Buddhadasa.org

อานาปานสติภาวนา เล่ม 2 ว่าด้วยสมาธิเจือปัญญา ตอนที่ ๓ — อานาปานสติ ขั้นที่หก - การเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งสุข

อานาปานสติภาวนา เล่ม 2 ว่าด้วยสมาธิเจือปัญญา — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — อานาปานสติภาวนา เล่ม 2 ว่าด้วยสมาธิเจือปัญญา (๑๐ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.327 อานาปานสติขั้นที่หก อุเทส หรือหัวข้อ แห่งอานาปานสติข้อที่สองแห่งจตุกกะที่สอง หรือจัดเป็นขั้นที่หก แห่งอานาปานสติทั้งปวงนั้น มีอยู่ว่า : "ภิกษุนั้น ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งสุข จักหายใจออก ดังนี้. ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งสุข จักหายใจเข้า ดังนี้"* คำอธิบายของอานาปานสติขั้นที่หกนี้ เป็นไปในทำนองเดียวกันกับ อานาปานสติขั้นที่ห้าทุกประการ จนแทบจะกล่าวได้ว่าเหมือนกันทุกตัวอักษร แต่ต้นจนปลาย. ผิดกันอยู่หน่อยเดียวตรงที่ว่า ในขั้นที่ห้านั้น เป็นการเพ่ง พิจารณาที่ปีติ, ส่วนในขั้นที่หกนี้ เพ่งพิจารณาที่ตัวความสุข อันเป็นสิ่งที่ คู่กันอยู่กับปีติ. แต่เนื่องจากสิ่งทั้งสองนี้จัดเป็นเวทนาด้วยกัน เมื่อกล่าว โดยหลักรวมจึงเป็นสิ่ง ๆ เดียวกัน คือเป็นเพียงเวทนาด้วยกัน นั่นเอง. คำอธิบายเกี่ยวกับเรื่องนี้จึงเหมือนกันโดยประการทั้งปวง, มีอยู่แต่ว่าจะต้อง ทำการวินิจฉัยในข้อที่ว่า ปีติกับความสุขโดยลักษณะเฉพาะมีความแตกต่างกัน อย่างไรบ้างเท่านั้น. *สุขปฏิสํเวที อสฺสสิสฺสามีติ, สิกฺขติ สุขปฏิสํเวที ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ฯ

น.328 คำว่าสุข คำว่า "สุข" โดยทั่วไป ท่านจำแนกเป็น ๒ คือสุขเป็นไปในทางกาย และสุขเป็นไปในทางจิต. สุขที่เป็นไปในทางกาย เป็นสิ่งที่มีมูลโดยตรงมาจาก วัตถุ หรือรูปธรรม และอาการของความสุขแสดงออกมาทางกาย หรือเนื่อง ด้วยกายเป็นส่วนใหญ่. ส่วนความสุขที่เป็นไปในทางจิต เป็นสิ่งที่สูงหรือ ประณีตขึ้นไปกว่านั้น ฉะนั้น จึงมีมูลมาจากนามธรรมเป็นส่วนใหญ่ ปรารภ ธรรมะเป็นส่วนใหญ่ และเป็นไปในทางจิต คือแสดงออกในทางจิตโดยเฉพาะ, ส่วนที่เป็นผลเนื่องมาถึงทางกายด้วยนั้น ย่อมมีเป็นธรรมดา แต่ถือว่าเป็นส่วน ที่พลอยได้, คงเพ่งเล็งเอาส่วนที่เนื่องอยู่กับจิตเป็นส่วนใหญ่ คำว่า ความสุข ในการเจริญอานาปานสตินั้น หมายถึงความสุขที่ เป็นความรู้สึกขององค์ฌาน เช่นเดียวกับปีติ ซึ่งเป็นองค์ฌานด้วยกัน ฉะนั้น จึงหมายถึงความสุขที่เป็นไปในทางใจโดยส่วนเดียว และเป็นสิ่งที่จะต้องหยิบ ขึ้นมาเพ่งพิจารณาในฐานะเป็นเวทนาอีกอย่างหนึ่ง เพื่อการเจริญอานาปานสติ ขั้นที่หกนี้, โดยวิธีอย่างเดียวกันกับการพิจารณาปีติ วิธีปฏิบัติ การปฏิบัติอานาปานสติขั้นที่หกนี้ ผู้ปฏิบัติพึงย้อนไปทำการกำหนด ศึกษามาตั้งแต่อานาปานสติขั้นที่สี่ เพื่อกำหนดองค์ฌานต่าง ๆ ให้แจ่มแจ้งอีก ครั้งหนึ่ง. เมื่อแจ่มแจ้งทั่วทุกองค์แล้ว พึงกำหนดเจาะจงเอาเฉพาะองค์ที่ เรียกว่า "สุข" เพื่อการเพ่งพิจารณาหรือการตามดู โดยนัยดังที่กล่าวแล้วโดย ละเอียดในอานาปานสติขั้นที่ห้าทุก ๆ ประการ โดยหัวข้อดังต่อไปนี้ คือ : - ๑. สิ่งที่เรียกว่าความสุขนี้ คืออะไร ? มีลักษณะอย่างไร ?

น.329 สิ่งที่เรียกว่าความสุขนั้น เกิดขึ้นในขณะไหน เวลาใด ? ๓. เกิดขึ้นด้วยอำนาจอะไร ? หรือด้วยการทำอย่างไร ? ๔. เกิดญาณและสติขึ้นในลำดับต่อไปด้วยอาการอย่างไร ? ๕. ในขณะนั้นชื่อว่าเธอย่อมตามเห็นซึ่งเวทนา คือความสุขนั้นโดย ลักษณะอย่างไรอยู่ ? แล้วละอะไรเสียได้ ? ๖. การตามเห็นเวทนานั้น มีอาการแห่งการเจริญสติปัฏฐานภาวนา เกิดขึ้นด้วยอาการอย่างไร ? ๗. ในขณะที่สโมธานซึ่งธรรมย่อมมีการสโมธานธรรม, ย่อมรู้โคจร และย่อมแทงตลอดสมัตถะของธรรมนั้น ๆ อย่างไร ? ๘. ย่อมสโมธานธรรมที่เป็นหมวดหมู่ โดยรายละเอียดอย่างไร ? ๙. ย่อมสโมธานธรรมโดยหลักใหญ่ หรือโดยกว้างขวางมีจำนวน เท่าไร ? และ ๑๐. มีวิธีการพิจารณาการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ของสุขเวทนานั้น โดยละเอียดอย่างไร ? รวมเป็น ๑๐ ประการดังนี้ ซึ่งควรจะกล่าวแต่ใจความ เพื่อเป็น เครื่องทบทวนความจำได้โดยสะดวกอีกครั้งหนึ่ง ดังต่อไปนี้ :- ๑. ความสุขในที่นี้ คือสุขที่เป็นไปทางจิตที่เรียกว่า เจตสิกสุข มี ลักษณะเยือกเย็นเป็นที่ตั้งแห่งปัสสัทธิหรือสมาธิโดยตรง. ในที่นี้เล็งถึงสุข ซึ่งเป็นองค์ฌาน องค์หนึ่งนั่นเอง. ๒. สุขที่เป็นเวทนา เนื่องในการเจริญอานาปานสตินี้ อาจจะ เกิดขึ้นได้ตั้งแต่ขณะแห่งอานาปานสติขั้นที่หนึ่ง ขั้นที่สอง ที่สาม เป็นลำดับมา

น.330 และถึงที่สุดเป็นสุขโดยสมบูรณ์ในขั้นที่สี่ ขั้นที่ห้า ที่หก (มีข้อความโดยละเอียด ดังที่กล่าวแล้ว ในคำอธิบายอานาปานสติขั้นที่สี่ อันว่าด้วยองค์ฌานเป็น ลำดับมา). ๓. ความสุขในที่นี้ เกิดมาจากอุบายของการกระทำอันแยบคายเนื่อง ด้วยลมหายใจออก - เข้า ด้วยอาการ ๑๖ อย่าง มีการรู้ทั่วถึงอยู่ซึ่งเอกัคคตาจิต เป็นต้น และมีการทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้ง ได้ด้วยการกำหนด ลมหายใจออก - เข้า เป็นที่สุด (โดยอาการอย่างเดียวกันกับที่กล่าวแล้วใน อานาปานสติขั้นที่ห้า ในตอนที่กล่าวถึงการเกิดแห่งปีติ ๑๖ ประการ). ๔. เมื่อความสุขเกิดขึ้นด้วยอาการ ๑๖ อย่างนั้นแล้ว สุขเป็นสิ่ง ที่ผู้ปฏิบัติรู้พร้อมเฉพาะด้วยอำนาจการหายใจออก - เข้า สติเกิดขึ้นเป็น อนุปัสสนาญาณ, สุขปรากฏขึ้นในฐานะเป็นอารมณ์, สติปรากฏในฐานะ เป็นผู้กำหนดอารมณ์, ผู้ปฏิบัติตามเห็นสุข ด้วยสตินั้น ด้วยญาณนั้น (ดังที่กล่าวแล้วอย่างละเอียดในอานาปานสติขั้นที่ห้า). ๕. เธอตามเห็นความสุขนั้น โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา, แล้วละสัญญาว่าเที่ยง ว่าสุข ว่าอนัตตาเสียได้, เมื่อเบื่อหน่ายอยู่ ละความเพลิดเพลินเสียได้, เมื่อคลายความกำหนัดอยู่ ละความกำหนัดเสียได้ เมื่อทำความดับอยู่ ละการก่อเสียได้, เมื่อทำการสละคืนอยู่ ละการยึดมั่นเสียได้ (ดังที่กล่าวแล้วโดยละเอียดในอานาปานสติขั้นที่ห้า). ๖. เมื่อตามเห็นเวทนาอยู่ดังนั้นย่อมเป็นการเจริญสติปัฏฐานภาวนา เพราะความหมายที่ว่า ได้ทำไม่ให้เกิดความก้ำเกินกันของธรรมที่เกิดขึ้น ในขณะที่สติกำหนดเวทนา. ได้ทำให้อินทรีย์เป็นต้น ร่วมกันทำกิจอันเดียว, สามารถทำให้มีการนำความเพียรเข้าไปเหมาะสมแก่ธรรมเหล่านั้น และอินทรีย์

น.331 เหล่านั้น, และเพราะเป็นสิ่งที่ทำมากและส้องเสพมาก, ด้วยเหตุ ๔ ประการนี้ จึงได้ชื่อว่าภาวนา (ดังที่กล่าวแล้วโดยละเอียดในอานาปานสติขั้นที่ห้า). ๗. เมื่อภาวนาโดยทำนองนั้นเป็นไปโดยสมบูรณ์ ย่อมมีการ สโมธานธรรมเช่นอินทรีย์ห้าเป็นต้น, ในขณะนั้นมีการรู้โคจร กล่าวคือ อารมณ์ของธรรม มีอินทรีย์เป็นต้นเหล่านั้น และมีการแทงตลอดซึ่งสมัตถะ คือคุณค่าอันสม่ำเสมอของธรรมเหล่านั้น (ดังที่กล่าวแล้วอย่างละเอียดใน อานาปานสติขั้นที่ห้า). ๘. ย่อมมีการสโมธานธรรม อันเป็นหมวดหมู่โดยละเอียด คือมี การสโมธานอินทรีย์ทั้งห้า พละทั้งห้า โพชฌงค์ทั้งเจ็ด มรรคทั้งแปด โดย รายละเอียดที่อาจชี้ให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า เพราะประกอบด้วยความหมาย อย่างไร จึงได้ชื่อว่าสโมธานธรรมอันมีชื่ออย่างนั้น (ดังที่กล่าวแล้วใน อานาปานสติขั้นที่ห้า) ๙. ย่อมสโมธานธรรมโดยกว้างขวางถึง ๒๙ ประการ มีการ สโมธานอินทรีย์ห้าเป็นต้น และสโมธาน อมโตคธะ กล่าวคือนิพพานเป็นที่สุด (ดังที่กล่าวแล้วในอานาปานสติขั้นที่ห้า). ๑๐. การพิจารณาเวทนาโดยละเอียด ได้แก่การพิจารณาตัวเวทนา และธรรมอื่น ที่เกิดสืบต่อจากเวทนาคือ สัญญา และวิตก ว่าแต่ละอย่าง ๆ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป อย่างไร, เมื่อเกิด เกิดเพราะปัจจัยอะไร, เมื่อดับ ดับเพราะปัจจัยอะไร และเมื่อตั้งอยู่ มันแสดงให้เห็นอะไร จนเกิดความรู้สึก ในจิตใจของผู้ปฏิบัติขึ้นมาอย่างไรตามลำดับ (ดังที่ได้อธิบายอย่างละเอียดใน อานาปานสติขั้นที่ห้า).

น.332 สรุปความว่า การเจริญอานาปานสติขั้นที่หกนี้ มีการปฏิบัติทุกอย่าง ทุกตอน เป็นอย่างเดียวกันกับอานาปานสติขั้นที่ห้า ผิดกันแต่อารมณ์สำหรับ เพ่งพิจารณาได้เปลี่ยนจากเวทนาคือ ปีติ มาเป็นเวทนาคือสุข. ทั้งนี้เพื่อให้ สิ่งที่เรียกว่าความสุขได้รับการพิจารณาสืบต่อไปจากปีต ในฐานะที่ความสุขเป็น ที่ตั้งแห่งความยึดถือมากยิ่งขึ้นไปกว่าปีติ, ผลของการพิจารณาย่อมสูงกว่าปีติ ตามขั้นไปเป็นธรรมดา เพื่อว่าผู้ปฏิบัติจักเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งเวทนาทั้งปวง อย่างแท้จริง. (จบ อานาปานสติขั้นที่หก อันว่าด้วยรู้พร้อมเฉพาะซึ่งสุข)

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต