Buddhadasa.org

อานาปานสติภาวนา เล่ม 3 ว่าด้วยปัญญาล้วน ตอนที่ ๓ — อานาปานสติ ขั้นที่สิบสี่ - การตามเห็นความจางคลายอยู่เป็นประจำ

อานาปานสติภาวนา เล่ม 3 ว่าด้วยปัญญาล้วน — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — อานาปานสติภาวนา เล่ม 3 ว่าด้วยปัญญาล้วน (๑๐ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.404 อานาปานสติขั้นที่สิบสี่ (การตามเห็นความจางคลายอยู่เป็นประจำ) อานาปานสติขั้นที่สิบสี่ หรือข้อที่สองแห่งจตุกกะที่สี่นี้ มีหัวข้อว่า "ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ตามเห็นซึ่งความจางคลายอยู่เป็นประจำ จักหายใจ ออกดังนี้ ; ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ตามเห็นซึ่งความจางคลายอยู่เป็นประจำ จักหายใจเข้า ดังนี้." สิ่งที่ต้องวินิจฉัยในที่นี้คือ อะไรคือความจางคลาย ; ความจางคลาย เกิดขึ้นได้อย่างไร ; และ เกิดขึ้นในสิ่งใด ; ทำอย่างไร ได้ชื่อว่า เป็นผู้ตาม เห็นซึ่งความจางคลายนั้น.

น.405 ความจางคลายเรียกโดยบาลีว่า วิราคะ โดยตัวพยัญชนะแปลว่าปราศจาก ราคะ คือปราศจากเครื่องย้อม อันได้แก่ความกำหนัด. ส่วนโดยความหมายหรือ โดยอาการอันแท้จริง หมายถึงความจางคลายของความยึดมั่นถือมั่น และความ สำคัญผิดอื่น ๆ ที่ทำให้หลงรักหลงพอใจอย่างหนึ่ง และหลงเกลียดชังอีกอย่างหนึ่ง เป็นอันว่าวิราคะในที่นี้ หาได้หมายถึงอริยมรรคโดยตรงแต่อย่างเดียว เหมือนในที่ บางแห่งไม่ แต่หมายความกว้าง ๆ ถึงการทำกิเลสให้ขาดออก หรือหน่ายออก โดยอาการอย่างเดียวกันกับอริยมรรคทำลายกิเลสนั่นเอง และมุ่งหมายถึง อาการ ที่จางคลาย ยิ่งกว่าที่จะมุ่งหมายถึง ธรรมที่เป็นเครื่องทำความจางคลาย . แต่โดยนัย แห่งการปฏิบัตินั้น ย่อมเห็นพร้อมกันไปทั้ง ๒ สิ่ง กล่าวคือเมื่อเห็นความ จางคลายอยู่อย่างชัดแจ้งก็ย่อมเห็นธรรมที่เป็นเครื่องทำความจางคลายด้วย เป็นธรรมดา เหมือนกับเมื่อเราเห็นเชือกที่ขมวดอยู่ คลายออก ก็ย่อมเห็น สิ่งที่ทำให้ขมวดนั้นคลายออกด้วยกันเป็นธรรมดา. ฉะนั้นพึงถือว่าวิราคะในขณะ แห่งอานาปานสตินี้ หมายถึง ความจางคลาย โดยตรง และ ธรรมที่ทำความ จางคลาย โดยอ้อม ในฐานะเป็นของผนวกอยู่ในความจางคลายนั้น. คำว่า จางคลาย มีความหมายตรงกันข้ามจากคำว่า ย้อมติด. ตามธรรมดาสัตว์มีใจ ย้อมติดอยู่ในสิ่งทั้งปวง โดยความเป็นของน่าใคร่อย่างหนึ่ง และโดยความ เป็นตัวเป็นตนอย่างนั้นอย่างนี้ อีกอย่างหนึ่ง ด้วยอำนาจความยึดมั่นถือมั่นหรือ ความสำคัญผิดอันมีมูลมาจากอวิชชา. เมื่อใดความย้อมติดอันนี้ถูกทำให้หน่ายออก เมื่อนั้นชื่อว่ามีความจางคลายในที่นี้ ; โดยกิริยาอาการก็คือ คลายความรู้สึก ที่เป็นความใคร่ และความรู้สึกว่าเป็นนั่นเป็นนี่ เป็นตัวเป็นตนอย่างนั้นอย่างนี้ ส่วนข้อที่ว่า ความจางคลายเกิดขึ้นได้อย่างไรนั้น ตอบได้สั้น ๆ ว่า ความจางคลายเกิดขึ้นได้เพราะการเห็นอนิจจัง โดยวิธีที่กล่าวแล้วใน

น.406 ภาค ๓ อานาปานสติขั้นที่สิบสาม. การเห็นธรรมในลักษณะเช่นนั้น เป็นเหมือนการแก้ หรือการชะล้างให้จางคลายออก - คลายออก เพราะเป็นการแสดงให้เห็นตาม ที่เป็นจริง ว่าสิ่งเหล่านั้นไม่ควรยึดติด ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น เพราะมันกำลัง เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาอยู่ตลอดเวลา และทำความทุกข์ให้เกิดขึ้นแก่บุคคล ผู้เข้าไปยึดมั่นถือมั่นอยู่ตลอดเวลา หากแต่ว่าเขาไม่มองเห็นความจริงในข้อนี้ จึง ยึดมั่นถือมั่นต่อสิ่งซึ่งกำลังทำความทุกข์ให้แก่ตน เหมือนคนที่ไม่รู้จักโรค ไม่รู้จัก มูลเหตุของโรค ก็ย่อมพอใจในการคลุกคลีอยู่กับสิ่งเหล่านั้น เพื่อความสนุกสนาน ด้วยอำนาจความสำคัญผิดได้ตลอดไป เมื่อใดเห็นโทษของสิ่งนั้น ความจางคลาย หน่ายหนีต่อสิ่งนั้นก็เกิดขึ้น ฉะนั้นจึงกล่าวว่าความจางคลายเกิดขึ้น เพราะการ เห็นความจริงของสิ่งที่ตนเข้าไปยึดถือ. ส่วนข้อที่ว่า ความจางคลายเกิดขึ้นในสิ่งใดนั้น ตอบได้กว้าง ๆ ว่า เกิดขึ้นได้ในทุกสิ่งที่มีความไม่เที่ยง ดังที่กล่าวแล้วในอานาปานสติขั้นที่สิบสาม กล่าวคือในเบญจขันธ์ ในอายตนะภายใน และในอาการแห่งปฏิจจสมุปบาท เมื่อผู้ปฏิบัติพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในสิ่งใด ก็ย่อมเห็นความที่จิตจางคลายจาก สิ่งนั้นในสิ่งนั้น. ข้อที่ว่า ทำอย่างไรจึงได้ชื่อว่า ผู้ตามเห็นซึ่งความจางคลายอยู่เป็น ประจำนั้น อธิบายว่าเมื่อเห็นความไม่เที่ยงของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง จนเกิดความคลาย จากความยึดถืออยู่ทุกลมหายใจออก-เข้า การกระทำดังนั้น ชื่อว่าวิราคานุปัสสนา คือผู้ตามเห็นความจางคลาย. บุคคลผู้ทำเช่นนั้นอยู่เรียกว่า วิราคานุปัสสี คือผู้ตามเห็นความจางคลายอยู่เป็นประจำ ซึ่งมีวินิจฉัยในทางปฏิบัติ ดังต่อไปนี้.

น.407 ผู้ปฏิบัติที่ประสงค์จะทำความจางคลายให้เกิดขึ้นในสิ่งใด จะต้องพิจารณา ให้เห็นอาทีนวะ คือโทษอันร้ายกาจของสิ่งนั้นก่อน ครั้นเห็นโทษของสิ่งนั้นแล้ว ความพอใจที่จะพรากหรือหย่าขาดจากสิ่งนั้น จึงจะเกิดขึ้น ; มิฉะนั้นแล้วทำอย่างไร เสีย ก็ย่อมไม่พอใจที่จะหย่าขาดจากสิ่งนั้น. ท่านอุปมาความข้อนี้ไว้ว่า เหมือน กับบุคคลที่สำคัญผิดเข้าใจว่างูคือปลา ย่อมมีความพอใจในงูนั้น ในลักษณะที่เห็น กงจักรเป็นดอกบัวอยู่เรื่อยไป และจะได้รับอันตรายตายแล้วตายอีก เพราะสิ่งนั้น อยู่ร่ำไป จนกว่าเมื่อไรจะเห็นตามที่เป็นจริงว่านั่นเป็นงูหาใช่เป็นปลาไม่ ดังนี้ คำว่า เห็นโทษอันร้ายกาจในที่นี้หมายถึงพิจารณาเห็นชัดแจ้งในความไม่เที่ยงเป็นทุกข์ เป็นอนัตตาดังที่กล่าวมาแล้วโดยละเอียดข้างต้นจึงยินดีหรือสมัครใจ ที่จะหย่าขาด จากสิ่งนั้น มีความแน่วแน่ขนาดที่ท่านเรียกกันว่า ปลงความเชื่อลงไปหมด (สทฺธา ธิมุตฺต) ข้อนี้หมายถึงความแน่ใจด้วยอำนาจของปัญญา และทั้งเป็นไปในขณะที่จิต เป็นสมาธิคือมีกำลังของสมาธิรวมอยู่ด้วยอย่างเต็มที่. อำนาจของสมาธิทำให้เห็น แจ้งถึงที่สุด อำนาจของความเห็นแจ้งถึงที่สุด ทำให้ปลงความเชื่อลงไปถึงที่สุด ในการที่จะไม่ยึดติด ต่อสิ่งนั้นอีกต่อไป. ทั้งหมดนี้คือขณะแห่งความจางคลาย ทั้งหมดนี้เป็นไปทุกขณะแห่งการหายใจออกและเข้า. ตามที่กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า สิ่งที่เรียกว่าสังขารธรรมทั้งปวง ซึ่งเป็น วัตถุสำหรับการพิจารณาให้เห็นความไม่เที่ยงเป็นต้นนั้น เมื่อจำแนกตามหลักวิชา จำแนกเป็นพวกอารมณ์ได้แก่เบญจขันธ์เป็นต้นนี้พวกหนึ่ง เป็นพวกที่เสวยอารมณ์ ได้แก่อายตนะภายในพวกหนึ่ง และอาการของสิ่งต่าง ๆ ปรุงแต่งกันเกิดขึ้นเป็น ลำดับ ๆ ได้แก่อาการแห่งปฏิจจสมุปบาทนี้อีกพวกหนึ่ง. ฉะนั้นผู้ที่ประสงค์จะทำ อานาปานสติในขั้นนี้โดยกว้างขวาง ก็ควรทำการกำหนดเรียงอย่างไปทั้ง ๓ พวก คืออย่างน้อยก็พิจารณาขันธ์ห้า อายตนะหก และอาการของปฏิจจสมุปบาท ๑๒

น.408 อาการ ทีละอย่าง ๆ โดยวิธีทำให้ปรากฏมีขึ้นในตนหรือมองให้เห็นชัดตามที่มันมี อยู่แล้วในตน กำลังแสดงอาการอยู่ในตนอย่างนั้น ๆ โดยประจักษ์ แล้วจึงหยิบขึ้น มาพิจารณาโดยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นเบื้องต้นก่อน จึงจะมองเห็นโทษอันร้าย กาจของสังขารเหล่านั้นมีรูปเป็นต้น แล้วเพ่งดูโทษนั้นอยู่ทุกลมหายใจออก-เข้า จนกระทั่งเกิดความพอใจขึ้นมาเอง ในการที่จะแยกจากกันด้วยอาการที่สมมติ เรียก ว่า "หย่าขาดจากกัน" จากสิ่งนั้น ประคองความพอใจอันนี้ไว้ทุกลมหายใจออก-เข้า จนกว่าความเชื่อจะปลงลงไปโดยสิ้นเชิงด้วยอำนาจของปัญญา และกำลังของสมาธิ รวมกัน ขาดจากสิ่งนั้นแล้วจริงๆ คือไม่พอใจในทางกามว่าเป็นสิ่งที่น่ารักน่าใคร่ และไม่ยึดถือในทางภพว่าเป็นนั่นเป็นนี่ เป็นตัวตนหรือเป็นของของตน อย่างนั้น อย่างนี้ อยู่ทุกลมหายใจเข้า-ออก จนกว่าจะถึงที่สุด. เมื่อมีเวลามากก็แยกทำ ได้โดยละเอียดและเรียงอย่างจนมีความชำนาญคล่องแคล่ว แล้วก็จะประสบกันเข้า สักอย่างหนึ่งหรือสักโอกาสหนึ่ง ที่ตนสามารถทำให้เกิดความจางคลายได้เต็มตาม ความหมาย เป็นผู้สร่างคลายจากความเมาในกาม และสร่างคลายจากความยึดมั่น ในภพได้จริง ราคะ โทสะ โมหะ กลายเป็นสิ่งไม่มีที่ตั้งที่อาศัยไปเพราะเหตุนั้น. เมื่อกล่าวรวบรัดตามแบบของอานาปานสติ ท่านแนะให้หยิบเอาลมหายใจ ซึ่งเป็นหมวดกาย ปีติและสุขซึ่งเป็นหมวดเวทนา องค์ฌานและความคิดนึกต่าง ๆ ซึ่งเป็นหมวดจิตขึ้นมาพิจารณาเพื่อเห็นความไม่เที่ยง จนกระทั่งเกิดความจางคลาย โดยอาการอย่างเดียวกัน. โดยหลักเกณฑ์นี้ผู้ปฏิบัติจะต้องทำอานาปานสติทุกขั้น เริ่มต้นมาใหม่ แล้วพิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่ปรากฏขึ้นและอาจจะพิจารณาได้ เพื่อ เห็นความไม่เที่ยง เพื่อเกิดความจางคลายดังที่กล่าวแล้ว การหยิบเอาความ สุขอันสูงสุดมาพิจารณา และไม่ต้องมีการแยกแยะพิจารณาไปเสียทุกอย่างทุก ประเภท ซึ่งดูเป็นการแจกลูกตามแบบปริยัติอยู่อีกไม่น้อยเหมือนกัน. เหตุ

น.409 ที่การพิจารณาเวทนาอย่างเดียว แต่ได้ผลกว้างขวางครอบคลุมไปทุกอย่างนั้น ก็เพราะว่าสิ่งอันเป็นที่ตั้งของกิเลสทั้งหมดทั้งสิ้น ย่อมรวมจุดอยู่ที่เวทนาคือ สุขเวทนาที่ทำให้รัก และทุกขเวทนาที่ทำให้เกลียด สองอย่างนี้เป็นปัญหาใหญ่ของ ความมีทุกข์ : การแก้ปัญหาที่จุดนี้จึงเป็นการเพียงพอ. ถ้าเห็นว่าน้อยไปหรือ ลุ่นไปก็ควรจะขยายออกไป อย่างมากเพียงสามคือ เพิ่มพวกกาย อันได้แก่ลม หายใจเป็นต้นอย่างหนึ่ง และพวกจิตเช่นวิตกหรือตัวจิตเอง ที่กำลังอยู่ในภาวะ อย่างนั้นอย่างนี้เป็นต้นอีกพวกหนึ่ง ร่วมเป็น ๓ พวกด้วยกัน. ข้อสำคัญอยู่ตรงที่ ต้องเป็นการกระทำด้วยจิตที่เป็นสมาธิ โดยการเพ่งของปัญญาที่เพียงพอ คือเพ่ง ไปในทางลักษณะ ที่เรียกว่า ลักขณูปณิชชฌาน จนลักษณะแห่งอนิจจังปรากฏ มีอาการของอุทฺทยพุภยญาณ และภังคญาณเป็นต้นปรากฏขึ้นชัดเจน จนกระทั่ง เห็นโทษอันร้ายกาจในขนาดที่เป็น อาทีนวญาณ และปลงความเชื่อทั้งหมดลงไป ได้ด้วยอำนาจของปัญญา ดังที่กล่าวแล้ว. ทั้งหมดนี้ให้เป็นอยู่ทุกลมหายใจ เข้า - ออก ทุก ๆ ขั้นไปทีเดียว. เมื่อทำอยู่ดังนี้ ย่อมชื่อว่าเป็นวิราคานุปัสสี คือผู้ตามเห็นความจางคลาย อยู่เป็นประจำ อยู่ทุกลมหายใจเข้า - ออก เมื่อทำได้อย่างนี้ถึงที่สุด การกระทำนี้ ชื่อว่า ธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐานภาวนาที่สมบูรณ์ เป็นภาวนาที่สามารถทำให้ ประมวลมาได้ ซึ่งธรรมสโมธาน ๒๙ ประการ ในระดับที่สูงขึ้นไปอีก. สิ่งที่จะต้องเข้าใจไว้ด้วยอีกอย่างหนึ่งเป็นพิเศษ คือในข้อที่ว่า ในคำว่า วิราคะหรือความจางคลายนี้ ย่อมรวมคำว่านิพพิทา หรือความเบื่อหน่ายไว้ ด้วยเสร็จในตัว และรวมอยู่ในระยะที่เรียกว่า มีการเห็นโทษอันร้ายกาจ จนเกิด ความพอใจในการที่จะหย่าขาดจากสิ่งเหล่านั้นนั่นเอง มิฉะนั้นแล้วจะทำให้เกิด ความฉงนว่า นิพพิทาญาณซึ่งเป็นญาณที่สำคัญอีกญาณหนึ่งนั้นไปอยู่ที่ไหนเสีย.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต