Buddhadasa.org

อานาปานสติภาวนา เล่ม 2 ว่าด้วยสมาธิเจือปัญญา ตอนที่ ๘ — อานาปานสติ ขั้นที่สิบ - การทำจิตให้ปราโมทย์ยิ่งอยู่

อานาปานสติภาวนา เล่ม 2 ว่าด้วยสมาธิเจือปัญญา — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — อานาปานสติภาวนา เล่ม 2 ว่าด้วยสมาธิเจือปัญญา (๑๐ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.352 อานาปานสติขั้นที่สิบ (การทำจิตให้ปราโมทย์ยิ่งอยู่) อุเทสแห่งอานาปานสติขั้นที่สิบ หรือข้อที่สองแห่งจตุกกะ ที่สาม นั้น มีหัวข้อว่า "ภิกษุนั้น ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ทำจิต ให้ปราโมทย์ยิ่งอยู่ จักหายใจออก ดังนี้, ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ ทำจิตให้ปราโมทย์ยิ่งอยู่ จักหายใจเข้า ดังนี้"* มีอธิบายโดยละเอียด ดังต่อไปนี้ : - คำว่า ย่อมทำในบทศึกษา มีอธิบายอย่างเดียวกัน กับที่อธิบายมา แล้วในตอนก่อน. คำว่า ทำจิตให้ปราโมทย์ มีข้อควรวินิจฉัยคือ ทำให้ปราโมทย์ เกิดขึ้นในขณะไหน และความปราโมทย์นั้นมีอยู่อย่างไร, ดังจะได้วินิจฉัย สืบไป ดังต่อไปนี้. * ปโมทยํ จิตฺตํ อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ปโมทยํ จิตฺตํ ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ฯ

น.353 ความปราโมทย์โดยธรรม ในที่นี้ เมื่อกล่าวโดยสรุปแล้ว ย่อม ทำให้เกิดขึ้นได้ในทุกขั้นแห่งอานาปานสติ เพราะฉะนั้นผู้ที่ลงมือปฏิบัติใน ขั้นนี้จะต้องพยายามทำให้เกิดความปราโมทย์ขึ้น ในทุกขั้นแห่งอานาปานสติ เขาจักต้องย้อนไปปฏิบัติมาตั้งแต่อานาปานสติขั้นที่หนึ่งเป็นลำดับมา จนกระทั่ง ถึงขั้นที่ ๙ พยายามทำความปราโมทย์ให้เกิดขึ้น ให้ปรากฏชัดในทุกขั้น และให้ประณีต หรือสูงขึ้นมาตามลำดับดุจกัน คือ :- ๑. เมื่อรู้ชัดความที่จิตเป็นเอกัคคตาไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยอำนาจ ลมหายใจออกและเข้ายาว ทำความปราโมทย์ให้เกิดขึ้น ; ๒. เมื่อรู้ชัดความที่จิตเป็นเอกัคคตาไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยอำนาจ ลมหายใจออกและเข้าสั้น ทำความปราโมทย์ให้เกิดขึ้น ; ๓. เมื่อรู้ชัดความที่จิตเป็นเอกัคคตาไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยอำนาจความรู้ พร้อมเฉพาะซึ่งลมทั้งปวง ทำความปราโมทย์ให้เกิดขึ้น ; ๔. เมื่อรู้ชัดความที่จิตเป็นเอกัคคตาไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยอำนาจการทำ กายสังขารให้รำงับอยู่ ทำความปราโมทย์ให้เกิดขึ้น ; ๕. เมื่อรู้ชัดความที่จิตเป็นเอกัคคตาไม่ฟุ้งซ่าน เพราะการรู้พร้อม เฉพาะซึ่งปีติ ทำความปราโมทย์ให้เกิดขึ้น ; ๖. เมื่อรู้ชัดความที่จิตเป็นเอกัคคตาไม่ฟุ้งซ่าน เพราะการรู้พร้อม เฉพาะซึ่งสุข ทำความปราโมทย์ให้เกิดขึ้น ; ๗. เมื่อรู้ชัดความที่จิตเป็นเอกัคคตาไม่ฟุ้งซ่าน เพราะการรู้พร้อม เฉพาะซึ่งจิตตสังขารทำความปราโมทย์ให้เกิดขึ้น ; ๘. เมื่อรู้ชัดความที่จิตเป็นเอกัคคตาไม่ฟุ้งซ่าน เพราะการทำ จิตตสังขารให้รำงับอยู่ ทำความปราโมทย์ให้เกิดขึ้น ; ๙. เมื่อรู้ชัดความที่จิตเป็นเอกัคคตาไม่ฟุ้งซ่าน เพราะความเป็นผู้รู้ พร้อมเฉพาะซึ่งจิต ทำความปราโมทย์ให้เกิดขึ้น ;

น.354 เมื่อทำอยู่ดังนี้ ได้ชื่อว่าเป็นการปฏิบัติอานาปานสติขั้นที่สิบ ซึ่งมี ใจความสำคัญมุ่งหมายถึงการรู้จัก หรือสามารถทำจิตให้ปราโมทย์ขึ้นมาได้ใน ทุกๆ ขั้น แล้วถือเอาความรู้สึกปราโมทย์นั้นเป็นอารมณ์สำหรับพิจารณา เพื่อเห็นลักษณะแห่งความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ และความเป็นอนัตตา แห่งจิตที่ปราโมทย์นั้นสืบต่อไป เหมือนดังที่ได้กล่าวแล้วในการพิจารณาปีติ ในอานาปานสติขั้นที่ห้า. สำหรับการเกิดแห่งความปราโมทย์นั้น มีทางที่จะเกิดได้ต่าง ๆ กันตามแต่เหตุปัจจัย ซึ่งเป็นต้นเหตุแห่งปราโมทย์. สำหรับในกรณีแห่งการ ทำอานาปานสตินั้น อาจกล่าวได้ว่า :- ในอานาปานสติขั้นที่หนึ่ง และขั้นที่สอง ปราโมทย์เกิดเพราะรู้สึก พอใจในการกระทำ หรือในโอกาสที่ได้กระทำตามคำสอนอันเป็นนียานิกธรรม ของพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นเบื้องต้น ; และสูงขึ้นมาก็คือ มีความปราโมทย์ เพราะประสบความสำเร็จ ในการกำหนดลมหายใจออก-เข้า ทั้งยาวและสั้น ดังนี้เป็นต้น. ในอานาปานสติขั้นที่สาม ย่อมเกิดความปราโมทย์ที่สูงขึ้นไปกว่านั้น แม้ไม่มากก็น้อย เพราะเหตุที่มีการกำหนดลมหายใจอย่างแยบคายยิ่งขึ้นไป กว่าเก่า ดังที่ได้กล่าวแล้วโดยละเอียด ในอานาปานสติขั้นนั้น ซึ่งทำให้ สัมปยุตตธรรม เช่นฉันทะเป็นต้น เป็นไปแรงกล้าขึ้น ปราโมทย์ย่อมเกิดขึ้น ในลักษณะที่ประณีตกว่า หรือสูงกว่าตามสมควรแก่กรณี. ในอานาปานสติขั้นที่สี่ การปฏิบัติดำเนินไปจนถึงขั้นที่เกิดฌาน ความปราโมทย์ในการกระทำของตน ก็สูงขึ้นไปตาม ด้วยอำนาจแห่งการที่ได้ เสวยผลเป็นทิฏฐธรรมสุข โดยเหตุที่จิตเป็นเอกัคคตาไม่ถูกนิวรณ์รบกวนเลย เป็นต้น.

น.355 ในอานาปานสติขั้นที่ห้า มีการพิจารณาถึง ปีติที่เป็นองค์ฌาน โดยตรง ซึ่งหมายถึงความปราโมทย์โดยพฤตินัยอยู่ในตัว เป็นการแยกเอาตัว ความปราโมทย์ออกมากำหนดและพิจารณาไปโดยเฉพาะ เป็นการเห็นตัวความ ปราโมทย์โดยชัดกว่าขั้นอื่น ๆ และกลายเป็นปราโมทย์ที่อิงอาศัยปัญญายิ่งขึ้น ในเมื่อมีการพิจารณาเวทนานั้น ๆ โดยลักษณะแห่งความไม่เที่ยง เป็นต้น. ในอานาปานสติขั้นที่หก มีอาการคล้ายกันกับในขั้นที่ห้า เพราะเป็น การพิจารณาองค์ฌานด้วยกัน. ในอานาปานสติขั้นที่เจ็ด ปราโมทย์สูงขึ้นไป เพราะมีความรู้เพิ่มขึ้น ว่าเวทนานั้น ๆ เป็นเครื่องปรุงแต่งจิต ; ทำให้สามารถรู้เท่าทันเวทนา ซึ่งเป็นทางมาแห่งกิเลส คือตัณหาและอุปาทาน เป็นต้น จนเห็นลู่ทางที่จะ ดับทุกข์ได้ยิ่งขึ้นไป ปราโมทย์ในธรรมจึงสูงขึ้นไปตาม. ในอานาปานสติขั้นที่แปด ปราโมทย์เกิดมาจากความรู้สึกว่า ตนสามารถทำจิตตสังขารให้อ่อนกำลังลงหรือให้รำงับไป ซึ่งเป็นความสามารถ ที่สูงยิ่งขึ้นไปอีก ทำให้เกิดความรู้สึกว่า การควบคุมกิเลสนั้นจักต้องอยู่ในกำมือ ของตนโดยแน่นอน. สำหรับอานาปานสติขั้นที่เก้านั้น ปราโมทย์เกิดขึ้นเพราะบัดนี้เป็น ผู้มีความรู้แจ่มแจ้งในเรื่องจิต และลักษณะอาการต่าง ๆ ของจิต เช่นที่เกิด ที่ดับ ที่ไปที่มา ของจิต จนถึงกับรู้สึกว่าการควบคุมจิตนั้นต้องอยู่ในกำมือ ของตนโดยแท้. ส่วนในอานาปานสติขั้นที่สิบนี้ เป็นการประมวลมาซึ่งความปราโมทย์ ทั้งหมดทุกชนิด มากำหนดพิจารณาอยู่ แล้วมีความปราโมทย์เฉพาะในข้อนี้

น.356 ว่าบัดนี้ตนเป็นผู้สามารถบังคับจิตได้ตามความต้องการ ดังที่สามารถ บังคับให้ เกิดความปราโมทย์ อยู่ในขณะนี้ อย่างพลิกแพลงอย่างไรก็ได้ตามต้องการ และกว้างขวางถึงที่สุด จึงเป็นจิตที่บันเทิงอยู่ด้วยความปราโมทย์ที่กว้างขวาง และสูงสุดไปตามกัน. ส่วนข้อที่ว่า ความปราโมทย์มีอยู่อย่างไร นั้น มีทางที่จะวินิจฉัย คือ ความปราโมทย์คืออะไร ? และมีทางที่จะแบ่งแยกปราโมทย์ได้กี่ทาง ? เมื่อกล่าวโดยทางศัพทศาสตร์ ท่านระบุชื่อเหล่านี้ว่าเป็นชื่อของ ความปราโมทย์ คือ อาโมทนา = ความเบิกบาน, ปโมทนา = ความบันเทิง หรือปราโมทย์, หาโส - ความร่าเริงหรือหรรษา, ปหาโส = ความรื่นเริงอย่างยิ่ง หรือความรื่นรมย์แห่งใจ, โอทคฺคยํ = ความโสมนัสหรือความเย็นใจ, และ อตฺตมนตา = ความปลื้มใจหรือความภูมิใจต่อตัวเองเป็นที่สุด ; อาการทั้งหมดนี้ รวมเรียกว่าอาการของความปราโมทย์ในที่นี้. เมื่อกล่าวโดยเหตุทั่วไป ก็เหมือนกับกรณีของปีติและสุข กล่าวคือ ปราโมทย์นี้อาจจะเป็นเคหสิต คืออาศัยเรือนหรือกามก็ได้ ; หรือจะเป็น เนกขมฺมสิต คืออาศัยธรรมโดยเฉพาะคือความปราศจากกามก็ได้. แต่สำหรับ ในที่นี้นั้น เป็นที่เห็นได้ชัดเจนอยู่แล้วว่า เป็นปราโมทย์ที่อาศัยธรรมแท้ ทุกขั้นแห่งอานาปานสติทีเดียว. ผู้ศึกษาพึงสังเกตในข้อที่ชื่อเหมือนกันว่า ปราโมทย์ ๆ แต่ตัวจริงนั้นอาจจะแตกต่างกันราวกับฟ้าและดิน เพราะวัตถุ หรืออารมณ์แห่งการเกิดของปราโมทย์นั้นต่างกัน. ข้อที่ว่าปราโมทย์ในทางธรรม มีทางเกิดได้กี่ทาง นั้น เมื่อกล่าว ตามหลักแห่งอานาปานสตินี้แล้ว ข้อเท็จจริงย่อมแสดงชัดอยู่แล้วว่า มีทางมา

น.357 ทาง คือ ปราโมทย์ที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจของสมถะหรือสมาธิ นี้อย่างหนึ่ง ; และ ปราโมทย์ที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจของวิปัสสนาญาณหรือปัญญา นี้อีก อย่างหนึ่ง. ปราโมทย์ที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจของสมาธิ นั้น ที่เห็นได้ง่าย ๆ หรือ โดยตรง ก็คือปีติที่เป็นองค์ฌานและความสุขที่เป็นองค์ฌานโดยตรง หรือ ความสุขที่ได้รับมาจากการที่จิตเป็นเอกัคคตาไม่ฟุ้งซ่านโดยทั่วไปทุกขณะ เรียกสั้น ๆ ว่า ความสุขที่เกิดจากฌาน นั่นเอง ; หรือแม้ที่สุดแต่ความพอใจ อย่างแรงกล้าในการที่ตนปฏิบัติธรรมได้สำเร็จตามความปรารถนา. ทั้งหมดนี้ เรียกว่าปราโมทย์ที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจของสมถะหรือสมาธิ เพราะมีสมถะและ สมาธิเป็นมูลฐาน. ส่วน ปราโมทย์ที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจของวิปัสสนาหรือปัญญา นั้น ละเอียดยิ่งขึ้นไปกว่า สูงยิ่งขึ้นไปกว่า หรือมีคุณค่ายิ่งกว่า. ปราโมทย์ข้อนี้ ได้แก่ความปราโมทย์ที่เกิดขึ้นในขณะที่พิจารณาปราโมทย์อันเป็นตัวเวทนา นั้นเอง หรือพิจารณาสังขารทั้งหลายทั้งปวงก็ตาม โดยความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เห็นแจ้งในความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แล้วเกิดความ ปราโมทย์ขึ้นมาเพราะเหตุที่รู้ว่า ได้เห็นธรรมลึกซึ้งลงไป, จัดเป็นความ ปราโมทย์ในธรรมแท้. ขอย้อนไปเปรียบเทียบด้วยตัวอย่างของปีติให้เห็นได้ ง่าย ๆ คือปีติในองค์ฌานเป็นปราโมทย์ด้วยอำนาจสมาธิ. ครั้นปีตินั้นถูก นำมาพิจารณาให้เห็นว่าเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เช่นเดียวกับเวทนา ทั้งหลาย เกิดปีติขึ้นมาใหม่อีกชนิดหนึ่ง ด้วยอำนาจของปัญญานั้น เป็นปีติ ต่อธรรมหรือในธรรมแท้ยิ่งขึ้นไปอีก ; นี่เรียกว่าปีติที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจของ ปัญญา นับว่ามีอยู่เป็น ๒ อย่างด้วยกัน ดังนี้. สรุปให้สั้นที่สุด ก็ได้ความว่า ปราโมทย์อย่างที่หนึ่งเกิดอยู่ในขณะที่จิตเป็นสมาธิ ; ปราโมทย์อย่างที่สอง เกิดอยู่ในขณะที่จิตประกอบด้วยปัญญา

น.358 ปราโมทย์ทั้งสองอย่างนี้ มีอยู่อย่างแทรกซึมปนเปกันไปใน อานาปานสติทุกขั้น. ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น อานาปานสติในส่วนใดหรือ ขณะใดเป็นส่วนแห่งสมาธิ ปราโมทย์ที่เกิดขึ้นในขณะนั้นก็เป็นปราโมทย์ที่เกิด มาจากความเป็นสมาธิ ; อานาปานสติส่วนใดหรือระดับใด ที่เป็นส่วนของ ปัญญา หรือกำลังดำเนินไปด้วยอำนาจของปัญญาอยู่ ปราโมทย์ที่เกิดขึ้นใน ขณะนั้น ก็จัดเป็นปราโมทย์ที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจของปัญญา ฉะนั้นเป็นอัน กล่าวได้ว่า ปราโมทย์ที่ผู้ปฏิบัติได้ทำให้เกิดขึ้นโดยอาศัยอานาปานสติ ที่แล้วมา ทั้ง ๙ ขั้น และกำลังจัดเป็นอานาปานสติขั้นที่สิบอยู่ในขณะนี้นั้น ก็ได้แก่ ปราโมทย์ ๒ ประเภทนี้นั่นเอง หรือกล่าวได้อีกอย่างหนึ่งว่า หมายถึงแต่ ปราโมทย์ ๒ ประเภทนี้ ซึ่งเป็นปราโมทย์อาศัยเนกขัมมะเท่านั้น หาได้หมาย ถึงปราโมทย์ที่เป็นเคหสิต คืออาศัยเรือนหรือกามแต่ประการใดไม่เลย. สิ่งที่อยากจะแนะให้สังเกตอีกอย่างหนึ่ง ก็คือ การฝึกอานา- ปานสติในขั้นที่สิบนี้ จัดว่าเป็นขั้นที่น่าสนุกหรือน่าพอใจยิ่งกว่าอื่นทั้งหมด เพราะถ้ากล่าวอย่างสำนวนโวหารธรรมดาก็คือ การเล่นกับความสุขนั่นเอง : เป็นการเล่นของบุคคลผู้มีความสุขที่เข้าไปสู่ความสุขอย่างนั้นอย่างนี้ ออกจาก ความสุขอย่างนี้ แล้วเข้าไปสู่ความสุขอย่างโน้น ออกจากความสุขอย่างโน้น แล้วก็เข้าไปสู่ความสุขอย่างอื่นอีกต่อไป ไม่มีที่สิ้นสุดกับความสุข จึงถือว่า อานาปานสติในขั้นนี้ เป็นจุดเด่นที่สุด, หรือเป็นเหมือนจุดเด่นที่สุดจุดหนึ่ง ในแถวแห่งอานาปานสติทั้งหลาย, แม้การปฏิบัติจะได้รับผลเพียงเท่านี้ ก็ยังกล่าวได้ว่าได้เข้าถึงธรรมรัตนะ เป็นผู้ร่ำรวยด้วยเพชรพลอยของพระธรรม อย่างประมาณมิได้อยู่แล้ว ; นับว่าควรแก่การสนใจและการปฏิบัติเป็นอย่างยิ่ง.

น.359 สิ่งที่จะต้องวินิจฉัยข้อสุดท้าย คือญาณและสติ ตลอดถึงธรรม อื่น ๆ จะเกิดขึ้นได้อย่างไรนั้น ส่วนใหญ่มีอธิบายอย่างเดียวกันกับในขั้นที่แล้ว มา สำหรับส่วนที่จะต้องทำความเข้าใจเป็นพิเศษเฉพาะในขั้นนี้ก็คือ การ กำหนดปราโมทย์ที่ตนได้ทำให้เกิดขึ้นทุกขั้นของอานาปานสติ โดยนัยดังที่ กล่าวแล้ว ด้วยอำนาจของเอกัคคตาจิตที่ไม่ฟุ้งซ่าน นี้เรียกว่า สติ. การ กำหนดติดตามดูปราโมทย์นั้นด้วยอำนาจของสติ จนเกิดการพิจารณาเห็น ความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา สติกลายเป็นอนุบัสสนาญาณไป ; นี้เรียกว่า ญาณ. ผู้ปฏิบัติกำหนดและพิจารณาจิต ซึ่งประกอบด้วยปราโมทย์ทั้งหลาย ด้วยสตินั้น ด้วยญาณนั้น การกระทำนี้ชื่อว่า จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐานภาวนา ซึ่งจัดเป็นภาวนาที่สมบูรณ์ด้วยอรรถทั้งสี่ดังที่กล่าวแล้ว. ในขณะนั้นเป็นการ สโมธานซึ่งธรรมทั้งหลาย ๒๙ ประการ พร้อมทั้งการรู้โคจรและแทงตลอด สมัตถะ แห่งธรรมทั้งหลายเหล่านั้น ด้วยอำนาจของการกระทำที่แยบคาย มีอาการสิบหก มีการรู้ทั่วอยู่, กำหนดอยู่, รู้อยู่, เห็นอยู่, พิจารณาอยู่. อธิษฐานจิตอยู่ ฯลฯ เป็นลำดับ ๆ ไป จนกระทั่งถึงการทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ ควรทำให้แจ้งอยู่ ; แต่ละขั้น ๆ เกี่ยวกับปราโมทย์นั้นโดยตรง ด้วยจิตที่เป็น เอกัคคตาไม่ฟุ้งซ่านอยู่ทุกลมหายใจออก - เข้า ดังที่ได้อธิบายแล้วโดยละเอียด ในอานาปานสติขั้นที่ห้านั้นแล้ว ไม่จำเป็นจะต้องกล่าวซ้ำในที่นี้. การวินิจฉัยในอานาปานสติขั้นที่สิบ สิ้นสุดลงเพียงเท่านี้. ต่อนี้ไป จะได้วินิจฉัยในอานาปานสติขั้นที่สิบเอ็ดสืบไป. ——————————

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต