Buddhadasa.org

อานาปานสติภาวนา เล่ม 2 ว่าด้วยสมาธิเจือปัญญา ตอนที่ ๑๐ — อานาปานสติ ขั้นที่สิบสอง - การทำจิตให้ปล่อยอยู่

อานาปานสติภาวนา เล่ม 2 ว่าด้วยสมาธิเจือปัญญา — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — อานาปานสติภาวนา เล่ม 2 ว่าด้วยสมาธิเจือปัญญา (๑๐ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.369 อานาปานสติขั้นที่สิบสอง (การทำจิตให้ปล่อยอยู่) อุเทสแห่งอานาปานสติขั้นที่สิบสอง หรือข้อที่สี่แห่งจตุกกะที่สามนี้ มีหัวข้อว่า "ภิกษุนั้น ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ทำจิตให้ปล่อยอยู่ จักหายใจออก ดังนี้ ; ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ทำจิตให้ปล่อยอยู่ จักหายใจเข้าดังนี้" วินิจฉัยมีอยู่ดังต่อไปนี้ :- การทำในบทศึกษาทั้งสามในอานาปานสติ ขั้นนี้นั้น ความสำรวมสติ ในการคอยกำหนดการปล่อยชนิดต่าง ๆ ของจิต หรือแม้แต่การคอยกำหนดจิต ให้ทำการปลดเปลื้องสิ่งต่าง ๆ จากจิต ซึ่งเป็นความสำรวมอย่างยิ่ง และอย่าง ละเอียดที่สุดนั่นแหละ คือ ความสำรวมที่ประมวลไว้ได้ซึ่งสีลสิกขาในขณะนี้. สำหรับจิตตสิกขาและปัญญาสิกขานั้น มีอยู่ได้โดยลักษณะเดียวกันกับอานาปาน- สติขั้นอื่น ๆ ทุกขั้นดังที่กล่าวแล้ว ไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยซ้ำในที่นี้อีก. สำหรับคำว่า "ทำจิตให้ปล่อยอยู่" นั้น มีสิ่งที่จะต้องวินิจฉัยเป็น ๒ อย่างคือ ๑. ปล่อยอย่างไร ? ๒. ปล่อยซึ่งอะไร ? ซึ่งจะได้วินิจฉัยต่อไป. วิโมจย์ จิตฺตํ อสฺสสิสสามีติ สิฺขติ วิโมจย์ จิตฺตํ ปฺสสิฺสามีติ สิกุขติ ฯ-

น.370 ที่ยกเอาปัญหาว่าปล่อยอย่างไรมาวินิจฉัยก่อนนั้น เป็นเพราะ จะช่วยทำให้เกิดความเข้าใจได้โดยง่าย เพราะจะได้อาศัยข้อความต่าง ๆ ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นเป็นเครื่องช่วยทำให้เกิดความเข้าใจง่าย โดยเฉพาะ ก็คือ เรื่ององค์แห่งฌานอันกล่าวแล้วในอานาปานสติขั้นที่สี่โดยละเอียด และ เรื่องการละนิจจสัญญาเสียได้ด้วยอนิจจสัญญา เป็นต้น ดังที่กล่าวแล้วโดย ละเอียดในอานาปานสติขั้นที่ห้า. คำว่าทำจิตให้ปล่อย มีความหมายโดยตรงว่า ทำจิตให้ปล่อยสิ่งที่ เกิดขึ้นในจิตหรือกลุ้มรุมห้อมล้อมจิต อย่างหนึ่ง และ สิ่งที่จิตยึดไว้เอง ด้วยอำนาจของอุปาทานอันเกิดมาจากอวิชชา อันนอนเนื่องอยู่ในสันดาน นี้อีกอย่างหนึ่ง. ถ้ากล่าวกลับกันอีกอย่างหนึ่งก็คือ แทนที่จะกล่าวว่าทำจิต ให้ปล่อย ก็กล่าวกลับกันได้ว่า “เปลื้องจิตเสียจากสิ่งซึ่งควรปลดเปลื้อง" ดังนี้ก็ได้ ; ผลย่อมเป็นอย่างเดียวกัน จะแตกต่างกันก็แต่วิธีพูด. ที่ว่าทำจิตให้ปล่อยเสีย หรือเปลื้องจิตเสียจากสิ่งที่มากลุ้มรุมจิตนั้น หมายถึงการเปลื้องจิตจากนิวรณ์ในขณะแห่งสมาธิ นับตั้งแต่ระยะเริ่มแรกขึ้น มาจนกระทั่งถึงสมาธิที่เป็นฌาน. สมาธิที่ยังไม่เป็นฌาน ก็เกียดกันนิวรณ์ ออกไปได้เล็ก ๆ น้อย ๆ ตามสัดส่วน และล้มลุกคลุกคลานไปตามเรื่องของมัน แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังเป็นการเปลื้องจิตจากนิวรณ์อยู่นั่นเอง. เมื่อมีความตั้งอก ตั้งใจทำอยู่ในสมาธิขั้นนี้ ก็เป็นการทำจิตให้ปล่อยอยู่ซึ่งนิวรณ์ในขั้นนี้ ซึ่งทำ ให้เห็นได้อีกว่าผู้ปฏิบัติในอานาปานสติขั้นที่สิบสองนี้ ก็จำเป็นที่จะต้องตีวงกว้าง คือการย้อนมาฝึกการกำหนดในการที่จิตเปลื้องจากนิวรณ์ออกไปได้อย่างไร ไป ตั้งแต่อานาปานสติขั้นต้น ๆ อีกนั่นเอง,

น.371 แต่โดยที่แท้นั้น คำว่า "ทำจิตให้เปลื้องอยู่" นั้น อย่างน้อยหมายถึง การทำจิตให้เปลื้องนิวรณ์ออกไปได้จริง ๆ โดยตรง มิได้มุ่งหมายถึงการปลด เปลื้องเล็กน้อยโดยตัวมันเองในระยะเริ่มแรกที่สุดเช่นนั้น แต่การที่นำมา กล่าวนี้ก็เพื่อจะชี้ให้เห็นชัดว่า การปลดเปลื้องนิวรณ์นั้นย่อมมีให้เห็นได้ตั้งแต่ เมื่อไร ฉะนั้นถ้าผู้ใดประสงค์จะย้อนกลับไปฝึกการกำหนดอาการอันนี้ มา ตั้งแต่อานาปานสติขั้นที่หนึ่ง ก็เป็นสิ่งที่ควรทำ เพื่อเห็นการปลดเปลื้อง นิวรณ์ "อย่างล้มลุกคลุกคลาน" ดังที่กล่าวแล้วนั่นเอง ซึ่งจะช่วยให้เข้าใจ ความหมายของคำว่า "ทำจิตให้ปล่อยอยู่" ไปได้ตั้งแต่ต้นทีเดียว. การทำจิตให้ปล่อยอยู่ซึ่งนิวรณ์ในขั้นแห่งสมถะ นั้น ก็คือการ กำจัดนิวรณ์ทั้งห้าเสียได้ด้วยอำนาจของปฐมฌาน เรียกว่า การปล่อยนิวรณ์ห้า เสียได้จากจิต. สูงขึ้นมา คือการปล่อยวิตก วิจาร เสียได้ ด้วยอำนาจทุติยฌาน ; จิตจะเกลี้ยงเกลายิ่งขึ้นเพียงไร ขอให้ลองคำนวณดู. สูงขึ้นมาเป็นการปล่อย ปีติเสียได้ ด้วยอำนาจของตติยฌาน ; และการปล่อยความรู้สึกที่เป็นสุขและทุกข์ เสียได้ ด้วยอำนาจของจตุตถฌานในที่สุด. ผู้ปฏิบัติจะต้องพยายามกำหนด ความที่จิตปล่อยนิวรณ์หรือเปลื้องตนเองจากนิวรณ์ได้อย่างไร แล้วความเกลี้ยง เกลาหรือโวทาตะเกิดขึ้นได้อย่างไร และจิตเปลื้องจากองค์ฌานต่าง ๆ เป็นลำดับ ขึ้นมาอย่างไร และจิตมีความเกลี้ยงเกลาตามขึ้นไปอย่างไร เป็นการฝึกทำซ้ำ ๆ ซาก ๆ ให้ชำนาญในการเปลื้องและปล่อยเหล่านี้ จนชำนิชำนาญเหมือนของ เล่น ก็เป็นอันกล่าวได้ว่า เป็นผู้ประสบความสำเร็จในการทำจิตให้ปล่อยอยู่ ในขั้นของสมถะสำเร็จไปขั้นหนึ่ง. ถัดไปอีกขั้นหนึ่ง ก็คือการทำจิตให้ ปล่อยจากสิ่งที่จิตยึดไว้เอง ด้วยอำนาจของอุปาทาน. ข้อนี้ คือการทำจิตให้เปลืองปล่อยอยู่ในขั้น

น.372 องวิปัสสนา. ข้อนี้จะมีได้ในขณะแห่งอานาปานสติที่ได้หยิบยกเอาธรรม ไม่ว่ารูปหรือนามอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นมาพิจารณาอยู่โดยลักษณะ คือโดยความ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เป็นต้น. ถ้าจะมีการย้อนไปฝึกมาตั้งแต่ อานาปานสติขั้นที่หนึ่ง ก็กำหนดเอาลมหายใจยาวมาเป็นวัตถุสำหรับดูความ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาของลมนั้น. อานาปานสติทุกขั้นในอานา- ปานสติจตุกกะที่หนึ่งนี้ มีลมหายใจนั่นเองในลักษณะที่ต่าง ๆ กัน เป็นวัตถุ สำหรับพิจารณาโดยลักษณะ ; อานาปานสติในจตุกกะที่สองทั้งหมดมีเวทนาที่อยู่ ในลักษณะต่าง ๆ กัน นั่นแหละเป็นวัตถุสำหรับการพิจารณาโดยลักษณะ ; อานาปานสติทุกขั้นในจตุกกะที่สาม มีจิตซึ่งกำลังเป็นอยู่ในลักษณะที่ต่าง ๆ กัน นั่นแหละ เป็นวัตถุสำหรับพิจารณาโดยลักษณะ. เป็นอันว่าในอานาปานสติ ทุกขั้น ล้วนแต่มีวัตถุอย่างใดอย่างหนึ่งสำหรับให้พิจารณาโดยลักษณะ คือโดย ความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา. เมื่อการพิจารณามีอยู่ การเห็นแจ้ง โดยลักษณะก็ย่อมมี ฉะนั้น เมื่อมีการเห็นความไม่เที่ยงที่ใด จิตก็ปล่อย นิจจสัญญา คือความเห็นว่าเที่ยงเสียได้เมื่อนั้น ; เมื่อเห็นโดยความเป็นทุกข์ เมื่อใด จิตก็ปล่อยสุขสัญญา คือความสำคัญว่าสุขเสียได้เมื่อนั้น ; เมื่อเห็น โดยความเป็นอนัตตา จิตก็ปล่อยอัตตสัญญา ความสำคัญว่าตนเสียได้ ; เมื่อจิตเบื่อหน่ายอยู่ ย่อมปล่อยนันทิ คือความเพลินเสียได้ ; เมื่อจิตคลาย กำหนัดอยู่ ย่อมปล่อยราคะ คือความกำหนัดเสียได้ ; เมื่อจิตดับอยู่ คือ ไม่มีอะไรปรุงแต่ง ย่อมปล่อยสมุทัย คือความก่อเสียได้ ; เมื่อจิตสละคืนอยู่ ย่อมปล่อยอุปาทาน คือความถือมั่นเสียได้ มีรายละเอียดดังกล่าวแล้วในคำ อธิบายส่วนหนึ่งของอานาปานสติขั้นที่ห้า. นี้คือการทำจิตให้ปล่อยในขั้นของ วิปัสสนา. ในขั้นของสมาธิ จิตเปลื้องปล่อยนิวรณ์และอกุศลธรรมต่าง ๆ ตลอดถึงองค์แห่งฌานต่าง ๆ ได้ด้วยอำนาจของฌานนั้น ๆ. ส่วนในขั้นของ

น.373 วิปัสสนานี้จิตเปลื้องปล่อยความเห็นผิด และกิเลสอันละเอียดต่าง ๆ ด้วยอำนาจ ของปัญญา. ทั้งหมดนี้คือคำตอบของคำถามที่ว่า จิตทำการเปลื้องปล่อยโดย วิธีใด. ในที่นี้ได้ยกเอาตัวอย่างการเปลื้องปล่อยนิวรณ์ด้วยสมาธิ และเปลื้อง ปล่อยอนิจจสัญญาเป็นต้นด้วยปัญญามาแสดงให้เห็นชัดว่า มีอาการปล่อย อย่างไร. ต่อไปนี้จะได้วินิจฉัยข้อที่ว่า จะต้องปล่อยอะไรบ้างกี่อย่าง. เมื่อถามว่า จะต้องทำจิตให้ปล่อยหรือให้เปลื้องจากอะไรแล้ว โดยวงกว้างท่านจำแนกไว้ว่า จะต้องเปลื้องจากสิ่งเหล่านี้คือ เปลื้องจากราคะ จากโทสะ จากโมหะ จากตัณหา จากมานะ จากทิฏฐิ จากวิจิกิจฉา จาก ถีนมิทธะ จากอหิริกะ (บาปธรรมที่ทำจิตให้ไม่รู้สึกละอายบาป) จากอโนตตัปปะ (บาปธรรมที่ทำคนไม่ให้กลัวบาป). อย่างไรก็ดี พึงถือว่าเท่าที่ท่านนิยมตอบกันอย่างนี้ ปรากฏอยู่ใน พระคัมภีร์ต่าง ๆ นั้นเป็นเพียงตัวอย่างเท่าที่ยกมาพอสมควรอีกนั่นเอง และพึง สังเกตให้เห็นว่าท่านยกเอากิเลสที่มีอำนาจรุนแรงขึ้นมากล่าวก่อนเป็นลำดับ แล้วจึงมาถึงอกุศลธรรมที่มีความรุนแรงน้อยกว่าลงมาตามลำดับ ซึ่งผิดกับ พวกเราสมัยนี้ ซึ่งชอบกล่าวถึงสิ่งเล็กไปหาสิ่งใหญ่ หรือสิ่งที่ไม่สู้สำคัญขึ้นไป สู่สิ่งที่มีความสำคัญที่สุด. การที่ท่านกล่าวดังนี้ ชะรอยเป็นการมุ่งหรือเตือน ให้รู้สึกในขั้นแรกถึงสิ่งที่น่ากลัวที่สุดก่อน จะได้เกิดความสนใจหรือเกิดความ พยายามมากเพียงพอ แล้วตั้งหน้าตั้งตาเปลื้องปล่อยสิ่งนั้นอย่างเต็มที่ ; เมื่อทำ อย่างนั้นไม่ได้จึงค่อยลดลงมาตามลำดับ. อาจจะมีผู้ถามว่าจะเปลื้องปล่อยสิ่งเหล่านี้ โดยอาศัยอะไรเป็น เครื่องมือ คำตอบมีง่าย ๆ แม้โดยสามัญสำนึกคือตอบว่า โดยอาศัยกุศลธรรม ที่ตรงกันข้ามต่ออกุศลธรรมเหล่านั้น ด้วยอุบายวิธีต่าง ๆ ดังที่ได้กล่าวแล้ว

น.374 ข้างต้น ในข้อที่ว่าจะเปลื้องปล่อยด้วยการเปลื้องปล่อยมันอย่างไร ตั้งแต่ราคะ ลงมาจนถึงทิฏฐิ เป็นสิ่งที่เห็นได้ชัดว่าต้องมีการเปลื้องปล่อยด้วยการเปลื้อง ปล่อยในขั้นแห่งวิปัสสนาโดยตรง ส่วนอกุศลธรรมอันมีชื่อ วิจิกิจฉา ถีนมิทธะ อหิริกะ อโนตตัปปะ เหล่านี้ ถ้ายังเป็นขั้นที่เป็นอกุศลธรรมต่ำ ๆ ย่อมเปลื้อง เสียได้ด้วยการเปลื้องปล่อยขั้นสมาธิ. ถ้าเป็นขั้นที่เล็งถึงกิเลสอาสวะอัน ละเอียด ก็ต้องอาศัยการเปลื้องปล่อยแห่งขั้นวิปัสสนาอีก อย่างเดียวกัน ยก ตัวอย่างเช่น อุทธัจจะตามปกติหมายถึงนิวรณ์ และในที่นี้ก็หมายถึงนิวรณ์ แต่คำว่าอุทธัจจะนี้ เป็นชื่อของสังโยชน์หรืออนุสัยอย่างหนึ่ง ในบรรดา สังโยชน์สิบ มันเป็นสิ่งที่ต้องละหรือตัดด้วยอำนาจของปัญญาหรือวิชชาโดยตรง. ถ้าผู้ปฏิบัติมุ่งหมายจะฝึกฝน การเปลื้องจิตจากบาปธรรมเท่าที่จะ พึงทำได้ ขณะแห่งอานาปานสติขั้นต่าง ๆ ที่ทำอยู่ตามปกติ ก็อาจจะได้เท่าที่ กล่าวแล้วในตัวอย่างในตอนอันว่าด้วยการปลดเปลื้องอย่างไร ซึ่งก็นับว่าเป็น การเพียงพอเหมือนกัน แต่ถ้าหากว่ามีความประสงค์จะศึกษาและฝึกฝน โดยนัยอันละเอียดยิ่งขึ้นไปด้วยการจำแนกการปลดเปลื้องเป็นรายอย่าง แต่ ละอย่าง โดยรายชื่อดังที่กล่าวแล้วนี้ก็จำเป็นจะต้องศึกษาเกี่ยวกับกุศลธรรม ที่เป็นข้าศึกโดยตรงของอกุศลธรรมเหล่านี้เรียงอย่างไปตามสมควร คือ : -

น.375 พฤศจิกายน ๒๕๐๒ เมื่อจะปลดเปลื้องเสียซึ่งราคะ ย่อมต้องทำในใจถึงสิ่งตรงกันข้าม คือ สามารถระงับราคะนั้นได้ เช่นกายคตาสติซึ่งรวมอสุภสัญญาอยู่ด้วย. กาย- คตาสติโดยตรง ได้แก่การพิจารณากายแยกออกเป็นส่วน ๆ โดยเฉพาะเป็นธาตุ และพิจารณาแต่ละส่วนโดยความเป็นของปฏิกูล. ส่วนอสุภสัญญานั้นเพ่งความ ไม่งามโดยเฉพาะของซากศพ เพื่อให้เห็นว่าร่างกายนี้มีความเป็นอย่างนี้รวมอยู่ ด้วย. เมื่อเห็นความปฏิกูลของร่างกายที่มีชีวิต และร่างกายที่ไม่มีชีวิตอยู่ดังนี้ ย่อมระงับความกำหนัดในสิ่งอันเป็นที่ตั้งของความกำหนัดเสียได้ ทั้งโดย ส่วนย่อย เช่น ความสวยงามเป็นส่วน ๆ และทั้งโดยส่วนรวม คือความสวยงาม ทั้งหมด ; อันนี้เป็นสิ่งสำหรับเปลื้องจิตจากราคะโดยตรง หรือเป็นการต่อสู้ โดยตรง. ที่เป็นโดยอ้อมหรือทั่วไป ก็คือการทำจิตให้เป็นสมาธิ โดยวิธีแห่ง อานาปานสติเป็นต้น ซึ่งเมื่อจิตเป็นสมาธิแล้ว ราคะหรืออื่น ๆ ย่อมระงับไป ในตัว ดังที่กล่าวแล้วข้างต้นซึ่งจะไม่ต้องกล่าวอีกต่อไป ; เพียงแต่ให้สรุป เป็นหลักไว้ว่า เมื่อจิตเป็นสมาธิด้วยอำนาจอานาปานสติแล้ว ก็เป็นอันปลด เปลื้องอกุศลธรรมเหล่านี้ทุกอย่าง ดังนี้ก็พอ สำหรับการปฏิบัติที่เป็นการต่อสู้ โดยตรง ผู้ปฏิบัติจะต้องน้อมจิตไปพิจารณาให้เห็นความเป็นธาตุหรือความเป็น ปฏิกูลให้ชัดแจ้งเสียก่อน แล้วนำมาทำในใจอยู่ทุกลมหายใจออก - เข้า ก็เป็น การปลดเปลื้องราคะนั้นด้วยอานาปานสตินี้ด้วยเหมือนกัน. ถ้ายิ่งไปกว่านี้หรือ ผิดไปจากนี้ก็ต้องเป็นการทำกายคตาสติหรืออสุภสัญญาโดยตรง ซึ่งเป็น เรื่องหนึ่งอีกต่างหากไม่เกี่ยวกับอานาปานสติในที่นี้ และมีคำอธิบายอยู่ในเรื่อง นั้น ๆ แล้ว.

น.376 ปลดเปลื้องจิตจากโทสะโดยตรง เล็งถึงการเจริญเมตตาคือ ทำในใจถึงสัตว์ทั้งปวง ในฐานะที่เป็นเพื่อนทุกข์ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ มนุษย์หรือสัตว์เดรัจฉาน ก็ระงับความโกรธหรือให้อภัยได้เป็นต้น. อีกทางหนึ่ง พิจารณาถึงความที่สัตว์ทั้งหลายล้วนแต่ตกอยู่ใต้อำนาจของกิเลสด้วยกัน หรือ ตกอยู่ใต้อำนาจความไม่เที่ยง ซึ่งล้วนแต่ไม่สามารถบังคับได้ด้วยกันทุกคน จึงเกิดความเห็นใจกัน ระงับความโกรธหรือความประทุษร้ายเสียได้. ยังมีวิธี เบ็ดเตล็ดนอกออกไปอีก เช่น การพิจารณาถึงความที่ทุกคนรักสุขเกลียดทุกข์ ด้วยกัน ตกอยู่ใต้อำนาจเวรกรรมด้วยกัน ไม่ประสงค์จะสร้างเวรสร้างกรรม แก่กันต่อไปอีก ดังนี้เป็นต้น ก็สามารถปลดเปลื้องจากโทสะได้ ถ้าทำในใจ อยู่เช่นนั้นอยู่ทุกลมหายใจออก - เข้า. โมหะ ปลดเปลื้องไปได้ ด้วยความรู้แจ้งที่เกิดมาจากการพิจารณา ในสิ่งที่ตนกำลังหลงผิดอยู่ โดยส่วนใหญ่หลงสำคัญผิด แสวงหาความสุขใน สิ่งที่เป็นทุกข์ หรือจากสิ่งที่เป็นทุกข์ การกระทำต่างๆ ก็ผิด กลับตรงกันข้าม หมดทุกอย่าง. เขาจะต้องเห็นความทุกข์โดยความเป็นทุกข์ในทุก ๆ สิ่ง ซึ่งเป็น ที่ตั้งของความทุกข์ซึ่งได้แก่สังขารทั้งปวง ; แล้วจะต้องพิจารณาให้เห็นมูลเหตุ อันเป็นที่เกิดของความทุกข์ ; ให้เห็นความดับสนิทของความทุกข์ เพราะมูลเหตุ นั้นดับไป ; และพิจารณาให้เห็นหนทางปฏิบัติ เพื่อดับมูลเหตุของความทุกข์ เสียได้โดยสิ้นเชิงในที่สุด. เมื่อเป็นดังนี้ โมหะก็มิได้เหลืออยู่เลย ถ้าบุคคลทำ ในใจถึงความเข้าใจถูกดังนี้ทุกลมหายใจออก - เข้า ก็เป็นอันเปลื้องจิตจากโมหะ อยู่ทุกลมหายใจออก - เข้า. มานะ ปลดเปลื้องไปได้ ด้วยการทำในใจถึงอนัตตสัญญา คือการ พิจารณาเห็นความไม่มีตัวตน ไม่มีเรามีเขาที่แท้จริง มีแต่ตัวตนเราเขาที่เกิดมา จากความโง่เขลาความหลง หรืออวิชชาเท่านั้น ซึ่งเป็นตัวตนเราเขาของมายา

น.377 เกิดความรู้แจ้งหรือความละอายในการที่จะถือตนทำนองนั้นอีกต่อไป จึงหมด ความถือตัวว่ามีอยู่ หรือตัวดีกว่าเขา ตัวเสมอกันกับเขา ตัวเลวกว่าเขาไปได้ โดยสิ้นเชิง ไม่มีมานะ คือความถือตัว ซึ่งที่แท้เป็นเพียงมายาอีกต่อไป. ถ้า มองเห็นมายาแห่งความมีตัวตนอยู่ทุกลมหายใจออก - เข้า ก็ชื่อว่าเปลื้องจิต จากมานะอยู่ทุกลมหายใจออก - เข้า. ทิฏฐิ หมายถึงมิจฉาทิฏฐิ ย่อมระงับไปได้เพราะสัมมาทิฏฐิ. มิจฉา- ทิฏฐิว่าสิ่งทั้งปวงเที่ยง ระงับได้ด้วยความเห็นถูกว่าสิ่งทั้งปวงเปลี่ยนแปลงอยู่ เป็นนิจ เพราะมันต้องอยู่บนเหตุปัจจัยที่เปลี่ยนแปลง จะมีเที่ยงก็เพียงสิ่งเดียว คือสิ่งที่ไม่มีปัจจัยเท่านั้น. มิจฉาทิฏฐิที่ว่าสิ่งทั้งปวงจะยังคงมีตัวอยู่เสมอ ไม่มีการสูญก็ดี หรือถึงกับว่าเป็นตัวเดียวกันเรื่อยไปก็ดี หรือมิจฉาทิฏฐิ ว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงดับสูญอยู่เนืองนิจก็ดี เหล่านี้จะระงับไปได้ด้วยความเห็น ถูกว่า สิ่งต่างๆ เหล่านั้นมีเหตุมีปัจจัย และเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย เกิดขึ้น เพราะเหตุปัจจัย ตั้งอยู่เพราะเหตุปัจจัย ดับไปเพราะเหตุปัจจัย ไม่ควรกล่าว ว่าเที่ยงแท้หรือขาดสูญโดยส่วนเดียว. สำหรับมิจฉาทิฏฐิที่เตลิดไปถึงความ ไม่มีอะไรเสียเลย ไม่มีผู้ทำกรรม ไม่มีผู้รับผลของกรรม ทำอะไรลงไปดี หรือชั่วก็ตาม ไม่ชื่อว่าเป็นอันทำนั้น ระงับเสียได้ด้วยความเข้าใจถูกต้องเกี่ยว กับเรื่องอัตตา อนัตตา ซึ่งมีใจความสำคัญว่าสังขารทั้งปวงเป็นอนัตตาก็จริง ถ้าทำอะไรลงไปด้วยเจตนา ผลย่อมเกิดขึ้นแก่สังขารเหล่านั้น โดยสมควร แก่การกระทำเสมอไป ทั้งที่การกระทำก็เป็นอนัตตา ผลของการกระทำก็เป็น อนัตตา ความทุกข์ก็เป็นอนัตตา อะไร ๆ ก็เป็นอนัตตา แต่มันก็มีอยู่ได้ หรือเป็นทุกข์ได้ทั้งที่เป็นอนัตตา มันจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำในทางที่เป็นทุกข์ และเราสมมติบัญญัติว่า มีคน มีสัตว์ มีผู้ทำ ก็เพื่อให้รู้จักกลัวความทุกข์ และหลีกเลี่ยงความทุกข์ ไม่ใช่เพื่อให้ยึดถือ. ส่วนที่เราเพิกถอน สมมติ

น.378 บัญญัติไม่ให้มีอัตตา ไม่ให้มีสัตว์บุคคลนั้นนี่ นั้นก็เพียงจะให้รู้ความจริง เรื่องอนัตตา เพื่อให้หมดความยึดถือ จะได้ไม่มีกิเลสที่เป็นเหตุให้ทำกรรม อีกต่อไป หาใช่ให้เป็นช่องให้เกิดการกระทำตามชอบใจตัว แล้วอ้างว่า ไม่มีตัวตน ไม่มีบุญ ไม่มีบาป ดังนี้เป็นต้นก็หาไม่. ส่วนมิจฉาทิฏฐิเกี่ยวกับเหตุผลนั้นระงับไปได้ ด้วยความอยู่ใน อำนาจของเหตุผลและการใช้เหตุผลอย่างถูกต้อง เช่น มิจฉาทิฏฐิที่ว่าสิ่งทั้งปวง ไม่มีเหตุ ก็ต้องพิจารณาจนเห็นว่ามันต้องมีเหตุ ถ้าไม่มีเหตุมันจะเกิดขึ้นหรือ เปลี่ยนแปลงเคลื่อนไหวไปได้อย่างไร. ส่วนมิจฉาทิฏฐิที่ว่าเหตุอยู่ข้างนอก เช่น ผีสางเทวดาเป็นต้นนั้น จะต้องพิจารณาจนเห็นถูกว่า นั่นไม่สำคัญ เท่าเหตุภายใน คือกรรมหรือการกระทำของตัวเอง ซึ่งมีมูลเหตุมาจากกิเลส ตัณหา อันมีอวิชชาเป็นประธานอีกต่อหนึ่ง. แม้หากภูตผีปีศาจมีจริงและมี อำนาจร้ายกาจเพียงไร นั่นก็ยังพ่ายแพ้แก่เหตุภายใน (อวิชชาเป็นประธานอีก ต่อหนึ่ง) คือกรรมและกิเลสของมันเองอีกเช่นเดียวกัน. ฉะนั้นจึงต้อง ถือว่าสิ่งทั้งปวงมีเหตุมีปัจจัยหรือมีเหตุผล. เหตุปัจจัยที่แท้จริงคือกรรมและ กิเลส. หมดเหตุหมดปัจจัยแห่งความทุกข์จึงจะหมดทุกข์ ภูตผีปีศาจเป็นต้น ช่วยทำให้ไม่ได้เลย. การปล่อยไปตามบุญตามกรรม ไม่ควรทำ เพราะไม่นำมา ซึ่งประโยชน์ ; ควรที่จะต้องควบคุมกรรมให้เป็นไปแต่ในทางที่ควร จน กระทั่งเลิกล้างได้หมด คืออยู่เหนือบุญเหนือบาป ทั้งหมดนี้สำเร็จมาจากความ มีเหตุผล และปฏิบัติถูกในการใช้เหตุผลกระทำต่อเหตุและปัจจัยเหล่านั้น เท่านั้น. สรุปความว่า การมีความเข้าใจถูกต้องอยู่ดังนี้ทุกลมหายใจออก - เข้า ชื่อว่าเปลื้องจิตเสียจากมิจฉาทิฏฐิอยู่ทุกลมหายใจออก - เข้า. ต่อไปนี้เป็น อกุศลธรรมประเภทที่มีกำลังเพลาลงไป และชื่อเดียว มีความหมาย ๒ อย่างก็มี กล่าวคือ :-

น.379 วิจิกิจฉา ถ้าเป็นชื่อของนิวรณ์ เป็นอกุศลธรรมชนิดที่ระงับได้ด้วย อำนาจของฌาน ; ถ้าเป็นชื่อของกิเลสประเภทอนุสัย ระงับไปได้ด้วยอำนาจ ของความรู้ยิ่งเห็นจรง ว่าอะไรเป็นอะไร. แต่ทั้งหมดนี้ ควรจะเป็นไป เฉพาะในวงที่ควรรู้ คือเรื่องดับทุกข์เสียให้ได้โดยตรง หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่ง ก็คือ ดับกิเลสเสียให้ได้. ถ้ายังลังเลในส่วนใดของเรื่องนี้ ก็รีบพิจารณา ในส่วนนั้น ให้เชื่อด้วยอำนาจแห่งเหตุผลได้ในที่สุด, ไม่ลังเลในส่วนใดของ เรื่องนี้. ไม่ลังเลในการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ก็เพราะพิจารณาจนเห็น ได้ด้วยตนเองว่า ถ้าปฏิบัติตามคำสอนพระองค์แล้วย่อมดับทุกข์ได้จริง หาใช่ เชื่อเพราะตื่นข่าวลือ หรือเชื่อเพราะทุกคนเขาเชื่อกันมาก ก็หาไม่. ไม่ลังเล ต่อพระธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือการปฏิบัติเพื่อบรรลุถึงนิพพาน ก็เพราะ พิจารณาจนเห็นชัดด้วยตัวเองว่า ปฏิบัติตามนั้นแล้วย่อมดับกิเลส ดับทุกข์ ได้จริง. ไม่ลังเลต่อพระสงฆ์ ก็เพราะเห็นอยู่ว่าการปฏิบัติอย่างท่านนั้นย่อม ดับทุกข์ได้จริงอย่างเดียวกัน. ไม่ลังเลต่อการละกิเลส ก็เพราะเห็นชัดว่าเป็น สิ่งที่ดับทุกข์ได้จริงเพียงสิ่งเดียวเท่านั้น สิ่งอื่นไม่มีเลยจริงๆ. ไม่ลังเลต่อกฎ ของกรรม ก็เพราะพิจารณาจนเห็นชัดแจ้งว่า ในฝ่ายโลกิยะนี้ ทำดีก็ดีจริง ทำชั่วก็ชั่วจริง เพราะเป็นเรื่องของการบัญญัติอยู่ที่การกระทำนั้น ๆ ; แต่ส่วน ที่เป็นโลกุตตระนั้นต้องเลิกทำกรรมเสียทั้งสองอย่าง คือทั้งดี ทั้งชั่ว เพราะ มันนำไปสู่ความเวียนว่ายอยู่ในวัฏฏสงสารโดยเท่ากันทั้งสองอย่าง ; จะนิพพาน หรือดับทุกข์สิ้นเชิง ก็ต่อเมื่อพ้นจากอำนาจของกรรมดี กรรมชั่ว โดยประการ ทั้งปวง แล้วเท่านั้น. เมื่อมีความเห็นอย่างแจ่มแจ้ง ดังที่กล่าวมานี้ทั้งหมด ก็ชื่อว่าปลดเปลื้องจิตจากวิจิกิจฉาได้. ถีนมิทธะ ที่เป็นชื่อของนิวรณ์ ระงับได้ด้วยอำนาจองค์ฌาน ที่มีปฏิกิริยาโดยตรงต่อกัน เช่นวิจารและปีติเป็นต้น. คำนี้ไม่เคยเป็นชื่อของ กิเลสประเภทอนุสัย. ถ้ามีก็เป็นอย่างเดียวกับโมหะ ย่อมระงับไปได้อย่างเดียว

น.380 กับวิธีระงับโมหะ. ชะรอยกิเลสชื่อนี้มีอาการอย่างนี้ แล้วมีคำว่าโมหะใช้แทน อยู่แล้ว จึงไม่มีการบัญญัติชื่อ ๆ นี้ ให้เป็นชื่อของอนุสัย หรือกิเลสชั้น ละเอียดอีกชื่อหนึ่ง ซึ่งจะเป็นการซ้ำกันโดยไม่เกิดประโยชน์อย่างใด. อุทธัจจะ คือ ความฟุ้งซ่าน ที่เป็นชื่อของนิวรณ์ ระงับได้ด้วย องค์ฌานที่มีปฏิกิริยาต่อมันโดยตรง คือวิจารและสุข. ส่วนอุทธัจจะที่เป็น ชื่อของอนุสัยนั้น หมายถึงความกระเพื่อมแห่งจิตในเมื่อมีความรู้สึกต่ออารมณ์ ด้วยอำนาจโมหะ ทำให้สนใจหรือสงสัย อยากรู้ อยากเข้าใจ ในสิ่งที่ยั่วความรู้ หรือความสนใจ หรือยั่วความคิดนึกต่าง ๆ. สิ่งนี้ระงับได้ด้วยอำนาจของ ปัญญาชนิดที่เป็นอริยมรรคขั้นสูงสุด ที่สามารถตัดความอยากรู้ อยากสนใจ อยากสงสัย อยากคิด อยากนึก อยากวิตกหวาดกลัว เป็นต้น เสียได้หมด ทุกอย่าง. ฉะนั้นถ้าหากว่าญาณในอนัตตาหรือสุญญตาปรากฏแจ่มแจ้งอยู่ในใจ อุทธัจจะโดยทำนองนี้ก็มีขึ้นไม่ได้. อหิริกะ ความรู้สึกที่ทำให้ไม่รู้จักละอายบาป ระงับไปเพราะการ พิจารณาเห็นบาปเป็นสิ่งเศร้าหมองต่ำทราม และทำให้มนุษย์ไม่อยู่ในสภาพ ของความเป็นมนุษย์ ก็เกิดละอายหรือความขยะแขยงเกลียดชังต่อบาปนั้น ขึ้นมาได้ เหมือนคนรักความสะอาดอย่างโลก ๆ เกลียดของสกปรกต่าง ๆ ; หรือความสะอาดอย่างธรรม ก็ปลดเปลื้องความไม่ละอายต่อบาปหรือความ ไม่สะอาดอยู่ได้ทุกลมหายใจออก - เข้า เช่นเดียวกัน. อโนตตัปปะ ความไม่กลัวบาป ระงับได้เพราะการพิจารณา เห็นโทษอันน่ากลัวของบาป ว่ามันน่ากลัวยิ่งกว่าสิ่งที่ตนกำลังกลัวอยู่เป็น อย่างมาก เช่น กลัวเสือ กลัวผี เป็นต้น จึงกลัวบาปและเว้นจากบาปโดย สิ้นเชิง โดยทำนองเดียวกับบุคคลที่รักชีวิตไม่อยากจะตาย ย่อมกลัวและ

น.381 หลีกจากอันตรายที่จะทำให้ตนตาย อย่างห่างไกลทีเดียว. เพื่อเปรียบเทียบ ให้เห็นความแตกต่างระหว่างหิริกับโอตตัปปะได้โดยง่าย ควรพิจารณาดูที่ความ เกลียดหรือกลัวสัตว์สกปรก เช่นกิ้งกือหรือตุ๊กแก กับความกลัวต่อเสือหรือ ราชสีห์เป็นต้น ว่ามันต่างกันอย่างไร แล้วก็จะเข้าใจคำว่าเกลียดบาปและคำว่า กลัวบาปได้อย่างเพียงพอ. เท่าที่กล่าวมานี้ เป็นการระบุถึงสิ่งที่เป็นปฏิปักษ์โดยตรงต่อกุศล- ธรรมเหล่านั้น ซึ่งอาจใช้เป็นเครื่องเปลื้องจิตจากอกุศลธรรมเหล่านั้นได้โดย ตรงอีกอย่างเดียวกัน. เมื่อลำพังการกำหนดลมหายใจอย่างเดียว หรืออำนาจ สมาธิอย่างเดียวก็ตาม ไม่สามารถระงับอกุศลธรรมเหล่านี้ ก็ต้องอาศัยธรรม อันเป็นข้าศึกต่ออกุศลธรรมเหล่านั้น โดยเฉพาะอย่าง ๆ มาเป็นเครื่องระงับมัน ; แล้วกำหนดความที่ตนสามารถปลดเปลื้องอกุศลธรรมอย่างนั้น ออกไปจากจิต ได้อย่างไร อยู่ทุกลมหายใจออก - เข้า ก็จักได้ชื่อว่าเป็นการเจริญอานาปานสติ ข้อนี้อยู่ตลอดเวลา. เมื่อทำอยู่ดังนี้ วิญญาณจิตหรือจิตที่เป็นความรู้ก็มีอยู่ ญาณก็มีอยู่ สติกำหนดจิตหรือญาณนั้น ว่าปลดเปลื้องแล้วจากอกุศลธรรมมีประการต่างๆ นั้นได้อย่างไรก็มีอยู่ สติอันกลายเป็นอนุปัสสนาญาณตามความจริงว่า อกุศล ธรรมที่หุ้มห่อจิตนั้นก็ดี จิตที่ถูกหุ้มห่อก็ดี จิตที่ปลดเปลื้องแล้วก็ดี ล้วนแต่ เป็นสังขารธรรม ที่มีความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ด้วยกันทั้งนั้น ย่อมนำมาซึ่งความเบื่อหน่ายคลายกำหนัด ความไม่ก่อกิเลสและความสละคืน ซึ่งสังขารธรรมเหล่านั้นอยู่ตามลำดับ. เมื่อทำอยู่อย่างนี้ย่อมชื่อว่าเป็นการ เจริญจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐานภาวนา อันเป็นอานาปานสติข้อสุดท้ายของ จตุกกะที่สามแห่งอานาปานสติทั้งหมด. เมื่อภาวนานั้นสมบูรณ์อยู่ด้วยอรรถ ทั้ง ๔ ของภาวนาดังที่กล่าวแล้วข้างต้น ก็ย่อมเป็นภาวนาที่สโมธานมาได้ใน

น.382 ขณะนั้น ซึ่งธรรมทั้งปวง ๒๙ ประการ ดังที่กล่าวแล้วโดยละเอียดในอานา- ปานสติขั้นที่ห้าข้างต้น. วินิจฉัยในอานาปานสติขั้นที่สิบสองยุติลงเพียงเท่านี้. สิ่งที่ควรสนใจเป็นพิเศษอีกอย่างหนึ่งคือ ในจตุกกะที่สามนี้ มีการ กำหนดจิตที่เรียกว่าจิตตานุปัสสนาโดยเท่ากัน หรือเสมอกันทุกขั้น แต่อาการ ที่กำหนดพิจารณานั้นต่างกัน คือ ขั้นที่หนึ่งกำหนดจิตว่ามีลักษณะอย่างไร ในขณะแห่งอานาปานสติขั้นต่าง ๆ ตั้งแต่เริ่มทำอานาปานสติ จนถึงการ ทำอานาปานสติขั้นนี้. ขั้นที่สองกำหนดจิตที่ถูกทำให้บันเทิงอยู่ในธรรม หรือ มีความบันเทิงอยู่ในธรรม โดยลักษณะที่สูงต่ำอย่างไรขึ้นมาตามลำดับ. ขั้นที่ สามกำหนดจิตที่ถูกทำให้ตั้งมั่น และมีความตั้งมั่นอยู่อย่างไรตามลำดับ นับตั้งแต่ต่ำที่สุดถึงสูงที่สุด อย่างหยาบที่สุดถึงอย่างละเอียดที่สุด. และขั้นที่สี่ กำหนดจิตที่ถูกทำให้ปล่อย และมีความปล่อยอยู่ซึ่งอกุศลธรรมต่าง ๆ ซึ่ง ทั้งหมดนี้เป็นไปทุกขณะแห่งลมหายใจออก - เข้า จนเป็นสติปัฏฐานภาวนา ชนิดที่สามารถประมวลมาได้ซึ่งคุณธรรมต่างๆโดยทำนองเดียวกันและเสมอกัน. อานาปานสติ จตุกกะที่สาม จบ พิมพ์ที่ ห้างหุ้นส่วนจำกัด การพิมพ์พระนคร 92 - 94 ถนนบุญศิริ พระนคร โทร. 212337 , 221674 นายบุญธรรม สุนทรวาที ผู้พิมพ์และผู้โฆษณา 2516

น.383 ภิกษุทั้งหลาย! ความหวั่นไหวโยกโคลงทางกาย หรือ ความหวั่นไหวโยกโคลงทางจิต ย่อมมีขึ้นไม่ได้ ด้วยอำนาจ ของการเจริญสมาธิภาวนาไหนกันเล่า ? ภิกษุทั้งหลาย! ความหวั่นไหวโยกโคลงทางกาย หรือ ความหวั่นไหวโยกโคลงทางจิต ย่อมมีขึ้นไม่ได้ ด้วยอำนาจของ การเจริญทำให้มาก ซึ่งอานาปานสติ แล. ภิกษุทั้งหลาย! แม้ตถาคตเอง ก็เหมือนกัน ครั้งที่ยัง ไม่ได้ตรัสรู้ยังเป็นโพธิสัตว์อยู่ ย่อมอยู่ด้วยวิหารธรรมคือ อานาปานสตินี้เป็นส่วนมาก. คราวที่เราตถาคตอยู่ด้วยวิหาร ธรรมนี้ กายก็ไม่ลำบาก ตาก็ไม่ลำบาก ทั้งจิตของเราก็ยัง หลุดพ้นจากอาสวะ หมดอุปาทานได้. ภิกษุทั้งหลาย! เพราะฉะนั้นในเรื่องนี้ ถ้าบุคคลใด หวังว่ากายของเราอย่าได้ลำบาก ตาของเราก็อย่าได้ลำบาก และจิตของเราก็จงหลุดพ้นจากอาสวะ หมดอุปาทานเถิด ดังนี้ แล้ว บุคคลนั้นจงทำในใจในอานาปานสตินี้ ให้เป็นอย่างดีเถิด. บาลี มหาวาร. สํ ๑๙/ ๓๙๙/๑๓๒๔

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต