น.410 ๓๙๘ อานาปานสติภาวนา เล่ม ๓ ขอให้เข้าใจว่าในอานาปานสติขั้นนี้ นิพพิทารวมอยู่ในคำว่าวิราคะ ทำนองเดียวกับ ที่ในอานาปานสติขั้นก่อนหน้านี้ ทุกขังกับอนัตตารวมอยู่ในคำว่าอนิจจังนั้นเอง. วินิจฉัยในอานาปานสติขั้นที่สิบสี่สิ้นสุดลงเพียงเท่านี้ ต่อแต่นี้จะได้ วินิจฉัยในอานาปานสติขั้นที่สิบห้าสืบไป, - ๔๖ - ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๐๒ อานาปานสติขั้นที่สิบห้า (การตามเห็นความดับไม่เหลืออยู่เป็นประจำ) อานาปานสติขั้นที่สิบห้า หรือข้อสามแห่งจตุกกะที่สี่ มีหัวข้อว่า "ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ตามเห็นซึ่งความดับไม่เหลืออยู่เป็นประจำ จักหายใจออก ดังนี้ ; ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ตามเห็นซึ่งความดับ ไม่เหลืออยู่เป็นประจำ จักหายใจเข้า ดังนี้" สิ่งที่จะต้องวินิจฉัยในที่นี้ คือ ความดับไม่เหลือ นั้นคืออะไร ; ความ ดับไม่เหลือของอะไร ; ดับไม่เหลือได้โดยวิธีใด; และ ทำอย่างไรชื่อว่า นิโรธานุปัสสี คือตามเห็นความดับไม่เหลืออยู่เป็นประจำ.
น.411 คำว่า ความดับไม่เหลือ ในที่นี้ หมายถึงความตรงกันข้ามต่อความมีอยู่ ยกตัวอย่างเช่นความมีอยู่แห่งรูป กับความไม่มีอยู่แห่งรูปนี้เรียกว่าภาวะที่ตรงกัน ข้าม ; อย่างแรกเป็นความมีอยู่ อย่างหลังเป็นความดับไม่เหลือ. แต่ความหมาย ตามทางธรรมของคำว่า "มีอยู่" กับคำว่า "ดับไม่เหลือ" นี้ มิได้หมายถึงตัววัตถุ นั้นมีอยู่หรือไม่มีอยู่ หากแต่หมายถึง "คุณ" หรือคุณลักษณะของสิ่งเหล่านั้นที่มี ผลต่อจิตใจหรือไม่อีกต่อหนึ่ง. ที่เห็นได้ง่าย ๆ เช่นความมีอยู่แห่งรูปหมายถึง ความมีอยู่แห่งความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ทรมานและสิ่งอื่น ๆ ที่เนื่องกันอยู่ กับรูป ; ถ้าสิ่งเหล่านี้ไม่มี ก็มีค่าเท่ากับรูปไม่มี หรือเป็นความดับไม่เหลือของรูป. เพราะฉะนั้นคำว่า "ดับไม่เหลือ" จึงหมายถึงความดับทุกข์ที่เนื่องมาจากรูปนั้น โดยไม่เหลือ นั่นเอง ; นี่เรียกสั้น ๆ ว่านิโรธหรือความดับไม่เหลือในกรณีที่ เกี่ยวกับรูป. ข้อที่ว่า ดับไม่เหลือแห่งอะไร นั้น ถ้าตอบสั้น ๆ ตรงๆ ก็ตอบว่า ดับไม่เหลือแห่งสิ่งที่เป็นทุกข์ หรือแห่งสิ่งที่มีการเกิด อันเป็นที่ตั้งของความทุกข์. แต่ถ้าจะจำแนกให้ละเอียดออกไป ก็อาจจะจำแนกได้เป็นประเภทใหญ่ ๆ ๓ ประเภท และมีรายละเอียด เท่าที่ยกมาเป็นตัวอย่าง แต่ละประเภทคือ ขันธ์ห้าอายตนะ ภายในหก และอาการแห่งปฏิจจสมุปบาทสิบสอง ดังที่กล่าวแล้วในอานาปานสติ ขั้นต้นแต่นี้ ในฐานะที่เป็นวัตถุแห่งความไม่เที่ยง และความจางคลายนั่นเอง. ความมีอยู่แห่งเบญจขันธ์ คือ ความมีอยู่แห่งอารมณ์อันเป็นที่ตั้งการสัมผัส และ เป็นความมีอยู่ของสิ่งเป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือ โดยความเป็นกามและโดยความ เป็นภพดังที่กล่าวแล้ว ; ดังนั้นย่อมหมายความว่า เป็นความมีอยู่ ของสิ่งอันเป็น ที่ตั้งแห่งความทุกข์. เมื่อสิ่งเหล่านี้ไม่มี หรือเรียกว่าสิ่งเหล่านี้ดับไปก็ตาม ย่อม หมายความว่า ไม่มีสิ่งอันเป็นที่ตั้งแห่งความทุกข์หรือว่าเป็นความดับไม่เหลือแห่ง
น.412 สิ่งอันเป็นที่ตั้งของความทุกข์. ถ้าอายตนะภายในมีอยู่ก็หมายความว่าสิ่งซึ่ง ทำหน้าที่เสวยอารมณ์ หรือสิ่งที่จะทำหน้าที่สัมผัสกับสิ่งอันเป็นที่ตั้งแห่งความ ทุกข์มีอยู่; ถ้าสิ่งเหล่านี้ไม่มี ก็ไม่มีการสัมผัสกับสิ่งอันเป็นที่ตั้งแห่งความทุกข์. ความดับไม่เหลือแห่งสิ่งเหล่านี้ ก็คือการไม่มีการสัมผัสชนิดที่จะก่อให้เกิดความ ทุกข์นั้นเอง. ความมีอยู่แห่งอาการปฏิจจสมุปบาททุกขั้นทุกตอนเป็นความมีอยู่ แห่งการปรุงของสังขารธรรมต่าง ๆ ทุก ๆ ชั้น ที่อิงอาศัยกันแล้วปรุงสิ่งใหม่ให้ เกิดขึ้น แล้วไปอิงอาศัยสิ่งอื่นปรุงสิ่งใหม่ให้เกิดขึ้นเป็นลำดับไป จนกระทั่งถึงเกิด อาการที่เป็นตัวความทุกข์โดยตรงในที่สุด และผลที่เป็นทุกข์นั้นก็ยังสามารถ หล่อเลี้ยงหรือปรุงต้นเหตุเดิมของมัน กล่าวคืออวิชชาให้ยังคงมีอยู่ และให้เปลี่ยน รูปไปในลักษณะต่างๆ ถ้าหากอาการเหล่านี้ไม่มี คือไม่เกิดขึ้น หรือไม่เป็นไป ความทุกข์ก็ก่อรูปขึ้นในลักษณะต่าง ๆ ไม่ได้ ; ฉะนั้นความดับไปหรือความไม่มีอยู่ ของการปรุงแต่งเหล่านี้ จึงมีค่าเท่ากับความดับทุกข์หรือความไม่มีอยู่แห่งทุกข์หรือ ความที่ทุกข์ไม่สามารถก่อรูปขึ้นมาได้. เท่าที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นการชี้ให้เห็นว่า ความดับนั้นคือความไม่มีอยู่ หรือเท่ากับความที่สิ่งเหล่านี้ ไม่ได้ทำหน้าที่ตาม ความหมายของมัน ; และสิ่งที่เรียกว่า ความดับนั้น เป็นความดับของสิ่งที่ก่อ ให้เกิดทุกข์ ซึ่งจำแนกเป็น ๓ ประเภท ดังที่กล่าวแล้วข้างต้น. การเห็นความดับ ก็คือ การเห็นความดับไม่เหลือของทุกข์ เพราะสิ่งเหล่านี้หยุดทำหน้าที่ของมัน และความดับทุกข์นั้นก็เป็นสิ่งที่มองเห็นได้ในสิ่งเหล่านี้ ที่ดับหรือหยุดทำหน้าที่ ของมันแล้ว. ส่วนข้อที่ว่า จะทำการดับได้โดยวิธีใด นั้น มีอธิบายว่า ผู้ปฏิบัติจะ ต้องพิจารณาให้เห็นโทษ ของความมีอยู่แห่งสิ่งเหล่านี้ก่อนโดยประจักษ์ แล้วจิต ก็จะน้อมไปพอใจในคุณของความที่ไม่มีสิ่งเหล่านี้ แล้วเพ่งอยู่ที่ "คุณ"
น.413 ของความไม่มีสิ่งเหล่านี้อยู่ทุกลมหายใจเข้า-ออก จนกระทั่งจิตน้อมไปสู่ความดับ ไม่เหลือของสิ่งเหล่านี้ได้ โดยสิ้นเชิง อย่างที่เรียกว่า ปลงความเชื่อลงไปได้ จนหมดสิ้นในความเป็นอย่างนี้และทำไปด้วยจิตที่เป็นสมาธิเพียงพอ. คำว่า เห็นโทษ ของสิ่งเหล่านี้ หมายถึงเห็นด้วยลักษณะ หรืออาการ ๕ อย่างคือ สิ่งเหล่านี้มีความไม่เที่ยงหนึ่ง, มีความเป็นทุกข์หนึ่ง, มีความเป็น อนัตตาหนึ่ง, มีความเผาผลาญ (อยู่ในตัวเอง) หนึ่ง, มีความแปรรูปอยู่เสมอ หนึ่ง. สำหรับโทษ คือ ความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตานั้น มีการวินิจฉัย แล้วโดยละเอียดในอานาปานสติขั้นที่สิบสาม ไม่จำต้องวินิจฉัยอีกในที่นี้. ส่วน คำว่ามีการเผาผลาญอยู่เป็นประจำนั้น หมายถึงความที่สิ่งเหล่านี้ มีการเผาผลาญ ตัวเองให้ร่อยหรอไป เหมือนไฟที่กินฟืน และให้ความร้อนแก่ผู้เข้าไปใกล้ และทำความเผาผลาญให้แก่ผู้ที่สมัครเข้าไปเป็นพื้นโดยไม่มีส่วนเหลือ ; นี่คือ โทษของการเข้าไปใกล้สิ่งนี้ หรือการยึดมั่นถือมั่นอยู่กับสิ่งนี้. ส่วน อาการที่เรียกว่าแปรรูป อยู่เสมอนั้น หมายความว่า ความไม่เที่ยง นั้น แปรรูปอยู่เสมอ จากความไม่เที่ยงอย่างนี้ไปสู่ความไม่เที่ยงอย่างอื่นเรื่อยไป ไม่มีหยุด ฉะนั้นสิ่งมีการแปรไปในรูปที่เผอิญไปตรงกันเข้ากับความต้องการของ บุคคลนั้น ๆ เขาจึงเห็นเป็นความดีงามความสุข หรือแม้แต่เป็นความยุติธรรม เป็นต้นไป; แล้วก็ยึดถือเอาความไม่เที่ยงนั้นว่า เป็นสิ่งที่น่ายึดถือจนกระทั่ง มันเปลี่ยนไปเป็นอย่างอื่น ถึงกับเขาต้องนั่งลงร้องไห้อีกครั้งหนึ่ง. ความสุข หรือความทุกข์ การหัวเราะหรือการร้องไห้ การฟูขึ้นหรือการแฟบลง และอื่น ๆ ซึ่งเป็นคู่กันทำนองนี้ จึงมีอยู่เป็นเครื่องหลอกลวงสัตว์ทั้งหลายไม่มีที่สิ้นสุด. ในรอบหนึ่ง ๆ หรือคู่หนึ่ง ๆ ย่อมมีอายุขัยอันจำกัดของมันเอง มันเปลี่ยนแปลง
น.414 ไปในวงจำกัดของมันเอง จนสิ้นอายุขัยวงหนึ่งหรือรอบหนึ่งของมัน แล้วก็แปร ไปสู่วงอื่น หรือรอบอื่นในลักษณะอื่นต่อไปอีกอย่างไม่มีที่สิ้นสุด. นี้เรียกว่า ความไม่เที่ยงของความไม่เที่ยง หรือความไม่เที่ยงซ้อนความไม่เที่ยง ซึ่งมีอยู่ เป็นรูปหรือเป็นรอบ ๆ เป็นวง ๆ แปรผันไปไม่มีที่สิ้นสุด ซึ่งเรียกว่าวิปริณาม- ธรรมในที่นี้. ความไม่เที่ยงก็ดี ความเป็นทุกข์ก็ดี ความเป็นอนัตตาก็ดี สัญตาปธรรมคือ ความเผาผลาญก็ดี และวิปริณามธรรม คือความแปรรูปอยู่เสมอ ก็ดี เรียกว่าโทษของสังขารธรรมและมีอยู่เต็มอัดไปหมดในสังขารธรรมทั้งหลาย. ผู้ปฏิบัติจะต้องเพ่งที่สังขารธรรมนั้น ๆ จนกระทั่ง เห็นโทษ เหล่านี้ โดยประจักษ์ชัดถึงขนาดที่เรียกว่า อาทีนวานุปัสสนาญาณจริง ๆ แล้วเท่านั้น จึงจะเกิดความจางคลายจากความกำหนัดในสิ่งเหล่านั้น แล้วน้อมมาพอใจต่อ ความดับสนิท หรือความไม่มีอยู่ของสิ่งเหล่านั้นได้จริงๆ เมื่อพอใจในความดับ แล้ว การทำความดับหรือทำสิ่งเหล่านั้นให้มีค่าเท่ากับไม่มี ก็เป็นสิ่งที่ทำได้โดยง่าย. - ๔๗ - ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๐๒ การทำความดับ นั้น จะต้องทราบเสียก่อนว่าสิ่งนั้น ๆ จะดับไปด้วยอำนาจ อะไร ซึ่งโดยหลักใหญ่แล้วสิ่งนั้น ๆ ย่อมดับไปด้วยอำนาจการดับของเหตุ ปัจจัย ซึ่งปรุงแต่งสิ่งเหล่านั้น และ ด้วยอำนาจการเกิดขึ้นของสิ่งตรงกันข้าม. สิ่งที่เรียกว่าเหตุปัจจัยนั้น แยกออกได้เป็น ๖ อย่างคือ :-
น.415 เรียกว่านิทาน มีความหมายว่าเป็นแดนมอบให้ซึ่งผล คือเป็นที่ให้ เกิดผลเป็นสิ่งนั้น ๆ ขึ้นมา เหมือนกับต้นไม้เป็นที่เกิดแห่งผลไม้ ; ถ้าต้นไม้ไม่มี ผลไม้จะมีได้อย่างไร. ฉะนั้นการดับของต้นไม้ จึงเป็นการดับผลไม้พร้อมกันไป ในตัว นี้อีกอย่างหนึ่งซึ่งแสดงว่าถ้าจะดับสิ่งใดจะต้องสืบหาแดนอันเป็นที่มาของ สิ่งนั้นเพื่อทำการดับที่ต้นตอของสิ่งนั้น. ๒. เรียกว่าสมุทัย แปลว่าแดนเป็นที่ตั้งขึ้นพร้อม. ข้อนี้หมายถึง สิ่งซึ่งเป็นที่ตั้งที่อาศัยของสิ่งอื่น เพื่อความมีอยู่ได้หรือตั้งอยู่ได้ของสิ่งนั้น เช่น แผ่นดินเป็นที่ตั้งที่อาศัยของต้นไม้ซึ่งใคร ๆ ย่อมเห็นได้ทุกคน ว่าต้นไม้ทุกต้น หรือบรรดาสิ่งอื่นทุกสิ่ง ที่อาศัยแผ่นดินล้วนแต่งอกขึ้นหรือตั้งขึ้นบนแผ่นดินทั้งนั้น ถ้าแผ่นดินสลายลงหรือดับลงไป ต้นไม้จะตั้งอยู่ได้อย่างไร ย่อมจะต้องสลายหรือ ดับไปตาม อาการซึ่งเป็นที่ตั้งที่อาศัยอย่างนี้ เรียกว่าเป็นสมุทัย ; ต่างกับอาการ ในข้อหนึ่ง ซึ่งเป็นแดนมอบให้ซึ่งผล ซึ่งผู้ศึกษาจะต้องสังเกตให้เห็นความ แตกต่างกันให้ชัดแจ้ง. ๓. เรียกว่าชาติ แปลว่าความเกิดหรือการเกิด. ถ้าเป็นต้นไม้ย่อม หมายถึงการงอก ถ้ามีแผ่นดิน มีเมล็ดพืชหรือมีเหตุปัจจัยอื่นก็ตาม แต่ถ้าไม่มี การงอกหรือการงอกงามแล้วต้นไม้ก็มีขึ้นไม่ได้ ฉะนั้นการเกิดหรือการงอกจึงเป็น ตัวการสำคัญอันหนึ่งด้วยเหมือนกัน ในการที่จะทำให้อะไร ๆ เกิดมีขึ้นมา. เรา อาจจะทำลายต้นไม้ต้นหนึ่งได้โดยไม่ต้องทำลายแผ่นดิน ทำลายอาหารของมัน หรือทำลายสิ่งอื่น ๆ แต่ทำลายที่ความงอกของมัน เช่น ทำลายชีวิตในเมล็ดพืช นั้น ๆ เสีย หรือตัวหนทางที่มันจะงอกงามได้โดยทางใดทางหนึ่งเสีย ดังนี้เรียกว่า ทำลายที่ชาติของมัน.
น.416 เรียกว่าอาหาร หมายถึงสิ่งที่นำมาซึ่งความเจริญเติบโต หรือ นำมาซึ่งผลอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งหมายถึงความเจริญงอกงามอีกนั่นเอง. ตัวอย่างเช่นต้นไม้จะต้องอาศัยอาหาร โดยเฉพาะแร่ธาตุต่าง ๆ ซึ่งมีอยู่ในดินที่ใช้ เป็นอาหารได้ มันจึงจะอยู่ได้ ไม่ใช่ว่าเพียงแต่มีแผ่นดินเป็นที่ตั้งอาศัยให้งอก แล้วมันจะเจริญงอกงามไปได้ ถ้าสมมติว่าในดินนั้นไม่มีอาหารเลย ต้นไม้นั้นก็จะ ต้องตายอยู่ดี. นี้เราจะเห็นได้ว่าสิ่งที่เรียกว่าอาหารก็เป็นตัวการที่สำคัญอันหนึ่ง ของความมีอยู่ของสิ่งทั้งปวง. ๕. เรียกว่าเหตุ อันนี้หมายถึงต้นเหตุโดยตรงของสิ่งนั้น ยกตัวอย่าง เกี่ยวกับต้นไม้อีกตามเคย. สิ่งที่เรียกว่าเหตุนั้นได้แก่เจตนาของคนใดคนหนึ่ง ก็ตามที่ตั้งใจจะปลูกต้นไม้นั้น ด้วยการเอาเมล็ดมาฝังดินเป็นต้น หรือที่สัตว์นำไป กินแล้วถ่ายโดยไม่มีเจตนาปลูกก็ตาม หรือแม้ที่ลมหรือน้ำพัดพาไป หรือทำให้ หล่นลงมาจากต้นก็ตาม เหล่านี้เรียกว่า เป็นเหตุโดยตรงของความเกิดขึ้นแห่ง ต้นไม้นั้น. ถ้าเหตุเหล่านี้ไม่มี แม้สิ่งอื่น ๆ จะมี ต้นไม้นั้นก็ไม่มีโอกาส จะงอกขึ้นมา. ๖. เรียกว่าปัจจัย หมายถึงสิ่งที่ช่วยเหลือในฐานะเป็นเครื่องอุปกรณ์ ที่ตรงตามความต้องการของสิ่งนั้น ๆ. ในตัวอย่างที่เกี่ยวกับต้นไม้ดังได้กล่าวมา แล้วข้างต้นนั้น ย่อมหมายถึงการได้รับการพรวนดินดี ได้รับแสงแดดดี ได้รับ การคุ้มครองให้คลาดแคล้วจากอันตรายที่จะมี เช่นสัตว์ที่มากัดกินหรือเจาะไช เป็นต้น ได้เป็นอย่างดีแล้ว ก็เรียกว่าได้ปัจจัยดี มีความเจริญงอกงามได้ เป็นลำดับ ๆ ไป. ถ้าไม่ได้รับปัจจัยในทำนองนี้เพียงพอ มันก็จะไม่งอกหรือ งอกขึ้นมาอย่างแกน ๆ แล้วก็เป็นอันตรายไปโดยไม่มีการเจริญเติบโตต่อไปได้.
น.417 ผู้ปฏิบัติจะต้องศึกษาให้ทราบความแตกต่าง ระหว่างความหมายของคำ ทั้งหมดนี้ให้เป็นอย่างดี คือคำว่านิทาน สมุทัย ชาติ อาหาร เหตุ และปัจจัย โดยนัยที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ด้วยการทำต้นไม้ให้เป็นอุปมา ว่าจะต้องประกอบ ด้วยสิ่งทั้งหกเหล่านี้อย่างไร มันจึงจะเกิดขึ้น หรือตั้งอยู่ได้ แล้วนำไปเปรียบเทียบ กันดูกับคนเรา หรือ กลุ่มแห่งขันธ์ทั้งห้าอันเป็นที่ตั้งแห่งอายตนะทั้งหกและ อาการ ๑๒ แห่งปฏิจจสมุปบาท จนกระทั่งรู้ว่าจะดับนิทาน ดับสมุทัย ดับชาติ ดับอาหาร ดับเหตุ และ ดับปัจจัยของมัน ได้อย่างไร. ทั้งหมดนี้ทำให้มันดับ ไปด้วยการตัดต้นเหตุต่าง ๆ ของมัน. ส่วนที่ดับไปด้วยอำนาจของการเกิดขึ้นของสิ่งที่ตรงกันข้ามจากมัน นั้น เล็งถึงสิ่ง ๒ อย่างคือ :- ๑. การเกิดขึ้นของสิ่งที่เรียกว่า ญาณ ได้แก่ความรู้ซึ่งเป็นของตรง กันข้ามต่ออวิชชา. เมื่อญาณเกิดขึ้น อวิชชาก็ดับไปในตัวเอง. นามรูปกล่าวคือ สังขารทั้งปวง ที่มีมูลมาจากอวิชชาก็ย่อมดับไปก็ตาม ; นี้ก็เรียกว่าดับไปเพราะการ เกิดขึ้นของญาณ. เช่นคนดับไปเพราะความรู้เกิดขึ้นว่า คนไม่มี มีแต่ขันธ์ธาตุ อายตนะเป็นต้น สำหรับในกรณีที่อุปมาด้วยต้นไม้ข้างต้นนั้นก็อาจจะกล่าวได้ว่าผู้ที่ จะทำลายต้นไม้ได้ ก็ต้องมีความรู้ที่ถูกต้อง ในการที่จะทำลายมัน ซึ่งเป็นเหตุให้ กล่าวได้ว่า ทำลายมันลงได้ด้วยความรู้ ซึ่งจะเป็นความรู้ในการตัดนิทานหรือดับ สมุทัยหรืออะไร ๆ ก็ตาม ที่เกี่ยวกับต้นไม้นั้น. หรือถ้าจะกล่าวโดยโวหารธรรมะ ก็ยังกล่าวได้ว่าต้นไม้ไม่มี หรือดับไปเพราะญาณหรือความรู้ที่ถูกต้อง ว่าคำว่าต้นไม้ นั้นเป็นเพียงคำเรียกสมมติ ต้นไม้จริง ๆ ไม่มี มีแต่ธาตุต่างๆ ที่ประชุมกันอยู่
น.418 กลุ่มหนึ่งด้วยกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ดังที่กล่าวแล้วข้างต้นเท่านั้นเอง ดังนี้ ความรู้สึก ว่าต้นไม้ก็ดับไป. แม้โดยปริยายนี้ ก็เป็นอันกล่าวได้ว่าดับไปเพราะอำนาจแห่ง ความเกิดขึ้นของญาณหรือวิชชา ซึ่งเป็นของตรงกันข้ามจากอวิชชาอีกนั่นเอง. ๒. ได้แก่การปรากฏขึ้นของอาการแห่งความดับสนิท หรือของธรรม อันเป็นที่ดับของสิ่งนั้น ๆ. สิ่งนี้ตรงกันข้ามกับความเกิด เพราะสิ่งนี้ตรงกันข้าม กับ นิทาน สมุทัย ชาติ อาหาร เหตุ ปัจจัย. เมื่อสิ่งนี้มีเข้ามาสิ่งที่ตรงกันข้าม ก็ต้องดับ. กล่าวโดยตรงสิ่งนี้ได้แก่ผลของข้อปฏิบัติที่ถูกต้องถึงที่สุด จนเป็น อริยมรรคดับกิเลสและสังโยชน์ได้ ; โดยใจความคือ ดับอวิชชาได้อีกนั่นเอง ; เป็นแต่เล็งถึงตัวธรรม ที่มีอำนาจในการทำความดับ หรือการตัด หรือการล้าง หรือการเพิกถอน หรือการแผดเผาก็ตาม ซึ่งแล้วแต่จะสมมติเรียก แต่มันเป็น ภาวะของธรรม ที่ทำการดับอวิชชาหรือกิเลสตัณหานั้น ๆ. ถ้าธรรมนี้ปรากฏออก มาให้เห็นแล้ว ย่อมหมายความว่ามีการดับไปแล้ว แห่งสิ่งตรงกันข้ามก่อนหน้านั้น เพราะว่ามีสิ่งซึ่งตรงกันข้ามกับสิ่งนั้นเหลือปรากฏอยู่. สำหรับในกรณีที่ถือเอา ต้นไม้เป็นอุปมานั้น ก็กล่าวได้อีกว่า บัดนี้ตรงที่ที่ต้นไม้เคยอยู่นั้นเหลืออยู่แต่ขี้เถ้า ปรากฏอยู่ ดังนี้เป็นต้น ซึ่งย่อมเป็นการแสดงว่าได้มีการเผาผลาญเกิดขึ้นแล้ว จะโดยน้ำมือของมนุษย์หรืออำนาจของธรรมชาติ เช่นฟ้าผ่าเป็นต้นก็ตาม สิ่งที่ ตรงกันข้ามคือสิ่งที่เป็นที่ดับของต้นไม้นั้นได้ปรากฏแล้ว ความดับของต้นไม้นั้น จึงมี นี้เรียกว่าดับไปเพราะการปรากฏของธรรมเป็นแดนที่ดับสนิทของสิ่งนั้น. การบังเกิดขึ้นของญาณก็ดี หรือการปรากฏขึ้นของธรรมเป็นที่ดับสนิท ก็ดี นี้รวมเรียกว่าสิ่งนั้น ๆ ดับไป เพราะการมีมาของสิ่งที่ตรงกันข้าม ซึ่งเรา จำแนกได้ เป็น ๒ อย่าง และเมื่อนำเอาการตัดต้นตอ หรือตัดสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ
Buddhadasa