Buddhadasa.org

อานาปานสติภาวนา เล่ม 2 ว่าด้วยสมาธิเจือปัญญา ตอนที่ ๕ — อานาปานสติ ขั้นที่แปด - การเป็นผู้ทำจิตตสังขารให้รำงับอยู่

อานาปานสติภาวนา เล่ม 2 ว่าด้วยสมาธิเจือปัญญา — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — อานาปานสติภาวนา เล่ม 2 ว่าด้วยสมาธิเจือปัญญา (๑๐ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.341 อานาปานสติขั้นที่แปด อุเทสแห่งอานาปานสติขั้นที่แปดนี้ มีหัวข้อว่า "ภิกษุนั้น ย่อมทำ ในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ทำจิตตสังขารให้รำงับอยู่ จักหายใจออก ดังนี้ ; ย่อม ทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ทำจิตตสังขารให้รำงับอยู่ จักหายใจเข้า ดังนี้".* สิ่งที่ต้องวินิจฉัย มีอยู่เฉพาะคำว่า ‘ ทำจิตตสังขารให้ร้างับอยู่' , ส่วนคำนอกนั้น มีคำอธิบายเช่นเดียวกับคำอธิบายในอานาปานสติข้ออื่น ๆ ทุกประการ. การทำจิตตสังขารให้รำงับ ย่อมเนื่องกันอยู่กับการทำกายสังขารให้ รำงับ, ฉะนั้นจึงมีการทำโดยแยบคาย ในส่วนที่เป็นการทำกายสังขารให้รำงับ รวมอยู่ด้วย กล่าวคือ เมื่อบุคคลผู้ปฏิบัติกำลังมีอำนาจของสัญญาและเวทนา ครอบงำจิตอยู่อย่างรุนแรง มีวิตกอย่างใดอย่างหนึ่งอยู่ แม้ในทางที่เป็นกุศล ก็ตาม เขาย่อมสามารถบรรเทากำลังหรืออำนาจของสัญญาและเวทนาลงเสียได้ ด้วยการทำลมหายใจออก - เข้าที่กำลังเป็นไปอยู่อย่างหยาบ ๆ นั้น ให้ละเอียด ลง ๆ ; เมื่อลมหายใจละเอียดลง ความรู้สึกที่เป็นสัญญาและเวทนาก็รำงับลง ซึ่งมีผลทำให้วิตกพลอยรำงับลงไปตามกัน. นี่คือการทำจิตตสังขารให้รำงับ ลงด้วยอุบายอันแรก. * ปสฺสมฺภยํ จิตฺตสงฺขารํ ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ปสฺสมุภยํ จิตฺตสงฺขารํ อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ฯ

น.342 วิธีปฏิบัติ คือผู้ปฏิบัติคอยกำหนดความรุนแรงของสัญญาและเวทนา เป็นนิมิตและเป็นอารมณ์อยู่ในใจ, กำหนดให้เห็นชัดเจนจริง ๆ ว่ามันรุนแรง อยู่อย่างไรในเบื้องต้น แล้วมันค่อย ๆ ระงับ หรือค่อยอ่อนกำลังลงอย่างไร เป็นลำดับมา ในเมื่อมีการควบคุมลมหายใจให้ประณีต หรือละเอียดยิ่งขึ้นตาม ลำดับ. พึงถือเป็นหลักว่า การควบคุมลมหายใจ เป็นการควบคุมสัญญา และเวทนาพร้อมกันไปในตัว : เมื่อทำลมหายใจให้ประณีตได้ ก็สามารถทำ สัญญาและเวทนาให้อ่อนกำลังลงได้. หากแต่ว่าในขั้นนี้ ไม่กำหนดนิมิตหรือ อารมณ์ที่ลมหายใจอันค่อย ๆ รำงับลง แต่กำหนดตัวสัญญาและเวทนาที่ค่อย ๆ รำงับลงตามลมหายใจนั่นเอง เป็นนิมิตหรืออารมณ์ของสติ ฉะนั้นจึงได้ชื่อว่า ทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ทำจิตตสังขารให้รำงับอยู่ ดังนี้. หลักสำคัญมีอยู่ว่า เมื่อลมยิ่งละเอียดเท่าไร เวทนาและสัญญาก็รำงับ ลงเท่านั้น จิตถึงความละเอียดไม่ฟุ้งซ่านยิ่งขึ้นเท่านั้น. เมื่อถือเอาความที่จิต ไม่ฟุ้งซ่าน เพราะมีความรำงับลงแห่งสัญญาและเวทนาก็ดี และความที่จิต ไม่ฟุ้งซ่าน เพราะกำหนดเอาสัญญาและเวทนาในขณะนั้นเป็นอารมณ์อยู่ก็ดี มาเป็นหลัก ก็เป็นอันกล่าวได้ว่า ได้มีการถือเอาเวทนาที่เป็นตัวจิตตสังขาร โดยตรง ที่กำลังรำงับอยู่ ๆ เป็นอารมณ์แห่งการกำหนดแล้ว ดังนี้. เป็นอันว่า ในขณะนั้น มีความเต็มที่แห่งการหายใจ, มีความเต็มที่แห่งการหายใจ ออก - เข้า, มีความเต็มที่แห่งสติที่เข้าไปกำหนดเวทนาที่รำงับลง ๆ ตามลม หายใจที่รำงับลง, และมีความเต็มที่แห่งความเป็นสมาธิ คือความที่จิตแน่วแน่ ด้วยอำนาจของสติที่กำหนดเวทนาอันรำงับลงตามลมหายใจนั้น. ฉะนั้นจึงเป็น อันว่าแม้จะเป็นการกำหนดจิตตสังขาร คือเวทนาและสัญญาที่รำงับอยู่ก็มีความ เป็นสติ และความเป็นสมาธิโดยสมบูรณ์. ส่วนที่จัดเป็นอนุปัสสนาหรือเป็นญาณในอานาปานสติขั้นนี้นั้นได้แก่ การพิจารณาเห็นเวทนาที่กำลังรำงับลงนั้นเอง ว่าเป็นจิตตสังขารที่ไม่เที่ยง

น.343 เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา จนกระทั่งละสัญญาว่าเที่ยง ว่าสุข ว่าตัวตนเสียได้, นี้เป็นอนุปัสสนาด้วย เป็นการรำงับสัญญาว่าเที่ยง ว่าสุข ว่าอนัตตาเสียด้วย ; จึงเป็นทั้งญาณและเป็นทั้งการรำงับจิตตสังขารอย่างยิ่งพร้อมกันไปในตัว. หลังจากนั้นย่อมเกิดความเบื่อหน่าย คลายความกำหนัด ความดับและความ สละคืน ซึ่งทำให้ละความเพลิน ความกำหนัด ความก่อขึ้น และความยึดมั่น เสียได้ โดยนัยที่กล่าวแล้วโดยละเอียดในตอนท้ายของอานาปานสติขั้นที่ห้า. และอาการทั้งหมดนี้เป็นอาการของเวทนานุปัสสนา สติปัฏฐานภาวนา ซึ่งมี ความหมายเต็มตามอรรถแห่งคำว่า ภาวนา โดยสมบูรณ์ จึงเป็นการประมวลมาได้ ซึ่งธรรมทั้งปวง มีอินทรีย์ห้าเป็นต้น และมี อมโตคธะ เป็นที่สุด รวมกันเป็น ๒๙ อย่าง ดังที่กล่าวแล้วในตอนท้ายของอานาปานสติขั้นที่ห้า เช่นเดียวกัน. คำว่า รำงับ มีความหมายตั้งแต่ความค่อย ๆ รำงับลง กระทั่งถึง ความดับสนิท และเป็นความเข้าไปสงบรำงับแล้วโดยสิ้นเชิง. ข้อนี้หมายถึง การที่เวทนามีกำลังอ่อนลง ๆ จนกระทั่งดับไปไม่ปรากฏ, ผลก็คือปรุงแต่งจิต น้อยลง ๆ จนกระทั่งไม่มีการปรุงแต่งจิตเลย ซึ่งเรียกว่าระงับจิตตสังขารเสียได้. อาการทั้งหมดนี้ เป็นไปได้เพราะการควบคุมกำลังของสัญญาและเวทนา โดย อาศัยการควบคุมลมหายใจโดยนัยดังที่กล่าวแล้ว. โดยอำนาจของสติเป็นการ ทำให้จิตตสังขารรำงับลง, ด้วยอำนาจของสมาธิ เป็นการให้จิตตสังขารรำงับ ไปไม่ปรากฏ, ด้วยอำนาจของอนุปัสสนาหรือญาณ ทำให้จิตตสังขารขาดเหตุ ขาดปัจจัยที่จะปรุงแต่ง คือจะไม่มีสัญญาหรือเวทนาชนิดที่จะเป็นจิตตสังขาร ขึ้นมาได้ ตลอดเวลาที่อนุปัสสนาหรือญาณนั้นยังมีอยู่, กล่าวคือยังเป็นการ เจริญภาวนาอยู่. สรุปความว่า สติก็ดี สมาธิก็ดี อนุปัสสนา หรือญาณก็ดี ซึ่งรวม เรียกว่าภาวนาในที่นี้ เป็นไปโดยอาศัยลมหายใจออก - หายใจเข้า และควบคุม

น.344 ลมหายใจออก - เข้าโดยอาการ ที่สามารถควบคุมสัญญาและเวทนาได้อีกต่อหนึ่ง. ภาวนานี้ได้ชื่อว่าอานาปานสติ เพราะมีการกำหนดที่ลมหายใจ หรือด้วยลม หายใจ หรือโดยการเนื่องด้วยลมหายใจ เช่นเดียวกับอานาปานสติในขั้นต้น ๆ ที่แล้วมา และได้ชื่อว่าเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐานภาวนา ก็เพราะเป็นการ เจริญภาวนา ที่มีการกำหนดสติหรือการเข้าไปตั้งไว้ซึ่งสติ ด้วยการตามพิจารณา ซึ่งเวทนานั้นเอง. และเนื่องจากภาวนานี้เป็นไปทุกลมหายใจออก - เข้า จึงกล่าวว่าเป็นอานาปานสติด้วย เป็นสติปัฏฐานภาวนาด้วย ด้วยอาการ อย่างนี้. การวินิจฉัยในอานาปานสติขั้นที่แปด สิ้นสุดลงเพียงแค่นี้ ซึ่งเป็น การสิ้นสุดของจตุกกะที่สอง อันกล่าวถึงภาวนาที่มีเวทนาเป็นอารมณ์ทั้ง ๔ ขั้น. (จบ อานาปานสติขั้นที่แปด อันว่าด้วยทำจิตตสังขารให้รำงับ) ในจตุกกะที่สองนี้ ท่านแนะให้สังเกตว่า การปฏิบัติที่ดำเนินมาถึง จตุกกะที่สองนี้ สิ่งที่เรียกว่าญาณในอนุปัสสนา ก็มีอยู่แปด, และอนุสสติ ซึ่งเป็นเครื่องกำหนด ก็มีอยู่แปด. ที่กล่าวว่าแปดในที่นี้ หมายถึงญาณก็ตาม อนุสสติก็ตาม ที่ทำหน้าที่เข้าไปรู้ และเข้าไปกำหนดตามลำดับนั้น ได้กำหนด ปีติหายใจออก ๑ หายใจเข้า ๑, กำหนดสุขหายใจออก ๑ หายใจเข้า ๑, กำหนดจิตตสังขารหายใจออก ๑ หายใจเข้า ๑, และกำหนดความที่จิตตสังขาร นั้นรำงับลงๆ หายใจออก ๑ หายใจเข้า ๑, รวมกันจึงเป็นแปด. ข้อนั้น เป็นการแสดงว่าอนุปัสสนาคือการตามเห็นก็ดี อนุสสติคือการตาม กำหนดก็ดี ต้องเป็นไปครบทั้งแปดจริง ๆ และสม่ำเสมอเท่ากันจริงๆ จึงจะ เป็นการสมบูรณ์แห่งจตุกกะที่สองนี้. อานาปานสติ จตุกกะที่ ๒ จบ

น.345 ตุลาคม ๒๕๐๒ อานาปานสติ จตุกกะที่สาม (ตั้งแต่การกำหนดลักษณะของจิต จนถึง การทำจิตให้ปล่อยสิ่งที่เกิดกับจิต) บัดนี้มาถึงการปฏิบัติในอานาปานสติจตุกกะที่สาม ซึ่งกล่าวถึงอานา- ปานสติอีก ๔ ขั้น เป็นลำดับไปคือ : - ขั้นที่ ๙ การเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งจิต หายใจออก - เข้า ๑, ขั้นที่ ๑๐ การทำจิตให้ปราโมทย์ยิ่งอยู่ หายใจออก - เข้า ๑, ขั้นที่ ๑๑ การทำจิตให้ตั้งมั่นอยู่ หายใจออก - เข้า ๑, ขั้นที่ ๑๒ การทำจิตให้ปล่อยอยู่ หายใจออก - เข้า ๑, รวมเป็น ๔ ขั้นด้วยกันดังนี้. ทั้ง ๔ ขั้นนี้ จัดเป็นหมวดที่พิจารณาจิตเป็น อารมณ์ สำหรับการศึกษา แทนที่จะกำหนดพิจารณา - กาย คือลมหายใจ และเวทนาดังที่กล่าวแล้วในจตุกกะที่หนึ่งและที่สอง.

น.346 อานาปานสติขั้นที่เก้า (การรู้พร้อมเฉพาะซึ่งจิต) อุเทสแห่งอานาปานสติข้อที่หนึ่งแห่งจตุกกะที่สาม หรือจัดเป็น อานาปานสติข้อที่เก้าแห่งอานาปานสติทั้งหมดนั้น มีว่า "ภิกษุนั้นย่อมทำใน บทศึกษาว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งจิต จักหายใจออก ดังนี้ ; ย่อมทำ ในบทศึกษาว่าเราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งจิต จักหายใจเข้า ดังนี้." * ใจความสำคัญ ที่จะต้องศึกษามีอยู่เป็นหัวข้อใหญ่ ๆ คือ ๑. คำว่า ย่อมทำในบทศึกษา ; ๒. คำว่า เป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งจิต ; ๓. ญาณและ สติพร้อมทั้งธรรมอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นโดยสมควรแก่การปฏิบัติ ; มีคำอธิบายโดย ละเอียดดังต่อไปนี้ : - คำว่า "ย่อมทำในบทศึกษา" . คำนี้ มีคำอธิบายเหมือนกันทุกขั้น ของอานาปานสติ โดยใจความทั่วไปก็คือ ขณะที่กำหนดอารมณ์ของอานา- ปานสติอย่างใดอย่างหนึ่งอยู่ ย่อมไม่มีโทษเกิดขึ้นทางกายหรือทางวาจา และ เป็นการสำรวมเป็นอย่างดี ชนิดที่เป็นศีลอยู่ในตัว ; นี้ชื่อว่าสีลสิกขาของผู้นั้น ในขณะนั้น. ความไม่ฟุ้งซ่านแห่งจิตในขณะที่ทำอานาปานสติอยู่ ชื่อว่าจิตต- สิกขาของผู้นั้นในขณะนั้น. การพิจารณาอารมณ์ของอานาปานสติ กล่าวคือ กาย เวทนา และจิต เป็นต้น โดยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้น นั้นชื่อว่าเป็น ปัญญาสิกขาของผู้นั้นในขณะนั้น. เมื่อเป็นดังนี้ เป็นอันกล่าวได้ว่าในขณะนั้น * จิตฺตปฏิสํเวที อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ จิตฺตปฏิสํเวที ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ฯ

น.347 ผู้นั้นย่อมทำสมบูรณ์ในสิกขาทั้ง ๓ อยู่แล้วในตัว. ส่วนที่เป็นเฉพาะกรณีนั้น หมายถึงการที่ในขณะแห่งอานาปานสติขั้นหนึ่ง ๆ นั้น ผู้นั้นกำลังปฏิบัติ อย่างไรอยู่ คือกำลังพิจารณาอารมณ์อะไรอยู่ โดยอาการอย่างใด ; แต่ถึง กระนั้นก็ตาม ยังเป็นอันกล่าวได้ว่าด้วยการปฏิบัติเพียงอย่างเดียวนั้น เขา ก็กำลังทำในบทศึกษาครบทั้ง ๓ อย่างในตัวอยู่นั่นเอง ดังนี้. ความหมายของ คำว่า ย่อมทำในบทศึกษา ย่อมเป็นดังนี้เหมือนกันในที่ทุกแห่ง ซึ่งไม่จำเป็น จะต้องกล่าวถึงอีกในโอกาสข้างหน้าในบทต่อๆ ไป. คำว่า รู้พร้อมเฉพาะซึ่งจิต นั้น มีส่วนที่ต้องทำความวินิจฉัยแยกกัน คือคำว่า "รู้พร้อมเฉพาะ" ; และคำว่า "จิต". สำหรับคำว่า "รู้พร้อมเฉพาะ" นั้น มีคำอธิบายเหมือนในบท ที่แล้วมา ซึ่งอาจจะสรุปความได้สั้น ๆ ว่า การที่จะรู้พร้อมเฉพาะต่อสิ่งใดนั้น หมายถึงการทำสิ่งนั้นให้เกิดขึ้นเป็นอารมณ์ของการกำหนด แล้วพิจารณาโดย ละเอียดถี่ถ้วนว่าสิ่งนั้นเป็นอย่างไร ประกอบอยู่ด้วยลักษณะอย่างไร จน กระทั่งเกิดความเบื่อหน่ายคลายกำหนัดจากสิ่งนั้น อยู่ทุกลมหายใจออก - เข้า, ชื่อว่ารู้พร้อมเฉพาะต่อสิ่งนั้น. สำหรับในที่นี้ ก็คือรู้พร้อมเฉพาะต่อจิต โดยวิธีการดังกล่าวแล้ว ซึ่งจะได้วินิจฉัยในคำว่าจิต โดยละเอียดสืบไป. คำว่า จิต ท่านจำแนกโดยละเอียดด้วยคำต่อไปนี้คือ มโน = ใจ, มานส = มนัส, หทยํ = หัวใจ, ปณฺฑรํ = น้ำใจ (คำนี้แปลว่าขาว), มนายตนํ= อายตนะ คือใจ, มนินฺทรียํ = อินทรีย์คือใจ, วิญญาณํ = ธรรมชาติที่รู้โดยวิเศษ, วิญญาณกุขนฺโธ = กองหรือส่วนคือวิญญาณ, มโนวิญญาณธาตุ = ธาตุคือความรู้ วิเศษฝ่ายใจ ทั้งหมดนี้ล้วนแต่หมายถึงจิต หรือเป็นคำที่ใช้เรียกแทนคำว่าจิต แม้จะมีคำว่า หทยํ รวมอยู่ด้วยก็ให้ถือเอาความว่าหมายถึงจิต มิได้หมายถึง ก้อนเนื้อหัวใจดังความหมายธรรมดา ; ฉะนั้นขอให้ถือเอา ความหมายของ คำเหล่านี้ทุกคำมารวมกันเป็นความหมายของคำว่าจิต ในที่นี้.

น.348 จิตนี้จะรู้พร้อมเฉพาะได้ที่ไหน คำตอบในวงการทำอานาปานสติ ย่อมตอบว่ารู้พร้อมเฉพาะได้ที่จิตทุกขั้น ในทุกขณะแห่งการทำอานาปานสติ นั่นเอง ; เพราะฉะนั้นผู้ที่ทำอานาปานสติขั้นที่ ๙ นี้ จะต้องเพ่งพิจารณา ดูจิต ว่าเป็นอย่างไร มาทุกขั้นของการทำอานาปานสติที่แล้วมาทั้ง ๘ ขั้น : เขาจะต้องเริ่มทำอานาปานสติมาตั้งแต่ขั้นต้น ทุกขั้นตามลำดับ และเพ่ง พิจารณาดูลักษณะของจิตมาตามลำดับตั้งแต่ขั้นที่หนึ่งจนถึงขั้นที่แปด จนกระทั่ง เห็นชัดว่า ๑. จิตในขณะกำหนดลมหายใจยาว นั้นเป็นอย่างไร ; ๒. จิตในขณะกำหนดลมหายใจสั้น นั้นเป็นอย่างไร ; ๓. จิตในขณะมีการกำหนดรู้พร้อมเฉพาะซึ่งกายทั้งปวง นั้นเป็นอย่างไร ; ๔. จิตในขณะที่กำลังทำกายสังขารให้รำงับอยู่ นั้นเป็นอย่างไร ; ๕. จิตในขณะที่กำลังรู้พร้อมเฉพาะต่อปีติอยู่ นั้นเป็นอย่างไร ; ๖. จิตในขณะที่กำลังรู้พร้อมเฉพาะต่อสุขอยู่ นั้นเป็นอย่างไร ; ๗. จิตในขณะที่กำลังรู้พร้อมเฉพาะซึ่งจิตตสังขารอยู่ นั้นเป็นอย่างไร ; ๘. จิตในขณะที่กำลังทำจิตตสังขารให้รำงับอยู่ นั้นเป็นอย่างไร ; ซึ่งจะพิจารณาเห็นได้ว่า มีลักษณะแตกต่างกันอย่างไรเป็นลำดับมา จน กระทั่งถึงขณะนี้ ครั้นในที่สุดต้องพิจารณาให้เห็นลักษณะแห่งความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาเป็นต้น ของจิตเหล่านั้นทุก ๆ ขั้น เพื่อถอนเสียซึ่ง ความสำคัญ จิตว่าเที่ยง ว่าสุข ว่าอนัตตา จนกระทั่งมีความเบื่อหน่ายคลาย กำหนัด ความดับ และความสละคืนดังที่กล่าวแล้ว. ทั้งหมดนี้ กระทำ ด้วยการพิจารณาที่ละเอียดยิ่งขึ้นเป็นลำดับ โดยอาการ ๑๖ อย่าง ดังที่ กล่าวแล้วโดยละเอียดในอานาปานสติขั้นต้น ๆ, ซึ่งโดยใจความก็คือ รู้ทั่วอยู่,

น.349 กำหนดอยู่, รู้อยู่, เห็นอยู่, พิจารณาอยู่, อธิษฐานอยู่, ปลงจิตลง โดยความเชื่ออยู่, ประคองความเพียรอยู่. ดำรงสติอยู่, รู้ชัดด้วย ปัญญาอยู่, รู้ยิ่งด้วยปัญญาเป็นเครื่องรู้ยิ่งอยู่, รอบรู้ในธรรมที่ควรกำหนด รู้อยู่, ละธรรมที่ควรละอยู่, เจริญธรรมที่ควรเจริญอยู่, และทำให้แจ้ง ธรรมที่ควรทำให้แจ้งอยู่. ทุก ๆ ขั้น ทำด้วยจิตที่ประกอบไปด้วยเอกัคคตา ไม่ฟุ้งซ่านอยู่ทุกลมหายใจออก - เข้า จนกระทั่งเห็นอย่างแจ่มแจ้งว่า จิตทั้ง หมดนั้นเป็นสังขารธรรม มีความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เป็นต้น ดังกล่าวแล้ว. ทั้งหมดนี้คือคำอธิบายของคำว่า รู้พร้อมเฉพาะซึ่งจิต. ในที่อื่นอีกบางแห่ง มีบาลีแสดงลักษณะต่าง ๆ ของจิตไว้อีกปริยาย หนึ่ง ซึ่งสามารถนำมาใช้เป็นหลักในการพิจารณาดูจิตได้ เพิ่มขึ้นอีกส่วนหนึ่ง ในที่นั้น มีการแนะให้พิจารณาดูจิตโดยนัยดังต่อไปนี้ :- ๑. จิตกำลังประกอบอยู่ด้วยราคะ หรือไม่ประกอบด้วยราคะ ; ๒. จิตกำลังประกอบอยู่ด้วยโทสะ หรือไม่ประกอบด้วยโทสะ ; ๓. จิตกำลังประกอบอยู่ด้วยโมหะ หรือไม่ประกอบด้วยโมหะ ; ๔. จิตกำลังหดหู่ หรือกำลังฟุ้งซ่าน ; ๕. จิตกำลังตั้งอยู่ในฌาน หรือไม่ตั้งอยู่ในฌาน ; ๖. จิตมีจิตอื่นเหนือ หรือไม่มีจิตอื่นเหนือ ; ๗. จิตมั่นคง หรือไม่มั่นคง ; ๘. จิตมีการปล่อยสิ่งที่เกิดแก่จิต หรือไม่มีการปล่อย ; แต่ในที่สุดก็ย่อมนำไปสู่การพิจารณาว่า แม้จิตจะประกอบอยู่ด้วยลักษณะ เช่นไร ก็ยังคงประกอบอยู่ด้วยความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อยู่นั่นเอง, ซึ่งทำให้มีผลแห่งการพิจารณาเป็นไปในทำนองเดียวกันกับการพิจารณา ตาม วิธีที่กล่าวแล้วข้างบน ทั้งสิ้น.

น.350 ส่วน ข้อที่ว่าญาณและสติพร้อมทั้งธรรมอื่น ๆ ที่จะเกิดขึ้นโดย สมควรแก่การปฏิบัติ อย่างไรนั้น ก็มีคำอธิบายเหมือนอย่างที่กล่าวแล้ว ใน อานาปานสติขั้นต้น แต่นี้ซึ่งใคร่จะขอซักซ้อมความเข้าใจอีกครั้งหนึ่ง คือ เมื่อมีการพิจารณา และรู้พร้อมเฉพาะซึ่งจิตอยู่โดยอาการ ๑๖ อย่างดังที่กล่าว แล้ว จิตก็เป็นสิ่งที่ปรากฏชัด ด้วยอำนาจลมหายใจออก - เข้าของบุคคลผู้รู้ พร้อมเฉพาะอยู่ด้วยอาการอย่างนี้. การกำหนดนั้น เป็นสติ ; สตินั้น เป็นอนุปัสสนาญาณในที่สุด ; ผู้ปฏิบัติตามเห็นจิตนั้นด้วยสตินั้น ด้วยญาณนั้น อยู่ทุกลมหายใจออก - เข้า จึงเกิดมีภาวนาที่เรียกว่าจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน- ภาวนาขึ้นโดยสมบูรณ์อยู่ในขณะนั้น เพราะว่าสมบูรณ์ไปด้วยอรรถทั้งสี่ของ ภาวนา ดังที่กล่าวแล้วข้างต้นโดยละเอียด. (อรรถ ๔ โดยหัวข้อ คือ ๑. ความไม่ก้ำเกินกันของธรรมที่เกิดขึ้นในสติปัฏฐานนั้น ๒. อินทรีย์ ทั้งหลายมีรสหรือกิจเป็นอันเดียวกัน ๓. นำความเพียรเข้าไปสมควรแก่ธรรม และอินทรีย์ ๔. เป็นที่ส้องเสพมากแห่งจิต). เมื่อการปฏิบัติเป็นสติปัฏฐาน- ภาวนาโดยสมบูรณ์เช่นนี้แล้ว ย่อมสโมธานธรรมต่าง ๆ คือก่อให้เกิดธรรมะ ชื่อนั้น ๆ ขึ้นโดยสมควรแก่การปฏิบัติในขณะนั้น ดังที่ท่านให้ตัวอย่างไว้เป็น ๒๙ อย่างด้วยกัน มีการสโมธานซึ่งอินทรีย์ห้า พละห้า โพชฌงค์เจ็ด มรรคมีองค์แปด สติปัฏฐานสี่ ฯลฯ เป็นลำดับไป จนกระทั่งถึงวิมุตติและ อมโตคธะเป็นที่สุด ดังที่กล่าวแล้วโดยละเอียดในคำอธิบายของอานาปานสติ ขั้นที่ห้า. อนึ่ง จะต้องเข้าใจไว้เสมอไปว่า การสโมธานธรรมหมวดใดหมวดหนึ่ง ก็ตามย่อมมีการรู้ซึ่งโคจร คือสิ่งที่เป็นอารมณ์ของธรรมนั้น และย่อมมีการแทง ตลอดสมัตถะเกี่ยวกับธรรมนั้นด้วยเสมอไป มีรายละเอียดดังที่กล่าวแล้วในคำ อธิบายเรื่องนั้นในอานาปานสติขั้นต้น ๆ แต่นี้. รวมความว่า สติ คือการกำหนด ก็เกิดขึ้น, ญาณคือความรู้ก็เกิดขึ้น, การกระทำที่เรียกว่า ภาวนาก็เกิดขึ้น, ธรรมต่าง ๆ ๒๙ อย่างก็ประมวลมาได้. ความเบื่อหน่ายคลายกำหนัดความดับ

น.351 และความสลัดคืน ซึ่งเป็นผลของการกระทำก็เกิดขึ้นโดยอาการต่าง ๆ ดังที่ กล่าวแล้วในเรื่องนั้น ๆ. นี้คือญาณและสติ เป็นต้น ซึ่งเกิดขึ้นด้วยอำนาจ อานาปานสติขั้นนี้ ซึ่งเป็นขั้นที่เพ่งดูจิตชนิดต่าง ๆ หรือมีจิตชนิดต่าง ๆ เป็น อารมณ์ เพื่อพิจารณาให้เห็นความจริงในข้อที่ว่า จิตทั้งหมดนั้นแม้จะต่างกัน อย่างไร ก็ตกอยู่ในฐานะเป็นเพียงสังขารธรรม อยู่ใต้อำนาจของความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา โดยเสมอกันนั่นเอง. ข้อที่สังเกตในระหว่างจตุกกะทั้งสาม เพื่อให้เห็นความแตกต่าง อย่างชัดแจ้งยิ่งขึ้นไป ในตอนนี้มีอยู่ว่า เมื่อเปรียบเทียบกันดูระหว่างจตุกกะ ทั้งสามนี้แล้ว จะเห็นได้ชัดว่า จตุกกะทีหนึ่ง มีการดูแลและควบคุมที่ลมหายใจ ในลักษณะต่าง ๆ กัน ; ใน จตุกกะที่สอง มีการดูและควบคุมที่ความ รู้สึกอันเป็นเวทนา ในลักษณะต่าง ๆ กัน ; ใน จตุกกะที่สาม นี้จะได้ดู และทำการฝึกฝน ควบคุมที่จิตในลักษณะต่าง ๆ กัน สืบต่อไป ทั้งหมดนี้ ต้องไม่ลืมว่า คำที่ว่าดูก็คือดูให้เห็นว่า มีลักษณะอยู่ในตัวมันเองอย่างไร ทำหน้าที่อย่างไร เกิดมาจากอะไร จะดับไปอย่างไร เป็นต้น ; และคำว่า ควบคุม ก็คือทำให้มันสงบรำงับลงจากความหยาบมาสู่ความละเอียด, จากการ ปรุงแต่งมากมาเป็นการปรุงแต่งน้อย กระทั่งไม่ให้มีการปรุงแต่งเลย, หรือจาก ความยึดถือเต็มที่มาสู่ความยึดถือน้อย กระทั่งไม่มีความยึดถือเลย. ทั้งหมดนี้ คือความมุ่งหมายอันแท้จริง ของการที่เราทนสู้ความลำบากนานาประการ ในการปฏิบัติอานาปานสติกัมมัฏฐานตลอดมา. สรุปใจความสั้น ๆ อีกครั้งหนึ่ง ว่า คำว่ารู้พร้อมเฉพาะซึ่งจิต ทั้งปวงนั้น หมายถึงจิตทุกชนิด ในขณะแห่งการปฏิบัติอานาปานสติทุกขั้น ได้รับการพิจารณาสอดส่องด้วยญาณและสติอย่างทั่วถึง จนไม่มีความยึดถือจิต ว่าเป็นตัวตนแต่ประการใดนั่นเอง และมีความเบื่อหน่าย คลายกำหนัด จากความยึดถือจิตว่าเป็นตัวตนมาแต่เดิมเสียได้. การวินิจฉัยในอานาปานสติขั้นที่ ๙ สิ้นสุดลงเพียงเท่านี้. ต่อนี้ไป จะได้วินิจฉัยในขั้นที่ ๑๐.

น.352 ตุลาคม ๒๕๐๒ อานาปานสติขั้นที่สิบ (การทำจิตให้ปราโมทย์ยิ่งอยู่) อุเทสแห่งอานาปานสติขั้นที่สิบ หรือข้อที่สองแห่งจตุกกะ ที่สาม นั้น มีหัวข้อว่า "ภิกษุนั้น ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ทำจิต ให้ปราโมทย์ยิ่งอยู่ จักหายใจออก ดังนี้, ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ ทำจิตให้ปราโมทย์ยิ่งอยู่ จักหายใจเข้า ดังนี้"* มีอธิบายโดยละเอียด ดังต่อไปนี้ : - คำว่า ย่อมทำในบทศึกษา มีอธิบายอย่างเดียวกัน กับที่อธิบายมา แล้วในตอนก่อน. คำว่า ทำจิตให้ปราโมทย์ มีข้อควรวินิจฉัยคือ ทำให้ปราโมทย์ เกิดขึ้นในขณะไหน และความปราโมทย์นั้นมีอยู่อย่างไร, ดังจะได้วินิจฉัย สืบไป ดังต่อไปนี้. * ปโมทยํ จิตฺตํ อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ปโมทยํ จิตฺตํ ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ฯ

น.353 ความปราโมทย์โดยธรรม ในที่นี้ เมื่อกล่าวโดยสรุปแล้ว ย่อม ทำให้เกิดขึ้นได้ในทุกขั้นแห่งอานาปานสติ เพราะฉะนั้นผู้ที่ลงมือปฏิบัติใน ขั้นนี้จะต้องพยายามทำให้เกิดความปราโมทย์ขึ้น ในทุกขั้นแห่งอานาปานสติ เขาจักต้องย้อนไปปฏิบัติมาตั้งแต่อานาปานสติขั้นที่หนึ่งเป็นลำดับมา จนกระทั่ง ถึงขั้นที่ ๙ พยายามทำความปราโมทย์ให้เกิดขึ้น ให้ปรากฏชัดในทุกขั้น และให้ประณีต หรือสูงขึ้นมาตามลำดับดุจกัน คือ :- ๑. เมื่อรู้ชัดความที่จิตเป็นเอกัคคตาไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยอำนาจ ลมหายใจออกและเข้ายาว ทำความปราโมทย์ให้เกิดขึ้น ; ๒. เมื่อรู้ชัดความที่จิตเป็นเอกัคคตาไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยอำนาจ ลมหายใจออกและเข้าสั้น ทำความปราโมทย์ให้เกิดขึ้น ; ๓. เมื่อรู้ชัดความที่จิตเป็นเอกัคคตาไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยอำนาจความรู้ พร้อมเฉพาะซึ่งลมทั้งปวง ทำความปราโมทย์ให้เกิดขึ้น ; ๔. เมื่อรู้ชัดความที่จิตเป็นเอกัคคตาไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยอำนาจการทำ กายสังขารให้รำงับอยู่ ทำความปราโมทย์ให้เกิดขึ้น ; ๕. เมื่อรู้ชัดความที่จิตเป็นเอกัคคตาไม่ฟุ้งซ่าน เพราะการรู้พร้อม เฉพาะซึ่งปีติ ทำความปราโมทย์ให้เกิดขึ้น ; ๖. เมื่อรู้ชัดความที่จิตเป็นเอกัคคตาไม่ฟุ้งซ่าน เพราะการรู้พร้อม เฉพาะซึ่งสุข ทำความปราโมทย์ให้เกิดขึ้น ; ๗. เมื่อรู้ชัดความที่จิตเป็นเอกัคคตาไม่ฟุ้งซ่าน เพราะการรู้พร้อม เฉพาะซึ่งจิตตสังขารทำความปราโมทย์ให้เกิดขึ้น ; ๘. เมื่อรู้ชัดความที่จิตเป็นเอกัคคตาไม่ฟุ้งซ่าน เพราะการทำ จิตตสังขารให้รำงับอยู่ ทำความปราโมทย์ให้เกิดขึ้น ; ๙. เมื่อรู้ชัดความที่จิตเป็นเอกัคคตาไม่ฟุ้งซ่าน เพราะความเป็นผู้รู้ พร้อมเฉพาะซึ่งจิต ทำความปราโมทย์ให้เกิดขึ้น ;

น.354 เมื่อทำอยู่ดังนี้ ได้ชื่อว่าเป็นการปฏิบัติอานาปานสติขั้นที่สิบ ซึ่งมี ใจความสำคัญมุ่งหมายถึงการรู้จัก หรือสามารถทำจิตให้ปราโมทย์ขึ้นมาได้ใน ทุกๆ ขั้น แล้วถือเอาความรู้สึกปราโมทย์นั้นเป็นอารมณ์สำหรับพิจารณา เพื่อเห็นลักษณะแห่งความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ และความเป็นอนัตตา แห่งจิตที่ปราโมทย์นั้นสืบต่อไป เหมือนดังที่ได้กล่าวแล้วในการพิจารณาปีติ ในอานาปานสติขั้นที่ห้า. สำหรับการเกิดแห่งความปราโมทย์นั้น มีทางที่จะเกิดได้ต่าง ๆ กันตามแต่เหตุปัจจัย ซึ่งเป็นต้นเหตุแห่งปราโมทย์. สำหรับในกรณีแห่งการ ทำอานาปานสตินั้น อาจกล่าวได้ว่า :- ในอานาปานสติขั้นที่หนึ่ง และขั้นที่สอง ปราโมทย์เกิดเพราะรู้สึก พอใจในการกระทำ หรือในโอกาสที่ได้กระทำตามคำสอนอันเป็นนียานิกธรรม ของพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นเบื้องต้น ; และสูงขึ้นมาก็คือ มีความปราโมทย์ เพราะประสบความสำเร็จ ในการกำหนดลมหายใจออก-เข้า ทั้งยาวและสั้น ดังนี้เป็นต้น. ในอานาปานสติขั้นที่สาม ย่อมเกิดความปราโมทย์ที่สูงขึ้นไปกว่านั้น แม้ไม่มากก็น้อย เพราะเหตุที่มีการกำหนดลมหายใจอย่างแยบคายยิ่งขึ้นไป กว่าเก่า ดังที่ได้กล่าวแล้วโดยละเอียด ในอานาปานสติขั้นนั้น ซึ่งทำให้ สัมปยุตตธรรม เช่นฉันทะเป็นต้น เป็นไปแรงกล้าขึ้น ปราโมทย์ย่อมเกิดขึ้น ในลักษณะที่ประณีตกว่า หรือสูงกว่าตามสมควรแก่กรณี. ในอานาปานสติขั้นที่สี่ การปฏิบัติดำเนินไปจนถึงขั้นที่เกิดฌาน ความปราโมทย์ในการกระทำของตน ก็สูงขึ้นไปตาม ด้วยอำนาจแห่งการที่ได้ เสวยผลเป็นทิฏฐธรรมสุข โดยเหตุที่จิตเป็นเอกัคคตาไม่ถูกนิวรณ์รบกวนเลย เป็นต้น.

น.355 ในอานาปานสติขั้นที่ห้า มีการพิจารณาถึง ปีติที่เป็นองค์ฌาน โดยตรง ซึ่งหมายถึงความปราโมทย์โดยพฤตินัยอยู่ในตัว เป็นการแยกเอาตัว ความปราโมทย์ออกมากำหนดและพิจารณาไปโดยเฉพาะ เป็นการเห็นตัวความ ปราโมทย์โดยชัดกว่าขั้นอื่น ๆ และกลายเป็นปราโมทย์ที่อิงอาศัยปัญญายิ่งขึ้น ในเมื่อมีการพิจารณาเวทนานั้น ๆ โดยลักษณะแห่งความไม่เที่ยง เป็นต้น. ในอานาปานสติขั้นที่หก มีอาการคล้ายกันกับในขั้นที่ห้า เพราะเป็น การพิจารณาองค์ฌานด้วยกัน. ในอานาปานสติขั้นที่เจ็ด ปราโมทย์สูงขึ้นไป เพราะมีความรู้เพิ่มขึ้น ว่าเวทนานั้น ๆ เป็นเครื่องปรุงแต่งจิต ; ทำให้สามารถรู้เท่าทันเวทนา ซึ่งเป็นทางมาแห่งกิเลส คือตัณหาและอุปาทาน เป็นต้น จนเห็นลู่ทางที่จะ ดับทุกข์ได้ยิ่งขึ้นไป ปราโมทย์ในธรรมจึงสูงขึ้นไปตาม. ในอานาปานสติขั้นที่แปด ปราโมทย์เกิดมาจากความรู้สึกว่า ตนสามารถทำจิตตสังขารให้อ่อนกำลังลงหรือให้รำงับไป ซึ่งเป็นความสามารถ ที่สูงยิ่งขึ้นไปอีก ทำให้เกิดความรู้สึกว่า การควบคุมกิเลสนั้นจักต้องอยู่ในกำมือ ของตนโดยแน่นอน. สำหรับอานาปานสติขั้นที่เก้านั้น ปราโมทย์เกิดขึ้นเพราะบัดนี้เป็น ผู้มีความรู้แจ่มแจ้งในเรื่องจิต และลักษณะอาการต่าง ๆ ของจิต เช่นที่เกิด ที่ดับ ที่ไปที่มา ของจิต จนถึงกับรู้สึกว่าการควบคุมจิตนั้นต้องอยู่ในกำมือ ของตนโดยแท้. ส่วนในอานาปานสติขั้นที่สิบนี้ เป็นการประมวลมาซึ่งความปราโมทย์ ทั้งหมดทุกชนิด มากำหนดพิจารณาอยู่ แล้วมีความปราโมทย์เฉพาะในข้อนี้

น.356 ว่าบัดนี้ตนเป็นผู้สามารถบังคับจิตได้ตามความต้องการ ดังที่สามารถ บังคับให้ เกิดความปราโมทย์ อยู่ในขณะนี้ อย่างพลิกแพลงอย่างไรก็ได้ตามต้องการ และกว้างขวางถึงที่สุด จึงเป็นจิตที่บันเทิงอยู่ด้วยความปราโมทย์ที่กว้างขวาง และสูงสุดไปตามกัน. ส่วนข้อที่ว่า ความปราโมทย์มีอยู่อย่างไร นั้น มีทางที่จะวินิจฉัย คือ ความปราโมทย์คืออะไร ? และมีทางที่จะแบ่งแยกปราโมทย์ได้กี่ทาง ? เมื่อกล่าวโดยทางศัพทศาสตร์ ท่านระบุชื่อเหล่านี้ว่าเป็นชื่อของ ความปราโมทย์ คือ อาโมทนา = ความเบิกบาน, ปโมทนา = ความบันเทิง หรือปราโมทย์, หาโส - ความร่าเริงหรือหรรษา, ปหาโส = ความรื่นเริงอย่างยิ่ง หรือความรื่นรมย์แห่งใจ, โอทคฺคยํ = ความโสมนัสหรือความเย็นใจ, และ อตฺตมนตา = ความปลื้มใจหรือความภูมิใจต่อตัวเองเป็นที่สุด ; อาการทั้งหมดนี้ รวมเรียกว่าอาการของความปราโมทย์ในที่นี้. เมื่อกล่าวโดยเหตุทั่วไป ก็เหมือนกับกรณีของปีติและสุข กล่าวคือ ปราโมทย์นี้อาจจะเป็นเคหสิต คืออาศัยเรือนหรือกามก็ได้ ; หรือจะเป็น เนกขมฺมสิต คืออาศัยธรรมโดยเฉพาะคือความปราศจากกามก็ได้. แต่สำหรับ ในที่นี้นั้น เป็นที่เห็นได้ชัดเจนอยู่แล้วว่า เป็นปราโมทย์ที่อาศัยธรรมแท้ ทุกขั้นแห่งอานาปานสติทีเดียว. ผู้ศึกษาพึงสังเกตในข้อที่ชื่อเหมือนกันว่า ปราโมทย์ ๆ แต่ตัวจริงนั้นอาจจะแตกต่างกันราวกับฟ้าและดิน เพราะวัตถุ หรืออารมณ์แห่งการเกิดของปราโมทย์นั้นต่างกัน. ข้อที่ว่าปราโมทย์ในทางธรรม มีทางเกิดได้กี่ทาง นั้น เมื่อกล่าว ตามหลักแห่งอานาปานสตินี้แล้ว ข้อเท็จจริงย่อมแสดงชัดอยู่แล้วว่า มีทางมา

น.357 ทาง คือ ปราโมทย์ที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจของสมถะหรือสมาธิ นี้อย่างหนึ่ง ; และ ปราโมทย์ที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจของวิปัสสนาญาณหรือปัญญา นี้อีก อย่างหนึ่ง. ปราโมทย์ที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจของสมาธิ นั้น ที่เห็นได้ง่าย ๆ หรือ โดยตรง ก็คือปีติที่เป็นองค์ฌานและความสุขที่เป็นองค์ฌานโดยตรง หรือ ความสุขที่ได้รับมาจากการที่จิตเป็นเอกัคคตาไม่ฟุ้งซ่านโดยทั่วไปทุกขณะ เรียกสั้น ๆ ว่า ความสุขที่เกิดจากฌาน นั่นเอง ; หรือแม้ที่สุดแต่ความพอใจ อย่างแรงกล้าในการที่ตนปฏิบัติธรรมได้สำเร็จตามความปรารถนา. ทั้งหมดนี้ เรียกว่าปราโมทย์ที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจของสมถะหรือสมาธิ เพราะมีสมถะและ สมาธิเป็นมูลฐาน. ส่วน ปราโมทย์ที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจของวิปัสสนาหรือปัญญา นั้น ละเอียดยิ่งขึ้นไปกว่า สูงยิ่งขึ้นไปกว่า หรือมีคุณค่ายิ่งกว่า. ปราโมทย์ข้อนี้ ได้แก่ความปราโมทย์ที่เกิดขึ้นในขณะที่พิจารณาปราโมทย์อันเป็นตัวเวทนา นั้นเอง หรือพิจารณาสังขารทั้งหลายทั้งปวงก็ตาม โดยความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เห็นแจ้งในความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แล้วเกิดความ ปราโมทย์ขึ้นมาเพราะเหตุที่รู้ว่า ได้เห็นธรรมลึกซึ้งลงไป, จัดเป็นความ ปราโมทย์ในธรรมแท้. ขอย้อนไปเปรียบเทียบด้วยตัวอย่างของปีติให้เห็นได้ ง่าย ๆ คือปีติในองค์ฌานเป็นปราโมทย์ด้วยอำนาจสมาธิ. ครั้นปีตินั้นถูก นำมาพิจารณาให้เห็นว่าเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เช่นเดียวกับเวทนา ทั้งหลาย เกิดปีติขึ้นมาใหม่อีกชนิดหนึ่ง ด้วยอำนาจของปัญญานั้น เป็นปีติ ต่อธรรมหรือในธรรมแท้ยิ่งขึ้นไปอีก ; นี่เรียกว่าปีติที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจของ ปัญญา นับว่ามีอยู่เป็น ๒ อย่างด้วยกัน ดังนี้. สรุปให้สั้นที่สุด ก็ได้ความว่า ปราโมทย์อย่างที่หนึ่งเกิดอยู่ในขณะที่จิตเป็นสมาธิ ; ปราโมทย์อย่างที่สอง เกิดอยู่ในขณะที่จิตประกอบด้วยปัญญา

น.358 ปราโมทย์ทั้งสองอย่างนี้ มีอยู่อย่างแทรกซึมปนเปกันไปใน อานาปานสติทุกขั้น. ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น อานาปานสติในส่วนใดหรือ ขณะใดเป็นส่วนแห่งสมาธิ ปราโมทย์ที่เกิดขึ้นในขณะนั้นก็เป็นปราโมทย์ที่เกิด มาจากความเป็นสมาธิ ; อานาปานสติส่วนใดหรือระดับใด ที่เป็นส่วนของ ปัญญา หรือกำลังดำเนินไปด้วยอำนาจของปัญญาอยู่ ปราโมทย์ที่เกิดขึ้นใน ขณะนั้น ก็จัดเป็นปราโมทย์ที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจของปัญญา ฉะนั้นเป็นอัน กล่าวได้ว่า ปราโมทย์ที่ผู้ปฏิบัติได้ทำให้เกิดขึ้นโดยอาศัยอานาปานสติ ที่แล้วมา ทั้ง ๙ ขั้น และกำลังจัดเป็นอานาปานสติขั้นที่สิบอยู่ในขณะนี้นั้น ก็ได้แก่ ปราโมทย์ ๒ ประเภทนี้นั่นเอง หรือกล่าวได้อีกอย่างหนึ่งว่า หมายถึงแต่ ปราโมทย์ ๒ ประเภทนี้ ซึ่งเป็นปราโมทย์อาศัยเนกขัมมะเท่านั้น หาได้หมาย ถึงปราโมทย์ที่เป็นเคหสิต คืออาศัยเรือนหรือกามแต่ประการใดไม่เลย. สิ่งที่อยากจะแนะให้สังเกตอีกอย่างหนึ่ง ก็คือ การฝึกอานา- ปานสติในขั้นที่สิบนี้ จัดว่าเป็นขั้นที่น่าสนุกหรือน่าพอใจยิ่งกว่าอื่นทั้งหมด เพราะถ้ากล่าวอย่างสำนวนโวหารธรรมดาก็คือ การเล่นกับความสุขนั่นเอง : เป็นการเล่นของบุคคลผู้มีความสุขที่เข้าไปสู่ความสุขอย่างนั้นอย่างนี้ ออกจาก ความสุขอย่างนี้ แล้วเข้าไปสู่ความสุขอย่างโน้น ออกจากความสุขอย่างโน้น แล้วก็เข้าไปสู่ความสุขอย่างอื่นอีกต่อไป ไม่มีที่สิ้นสุดกับความสุข จึงถือว่า อานาปานสติในขั้นนี้ เป็นจุดเด่นที่สุด, หรือเป็นเหมือนจุดเด่นที่สุดจุดหนึ่ง ในแถวแห่งอานาปานสติทั้งหลาย, แม้การปฏิบัติจะได้รับผลเพียงเท่านี้ ก็ยังกล่าวได้ว่าได้เข้าถึงธรรมรัตนะ เป็นผู้ร่ำรวยด้วยเพชรพลอยของพระธรรม อย่างประมาณมิได้อยู่แล้ว ; นับว่าควรแก่การสนใจและการปฏิบัติเป็นอย่างยิ่ง.

น.359 สิ่งที่จะต้องวินิจฉัยข้อสุดท้าย คือญาณและสติ ตลอดถึงธรรม อื่น ๆ จะเกิดขึ้นได้อย่างไรนั้น ส่วนใหญ่มีอธิบายอย่างเดียวกันกับในขั้นที่แล้ว มา สำหรับส่วนที่จะต้องทำความเข้าใจเป็นพิเศษเฉพาะในขั้นนี้ก็คือ การ กำหนดปราโมทย์ที่ตนได้ทำให้เกิดขึ้นทุกขั้นของอานาปานสติ โดยนัยดังที่ กล่าวแล้ว ด้วยอำนาจของเอกัคคตาจิตที่ไม่ฟุ้งซ่าน นี้เรียกว่า สติ. การ กำหนดติดตามดูปราโมทย์นั้นด้วยอำนาจของสติ จนเกิดการพิจารณาเห็น ความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา สติกลายเป็นอนุบัสสนาญาณไป ; นี้เรียกว่า ญาณ. ผู้ปฏิบัติกำหนดและพิจารณาจิต ซึ่งประกอบด้วยปราโมทย์ทั้งหลาย ด้วยสตินั้น ด้วยญาณนั้น การกระทำนี้ชื่อว่า จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐานภาวนา ซึ่งจัดเป็นภาวนาที่สมบูรณ์ด้วยอรรถทั้งสี่ดังที่กล่าวแล้ว. ในขณะนั้นเป็นการ สโมธานซึ่งธรรมทั้งหลาย ๒๙ ประการ พร้อมทั้งการรู้โคจรและแทงตลอด สมัตถะ แห่งธรรมทั้งหลายเหล่านั้น ด้วยอำนาจของการกระทำที่แยบคาย มีอาการสิบหก มีการรู้ทั่วอยู่, กำหนดอยู่, รู้อยู่, เห็นอยู่, พิจารณาอยู่. อธิษฐานจิตอยู่ ฯลฯ เป็นลำดับ ๆ ไป จนกระทั่งถึงการทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ ควรทำให้แจ้งอยู่ ; แต่ละขั้น ๆ เกี่ยวกับปราโมทย์นั้นโดยตรง ด้วยจิตที่เป็น เอกัคคตาไม่ฟุ้งซ่านอยู่ทุกลมหายใจออก - เข้า ดังที่ได้อธิบายแล้วโดยละเอียด ในอานาปานสติขั้นที่ห้านั้นแล้ว ไม่จำเป็นจะต้องกล่าวซ้ำในที่นี้. การวินิจฉัยในอานาปานสติขั้นที่สิบ สิ้นสุดลงเพียงเท่านี้. ต่อนี้ไป จะได้วินิจฉัยในอานาปานสติขั้นที่สิบเอ็ดสืบไป. ——————————

น.360 ตุลาคม ๒๕๐๒ อานาปานสติขั้นที่สิบเอ็ด (การทำจิตให้ตั้งมั่นอยู่) อุเทสแห่งอานาปานสติขั้นที่สิบเอ็ด หรือข้อที่สามแห่งจตุกกะ ที่สาม นั้น "ภิกษุนั้น ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ทำจิตให้ตั้งมั่นอยู่ จักหายใจออก ดังนี้ ; ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ทำจิตให้ตั้งมั่นอยู่ จักหายใจเข้า ดังนี้"* และมีอธิบาย ดังต่อไปนี้คือ :- การวินิจฉัยในบทว่า "ย่อมทำในบทศึกษา" ย่อมมีใจความ เหมือนกับในขั้นที่แล้วมาโดยประการทั้งปวง มีอยู่บ้างที่จะต้องทำความเข้าใจ เป็นพิเศษเฉพาะขั้นนี้คือ :- ส่วนที่จะถือว่าเป็นสีลสิกขา นั้น จะต้องรู้จักสอดส่องให้ถูกตรง ตามที่มีอยู่ ; โดยใจความใหญ่ ๆ นั้นเล็งถึง ข้อที่มีการสำรวมหรือระวังจิต ไม่ให้ละไปจากอารมณ์ ที่กำลังกำหนดอยู่ในขั้นนั้น ๆ ; ตัวการสำรวม นั่นแหละจัดเป็นศีล ในที่นี้. เพราะว่าเมื่อมีการสำรวมในเวลาใด โทษทางกาย วาจา หรือการทุศีลอย่างใด ๆ ก็มีขึ้นไม่ได้. การชี้ให้เห็นเช่นนี้เป็นการ ————————————————— * สมาทห์ จิตฺตํ อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ สมาทหํ จิตฺตํ ปฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ฯ

น.361 ป้องกัน ไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดไปว่า เมื่อการปฏิบัติดำเนินมาถึงขั้นสมาธิหรือ ปัญญาอย่างสูงเช่นนี้แล้ว มันจะยังคงมีการสำรวมศีลอยู่ได้อย่างไรกัน ; ฉะนั้น ขอให้ถือว่า เมื่อมีการสำรวมจิตใด ๆ อยู่ในเรื่องใดก็ตาม ด้วยอำนาจของสติแล้ว การสำรวมนั้น ย่อมเป็นการประมวลไว้ได้ซึ่งสีลสิกขาอยู่ในตัวโดยสมบูรณ์. เป็นอันกล่าวได้ว่า แม้ในขณะที่กำลังปฏิบัติหมกหมุ่นอยู่ในอานาปานสติขั้นสูง เหล่านี้ การสำรวมในศีลก็ยังสมบูรณ์อยู่ตามเดิม จึงเป็นการทำให้ไตรสิกขา หรือสิกขาทั้งสามยังคงเป็นธรรมสมังดีสมบูรณ์อยู่ ; ฉะนั้นคำว่า "ย่อมทำใน บทศึกษา" ในอานาปานสติข้อนี้ และในอานาปานสติข้อต่อไปทั้งหมด ก็ยัง หมายความถึงการทำเต็มที่ในสิกขาทั้งสามอยู่นั่นเอง. ส่วนที่เป็นสมาธิและส่วนที่เป็นปัญญา นั้น เห็นได้ชัดอยู่แล้วว่า มีการกำหนดสมาธิและการพิจารณาทางปัญญาอยู่ทุกขั้น ; แต่ส่วนที่เป็นศีลนั้น เป็นอยู่อย่างไม่เปิดเผย จะต้องรู้จักพิจารณาจึงจะมองเห็นได้ชัดเจน กล่าวคือ ในอานาปานสติขั้นที่หนึ่ง ขั้นที่สอง ขั้นที่สาม มีการสำรวมอยู่ที่การระวังจิต ให้คอยกำหนดลมหายใจในวิธีต่าง ๆ กัน, การสำรวมนั้นเองควบคุมเอาความ มีศีลไว้ได้. ในอานาปานสติขั้นที่สี่ การสำรวมมีอยู่ที่การพยายามทำลม หายใจให้รำงับลง ๆ ซึ่งเป็นการสำรวมที่ยากยิ่งไปกว่าขั้นที่แล้วมา; การ สำรวมในขั้นที่ห้าและที่หก มีอยู่ตรงที่คอยกำหนดปีติและสุขอย่างแรงกล้า ; ในขั้นที่เจ็ด มีอยู่ที่การคอยกำหนดเวทนาหรือการที่เวทนาทำหน้าที่ปรุงแต่ง จิต ; ในขั้นที่แปดการสำรวมมีอยู่ในการที่เฝ้าพยายามป้องกัน ไม่ให้เวทนา ปรุงแต่งจิตได้ หรือปรุงแต่งแต่น้อยที่สุด ; ในขั้นที่เก้า การสำรวมมีอยู่ใน ขณะที่ตั้งหน้าตั้งตาคอยเฝ้ากำหนดลักษณะต่าง ๆ ของจิต ; ในขั้นที่สิบ การ สำรวมมีอยู่ที่การประคองจิตให้มีปราโมทย์ และการกำหนดซึ่งความปราโมทย์ นั้น ๆ; สำหรับขั้นที่สิบเอ็ดนี้ ความสำรวมมีอยู่ตรงที่ความพยายามประคอง

น.362 จิตให้ตั้งมั่นในแบบต่าง ๆ กัน. ความสำรวมทุกอย่างเหล่านี้ล้วนแต่เป็นตัว ศีลหรือความควบคุมไว้ได้ซึ่งสีลสิกขา ให้ยังคงมีอยู่ตลอดเวลา สำหรับในขั้น ต่อไปพึงถือเอาใจความอย่างเดียวกัน จักไม่กล่าวถึงอีกโดยละเอียด จักชี้ให้เห็น แต่ในแง่ที่จำเป็นจะต้องชี้เท่านั้น สิ่งที่ต้องวินิจฉัยสืบไป คือข้อที่ว่า "ทำจิตให้ตั้งมั่นอยู่" สิ่งที่ต้อง วินิจฉัยมีอยู่ ๒ ประการคือ ความตั้งมั่นเป็นอย่างไร และความตั้งมั่นมีได้ เมื่อไร ซึ่งจะได้วินิจฉัยกันสืบไป. คำว่า "ความตั้งมั่น" ในที่นี้ โดยใจความก็คือความเป็นสมาธิ นั่นเอง. เนื่องจากความเป็นสมาธินี้ มีอาการที่อาจจะแยกพิจารณาให้เห็น ได้ในมุมหรือแง่ต่าง ๆ กัน เพราะฉะนั้นในทางศัพทศาสตร์ เมื่อถามว่าสมาธิ คืออะไรแล้ว ย่อมตอบด้วยการจำแนกชื่อต่าง ๆ เหล่านี้ให้พังคือ ฐิติ = ความ ตั้งมั่น, สณฐิติ = ความหนักแน่นหรือความตั้งมั่นด้วยดี, อธิฐิติ = ความ แข็งแรงหรือเข้มแข็ง, อวิสาหาโร = ความมิได้มีอาการดุจอาหารเป็นพิษ, อวิกฺเขโป = ความไม่พุ้งซ่าน, อวิสาหตมานสตา = ความมีใจที่พิษมิได้กระทบ กระทั่ง, สมโถ = ความสงบ, สมาธินทรีย์ = อินทรีย์คือความตั้งมั่น, สมาธิ- พลํ = กำลังคือความตั้งมั่น, สัมมาสมาธิ = ความตั้งมั่นชอบ, ดังนี้เป็นต้น ; ซึ่งเป็นการเพียงพอแล้วที่ยกมาเป็นตัวอย่าง ทั้งที่ยังมีคำอื่นอีกมาก อธิบายความหมายแห่งคำที่แสดงลักษณะแห่งความตั้งมั่น เหล่านี้พอเป็นทางเข้าใจมีอยู่ดังนี้ : คำว่า ตั้งมั่น หนักแน่น หรือแข็งแรง เป็นต้นนี้ ล้วนแต่เป็นอาการของจิต ซึ่งเรียกว่าสมาธิ. คำว่า ความตั้งมั่น หมายถึงความที่อารมณ์หรือนิวรณ์กระทบไม่หวั่นไหว ; คำว่า หนักแน่น หรือตั้งมั่นด้วยดีนั้น หมายความว่าเป็นอย่างนั้นยิ่งขึ้นไปอีก คือสามารถทนสู้ ต่ออารมณ์หรือนิวรณ์ที่มีกำลังมากได้จริง. คำว่า แข็งแรง หมายถึง ไม่อ่อนไปตามอารมณ์ ที่มายั่วเย้าหรือขู่เข็ญบังคับ. คำว่า มิได้เป็นดุจ

น.363 อาหารเป็นพิษ นี้เป็นการทำอุปมา : เหมือนอย่างว่าคนที่เกิดมีอาหารเป็นพิษ ขึ้นในกระเพาะ ย่อมมีอาการกระสับกระส่ายเหมือนคนจะตาย ไม่สามารถ ประกอบการงานอันใดได้ ไม่มีความสดชื่นเบิกบานแต่ประการใดเลย. จิตนี้ ก็เหมือนกัน ถ้านิวรณ์เข้าไปเป็นพิษอยู่ในภายในแล้ว ย่อมตายจากความดี ไม่สามารถประกอบกิจใดๆ ทางจิตได้ ไม่มีความสดชื่นเบิกบานแต่ประการใดเลย. เพราะฉะนั้นท่านจึงกล่าวว่า ลักษณะของสมาธินั้นต้องเป็นเหมือนกับความ ที่ไม่มีอาหารเป็นพิษอยู่ในกระเพาะ. คำว่า ไม่ฟุ้งซ่าน หมายถึงมีอารมณ์ เพียงอย่างเดียว ไม่แล่นไปสู่อารมณ์ใด ๆ กำหนดอยู่แต่อารมณ์ที่มีอยู่สำหรับ สมาธินั้น เหมือนกับสัตว์ที่มีสิ่งที่ต้องการอยู่ในที่อย่างเพียงพอแล้ว ก็ไม่ลุกลน ไปในที่อื่น ๆ เหมือนลิงที่เที่ยวแสวงหาผลไม้ไปทั่ว ๆ ป่า ฉันใด ก็ฉันนั้น. คำว่า มีใจอันพิษมิได้กระทบกระทั่ง นั้น พิษในที่นี้ หมายถึงนิวรณ์และ กิเลสชื่ออื่นทุกชนิด ; เมื่อกิเลสไม่กระทบจิต จิตมีความเป็นปกติสงบอยู่ได้. คำว่ากระทบจิตในที่นี้ หมายถึงครอบงำจิต ดึงจิตไปตามอำนาจของมัน เช่น ความอยากดึงไปสู่สิ่งที่มันอยาก ความโกรธดึงไปสู่สิ่งที่มันโกรธ ดังนี้เป็นต้น ; เมื่อไม่มีสิ่งเหล่านี้จิตก็สงบเป็นสมาธิ คำว่า สมถ หรือ สงบ มีความหมาย ตรงตามภาษาไทยคือหมายถึงความระงับ ไม่มีความดิ้นรน ไม่มีความเร่าร้อน ไม่มีความหม่นหมอง ดังนี้เป็นต้น. คำว่า สมาธินฺทรียํ ต้องการให้หมายถึง สมาธิที่แท้จริง คือถึงขนาดที่จะเป็นใหญ่ เป็นประธานได้อย่างหนึ่ง ใน บรรดาธรรมที่เป็นใหญ่เป็นประธานทั้งหลาย. คำว่า สมาธิพลํ ก็เป็น อย่างเดียวกัน หมายถึงสมาธิที่ถึงขนาดที่มีกำลังหรือใช้เป็นกำลังต่อสู้ข้าศึก คือนิวรณ์ได้. คำว่า สัมมาสมาธิ ต้องการให้หมายถึงแต่ สมาธิที่ถูก ที่ชอบ หรือสมาธิในทางพุทธศาสนา เพราะยังมีสมาธิที่เป็นของนอก

น.364 พุทธศาสนาหรือสมาธิที่เดินผิดทางเป็นมิจฉาสมาธิอยู่อีกพวกหนึ่ง. เมื่อผู้ ศึกษาได้พิจารณาดูความหมายของคำเหล่านี้ทุกคำอย่างละเอียดลออแล้ว ก็สามารถเข้าใจถึงความหมายของสิ่งที่เรียกว่าสมาธิได้อย่างทั่วถึง และเข้าใจ ได้ว่าสมาธินั้นคืออะไร. แต่อย่างไรก็ดีทั้งหมดนี้เป็นเพียงการอธิบายตามทาง ศัพทศาสตร์ หรือ ทางหนังสือเท่านั้น. ส่วนในทางปฏิบัตินั้น ท่านจำกัดความไว้สั้น ๆ ตามหลักแห่ง อานาปานสติว่าความที่จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่งไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยอำนาจการกำหนด ลมหายใจยาว - สั้น ชื่อว่า สมาธิ ; หรืออีกอย่างหนึ่งว่า จิตที่มีอารมณ์เป็น อันเดียวไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยอำนาจการกำหนดลมหายใจ ของบุคคลผู้มีจิตตั้งมั่น ชื่อว่าสมาธิ ดังนี้ ซึ่งทั้งหมดนี้อาจจะสรุปความได้ว่า เมื่อจิตมีอารมณ์สำหรับ กำหนดและจิตกำหนดอารมณ์นั้นได้ การกำหนดอารมณ์ได้นั้น ชื่อว่า สมาธิ จะเป็นอย่างต่ำ อย่างกลาง อย่างสูง หรืออย่างหยาบ อย่างกลาง อย่างประณีตนั้น ย่อมแล้วแต่กรณี แต่ไม่ถือเอาเป็นประมาณ เพราะอาจจะ เรียกได้ว่าเป็นสมาธิได้ด้วยกันทั้งนั้น. นี้คือวินิจฉัยข้อที่ว่า สมาธิคืออะไร ? ส่วนข้อที่ว่า สมาธิหรือความตั้งมั่นมีได้เมื่อไรนั้น มีวินิจฉัย ดังต่อไปนี้ : - ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า สมาธิมีได้ทุกขณะที่จิตมีการกำหนด อารมณ์. นี้เป็นหลักทั่วๆ ไป. ที่เป็นอย่างพิเศษนั้น สมาธิมีได้หรือยัง คงมีอยู่ได้แม้ในขณะที่จิตกำหนดลักษณะ มีลักษณะแห่งความไม่เที่ยง เป็นต้น ในขณะแห่งวิปัสสนา ; ฉะนั้น เมื่อจะประมวลให้สิ้นกระแสความก็เป็น อันกล่าวได้ว่าสมาธิมีได้โดยประเภทใหญ่ ๆ ใน ๓ กาล คือ : -

น.365 สมาธิในขณะระยะเริ่มแรกแห่งการกำหนดอารมณ์ ซึ่งได้แก่ บริกรรมสมาธิและอุปจารสมาธิ ๒. สมาธิในขณะที่จิตตั้งอยู่ในฌาน ได้แก่อัปปนาสมาธิโดยตรง. ๓. สมาธิ ที่เป็นอนันตริกสมาธิแนบเนื่องกันอยู่กับปัญญา ในขณะ ที่มีการกำหนดและการพิจารณาลักษณะ มีลักษณะแห่งความไม่เที่ยง เป็นต้น. สมาธิอย่างที่หนึ่ง คือสมาธิในระยะเริ่มแรก แห่งการกำหนด อารมณ์ นั้นเป็นสมาธิโดยอ้อมหรือโดยปริยาย คือเป็นสมาธิที่ยังไม่ถึงขนาดที่ จะกล่าวได้ว่าเป็นสมาธิแท้ เหมือนมนุษย์ที่ยังเด็กอยู่ ยังไม่มีความเป็นมนุษย์ที่ เต็มที่ฉันใดก็ฉันนั้น, แต่ถึงกระนั้นก็ยังดีกว่าไม่มีสมาธิเสียเลยเป็นไหน ๆ. สรุปความในข้อนี้ว่า พอสักว่าลงมือทำสมาธิ ก็มีสมาธิโดยปริยายนี้ได้ เรื่อย ๆ ไปเป็นลำดับ จนกระทั่งถึงขณะแห่งอุปจารสมาธิ คือนิวรณ์ระงับ ไปบ้าง กลับมีมาบ้าง หรือนิวรณ์ถอยกำลังลงไปมาก แต่ไม่ถึงขนาดที่จะ ระงับหมดสิ้นไป ทั้งนี้เพราะเหตุที่ว่าองค์แห่งฌานยังไม่ครบถ้วนและตั้งมั่น จึงต้องจัดเป็นสมาธิโดยปริยายอยู่นั่นเอง แต่ถึงกระนั้นก็ยังดีกว่าไม่มีสมาธิ เสียเลย ดังกล่าวแล้ว. สมาธิอย่างที่สอง คือ อัปปนาสมาธินั้น หมายถึงความที่จิตตั้งมั่น อยู่ในฌาน นี้คือตัวสมาธิแท้ และมีความหมายเต็มตามความหมายของคำว่า สมาธิทุกประการ. เมื่อกล่าวว่าทำจิตให้ตั้งมั่นอยู่ และเป็นความตั้งมั่นอยู่ อย่างแท้จริง ก็ต้องหมายถึงความที่จิตตั้งอยู่ในสมาธิขั้นที่เป็นฌาน ขั้นใด ขั้นหนึ่งเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นรูปฌานหรืออรูปฌานก็ตาม. ถ้าผู้ปฏิบัติใน อานาปานสติมีความมุ่งหมายที่จะฝึกฝนในส่วนอรูปฌาน ก็มีโอกาสที่จะฝึกฝน ได้ในอานาปานสติขั้นที่สิบเอ็ดนี้ มีรายละเอียดดังที่กล่าวไว้ในที่อื่นอีกส่วน หนึ่ง เพราะไม่ได้เป็นสิ่งที่มุ่งหมายโดยตรงในที่นี้. ในที่นี้มุ่งหมายโดยตรง แต่เพียงรูปฌานทั้งสี่ แต่ประเภทเดียว.

น.366 ส่วนสมาธิอย่างที่สาม คือ สมาธิที่แนบเนื่องกันอยู่กับปัญญาโดย ไม่แยกกันนั้น จัดเป็นสมาธิโดยปริยายอีกอย่างหนึ่ง เพราะในขณะนี้เป็นขณะ ที่ปัญญาจะทำ หน้าที่ ของมันด้วย กำลัง คือสมาธิ เมื่อบุคคลกำหนดอารมณ์ ของสมาธิจนทำฌานให้เกิดขึ้นได้ ดำรงอยู่ในฌานนานพอสมควร คือจิตมี กำลังเข้มแข็ง และเข้ารูปเข้ารอยเพียงพอแก่ความต้องการแล้ว ก็ออกจาก ฌานนั้นไปกำหนดอารมณ์แห่งวิปัสสนา เช่นเวทนาเป็นต้น อย่างใดอย่างหนึ่ง ขึ้นมาพิจารณาโดยลักษณะ มีลักษณะแห่งความไม่เที่ยงเป็นต้นอยู่ ในขณะนี้ กำลังแห่งสมาธิก็ยังมีอยู่ในการพิจารณานั้น คือ แฝงตัวหรือแนบเนื่องกันอยู่ กับปัญญาโดยสัดส่วนที่สมควรกัน คือถ้าเพ่งปัญญาแรง กำลังของสมาธิก็แรง ขึ้นตาม, ถ้าเพ่งปัญญาหย่อน กำลังของสมาธิก็หย่อนลงตาม, และเป็นไป ในตัวเองได้เช่นนี้โดยไม่ต้องเจตนาดังนี้. สมาธิชนิดนี้เรียกว่าสมาธิในขณะ แห่งวิปัสสนา และเพราะเหตุนั้นจึงได้ชื่อว่า สมาธิโดยปริยาย แต่เป็นปริยาย ที่มีค่าสูงไม่เหมือนกับสมาธิโดยปริยายดังที่กล่าวแล้วในข้อที่หนึ่ง. จากลักษณะอาการแห่งสมาธิทั้ง ๓ ชนิด หรือ ๓ ขั้น ๓ ตอน ดังที่ กล่าวมาแล้วนี้ ทำให้เราเห็นได้ว่าสมาธิมีอยู่ในขณะไหนหรือเมื่อไร และ สมาธิในขณะไหน มีลักษณะและหน้าที่อย่างไร เป็นการรอบรู้ต่อความที่จิต เป็นสมาธิได้โดยประการทั้งปวง.

น.367 ตุลาคม ๒๕๐๒ สำหรับการ ปฏิบัติอานาปานสติในขั้นที่สิบเอ็ดนี้ มีหลกส่วนใหญ่ ว่าทำจิตให้ตั้งมั่นอยู่ทุกลมหายใจเข้า - ออก ฉะนั้นผู้ปฏิบัติจะต้องย้อนกลับไป ปฏิบัติมาตั้งแต่อานาปานสติขั้นที่หนึ่งอีกตามเคย เพื่อจะได้กำหนดความตั้งมั่น ของจิตซึ่งมีอยู่ในลักษณะต่าง ๆ กัน เป็นอารมณ์ทุก ๆ ขั้น ทุก ๆ ลำดับ เท่าที่จิต จะมีการตั้งมั่นอย่างไร. ในระยะนี้ ใจความสำคัญของการฝึก มีอยู่ตรงที่ ให้เพ่งเล็งถึงความตั้งมั่นอย่างเดียว ไม่ว่าจะฝึกด้วยอานาปานสติข้อไหน. จากคำอธิบายในข้อที่แล้วมาทำให้เราเห็นได้ว่า ฝึกอานาปานสติอย่างเดียวกัน หรือชื่อเดียวกัน หรือข้อเดียวกันก็จริง แต่การกำหนดนั้น กำหนดต่างกัน หรือกำหนดคนละสิ่ง ดังจะยกตัวอย่างให้เห็นได้ง่าย ๆ อีกครั้งหนึ่ง เช่น เมื่อ ฝึกอยู่ในอานาปานสติขั้นที่หนึ่ง เรากำหนดลมหายใจนั่นเองอยู่ทุกลมหายใจ ออก - เข้า ; ครั้นมาถึงการฝึกในขั้นที่สิบเอ็ดนี้ ซึ่งจะต้องย้อนกลับไป ทำมาตั้งแต่ขั้นที่หนึ่งอีกก็ตาม แต่เราก็มิได้กำหนดลมหายใจอยู่ทุกลมหายใจ เข้า - ออกโดยตรง เราเพียงแต่กำหนดความที่จิตตั้งมั่นได้เท่าไรหรืออย่างไร ในขณะแห่งอานาปานสติขั้นที่สิบเอ็ดนั้นอยู่ทุกลมหายใจเข้า - ออก เพื่อ กำหนดรู้ความตั้งมั่น หรือศึกษาความตั้งมั่นของจิตในทุกขั้นแห่งอานาปานสติ โดยทำนองที่จะทำให้เห็นได้ว่า มันตั้งมั่นในความหมายของสมาธิสูงขึ้นมา เป็นลำดับ ๆ เพียงไร แล้วความตั้งมั่นนั้นเองค่อย ๆ กลายเป็นความตั้งมั่นตาม ความหมายของวิปัสสนาหรือปัญญาขึ้นมา ในขณะแห่งอานาปานสติขั้นไหนและ ด้วยอาการอย่างไร จนกระทั่งรู้จักความตั้งมั่นทุกชนิดทุกแบบ ทุกแง่ ทุกมุม ทุกขนาด ทุกแขนง เป็นต้นจริง ๆ ; ฉะนั้นจึงทำให้เห็นชัดได้ว่า แม้เรา

น.368 จะย้อนไปฝึกตั้งแต่ขั้นที่หนึ่งอีก แต่ก็มีการกำหนดในการฝึกต่างกัน เช่นเมื่อ ฝึกขั้นที่สิบเอ็ดนี้กำลังย้อนไปฝึกขั้นต้น ๆ ขั้นไหนก็ตาม การฝึกล้วนแต่กำหนด อยู่ที่ความตั้งมั่นทุกขั้นไป. ถ้าผู้ใดจับความสำคัญข้อนี้ได้ ก็จะเห็นได้ด้วย ตนเองว่า การฝึกทุกขั้นไม่เหมือนกันเลย แม้จะมีการย้อนไปฝึกในขั้นต้น ๆ มาอีกกี่ขั้นก็ตาม สรุปความว่า การฝึกในขั้นที่สิบเอ็ดนี้ ฝึกในการกำหนดความตั้งมั่น ทั้งในแง่ของสมถะ และทั้งในแง่ของวิปัสสนา จากอานาปานสติทุกขั้นเท่าที่ มีให้ กำหนดได้ว่ามีความตั้งมั่นอยู่กี่อย่าง จนกระทั่งตนมีความคล่องแคล่ว ในการทำจิตให้ตั้งมั่นได้ทุกอย่าง ด้วยความชำนิชำนาญสมตามความปรารถนา. ส่วนคำวินิจฉัยในข้อที่ว่าญาณและสติ ตลอดถึงสัมปยุตตธรรมอื่น ๆ ซึ่งมีอยู่ในขณะนั้นมีขึ้นได้โดยวิธีไรนั้น พึงทราบว่าเมื่อจิตมีความตั้งมั่นไม่ว่า ชนิดไหนอยู่ทุกลมหายใจออก - เข้า จิตที่ตั้งมั่นนั้นก็ปรากฏด้วย สติที่กำหนด ความตั้งมั่นนั้นก็ปรากฏด้วย จึงเกิดมีจิตรู้แจ้งคือวิญญาณจิต ซึ่งได้แก่ อนุปัสสนาญาณดังที่ได้กล่าวแล้วในข้อก่อน. เมื่อเป็นดังนี้ก็เป็นอันว่ามีการ ตามเห็นซึ่งจิตในจิตด้วยอำนาจของสตินั้น จนกระทั่งเห็นความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาของจิต แม้ที่ตั้งมั่นแล้วทุกชนิด ; เมื่อกระทำอยู่ดังนี้ ก็เรียกว่ามีจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐานภาวนา อันเป็นภาวนาที่สมบูรณ์ด้วยอรรถ ทั้งสี่ ดังที่ได้เคยอธิบายมาแล้วอย่างละเอียดในข้อต้น ๆ ; ในขณะนั้นย่อมมี การสโมธานมาได้ซึ่งธรรมทั้งหลาย ๒๙ อย่าง พร้อมทั้งรู้โคจรและแทงตลอด สมัตถะของธรรมนั้น ๆ ดังที่กล่าวแล้วโดยละเอียด ในอานาปานสติขั้นที่ห้าอีก นั่นเอง. การวินิจฉัยในอานาปานสติขั้นที่สิบเอ็ดสิ้นสุดลงเพียงเท่านี้ ต่อไปนี้ จะได้วินิจฉัยในอานาปานสติขั้นที่สิบสองสืบไป.

น.369 (การทำจิตให้ปล่อยอยู่) อุเทสแห่งอานาปานสติขั้นที่สิบสอง หรือข้อที่สี่แห่งจตุกกะที่สามนี้ มีหัวข้อว่า "ภิกษุนั้น ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ทำจิตให้ปล่อยอยู่ จักหายใจออก ดังนี้ ; ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ทำจิตให้ปล่อยอยู่ จักหายใจเข้าดังนี้" วินิจฉัยมีอยู่ดังต่อไปนี้ :- การทำในบทศึกษาทั้งสามในอานาปานสติ ขั้นนี้นั้น ความสำรวมสติ ในการคอยกำหนดการปล่อยชนิดต่าง ๆ ของจิต หรือแม้แต่การคอยกำหนดจิต ให้ทำการปลดเปลื้องสิ่งต่าง ๆ จากจิต ซึ่งเป็นความสำรวมอย่างยิ่ง และอย่าง ละเอียดที่สุดนั่นแหละ คือ ความสำรวมที่ประมวลไว้ได้ซึ่งสีลสิกขาในขณะนี้. สำหรับจิตตสิกขาและปัญญาสิกขานั้น มีอยู่ได้โดยลักษณะเดียวกันกับอานาปาน- สติขั้นอื่น ๆ ทุกขั้นดังที่กล่าวแล้ว ไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยซ้ำในที่นี้อีก. สำหรับคำว่า "ทำจิตให้ปล่อยอยู่" นั้น มีสิ่งที่จะต้องวินิจฉัยเป็น ๒ อย่างคือ ๑. ปล่อยอย่างไร ? ๒. ปล่อยซึ่งอะไร ? ซึ่งจะได้วินิจฉัยต่อไป. วิโมจย์ จิตฺตํ อสฺสสิสสามีติ สิฺขติ วิโมจย์ จิตฺตํ ปฺสสิฺสามีติ สิกุขติ ฯ-

น.370 ที่ยกเอาปัญหาว่าปล่อยอย่างไรมาวินิจฉัยก่อนนั้น เป็นเพราะ จะช่วยทำให้เกิดความเข้าใจได้โดยง่าย เพราะจะได้อาศัยข้อความต่าง ๆ ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นเป็นเครื่องช่วยทำให้เกิดความเข้าใจง่าย โดยเฉพาะ ก็คือ เรื่ององค์แห่งฌานอันกล่าวแล้วในอานาปานสติขั้นที่สี่โดยละเอียด และ เรื่องการละนิจจสัญญาเสียได้ด้วยอนิจจสัญญา เป็นต้น ดังที่กล่าวแล้วโดย ละเอียดในอานาปานสติขั้นที่ห้า. คำว่าทำจิตให้ปล่อย มีความหมายโดยตรงว่า ทำจิตให้ปล่อยสิ่งที่ เกิดขึ้นในจิตหรือกลุ้มรุมห้อมล้อมจิต อย่างหนึ่ง และ สิ่งที่จิตยึดไว้เอง ด้วยอำนาจของอุปาทานอันเกิดมาจากอวิชชา อันนอนเนื่องอยู่ในสันดาน นี้อีกอย่างหนึ่ง. ถ้ากล่าวกลับกันอีกอย่างหนึ่งก็คือ แทนที่จะกล่าวว่าทำจิต ให้ปล่อย ก็กล่าวกลับกันได้ว่า “เปลื้องจิตเสียจากสิ่งซึ่งควรปลดเปลื้อง" ดังนี้ก็ได้ ; ผลย่อมเป็นอย่างเดียวกัน จะแตกต่างกันก็แต่วิธีพูด. ที่ว่าทำจิตให้ปล่อยเสีย หรือเปลื้องจิตเสียจากสิ่งที่มากลุ้มรุมจิตนั้น หมายถึงการเปลื้องจิตจากนิวรณ์ในขณะแห่งสมาธิ นับตั้งแต่ระยะเริ่มแรกขึ้น มาจนกระทั่งถึงสมาธิที่เป็นฌาน. สมาธิที่ยังไม่เป็นฌาน ก็เกียดกันนิวรณ์ ออกไปได้เล็ก ๆ น้อย ๆ ตามสัดส่วน และล้มลุกคลุกคลานไปตามเรื่องของมัน แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังเป็นการเปลื้องจิตจากนิวรณ์อยู่นั่นเอง. เมื่อมีความตั้งอก ตั้งใจทำอยู่ในสมาธิขั้นนี้ ก็เป็นการทำจิตให้ปล่อยอยู่ซึ่งนิวรณ์ในขั้นนี้ ซึ่งทำ ให้เห็นได้อีกว่าผู้ปฏิบัติในอานาปานสติขั้นที่สิบสองนี้ ก็จำเป็นที่จะต้องตีวงกว้าง คือการย้อนมาฝึกการกำหนดในการที่จิตเปลื้องจากนิวรณ์ออกไปได้อย่างไร ไป ตั้งแต่อานาปานสติขั้นต้น ๆ อีกนั่นเอง,

น.371 แต่โดยที่แท้นั้น คำว่า "ทำจิตให้เปลื้องอยู่" นั้น อย่างน้อยหมายถึง การทำจิตให้เปลื้องนิวรณ์ออกไปได้จริง ๆ โดยตรง มิได้มุ่งหมายถึงการปลด เปลื้องเล็กน้อยโดยตัวมันเองในระยะเริ่มแรกที่สุดเช่นนั้น แต่การที่นำมา กล่าวนี้ก็เพื่อจะชี้ให้เห็นชัดว่า การปลดเปลื้องนิวรณ์นั้นย่อมมีให้เห็นได้ตั้งแต่ เมื่อไร ฉะนั้นถ้าผู้ใดประสงค์จะย้อนกลับไปฝึกการกำหนดอาการอันนี้ มา ตั้งแต่อานาปานสติขั้นที่หนึ่ง ก็เป็นสิ่งที่ควรทำ เพื่อเห็นการปลดเปลื้อง นิวรณ์ "อย่างล้มลุกคลุกคลาน" ดังที่กล่าวแล้วนั่นเอง ซึ่งจะช่วยให้เข้าใจ ความหมายของคำว่า "ทำจิตให้ปล่อยอยู่" ไปได้ตั้งแต่ต้นทีเดียว. การทำจิตให้ปล่อยอยู่ซึ่งนิวรณ์ในขั้นแห่งสมถะ นั้น ก็คือการ กำจัดนิวรณ์ทั้งห้าเสียได้ด้วยอำนาจของปฐมฌาน เรียกว่า การปล่อยนิวรณ์ห้า เสียได้จากจิต. สูงขึ้นมา คือการปล่อยวิตก วิจาร เสียได้ ด้วยอำนาจทุติยฌาน ; จิตจะเกลี้ยงเกลายิ่งขึ้นเพียงไร ขอให้ลองคำนวณดู. สูงขึ้นมาเป็นการปล่อย ปีติเสียได้ ด้วยอำนาจของตติยฌาน ; และการปล่อยความรู้สึกที่เป็นสุขและทุกข์ เสียได้ ด้วยอำนาจของจตุตถฌานในที่สุด. ผู้ปฏิบัติจะต้องพยายามกำหนด ความที่จิตปล่อยนิวรณ์หรือเปลื้องตนเองจากนิวรณ์ได้อย่างไร แล้วความเกลี้ยง เกลาหรือโวทาตะเกิดขึ้นได้อย่างไร และจิตเปลื้องจากองค์ฌานต่าง ๆ เป็นลำดับ ขึ้นมาอย่างไร และจิตมีความเกลี้ยงเกลาตามขึ้นไปอย่างไร เป็นการฝึกทำซ้ำ ๆ ซาก ๆ ให้ชำนาญในการเปลื้องและปล่อยเหล่านี้ จนชำนิชำนาญเหมือนของ เล่น ก็เป็นอันกล่าวได้ว่า เป็นผู้ประสบความสำเร็จในการทำจิตให้ปล่อยอยู่ ในขั้นของสมถะสำเร็จไปขั้นหนึ่ง. ถัดไปอีกขั้นหนึ่ง ก็คือการทำจิตให้ ปล่อยจากสิ่งที่จิตยึดไว้เอง ด้วยอำนาจของอุปาทาน. ข้อนี้ คือการทำจิตให้เปลืองปล่อยอยู่ในขั้น

น.372 องวิปัสสนา. ข้อนี้จะมีได้ในขณะแห่งอานาปานสติที่ได้หยิบยกเอาธรรม ไม่ว่ารูปหรือนามอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นมาพิจารณาอยู่โดยลักษณะ คือโดยความ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เป็นต้น. ถ้าจะมีการย้อนไปฝึกมาตั้งแต่ อานาปานสติขั้นที่หนึ่ง ก็กำหนดเอาลมหายใจยาวมาเป็นวัตถุสำหรับดูความ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาของลมนั้น. อานาปานสติทุกขั้นในอานา- ปานสติจตุกกะที่หนึ่งนี้ มีลมหายใจนั่นเองในลักษณะที่ต่าง ๆ กัน เป็นวัตถุ สำหรับพิจารณาโดยลักษณะ ; อานาปานสติในจตุกกะที่สองทั้งหมดมีเวทนาที่อยู่ ในลักษณะต่าง ๆ กัน นั่นแหละเป็นวัตถุสำหรับการพิจารณาโดยลักษณะ ; อานาปานสติทุกขั้นในจตุกกะที่สาม มีจิตซึ่งกำลังเป็นอยู่ในลักษณะที่ต่าง ๆ กัน นั่นแหละ เป็นวัตถุสำหรับพิจารณาโดยลักษณะ. เป็นอันว่าในอานาปานสติ ทุกขั้น ล้วนแต่มีวัตถุอย่างใดอย่างหนึ่งสำหรับให้พิจารณาโดยลักษณะ คือโดย ความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา. เมื่อการพิจารณามีอยู่ การเห็นแจ้ง โดยลักษณะก็ย่อมมี ฉะนั้น เมื่อมีการเห็นความไม่เที่ยงที่ใด จิตก็ปล่อย นิจจสัญญา คือความเห็นว่าเที่ยงเสียได้เมื่อนั้น ; เมื่อเห็นโดยความเป็นทุกข์ เมื่อใด จิตก็ปล่อยสุขสัญญา คือความสำคัญว่าสุขเสียได้เมื่อนั้น ; เมื่อเห็น โดยความเป็นอนัตตา จิตก็ปล่อยอัตตสัญญา ความสำคัญว่าตนเสียได้ ; เมื่อจิตเบื่อหน่ายอยู่ ย่อมปล่อยนันทิ คือความเพลินเสียได้ ; เมื่อจิตคลาย กำหนัดอยู่ ย่อมปล่อยราคะ คือความกำหนัดเสียได้ ; เมื่อจิตดับอยู่ คือ ไม่มีอะไรปรุงแต่ง ย่อมปล่อยสมุทัย คือความก่อเสียได้ ; เมื่อจิตสละคืนอยู่ ย่อมปล่อยอุปาทาน คือความถือมั่นเสียได้ มีรายละเอียดดังกล่าวแล้วในคำ อธิบายส่วนหนึ่งของอานาปานสติขั้นที่ห้า. นี้คือการทำจิตให้ปล่อยในขั้นของ วิปัสสนา. ในขั้นของสมาธิ จิตเปลื้องปล่อยนิวรณ์และอกุศลธรรมต่าง ๆ ตลอดถึงองค์แห่งฌานต่าง ๆ ได้ด้วยอำนาจของฌานนั้น ๆ. ส่วนในขั้นของ

น.373 วิปัสสนานี้จิตเปลื้องปล่อยความเห็นผิด และกิเลสอันละเอียดต่าง ๆ ด้วยอำนาจ ของปัญญา. ทั้งหมดนี้คือคำตอบของคำถามที่ว่า จิตทำการเปลื้องปล่อยโดย วิธีใด. ในที่นี้ได้ยกเอาตัวอย่างการเปลื้องปล่อยนิวรณ์ด้วยสมาธิ และเปลื้อง ปล่อยอนิจจสัญญาเป็นต้นด้วยปัญญามาแสดงให้เห็นชัดว่า มีอาการปล่อย อย่างไร. ต่อไปนี้จะได้วินิจฉัยข้อที่ว่า จะต้องปล่อยอะไรบ้างกี่อย่าง. เมื่อถามว่า จะต้องทำจิตให้ปล่อยหรือให้เปลื้องจากอะไรแล้ว โดยวงกว้างท่านจำแนกไว้ว่า จะต้องเปลื้องจากสิ่งเหล่านี้คือ เปลื้องจากราคะ จากโทสะ จากโมหะ จากตัณหา จากมานะ จากทิฏฐิ จากวิจิกิจฉา จาก ถีนมิทธะ จากอหิริกะ (บาปธรรมที่ทำจิตให้ไม่รู้สึกละอายบาป) จากอโนตตัปปะ (บาปธรรมที่ทำคนไม่ให้กลัวบาป). อย่างไรก็ดี พึงถือว่าเท่าที่ท่านนิยมตอบกันอย่างนี้ ปรากฏอยู่ใน พระคัมภีร์ต่าง ๆ นั้นเป็นเพียงตัวอย่างเท่าที่ยกมาพอสมควรอีกนั่นเอง และพึง สังเกตให้เห็นว่าท่านยกเอากิเลสที่มีอำนาจรุนแรงขึ้นมากล่าวก่อนเป็นลำดับ แล้วจึงมาถึงอกุศลธรรมที่มีความรุนแรงน้อยกว่าลงมาตามลำดับ ซึ่งผิดกับ พวกเราสมัยนี้ ซึ่งชอบกล่าวถึงสิ่งเล็กไปหาสิ่งใหญ่ หรือสิ่งที่ไม่สู้สำคัญขึ้นไป สู่สิ่งที่มีความสำคัญที่สุด. การที่ท่านกล่าวดังนี้ ชะรอยเป็นการมุ่งหรือเตือน ให้รู้สึกในขั้นแรกถึงสิ่งที่น่ากลัวที่สุดก่อน จะได้เกิดความสนใจหรือเกิดความ พยายามมากเพียงพอ แล้วตั้งหน้าตั้งตาเปลื้องปล่อยสิ่งนั้นอย่างเต็มที่ ; เมื่อทำ อย่างนั้นไม่ได้จึงค่อยลดลงมาตามลำดับ. อาจจะมีผู้ถามว่าจะเปลื้องปล่อยสิ่งเหล่านี้ โดยอาศัยอะไรเป็น เครื่องมือ คำตอบมีง่าย ๆ แม้โดยสามัญสำนึกคือตอบว่า โดยอาศัยกุศลธรรม ที่ตรงกันข้ามต่ออกุศลธรรมเหล่านั้น ด้วยอุบายวิธีต่าง ๆ ดังที่ได้กล่าวแล้ว

น.374 ข้างต้น ในข้อที่ว่าจะเปลื้องปล่อยด้วยการเปลื้องปล่อยมันอย่างไร ตั้งแต่ราคะ ลงมาจนถึงทิฏฐิ เป็นสิ่งที่เห็นได้ชัดว่าต้องมีการเปลื้องปล่อยด้วยการเปลื้อง ปล่อยในขั้นแห่งวิปัสสนาโดยตรง ส่วนอกุศลธรรมอันมีชื่อ วิจิกิจฉา ถีนมิทธะ อหิริกะ อโนตตัปปะ เหล่านี้ ถ้ายังเป็นขั้นที่เป็นอกุศลธรรมต่ำ ๆ ย่อมเปลื้อง เสียได้ด้วยการเปลื้องปล่อยขั้นสมาธิ. ถ้าเป็นขั้นที่เล็งถึงกิเลสอาสวะอัน ละเอียด ก็ต้องอาศัยการเปลื้องปล่อยแห่งขั้นวิปัสสนาอีก อย่างเดียวกัน ยก ตัวอย่างเช่น อุทธัจจะตามปกติหมายถึงนิวรณ์ และในที่นี้ก็หมายถึงนิวรณ์ แต่คำว่าอุทธัจจะนี้ เป็นชื่อของสังโยชน์หรืออนุสัยอย่างหนึ่ง ในบรรดา สังโยชน์สิบ มันเป็นสิ่งที่ต้องละหรือตัดด้วยอำนาจของปัญญาหรือวิชชาโดยตรง. ถ้าผู้ปฏิบัติมุ่งหมายจะฝึกฝน การเปลื้องจิตจากบาปธรรมเท่าที่จะ พึงทำได้ ขณะแห่งอานาปานสติขั้นต่าง ๆ ที่ทำอยู่ตามปกติ ก็อาจจะได้เท่าที่ กล่าวแล้วในตัวอย่างในตอนอันว่าด้วยการปลดเปลื้องอย่างไร ซึ่งก็นับว่าเป็น การเพียงพอเหมือนกัน แต่ถ้าหากว่ามีความประสงค์จะศึกษาและฝึกฝน โดยนัยอันละเอียดยิ่งขึ้นไปด้วยการจำแนกการปลดเปลื้องเป็นรายอย่าง แต่ ละอย่าง โดยรายชื่อดังที่กล่าวแล้วนี้ก็จำเป็นจะต้องศึกษาเกี่ยวกับกุศลธรรม ที่เป็นข้าศึกโดยตรงของอกุศลธรรมเหล่านี้เรียงอย่างไปตามสมควร คือ : -

น.375 พฤศจิกายน ๒๕๐๒ เมื่อจะปลดเปลื้องเสียซึ่งราคะ ย่อมต้องทำในใจถึงสิ่งตรงกันข้าม คือ สามารถระงับราคะนั้นได้ เช่นกายคตาสติซึ่งรวมอสุภสัญญาอยู่ด้วย. กาย- คตาสติโดยตรง ได้แก่การพิจารณากายแยกออกเป็นส่วน ๆ โดยเฉพาะเป็นธาตุ และพิจารณาแต่ละส่วนโดยความเป็นของปฏิกูล. ส่วนอสุภสัญญานั้นเพ่งความ ไม่งามโดยเฉพาะของซากศพ เพื่อให้เห็นว่าร่างกายนี้มีความเป็นอย่างนี้รวมอยู่ ด้วย. เมื่อเห็นความปฏิกูลของร่างกายที่มีชีวิต และร่างกายที่ไม่มีชีวิตอยู่ดังนี้ ย่อมระงับความกำหนัดในสิ่งอันเป็นที่ตั้งของความกำหนัดเสียได้ ทั้งโดย ส่วนย่อย เช่น ความสวยงามเป็นส่วน ๆ และทั้งโดยส่วนรวม คือความสวยงาม ทั้งหมด ; อันนี้เป็นสิ่งสำหรับเปลื้องจิตจากราคะโดยตรง หรือเป็นการต่อสู้ โดยตรง. ที่เป็นโดยอ้อมหรือทั่วไป ก็คือการทำจิตให้เป็นสมาธิ โดยวิธีแห่ง อานาปานสติเป็นต้น ซึ่งเมื่อจิตเป็นสมาธิแล้ว ราคะหรืออื่น ๆ ย่อมระงับไป ในตัว ดังที่กล่าวแล้วข้างต้นซึ่งจะไม่ต้องกล่าวอีกต่อไป ; เพียงแต่ให้สรุป เป็นหลักไว้ว่า เมื่อจิตเป็นสมาธิด้วยอำนาจอานาปานสติแล้ว ก็เป็นอันปลด เปลื้องอกุศลธรรมเหล่านี้ทุกอย่าง ดังนี้ก็พอ สำหรับการปฏิบัติที่เป็นการต่อสู้ โดยตรง ผู้ปฏิบัติจะต้องน้อมจิตไปพิจารณาให้เห็นความเป็นธาตุหรือความเป็น ปฏิกูลให้ชัดแจ้งเสียก่อน แล้วนำมาทำในใจอยู่ทุกลมหายใจออก - เข้า ก็เป็น การปลดเปลื้องราคะนั้นด้วยอานาปานสตินี้ด้วยเหมือนกัน. ถ้ายิ่งไปกว่านี้หรือ ผิดไปจากนี้ก็ต้องเป็นการทำกายคตาสติหรืออสุภสัญญาโดยตรง ซึ่งเป็น เรื่องหนึ่งอีกต่างหากไม่เกี่ยวกับอานาปานสติในที่นี้ และมีคำอธิบายอยู่ในเรื่อง นั้น ๆ แล้ว.

น.376 ปลดเปลื้องจิตจากโทสะโดยตรง เล็งถึงการเจริญเมตตาคือ ทำในใจถึงสัตว์ทั้งปวง ในฐานะที่เป็นเพื่อนทุกข์ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ มนุษย์หรือสัตว์เดรัจฉาน ก็ระงับความโกรธหรือให้อภัยได้เป็นต้น. อีกทางหนึ่ง พิจารณาถึงความที่สัตว์ทั้งหลายล้วนแต่ตกอยู่ใต้อำนาจของกิเลสด้วยกัน หรือ ตกอยู่ใต้อำนาจความไม่เที่ยง ซึ่งล้วนแต่ไม่สามารถบังคับได้ด้วยกันทุกคน จึงเกิดความเห็นใจกัน ระงับความโกรธหรือความประทุษร้ายเสียได้. ยังมีวิธี เบ็ดเตล็ดนอกออกไปอีก เช่น การพิจารณาถึงความที่ทุกคนรักสุขเกลียดทุกข์ ด้วยกัน ตกอยู่ใต้อำนาจเวรกรรมด้วยกัน ไม่ประสงค์จะสร้างเวรสร้างกรรม แก่กันต่อไปอีก ดังนี้เป็นต้น ก็สามารถปลดเปลื้องจากโทสะได้ ถ้าทำในใจ อยู่เช่นนั้นอยู่ทุกลมหายใจออก - เข้า. โมหะ ปลดเปลื้องไปได้ ด้วยความรู้แจ้งที่เกิดมาจากการพิจารณา ในสิ่งที่ตนกำลังหลงผิดอยู่ โดยส่วนใหญ่หลงสำคัญผิด แสวงหาความสุขใน สิ่งที่เป็นทุกข์ หรือจากสิ่งที่เป็นทุกข์ การกระทำต่างๆ ก็ผิด กลับตรงกันข้าม หมดทุกอย่าง. เขาจะต้องเห็นความทุกข์โดยความเป็นทุกข์ในทุก ๆ สิ่ง ซึ่งเป็น ที่ตั้งของความทุกข์ซึ่งได้แก่สังขารทั้งปวง ; แล้วจะต้องพิจารณาให้เห็นมูลเหตุ อันเป็นที่เกิดของความทุกข์ ; ให้เห็นความดับสนิทของความทุกข์ เพราะมูลเหตุ นั้นดับไป ; และพิจารณาให้เห็นหนทางปฏิบัติ เพื่อดับมูลเหตุของความทุกข์ เสียได้โดยสิ้นเชิงในที่สุด. เมื่อเป็นดังนี้ โมหะก็มิได้เหลืออยู่เลย ถ้าบุคคลทำ ในใจถึงความเข้าใจถูกดังนี้ทุกลมหายใจออก - เข้า ก็เป็นอันเปลื้องจิตจากโมหะ อยู่ทุกลมหายใจออก - เข้า. มานะ ปลดเปลื้องไปได้ ด้วยการทำในใจถึงอนัตตสัญญา คือการ พิจารณาเห็นความไม่มีตัวตน ไม่มีเรามีเขาที่แท้จริง มีแต่ตัวตนเราเขาที่เกิดมา จากความโง่เขลาความหลง หรืออวิชชาเท่านั้น ซึ่งเป็นตัวตนเราเขาของมายา

น.377 เกิดความรู้แจ้งหรือความละอายในการที่จะถือตนทำนองนั้นอีกต่อไป จึงหมด ความถือตัวว่ามีอยู่ หรือตัวดีกว่าเขา ตัวเสมอกันกับเขา ตัวเลวกว่าเขาไปได้ โดยสิ้นเชิง ไม่มีมานะ คือความถือตัว ซึ่งที่แท้เป็นเพียงมายาอีกต่อไป. ถ้า มองเห็นมายาแห่งความมีตัวตนอยู่ทุกลมหายใจออก - เข้า ก็ชื่อว่าเปลื้องจิต จากมานะอยู่ทุกลมหายใจออก - เข้า. ทิฏฐิ หมายถึงมิจฉาทิฏฐิ ย่อมระงับไปได้เพราะสัมมาทิฏฐิ. มิจฉา- ทิฏฐิว่าสิ่งทั้งปวงเที่ยง ระงับได้ด้วยความเห็นถูกว่าสิ่งทั้งปวงเปลี่ยนแปลงอยู่ เป็นนิจ เพราะมันต้องอยู่บนเหตุปัจจัยที่เปลี่ยนแปลง จะมีเที่ยงก็เพียงสิ่งเดียว คือสิ่งที่ไม่มีปัจจัยเท่านั้น. มิจฉาทิฏฐิที่ว่าสิ่งทั้งปวงจะยังคงมีตัวอยู่เสมอ ไม่มีการสูญก็ดี หรือถึงกับว่าเป็นตัวเดียวกันเรื่อยไปก็ดี หรือมิจฉาทิฏฐิ ว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงดับสูญอยู่เนืองนิจก็ดี เหล่านี้จะระงับไปได้ด้วยความเห็น ถูกว่า สิ่งต่างๆ เหล่านั้นมีเหตุมีปัจจัย และเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย เกิดขึ้น เพราะเหตุปัจจัย ตั้งอยู่เพราะเหตุปัจจัย ดับไปเพราะเหตุปัจจัย ไม่ควรกล่าว ว่าเที่ยงแท้หรือขาดสูญโดยส่วนเดียว. สำหรับมิจฉาทิฏฐิที่เตลิดไปถึงความ ไม่มีอะไรเสียเลย ไม่มีผู้ทำกรรม ไม่มีผู้รับผลของกรรม ทำอะไรลงไปดี หรือชั่วก็ตาม ไม่ชื่อว่าเป็นอันทำนั้น ระงับเสียได้ด้วยความเข้าใจถูกต้องเกี่ยว กับเรื่องอัตตา อนัตตา ซึ่งมีใจความสำคัญว่าสังขารทั้งปวงเป็นอนัตตาก็จริง ถ้าทำอะไรลงไปด้วยเจตนา ผลย่อมเกิดขึ้นแก่สังขารเหล่านั้น โดยสมควร แก่การกระทำเสมอไป ทั้งที่การกระทำก็เป็นอนัตตา ผลของการกระทำก็เป็น อนัตตา ความทุกข์ก็เป็นอนัตตา อะไร ๆ ก็เป็นอนัตตา แต่มันก็มีอยู่ได้ หรือเป็นทุกข์ได้ทั้งที่เป็นอนัตตา มันจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำในทางที่เป็นทุกข์ และเราสมมติบัญญัติว่า มีคน มีสัตว์ มีผู้ทำ ก็เพื่อให้รู้จักกลัวความทุกข์ และหลีกเลี่ยงความทุกข์ ไม่ใช่เพื่อให้ยึดถือ. ส่วนที่เราเพิกถอน สมมติ

น.378 บัญญัติไม่ให้มีอัตตา ไม่ให้มีสัตว์บุคคลนั้นนี่ นั้นก็เพียงจะให้รู้ความจริง เรื่องอนัตตา เพื่อให้หมดความยึดถือ จะได้ไม่มีกิเลสที่เป็นเหตุให้ทำกรรม อีกต่อไป หาใช่ให้เป็นช่องให้เกิดการกระทำตามชอบใจตัว แล้วอ้างว่า ไม่มีตัวตน ไม่มีบุญ ไม่มีบาป ดังนี้เป็นต้นก็หาไม่. ส่วนมิจฉาทิฏฐิเกี่ยวกับเหตุผลนั้นระงับไปได้ ด้วยความอยู่ใน อำนาจของเหตุผลและการใช้เหตุผลอย่างถูกต้อง เช่น มิจฉาทิฏฐิที่ว่าสิ่งทั้งปวง ไม่มีเหตุ ก็ต้องพิจารณาจนเห็นว่ามันต้องมีเหตุ ถ้าไม่มีเหตุมันจะเกิดขึ้นหรือ เปลี่ยนแปลงเคลื่อนไหวไปได้อย่างไร. ส่วนมิจฉาทิฏฐิที่ว่าเหตุอยู่ข้างนอก เช่น ผีสางเทวดาเป็นต้นนั้น จะต้องพิจารณาจนเห็นถูกว่า นั่นไม่สำคัญ เท่าเหตุภายใน คือกรรมหรือการกระทำของตัวเอง ซึ่งมีมูลเหตุมาจากกิเลส ตัณหา อันมีอวิชชาเป็นประธานอีกต่อหนึ่ง. แม้หากภูตผีปีศาจมีจริงและมี อำนาจร้ายกาจเพียงไร นั่นก็ยังพ่ายแพ้แก่เหตุภายใน (อวิชชาเป็นประธานอีก ต่อหนึ่ง) คือกรรมและกิเลสของมันเองอีกเช่นเดียวกัน. ฉะนั้นจึงต้อง ถือว่าสิ่งทั้งปวงมีเหตุมีปัจจัยหรือมีเหตุผล. เหตุปัจจัยที่แท้จริงคือกรรมและ กิเลส. หมดเหตุหมดปัจจัยแห่งความทุกข์จึงจะหมดทุกข์ ภูตผีปีศาจเป็นต้น ช่วยทำให้ไม่ได้เลย. การปล่อยไปตามบุญตามกรรม ไม่ควรทำ เพราะไม่นำมา ซึ่งประโยชน์ ; ควรที่จะต้องควบคุมกรรมให้เป็นไปแต่ในทางที่ควร จน กระทั่งเลิกล้างได้หมด คืออยู่เหนือบุญเหนือบาป ทั้งหมดนี้สำเร็จมาจากความ มีเหตุผล และปฏิบัติถูกในการใช้เหตุผลกระทำต่อเหตุและปัจจัยเหล่านั้น เท่านั้น. สรุปความว่า การมีความเข้าใจถูกต้องอยู่ดังนี้ทุกลมหายใจออก - เข้า ชื่อว่าเปลื้องจิตเสียจากมิจฉาทิฏฐิอยู่ทุกลมหายใจออก - เข้า. ต่อไปนี้เป็น อกุศลธรรมประเภทที่มีกำลังเพลาลงไป และชื่อเดียว มีความหมาย ๒ อย่างก็มี กล่าวคือ :-

น.379 วิจิกิจฉา ถ้าเป็นชื่อของนิวรณ์ เป็นอกุศลธรรมชนิดที่ระงับได้ด้วย อำนาจของฌาน ; ถ้าเป็นชื่อของกิเลสประเภทอนุสัย ระงับไปได้ด้วยอำนาจ ของความรู้ยิ่งเห็นจรง ว่าอะไรเป็นอะไร. แต่ทั้งหมดนี้ ควรจะเป็นไป เฉพาะในวงที่ควรรู้ คือเรื่องดับทุกข์เสียให้ได้โดยตรง หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่ง ก็คือ ดับกิเลสเสียให้ได้. ถ้ายังลังเลในส่วนใดของเรื่องนี้ ก็รีบพิจารณา ในส่วนนั้น ให้เชื่อด้วยอำนาจแห่งเหตุผลได้ในที่สุด, ไม่ลังเลในส่วนใดของ เรื่องนี้. ไม่ลังเลในการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ก็เพราะพิจารณาจนเห็น ได้ด้วยตนเองว่า ถ้าปฏิบัติตามคำสอนพระองค์แล้วย่อมดับทุกข์ได้จริง หาใช่ เชื่อเพราะตื่นข่าวลือ หรือเชื่อเพราะทุกคนเขาเชื่อกันมาก ก็หาไม่. ไม่ลังเล ต่อพระธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือการปฏิบัติเพื่อบรรลุถึงนิพพาน ก็เพราะ พิจารณาจนเห็นชัดด้วยตัวเองว่า ปฏิบัติตามนั้นแล้วย่อมดับกิเลส ดับทุกข์ ได้จริง. ไม่ลังเลต่อพระสงฆ์ ก็เพราะเห็นอยู่ว่าการปฏิบัติอย่างท่านนั้นย่อม ดับทุกข์ได้จริงอย่างเดียวกัน. ไม่ลังเลต่อการละกิเลส ก็เพราะเห็นชัดว่าเป็น สิ่งที่ดับทุกข์ได้จริงเพียงสิ่งเดียวเท่านั้น สิ่งอื่นไม่มีเลยจริงๆ. ไม่ลังเลต่อกฎ ของกรรม ก็เพราะพิจารณาจนเห็นชัดแจ้งว่า ในฝ่ายโลกิยะนี้ ทำดีก็ดีจริง ทำชั่วก็ชั่วจริง เพราะเป็นเรื่องของการบัญญัติอยู่ที่การกระทำนั้น ๆ ; แต่ส่วน ที่เป็นโลกุตตระนั้นต้องเลิกทำกรรมเสียทั้งสองอย่าง คือทั้งดี ทั้งชั่ว เพราะ มันนำไปสู่ความเวียนว่ายอยู่ในวัฏฏสงสารโดยเท่ากันทั้งสองอย่าง ; จะนิพพาน หรือดับทุกข์สิ้นเชิง ก็ต่อเมื่อพ้นจากอำนาจของกรรมดี กรรมชั่ว โดยประการ ทั้งปวง แล้วเท่านั้น. เมื่อมีความเห็นอย่างแจ่มแจ้ง ดังที่กล่าวมานี้ทั้งหมด ก็ชื่อว่าปลดเปลื้องจิตจากวิจิกิจฉาได้. ถีนมิทธะ ที่เป็นชื่อของนิวรณ์ ระงับได้ด้วยอำนาจองค์ฌาน ที่มีปฏิกิริยาโดยตรงต่อกัน เช่นวิจารและปีติเป็นต้น. คำนี้ไม่เคยเป็นชื่อของ กิเลสประเภทอนุสัย. ถ้ามีก็เป็นอย่างเดียวกับโมหะ ย่อมระงับไปได้อย่างเดียว

น.380 กับวิธีระงับโมหะ. ชะรอยกิเลสชื่อนี้มีอาการอย่างนี้ แล้วมีคำว่าโมหะใช้แทน อยู่แล้ว จึงไม่มีการบัญญัติชื่อ ๆ นี้ ให้เป็นชื่อของอนุสัย หรือกิเลสชั้น ละเอียดอีกชื่อหนึ่ง ซึ่งจะเป็นการซ้ำกันโดยไม่เกิดประโยชน์อย่างใด. อุทธัจจะ คือ ความฟุ้งซ่าน ที่เป็นชื่อของนิวรณ์ ระงับได้ด้วย องค์ฌานที่มีปฏิกิริยาต่อมันโดยตรง คือวิจารและสุข. ส่วนอุทธัจจะที่เป็น ชื่อของอนุสัยนั้น หมายถึงความกระเพื่อมแห่งจิตในเมื่อมีความรู้สึกต่ออารมณ์ ด้วยอำนาจโมหะ ทำให้สนใจหรือสงสัย อยากรู้ อยากเข้าใจ ในสิ่งที่ยั่วความรู้ หรือความสนใจ หรือยั่วความคิดนึกต่าง ๆ. สิ่งนี้ระงับได้ด้วยอำนาจของ ปัญญาชนิดที่เป็นอริยมรรคขั้นสูงสุด ที่สามารถตัดความอยากรู้ อยากสนใจ อยากสงสัย อยากคิด อยากนึก อยากวิตกหวาดกลัว เป็นต้น เสียได้หมด ทุกอย่าง. ฉะนั้นถ้าหากว่าญาณในอนัตตาหรือสุญญตาปรากฏแจ่มแจ้งอยู่ในใจ อุทธัจจะโดยทำนองนี้ก็มีขึ้นไม่ได้. อหิริกะ ความรู้สึกที่ทำให้ไม่รู้จักละอายบาป ระงับไปเพราะการ พิจารณาเห็นบาปเป็นสิ่งเศร้าหมองต่ำทราม และทำให้มนุษย์ไม่อยู่ในสภาพ ของความเป็นมนุษย์ ก็เกิดละอายหรือความขยะแขยงเกลียดชังต่อบาปนั้น ขึ้นมาได้ เหมือนคนรักความสะอาดอย่างโลก ๆ เกลียดของสกปรกต่าง ๆ ; หรือความสะอาดอย่างธรรม ก็ปลดเปลื้องความไม่ละอายต่อบาปหรือความ ไม่สะอาดอยู่ได้ทุกลมหายใจออก - เข้า เช่นเดียวกัน. อโนตตัปปะ ความไม่กลัวบาป ระงับได้เพราะการพิจารณา เห็นโทษอันน่ากลัวของบาป ว่ามันน่ากลัวยิ่งกว่าสิ่งที่ตนกำลังกลัวอยู่เป็น อย่างมาก เช่น กลัวเสือ กลัวผี เป็นต้น จึงกลัวบาปและเว้นจากบาปโดย สิ้นเชิง โดยทำนองเดียวกับบุคคลที่รักชีวิตไม่อยากจะตาย ย่อมกลัวและ

น.381 หลีกจากอันตรายที่จะทำให้ตนตาย อย่างห่างไกลทีเดียว. เพื่อเปรียบเทียบ ให้เห็นความแตกต่างระหว่างหิริกับโอตตัปปะได้โดยง่าย ควรพิจารณาดูที่ความ เกลียดหรือกลัวสัตว์สกปรก เช่นกิ้งกือหรือตุ๊กแก กับความกลัวต่อเสือหรือ ราชสีห์เป็นต้น ว่ามันต่างกันอย่างไร แล้วก็จะเข้าใจคำว่าเกลียดบาปและคำว่า กลัวบาปได้อย่างเพียงพอ. เท่าที่กล่าวมานี้ เป็นการระบุถึงสิ่งที่เป็นปฏิปักษ์โดยตรงต่อกุศล- ธรรมเหล่านั้น ซึ่งอาจใช้เป็นเครื่องเปลื้องจิตจากอกุศลธรรมเหล่านั้นได้โดย ตรงอีกอย่างเดียวกัน. เมื่อลำพังการกำหนดลมหายใจอย่างเดียว หรืออำนาจ สมาธิอย่างเดียวก็ตาม ไม่สามารถระงับอกุศลธรรมเหล่านี้ ก็ต้องอาศัยธรรม อันเป็นข้าศึกต่ออกุศลธรรมเหล่านั้น โดยเฉพาะอย่าง ๆ มาเป็นเครื่องระงับมัน ; แล้วกำหนดความที่ตนสามารถปลดเปลื้องอกุศลธรรมอย่างนั้น ออกไปจากจิต ได้อย่างไร อยู่ทุกลมหายใจออก - เข้า ก็จักได้ชื่อว่าเป็นการเจริญอานาปานสติ ข้อนี้อยู่ตลอดเวลา. เมื่อทำอยู่ดังนี้ วิญญาณจิตหรือจิตที่เป็นความรู้ก็มีอยู่ ญาณก็มีอยู่ สติกำหนดจิตหรือญาณนั้น ว่าปลดเปลื้องแล้วจากอกุศลธรรมมีประการต่างๆ นั้นได้อย่างไรก็มีอยู่ สติอันกลายเป็นอนุปัสสนาญาณตามความจริงว่า อกุศล ธรรมที่หุ้มห่อจิตนั้นก็ดี จิตที่ถูกหุ้มห่อก็ดี จิตที่ปลดเปลื้องแล้วก็ดี ล้วนแต่ เป็นสังขารธรรม ที่มีความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ด้วยกันทั้งนั้น ย่อมนำมาซึ่งความเบื่อหน่ายคลายกำหนัด ความไม่ก่อกิเลสและความสละคืน ซึ่งสังขารธรรมเหล่านั้นอยู่ตามลำดับ. เมื่อทำอยู่อย่างนี้ย่อมชื่อว่าเป็นการ เจริญจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐานภาวนา อันเป็นอานาปานสติข้อสุดท้ายของ จตุกกะที่สามแห่งอานาปานสติทั้งหมด. เมื่อภาวนานั้นสมบูรณ์อยู่ด้วยอรรถ ทั้ง ๔ ของภาวนาดังที่กล่าวแล้วข้างต้น ก็ย่อมเป็นภาวนาที่สโมธานมาได้ใน

น.382 ขณะนั้น ซึ่งธรรมทั้งปวง ๒๙ ประการ ดังที่กล่าวแล้วโดยละเอียดในอานา- ปานสติขั้นที่ห้าข้างต้น. วินิจฉัยในอานาปานสติขั้นที่สิบสองยุติลงเพียงเท่านี้. สิ่งที่ควรสนใจเป็นพิเศษอีกอย่างหนึ่งคือ ในจตุกกะที่สามนี้ มีการ กำหนดจิตที่เรียกว่าจิตตานุปัสสนาโดยเท่ากัน หรือเสมอกันทุกขั้น แต่อาการ ที่กำหนดพิจารณานั้นต่างกัน คือ ขั้นที่หนึ่งกำหนดจิตว่ามีลักษณะอย่างไร ในขณะแห่งอานาปานสติขั้นต่าง ๆ ตั้งแต่เริ่มทำอานาปานสติ จนถึงการ ทำอานาปานสติขั้นนี้. ขั้นที่สองกำหนดจิตที่ถูกทำให้บันเทิงอยู่ในธรรม หรือ มีความบันเทิงอยู่ในธรรม โดยลักษณะที่สูงต่ำอย่างไรขึ้นมาตามลำดับ. ขั้นที่ สามกำหนดจิตที่ถูกทำให้ตั้งมั่น และมีความตั้งมั่นอยู่อย่างไรตามลำดับ นับตั้งแต่ต่ำที่สุดถึงสูงที่สุด อย่างหยาบที่สุดถึงอย่างละเอียดที่สุด. และขั้นที่สี่ กำหนดจิตที่ถูกทำให้ปล่อย และมีความปล่อยอยู่ซึ่งอกุศลธรรมต่าง ๆ ซึ่ง ทั้งหมดนี้เป็นไปทุกขณะแห่งลมหายใจออก - เข้า จนเป็นสติปัฏฐานภาวนา ชนิดที่สามารถประมวลมาได้ซึ่งคุณธรรมต่างๆโดยทำนองเดียวกันและเสมอกัน. อานาปานสติ จตุกกะที่สาม จบ พิมพ์ที่ ห้างหุ้นส่วนจำกัด การพิมพ์พระนคร 92 - 94 ถนนบุญศิริ พระนคร โทร. 212337 , 221674 นายบุญธรรม สุนทรวาที ผู้พิมพ์และผู้โฆษณา 2516

น.383 ภิกษุทั้งหลาย! ความหวั่นไหวโยกโคลงทางกาย หรือ ความหวั่นไหวโยกโคลงทางจิต ย่อมมีขึ้นไม่ได้ ด้วยอำนาจ ของการเจริญสมาธิภาวนาไหนกันเล่า ? ภิกษุทั้งหลาย! ความหวั่นไหวโยกโคลงทางกาย หรือ ความหวั่นไหวโยกโคลงทางจิต ย่อมมีขึ้นไม่ได้ ด้วยอำนาจของ การเจริญทำให้มาก ซึ่งอานาปานสติ แล. ภิกษุทั้งหลาย! แม้ตถาคตเอง ก็เหมือนกัน ครั้งที่ยัง ไม่ได้ตรัสรู้ยังเป็นโพธิสัตว์อยู่ ย่อมอยู่ด้วยวิหารธรรมคือ อานาปานสตินี้เป็นส่วนมาก. คราวที่เราตถาคตอยู่ด้วยวิหาร ธรรมนี้ กายก็ไม่ลำบาก ตาก็ไม่ลำบาก ทั้งจิตของเราก็ยัง หลุดพ้นจากอาสวะ หมดอุปาทานได้. ภิกษุทั้งหลาย! เพราะฉะนั้นในเรื่องนี้ ถ้าบุคคลใด หวังว่ากายของเราอย่าได้ลำบาก ตาของเราก็อย่าได้ลำบาก และจิตของเราก็จงหลุดพ้นจากอาสวะ หมดอุปาทานเถิด ดังนี้ แล้ว บุคคลนั้นจงทำในใจในอานาปานสตินี้ ให้เป็นอย่างดีเถิด. บาลี มหาวาร. สํ ๑๙/ ๓๙๙/๑๓๒๔

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต