Buddhadasa.org

อานาปานสติภาวนา เล่ม 2 ว่าด้วยสมาธิเจือปัญญา ตอนที่ ๙ — อานาปานสติ ขั้นที่สิบเอ็ด - การทำจิตให้ตั้งมั่นอยู่

อานาปานสติภาวนา เล่ม 2 ว่าด้วยสมาธิเจือปัญญา — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — อานาปานสติภาวนา เล่ม 2 ว่าด้วยสมาธิเจือปัญญา (๑๐ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.360 อานาปานสติขั้นที่สิบเอ็ด (การทำจิตให้ตั้งมั่นอยู่) อุเทสแห่งอานาปานสติขั้นที่สิบเอ็ด หรือข้อที่สามแห่งจตุกกะ ที่สาม นั้น "ภิกษุนั้น ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ทำจิตให้ตั้งมั่นอยู่ จักหายใจออก ดังนี้ ; ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ทำจิตให้ตั้งมั่นอยู่ จักหายใจเข้า ดังนี้"* และมีอธิบาย ดังต่อไปนี้คือ :- การวินิจฉัยในบทว่า "ย่อมทำในบทศึกษา" ย่อมมีใจความ เหมือนกับในขั้นที่แล้วมาโดยประการทั้งปวง มีอยู่บ้างที่จะต้องทำความเข้าใจ เป็นพิเศษเฉพาะขั้นนี้คือ :- ส่วนที่จะถือว่าเป็นสีลสิกขา นั้น จะต้องรู้จักสอดส่องให้ถูกตรง ตามที่มีอยู่ ; โดยใจความใหญ่ ๆ นั้นเล็งถึง ข้อที่มีการสำรวมหรือระวังจิต ไม่ให้ละไปจากอารมณ์ ที่กำลังกำหนดอยู่ในขั้นนั้น ๆ ; ตัวการสำรวม นั่นแหละจัดเป็นศีล ในที่นี้. เพราะว่าเมื่อมีการสำรวมในเวลาใด โทษทางกาย วาจา หรือการทุศีลอย่างใด ๆ ก็มีขึ้นไม่ได้. การชี้ให้เห็นเช่นนี้เป็นการ ————————————————— * สมาทห์ จิตฺตํ อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ สมาทหํ จิตฺตํ ปฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ฯ

น.361 ป้องกัน ไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดไปว่า เมื่อการปฏิบัติดำเนินมาถึงขั้นสมาธิหรือ ปัญญาอย่างสูงเช่นนี้แล้ว มันจะยังคงมีการสำรวมศีลอยู่ได้อย่างไรกัน ; ฉะนั้น ขอให้ถือว่า เมื่อมีการสำรวมจิตใด ๆ อยู่ในเรื่องใดก็ตาม ด้วยอำนาจของสติแล้ว การสำรวมนั้น ย่อมเป็นการประมวลไว้ได้ซึ่งสีลสิกขาอยู่ในตัวโดยสมบูรณ์. เป็นอันกล่าวได้ว่า แม้ในขณะที่กำลังปฏิบัติหมกหมุ่นอยู่ในอานาปานสติขั้นสูง เหล่านี้ การสำรวมในศีลก็ยังสมบูรณ์อยู่ตามเดิม จึงเป็นการทำให้ไตรสิกขา หรือสิกขาทั้งสามยังคงเป็นธรรมสมังดีสมบูรณ์อยู่ ; ฉะนั้นคำว่า "ย่อมทำใน บทศึกษา" ในอานาปานสติข้อนี้ และในอานาปานสติข้อต่อไปทั้งหมด ก็ยัง หมายความถึงการทำเต็มที่ในสิกขาทั้งสามอยู่นั่นเอง. ส่วนที่เป็นสมาธิและส่วนที่เป็นปัญญา นั้น เห็นได้ชัดอยู่แล้วว่า มีการกำหนดสมาธิและการพิจารณาทางปัญญาอยู่ทุกขั้น ; แต่ส่วนที่เป็นศีลนั้น เป็นอยู่อย่างไม่เปิดเผย จะต้องรู้จักพิจารณาจึงจะมองเห็นได้ชัดเจน กล่าวคือ ในอานาปานสติขั้นที่หนึ่ง ขั้นที่สอง ขั้นที่สาม มีการสำรวมอยู่ที่การระวังจิต ให้คอยกำหนดลมหายใจในวิธีต่าง ๆ กัน, การสำรวมนั้นเองควบคุมเอาความ มีศีลไว้ได้. ในอานาปานสติขั้นที่สี่ การสำรวมมีอยู่ที่การพยายามทำลม หายใจให้รำงับลง ๆ ซึ่งเป็นการสำรวมที่ยากยิ่งไปกว่าขั้นที่แล้วมา; การ สำรวมในขั้นที่ห้าและที่หก มีอยู่ตรงที่คอยกำหนดปีติและสุขอย่างแรงกล้า ; ในขั้นที่เจ็ด มีอยู่ที่การคอยกำหนดเวทนาหรือการที่เวทนาทำหน้าที่ปรุงแต่ง จิต ; ในขั้นที่แปดการสำรวมมีอยู่ในการที่เฝ้าพยายามป้องกัน ไม่ให้เวทนา ปรุงแต่งจิตได้ หรือปรุงแต่งแต่น้อยที่สุด ; ในขั้นที่เก้า การสำรวมมีอยู่ใน ขณะที่ตั้งหน้าตั้งตาคอยเฝ้ากำหนดลักษณะต่าง ๆ ของจิต ; ในขั้นที่สิบ การ สำรวมมีอยู่ที่การประคองจิตให้มีปราโมทย์ และการกำหนดซึ่งความปราโมทย์ นั้น ๆ; สำหรับขั้นที่สิบเอ็ดนี้ ความสำรวมมีอยู่ตรงที่ความพยายามประคอง

น.362 จิตให้ตั้งมั่นในแบบต่าง ๆ กัน. ความสำรวมทุกอย่างเหล่านี้ล้วนแต่เป็นตัว ศีลหรือความควบคุมไว้ได้ซึ่งสีลสิกขา ให้ยังคงมีอยู่ตลอดเวลา สำหรับในขั้น ต่อไปพึงถือเอาใจความอย่างเดียวกัน จักไม่กล่าวถึงอีกโดยละเอียด จักชี้ให้เห็น แต่ในแง่ที่จำเป็นจะต้องชี้เท่านั้น สิ่งที่ต้องวินิจฉัยสืบไป คือข้อที่ว่า "ทำจิตให้ตั้งมั่นอยู่" สิ่งที่ต้อง วินิจฉัยมีอยู่ ๒ ประการคือ ความตั้งมั่นเป็นอย่างไร และความตั้งมั่นมีได้ เมื่อไร ซึ่งจะได้วินิจฉัยกันสืบไป. คำว่า "ความตั้งมั่น" ในที่นี้ โดยใจความก็คือความเป็นสมาธิ นั่นเอง. เนื่องจากความเป็นสมาธินี้ มีอาการที่อาจจะแยกพิจารณาให้เห็น ได้ในมุมหรือแง่ต่าง ๆ กัน เพราะฉะนั้นในทางศัพทศาสตร์ เมื่อถามว่าสมาธิ คืออะไรแล้ว ย่อมตอบด้วยการจำแนกชื่อต่าง ๆ เหล่านี้ให้พังคือ ฐิติ = ความ ตั้งมั่น, สณฐิติ = ความหนักแน่นหรือความตั้งมั่นด้วยดี, อธิฐิติ = ความ แข็งแรงหรือเข้มแข็ง, อวิสาหาโร = ความมิได้มีอาการดุจอาหารเป็นพิษ, อวิกฺเขโป = ความไม่พุ้งซ่าน, อวิสาหตมานสตา = ความมีใจที่พิษมิได้กระทบ กระทั่ง, สมโถ = ความสงบ, สมาธินทรีย์ = อินทรีย์คือความตั้งมั่น, สมาธิ- พลํ = กำลังคือความตั้งมั่น, สัมมาสมาธิ = ความตั้งมั่นชอบ, ดังนี้เป็นต้น ; ซึ่งเป็นการเพียงพอแล้วที่ยกมาเป็นตัวอย่าง ทั้งที่ยังมีคำอื่นอีกมาก อธิบายความหมายแห่งคำที่แสดงลักษณะแห่งความตั้งมั่น เหล่านี้พอเป็นทางเข้าใจมีอยู่ดังนี้ : คำว่า ตั้งมั่น หนักแน่น หรือแข็งแรง เป็นต้นนี้ ล้วนแต่เป็นอาการของจิต ซึ่งเรียกว่าสมาธิ. คำว่า ความตั้งมั่น หมายถึงความที่อารมณ์หรือนิวรณ์กระทบไม่หวั่นไหว ; คำว่า หนักแน่น หรือตั้งมั่นด้วยดีนั้น หมายความว่าเป็นอย่างนั้นยิ่งขึ้นไปอีก คือสามารถทนสู้ ต่ออารมณ์หรือนิวรณ์ที่มีกำลังมากได้จริง. คำว่า แข็งแรง หมายถึง ไม่อ่อนไปตามอารมณ์ ที่มายั่วเย้าหรือขู่เข็ญบังคับ. คำว่า มิได้เป็นดุจ

น.363 อาหารเป็นพิษ นี้เป็นการทำอุปมา : เหมือนอย่างว่าคนที่เกิดมีอาหารเป็นพิษ ขึ้นในกระเพาะ ย่อมมีอาการกระสับกระส่ายเหมือนคนจะตาย ไม่สามารถ ประกอบการงานอันใดได้ ไม่มีความสดชื่นเบิกบานแต่ประการใดเลย. จิตนี้ ก็เหมือนกัน ถ้านิวรณ์เข้าไปเป็นพิษอยู่ในภายในแล้ว ย่อมตายจากความดี ไม่สามารถประกอบกิจใดๆ ทางจิตได้ ไม่มีความสดชื่นเบิกบานแต่ประการใดเลย. เพราะฉะนั้นท่านจึงกล่าวว่า ลักษณะของสมาธินั้นต้องเป็นเหมือนกับความ ที่ไม่มีอาหารเป็นพิษอยู่ในกระเพาะ. คำว่า ไม่ฟุ้งซ่าน หมายถึงมีอารมณ์ เพียงอย่างเดียว ไม่แล่นไปสู่อารมณ์ใด ๆ กำหนดอยู่แต่อารมณ์ที่มีอยู่สำหรับ สมาธินั้น เหมือนกับสัตว์ที่มีสิ่งที่ต้องการอยู่ในที่อย่างเพียงพอแล้ว ก็ไม่ลุกลน ไปในที่อื่น ๆ เหมือนลิงที่เที่ยวแสวงหาผลไม้ไปทั่ว ๆ ป่า ฉันใด ก็ฉันนั้น. คำว่า มีใจอันพิษมิได้กระทบกระทั่ง นั้น พิษในที่นี้ หมายถึงนิวรณ์และ กิเลสชื่ออื่นทุกชนิด ; เมื่อกิเลสไม่กระทบจิต จิตมีความเป็นปกติสงบอยู่ได้. คำว่ากระทบจิตในที่นี้ หมายถึงครอบงำจิต ดึงจิตไปตามอำนาจของมัน เช่น ความอยากดึงไปสู่สิ่งที่มันอยาก ความโกรธดึงไปสู่สิ่งที่มันโกรธ ดังนี้เป็นต้น ; เมื่อไม่มีสิ่งเหล่านี้จิตก็สงบเป็นสมาธิ คำว่า สมถ หรือ สงบ มีความหมาย ตรงตามภาษาไทยคือหมายถึงความระงับ ไม่มีความดิ้นรน ไม่มีความเร่าร้อน ไม่มีความหม่นหมอง ดังนี้เป็นต้น. คำว่า สมาธินฺทรียํ ต้องการให้หมายถึง สมาธิที่แท้จริง คือถึงขนาดที่จะเป็นใหญ่ เป็นประธานได้อย่างหนึ่ง ใน บรรดาธรรมที่เป็นใหญ่เป็นประธานทั้งหลาย. คำว่า สมาธิพลํ ก็เป็น อย่างเดียวกัน หมายถึงสมาธิที่ถึงขนาดที่มีกำลังหรือใช้เป็นกำลังต่อสู้ข้าศึก คือนิวรณ์ได้. คำว่า สัมมาสมาธิ ต้องการให้หมายถึงแต่ สมาธิที่ถูก ที่ชอบ หรือสมาธิในทางพุทธศาสนา เพราะยังมีสมาธิที่เป็นของนอก

น.364 พุทธศาสนาหรือสมาธิที่เดินผิดทางเป็นมิจฉาสมาธิอยู่อีกพวกหนึ่ง. เมื่อผู้ ศึกษาได้พิจารณาดูความหมายของคำเหล่านี้ทุกคำอย่างละเอียดลออแล้ว ก็สามารถเข้าใจถึงความหมายของสิ่งที่เรียกว่าสมาธิได้อย่างทั่วถึง และเข้าใจ ได้ว่าสมาธินั้นคืออะไร. แต่อย่างไรก็ดีทั้งหมดนี้เป็นเพียงการอธิบายตามทาง ศัพทศาสตร์ หรือ ทางหนังสือเท่านั้น. ส่วนในทางปฏิบัตินั้น ท่านจำกัดความไว้สั้น ๆ ตามหลักแห่ง อานาปานสติว่าความที่จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่งไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยอำนาจการกำหนด ลมหายใจยาว - สั้น ชื่อว่า สมาธิ ; หรืออีกอย่างหนึ่งว่า จิตที่มีอารมณ์เป็น อันเดียวไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยอำนาจการกำหนดลมหายใจ ของบุคคลผู้มีจิตตั้งมั่น ชื่อว่าสมาธิ ดังนี้ ซึ่งทั้งหมดนี้อาจจะสรุปความได้ว่า เมื่อจิตมีอารมณ์สำหรับ กำหนดและจิตกำหนดอารมณ์นั้นได้ การกำหนดอารมณ์ได้นั้น ชื่อว่า สมาธิ จะเป็นอย่างต่ำ อย่างกลาง อย่างสูง หรืออย่างหยาบ อย่างกลาง อย่างประณีตนั้น ย่อมแล้วแต่กรณี แต่ไม่ถือเอาเป็นประมาณ เพราะอาจจะ เรียกได้ว่าเป็นสมาธิได้ด้วยกันทั้งนั้น. นี้คือวินิจฉัยข้อที่ว่า สมาธิคืออะไร ? ส่วนข้อที่ว่า สมาธิหรือความตั้งมั่นมีได้เมื่อไรนั้น มีวินิจฉัย ดังต่อไปนี้ : - ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า สมาธิมีได้ทุกขณะที่จิตมีการกำหนด อารมณ์. นี้เป็นหลักทั่วๆ ไป. ที่เป็นอย่างพิเศษนั้น สมาธิมีได้หรือยัง คงมีอยู่ได้แม้ในขณะที่จิตกำหนดลักษณะ มีลักษณะแห่งความไม่เที่ยง เป็นต้น ในขณะแห่งวิปัสสนา ; ฉะนั้น เมื่อจะประมวลให้สิ้นกระแสความก็เป็น อันกล่าวได้ว่าสมาธิมีได้โดยประเภทใหญ่ ๆ ใน ๓ กาล คือ : -

น.365 สมาธิในขณะระยะเริ่มแรกแห่งการกำหนดอารมณ์ ซึ่งได้แก่ บริกรรมสมาธิและอุปจารสมาธิ ๒. สมาธิในขณะที่จิตตั้งอยู่ในฌาน ได้แก่อัปปนาสมาธิโดยตรง. ๓. สมาธิ ที่เป็นอนันตริกสมาธิแนบเนื่องกันอยู่กับปัญญา ในขณะ ที่มีการกำหนดและการพิจารณาลักษณะ มีลักษณะแห่งความไม่เที่ยง เป็นต้น. สมาธิอย่างที่หนึ่ง คือสมาธิในระยะเริ่มแรก แห่งการกำหนด อารมณ์ นั้นเป็นสมาธิโดยอ้อมหรือโดยปริยาย คือเป็นสมาธิที่ยังไม่ถึงขนาดที่ จะกล่าวได้ว่าเป็นสมาธิแท้ เหมือนมนุษย์ที่ยังเด็กอยู่ ยังไม่มีความเป็นมนุษย์ที่ เต็มที่ฉันใดก็ฉันนั้น, แต่ถึงกระนั้นก็ยังดีกว่าไม่มีสมาธิเสียเลยเป็นไหน ๆ. สรุปความในข้อนี้ว่า พอสักว่าลงมือทำสมาธิ ก็มีสมาธิโดยปริยายนี้ได้ เรื่อย ๆ ไปเป็นลำดับ จนกระทั่งถึงขณะแห่งอุปจารสมาธิ คือนิวรณ์ระงับ ไปบ้าง กลับมีมาบ้าง หรือนิวรณ์ถอยกำลังลงไปมาก แต่ไม่ถึงขนาดที่จะ ระงับหมดสิ้นไป ทั้งนี้เพราะเหตุที่ว่าองค์แห่งฌานยังไม่ครบถ้วนและตั้งมั่น จึงต้องจัดเป็นสมาธิโดยปริยายอยู่นั่นเอง แต่ถึงกระนั้นก็ยังดีกว่าไม่มีสมาธิ เสียเลย ดังกล่าวแล้ว. สมาธิอย่างที่สอง คือ อัปปนาสมาธินั้น หมายถึงความที่จิตตั้งมั่น อยู่ในฌาน นี้คือตัวสมาธิแท้ และมีความหมายเต็มตามความหมายของคำว่า สมาธิทุกประการ. เมื่อกล่าวว่าทำจิตให้ตั้งมั่นอยู่ และเป็นความตั้งมั่นอยู่ อย่างแท้จริง ก็ต้องหมายถึงความที่จิตตั้งอยู่ในสมาธิขั้นที่เป็นฌาน ขั้นใด ขั้นหนึ่งเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นรูปฌานหรืออรูปฌานก็ตาม. ถ้าผู้ปฏิบัติใน อานาปานสติมีความมุ่งหมายที่จะฝึกฝนในส่วนอรูปฌาน ก็มีโอกาสที่จะฝึกฝน ได้ในอานาปานสติขั้นที่สิบเอ็ดนี้ มีรายละเอียดดังที่กล่าวไว้ในที่อื่นอีกส่วน หนึ่ง เพราะไม่ได้เป็นสิ่งที่มุ่งหมายโดยตรงในที่นี้. ในที่นี้มุ่งหมายโดยตรง แต่เพียงรูปฌานทั้งสี่ แต่ประเภทเดียว.

น.366 ส่วนสมาธิอย่างที่สาม คือ สมาธิที่แนบเนื่องกันอยู่กับปัญญาโดย ไม่แยกกันนั้น จัดเป็นสมาธิโดยปริยายอีกอย่างหนึ่ง เพราะในขณะนี้เป็นขณะ ที่ปัญญาจะทำ หน้าที่ ของมันด้วย กำลัง คือสมาธิ เมื่อบุคคลกำหนดอารมณ์ ของสมาธิจนทำฌานให้เกิดขึ้นได้ ดำรงอยู่ในฌานนานพอสมควร คือจิตมี กำลังเข้มแข็ง และเข้ารูปเข้ารอยเพียงพอแก่ความต้องการแล้ว ก็ออกจาก ฌานนั้นไปกำหนดอารมณ์แห่งวิปัสสนา เช่นเวทนาเป็นต้น อย่างใดอย่างหนึ่ง ขึ้นมาพิจารณาโดยลักษณะ มีลักษณะแห่งความไม่เที่ยงเป็นต้นอยู่ ในขณะนี้ กำลังแห่งสมาธิก็ยังมีอยู่ในการพิจารณานั้น คือ แฝงตัวหรือแนบเนื่องกันอยู่ กับปัญญาโดยสัดส่วนที่สมควรกัน คือถ้าเพ่งปัญญาแรง กำลังของสมาธิก็แรง ขึ้นตาม, ถ้าเพ่งปัญญาหย่อน กำลังของสมาธิก็หย่อนลงตาม, และเป็นไป ในตัวเองได้เช่นนี้โดยไม่ต้องเจตนาดังนี้. สมาธิชนิดนี้เรียกว่าสมาธิในขณะ แห่งวิปัสสนา และเพราะเหตุนั้นจึงได้ชื่อว่า สมาธิโดยปริยาย แต่เป็นปริยาย ที่มีค่าสูงไม่เหมือนกับสมาธิโดยปริยายดังที่กล่าวแล้วในข้อที่หนึ่ง. จากลักษณะอาการแห่งสมาธิทั้ง ๓ ชนิด หรือ ๓ ขั้น ๓ ตอน ดังที่ กล่าวมาแล้วนี้ ทำให้เราเห็นได้ว่าสมาธิมีอยู่ในขณะไหนหรือเมื่อไร และ สมาธิในขณะไหน มีลักษณะและหน้าที่อย่างไร เป็นการรอบรู้ต่อความที่จิต เป็นสมาธิได้โดยประการทั้งปวง.

น.367 ตุลาคม ๒๕๐๒ สำหรับการ ปฏิบัติอานาปานสติในขั้นที่สิบเอ็ดนี้ มีหลกส่วนใหญ่ ว่าทำจิตให้ตั้งมั่นอยู่ทุกลมหายใจเข้า - ออก ฉะนั้นผู้ปฏิบัติจะต้องย้อนกลับไป ปฏิบัติมาตั้งแต่อานาปานสติขั้นที่หนึ่งอีกตามเคย เพื่อจะได้กำหนดความตั้งมั่น ของจิตซึ่งมีอยู่ในลักษณะต่าง ๆ กัน เป็นอารมณ์ทุก ๆ ขั้น ทุก ๆ ลำดับ เท่าที่จิต จะมีการตั้งมั่นอย่างไร. ในระยะนี้ ใจความสำคัญของการฝึก มีอยู่ตรงที่ ให้เพ่งเล็งถึงความตั้งมั่นอย่างเดียว ไม่ว่าจะฝึกด้วยอานาปานสติข้อไหน. จากคำอธิบายในข้อที่แล้วมาทำให้เราเห็นได้ว่า ฝึกอานาปานสติอย่างเดียวกัน หรือชื่อเดียวกัน หรือข้อเดียวกันก็จริง แต่การกำหนดนั้น กำหนดต่างกัน หรือกำหนดคนละสิ่ง ดังจะยกตัวอย่างให้เห็นได้ง่าย ๆ อีกครั้งหนึ่ง เช่น เมื่อ ฝึกอยู่ในอานาปานสติขั้นที่หนึ่ง เรากำหนดลมหายใจนั่นเองอยู่ทุกลมหายใจ ออก - เข้า ; ครั้นมาถึงการฝึกในขั้นที่สิบเอ็ดนี้ ซึ่งจะต้องย้อนกลับไป ทำมาตั้งแต่ขั้นที่หนึ่งอีกก็ตาม แต่เราก็มิได้กำหนดลมหายใจอยู่ทุกลมหายใจ เข้า - ออกโดยตรง เราเพียงแต่กำหนดความที่จิตตั้งมั่นได้เท่าไรหรืออย่างไร ในขณะแห่งอานาปานสติขั้นที่สิบเอ็ดนั้นอยู่ทุกลมหายใจเข้า - ออก เพื่อ กำหนดรู้ความตั้งมั่น หรือศึกษาความตั้งมั่นของจิตในทุกขั้นแห่งอานาปานสติ โดยทำนองที่จะทำให้เห็นได้ว่า มันตั้งมั่นในความหมายของสมาธิสูงขึ้นมา เป็นลำดับ ๆ เพียงไร แล้วความตั้งมั่นนั้นเองค่อย ๆ กลายเป็นความตั้งมั่นตาม ความหมายของวิปัสสนาหรือปัญญาขึ้นมา ในขณะแห่งอานาปานสติขั้นไหนและ ด้วยอาการอย่างไร จนกระทั่งรู้จักความตั้งมั่นทุกชนิดทุกแบบ ทุกแง่ ทุกมุม ทุกขนาด ทุกแขนง เป็นต้นจริง ๆ ; ฉะนั้นจึงทำให้เห็นชัดได้ว่า แม้เรา

น.368 จะย้อนไปฝึกตั้งแต่ขั้นที่หนึ่งอีก แต่ก็มีการกำหนดในการฝึกต่างกัน เช่นเมื่อ ฝึกขั้นที่สิบเอ็ดนี้กำลังย้อนไปฝึกขั้นต้น ๆ ขั้นไหนก็ตาม การฝึกล้วนแต่กำหนด อยู่ที่ความตั้งมั่นทุกขั้นไป. ถ้าผู้ใดจับความสำคัญข้อนี้ได้ ก็จะเห็นได้ด้วย ตนเองว่า การฝึกทุกขั้นไม่เหมือนกันเลย แม้จะมีการย้อนไปฝึกในขั้นต้น ๆ มาอีกกี่ขั้นก็ตาม สรุปความว่า การฝึกในขั้นที่สิบเอ็ดนี้ ฝึกในการกำหนดความตั้งมั่น ทั้งในแง่ของสมถะ และทั้งในแง่ของวิปัสสนา จากอานาปานสติทุกขั้นเท่าที่ มีให้ กำหนดได้ว่ามีความตั้งมั่นอยู่กี่อย่าง จนกระทั่งตนมีความคล่องแคล่ว ในการทำจิตให้ตั้งมั่นได้ทุกอย่าง ด้วยความชำนิชำนาญสมตามความปรารถนา. ส่วนคำวินิจฉัยในข้อที่ว่าญาณและสติ ตลอดถึงสัมปยุตตธรรมอื่น ๆ ซึ่งมีอยู่ในขณะนั้นมีขึ้นได้โดยวิธีไรนั้น พึงทราบว่าเมื่อจิตมีความตั้งมั่นไม่ว่า ชนิดไหนอยู่ทุกลมหายใจออก - เข้า จิตที่ตั้งมั่นนั้นก็ปรากฏด้วย สติที่กำหนด ความตั้งมั่นนั้นก็ปรากฏด้วย จึงเกิดมีจิตรู้แจ้งคือวิญญาณจิต ซึ่งได้แก่ อนุปัสสนาญาณดังที่ได้กล่าวแล้วในข้อก่อน. เมื่อเป็นดังนี้ก็เป็นอันว่ามีการ ตามเห็นซึ่งจิตในจิตด้วยอำนาจของสตินั้น จนกระทั่งเห็นความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาของจิต แม้ที่ตั้งมั่นแล้วทุกชนิด ; เมื่อกระทำอยู่ดังนี้ ก็เรียกว่ามีจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐานภาวนา อันเป็นภาวนาที่สมบูรณ์ด้วยอรรถ ทั้งสี่ ดังที่ได้เคยอธิบายมาแล้วอย่างละเอียดในข้อต้น ๆ ; ในขณะนั้นย่อมมี การสโมธานมาได้ซึ่งธรรมทั้งหลาย ๒๙ อย่าง พร้อมทั้งรู้โคจรและแทงตลอด สมัตถะของธรรมนั้น ๆ ดังที่กล่าวแล้วโดยละเอียด ในอานาปานสติขั้นที่ห้าอีก นั่นเอง. การวินิจฉัยในอานาปานสติขั้นที่สิบเอ็ดสิ้นสุดลงเพียงเท่านี้ ต่อไปนี้ จะได้วินิจฉัยในอานาปานสติขั้นที่สิบสองสืบไป.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต