดของวิญญาณธาตุ เป็นอารมณ์ ), อากิญจัญญายตนะ ( กำหนดความไม่มีอะไรเป็นอารมณ์ ) และ เนวสัญญานาสัญญายตนะ ( กำหนดความมีสัญญาก็ไม่ใช่ และความไม่มีสัญญา ก็ไม่ใช่ เป็นอารมณ์ ), ซึ่งทั้งหมดนี้ เป็นอรูปฌาน เป็นสมาธิ เพื่อสมาบัติชั้น สูง แต่ไม่เป็นไปเพื่อวิปัสสนา. ส่วนอีก ๒ อย่างที่เหลือ คือ ฉ. อาหาเร- ปฏิกูลสัญญา (กำหนดความเป็นปฏิกูลแห่งอาหาร) และ ช. จตุธาตุววัฏฐานะ (การกำหนดพิจารณาโดยความเป็นธาตุสี่). สองอย่างหลังนี้ เป็นการพิจารณา ค่อนไปทางปัญญา. รวมทั้งหมดเป็น ๔๐ อย่างด้วยกัน. การที่เลือกเอา เพียงอย่างหนึ่ง จาก ๔๐ อย่างนั้น มีเหตุผลดังที่จะได้กล่าวต่อไปนี้ : ในบรรดาสมาธิภาวนา ซึ่งมีอยู่ทั้งหมดด้วยกันถึง ๔ ประเภทนั้น อานา ปานสติกัมมัฏฐาน สามารถเป็นสมาธิภาวนาได้ตั้ง ๓ ประเภท. สมาธิ ภาวนา ๔ ประเภทเหล่านั้น คือ : ๑. สมาธิภาวนาเป็นไปเพื่อทิฏฐธรรมสุขวิหาร การอยู่เป็นสุขทันตาเห็น, ๒. สมาธิภาวนาเป็นไปเพื่อญาณทัสสนะอันเป็นทิพย์ หมายถึงความมี หูทิพย์ ตาทิพย์. ๓. สมาธิภาวนาเป็นไปเพื่อความสมบูรณ์ของสติสัมปชัญญะ และ ๔. สมาธิภาวนาเป็นไปเพื่อความสิ้นอาสวะโดยตรง.

น.1040 สำหรับอานาปานสติภาวนา หรือการเจริญอานาปานสตินั้น ย่อมเป็นไปในสมาธิ- ภาวนาประเภทที่หนึ่ง ประเภทที่สาม ประเภทที่สี่ โดยสมบูรณ์ เว้นประเภทที่ สอง ซึ่งไม่เกี่ยวกับความดับทุกข์แต่ประการใด. อานาปานสติ ย่อมเป็นไป ในสมาธิภาวนา ๓ ประเภท ดังที่ได้ระบุแล้วอย่างไรนั้น จะชี้ให้เห็นโดยละเอียด ข้างหน้า หรืออาจเห็นได้แม้ด้วยตนเอง ในเมื่อได้ศึกษาหรือปฏิบัติเรื่องอานา ปานสติจบไปแล้ว. ส่วนกัมมัฏฐานอื่น ไม่สำเร็จประโยชน์กว้างขวางดังเช่น อานาปานสตินี้. ยิ่งกว่านั้น, อานาปานสติ เป็นกัมมัฏฐานประเภทที่สงบและประณีต ทั้งโดยอารมณ์ และ ทั้งโดยการกำจัดกิเลส . กัมมัฏฐานอื่น โดยเฉพาะ กายคตาสติ แม้เป็นของคู่เคียงกันกับอานาปานสติ ก็หาเป็นเช่นนั้นไม่ คือสงบและ ประณีตแต่โดยการกำจัดกิเลส แต่ไม่สงบและประณีตทางอารมณ์. ส่วน อานาปานสติสงบประณีตโดยทางอารมณ์ คือเป็นอารมณ์ของกัมมัฏฐานที่เยือก เย็นสบาย ไม่น่าหวาดเสียว ไม่น่าขยะแขยง ไม่ลำบากแก่การทำ แล้วยังกำจัด กิเลสได้ถึงที่สุดด้วย. อานาปานสติเป็นเช่นนี้ ; ส่วนกายคาตาสตินั้น มีอารมณ์ น่าหวาดเสียว น่าขยะแขยงเป็นต้น และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง คืออสุภกัมมัฏฐานแล้ว ย่อมมีความหมายเป็นอย่างนี้มากขึ้นถึงที่สุด. เนื่องจากอานาปานสติมีคุณสมบัติ ดังกล่าวนี้ จึงปรากฏว่าถูกแนะนำ โดยพระผู้มีพระภาคเจ้าเอง ว่าเหมาะแก่ทุกคน และทรงสรรเสริญว่า เป็นกัมมัฏฐานที่พระอริยเจ้าทั้งหลาย รวมทั้งพระองค์ด้วย ได้เคยประสบความสำเร็จมาแล้ว และยังคงใช้เป็น "วิหารธรรม" อยู่เป็นประ จำอีกด้วย. ยิ่งไปกว่านั้นอีก, การเจริญอานาปานสติ เป็นการเจริญที่สามารถ ทำติดต่อกันไปได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนเรื่อง หรือไม่ต้องเปลี่ยนอารมณ์ตั้งแต่ ต้นจนปลาย คือสามารถเจริญเพื่อให้เกิดสมาธิในระยะแรก และสมาธิที่เจือ ปัญญาในระยะกลาง และเกิดปัญญาอันสูงสุดที่ทำให้สิ้นอาสวะได้ในระยะสุดท้าย อาน. ๑๕

น.1041 ด้วยการเจริญอานาปานสตินั่นเอง จนตลอดสาย. ถ้าเป็นกัมมัฏฐานอื่น โดย เฉพาะเช่น กสิณ ก็จะไปตายด้านอยู่เพียงแค่สมาธิ แล้วก็ต้องเปลี่ยนเป็นเรื่องอื่น เพื่อเป็นชั้นวิปัสสนาต่อไป. ส่วนอานาปานสตินั้น เมื่อเจริญครบทั้ง ๔ จตุกกะ หรือทั้ง ๑๖ ระยะแล้ว ย่อมสมบูรณ์อยู่ในตัว ทั้งโดยสมาธิ และโดยวิปัสสนา. ดังที่ได้กล่าวแล้วข้างต้นว่า อานาปานสติเพียงอย่างเดียว เป็นสมาธิภา- วนาได้ถึง ๓ ประเภท ไม่มีกัมมัฏฐานข้อใดที่สะดวกเช่นนี้ สบายเช่นนี้ และได้รับ การยกย่องสรรเสริญมากเช่นนี้ ; เพราะเหตุนี้เอง เราจึงเลือกเอาอานาปานสติ เป็นกัมมัฏฐานหลัก เพื่อการศึกษาและปฏิบัติโดยตลอด. ทั้งหมดนี้ คือ เหตุผลที่ว่าเจริญอานาปานสติทำไม. ใครจะเป็นผู้เจริญอานาปานสติ ต่อไปนี้จะได้วินิจฉัยกันเป็นพิเศษอีกหน่อยหนึ่ง ในปัญหาที่ว่า ใครเป็น ผู้เจริญอานาปานสติ. เกี่ยวกับคำตอบข้อนี้ เราจะได้พบว่าในสูตรนั้นเอง พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ทรงใช้คำว่า " ภิกษุในธรรมวินัยนี้" ซึ่งหมายความว่า ได้แก่ บุคคลผู้ ศึกษาในศาสนานี้ เห็นโลกเห็นทุกข์อย่างนี้แล้ว ต้องการจะดับทุกข์ตาม วิธีนี้ คือตามวิธีแห่งธรรมวินัยที่เราเรียกกันในบัดนี้ว่า " พุทธศาสนา " พระ พุทธองค์ได้ตรัสว่า สมณะที่หนึ่ง สมณะที่สอง สมณะที่สาม สมณะที่สี่ มีแต่ ในธรรมวินัยนี้เท่านั้น หมายความว่าผู้พ้นทุกข์ตามแบบแห่งธรรมวินัยนี้ ที่เราเรียก กันว่า พระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี และพระอรหันต์นั้น มีแต่ ในธรรมวินัยที่มีการปฏิบัติอย่างนี้เท่านั้น. ธรรมวินัยอื่น หรือลัทธิอื่น ย่อม ว่างจากสมณะเหล่านี้ ดังนี้เป็นต้น. ข้อนี้บ่งความว่า ผู้ที่จะมุ่งหมายจะดับ

น.1042 ทุกข์ตามแบแห่งธรรมวินันนี้นั่นแหละ คือผู้ที่จะเจริญอานาปานสติ ; เพราะ ฉะนั้นเขาจะต้องทำตนให้เป็นผู้เหมาะสม ทั้งในทางที่จะศึกษาและทางที่จะปฏิบัติ ดังที่จะได้กล่าวสืบไป. วิธีเจริญอานาปานสติ บัดนี้จักได้วินิจฉัยกันถึงข้อที่ว่า จะเจริญอานาปานสติอย่างไร สืบไป ตามลำดับ โดยหัวข้อดังต่อไปนี้. ที่มาของเรื่อง เกี่ยวกับเรื่องนี้ มีบาลีพระพุทธภาษิตเป็นหลักอยู่โดยตรง เรียกว่า อานาปานสติสูตร ปรากฏอยู่ในคัมภีร์มัชฌิมนิกาย ตอนอุปริปัณณาสก์ ( พระไตรปิฎกบาลีฉบับสยามรัฐ เล่ม ๑๔ หน้า ๑๙๐) และมีที่กล่าวถึงอยู่ในที่อื่น อีกมากแห่ง ในพระไตรปิฎก ข้อความที่เป็นตัวใจความสำคัญนั้นมีอยู่ตรงกันหมด ทุกแห่ง. ส่วนบทประกอบเรื่องเบ็ดเตล็ดนั้น ต่างกันบ้างตามกรณี. สำหรับ ส่วนที่เราจักได้ถือเอาเป็นหลักนั้น คือ ตัวสูตรซึ่งมีข้อความที่ทรงแสดงถึงวิธีการ เจริญอานาปานสติโดยตรง จนกระทั่งถึงผลที่เกิดจากอานาปานสตินั้น เป็นที่สุด. หัวข้อหรือใจความของเรื่อง พระพุทธภาษิตที่เป็นอุเทศแห่งเรื่องนี้ เริ่มขึ้นด้วยคำว่า " ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ไปแล้วสู่ป่าก็ตาม ไปแล้วสู่โคนไม้ก็ตาม ไปแล้วสู่เรือนว่าง ก็ตาม นั่งคู้ขาเข้ามาโดยรอบแล้ว ตั้งกายตรง ดำรงสติมั่น. ภิกษุนั้น เป็น

น.1043 ผู้มีสติอยู่นั้นเทียว หายใจออก, มีสติอยู่ หายใจเข้า" ดังนี้. ตอนต่อจากนี้ ได้ตรัสถึง วิธีกำหนดลมหายใจเข้าออกอย่างไร และ การพิจารณาสิ่งใดอยู่ ทุกลมหายใจเข้าออก จนครบ ๑๖ ระยะ ; จัดเป็นหมวดๆ ได้ ๔ หมวด หมวด ละ ๔ ระยะ ตอนต่อจากนั้น ก็ได้ตรัสถึงผลที่เกิดขึ้นว่า การทำเช่นนั้นได้ทำให้ เกิดมีสติปัฏฐานทั้ง ๔ และโพชฌงค์ทั้ง ๗ ขึ้นมาโดยสมบูรณ์ได้อย่างไร แล้วเกิด วิชชาและวิมุติ ซึ่งเป็นความดับทุกข์สิ้นเชิงได้อย่างไร ในที่สุด. เพื่อสะดวกในการทำความเข้าใจ และเพื่อเป็นไปอย่างถูกต้องตามหลัก- เกณฑ์นั้น ๆ โดยตรง จะได้ยกเอาพระพุทธภาษิตเหล่านั้นมาอธิบายทีละตอนตาม ลำดับ และในตอนหนึ่งๆ ก็จะอธิบายทีละข้อ หรือทีละคำ ตามที่เห็นว่าจำเป็น. การทำความเข้าใจในเบื้องต้น สำหรับตอนแรกนี้ เริ่มด้วยข้อพุทธภาษิตว่า " ภิกษุในธรรมวินัยนี้ไป แล้วสู่ป่าก็ตาม ไปแล้วสู่โคนไม้ก็ตาม ฯลฯ หายใจออก - เข้า" ดังนี้ มีคำ อธิบายเป็นลำดับข้อ ดังนี้ : (ก) คำว่า "ภิกษุในธรรมวินัยนี้" ได้วินิจฉัยแล้วข้างต้น ในข้อ ที่ว่าใครเป็นผู้เจริญอานาปานสติ. ในที่นี้ สรุปแล้วก็ได้แก่พระสาวกผู้ที่จะ ปฏิบัติตามคำสั่งสอนของผู้มีพระภาคเจ้าโดยเคร่งครัดนั่นเอง. ( ข) คำว่า "ไปแล้วสู่ป่าก็ตาม " มีข้อที่ต้องวินิจฉัยว่า ทำไมจึง ต้องไปสู่ป่า ? และป่านั้นคืออะไร ? ที่แนะนำให้ไปสู่ป่า มีความหมายสำคัญอยู่ตรงที่ ต้องการให้พราก ตัวเองจากสิ่งแวดล้อมที่เคยชินจนเป็นนิสัย. อุปมาข้อหนึ่ง ท่านแนะนำ

น.1044 ให้สังเกตว่า เมื่อชาวนาเห็นว่าลูกวัวตัวนี้โตพอสมควรที่จะแยกไปฝึกได้แล้ว ก็ ต้องแยกจากแม่ของมัน นำไปผูกไว้ที่ใดที่หนึ่ง จนกว่ามันจะลืมแม่ หรือลืมความ เคยชินที่เคยติดอยู่กับแม่เสียก่อน แล้วจึงฝึกหรือจัดการอย่างอื่นตามประสงค์. ลูกวัว เมื่อถูกผูกอยู่ในที่อื่น ห่างจากแม่ ก็ย่อมร้องและดิ้นรนต่างๆ นานา แต่ นานเข้า ในที่สุดก็หยุดดิ้น เพราะดิ้นไม่ไหวและลงนอนอยู่ข้างเสาหลักนั่นเอง มีจิต ใจเปลี่ยนเป็นวัวอีกตัวหนึ่ง ซึ่งอาจจะรับการฝึกอย่างใดอย่างหนึ่งได้. ความ ติด หรือความเคยชินในโลกิยารมณ์ของเรานั้นแหละ คือแม่วัว ; จิตคือลูกวัว หรือถ้ากล่าวโดยบุคลาธิษฐานอีกอย่างหนึ่ง ก็คือสถานที่ที่เต็มไปด้วยอารมณ์ยั่ว ยวนนั่นแหละ คือแม่วัว, ภิกษุใหม่นั่นแหละ คือลูกวัว ; เพราะเหตุนี้จึงต้องมี การไปสู่ป่า ซึ่งเป็นการแยกลูกวัวจากแม่วัวนั้นเอง. อีกอุปมาหนึ่ง ก็คือ พระศาสดาเป็นผู้ที่เปรียบได้กับบุคคลผู้ฉลาดในการดูพื้นที่ หรือเป็นหมอดูพื้นที่ ให้ แก่คนอื่น พระองค์ได้ทรงแนะพื้นที่ว่า ป่านั้นแหละ เป็นที่เหมาะสม สำหรับบุคคล ผู้ที่จะบำเพ็ญความเพียรในทางจิตทุกชนิด. และยังตรัสไว้เป็นอุปมาอีกอย่าง หนึ่งในที่อื่นว่าเป็นเสือ ต้องไปคอยซุ่มจับเนื้อในป่าซิ จึงจะมีเนื้อให้จับ และจับ ได้ง่าย ดังนี้. เนื้อ ในที่นี้ หมายถึงมรรคผล และเสือก็คือภิกษุผู้มีตนอันส่ง ไปแล้วสู่ความเพียร ที่จะประกอบการงานทางจิตอย่างแท้จริงนั่นเอง. คำว่า ป่า ตามวินัย หมายถึงที่ที่อยู่ห่างไกลจากเขตบ้านชั่ว ๕๐๐ ธนู ( ประมาณ ๑๐๐๐ เมตร ) ขึ้นไป. แต่ คำว่า ป่า ตามทางธรรมะ หรือ ฝ่ายการปฏิบัติธรรมนั้น หมายความเป็นอย่างอื่นได้ตามกรณีที่สมควร ; แต่อย่าง น้อย ไม่ควรจะใกล้บ้านน้อยกว่า ๕๐๐ ชั่วธนูอยู่นั่นเอง. สิ่งที่เรียกว่า ป่า ในพระบาลีสูตรนี้ มีความหมายรวมๆ ถึงป่าโปร่ง ตามปรกติ หรือป่าละเมาะก็ได้ ซึ่งในป่านั้น จะมีโคนไม้ หรือมีถ้ำ หรืออื่นๆ อาน. ๑๖

น.1045 ก็ได้. พระอาจารย์ในชั้นหลังได้ให้ข้อสังเกตว่า ถ้าเป็นฤดูร้อนควรไปสู่ป่า หรือที่โล่ง ถ้าเป็นฤดูหนาว ควรไปสู่โคนไม้หรือดงทึบ. ถ้าเป็นฤดูฝน ควรไป สู่สุญญาคารอย่างอื่น นอกจากป่าและโคนไม้ ซึ่งท่านได้ระบุไว้เป็นถ้ำ เป็นภูเขา ที่มีเงื้อนกันฝนได้ ริมลำธารที่ตลิ่งกันฝนได้ และใต้ลอมฟาง ดังนี้เป็นต้น. ใน บาลีบางแห่ง แสดงให้เห็นละเอียดออกไปอีกว่า ถ้าในฤดูร้อน กลางวันอยู่ใน ป่าสบาย กลางคืนอยู่ในที่โล่งสบาย, แต่ถ้าเป็นฤดูหนาว กลางวันอยู่ที่โล่งสบาย กลางคืนอยู่ในป่าสบาย ดังนี้ก็มี. แต่เท่าที่ปรากฏอยู่ในพระพุทธภาษิตทั่วๆ ไป ก็มีอยู่สั้นๆ เป็น ๓ อย่าง โดยมีเป็นบทบาลีว่า ไปแล้วสู่ป่าก็ตาม ไปแล้วสู่ โคนไม้ก็ตาม ไปแล้วสู่เรือนว่างก็ตาม ดังนี้. ชะรอยพระอาจารย์เหล่านั้น จะเห็นว่าเมื่อมีอยู่ ๓ อย่าง ก็เลยบัญญัติให้เป็นสำหรับ ๓ ฤดูเสียเลย ก็เป็นได้ ผู้ปฏิบัติควรสังเกตความเหมาะสมเอาด้วยตนเอง ว่าควรจะเป็นสถานที่เช่นไร ขอ แต่ให้ได้ความหมายอันแท้จริงของคำว่า ป่า คือเป็นที่สงัดจากการรบกวนของ โลกิยารมณ์ ทำให้เกิดความวิเวกหรือความสงัดในทางกายก่อนก็เป็นการเพียงพอ. ( ค ) คำว่า "นั่งคู้ขาเข้ามาโดยรอบ” มีข้อที่ต้องวินิจฉัยว่าทำไม จะต้องใช้อิริยาบถนั่ง ? และนั่งคู้ขาเข้ามาโดยรอบนั้น คือนั่งอย่างไร ? อิริยาบถนั่ง เป็นอิริยาบถที่เหมาะสมที่สุด สำหรับการเจริญภาวนาคือ ทำให้สามารถคิดนึกอะไรได้อย่างแน่วแน่ โดยไม่ต้องห่วงว่าจะเซ หรือล้มอย่าง ในอิริยาบถยืน ; และไม่ก่อให้เกิดการอยากหลับ หรือความเหลวไหลอย่างอื่น เหมือนอิริยาบถนอน ; จึงมีธรรมเนียมหรือประเพณีที่ใช้อิริยาบถนี้มาแล้วแต่ โบราณกาล นานจนทราบไม่ได้ว่ามีตั้งแต่เมื่อไร. เหตุผลอย่างอื่นบางประ- การ ได้มีกล่าวไว้แล้วข้างต้น ในตอนอันว่าด้วยจริต. แต่ทั้งนี้ มิได้หมาย ความว่า ผู้นั้นจะต้องนั่งไปเสียตลอดเวลา โดยไม่มีการเปลี่ยนไปสู่อิริยาบถอื่น หรือว่าในอิริยาบถอื่นไม่สามารถเจริญสมาธิได้ ก็หามิได้.

น.1046 คำว่า "คู้ขาเข้ามาโดยรอบ" หรือที่เรียกว่า บัลลังก์ นั้น มีความ หมายอยู่ตรงที่จะได้ท่านั่งที่มั่นคงและสมดุลย์ ทรงตัวอยู่ได้โดยง่ายและสดวกสบาย แก่ร่างกาย หรือแก่การไหลเวียนของเลือดลมในร่างกายตามสมควร. ถ้าอยาก จะเข้าใจว่าการนั่งเช่นนี้ คือการนั่งโดยท่าไร ก็มีทางทำได้โดยการหย่อนตัวนั่งลง แล้วเหยียดขาออกไปตรงๆ ข้างหน้า ทั้งสองข้าง แล้วงอเข่าซ้ายเข้ามาจนฝ่าเท้า อยู่ใต้ขาขวา แล้วยกเท้าขวาขึ้นทับเข่าซ้าย มือวางซ้อนกันไว้บนตัก ; อย่างนี้ เรียกว่า ปัทมาสนะ ซึ่งแปลว่า ท่านั่งอย่างดอกบัว. แต่ถ้าหากว่านั่งอย่าง นั้นแล้ว ยังได้ยกเท้าซ้ายขึ้นมาขัดบนขาขวาอีนทีหนึ่ง ก็จะกลายเป็นท่านั่งที่มั่นคง ยิ่งขึ้นไปอีก และเรียกว่า สิทธาสนะ แปลว่า ท่านั่งของพวกสิทธา หรือท่านั่ง ที่จะให้สำเร็จประโยชน์จริงๆ ถึงที่สุด ซึ่งเรียกกันในเมืองไทยว่า นั่งขัดสมาธิ- เพชร นั่นเอง. คำว่า "บัลลังก์” หมายถึงการนั่งด้วยการคู้ขาอย่างนี้. ผู้นั่งจะต้องหัดนั่งด้วยความลำบากมากหรือน้อย ย่อมแล้วแต่กรณีที่ตนเกิดมาภาย ใต้สิ่งแวดล้อม เช่นวัฒนธรรมเป็นต้น แต่อย่างไรก็ตาม ควรจะพยายามหัด นั่งให้ได้ มากกว่าที่จะดัดแปลงแก้ไขระเบียบอันนี้ไปเป็นอย่างอื่น ซึ่งจะไม่ได้รับผล เท่ากัน เว้นไว้เสียแต่ในกรณีที่จำเป็นจริงๆ เช่นคนเจ็บ หรือคนขาพิการ เป็นต้น เท่านั้น. สำหรับคนธรรมดาแล้ว แม้จะต้องหัดอยู่เป็นเวลานาน ก็ควรพยา- ยามเป็นอย่างยิ่ง. ท่านั่งชนิดนี้ ชาวจีนเรียกว่า " ท่านั่งของชาวอินเดีย " เพราะชาวจีนก็นั่งเก้าอี้หรือนั่งอย่างอื่น. แต่ถึงกระนั้น เมื่อถึงคราวจำเป็นที่ ต้องทำสมาธิ ก็ยังถูกสั่งให้นั่งด้วยท่านั่งของชาวอินเดียอยู่นั่นเอง ปรากฏอยู่ใน วรรณคดีทางพุทธศาสนาของจีนอยู่เป็นหลักฐาน ตั้งพันกว่าปีมาแล้ว ; เพราะ ฉะนั้นไม่ควรจะมีใครเปลี่ยนแปลงท่านั่งของการทำสมาธิให้เป็นอย่างอื่น เพราะ ได้พิสูจน์แล้วว่ามิใช่เป็นสิ่งที่เหลือวิสัยเลย.

น.1047 (ง) คำว่า "ตั้งกายตรง ” หมายความว่าให้นั่งตัวตรงนั่นเอง. คำ ว่าตรง ในที่นี้ หมายถึงกระดูกสันหลังตั้งตรงราวกะว่าเอาแกนเหล็กตรงๆ เข้าไป สอดไว้ในกระดูกสันหลัง. ทั้งนี้เพราะท่านต้องการให้ข้อกระดูกสันหลังทุกๆ ข้อ จดกันสนิทเต็มหน้าตัดของมัน ด้วยความมุ่งหมายว่าการทำอย่างนี้ จะมีผลคือโลหิต และลมหายใจ เป็นไปอย่างถูกต้องตามธรรมชาติ ซึ่งเป็นสิ่งที่พึงประสงค์มากที่สุด ในกรณีนี้. อีกอย่างหนึ่งก็คือ ทุกข์เวทนาต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากเลือดลมในกาย เดินไม่สะดวกนั้น จะเกิดขึ้นได้โดยยากหรือมีแต่น้อยที่สุด นี้เป็น ความมุ่งหมาย ทางรูปธรรม. ในทางนามธรรม มุ่งหมายถึงการทำจิตให้ตรงแน่ว ไม่เอียง ซ้ายหรือเอียงขวา หรือเอียงหน้าเอียงหลัง ด้วยความน้อมไปสู่กามสุขัลลิกานุโยค หรืออัตตกิลมถานุโยค เป็นต้น. พึงทราบว่าผู้ที่ทำได้ดี จะมีตัวตรงอยู่ได้ตลอด เวลา ทั้งในขณะลืมตาและหลับตา หรือแม้แต่เมื่อจิตเข้าสู่สมาธิ ไร้การสำนึก ในการควบคุมแล้วก็ตาม. (จ) คำว่า “ดำรงสติมั่น ” ที่เรียกว่า "ปริมุข" นั้น หมายถึงสติ ที่ตั้งมั่นในอารมณ์ที่จะกำหนด ซึ่งในที่นี้ได้แก่ลมหายใจโดยตรง. ท่านจำกัด ความไว้ว่า ทำจิตให้เป็นเอกัคคตาต่อลมหายใจ คือมีลมหายใจอย่างเดียว ที่ จิตกำลังรู้สึกอยู่ หรือกำหนดอยู่. คำว่า สติ ในที่นี้ เป็นเพียงการกำหนด ล้วน ๆ ยังไม่เกี่ยวกับความรู้ หรือการพิจารณาแต่อย่างใด เพราะเป็นเพียงขั้นที่ เพิ่งเริ่มกำหนดเท่านั้น. โดยพฤตินัย ก็คือ นั่งตัวตรงแล้วก็เริ่มระดมความ สังเกตหรือความรู้สึกทั้งหมด ตรงไปยังลมหายใจ ที่ตนกำลังหายใจอยู่นั่นเอง ผู้กระทำไม่จำเป็นต้องหลับตาเสมอไป กล่าวคือสามารถทำได้ทั้งลืมตา โดยทำให้ ตาของตนจ้องจับอยู่ที่ปลายจมูกของตน จนกระทั่งไม่เห็นสิ่งอื่นใด. อาศัย กำลังใจที่เข้มแข็งแล้ว ย่อมจะทำได้โดยไม่ยาก. ตาลืมอยู่ และมองอยู่ที่ ปลายจมูกก็จริง แต่จิตไม่ได้มามองด้วย คงมุ่งอยู่ที่การจะกำหนดลม หรือติดตาม

น.1048 ลมแต่อย่างเดียว. การทำอย่างลืมตา ยากกว่าการหลับตา, ต้องใช้ความ พยายามมากในเบื้องต้น แต่แล้วก็ได้ผลคุ้มกัน คือง่วงยาก และมีกำลังใจเข้ม แข็งกว่า ในตอนหลัง ; หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ เป็นผู้ที่สามารถดำรงสติได้ มั่นคงกว่านั่นเอง. พวกที่ตั้งใจจะทำอย่างเข้มแข็ง ถึงขนาดเป็นโยคีที่สม- บูรณ์แบบ ย่อมได้รับการแนะนำให้เริ่มฝึกอย่างลืมตาทั้งนั้น. ( ฉ ) คำว่า "ภิกษุนั้นเป็นผู้มีสติอยู่นั่นเที่ยว" มีสิ่งที่ต้องวินิจฉัย ตรงคำว่า "มีสติ." ถ้าถามว่ามีสติอะไรขึ้นมาก่อน ก็ต้องตอบว่ามีสติไป ตั้งแต่การหายใจ คือมีสติหายใจออก มีสติหายใจเข้า. เมื่อการหายใจออก และเข้าถูกกำหนดอยู่เพียงใด ภิกษุนั้นก็ได้ชื่อว่า สโตการี คือผู้ทำสติอยู่เพียงนั้น; ฉะนั้นจะพูดกลับกันว่า “มีสติหายใจ" หรือ "หายใจมีสติ" ก็ย่อมมีความ หมายเท่ากัน. ลมหายใจออกเรียกว่า อานะ, ลมหายใจเข้าเรียกว่า อาปานะ รวม ๒ คำเข้าด้วยกัน โดยวิธีสนธิตัวหนังสือ หรือสนธิทางเสียงก็ตาม ย่อมได้ เป็นคำเดียวว่า "อานาปานะ"; แปลว่า ลมหายใจออกและเข้า. สติที่ กำหนดลมทั้งออกและเข้า นั้น ชื่อว่า อานาปานสติ. ผู้กระทำสติเช่นนี้ ชื่อว่า สโตการี ในที่นี้. อาน. ๑๗

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต