น.346 ๓๒๖ อานาปานสติภาวนา เล่ม ๒ อานาปานสติขั้นที่เก้า (การรู้พร้อมเฉพาะซึ่งจิต) อุเทสแห่งอานาปานสติข้อที่หนึ่งแห่งจตุกกะที่สาม หรือจัดเป็น อานาปานสติข้อที่เก้าแห่งอานาปานสติทั้งหมดนั้น มีว่า "ภิกษุนั้นย่อมทำใน บทศึกษาว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งจิต จักหายใจออก ดังนี้ ; ย่อมทำ ในบทศึกษาว่าเราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งจิต จักหายใจเข้า ดังนี้." * ใจความสำคัญ ที่จะต้องศึกษามีอยู่เป็นหัวข้อใหญ่ ๆ คือ ๑. คำว่า ย่อมทำในบทศึกษา ; ๒. คำว่า เป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งจิต ; ๓. ญาณและ สติพร้อมทั้งธรรมอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นโดยสมควรแก่การปฏิบัติ ; มีคำอธิบายโดย ละเอียดดังต่อไปนี้ : - คำว่า "ย่อมทำในบทศึกษา" . คำนี้ มีคำอธิบายเหมือนกันทุกขั้น ของอานาปานสติ โดยใจความทั่วไปก็คือ ขณะที่กำหนดอารมณ์ของอานา- ปานสติอย่างใดอย่างหนึ่งอยู่ ย่อมไม่มีโทษเกิดขึ้นทางกายหรือทางวาจา และ เป็นการสำรวมเป็นอย่างดี ชนิดที่เป็นศีลอยู่ในตัว ; นี้ชื่อว่าสีลสิกขาของผู้นั้น ในขณะนั้น. ความไม่ฟุ้งซ่านแห่งจิตในขณะที่ทำอานาปานสติอยู่ ชื่อว่าจิตต- สิกขาของผู้นั้นในขณะนั้น. การพิจารณาอารมณ์ของอานาปานสติ กล่าวคือ กาย เวทนา และจิต เป็นต้น โดยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้น นั้นชื่อว่าเป็น ปัญญาสิกขาของผู้นั้นในขณะนั้น. เมื่อเป็นดังนี้ เป็นอันกล่าวได้ว่าในขณะนั้น * จิตฺตปฏิสํเวที อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ จิตฺตปฏิสํเวที ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ฯ
น.347 ผู้นั้นย่อมทำสมบูรณ์ในสิกขาทั้ง ๓ อยู่แล้วในตัว. ส่วนที่เป็นเฉพาะกรณีนั้น หมายถึงการที่ในขณะแห่งอานาปานสติขั้นหนึ่ง ๆ นั้น ผู้นั้นกำลังปฏิบัติ อย่างไรอยู่ คือกำลังพิจารณาอารมณ์อะไรอยู่ โดยอาการอย่างใด ; แต่ถึง กระนั้นก็ตาม ยังเป็นอันกล่าวได้ว่าด้วยการปฏิบัติเพียงอย่างเดียวนั้น เขา ก็กำลังทำในบทศึกษาครบทั้ง ๓ อย่างในตัวอยู่นั่นเอง ดังนี้. ความหมายของ คำว่า ย่อมทำในบทศึกษา ย่อมเป็นดังนี้เหมือนกันในที่ทุกแห่ง ซึ่งไม่จำเป็น จะต้องกล่าวถึงอีกในโอกาสข้างหน้าในบทต่อๆ ไป. คำว่า รู้พร้อมเฉพาะซึ่งจิต นั้น มีส่วนที่ต้องทำความวินิจฉัยแยกกัน คือคำว่า "รู้พร้อมเฉพาะ" ; และคำว่า "จิต". สำหรับคำว่า "รู้พร้อมเฉพาะ" นั้น มีคำอธิบายเหมือนในบท ที่แล้วมา ซึ่งอาจจะสรุปความได้สั้น ๆ ว่า การที่จะรู้พร้อมเฉพาะต่อสิ่งใดนั้น หมายถึงการทำสิ่งนั้นให้เกิดขึ้นเป็นอารมณ์ของการกำหนด แล้วพิจารณาโดย ละเอียดถี่ถ้วนว่าสิ่งนั้นเป็นอย่างไร ประกอบอยู่ด้วยลักษณะอย่างไร จน กระทั่งเกิดความเบื่อหน่ายคลายกำหนัดจากสิ่งนั้น อยู่ทุกลมหายใจออก - เข้า, ชื่อว่ารู้พร้อมเฉพาะต่อสิ่งนั้น. สำหรับในที่นี้ ก็คือรู้พร้อมเฉพาะต่อจิต โดยวิธีการดังกล่าวแล้ว ซึ่งจะได้วินิจฉัยในคำว่าจิต โดยละเอียดสืบไป. คำว่า จิต ท่านจำแนกโดยละเอียดด้วยคำต่อไปนี้คือ มโน = ใจ, มานส = มนัส, หทยํ = หัวใจ, ปณฺฑรํ = น้ำใจ (คำนี้แปลว่าขาว), มนายตนํ= อายตนะ คือใจ, มนินฺทรียํ = อินทรีย์คือใจ, วิญญาณํ = ธรรมชาติที่รู้โดยวิเศษ, วิญญาณกุขนฺโธ = กองหรือส่วนคือวิญญาณ, มโนวิญญาณธาตุ = ธาตุคือความรู้ วิเศษฝ่ายใจ ทั้งหมดนี้ล้วนแต่หมายถึงจิต หรือเป็นคำที่ใช้เรียกแทนคำว่าจิต แม้จะมีคำว่า หทยํ รวมอยู่ด้วยก็ให้ถือเอาความว่าหมายถึงจิต มิได้หมายถึง ก้อนเนื้อหัวใจดังความหมายธรรมดา ; ฉะนั้นขอให้ถือเอา ความหมายของ คำเหล่านี้ทุกคำมารวมกันเป็นความหมายของคำว่าจิต ในที่นี้.
น.348 จิตนี้จะรู้พร้อมเฉพาะได้ที่ไหน คำตอบในวงการทำอานาปานสติ ย่อมตอบว่ารู้พร้อมเฉพาะได้ที่จิตทุกขั้น ในทุกขณะแห่งการทำอานาปานสติ นั่นเอง ; เพราะฉะนั้นผู้ที่ทำอานาปานสติขั้นที่ ๙ นี้ จะต้องเพ่งพิจารณา ดูจิต ว่าเป็นอย่างไร มาทุกขั้นของการทำอานาปานสติที่แล้วมาทั้ง ๘ ขั้น : เขาจะต้องเริ่มทำอานาปานสติมาตั้งแต่ขั้นต้น ทุกขั้นตามลำดับ และเพ่ง พิจารณาดูลักษณะของจิตมาตามลำดับตั้งแต่ขั้นที่หนึ่งจนถึงขั้นที่แปด จนกระทั่ง เห็นชัดว่า ๑. จิตในขณะกำหนดลมหายใจยาว นั้นเป็นอย่างไร ; ๒. จิตในขณะกำหนดลมหายใจสั้น นั้นเป็นอย่างไร ; ๓. จิตในขณะมีการกำหนดรู้พร้อมเฉพาะซึ่งกายทั้งปวง นั้นเป็นอย่างไร ; ๔. จิตในขณะที่กำลังทำกายสังขารให้รำงับอยู่ นั้นเป็นอย่างไร ; ๕. จิตในขณะที่กำลังรู้พร้อมเฉพาะต่อปีติอยู่ นั้นเป็นอย่างไร ; ๖. จิตในขณะที่กำลังรู้พร้อมเฉพาะต่อสุขอยู่ นั้นเป็นอย่างไร ; ๗. จิตในขณะที่กำลังรู้พร้อมเฉพาะซึ่งจิตตสังขารอยู่ นั้นเป็นอย่างไร ; ๘. จิตในขณะที่กำลังทำจิตตสังขารให้รำงับอยู่ นั้นเป็นอย่างไร ; ซึ่งจะพิจารณาเห็นได้ว่า มีลักษณะแตกต่างกันอย่างไรเป็นลำดับมา จน กระทั่งถึงขณะนี้ ครั้นในที่สุดต้องพิจารณาให้เห็นลักษณะแห่งความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาเป็นต้น ของจิตเหล่านั้นทุก ๆ ขั้น เพื่อถอนเสียซึ่ง ความสำคัญ จิตว่าเที่ยง ว่าสุข ว่าอนัตตา จนกระทั่งมีความเบื่อหน่ายคลาย กำหนัด ความดับ และความสละคืนดังที่กล่าวแล้ว. ทั้งหมดนี้ กระทำ ด้วยการพิจารณาที่ละเอียดยิ่งขึ้นเป็นลำดับ โดยอาการ ๑๖ อย่าง ดังที่ กล่าวแล้วโดยละเอียดในอานาปานสติขั้นต้น ๆ, ซึ่งโดยใจความก็คือ รู้ทั่วอยู่,
น.349 กำหนดอยู่, รู้อยู่, เห็นอยู่, พิจารณาอยู่, อธิษฐานอยู่, ปลงจิตลง โดยความเชื่ออยู่, ประคองความเพียรอยู่. ดำรงสติอยู่, รู้ชัดด้วย ปัญญาอยู่, รู้ยิ่งด้วยปัญญาเป็นเครื่องรู้ยิ่งอยู่, รอบรู้ในธรรมที่ควรกำหนด รู้อยู่, ละธรรมที่ควรละอยู่, เจริญธรรมที่ควรเจริญอยู่, และทำให้แจ้ง ธรรมที่ควรทำให้แจ้งอยู่. ทุก ๆ ขั้น ทำด้วยจิตที่ประกอบไปด้วยเอกัคคตา ไม่ฟุ้งซ่านอยู่ทุกลมหายใจออก - เข้า จนกระทั่งเห็นอย่างแจ่มแจ้งว่า จิตทั้ง หมดนั้นเป็นสังขารธรรม มีความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เป็นต้น ดังกล่าวแล้ว. ทั้งหมดนี้คือคำอธิบายของคำว่า รู้พร้อมเฉพาะซึ่งจิต. ในที่อื่นอีกบางแห่ง มีบาลีแสดงลักษณะต่าง ๆ ของจิตไว้อีกปริยาย หนึ่ง ซึ่งสามารถนำมาใช้เป็นหลักในการพิจารณาดูจิตได้ เพิ่มขึ้นอีกส่วนหนึ่ง ในที่นั้น มีการแนะให้พิจารณาดูจิตโดยนัยดังต่อไปนี้ :- ๑. จิตกำลังประกอบอยู่ด้วยราคะ หรือไม่ประกอบด้วยราคะ ; ๒. จิตกำลังประกอบอยู่ด้วยโทสะ หรือไม่ประกอบด้วยโทสะ ; ๓. จิตกำลังประกอบอยู่ด้วยโมหะ หรือไม่ประกอบด้วยโมหะ ; ๔. จิตกำลังหดหู่ หรือกำลังฟุ้งซ่าน ; ๕. จิตกำลังตั้งอยู่ในฌาน หรือไม่ตั้งอยู่ในฌาน ; ๖. จิตมีจิตอื่นเหนือ หรือไม่มีจิตอื่นเหนือ ; ๗. จิตมั่นคง หรือไม่มั่นคง ; ๘. จิตมีการปล่อยสิ่งที่เกิดแก่จิต หรือไม่มีการปล่อย ; แต่ในที่สุดก็ย่อมนำไปสู่การพิจารณาว่า แม้จิตจะประกอบอยู่ด้วยลักษณะ เช่นไร ก็ยังคงประกอบอยู่ด้วยความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อยู่นั่นเอง, ซึ่งทำให้มีผลแห่งการพิจารณาเป็นไปในทำนองเดียวกันกับการพิจารณา ตาม วิธีที่กล่าวแล้วข้างบน ทั้งสิ้น.
น.350 ส่วน ข้อที่ว่าญาณและสติพร้อมทั้งธรรมอื่น ๆ ที่จะเกิดขึ้นโดย สมควรแก่การปฏิบัติ อย่างไรนั้น ก็มีคำอธิบายเหมือนอย่างที่กล่าวแล้ว ใน อานาปานสติขั้นต้น แต่นี้ซึ่งใคร่จะขอซักซ้อมความเข้าใจอีกครั้งหนึ่ง คือ เมื่อมีการพิจารณา และรู้พร้อมเฉพาะซึ่งจิตอยู่โดยอาการ ๑๖ อย่างดังที่กล่าว แล้ว จิตก็เป็นสิ่งที่ปรากฏชัด ด้วยอำนาจลมหายใจออก - เข้าของบุคคลผู้รู้ พร้อมเฉพาะอยู่ด้วยอาการอย่างนี้. การกำหนดนั้น เป็นสติ ; สตินั้น เป็นอนุปัสสนาญาณในที่สุด ; ผู้ปฏิบัติตามเห็นจิตนั้นด้วยสตินั้น ด้วยญาณนั้น อยู่ทุกลมหายใจออก - เข้า จึงเกิดมีภาวนาที่เรียกว่าจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน- ภาวนาขึ้นโดยสมบูรณ์อยู่ในขณะนั้น เพราะว่าสมบูรณ์ไปด้วยอรรถทั้งสี่ของ ภาวนา ดังที่กล่าวแล้วข้างต้นโดยละเอียด. (อรรถ ๔ โดยหัวข้อ คือ ๑. ความไม่ก้ำเกินกันของธรรมที่เกิดขึ้นในสติปัฏฐานนั้น ๒. อินทรีย์ ทั้งหลายมีรสหรือกิจเป็นอันเดียวกัน ๓. นำความเพียรเข้าไปสมควรแก่ธรรม และอินทรีย์ ๔. เป็นที่ส้องเสพมากแห่งจิต). เมื่อการปฏิบัติเป็นสติปัฏฐาน- ภาวนาโดยสมบูรณ์เช่นนี้แล้ว ย่อมสโมธานธรรมต่าง ๆ คือก่อให้เกิดธรรมะ ชื่อนั้น ๆ ขึ้นโดยสมควรแก่การปฏิบัติในขณะนั้น ดังที่ท่านให้ตัวอย่างไว้เป็น ๒๙ อย่างด้วยกัน มีการสโมธานซึ่งอินทรีย์ห้า พละห้า โพชฌงค์เจ็ด มรรคมีองค์แปด สติปัฏฐานสี่ ฯลฯ เป็นลำดับไป จนกระทั่งถึงวิมุตติและ อมโตคธะเป็นที่สุด ดังที่กล่าวแล้วโดยละเอียดในคำอธิบายของอานาปานสติ ขั้นที่ห้า. อนึ่ง จะต้องเข้าใจไว้เสมอไปว่า การสโมธานธรรมหมวดใดหมวดหนึ่ง ก็ตามย่อมมีการรู้ซึ่งโคจร คือสิ่งที่เป็นอารมณ์ของธรรมนั้น และย่อมมีการแทง ตลอดสมัตถะเกี่ยวกับธรรมนั้นด้วยเสมอไป มีรายละเอียดดังที่กล่าวแล้วในคำ อธิบายเรื่องนั้นในอานาปานสติขั้นต้น ๆ แต่นี้. รวมความว่า สติ คือการกำหนด ก็เกิดขึ้น, ญาณคือความรู้ก็เกิดขึ้น, การกระทำที่เรียกว่า ภาวนาก็เกิดขึ้น, ธรรมต่าง ๆ ๒๙ อย่างก็ประมวลมาได้. ความเบื่อหน่ายคลายกำหนัดความดับ
น.351 และความสลัดคืน ซึ่งเป็นผลของการกระทำก็เกิดขึ้นโดยอาการต่าง ๆ ดังที่ กล่าวแล้วในเรื่องนั้น ๆ. นี้คือญาณและสติ เป็นต้น ซึ่งเกิดขึ้นด้วยอำนาจ อานาปานสติขั้นนี้ ซึ่งเป็นขั้นที่เพ่งดูจิตชนิดต่าง ๆ หรือมีจิตชนิดต่าง ๆ เป็น อารมณ์ เพื่อพิจารณาให้เห็นความจริงในข้อที่ว่า จิตทั้งหมดนั้นแม้จะต่างกัน อย่างไร ก็ตกอยู่ในฐานะเป็นเพียงสังขารธรรม อยู่ใต้อำนาจของความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา โดยเสมอกันนั่นเอง. ข้อที่สังเกตในระหว่างจตุกกะทั้งสาม เพื่อให้เห็นความแตกต่าง อย่างชัดแจ้งยิ่งขึ้นไป ในตอนนี้มีอยู่ว่า เมื่อเปรียบเทียบกันดูระหว่างจตุกกะ ทั้งสามนี้แล้ว จะเห็นได้ชัดว่า จตุกกะทีหนึ่ง มีการดูแลและควบคุมที่ลมหายใจ ในลักษณะต่าง ๆ กัน ; ใน จตุกกะที่สอง มีการดูและควบคุมที่ความ รู้สึกอันเป็นเวทนา ในลักษณะต่าง ๆ กัน ; ใน จตุกกะที่สาม นี้จะได้ดู และทำการฝึกฝน ควบคุมที่จิตในลักษณะต่าง ๆ กัน สืบต่อไป ทั้งหมดนี้ ต้องไม่ลืมว่า คำที่ว่าดูก็คือดูให้เห็นว่า มีลักษณะอยู่ในตัวมันเองอย่างไร ทำหน้าที่อย่างไร เกิดมาจากอะไร จะดับไปอย่างไร เป็นต้น ; และคำว่า ควบคุม ก็คือทำให้มันสงบรำงับลงจากความหยาบมาสู่ความละเอียด, จากการ ปรุงแต่งมากมาเป็นการปรุงแต่งน้อย กระทั่งไม่ให้มีการปรุงแต่งเลย, หรือจาก ความยึดถือเต็มที่มาสู่ความยึดถือน้อย กระทั่งไม่มีความยึดถือเลย. ทั้งหมดนี้ คือความมุ่งหมายอันแท้จริง ของการที่เราทนสู้ความลำบากนานาประการ ในการปฏิบัติอานาปานสติกัมมัฏฐานตลอดมา. สรุปใจความสั้น ๆ อีกครั้งหนึ่ง ว่า คำว่ารู้พร้อมเฉพาะซึ่งจิต ทั้งปวงนั้น หมายถึงจิตทุกชนิด ในขณะแห่งการปฏิบัติอานาปานสติทุกขั้น ได้รับการพิจารณาสอดส่องด้วยญาณและสติอย่างทั่วถึง จนไม่มีความยึดถือจิต ว่าเป็นตัวตนแต่ประการใดนั่นเอง และมีความเบื่อหน่าย คลายกำหนัด จากความยึดถือจิตว่าเป็นตัวตนมาแต่เดิมเสียได้. การวินิจฉัยในอานาปานสติขั้นที่ ๙ สิ้นสุดลงเพียงเท่านี้. ต่อนี้ไป จะได้วินิจฉัยในขั้นที่ ๑๐.
Buddhadasa