Buddhadasa.org

อานาปานสติภาวนา เล่ม 3 ว่าด้วยปัญญาล้วน ตอนที่ ๕ — อานาปานสติ ขั้นที่สิบหก - การตามเห็นความสลัดคืนอยู่เป็นประจำ

อานาปานสติภาวนา เล่ม 3 ว่าด้วยปัญญาล้วน — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — อานาปานสติภาวนา เล่ม 3 ว่าด้วยปัญญาล้วน (๑๐ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.419 อานาปานสติ ขั้นที่ ๓-๖ ๔๐๗ รวม ๖ อย่างดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นมารวมกันเข้าก็เป็น ๘ อย่าง ซึ่งทำให้กล่าว ได้ว่า สังขารธรรมนั้น ๆ ดับไปด้วยอาการ ๘ อย่างเหล่านี้. ผู้ปฏิบัติอานาปานสติขั้นนี้ จะได้นามว่านิโรธานุปัสสี คือผู้ตาม เห็นอยู่ซึ่งความดับอยู่เป็นประจำ ก็โดยการกระทำตนเป็นผู้กำหนดสังขารธรรม เหล่านั้นอยู่โดยประจักษ์ชัด ด้วยการเพ่งเห็นโทษ ๕ ประการแห่งสังขารธรรม ดังที่กล่าวแล้วข้างต้น อยู่อย่างรุนแรงจนถึงขนาดเกิดความพอใจในความไม่มีอยู่ ของสังขารธรรมเหล่านี้ กล่าวคือดับสังขารธรรมเหล่านี้เสีย แล้วโทษเหล่านั้น ก็จะได้ดับไปตาม. เธอเพ่งพิจารณาอยู่ซึ่งความดับของสังขารธรรมเหล่านี้ โดยเห็นว่ามันดับไปด้วยอาการ ๘ อย่าง ดังที่กล่าวแล้วอยู่ทุกลมหายใจเข้า - ออก ก็จะได้ชื่อว่านิโรธานุบัสสี ซึ่งมีใจความสำคัญอยู่ว่า แม้จะเพ่งดูความดับอยู่เป็น ส่วนใหญ่ก็ตาม แต่ลักษณะแห่งอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ก็ยังคงปรากฏอยู่เป็น พื้นฐานแห่งการน้อมจิตไปสู่ความดับอยู่นั่นเอง. เกี่ยวกับสิ่งที่จะหยิบเอามาเป็นอารมณ์ สำหรับการตามเห็นซึ่งความ ดับนั้น จะถือเอาตามแบบฉบับดังที่กล่าวไว้ว่าได้แก่ขันธ์ห้า อายตนะภายในหก และอาการแห่งปฏิจจสมุปบาทสิบสอง ดังนี้ก็ได้ แต่เป็นภูมิของนักปฏิบัติที่ผ่าน การศึกษาทางปริยัติมาแล้วอย่างเพียงพอเท่านั้น ; ส่วนผู้ที่ยึดมั่นในแนวของ อานาปานสติ ย่อมยึดเอาสิ่งต่าง ๆ ที่ปรากฏอยู่ในการทำอานาปานสติ เช่นตัวลม หายใจนั่นเอง หรือตัวเวทนา อันได้แก่ปีติและสุข ซึ่งเป็นองค์ฌานก็ตามหรือ แม้แต่จิตซึ่งกำลังผันแปรอยู่ในลักษณะต่างๆ ในขณะนั้นก็ตาม มาเป็นอารมณ์ สำหรับเพ่งให้เห็นความดับโดยนัยดังที่กล่าวแล้วอยู่ทุกลมหายใจเข้า - ออก ก็ย่อม ได้ชื่อว่า นิโรธานุปัสสี อย่างเต็มที่เช่นเดียวกัน.

น.420 เมื่อทำอยู่ดังนี้ สิกขาทั้งสามมีศีลสิกขาเป็นต้น ย่อมสมบูรณ์แก่เธอ การกระทำนั้น ๆ ชื่อว่า ธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐานภาวนา เป็นภาวนาที่สามารถ สโมธานมาซึ่งธรรมทั้งหลาย ๒๙ ประการ ในอัตราที่สูงยิ่งขึ้นไปอีก ดังนี้. วินิจฉัยในอานาปานสติขั้นที่สิบห้าสิ้นสุดลงเพียงเท่านี้ ต่อแต่นี้จะได้ วินิจฉัยในอานาปานสติขั้นที่สิบหกสืบไป. -๔๘- ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๐๒ อานาปานสติ ขั้นที่สิบหก (การตามเห็นความสลัดคืนอยู่เป็นประจำ) อานาปานสติขั้นที่สิบหก หรือข้อที่สี่แห่งจตุกกะที่สี่ มีหัวข้อว่า "ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ตามเห็นซึ่งความสลัดคืนอยู่เป็นประจำ จักหายใจออกดังนี้ ; ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ตามเห็นซึ่งความ สลัดคืนอยู่เป็นประจำ จักหายใจเข้า ดังนี้".

น.421 สิ่งที่จะต้องวินิจฉัยในอานาปานสติขั้นนี้ คือ ทำอย่างไรเรียกว่าเป็นการ สลัดคืน ; และทำอย่างไรจึงจะเรียกว่า ปฏินิสสัคคานุปัสสี คือผู้ตามเห็น ความสลัดคืนอยู่เป็นประจำ. สำหรับสิ่งที่จะต้องสลัดคืนก็หมายถึงทั้ง ๓ ประเภท กล่าวคือ เบญจขันธ์ สฬายตนะ และ ปฏิจจสมุปบาทมีอาการสิบสอง เช่นเดียว กับในอานาปานสติขั้นที่แล้วมา. ส่วนการทำในบทศึกษาทั้งสามนั้น มีอาการ อย่างเดียวกับที่กล่าวแล้วในอานาปานสติขั้นที่สิบสาม. คำว่าสลัดคืนหรือปฏินิสสัคคะ นั้นมีลักษณะ ๒ อย่าง คือ การสลัด ซึ่งสิ่งนั้นออกไปโดยตรง อย่างหนึ่ง ; หรือมี จิตน้อมไปในนิพพานอันเป็น ที่ดับสนิทแห่งสิ่งทั้งหลายเหล่านั้น อีกอย่างหนึ่ง. อย่างแรกมีความหมาย เป็นการสลัดสิ่งเหล่านั้นออกไปในทำนองว่าผู้สลัดยังคงอยู่ในที่เดิม ; อย่างหลัง มีความหมายไปในทำนองว่า สิ่งเหล่านั้นอยู่ในที่เดิม ส่วนผู้สลัดผละหนีไปสู่ที่อื่น. ถ้ากล่าวอย่างบุคคลาธิษฐานก็เหมือนอย่างว่าเป็นคนละอย่าง แต่ย่อมมีผลในทาง ธรรมาธิษฐานเป็นอย่างเดียวกัน เปรียบเหมือนบุคคลที่สลัดสิ่งอันเป็นที่รักที่พอใจ เขาจะกระทำโดยเอาสิ่งเหล่านั้นไปทิ้งเสีย หรือจะกระทำโดยวิธีหนีไปให้พ้น จากสิ่งเหล่านั้นก็ตาม ผลย่อมมีอยู่เป็นอย่างเดียวกัน คือความปรากฏจาก สิ่งเหล่านั้น. การที่ท่านกล่าวไว้เป็น ๒ อย่างดังนี้ เพื่อการสะดวกในการที่จะ เข้าใจ สำหรับบุคคลบางประเภทที่มีสติปัญญาต่างกัน มีความหมายในการ ใช้คำพูดจาต่างกันเท่านั้น ; แต่ถ้าต้องการความหมายที่แตกต่างกันจริง ๆ แล้ว ก็พอที่จะแบ่งออกได้เป็น ๒ อย่าง ดังนี้ คือ :- (๑) สิ่งใดยึดถือไว้ โดยความเป็นของ ของตน (อตฺตนียา) การ สลัดคืนสิ่งนั้นกระทำได้ด้วยการสละสิ่งนั้นเสีย กล่าวคือการพิจารณาจนเห็นว่า ไม่ควรจะถือว่าเป็นของของตน.

น.422 (๒) สิ่งใดที่ถูกยึดถือไว้โดยความเป็นตน (อตฺตา) การสละสิ่ง ๆ นั้น กระทำได้ด้วยการน้อมไปสู่นิพพาน กล่าวคือความดับสนิทแห่งสิ่งนั้น ๆ เสีย. อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาโดยละเอียดแล้วจะเห็นได้ว่า สิ่งที่ยึดถือไว้โดย ความเป็นของตนนั้น สลัดได้ง่ายกว่าสิ่งที่ยึดถือไว้โดยความเป็นตัวตน ทั้งนี้เพราะ ว่าสิ่งที่ยึดถือไว้โดยความเป็นของตน นั้นเป็นเพียงสิ่งเกาะอยู่กับตน หรือเป็น บริวารของตน จึงอยู่ในฐานะที่จะทำการสลัดคืนได้ก่อน. ข้อนี้เปรียบเทียบ ได้ง่าย ๆ กับความรู้สึกว่า ตัวกูและของกู : สิ่งที่เป็น "ของกู" อาจจะปลดทิ้ง ไปได้โดยง่าย กว่าสิ่งที่เป็น "ตัวกู" ซึ่งไม่รู้จะปลดอย่างไร จะทิ้งอย่างไร ขืนทำไปก็เท่ากับเป็นการเชือดคอตัวเองตาย ซึ่งยังไม่สมัครจะทำ. แต่สำหรับ สิ่งที่เป็น "ของกู" นั้นอยู่ในวิสัยที่จะสละได้ ด้วยความจำใจก็ตาม ด้วยความ สมัครใจเพื่อแลกเปลี่ยนกับสิ่งอื่นเป็นต้นก็ตาม หรือแม้เพราะหลุดมือไปเอง ก็ยังเป็นสิ่งที่อาจจะมีได้ ; ส่วนสิ่งที่เรียกว่าตัวกูนั้นยังเป็นสิ่งที่มืดมนต่อการที่ จะสลัดออกไป หรือหลุดออกไปเอง ทั้งนี้เป็นเพราะมันเป็นตัว ๆ เดียวกันกับ ที่ยืนโยงอยู่ในฐานะที่เป็นประธานของการกระทำทุกอย่าง. ฉะนั้นการที่จะสลัดคืน เสียซึ่งตัวกู จักต้องมีอุบายที่ฉลาดไปกว่าการสละของของกู. เมื่อกล่าวโดย บุคคลาธิษฐานก็เป็นการกล่าวได้ว่า เมื่อตัวกูอยากสลัดตัวเองขึ้นมาจริง ๆ แล้ว ก็ต้องวิ่งเข้าหาสิ่งใดสิ่งหนึ่งซึ่งสามารถทำลายตัวกูให้หมดไปโดยไม่มีส่วนเหลือ และ ข้อนี้ก็เป็นการแสดงให้เห็นความหมายที่แตกต่างกันอยู่เป็น ๒ ประการ กล่าวคือ "ตัวกู" ได้สลัดสิ่งซึ่งเป็นของกูแล้ว เหลือแต่ตัวกู จึงวิ่งเข้าไปสู่สิ่งซึ่งสามารถ ดับตัวกูได้สิ้นเชิงอีกต่อหนึ่ง. ความแตกต่างในตัวอย่างนี้ ย่อมแสดงให้เห็น ความแตกต่าง ๒ อย่าง ดังที่กล่าวแล้วข้างต้นได้โดยชัดเจน คือจิตสลัดสิ่งทั้งหลาย ทั้งปวงเป็นการสลัดคืนอย่างที่หนึ่ง และจิตแล่นไปสู่นิพพานอันเป็นที่ดับของสิ่ง ทั้งปวง รวมทั้งจิตเองด้วย นี้ก็อย่างหนึ่ง เป็น ๒ อย่างด้วยกัน ดังนี้.

น.423 ถึงกระนั้นก็ตาม เมื่อกล่าวในทางปฏิบัติจริง ๆ แล้ว ความแตกต่างทั้ง ๒ อย่างนี้ ก็ยังคงเป็นเพียงความแตกต่างในทางนิตินัยไปตามเดิม ส่วนทางพฤตินัยนั้นย่อมมี วิธีปฏิบัติ และผลแห่งการปฏิบัติอย่างเดียวกันแท้. วิธีปฏิบัติเพื่อความสลัดเบญจขันธ์ หรืออายตนะออกไปนั้น มิได้หมาย ถึงการสลัดอย่างวัตถุ เช่นการโยนทิ้งออกไปเป็นต้นได้ แต่หมายถึงการสลัดด้วยการ ถอนอุปาทานหรือความยึดมั่นอย่างใดอย่างหนึ่งให้ได้จริง ๆ เท่านั้น. การถอน อุปาทานนั้นต้องกระทำด้วยการทำความเห็นแจ้งต่อ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จนกระทั่งเห็นความว่างจากตัวตน ไม่ว่าจะเป็นตนฝ่ายที่เป็นเจ้าของ หรือเป็นตน ฝ่ายที่ถูกยึดถือเอาเป็นของของตน. เมื่อว่างจากตนทั้งสองฝ่าย ดังนี้แล้วจึงจะถอน อุปาทานได้ และมีผลเป็นความไม่ยึดถือสิ่งซึ่งเป็นต้นเหตุแห่งความทุกข์ไว้อีก ต่อไป. แม้ในการพิจารณา เพื่อถอนความยึดถือในเบญจขันธ์ หรืออายตนะส่วน ใดส่วนหนึ่ง ซึ่งถูกยึดถือว่าตน ก็ต้องทำโดยวิธีเดียวกันแท้ คือพิจารณาเห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อีกนั่นเอง หากแต่เลี่ยงไปในทำนองว่าทั้งหมดนี้เมื่อ เป็นอย่างนี้มันเป็นทุกข์ เมื่อไม่อยากทุกข์ก็น้อมจิตไปเพื่อความดับสนิทไม่มีเหลือ ของสิ่งเหล่านี้เสีย จะได้ไม่มีอะไรทุกข์อีกต่อไป เรียกว่าเป็นการน้อมไปสู่นิพพาน หรือมีจิตแล่นไปสู่นิพพาน แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่า ต้องรอไปจนกว่าร่างกายจะ แตกดับ หรือว่าจะต้องรีบทำลายร่างกายนี้เสียด้วยการฆ่าตัวตาย ดังนี้ก็หาไม่. การฆ่าตัวตายไม่ได้ทำให้อุปาทานนั้นหมดไปกลับเป็นอุปาทานอีกอย่างหนึ่ง อย่าง เต็มที่อยู่ทีเดียว จึงจะฆ่าตัวตายได้. ส่วนการรอไปจนร่างกายแตกทำลายนั้น ไม่ใช่วิธีของการปฏิบัติ และการแตกทำลายของร่างกายนั้น มิได้หมายความว่า เป็นการหมดอุปาทาน เพราะคนและสัตว์ตามธรรมดาสามัญก็มีการแตกตายทำลาย ขันธ์อยู่เองแล้วเป็นประจำทุกวัน ไม่เป็นการทำลายอุปาทานได้ ด้วยอาการสักว่า

น.424 ร่างกายแตกทำลายลง เพราะฉะนั้นการฆ่าตัวเองตายก็ดี การรอไปจนแตกทำลาย เองก็ดี ไม่เป็นการดับอุปาทานที่ยึดถือว่าตัวตนได้แต่อย่างใดเลย จึงไม่แล่น ไปสู่นิพพานได้ด้วยการทำอย่างนั้น ยังคงทำได้แต่โดยวิธีที่ยังมีชีวิตอยู่นี่แหละ. เมื่อพิจารณาเห็นว่า ถ้ามีความยึดถือว่าตัวตนอยู่เพียงใดแล้ว ก็จะต้องมีความทุกข์ นานาชนิดอยู่ที่ตนเพียงนั้น จึงน้อมจิตไปในทางที่จะไม่ให้มีตนเพื่อเป็นที่ตั้งของ ความทุกข์อีกต่อไป นี้เรียกว่ามีจิตน้อมไปเพื่อความดับสนิทของตน ซึ่งเรียกได้ว่า น้อมไปเพื่อนิพพาน แล้วก็ตั้งหน้าตั้งตาทำการปฏิบัติ เพื่อให้เห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ในระดับสูงสุด ซึ่งทำให้ไม่รู้สึกว่ามีตัวตนเหลืออยู่จริง ๆ มีแต่สังขาร- ธรรมล้วน ๆ หมุนไปตามเหตุตามปัจจัยของมัน. สิ่งที่เรียกว่าความทุกข์ เช่น ความแก่ความตาย เป็นต้น ก็รวมอยู่ในกลุ่มนั้น คือเป็นสังขารธรรมส่วนหนึ่งใน บรรดาสังขารธรรมทั้งหมด ที่หมุนเวียนไปตามเหตุตามปัจจัยของมัน ไม่มีส่วนไหน ที่มีความยึดถือว่าเป็นตัวเราหรือของเรา แม้แต่จิตที่กำลังรู้สึกนึกคิดได้ หรือกำลัง มองเห็นความเป็นไปของสังขารธรรมเหล่านั้นอยู่ จิตนั้นก็มิได้ยึดถือตัวมันเองว่า เป็นตัวตน หรือยึดถือตัวมันว่าเป็นจิต - ผู้รู้ ผู้เห็น : แต่กลับไปเห็นว่าตัวจิตนั้น ก็ดี การรู้การเห็นนั้นก็ดี เป็นแต่เพียงสังขารธรรมล้วน ๆ อีกนั่นเอง และเห็นว่า สังขารธรรมทั้งหมดทั้งสิ้นนั้น ก็เป็นสักว่าสังขารธรรม คือเป็นธรรมชาติหรือ ธรรมดาที่เป็นอยู่อย่างนั้นเอง หาใช่เป็นตัวเป็นตนเป็นเราเป็นเขา เป็นผู้ยึดครอง หรือถูกยึดครอง ดังนี้เป็นต้นแต่ประการใด เมื่อจิตเข้าถึงความว่างจากตัวตน อย่างแท้จริง ดังนี้แล้ว ก็เท่ากับเป็นการดับตัวเองโดยสิ้นเชิง ซึ่งเรียกว่านิพพาน ในที่นี้. เพราะฉะนั้นปฏินิสสัคคะ คือการสลัดคืนชนิดที่ใช้อุบายด้วยการทำจิตให้ แล่นไปสู่นิพพานนั้น ก็มีวิธีปฏิบัติมีความหมายแห่งการปฏิบัติ และมีผลแห่งการ ปฏิบัติเป็นอย่างเดียวกันกับปฏินิสสัคคะชนิดที่มีอุบายว่าสลัดสิ่งทั้งปวงเสีย ; เพราะ ว่าอุบายทั้ง ๒ วิธีนี้ ล้วนแต่มีความหมายอย่างเดียวกัน คือทำความว่างจากตัวตน

น.425 หรือที่เรียกว่าสุญญตานั้นให้ปรากฏขึ้นมาให้จนได้ ถ้าไปเพ่งความว่างของฝ่าย สิ่งที่ถูกยึดถือก็เรียกว่าสลัดสิ่งเหล่านั้นออกไป แต่ถ้าเพ่งความว่างของฝ่ายที่เป็น ผู้ยึดถือกล่าวคือจิต ก็กลายเป็นการทำจิตนั้นให้เข้าถึงความว่าง (คือเป็นนิพพาน ไปเสียเอง) ความมุ่งหมายจึงเป็นอย่างเดียวกัน คือเป็นการให้ทั้ง ๒ ฝ่ายเข้าถึง ความว่างโดยเสมอกัน ความทุกข์ก็เกิดขึ้นไม่ได้ : และโดยพฤตินัยนั้นทั้ง ๒ อย่าง นั้นเป็นอย่างเดียวกัน คือมีแต่เพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง ถ้าถึงที่สุดจริง ๆ แล้ว มันก็ดับทุกข์ทั้งปวงได้ด้วยกันทั้งนั้น. และการที่ให้สิ่งทั้งหลายทั้งปวงว่างไป โดยที่จิตยังเหลืออยู่เป็นตัวตนไม่ต้องว่างนั้น เป็นสิ่งที่มีไม่ได้หรือทำไม่ได้ เพราะว่าสิ่งที่เรียกว่าความว่างนั้น มันมีเพียงอย่างเดียวตัวเดียวหรือสิ่งเดียว ถ้าลงเข้าถึงจริง ๆ แล้ว มันจะทำให้ว่างหมด ทั้งฝ่ายผู้ยึดถือ และฝ่ายสิ่งที่ถูก ยึดถือทั้งหลายทั้งปวง ฉะนั้นโดยพฤตินัยเมื่อปฏิบัติถึงที่สุดแล้วย่อมว่างไปทั้งสอง ฝ่ายพร้อมกันในทันใดนั้นเอง ; ถ้าผิดจากนี้มันเป็นเพียงความว่างชนิดอื่น คือ ความว่างที่ไม่จริงแท้เป็นความว่างชั่วคราว และเพียงบางขั้นบางตอนของการ ปฏิบัติที่ยังไม่ถึงที่สุด มีผลเพียงทำให้ปล่อยวางสิ่งนั้น ๆ ได้ชั่วคราว และก็ปล่อย ได้เฉพาะแต่ฝ่ายที่ปล่อยง่าย เช่นฝ่ายที่ถูกยึดถือไว้โดยความเป็นของของตน หรือ ของกูบางส่วนเท่านั้น แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงตัวตนหรือตัวกูเลย. ต่อเมื่อใด สุญญตาหรือความว่างอันแท้จริงปรากฏออกมาเมื่อนั้นจึงจะว่างอย่างแท้จริง และ ไม่มีอะไรรอหน้าเป็นตัวตนอยู่ได้ ตัวตนฝ่ายการกระทำก็ดี ตัวตนฝ่ายที่ถูกกระทำ ก็ดี ตัวการกระทำนั้น ๆ ก็ดี ตัวผลแห่งการกระทำนั้น ๆ ก็ดี ไม่ว่าจะถูกจัดไว้เป็น ฝ่ายกุศลหรือฝ่ายอกุศล หรือฝ่ายอัพพยากฤต คือมิใช่ทั้งกุศลและอกุศลก็ดี ย่อมเข้าถึงความว่างไปด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น. อาการแห่งการสลัดคืน กล่าวคือ ปฏินิสสัคคะมีขึ้นได้ถึงที่สุดโดยไม่ต้องมีใครเป็นตัวผู้ สละ คืน เพราะเป็นของว่าง ไปด้วยกันทั้งหมด แม้แต่ตัวการสลัด คืนตัว สิ่งที่ถูกสลัดคืน ก็ยังคงเป็นของว่าง

น.426 กล่าวคือเป็นความดับสนิทแห่งความมีตัวตนนั่นเอง. ฉะนั้นเมื่อกล่าวโดยปรมัตถ์ หรือโดยความจริงอันสูงสุดแล้ว ย่อมกล่าวได้ว่าความว่างอย่างเดียวเท่านั้น เป็นตัว ความสลัดคืนอย่างแท้จริง และมีเพียงอย่างเดียว หามีเป็น ๒ อย่างหรือหลายอย่าง ดังที่กล่าวโดยโวหารแห่งการพูดจา ด้วยการแยกเป็นฝักฝ่าย ดังที่กล่าวอย่าง บุคคลาธิษฐานข้างต้นนั้นไม่. เบญจขันธ์ก็ดี อายตนะภายในทั้งหกก็ดี อาการปรุงแต่งซึ่งกันและกัน ของสิ่งเหล่านั้น อันเรียกว่าปฏิจจสมุปบาทก็ดี เป็นสิ่งที่อาจถูกสลัดคืนโดยสิ้นเชิง ได้ด้วยการทำให้เข้าถึงความว่าง ดังที่กล่าวแล้วนั่นเอง. - ๔๙ - ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๐๒ การพิจารณาเบญจขันธ์โดยความเป็นของว่าง นั้น ย่อมเป็นการ สลัดคืนซึ่งเบญจขันธ์อยู่ในตัวมันเอง กล่าวคือก่อนหน้านี้รับหรือยึดถือเบญจขันธ์ บางส่วนว่า เป็นตัวตน บางส่วนว่าเป็นของตน ด้วยอำนาจของอุปาทาน บัดนี้ เบญจขันธ์นั้นถูกพิจารณาเห็นตามที่เป็นจริง คือเป็นของว่างไปหมดไม่เป็นที่ตั้ง แห่งอุปาทานอีกต่อไป อุปาทานจึงดับลง. เมื่ออุปาทานดับก็ไม่มีอะไรที่จะเป็น เครื่องยึดถือ และเบญจขันธ์ก็เป็นของว่างไปแล้ว. เมื่อไม่มีการยึดถือ หรือ การรับไว้เช่นนี้ ก็มีผลเท่ากับเป็นการสลัดคืน ทั้งที่ไม่ต้องมีตัวผู้สลัดคืน เพราะจิตและอุปาทานก็กลายเป็นของว่างจากตัวตนไป. สรุปความ ได้ว่าการ พิจารณาเบญจขันธ์ให้เป็นของว่างนั่นแหละ คือการสลัดเบญจขันธ์ทิ้งออกไป

น.427 ซึ่งเรียกว่า ปริจจาคปฏินิสสัคคะ และพิจารณาจนเห็นจิตเป็นของว่างจากตัวตน นั่นแหละคือการทำจิตให้แล่นเข้าไปสู่นิพพาน อันเป็นที่ดับของเบญจขันธ์ทั้งปวง ซึ่งรวมทั้งจิตนั้นเองด้วย อันนี้เรียกว่า ปักขันธนปฏินิสสัคคะ . การพิจารณา เบญจขันธ์เป็นของว่าง ก็คือการพิจารณาโดยความเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จนถึงที่สุด ตามนัยอันกล่าวแล้วโดยละเอียดขั้นที่สิบสามเป็นต้น. การพิจารณาอายตนะภายในทั้งหก โดยความเป็นของว่าง ก็มีลักษณะ อย่างเดียวกันกับเรื่องของเบญจขันธ์ เพราะอายตนะภายในทั้งหกนั้นเป็นส่วนหนึ่ง ของเบญจขันธ์ ได้แก่ขันธ์ที่ทำหน้าที่รู้อารมณ์ที่มาสัมผัสนั่นเอง หรืออีกอย่างหนึ่ง ก็กล่าวได้ว่าหมายถึงกลุ่มแห่งเบญจขันธ์ ในขณะที่ทำหน้าที่รับอารมณ์ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ นั่นเอง การทำให้สิ่งทั้งหกนี้เป็นของว่าง ก็คือการ พิจารณาโดยความเป็นสังขาร หรือความเป็นธรรมชาติล้วน ๆ หามีความเป็นตัวตน แต่อย่างใดไม่ แต่มีลักษณะเป็นเครื่องกลไกตามธรรมชาติของมันเอง ในการที่จะ รับอารมณ์ได้ ตามธรรมดาของรูปธรรมและนามธรรมที่กำลังจับกลุ่มกันอยู่ซึ่ง สามารถทำอะไรได้อย่างน่ามหัศจรรย์ จนเกิดความสำคัญผิดไปว่า สิ่งเหล่านี้เป็น อัตตาหรือตัวตน หรือว่ามีอัตตาตัวตนอยู่ในสิ่งเหล่านี้. การพิจารณาสิ่งเหล่านี้ จนกระทั่งเห็นโดยความเป็นของว่างนั้น จัดเป็น ปักขันธนปฏินิสสัคคะ โดยแท้ โดยใจความก็คือแยกขันธ์ส่วนที่เป็นจิตออกมาพิจารณาโดยความเป็นของว่างนั่นเอง. การพิจารณาอาการแห่งปฏิจจสมุปบาท โดยความเป็นของว่าง นั้น เป็นการพิจารณาให้เห็นว่า กลไกโดยอัตโนมัติของรูปธรรมและนามธรรม กล่าวคือ การปรุงแต่งนั่นนี่กันสืบไปเป็นสายไม่มีหยุดนั้น ก็เป็นเพียงกลไกตามธรรมชาติ

น.428 ของรูปธรรมนามธรรมที่สามารถทำหน้าที่อย่างนั้นเอง ได้โดยอัตโนมัติในตัว ธรรมชาติเองล้วนๆ ไม่ต้องมีอัตตาหรือเจตภูตเป็นต้น อะไรที่ไหนเข้าไปเป็น ตัวการในการกระทำหรือใช้ให้ทำแต่อย่างใดเลย มันเป็นเพียงการเคลื่อนไหวของ ธรรมชาติล้วน ๆ ปรุงแต่งกันเองในเมื่อเข้ามาเกี่ยวข้องกัน มีการกระทำตอบแก่กัน และกัน ผลักดันเป็นเหตุและผลแก่กันและกัน จึงเกิดอาการปรุงแต่งเรื่อยไป ไม่มีหยุด เพราะฉะนั้นรูปธรรมและนามธรรมเหล่านั้น ในขณะที่กำลังเป็นเหตุ เป็นปัจจัยก็ดี หรือในขณะที่กำลังเป็นผลรืหอเป็นวิบากก็ดี และอาการต่าง ๆ ที่มันปรุงแต่งกันเพื่อให้เกิดเป็นผลมาจากเหตุ แล้วผลนั้นกลายเป็นเหตุต่อไปใน ทำนองนี้อย่างไม่มีหยุดหย่อนก็ดี ล้วนแต่เป็นอาการตามธรรมชาติของรูปธรรม นามธรรมล้วนๆ ไม่มีอัตตาหรือตัวตนอะไรที่ไหน ที่มีส่วนเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยเลย ทุกส่วนจึงว่างจากความหมายแห่งความเป็นตัวตน และความเป็นของของตน โดยสิ้นเชิง นี้คืออาการสลัดคืนออกไปเสียได้ซึ่งปฏิจจสมุปบาทธรรมทุก ๆ ส่วน ทั้งที่เป็นส่วนเหตุและส่วนผลและส่วนที่กำลังเป็นเพียงอาการปรุงแต่ง ฉะนั้น จึงเป็นอันกล่าวได้ว่าการสลัดคืนซึ่งกลุ่มแห่งปฏิจจสมุปบาทนี้ เป็นทั้งปริจจาค ปฏินิสสัคคะ และเป็นทั้งปักขันธนปฏินิสสัคคะกล่าวคือสลัดคืนเสียได้ทั้งส่วนที่เป็น เบญจขันธ์ คือส่วนที่เป็นผลและทั้งส่วนที่ถูกสมมติว่าเป็นจิตเป็นผู้ทำกิริยาอาการ เหล่านั้น อันเกิดขึ้นจากความไม่รู้จริง หรือความหลงผิดโดยสิ้นเชิง. เมื่อประมวลเข้าด้วยกันทั้ง ๓ อย่าง ก็เป็นอันกล่าวได้ว่าเป็นการสลัดคืน เสียซึ่งโลกในฐานะที่เป็นอารมณ์ และสลัดคืนเสียซึ่งจิตในฐานะเป็นผู้เสวยอารมณ์ คือโลก และสลัดเสียซึ่งการเกี่ยวข้อง หรือการปรุงแต่งผลักดันกันต่าง ๆ บรรดา ที่มีอยู่ในโลก ที่ปรุงแต่งโลกหรือที่เกี่ยวพันกันระหว่างโลกกับจิต ซึ่งเป็นผู้รู้สึก ต่อโลก เมื่อสละคืนเสียได้ทั้งหมดสามประเภท ดังนี้แล้ว ก็เป็นอันว่า

น.429 ไม่มีอะไรเหลืออยู่สำหรับเป็นที่ตั้งของความทุกข์ หรือความยึดถือซึ่งเป็นเหตุแห่ง ความทุกข์อีกเลยแม้แต่น้อย มีอยู่ก็แต่ความไม่มีทุกข์ ความดับเย็น ความสงบ รำงับ ความหลุดพ้น ความปล่อยวาง ไม่มีการแยกถือโดยประการทั้งปวง หรืออะไรอื่นก็ตามแล้วแต่จะเรียก แต่รวมความว่าเป็นที่สิ้นสุด หรือเป็นที่จบลง โดยเด็ดขาดของสังสารวัฏฏ์กล่าวคือกระแสของความทุกข์ ซึ่งเรานิยมเรียกภาวะ เช่นนี้ ว่าเป็นการลุถึงนิพพาน ทั้งหมดนี้เป็นการแสดงให้เห็นได้ว่าปฏินิสสัคคะ คือการสลัดคืนนั้น มีความเกี่ยวข้องกันอย่างไรกับความหมายของคำว่านิพพาน. ส่วน ปัญหาที่ว่าทำอย่างไร จึงจะได้ชื่อว่าปฏินิสสัคคานุปัสสี กล่าวคือ ผู้ตามเห็นซึ่งความสลัดคืนอยู่เป็นประจำนั้น อธิบายว่าผู้ปฏิบัติอานาปานสติมาจน ถึงขั้นนี้แล้ว จะต้องเปลี่ยนกฎเกณฑ์ในการกำหนดพิจารณากันเสียใหม่ คือย้ายให้ สูงขึ้นไปให้เกิดมีความรู้สึกชัดแจ้งในการสลัดคืนของตน. คือหลังจากเห็นความ เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาแล้วเกิดความพอใจในการที่คลายความยึดถือหรือใน ความดับแห่งสังขารทั้งปวงแล้ว ทำจิตให้วางเฉยต่อสังขารทั้งหลาย ที่ได้พิจารณา เห็นโดยความเป็นของว่างอย่างแท้จริงอยู่ทุกลมหายใจเข้า - ออก. ทางที่ดีที่สุดเขาจะต้องย้อนไปเจริญอานาปานสติขึ้นมาใหม่ ตั้งแต่ขั้นที่หนึ่ง แล้วคอยเพ่งพิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่ปรากฏ นับตั้งแต่ลมหายใจ นิมิตและ องค์ฌานขึ้นมาจนถึงธรรมที่เป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือโดยตรง เช่นสุขเวทนาในฌาน และจิตที่กำหนดสิ่งต่าง ๆ ให้เห็นโดยความเป็นของควรสลัดคืน หรือต้องสลัดคืน อย่างที่ไม่ควรจะยึดถือไว้แต่ประการใดเลย ; แล้วเพ่งพิจารณาไปในทำนองที่สิ่ง เหล่านั้นเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ยิ่งขึ้นไปตามลำดับ จนจิตประกอบ อยู่ด้วยความเบื่อหน่าย คลายกำหนัดต่อสิ่งเหล่านั้น ประกอบอยู่ด้วยธรรมเป็นที่ดับ

น.430 แห่งสิ่งเหล่านั้น คือความเห็นแจ่มแจ้งว่าสิ่งเหล่านั้นไม่ได้มีตัวตนอยู่จริง จน กระทั่งจิตได้ปล่อยวางหรือว่างจากความยึดถือในสิ่งเหล่านั้นยิ่งขึ้นไปตามลำดับ จน กว่าจะถึงที่สุดแห่งกิจที่ต้องทำ คือปล่อยวางด้วยสมุจเฉทวิมุตติจริง ๆ. แม้ในระยะ ต้น ๆ ที่ยังเป็นเพียงตทังควิมุตติ คือพอสักว่ามาทำอานาปานสติ จิตปล่อยวางเอง ก็ดี และในขณะแห่งวิกขัมภนวิมุตติ คือจิตประกอบอยู่ด้วยฌานเต็มที่ มีการปล่อย วางไปด้วยอำนาจของฌานนั้น จนตลอดเวลาแห่งฌานก็ดี ก็ล้วนแต่เป็นสิ่งที่ต้อง พยายามกระทำด้วยความระมัดระวัง อย่างสุขุมแยบคายที่สุดอยู่ทุกลมหายใจเข้า- ออกจริง ๆ. เมื่อกระทำอยู่ดังนี้ จะเป็นการกระทำที่กำหนดอารมณ์อะไรก็ตาม ในระดับไหนก็ตาม ล้วนแต่ได้ชื่อว่าเป็นปฏินิสสัคคานุบัสสีด้วยกันทั้งนั้น. เมื่อกระทำอยู่ดังนี้ ก็ชื่อว่าเป็นการเจริญธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ภาวนาขั้นสุดท้ายเป็นภาวนาที่แท้จริง ประมวลมาได้ซึ่งสโมธานธรรม ๒๙ ประการ ในระดับสูงสุดของการปฏิบัติบำเพ็ญอานาปานสติ ในขั้นที่เป็นวิปัสสนาภาวนาโดย สมบูรณ์. วินิจฉัยในอานาปานสติขั้นที่สิบหกสิ้นสุดลงเพียงเท่านี้ สำหรับจตุกกะที่สี่นี้ จัดเป็นธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐานภาวนาด้วยกัน ทั้งนั้น. ขั้นแรกพิจารณาความเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ซึ่งสรุปรวมลงได้ เป็นสุญญตา มีความหมายสำคัญอยู่ตรงที่ว่างอย่างไม่น่ายึดถือ ขืนยึดถือก็เป็นทุกข์. ขั้นต่อมากำหนดพิจารณา ในการทำความจางคลายจากความยึดถือต่อสิ่งเหล่านั้น เพราะเกลียดกลัวโทษกล่าวคือความทุกข์อันเกิดมาจากความยึดถือ. ขั้นต่อมาอีก กำหนดพิจารณาไปในทำนองที่จะให้เห็นว่า มันมิได้มีตัวตนอยู่จริงไปทั้งหมดทั้งสิ้น

น.431 หรือทุกสิ่งทุกอย่าง การยึดถือเป็นยึดถือลม ๆ แล้ง ๆ เพราะว่าตัวผู้ยึดถือก็ไม่ได้มี ตัวจริง สิ่งที่ถูกยึดถือก็ไม่ได้มีตัวจริง แล้วการยึดถือมันจะมีตัวจริงได้อย่างไร ; พิจารณาไปในทางที่จะดับตัวตนของสิ่งทั้งปวงเสียโดยสิ้นเชิง. ส่วนขั้นที่สี่อันเป็น ขั้นสุดท้ายนั้น กำหนดพิจารณาไปในทางที่สมมติเรียกได้ว่า บัดนี้ได้สลัดทิ้งสิ่ง เหล่านั้นออกไปหมดแล้ว ด้วยการทำให้มันว่างลงไปได้จริง ๆ คือสิ่งทั้งปวงเป็น ของว่างไปแล้ว และจิตก็มีอาการที่สมมติเรียกว่า "เข้านิพพานเสียแล้ว" คือสลายตัวไปในความว่างหรือสุญญตานั้น ไม่มีอะไรเหลืออยู่เป็นตัวตน เพื่อยึด ถืออะไร ๆ ว่าเป็นของตนอีกต่อไปเลย. การปฏิบัติหมวดนี้ ได้ชื่อว่าพิจารณาธรรม ก็เพราะพิจารณาที่ตัวธรรม ๔ ประการโดยตรง คือพิจารณาที่ อนิจจตา วิราคะ นิโรธะ และปฏินิสสัคคะ โดยนัยดังที่กล่าวแล้วต่างจากจตุกกะที่หนึ่ง เพราะในที่นั้นพิจารณากายคือลมหายใจ ; ต่างจากจตุกกะที่สอง เพราะในที่นั้นพิจารณาเวทนาโดยประการต่าง ๆ; ต่างจาก จตุกกะที่สาม เพราะในที่นั้นพิจารณาที่จิตโดยวิธีต่าง ๆ; ส่วนในที่นี้เป็นการ พิจารณาที่ธรรม กล่าวคือ สภาวะธรรมดา ที่เป็นความจริงของสิ่งทั้งปวง ที่รู้ แล้วทำให้จิตหลุดพ้นจากทุกข์ได้ ต่างกันเป็นชั้น ๆ ดังนี้. อานาปานสติ จตุกกะที่สี่ จบ.

น.432 ประมวลจตุกกะทั้งสี่ จตุกกะที่หนึ่งเป็นสมถภาวนาล้วน ส่วนจตุกกะที่สองและที่สามเป็น สมถภาวนาที่เจือกันกับวิปัสสนาภาวนา ส่วนจตุกกะที่สี่นี้ เป็นวิปัสสนาภาวนา ถึงที่สุด. สมถภาวนา คือการกำหนดโดยอารมณ์หรือนิมิต เพื่อความตั้งมั่น แห่งจิต มีผลถึงที่สุดเป็นฌาน ; ส่วนวิปัสสนาภาวนานั้นกำหนดโดยลักษณะคือ ความไม่เที่ยงเป็นทุกข์ เป็นอนัตตาทำจิตให้รู้แจ้งเห็นแจ้งในสิ่งทั้งปวง มีผลถึง ที่สุดเป็นญาณ : เป็นอันว่าอานาปานสติทั้ง ๑๖ วัตถุนี้ ตั้งต้นขึ้นมาด้วยการ อบรมจิตให้มีกำลังแห่งฌานด้วยจตุกกะที่หนึ่ง แล้วอบรมกำลังแห่งญาณให้เกิดขึ้น ผสมกำลังแห่งฌานในจตุกกะที่สองที่สามโดยทัดเทียมกัน และกำลังแห่งญาณเดิน ออกหน้ากำลังแห่งฌาน ทวียิ่งขึ้นไปจนถึงที่สุดในจตุกกะที่สี่ จนสามารถทำลาย อวิชชาได้จริงในลำดับนั้น. วินิจฉัยในอานาปานสติ อันมีวัตถุสิบหก และมีจตุกกะสี สิ้นสุดลงเพียงเท่านี้. ๔๒๐

น.433 ภาคผนวก ๑ ว่าด้วย ก. ญาณเนื่องด้วยอานาปานสติ -๕๐- ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๐๒ คำว่า "ญาณ" มีความหมาย ๒ ความหมาย อย่างแรกหมายถึงการรู้สิ่งที่ ต้องรู้ ซึ่งอาจจะรู้ได้เมื่อกำลังทำอยู่พร้อมกันไปในตัว หรือว่าด้วยการศึกษามาก่อน ถึงเรื่องนั้น ๆ ตามสมควร แล้วมารู้แจ้งสิ่งนั้นอย่างสมบูรณ์ ในเมื่อมีการปฏิบัติ ไปจนถึงที่สุด. ตัวอย่างเช่นเมื่อทำบ้านเรือนสำเร็จ คน ๆ นั้นก็มีความรู้เรื่อง การทำบ้านเรือน ; ความรู้บางอย่างก็มีมาแล้วก่อนทำ ความรู้บางอย่างก็เพิ่งจะ มีขึ้นเมื่อกำลังทำ และความรู้ทั้งหมดย่อมสมบูรณ์เมื่อทำงานนั้นสำเร็จไปแล้ว จริง ๆ ฉะนั้นคำว่า ญาณในประเภทแรกนี้หมายถึงสิ่งที่เราเรียกกันตามโวหาร ธรรมดาว่า " ความรู้ " หมายถึงความรู้ที่ถูกต้องเพราะได้ผ่านสิ่งนั้น ๆ มาแล้วจริง ๆ. ส่วนความหมายของคำว่า ญาณอย่างที่สองนั้น เล็งถึงความรู้แจ้งแทงตลอดเฉพาะ เรื่อง และเป็นการเห็นแจ้งภายในใจล้วน เนื่องมาจากการเพ่งโดยลักษณะ มีลักษณะแห่งความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เป็นประธาน ซึ่งเรียกโดย โวหารธรรมดาว่า "ความรู้แจ้ง" เห็นแจ้งหรือเลยไปถึงความแทงตลอด ซึ่งมีหน้าที่ เจาะแทงกิเลสโดยตรง; ในเมื่อญาณตามความหมายที่แรก หมายถึงเพียงความรู้ ที่ทำให้เราสามารถทำสิ่งต่าง ๆ ได้สำเร็จ และรู้ถึงที่สุดเมื่อทำสำเร็จเท่านั้น. และ เราจะได้วินิจฉัยกันในญาณตามความหมายประเภทแรกก่อน ดังต่อไปนี้ :- ๔๒๑

น.434 ๔๒๒ เมื่อบุคคลเจริญอานาปานสติมีวัตถุ ๑๖ หรือมีจตุกกะสี่ ดังที่กล่าวแล้ว โดยละเอียดถึงที่สุดไปแล้ว เขาย่อมมีความรู้เกี่ยวกับการทำอานาปานสติทั้งหมด หรือแม้ว่าก่อนแต่จะเจริญอานาปานสติอันมีวัตถุสิบหกนี้ ถ้าเขาอยากจะศึกษามา ก่อน เขาก็ต้องศึกษาเรื่องความรู้เหล่านี้เอง ซึ่งจะต้องตรงเป็นอันเดียวกันเสมอไป ความรู้ที่กล่าวนี้แบ่งเป็น ๑๑ หมวด ดังต่อไปนี้ :- หมวดที่ ๑ ญาณ ในธรรมที่เป็นอันตรายต่อสมาธิ ๘ ประการ หมวดที่ ๒ ญาณ ในธรรมที่เป็นอุปการะต่อสมาธิ ๘ ประการ หมวดที่ ๓ ญาณ ในโทษที่เป็นเครื่องเศร้าหมองของสมาธิ ๑๘ ประการ หมวดที่ ๔ ญาณ ในธรรมคือความผ่องแผ้วของสมาธิ ๑๓ ประการ หมวดที่ ๕ ญาณ ในการทำตนให้เป็นผู้มีสติปัฏฐาน ๓๒ ประการ หมวดที่ ๖ ญาณ ที่เป็นไปตามอำนาจสมาธิ ๒๔ ประการ หมวดที่ ๗ ญาณ ที่เป็นไปตามอำนาจของวิปัสสนา ๗๒ ประการ หมวดที่ ๔ ญาณ ในนิพพิทา ๘ ประการ หมวดที่ ๙ ญาณ อันอนุโลมต่อนิพพิทา ๘ ประการ หมวดที่ ๑๐ ญาณ เป็นที่ระงับเสียซึ่งนิพพิทา ๘ ประการ หมวดที่ ๑๐ ญาณ ในสุขอันเกิดแต่วิมุตติ ๒๑ ประการ รวมทั้งหมดเป็น ๒๒๐ ประการ หรือ ๒๒๐ เรื่องดังนี้ :-

น.435 ๔๒๓ หมวดที่ ๑ - ๒๒ ญาณในธรรมเป็นอันตราย และ ในธรรมเป็นอุปการะต่อสมาธิ นั้น อาจจะกล่าวเป็นคู่ ๆ ในฐานะที่เป็นของตรงกันข้ามต่อกันและกันดังต่อไปนี้ :- กามฉันทะ เป็นอันตราย เนกขัมมะ เป็นอุปการะ นี้คู่หนึ่ง, พยาบาท เป็นอันตราย อัพพยาบาท เป็นอุปการะ นี้คู่หนึ่ง, ถีนมิทธะ เป็นอันตราย อาโลกสัญญา เป็นอุปการะ นี้คู่หนึ่ง, อุทธัจจะ เป็นอันตราย อวิกเขปะ เป็นอุปการะ นี้คู่หนึ่ง, วิจิกิจฉา เป็นอันตราย ธัมมววัฏฐานะ เป็นอุปการะ นี้คู่หนึ่ง, อวิชชา เป็นอันตราย วิชชาหรือญาณ เป็นอุปการะ นี้คู่หนึ่ง, อรติ เป็นอันตราย ปามุชชะ เป็นอุปการะ นี้คู่หนึ่ง, อกุศลธรรมทั้งปวง เป็นอันตราย กุศลกรรมทั้งปวง เป็นอุปการะ นี้คู่หนึ่ง; รวมเป็น ๘ คู่ จำแนกเรียงอย่าง เป็น ๑๖ อย่างด้วยกัน. ดังที่กล่าวมาแล้วบ่อย ๆ ว่า จะกำหนดรู้สิ่งใดต้องทำสิ่งนั้น ให้ปรากฏแก่ใจจริง ๆ เสียก่อน แล้วจึงกำหนดรู้; ถ้าสิ่งนั้นปรากฏอยู่เองแล้ว ก็มีการกำหนดรู้ที่สิ่งนั้นไปได้เลย. การกำหนดรู้ความเป็นอันตราย และการกำหนด รู้ความเป็นอุปการะ จะต้องกำหนดรู้ที่ธรรม ๑๖ ประการนี้จริง ๆ จนกระทั่งรู้จัก ตัวจริงของสิ่งนั้นจริง ๆ รู้จักความที่สิ่งนั้นทำอันตรายแก่สมาธิ หรือเป็นอุปการะ แก่สมาธิอย่างประจักษ์ชัดแก่ใจตน ในขณะที่ตนกำลังพยายามจะทำจิตให้เป็นสมาธิ ซึ่งต้องทำการต่อสู้หรือทำการประคับประคองอย่างใดอย่างหนึ่งอยู่ในขณะนั้น ว่ามัน มีความจริงในการทำหน้าที่ของมันอย่างไร จึงจะเรียกว่าญาณในที่นี้. รายละเอียด ต่าง ๆ เกี่ยวกับธรรมทั้ง ๑๖ ประการนี้ มีอยู่แล้วในวินิจฉัยแห่งอานาปานสติขั้นที่สี่

น.436 ๔๒๔ หมวดที่ ๓ ญาณในโทษเป็นเครื่องเศร้าหมองของสมาธิ นั้น หมายถึงความรู้ เท่าถึงการณ์ในการพลิกแพลงของจิต ในขณะที่มีการกำหนดลมหายใจหรือนิมิต ที่กระทำไปไม่สำเร็จ ซึ่งมีอยู่ ๑๘ ชนิดด้วยกันคือ :- ๑. เมื่อกำหนดเบื้องต้น ท่ามกลาง ที่สุดแห่งลมหายใจออก จิตฟุ้งซ่าน ในภายใน. ๒. เมื่อกำหนดเบื้องต้น ท่ามกลาง ที่สุด แห่งลมหายใจเข้า จิตฟุ้งซ่าน ในภายนอก. ๓. ความหวัง ความใคร่ ความพอใจ หรือความทะเยอทะยานอยากต่อ ลมหายใจออก. ๔. ความหวัง ความใคร่ ความพอใจ หรือความทะยานอยากต่อลม หายใจเข้า. ๕. เมื่อสนใจในลมหายใจออกมากเกินไป จนเรียกได้ว่าถูกลมหายใจออก ครอบงำ ความเลือนก็เกิดขึ้นในการกำหนดลมหายใจเข้า. ๖. เมื่อสนใจในลมหายใจเข้ามากเกินไป จนเรียกได้ว่าถูกลมหายใจเข้า ครอบงำ ความเลือนก็เกิดขึ้นในการกำหนดลมหายใจออก. ๗. เมื่อกำหนดนิมิตอยู่ จิตที่กำหนดลมหายใจออกหวั่นไหว. ๘. เมื่อกำหนดลมหายใจออกอยู่ จิตที่กำหนดนิมิตหวั่นไหว. ๙. เมื่อกำหนดนิมิตอยู่ จิตที่กำหนดลมหายใจเข้าหวั่นไหว. ๑๐. เมื่อกำหนดลมหายใจเข้าอยู่ จิตที่กำหนดนิมิตหวั่นไหว. ๑๑. เมื่อกำหนดลมหายใจออกอยู่ จิตที่กำหนดลมหายใจเข้าหวั่นไหว. ๑๒. เมื่อกำหนดลมหายใจเข้าอยู่ จิตที่กำหนดลมหายใจออกหวั่นไหว.

น.437 ๔๒๕ ๑๓. จิตแล่นไปตามอารมณ์ในอดีต เป็นจิตตกไปสู่ความกระสับกระส่าย. ๑๔. จิตหวังในอารมณ์อันเป็นอนาคต เกิดเป็นจิตกวัดแกว่งขึ้น. ๑๕. จิตหดหู่มีอาการแห่งความเกียจคร้านหรือตกลงไปสู่ความเกียจคร้าน ๑๖. จิตเพียรจัดเกินไป จนตกไปฝ่ายความฟุ้งซ่าน. ๑๗. จิตไวต่อความรู้สึกอารมณ์เกินไป เป็นจิตตกไปสู่ความกำหนัด. ๑๘. จิตไม่แจ่มใส ไม่ผ่องแผ้ว เป็นจิตตกไปสู่ความขัดเคืองหรือความ ประทุษร้าย. รวมทั้ง ๑๘ ประการนี้เรียกว่าโทษ เป็นเครื่องทำความเศร้าหมองแก่ สมาธิ. ญาณ หรือความรู้ เกิดขึ้นในสิ่งเหล่านี้ ในเมื่อสิ่งเหล่านี้ปรากฏเป็น อุปสรรค แล้วตนสามารถแก้ไขให้ลุล่วงไปได้ จึงจะเรียกว่า " ญาณ " ในที่นี้. ผู้ไม่มี ญาณข้อนี้อาจจะไม่รู้แม้แต่เพียงว่าเป็นโทษ แม้สิ่งเหล่านี้เกิดอยู่ก็ไม่สามารถ กำหนดได้ ว่าคืออะไรและจะต้องจัดการอย่างไร บางทีก็ไม่สามารถแม้แต่จะแจ้ง อาการเหล่านี้แก่กัลยาณมิตรหรืออาจารย์ ฉะนั้นควรได้รับการศึกษามาก่อนคือ ก่อนที่จะเจริญอานาปานสติอย่างเพียงพอ หรือเต็มที่อย่างที่จะสามารถทำได้ แล้ว มารู้ถึงที่สุดเอาเมื่อได้ปฏิบัติเสร็จแล้ว. แม้รายละเอียดเรื่องนี้ก็ได้วินิจฉัยแล้ว โดยละเอียดในอานาปานสติขั้นที่สี่ตอนต้น ๆ. หมวดที่ ๔ ญาณในธรรมที่เป็นการผ่องแผ้วของสมาธิ มีอาการตรงกันข้ามหรือ เป็นไปในทำนองที่ตรงกันข้าม จากอาการที่กล่าวมาแล้วในเรื่องธรรมที่เป็นเครื่อง ทำความเศร้าหมอง หากแต่ว่าหมวดนี้มีเพียง ๑๓ อย่างคือ : -

น.438 ๔๒๖ ๑. เมื่อจิตแล่นไปตามอารมณ์ในอดีต จนตกไปสู่ความกระสับกระส่าย เธอเว้นจิตดวงนั้นเสีย ตั้งจิตไว้ในฐานอันเดียว ย่อมระงับโทษคือความกระสับ กระส่ายนั้นได้. ๒. จิตหวังต่ออารมณ์ในอนาคต เป็นจิตหวั่นไหวแล้ว เธอเว้นจิต ดวงนั้นเสีย น้อมจิตไปในฐานอันเดียว คือการเว้นจิตดวงนั้นเสียนั้นเอง ย่อม ชำระความเศร้าหมองนั้นได้. ๓. จิตหดหู่ตกไปข้างฝ่ายเกียจคร้าน เธอย่อมทำการประคับประคอง ยกขึ้นซึ่งจิตนั้นด้วยการปลอบด้วยอุบายมีประการต่างๆ ย่อมละความเศร้าหมองได้. ๔. จิตเพียรจัดเกินไป จนตกไปข้างฝ่ายฟุ้งซ่าน เธอย่อมข่มซึ่งจิตนั้น ด้วยอุบายมีประการต่างๆ ย่อมละความเศร้าหมองได้. ๕. จิตไวต่อความรู้สึกเกินไป จนตกไปสู่ความกำหนัด เธอเพิ่ม สัมปชัญญะทำความรู้สึกตัวทั่วพร้อม หรือความรู้เท่าทันในการที่จะหยุดการไวต่อ ความรู้สึกนั้นเสีย ย่อมละเว้นความเศร้าหมองได้. ๖. จิตไม่แจ่มใส ตกไปฝ่ายประทุษร้าย เธอเพิ่มสัมปชัญญะ มีความ รู้สึกตัวทั่วพร้อมและรู้เท่าทันในการทำจิตให้แจ่ม ย่อมละเว้นความเศร้าหมองได้. ต่อไปนี้เป็นความผ่องใสของจิต โดยความเป็นจิตเอก. ๗. ความเป็นจิตเอก เพราะจิตมีการสละสิ่งทั้งปวงปรากฏชัด ๘. ความเป็นจิตเอก เพราะนิมิตแห่งสมถะปรากฏชัด ๙. ความเป็นจิตเอก เพราะลักษณะแห่งความสิ้นไปและเสื่อมไป ปรากฏชัดแก่จิต.

น.439 ๔๒๗ ๑๐. ความเป็นจิตเอก เพราะธรรมเป็นที่ดับเสีย ซึ่งความรู้สึกว่าตัวตน หรือของตนปรากฏชัด ความเป็นเอกต่าง ๆ กันนี้ มีได้ต่างกันแก่หมู่ชน ที่มีพื้นเพอุปนิสัยเดิม ต่างกัน เช่นชอบให้ทานเป็นนิสัย ชอบทำสมาธิเป็นนิสัย ชอบพิจารณาเพื่อ วิปัสสนาเป็นนิสัย และพวกพระอริยเจ้าในที่สุด. ๑๑. ความผ่องใส เกิดแก่จิตเพราะรู้ความหมดจดแห่งการปฏิบัติของตน. ๑๒. จิตผ่องใส เพราะเจริญด้วยอุเบกขา หรือพรั่งพรูด้วยอุเบกขา. ๑๓. จิตร่าเริงด้วยญาณ แล้วเป็นจิตผ่องใส ดังนี้. ความผ่องใสทั้ง ๑๓ ประการนี้ สำเร็จมาจากความรู้ อันเป็นเครื่องทำ ความผ่องใส ในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เฉพาะกรณี และเฉพาะบุคคลก็จริง แต่บุคคลผู้ผ่านการเจริญอานาปานสติไปจนถึงที่สุดแล้ว ย่อมมีญาณเหล่านี้อย่าง ครบถ้วน ด้วยการประจักษ์บ้าง ด้วยการหยั่งทราบบ้าง. รายละเอียดเกี่ยวกับการ ผ่องแผ้วทั้ง ๑๓ ประการนี้ มีวินิจฉัยอยู่แล้วในอานาปานสติขั้นที่สี่เช่นเดียวกัน.

น.440 ๔๒๘ - ๕๑ ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๐๒ หมวดที่ ๕ ญาณในความเป็นผู้มีสติปัฏฐาน ๓๒ ประการ นั้น หมายถึงความรู้ที่ ประจักษ์ในขณะเจริญอานาปานสติ มีวัตถุ ๑๖ หรือ ๑๖ ขั้น มีรายละเอียดดังที่ กล่าวมาแล้วแต่ต้นจนละเอียดนั่นเอง หากแต่ว่าวัตถุหนึ่ง ๆ ถูกแบ่งออกเป็น สองตามขณะแห่งการหายใจออกและการหายใจเข้า เพราะมีการกำหนดอย่างเดียว! กันและอย่างเต็มที่ทุกครั้งที่หายใจออกหรือหายใจเข้า. ความรู้ในขณะหายใจออก ก็ถูกจัดเป็นญาณอันหนึ่ง ในขณะหายใจเข้า ก็เป็นญาณอีกอันหนึ่งไปทุก ๆ วัตถุ รวมทั้ง ๑๖ วัตถุจึงเป็น ๓๒ ญาณ มีชื่อตามอาการที่กำหนดแห่งวัตถุนั้น ๆ คือ : ๑. ญาณเป็นเครื่องรู้ลมหายใจออกยาว ว่าเราหายใจออกยาวๆ ๒. ญาณเป็นเครื่องรู้ลมหายใจเข้ายาว ว่าเราหายใจเข้ายาว. ๓. ญาณเป็นเครื่องรู้ลมหายใจออกสั้น ว่าเราหายใจออกสั้น ๔. ญาณเป็นเครื่องรู้ลมหายใจเข้าสั้น ว่าเราหายใจเข้าสั้น ๕. ญาณเป็นเครื่องรู้พร้อมเฉพาะซึ่งกายทั้งปวง หายใจออก. ๖. ญาณเป็นเครื่องรู้พร้อมเฉพาะซึ่งกายทั้งปวง หายใจเข้า. ๗. ญาณเป็นเครื่องรู้การทำกายสังขารให้รำงับอยู่ หายใจออก.

น.441 รู้การทำกายสังขารให้รำงับอยู่ หายใจเข้า. ๙. ญาณเป็นเครื่องรู้พร้อมเฉพาะซึ่งปีติ หายใจออก. ๑๐. ญาณเป็นเครื่องรู้พร้อมเฉพาะซึ่งปีติ หายใจเข้า. ๑๑. ญาณเป็นเครื่องรู้พร้อมเฉพาะซึ่งสุข หายใจออก. ๑๒. ญาณเป็นเครื่องรู้พร้อมเฉพาะซึ่งสุข หายใจเข้า. ๑๓. ญาณเป็นเครื่องรู้พร้อมเฉพาะซึ่งจิตตสังขาร หายใจออก. ๑๔. ญาณเป็นเครื่องรู้พร้อมเฉพาะซึ่งจิตตสังขาร หายใจเข้า. ๑๕. ญาณเป็นเครื่องรู้การทำจิตตสังขารให้รำงับอยู่ หายใจออก. ๑๖. ญาณเป็นเครื่องรู้การทำจิตตสังขารให้รำงับอยู่ หายใจเข้า. ๑๗. ญาณเป็นเครื่องรู้พร้อมเฉพาะซึ่งจิต หายใจออก. ๑๘. ญาณเป็นเครื่องรู้พร้อมเฉพาะซึ่งจิต หายใจเข้า. ๑๙. ญาณเป็นเครื่องรู้การทำจิตให้บันเทิงยิ่งอยู่ หายใจออก. ๒๐. ญาณเป็นเครื่องรู้การทำจิตให้บันเทิงยิ่งอยู่ หายใจเข้า. ๒๑. ญาณเป็นเครื่องรู้การทำจิตให้ตั้งมั่นอยู่ หายใจออก. ๒๒. ญาณเป็นเครื่องรู้การทำจิตให้ตั้งมั่นอยู่ หายใจเข้า. ๒๓. ญาณเป็นเครื่องรู้การทำจิตให้ปล่อยอยู่ หายใจออก. ๒๔. ญาณเป็นเครื่องรู้การทำจิตให้ปล่อยอยู่ หายใจเข้า. ๒๕. ญาณเป็นเครื่องตามเห็นความไม่เที่ยงอยู่เป็นประจำ หายใจออก. ๒๖. ญาณเป็นเครื่องตามเห็นความไม่เที่ยงอยู่เป็นประจำ หายใจเข้า. ๒๗. ญาณเป็นเครื่องตามเห็นความจางคลายอยู่เป็นประจำ หายใจออก. ๒๘. ญาณเป็นเครื่องตามเห็นความจางคลายอยู่เป็นประจำ หายใจเข้า. ๒๙. ญาณเป็นเครื่องตามเห็นธรรมเป็นที่ดับอยู่เป็นประจำ หายใจออก. ๓๐. ญาณเป็นเครื่องตามเห็นธรรมเป็นที่ดับอยู่เป็นประจำ หายใจเข้า.

น.442 ตามเห็นความสลัดคืนอยู่เป็นประจำ หายใจออก. ๓๒. ญาณเป็นเครื่องตามเห็นความสลัดคืนอยู่เป็นประจำ หายใจเข้า. ญาณเหล่านี้มีชื่อเรียกสั้น ๆ ว่า สโตการีญาณ มีชื่อตามลำดับเลข ว่าสโตการีญาณที่หนึ่งที่สองตามลำดับไป. สโตการี แปลว่า ผู้กระทำซึ่งสติ ; สโตการีญาณ จึงแปลว่าญาณของผู้ทำสติ จำแนกเป็น ๓๒ ตามอาการที่ทำ ดังที่กล่าวแล้ว. หมวดที่ ๖ ญาณด้วยอำนาจความเป็นสมาธิ ๒๔ นั้น หมายถึงความรู้ในความ เป็นสมาธิ หรือเพราะมีความเป็นสมาธิปรากฏอยู่อย่างนั้น ๆ แล้วเกิดความรู้ ต่อความเป็นสมาธินั้น จำแนกเป็น ๒๔ ตามอาการของความเป็นสมาธิ ที่มีอยู่ ในอานาปานสติเพียง ๓ จตุกกะข้างต้น คือ :- ๑. ญาณ คือความรู้ว่าสมาธิ เพราะจิตเป็นเอกคตาไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยอำนาจลม หายใจออกยาว ๒. ญาณ คือความรู้ว่าสมาธิ เพราะจิตเป็นเอกคตาไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยอำนาจลม หายใจเข้ายาว ๓. ญาณ คือความรู้ว่าสมาธิ เพราะจิตเป็นเอกคตาไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยอำนาจสม หายใจออกสั้น ๔. ญาณ คือความรู้ว่าสมาธิ เพราะจิตเป็นเอกคตาไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยอำนาจลม หายใจเข้าสั้น

น.443 ความเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งกายทั้งปวง หายใจออก. ๖. ญาณ คือความรู้ว่าสมาธิ เพราะจิตเป็นเอกกตาไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยอำนาจ ความเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งกายทั้งปวง หายใจเข้า. ๗. ญาณ คือความรู้ว่าสมาธิ เพราะจิตเป็นเอกคตาไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยอำนาจ การทำกายสังขารให้รำงับอยู่ หายใจออก. ๘. ญาณ คือความรู้ว่าสมาธิ เพราะจิตเป็นเอกคตาไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยอำนาจ การทำกายสังขารให้รำงับอยู่ หายใจเข้า. ๙. ญาณ คือความรู้ว่าสมาธิ เพราะจิตเป็นเอกคตาไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยอำนาจ ความเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งปีติ หายใจออก. ๑๐. ญาณ คือความรู้ว่าสมาธิ เพราะจิตเป็นเอกคตาไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยอำนาจ ความเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งปีติ หายใจเข้า. ๑๑. ญาณ คือความรู้ว่าสมาธิ เพราะจิตเป็นเอกคตาไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยอำนาจ ความเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งสุข หายใจออก ๑๒. ญาณ คือความรู้ว่าสมาธิ เพราะจิตเป็นเอกคตาไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยอำนาจ ความเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งสุข หายใจเข้า. ๑๓. ญาณ คือความรู้ว่าสมาธิ เพราะจิตเป็นเอกคตาไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยอำนาจ ความเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งจิตตสังขาร หายใจออก. ๑๔. ญาณ คือความรู้ว่าสมาธิ เพราะจิตเป็นเอกคตาไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยอำนาจ ความเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งจิตตสังขาร หายใจเข้า.

น.444 การทำจิตตสังขารให้รำงับอยู่ หายใจออก. ๑๖. ญาณ คือความรู้ว่าสมาธิ เพราะจิตเป็นเอกคตาไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยอำนาจ การทำจิตตสังขารให้รำงับอยู่ หายใจเข้า. ๑๗. ญาณ คือความรู้ว่าสมาธิ เพราะจิตเป็นเอกคตาไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยอำนาจ ความเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งจิต หายใจออก. ๑๘. ญาณ คือความรู้ว่าสมาธิ เพราะจิตเป็นเอกคตาไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยอำนาจ ความเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งจิต หายใจเข้า. ๑๙. ญาณ คือความรู้ว่าสมาธิ เพราะจิตเป็นเอกคตาไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยอำนาจ การทำจิตให้บันเทิงยิ่งอยู่ หายใจออก. ๒๐. ญาณ คือความรู้ว่าสมาธิ เพราะจิตเป็นเอกคตาไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยอำนาจ การทำจิตให้บันเทิงยิ่งอยู่ หายใจเข้า. ๒๑. ญาณ คือความรู้ว่าสมาธิ เพราะจิตเป็นเอกคตาไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยอำนาจ การกระทำจิตให้ตั้งมั่นอยู่ หายใจออก. ๒๒. ญาณ คือความรู้ว่าสมาธิ เพราะจิตเป็นเอกคตาไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยอำนาจ การทำจิตให้ตั้งมั่นอยู่ หายใจเข้า. ๒๓. ญาณ คือความรู้ว่าสมาธิ เพราะจิตเป็นเอกคตาไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยอำนาจ การทำจิตให้ปล่อยอยู่ หายใจออก. ๒๔. ญาณ คือความรู้ว่าสมาธิ เพราะจิตเป็นเอกคตาไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยอำนาจ การทำจิตให้ปล่อยอยู่ หายใจเข้า. ญาณด้วยอำนาจสมาธิมีเพียง ๒๔ เพราะมีใน ๓ จตุกกะข้างต้น ส่วน ในจตุกกะที่สี่นั้น เป็นการกำหนดด้วยอำนาจวิปัสสนา จึงไม่ถูกนับรวมอยู่ในญาณ ในประเภทนี้.

น.445 ๔๓๓ หมวดที่ ๗ ญาณด้วยอำนาจวิปัสสนา ๗๒ อย่าง จำแนกโดยทำนองของญาณ ด้วยอำนาจสมาธิ ๒๔ อย่างดังที่กล่าวมาแล้วในหมวดก่อน หากแต่ว่าจำแนก ออกไปอีกอย่างละสาม ด้วยอำนาจลักษณะทั้งสามคือ อนิจจลักษณะ ๑, ทุกขลักษณะ ๑, อนัตตลักษณะ ๑, เป็นการตรีคูณญาณทั้ง ๒๔ ญาณ จึงกลาย เป็น ๗๒ ญาณ มีชื่อแห่งอาการตามการกำหนด เช่นเดียวกันคือ :- ๑. วิปัสสนาญาณ เพราะการตามเห็นความไม่เที่ยง เมื่อหายใจออกยาว, ๒. วิปัสสนาญาณ เพราะการตามเห็นความเป็นทุกข์ เมื่อหายใจออกยาว, ๓. วิปัสสนาญาณ เพราะการตามเห็นความเป็นอนัตตา เมื่อหายใจออกยาว ๔. วิปัสสนาญาณ เพราะการตามเห็นความไม่เที่ยง เมื่อหายใจเข้ายาว. ๕. วิปัสสนาญาณ เพราะการตามเห็นความเป็นทุกข์ เมื่อหายใจเข้ายาว ๖. วิปัสสนาญาณ เพราะการตามเห็นความเป็นอนัตตา เมื่อหายใจเข้ายาว ๗. วิปัสสนาญาณ เพราะการตามเห็นความไม่เที่ยง เมื่อหายใจออกสั้น ๘. วิปัสสนาญาณ เพราะการตามเห็นความเป็นทุกข์ เมื่อหายใจออกสั้น ๙. วิปัสสนาญาณ เพราะการตามเห็นความเป็นอนัตตา เมื่อหายใจออกสั้น ๑๐. วิปัสสนาญาณ เพราะการตามเห็นความไม่เที่ยง เมื่อหายใจเข้าสั้น ๑๑ วิปัสสนาญาณ เพราะการตามเห็นความเป็นทุกข์ เมื่อหายใจเข้าสั้น ๑๒. วิปัสสนาญาณ เพราะการตามเห็นความเป็นอนัตตา เมื่อหายใจเข้าสั้น ๑๓. วิปัสสนาญาณ เพราะการตามเห็นความไม่เที่ยง เมื่อรู้พร้อมเฉพาะ ซึ่งกายทั้งปวง หายใจออก ๑๔. วิปัสสนาญาณ เพราะการตามเห็นความเป็นทุกข์ เมื่อรู้พร้อมเฉพาะ ซึ่งกายทั้งปวง หายใจออก

น.446 อนัตตา เมื่อรู้พร้อมเฉพาะ ซึ่งกายทั้งปวง หายใจออก ๑๖. วิปัสสนาญาณ เพราะการตามเห็นความไม่เที่ยง เมื่อรู้พร้อมเฉพาะ ซึ่งกายทั้งปวง หายใจเข้า ๑๗. วิปัสสนาญาณ เพราะการตามเห็นความเป็นทุกข์ เมื่อรู้พร้อมเฉพาะ ซึ่งกายทั้งปวง หายใจเข้า ๑๘. วิปัสสนาญาณ เพราะการตามเห็นความเป็นอนัตตา เมื่อรู้พร้อมเฉพาะ ซึ่งกายทั้งปวง หายใจเข้า ๑๙. วิปัสสนาญาณ เพราะการตามเห็นความไม่เที่ยง เมื่อทำกายสังขาร ให้รำงับอยู่ หายใจออก ๒๐. วิปัสสนาญาณ เพราะการตามเห็นความเป็นทุกข์ เมื่อทำกายสังขาร ให้รำงับอยู่ หายใจออก ๒๑. วิปัสสนาญาณ เพราะการตามเห็นความเป็นอนัตตา เมื่อทำกายสังขาร ให้รำงับอยู่ หายใจออก ๒๒. วิปัสสนาญาณ เพราะการตามเห็นความไม่เที่ยง เมื่อทำกายสังขาร ให้รำงับอยู่ หายใจเข้า ๒๓. วิปัสสนาญาณ เพราะการตามเห็นความเป็นทุกข์ เมื่อทำกายสังขาร ให้รำงับอยู่ หายใจเข้า ๒๔. วิปัสสนาญาณ เพราะการตามเห็นความเป็นอนัตตา เมื่อทำกายสังขาร ให้รำงับอยู่ หายใจเข้า ๒๕. วิปัสสนาญาณ เพราะการตามเห็นความไม่เที่ยง เมื่อเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะ ซึ่งปีติ หายใจออก.

น.447 ป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะ ซึ่งปีติ หายใจออก. ๒๗. วิปัสสนาญาณ เพราะการตามเห็นความเป็นอนัตตา เป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะ ซึ่งปีติ หายใจออก ๒๘. วิปัสสนาญาณ เพราะการตามเห็นความไม่เที่ยง เป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะ ซึ่งปีติ หายใจเข้า. ๒๙. วิปัสสนาญาณ เพราะการตามเห็นความเป็นทุกข์ เป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะ ซึ่งปีติ หายใจเข้า. ๓๐. วิปัสสนาญาณ เพราะการตามเห็นความเป็นอนัตตา เป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะ ซึ่งปีติ หายใจเข้า. ๓๑. วิปัสสนาญาณ เพราะการตามเห็นความไม่เที่ยง เมื่อเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะ ซึ่งสุข หายใจออก. ๓๒. วิปัสสนาญาณ เพราะการตามเห็นความเป็นทุกข์ เมื่อเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะ ซึ่งสุข หายใจออก. ๓๓. วิปัสสนาญาณ เพราะการตามเห็นความเป็นอนัตตา เมื่อเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะ ซึ่งสุข หายใจออก. ๓๔. วิปัสสนาญาณ เพราะการตามเห็นความไม่เที่ยง เมื่อเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะ ซึ่งสุข หายใจเข้า. ๓๕. วิปัสสนาญาณ เพราะการตามเห็นความเป็นทุกข์ เมื่อเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะ ซึ่งสุข หายใจเข้า. ๓๖. วิปัสสนาญาณ เพราะการตามเห็นความเป็นอนัตตา เมื่อเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะ ซึ่งสุข หายใจเข้า. ๓๗. วิปัสสนาญาณ เพราะการตามเห็นความไม่เที่ยง เมื่อเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะ ซึ่งจิตตสังขาร หายใจออก.

น.448 มื่อเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะ ซึ่งจิตตสังขาร หายใจออก. ๓๙. วิปัสสนาญาณเพราะการตามเห็นความเป็นอนัตตาเมื่อเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะ ซึ่งจิตตสังขาร หายใจออก. ๔๐. วิปัสสนาญาณ เพราะการตามเห็นความไม่เที่ยง เมื่อเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะ ซึ่งจิตตสังขาร หายใจเข้า. ๔๑. วิปัสสนาญาณ เพราะการตามเห็นความเป็นทุกข์ เมื่อเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะ ซึ่งจิตตสังขาร หายใจเข้า. ๔๒. วิปัสสนาญาณเพราะการตามเห็นความเป็นอนัตตาเมื่อเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะ ซึ่งจิตตสังขาร หายใจเข้า. ๔๓. วิปัสสนาญาณ เพราะการตามเห็นความไม่เที่ยง เมื่อทำจิตตสังขารให้ รำงับอยู่ หายใจออก. ๔๔. วิปัสสนาญาณ เพราะการตามเห็นความเป็นทุกข์ เมื่อทำจิตตสังขารให้ รำงับอยู่ หายใจออก. ๔๕. วิปัสสนาญาณ เพราะการตามเห็นความเป็นอนัตตา เมื่อทำจิตตสังขารให้ รำงับอยู่ หายใจออก. ๔๖. วิปัสสนาญาณ เพราะการตามเห็นความไม่เที่ยง เมื่อทำจิตตสังขารให้ รำงับอยู่ หายใจเข้า. ๔๗. วิปัสสนาญาณ เพราะการตามเห็นความเป็นทุกข์ เมื่อทำจิตตสังขารให้ รำงับอยู่ หายใจเข้า. ๔๘. วิปัสสนาญาณ เพราะการตามเห็นความเป็นอนัตตา เมื่อทำจิตตสังขารให้ รำงับอยู่ หายใจเข้า.

น.449 เป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะ ซึ่งจิต หายใจออก ๕๐. วิปัสสนาญาณ เพราะการตามเห็นความเป็นทุกข์ เมื่อเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะ ซึ่งจิต หายใจออก ๕๑. วิปัสสนาญาณเพราะการตามเห็นความเป็นอนัตตาเมื่อเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะ ซึ่งจิต หายใจออก ๕๒. วิปัสสนาญาณ เพราะการตามเห็นความไม่เที่ยง เมื่อเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะ ซึ่งจิต หายใจเข้า ๕๓. วิปัสสนาญาณ เพราะการตามเห็นความเป็นทุกข์ เมื่อเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะ ซึ่งจิต หายใจเข้า ๕๔. วิปัสสนาญาณเพราะการตามเห็นความเป็นอนัตตาเมื่อเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะ ซึ่งจิต หายใจเข้า ๕๕. วิปัสสนาญาณเพราะการตามเห็นความไม่เที่ยงเมื่อทำจิตให้บันเทิงยิ่งอยู่ หายใจออก ๕๖. วิปัสสนาญาณเพราะการตามเห็นความเป็นทุกข์ เมื่อทำจิตให้บันเทิงยิ่งอยู่ หายใจออก ๕๗. วิปัสสนาญาณ เพราะการตามเห็นความเป็นอนัตตา เมื่อทำจิตให้บันเทิงยิ่งอยู่ หายใจออก ๕๘. วิปัสสนาญาณเพราะการตามเห็นความไม่เที่ยง เมื่อทำจิตให้บันเทิงยิ่งอยู่ หายใจเข้า ๕๙.วิปัสสนาญาณเพราะการตามเห็นความเป็นทุกข์เมื่อทำจิตให้บันเทิงยิ่งอยู่ หายใจเข้า ๖๐. วิปัสสนาญาณ เพราะการตามเห็นความเป็นอนัตตา เมื่อทำจิตให้บันเทิงยิ่งอยู่ หายใจเข้า

น.450 ทำจิตให้ตั้งมั่นอยู่ หายใจออก ๖๒. วิปัสสนาญาณ เพราะการตามเห็นความเป็นทุกข์ เมื่อทำจิตให้ตั้งมั่นอยู่ หายใจออก ๖๓. วิปัสสนาญาณ เพราะการตามเห็นความเป็นอนัตตา เมื่อทำจิตให้ตั้งมั่นอยู่ หายใจออก ๖๔. วิปัสสนาญาณ เพราะการตามเห็นความไม่เที่ยง เมื่อทำจิตให้ตั้งมั่นอยู่ หายใจเข้า ๖๕. วิปัสสนาญาณ เพราะการตามเห็นความเป็นทุกข์ เมื่อทำจิตให้ตั้งมันอยู่ หายใจเข้า ๖๖. วิปัสสนาญาณ เพราะการตามเห็นความเป็นอนัตตา เมื่อทำจิตให้ตั้งมั่นอยู่ · หายใจเข้า ๖๗. วิปัสสนาญาณ เพราะการตามเห็นความไม่เที่ยง เมื่อทำจิตให้ปล่อยอยู่ หายใจออก ๖๘. วิปัสสนาญาณ เพราะการตามเห็นความเป็นทุกข์ เมื่อทำจิตให้ปล่อยอยู่ หายใจออก ๖๙. วิปัสสนาญาณ เพราะการตามเห็นความเป็นอนัตตา เมื่อทำจิตให้ปล่อยอยู่ หายใจออก ๗๐. วิปัสสนาญาณ เพราะการตามเห็นความไม่เที่ยง เมื่อทำจิตให้ปล่อยอยู่ หายใจเข้า ๗๑. วิปัสสนาญาณ เพราะการตามเห็นความเป็นทุกข์ เมื่อทำจิตให้ปล่อยอยู่ หายใจเข้า ๗๒. วิปัสสนาญาณ เพราะการตามเห็นความเป็นอนัตตา เมื่อทำจิตให้ปล่อยอยู่ หายใจเข้า.

น.451 ๔๓๙ โดยนัยเป็นอันกล่าวได้ว่าวิปัสสนาญาณ ๗๒ ก็คือ ความเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แต่ละอย่าง ๆ ในขณะที่จิตมีความเป็นสมาธิ ๒๔ ขณะ แต่ละขณะ ๆ นั่นเอง และเป็นวิธีการนับที่ใช้เฉพาะอยู่ในวงการแห่งการเจริญอานาปานสติ โดยตรง. หมวดที่ ๘ ญาณเนื่องจากความเบื่อหน่ายเรียกว่า นิพพิทาญาณ จำแนกตาม อาการของการเห็นความไม่เที่ยง เห็นความจางคลาย เห็นธรรมเป็นที่ดับ และ เห็นความสลัดคืน แล้วแยกออกเป็นสอง ๆ ตามขณะแห่งการหายใจออกและการ หายใจเข้า จึงรวมกันเป็น ๘ อย่าง มีชื่อตามอาการแห่งการเห็นธรรมนั้น ๆ ดังต่อไปนี้ : ๑. นิพพิทาญาณ เมื่อตามเห็นความไม่เที่ยง รู้อยู่ เห็นอยู่ ตามที่ เป็นจริง หายใจออก. ๒. นิพพิทาญาณ เมื่อตามเห็นความไม่เที่ยง รู้อยู่ เห็นอยู่ ตามที่ เป็นจริง หายใจเข้า. ๓. นิพพิทาญาณ เมื่อตามเห็นอยู่ซึ่งความจางคลาย รู้อยู่ เห็นอยู่ ตามที่ เป็นจริง หายใจออก. ๔. นิพพิทาญาณ เมื่อตามเห็นอยู่ซึ่งความจางคลาย รู้อยู่ เห็นอยู่ ตามที่ เป็นจริง หายใจเข้า.

น.452 ญาณ เมื่อตามเห็นอยู่ซึ่งธรรมเป็นที่ดับ รู้อยู่ เห็นอยู่ ตามที่ เป็นจริง หายใจออก. ๖. นิพพิทาญาณ เมื่อตามเห็นอยู่ซึ่งธรรมเป็นที่ดับ รู้อยู่ เห็นอยู่ ตามที่ เป็นจริง หายใจเข้า. ๗. นิพพิทาญาณ เพราะตามเห็นความสลัดคืน รู้อยู่ เห็นอยู่ ตามที่ เป็นจริง หายใจออก. ๘. นิพพิทาญาณ เพราะตามเห็นความสลัดคืน รู้อยู่ เห็นอยู่ ตามที่ เป็นจริง หายใจเข้า. โดยนัยนี้ เป็นอันกล่าวได้ว่านิพพิทาญาณโดยสมบูรณ์ ตามความหมาย ของญาณ ๆ นี้ มีอยู่ในอานาปานสติจตุกกะที่สี่ หรือหมวดธรรมานุปัสสนา สติปัฏฐานภาวนาเท่านั้น แม้จะมีการพิจารณาโดยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นทุกข์ เป็นอนัตตามาแล้ว ตั้งแต่จตุกกะที่สอง คือหมวดเวทนานุปัสสนาภาวนา ก็หาได้ มุ่งหมายที่จะทำนิพพิทาญาณให้เกิดขึ้นโดยสมบูรณ์และโดยตรงไม่ ; แต่ถ้าผู้ใดถือ เอาการเห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ในขั้นนั้น แล้วทำนิพพิทาให้เป็นไปโดย สมบูรณ์ได้ เรื่องก็กลายเป็นเรื่องลัดตรงไปสู่จตุกกะที่สี่ หรือสู่ธรรมานุบัสสนา สติปัฏฐานภาวนามาเสียตั้งแต่ขณะนั้น ดังนี้ก็ได้. ดังที่กล่าวแล้วข้างต้นว่า ไม่มีความจำเป็นสำหรับทุกคน ที่จะต้องทำอานาปานสติตามลำดับวัตถุทั้ง ๑๖ ไปจนหมด ถ้าสามารถทำวิปัสสนาญาณ และนิพพิทาญาณให้เกิดขึ้นได้ที่วัตถุใด แล้วทำจตุกกะที่สี่ให้สมบูรณ์ได้ด้วยเหตุนั้น ก็ย่อมเป็นการลัดสั้นของบุคคลนั้น อย่างเป็นที่น่าพอใจ. สำหรับในที่นี้เป็นการกล่าว ที่กล่าวไปตามหลักเกณฑ์ จึงได้กล่าวนิพพิทาญาณไว้ในจตุกกะที่สี่โดยตรง.

น.453 ๔๔๑ - ๕๒ - ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๐๒ หมวดที่ ๙ ญาณหมวดนี้ได้แก่ นิพพิทานุโลมญาณ ๘ อย่าง คือ ๑. นิพพิทานุโลมญาณ คือปัญญาในความเข้าไปปรากฏโดยความเป็นภัย เมื่อ ตามเห็นความไม่เที่ยง หายใจออก. ๒. นิพพิทานุโลมญาณ คือปัญญาในความเข้าไปปรากฏโดยความเป็นภัย เมื่อ ตามเห็นความไม่เที่ยง หายใจเข้า. ๓. นิพพิทานุโลมญาณ คือปัญญาในความเข้าไปปรากฏโดยความเป็นภัย เมื่อ ตามเห็นความจางคลาย หายใจออก. ๔. นิพพิทานุโลมญาณ คือปัญญาในความเข้าไปปรากฏโดยความเป็นภัย เมื่อ ตามเห็นความจางคลาย หายใจเข้า. ๕. นิพพิทานุโลมญาณ คือปัญญาในความเข้าไปปรากฏโดยความเป็นภัย เมื่อ ตามเห็นธรรมเป็นเครื่องดับ หายใจออก. ๖. นิพพิทานุโลมญาณ คือปัญญาในการเข้าไปปรากฏโดยความเป็นภัย เมื่อ ตามเห็นธรรมเป็นเครื่องดับ หายใจเข้า. ๗. นิพพิทานุโลมญาณ คือปัญญาในการเข้าไปปรากฏโดยความเป็นภัย เมื่อ ตามเห็นความสลัดคืน หายใจออก.

น.454 นุโลมญาณ คือปัญญาในความเข้าไปปรากฏโดยความเป็นภัย เมื่อ ตามเห็นความสลัดคืน หายใจเข้า. ญาณเหล่านี้ชื่อว่า อนุโลมต่อนิพพิชา เพราะเป็นเหตุให้เกิดนิพพิทา ขึ้นได้ในที่สุด ญาณเหล่านี้มีมาก่อนนิพพิทาญาณ เท่าที่จะกำหนดได้ว่าจะสนับสนุน ให้เกิดนิพพิทาได้โดยแน่แท้ กล่าวคือเมื่อได้เห็นความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็น อนัตตาในรูปของการเกิดและการดับอย่างเพียงพอแล้ว จึงเกิดความรู้สึกที่เป็นไป ในทำนองที่กลัวต่อภัย อันเกิดมาจากการที่ต้องเกิดต้องดับ หรือการทนทุกข์ ทรมานนั่นเอง. ความกลัวที่ปรากฏชัดเรียกว่าการเข้าไปปรากฏแห่งภัย. ปัญญาที่ รู้เห็นความเป็นอย่างนี้ เรียกว่าปัญญาในความเข้าไปปรากฏแห่งภัย. มีอยู่ได้ตลอด อานาปานสติจตุกกะที่สี่ นี้เรียกว่านิพพิทานุโลมญาณ เป็นความรู้ที่นับเนื่องอยู่ใน นิพพิทาญาณ. ในกรณีที่มีการแยกความรู้ในระยะนี้ให้ละเอียดลงไปอีก กล่าวคือ เมื่อเห็นโดยความเป็นภัยแล้ว ก็ย่อมเห็นโดยความเป็นโทษ ซึ่งเรียกการเห็นนั้น ว่าอาทีนวญาณ หรืออาทีนวานุปัสสนาญาณนั้น ; แม้ญาณนี้ ก็สงเคราะห์เข้าใน นิพพิทานุโลมญาณด้วยอย่างเดียวกัน. ฉะนั้น เป็นอันว่าภยตุปัฏฐานญาณก็ดี อาทีนวญาณก็ดี จัดเป็นพวกนิพพิทานุโลมญาณด้วยกันทั้งสิ้น ; จะถือว่ามีผลเป็น นิพพิทาญาณ หรือว่าเป็นนิพพิทาญาณอยู่ในตัวมันเอง ก็ถูกทั้งสองอย่าง เพราะ ได้ผลเท่ากันโดยพฤตินัย. ในวงแห่งการเจริญอานาปานสติจำแนกญาณเหล่านี้ตาม ธรรมสี่ มีอนิจจตาเป็นต้นมีปฏินิสสัคคะเป็นที่สุด และการจำแนกตามขณะที่ หายใจออกและเข้า จึงได้จำนวนเป็น ๘ อย่างด้วยกัน ผิดจากในที่อื่นซึ่งระบุถึงแต่ สักว่าชื่อ ไม่จำแนกตามวัตถุหรือขณะเป็นต้นเลย ซึ่งทำให้มีจำนวนเพียงหนึ่ง เพราะการไม่จำแนกนั่นเอง. อีกอย่างหนึ่งการที่ไม่จำแนกนั้น เป็นการปฏิบัติ ในแนวอื่น ซึ่งไม่ใช่การเจริญอานาปานสติ จึงไม่รู้ที่จะจำแนกอย่างไรนั่นเอง.

น.455 ๔๔๓ หมวดที่ ๑๐ นิพพิทาปฏิปัสสัทธิญาณ หมายถึงบรรดาญาณที่รำงับอาการ แห่งนิพพิทาเสียแล้ว ดำเนินหน้าที่ หรือทำจิตอื่นที่สูงขึ้นไปตามลำดับ จำแนกเป็น ๘ ตามวัตถุที่กำหนด และขณะที่กำหนดอย่างเดียวกันอีกคือ :- ๑. นิพพิทาปฏิปัสสัทธิญาณ คือปัญญาที่ทำหน้าที่การพิจารณาแล้วตั้งมั่นอยู่ ด้วยดีในขณะเห็นความไม่เที่ยง หายใจออก ๒. นิพพิทาปฏิปัสสัทธิญาณ คือปัญญาที่ทำหน้าที่การพิจารณาแล้วตั้งมั่นอยู่ ด้วยดีในขณะเห็นความไม่เที่ยง หายใจเข้า ๓. นิพพิทาปฏิปัสสัทธิญาณ คือปัญญาที่ทำหน้าที่การพิจารณาแล้วตั้งมั่นอยู่ ด้วยดีในขณะเห็นความจางคลาย หายใจออก ๔. นิพพิทาปฏิปัสสัทธิญาณ คือปัญญาที่ทำหน้าที่การพิจารณาแล้วตั้งมั่นอยู่ ด้วยดีในขณะเห็นความจางคลาย หายใจเข้า ๕. นิพพิทาปฏิปัสสัทธิญาณ คือปัญญาที่ทำหน้าที่การพิจารณาแล้วตั้งมั่นอยู่ ด้วยดีในขณะเห็นธรรมเป็นเครื่องดับ หายใจออก ๖. นิพพิทาปฏิปัสสัทธิญาณ คือปัญญาที่ทำหน้าที่การพิจารณาแล้วตั้งมั่นอยู่ ด้วยดีในขณะเห็นธรรมเป็นเครื่องดับ หายใจเข้า ๗. นิพพิทาปฏิปัสสัทธิญาณ คือปัญญาที่ทำหน้าที่การพิจารณาแล้วตั้งมั่นอยู่ ด้วยดีในขณะเห็นความสลัดคืน หายใจออก ๘. นิพพิทาปฏิปัสสัทธิญาณ คือปัญญาที่ทำหน้าที่การพิจารณาแล้วตั้งมั่นอยู่ ด้วยดีในขณะเห็นความสลัดคืน หายใจเข้า

น.456 ๔๔๔ ญาณ ชื่อนี้ระงับเสียซึ่งอาการแห่งนิพพิทาแล้วดำเนินกิจต่อไปในการ พิจารณาหาทางพ้นเพราะอยากจะพ้น จนกระทั่งพบทางหลุดพ้น. พึงทราบว่า ถ้ากำลังแห่งนิพพิทายังคงอยู่ ก็มีแต่ความกลัว ความหวาดเสียว และความเบื่อ หน่ายซึ่งล้วนแต่เป็นการถอยกำลัง หรือทำให้ถอยกำลัง และเป็นความทนทุกข์ ทรมานอยู่ในตัว ฉะนั้นจึงต้องรำงับกำลังแห่งนิพพิทาเสียด้วยญาณอื่นที่ถัดไป ; หรือ กล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ เปลี่ยนการใช้กำลังของญาณไปในทางอื่นนั่นเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แทนที่จะมัวเบื่อหน่ายอยู่ ก็กลายเป็นความอยากพ้นอย่างแรง กล้า แล้วแสวงหาความพ้นหรือทางพ้น จนกระทั่งพบว่าความวางเฉยต่อสังขาร ทั้งปวง เป็นความพ้นที่แท้จริง ; ฉะนั้นเป็นอันว่า ญาณที่มีชื่อว่า มุญจิตุกัมมยตา- ญาณก็ดี ปฏิสังขานุปัสสนาญาณก็ดี ตลอดถึง สังขารุเบกขาญาณก็ดี ย่อม นับเนื่องอยู่ในนิพพิทาปฏิปัสสัทธิญาณด้วยกันทั้งสิ้น. อีกอย่างหนึ่งต้องไม่ลืมว่า แม้ในญาณเหล่านี้ในขณะนี้ ก็ยังคงมีกำลังแห่งการเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา หนุนเนื่องอยู่ตามเคย และมีกำลังยิ่งขึ้นตามส่วนด้วย. กล่าวได้ว่าญาณ ทุกญาณตั้งอาศัยอยู่บนกำลังแห่งการเห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ตลอดสาย ในรูปที่ต่างกัน ตั้งแต่ต้นมาทีเดียวซึ่งมีใจความสั้น ๆ คือ ญาณที่เห็นการเกิดดับ ก็คือการเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ; ญาณที่ทำให้กลัวภัยในวัฏฏสงสาร ก็เพราะเห็นอยู่ว่าในวัฏฏสงสารเต็มไปด้วยความเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ; ญาณที่ทำให้เห็นโทษ ก็เพราะเห็นว่าโทษนั้นเกิดมาจากความที่เป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ; ญาณที่เป็นความอยากพ้น ก็คืออยากพ้นจากความเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ; ราวกะว่ากำลังแห่ง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นเครื่อง รุกเร้าให้หาทางพ้น. ญาณที่เป็นเครื่องพิจารณาหาทาง ก็หมายถึงหาทางออก

น.457 ๔๔๕ ที่ความเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จะทำอะไรแก่ตนไม่ได้. และในที่สุดญาณ ซึ่งเป็นเครื่องวางเฉยต่อสังขารธรรมทั้งปวงนั้น ก็หมายถึงการวางเฉยโดยเด็ดขาด ต่อสิ่งที่เป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตานั่นเอง. เป็นอันว่ากำลังแห่งการเห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ย่อมมีอยู่ในญาณเหล่านี้และมีมากยิ่งขึ้นเพื่อหนุนกำลัง แห่งญาณเหล่านั้นให้มากยิ่งขึ้น จนกระทั่งถึงญาณ ประเภทที่นับเนื่องอยู่ใน อริยมรรคญาณ ก็ทำการตัดกิเลสด้วยอำนาจของการเห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ที่มีกำลังถึงที่สุดนั่นเอง. ทั้งหมดนี้เป็นการแสดงให้เห็นชัดว่า ญาณประเภทที่ อนุโลมต่อนิพพิทาญาณ หรือเป็นบุรพภาคของนิพพิทาญาณก็ดี ตัวนิพพิทาญาณ เองก็ดี ญาณทั้งหลายที่เกิดขึ้นภายหลังระงับอาการแห่งนิพพิทาญาณ แล้วทำกิจ ต่อไปก็ดี ล้วนแต่ต้องอาศัยกำลังแห่งการเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ด้วยกัน ทั้งนั้น. เมื่อเป็นดังนั้นญาณเหล่านั้นจึงมีได้ ทั้งในขณะที่ตามเห็นความเป็นอนิจจัง ตามเห็นความจางคลาย ตามเห็นธรรมเป็นเครื่องดับ และตามเห็นความสลัดคืน ดังที่กล่าวมาแล้วได้ด้วยกันทั้งสิ้น และทุกขณะแห่งการหายใจออกและเข้า ดังนั้น จึงสามารถจำแนกญาณเหล่านี้ออกได้เป็น ๘ เสมอไป โดยอาศัยวัตถุ ๔ คือ อนิจจตา วิราคะ นิโรธะ และปฏินิสสัคคะ ; และอาศัยขณะสอง คือขณะแห่งการหายใจออก และขณะแห่งการหายใจเข้า ดังที่กล่าวแล้วนั่นเอง.

น.458 ๔๔๖ -๕๓- ๒ ธันวาคม ๒๕๐๒ หมวดที่ ๑๑ วิมุตติสุข คือ ญาณในความสุขอันเกิดแก่วิมุติ ได้แก่ความรู้โดยประจักษ์ ต่อความสุขที่เกิดขึ้น เพราะจิตหลุดพ้นจากสัญโญชน์ และอนุสัย นับว่าเป็น ความรู้ผลของการปฏิบัติ เป็นญาณหมวดสุดท้าย จำแนกตามสัญโญชน์และอนุสัย ที่อริยมรรคทั้งสี่จะพึงตัด จำแนกโดยละเอียดได้เป็น ๒๑ อย่างคือ- ๑. วิมุตติสุขญาณ เกิดขึ้นเพราะสักกายทิฏฐิถูกละ ถูกตัด เสียได้ ด้วย โสดาปัตติมรรค ๒. วิมุตติสุขญาณ เกิดขึ้นเพราะวิจิกิจฉาถูกละ ถูกตัด เสียได้ ด้วย โสดาปัตติมรรค ๓. วิมุตติสุขญาณ เกิดขึ้นเพราะสีลัพพตปรามาสถูกละ ถูกตัด เสียได้ ด้วยโสดาปัตติมรรค ๔. วิมุตติสุขญาณ เกิดขึ้นเพราะทิฏฐานุสัยถูกละ ถูกตัด เสียได้ ด้วย โสดาปัตติมรรค ๕. วิมุตติสุขญาณ เกิดขึ้นเพราะวิจิกิจฉานุสัยถูกละ ถูกตัด เสียได้ ด้วย โสดาปัตติมรรค

น.459 กามราคะอย่างหยาบถูกละ ถูกตัดเสียได้ ด้วยสกิทาคามิมรรค ๗. วิมุตติสุขญาณ เกิดขึ้นเพราะปฏิฆะอย่างหยาบถูกละ ถูกตัดเสียได้ ด้วยสกิทาคามิมรรค ๘. วิมุตติสุขญาณ เกิดขึ้นเพราะกามราคานุสัยอย่างหยาบถูกละ ถูกตัด เสียได้ ด้วยสกิทาคามิมรรค ๙. วิมุตติสุขญาณ เกิดขึ้นเพราะปฏิฆานุสัยอย่างหยาบถูกละ ถูกตัดเสียได้ ด้วยสกิทาคามิมรรค. ๑๐. วิมุตติสุขญาณ เกิดขึ้นเพราะกามราคะอันละเอียด ถูกละ ถูกตัดเสียได้ ด้วยอนาคามิมรรค. ๑๑. วิมุตติสุขญาณ เกิดขึ้นเพราะปฏิฆะอันละเอียดถูกละ ถูกตัดเสียได้ ด้วยอนาคามิมรรค ๑๒. วิมุตติสุขญาณ เกิดขึ้นเพราะกามราคานุสัยอันละเอียด ถูกละ ถูกตัด เสียได้ ด้วยอนาคามิมรรค ๑๓. วิมุตติสุขญาณ เกิดขึ้นเพราะปฏิฆานุสัยอันละเอียดถูกละ ถูกตัดเสียได้ ด้วยอนาคามิมรรค ๑๔. วิมุตติสุขญาณ เกิดขึ้นเพราะรูปราคะถูกละ ถูกตัดเสียได้ ด้วย อรหัตตมรรค ๑๕. วิมุตติสุขญาณ เกิดขึ้นเพราะอรูปราคะถูกละ ถูกตัดเสียได้ ด้วย อรหัตตมรรค ๑๖. วิมุตติสุขญาณ เกิดขึ้นเพราะมานะถูกละ ถูกตัดเสียได้ ด้วย อรหัตตมรรค

น.460 อุทธ้จจะ ถูกละ ถูกตัดเสียได้ด้วย อรหัตตมรรค ๑๘. วิมุตติสุขญาณ เกิดขึ้นเพราะอวิชชา ถูกละ ถูกตัดเสียได้ด้วย อรหัตตมรรค ๑๙. วิมุตติสุขญาณ เกิดขึ้นเพราะมานานุสัย ถูกละ ถูกตัดเสียได้ด้วย อรหัตตมรรค ๒๐. วิมุตติสุขญาณ เกิดขึ้นเพราะภวราคานุสัย ถูกละ ถูกตัดเสียได้ด้วย อรหัตตมรรค ๒๑. วิมุตติสุขญาณ เกิดขึ้นเพราะอวิชชานุสัย ถูกละ ถูกตัดเสียได้ด้วย อรหัตตมรรค ทั้งหมดนี้จะเห็นได้ว่า ท่านเรียงลำดับเหล่านี้ตาม อาการที่มรรคทั้งสี่ จะพึงละ . สิ่งที่จะพึงละจำแนกเป็น ๒ หมวด คือ หมวดสัญโญชน์ และ หมวดอนุสัย . ใน ๒๑ ข้อนั้นข้อที่ ๑ - ๒ - ๓ - ๖ - ๗ - ๑๐ - ๑๑ - ๑๔ - ๑๕ - ๑๖ ๑๗ - ๑๘ สิบสองข้อนี้เป็นพวกสัญโญชน์ ; ข้อที่ ๔ - ๕ - ๘-๙-๑๒ -๑๓ - ๑๙ - ๒๐ - ๒๑ เก้าข้อนี้ เป็นหมวดอนุสัย เมื่อเป็นดังนี้เห็นได้สืบไปว่า เป็นการ จำแนกที่ซ้ำกันอยู่ คือ ถ้าถือเอาสัญโญชน์ ๑๐ เป็นหลัก ก็มีอนุสัยซ้ำเข้ามาถึง ๗. ถ้าถือเอาอนุสัย ๗ เป็นหลัก ก็มีสัญโญชน์ซ้ำหรือเกินเข้ามาสิบ. นอกจากนั้น พึงสังเกตให้เห็นว่าท่านได้แยกสัญโญชน์หรืออนุสัยบางอย่าง ออกไปเป็นชั้น หยาบและชั้นละเอียดอีก ตามควรแก่อำนาจของอริยมรรคจะพึงตัด เช่นจำแนก กามราคะและปฏิฆะ ว่ามีเป็นอย่างหยาบและอย่างละเอียด ทั้งที่เป็นสัญโญชน์ และอนุสัย ด้วยการจำแนกออกไปเช่นนี้ด้วย และด้วยการรวมเข้าด้วยกันทั้ง สัญโญชน์และอนุสัยด้วย จึงได้จำนวนเป็น ๒๑ ดังกล่าว.

น.461 ๔๔๙ สัญโญชน์ ๑๐ คือ ๑. สักกายทิฏฐิ ๒. วิจิกิจฉา ๓. ลีลัพพตปรามาส ๔. กามราคะ (มีทั้งอย่างหยาบและอย่างละเอียด) ๕ . ปฏิฆะ (มีทั้งอย่างหยาบและ อย่างละเอียด) ๖. รูปราคะ ๗. อรูปราคะ ๘. มานะ ๙. อุทธัจจะ ๑๐. อวิชชา. โสดาปัตติมรรคย่อมตัด สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ; สกิทาคามิ มรรคย่อมตัดเพิ่มจากโสดาปัตติมรรคคือ ตัดกามราคะอย่างหยาบและปฏิฆะอย่าง หยาบ ; อนาคามิมรรคย่อมตัดเพิ่มจากสกิทาคามิมรรคคือ ตัดกามราคะอย่าง ละเอียด และปฏิฆะอย่างละเอียด เป็นอันว่ากามราคะ และปฏิฆะ ถูกตัดหมดไป ในขั้นอนาคามิมรรคนี้. ส่วนอรหัตตมรรค ย่อมตัดเพิ่มจากอนาคามิมรรคคือ รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ และอวิชชา, เป็นอันว่าหมดสัญโญชน์ โดยประการทั้งปวง. เมื่อกล่าวโดยยกเอาอนุสัยเป็นหลัก ; พึงทราบว่า อนุสัยมี ๗ คือ ๑. ทิฏฐานุสัย ๒. วิจิกิจฉานุสัย ๓. กามราคานุสัย (จำแนกเป็นอย่างหยาบ และอย่างละเอียด) ๔. ปฏิฆานุสัย (จำแนกเป็นอย่างหยาบและอย่างละเอียด) ๕. มานานุสัย ๖. ภวราคานุสัย ๗. อวิชชานุสัย. โสดาปัตติมรรคย่อมตัด ทิฏฐานุสัยและวิจิกิจฉานุสัย ; สกิทาคามิมรรค ย่อมตัดกามราคานุสัยอย่างหยาบ และปฏิฆานุสัยอย่างหยาบเพิ่มขึ้น ; อนาคามิมรรค ย่อมตัดกามราคานุสัยอย่าง ละเอียด และปฏิฆานุสัยอย่างละเอียดเพิ่มขึ้น ; ส่วนอรหัตตมรรค ย่อมตัด มานานุสัย ภวราคานุสัย และอวิชชานุสัย. เมื่อนำสัญโญชน์ ๑๐ และอนุสัย ๗ มาเปรียบเทียบกันดู ย่อมจะเห็นได้ว่า เพียงแต่จำนวนต่างกัน เพราะเล็งถึงกิริยาอาการ ที่ทำหน้าที่เป็นกิเลสต่างกัน คือ สัญโญชน์หมายถึง เครื่องผูกพัน และอนุสัยหมายถึง เครื่องนอนเนื่องอยู่ในสันดาน

น.462 ๔๕๐ แต่โดยเนื้อแท้นั้นเป็นของอย่างเดียวกันได้ โดยการปรับให้เข้ากันดังต่อไปนี้คือ : เมื่อเอาอนุสัยเจ็ดเป็นหลักยืน เอาสัญโญชน์สิบมาทำการสงเคราะห์เข้าในอนุสัย เรื่องก็จะกลายเป็นว่า สักกายทิฏฐิและสีลัพพตปรามาส ๒ อย่างนี้คือทิฏฐานุสัย, วิจิกิจฉา คือวิจิกิจฉานุสัย, กามราคะ คือกามราคานุสัย, รูปราคะและอรูป ราคะ ๒ อย่างนี้คือภวราคานุสัย, มานะและอุทธัจจะ ๒ อย่างนี้ คือมานานุสัย, อวิชชาคือ อวิชชานุสัย. สัญโญชน์ ๑๐ อย่าง จึงลงตัวกันได้กับอนุสัย ๗ อย่าง ด้วยอาการดังกล่าวนี้. สัญโญชน์ ๑๐ และอนุสัย ๗ รวมกันเป็น ๑๗ กามราคะและปฏิฆะ ทั้งของสัญโญชน์ และของอนุสัย ถูกแยกออกเป็นอย่างหยาบและอย่างละเอียด ทั้ง ๒ ชื่อ และทั้ง ๒ ประเภท จึงได้เพิ่มมาอีก ๔ เมื่อไปรวมกับ ๑๗ จึงเป็น ๒๑ วิมุตติสุขญาณ จำแนกโดยอาการอย่างนี้จึงมี ๒๑ ดังกล่าวแล้ว ซึ่งแท้จริงอาจจะ กล่าวได้ว่ามีเพียง ๑๐ เท่ากับจำนวนแห่งสัญโญชน์ หรือมีเพียง ๗ เท่ากับจำนวน อนุสัย หรือแม้ในที่สุดมีเพียง ๔ เท่ากับจำนวนแห่งอริยมรรค ก็นับว่าเป็นสิ่งที่ อาจจะกล่าวได้อยู่นั้นเอง.

น.463 ๔๕๑ - ๕๔ - ๓ ธันวาคม ๒๕๐๒ ทางที่สะดวกที่สุดสำหรับการศึกษา นั้น ควรจะกำหนดมาจากการที่ อริยมรรคทั้ง ๔ ตัดสัญโญชน์และอนุสัยนั้นโดยตรง แล้วพิจารณากันถึงลักษณะ แห่งสัญโญชน์และอนุสัยนั้นโดยละเอียดจนเห็นได้ว่า ถ้าสิ่งเหล่านี้ ๆ หมดไปแล้ว ผลอะไรจะเกิดขึ้น ก็จะทราบคุณสมบัติแห่งวิมุตติสุขญาณเหล่านั้นได้เป็นอย่างดี ดังต่อไปนี้ คือ :- ๑. โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติมรรค ย่อมตัดสัญโญชน์คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา และ สีลัพพตปรามาสและย่อมตัดอนุสัยคือ ทิฏฐานุสัยและวิจิกิจฉานุสัย ถ้านับเรียง อย่างก็ถึง ๕ อย่าง หรือกล่าวได้ว่า มีวิมุตติสุขและวิมุตติสุขญาณ เกิดขึ้นได้ถึง ๕ อย่าง ข้อนี้เป็นไปได้ในเมื่อตีความของคำว่า สัญโญชน์และอนุสัยให้ต่างกัน จนกระทั่งเมื่อละได้แล้ว ย่อมเกิดผลเป็นความสุขต่างกันจริง ๆ เช่นสัญโญชน์หรือ อนุสัยอันมีนามว่าวิจิกิจฉานั้น ถือว่ามีความหมายต่างกัน กล่าวคือวิจิกิจฉานุสัย หมายถึงวิจิกิจฉาที่นอนเนื่องอยู่ในสันดาน มีผลทำให้สันดานเศร้าหมอง ซึ่งเมื่อ ละได้แล้ว ทำให้สันดานบริสุทธิ์. ส่วนวิจิกิจฉาที่เป็นสัญโญชน์นั้น หมายถึงวิจิกิจฉา ที่ทำหน้าที่ผูกพันสัตว์ไว้ในสังสารวัฏ คือการเวียนว่ายอยู่ในกองทุกข์ ซึ่งเมื่อละ ได้แล้ว มีผลเกิดขึ้นคือ สัตว์หลุดพ้นจากความทุกข์ หรือจากวัฏฏสงสาร. นี่ทำ ให้เห็นความแตกต่างกันอยู่คือ ตัดอนุสัยได้ทำให้สันดานบริสุทธิ์ ตัดสัญโญชน์ได้ ทำให้หลุดพ้นจากความทุกข์ แต่ความหมายอันแท้จริงของผลทั้ง ๒ อย่างนี้ก็คือ

น.464 ๔๕๒ ความไม่มีทุกข์ หรือที่เรียกว่าวิมุตติสุขอย่างเดียวกันนั่นเอง. ฉะนั้นถ้าจะถือเอาโดย นัยอันละเอียดเช่นนี้ ก็ทำให้กล่าวอาการของวิมุตติสุขในขั้นโสดาปัตติมรรคนี้ได้โดย เจาะจงลงไปว่า วิมุตติสุขเกิดขึ้น ๓ อย่างแรก เพราะเครื่องผูกพันถูกตัดออกไป ๓ อย่างแล้ว คือสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส และวิมุติสุขเกิดขึ้นอีก ๒ อย่าง เพราะสันดานของผู้นั้นถูกชำระให้หมดจดจากอนุสัย ๒ อย่างคือ ทิฏฐานุสัย และ วิจิกิจฉานุสัย. แต่ถ้ากล่าวโดยตรงกันข้าม ก็อาจกล่าวได้อีกเหมือนกันว่า กิเลสทั้ง ๒ ประเภทนี้เป็นของอย่างเดียวกัน ชื่อเดียวกัน และสามารถทำหน้าที่พร้อมกันได้ถึง ๒ อย่างเป็นอย่างน้อย เช่นวิจิกิจฉานั่นเอง ในขณะที่นอนเนื่องอยู่ในสันดาน ก็ทำ หน้าที่ผูกพันสัตว์ให้ติดอยู่ในสังสารวัฏฏ์ พร้อมกันไปในตัวในคราวเดียวกัน ไม่ใช่ นอนอยู่เฉย ๆ โดยไม่ทำอะไร หรือไม่ให้เกิดผลอย่างใดขึ้น. ถ้าเป็นดังนี้ก็เป็นอัน ว่ากิเลสสัญโญชน์หรืออนุสัยนั้นเป็นอกุศลธรรมอย่างเดียว มีเพียงอย่างเดียว แล้ว ทำหน้าที่ได้หลาย ๆ อย่าง จนเป็นเหตุให้ได้ชื่อแตกต่างกันออกไป เช่นวิจิกิจฉา สัญโญชน์ วิจิกิจฉาอนุสัย และวิจิกิจฉานิวรณ์ ดังนี้เป็นต้น. ถ้าตัดวิจิกิจฉาตัวแท้ ได้เด็ดขาดก็เป็นอันตัดวิจิกิจฉาได้ทุกชื่อ วิมุตติสุขเนื่องด้วยการตัดวิจิกิจฉาก็มีเพียง อย่างเดียวไม่แยกเป็นสองเหมือนที่กล่าวโดยนัยแรก. นี่คือใจความสำคัญ ที่จะต้อง สังเกตให้เห็นในคำกล่าว ที่อาจจะกล่าวได้ต่าง ๆ กัน จนทำให้เกิดการฟั่นเฝือขึ้นได้ เพราะเพียงแต่ใช้หลักเกณฑ์ในการกล่าวที่ต่างกันเท่านั้น ; เมื่อกล่าวโดยนัยหลังนี้ สัญโญชน์ที่เหลืออีกสองคือ สักกายทิฏฐิและสีลัพพตปรามาส ย่อมถูกสงเคราะห์ เข้าในทิฏฐานุสัย เพราะทั้ง ๒ อย่างนั้นเป็นตัวความเห็นผิด หรือเป็นมิจฉาทิฏฐิ ประเภทเดียวกับทิฏฐานุสัยนั่นเอง. การตัดทิฏฐานุสัยเสียได้ จึงได้แก่การตัด

น.465 ๔๕๓ สักกายทิฏฐิ และสีลัพพตปรามาสเสียได้ เรื่องจึงสั้นเข้ามาทุกที ๆ กล่าวคือโสดา- ปัตติมรรค ตัดกิเลสเพียง ๒ ประเภท คือตัดสัญโญชน์สามหรืออนุสัยสอง แล้วแต่ เราจะมุ่งหมายกล่าวถึงกิเลสประเภทไหนนั้นต่างหาก. และเมื่อสัญโญชน์สามมีค่า เท่ากับอนุสัยสอง ก็เป็นอันกล่าวได้อีกว่าสัญโญชน์สามไม่ต้องกล่าวถึง ; โสดา- ปัตติมรรคคงตัดเพียงอนุสัยสอง คือทิฏฐานุสัย ซึ่งเป็นมิจฉาทิฏฐิกลุ่มหนึ่งใน อันดับแรก และวิจิกิจฉานุสัยซึ่งได้แก่ความลังเล ไม่แน่ใจในความรู้ในสรณะและ ในทางปฏิบัติที่ตนจะเลือกเอา ; ซึ่งสรุปความได้ว่า โสดาปัตติมรรคคงตัดเพียง ของ ๒ อย่างคือ มิจฉาทิฏฐิขั้นต้นกับวิจิกิจฉาเท่านั้น : และเมื่อกล่าวให้สรุป ยิ่งไปกว่านั้นอีก ก็ยังกล่าวได้สืบไปว่ามิจฉาทิฏฐิกับวิจิกิจฉา ๒ อย่างนี้รวมกันเข้า ก็คือโมหะ ในขั้นที่ทำให้บุคคลไม่รู้จักหนทางแห่งพระนิพพานในเบื้องต้นนั่นเอง. ฉะนั้นเป็นอันกล่าวได้ในที่สุดว่าโสดาปัตติมรรคตัดเพียงของอย่างเดียว คือตัดเสีย ซึ่ง โมหะ ในขั้นที่ทำให้บุคคลดำเนินไม่ถูกทางแห่งพระนิพพาน ครั้นตัดได้แล้ว ก็ทำบุคคลนั้นให้ดำเนินลงสู่ต้นทางของพระนิพพาน สมตามความหมายของคำว่า โสดาบันซึ่งแปลว่าผู้ถึงกระแส คือถึงต้นทางแห่งพระนิพพาน นั่นเอง. โดยนัยที่เปรียบเทียบกันมาแล้วนี้ ทำให้เห็นได้ว่า ถ้าเรามีความมุ่งหมาย ที่จะจำแนกและทำการจำแนกออกไปแล้ว โสดาปัตติมรรคก็ตัดสัญโญชน์และอนุสัย ได้ถึง ๕ อย่างและมีวิมุตติสุขเกิดขึ้นถึง ๕ ชนิด ; แต่ถ้าเรามีความมุ่งหมายจะทำ การสงเคราะห์ คือย่นย่อและทำการย่นย่อแล้ว พระโสดาบันก็ตัดกิเลสเพียงหนึ่ง คือ โมหะชนิดที่ทำให้คนเดินผิดทางของพระนิพพาน ดังที่กล่าวมาแล้วนั้นเอง และวิมุตติสุขก็มีเพียงหนึ่ง กล่าวคือวิมุตติสุขที่เกิดมาจากการเดินที่ถูกทาง หรือ กำลังดำรงตนอยู่ในทางของพระนิพพาน ดังนี้ก็พอแล้ว. ฉะนั้นพึงเข้าใจว่า การที่ท่านจำแนกเป็น ๕ อย่างนั้น เป็นแต่เพียงมุ่งหมายกล่าวอย่างแยกแยะ

น.466 ๔๕๔ ให้ละเอียดออกไปในทุกแง่ทุกมุม จากของเพียงอย่างเดียวเท่านั้น. ถ้าเข้าใจ ของท่านถูก ก็เป็นเครื่องเรื่องปัญญา ถ้าเข้าใจผิดหรือเข้าใจไม่ได้ก็ฟั่นเผื่อเป็น ธรรมดา. สัญโญชน์และอนุสัย ในขั้นที่โสดาปัตติมรรคจะพึงตัดพร้อมทั้งผลที่ เกิดขึ้นจากการตัด มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ คือ :- -๕๕- ๔ ธันวาคม ๒๕๐๒ ก. สักกายทิฏฐิ คำนี้แปลว่า ความเห็นว่ามีกายของตน หรือมีกาย ชนิดที่เป็นของเที่ยงแท้ถาวร ทำนองที่เป็นอาตมัน คือเป็นตัวตนที่ไม่รู้จักสูญ และไม่รู้จักเปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นได้โดยง่ายที่สุด ถึงกับกลาย เป็นสัญชาตญาณอันหนึ่งไป. จะถือว่าตัวตนนี้ไม่รู้จักดับสูญ หรือเพียงแต่ถือ ว่าขณะนี้ตนกำลังมีตนชนิดนั้นอยู่เป็นของตน จนตลอดชีวิตก็ตาม ล้วนแต่จัดว่า เป็นสักกายทิฏฐิในที่นี้ทั้งนั้น. ความเห็นข้อนี้โดยใจความสำคัญนั้น ตรงกันข้าม จากความเห็นที่ว่าสิ่งทั้งปวงมีเหตุมีปัจจัย และเป็นไปตามอำนาจของเหตุปัจจัย เช่นเกิดขึ้นก็เพราะมีเหตุ และดับไปก็เพราะเหตุดับ. ถ้าถือว่ามีกายของตนเป็น ของเที่ยงเสียแล้ว ก็ไม่มีเรื่องอะไรเกี่ยวกับการดับทุกข์ เพราะตนหรือกายของตน เป็นของเที่ยง หรือของสุขอยู่ในตัวเองแล้ว จะต้องไปฏิบัติเพื่อนิพพานอีกทำไม กัน. ฉะนั้นความเห็นว่ามีตัวตนเป็นของเที่ยง จึงเป็นปฏิปักษ์ต่อการปฏิบัติเพื่อ

น.467 ๔๕๕ นิพพาน ซึ่งเป็นการปฏิบัติให้เห็นความที่สิ่งทั้งปวงว่างเปล่าจากตัวตน ไม่มีสิ่งใด ที่ควรกล่าวว่าตัวตนหรือว่าสักกายะก็ตาม เพราะฉะนั้นสักกายทิฏฐิจึงเป็นสิ่งที่ ขัดขวางต่อเบื้องต้นของพรหมจรรย์ กล่าวคือการปฏิบัติที่เป็นไปเพื่อนิพพานโดย ตรง; ต่อเมื่อเพิกถอนความเห็นผิดอันนี้เสียได้ ไปมีความเห็นถูกในทำนองที่ ตรงกันข้าม คือเห็นว่าตัวตนไม่มี มีแต่ธรรมชาติธรรมดา ซึ่งไม่ใช่ตัวตนทั้งนั้น จึงจะเรียกว่ามีความเห็นที่อยู่ในร่องในรอย หรือในกระแสที่เอียงไปหาพระนิพพาน ที่เป็นของพุทธศาสนา. แม้ว่ายังละความยึดถือตัวตนหรือของตนไม่ได้โดยเด็ดขาด แต่ก็เห็นชัดว่าสิ่งทั้งปวงไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตนจริง ๆ และกำลังพยายามทำลายความ ยึดถืออยู่ตลอดเวลา แม้เพียงเท่านี้ ก็ชื่อว่ามีการย่างเหยียบลงไปสู่ต้นทางแห่ง นิพพานได้. ฉะนั้นการละสักกายทิฏฐิ จึงเป็นการละมิจฉาทิฏฐิ หรือละโมหะชนิด ที่ทำให้บุคคลย่างเหยียบลงในร่องรอยของหนทางแห่งนิพพานไม่ได้ ประการหนึ่ง ; ถ้าละเสียได้ ก็ถือว่าเป็นความดีงามหรือความสุข หรือความหลุดพ้นในทางที่ถูก ตามหลักแห่งพุทธศาสนาได้ประการหนึ่ง. เมื่อเรียกว่าสักกายทิฏฐิ ก็จัดเป็น สัญโญชน์ ซึ่งแปลว่าเครื่องผูกพัน ; เมื่อเรียกว่าทิฏฐานุสัย ก็จัดเป็นอนุสัย ซึ่งแปลว่าสิ่งเป็นเครื่องนอนเนื่องในสันดาน ; ต่างกันสักว่าชื่อเท่านั้น. ข. วิจิกิจฉา แปลว่า ความลังเล หมายถึงมิจฉาทิฏฐิยังมีอยู่มาก เกินไป สัมมาทิฏฐิยังมีไม่มากพอ จึงทำให้ไม่แน่ใจต่อการปฏิบัติที่ถูกต้อง คือ ที่เป็นไปเพื่อนิพพานโดยตรง ; และความลังเลนี้ ขยายตัวออกไปได้ในทุก ๆ สิ่งที่ เกี่ยวกับการปฏิบัติเพื่อนิพพาน ตามแต่เราจะเพ่งเล็งไปยังอะไร หรือเรียกว่าอะไร. เช่นลังเลต่อวิชชาความรู้หรือสัจจะความจริง ที่เรียกว่าสัจจธรรมหรือหลักธรรม ที่ตนจะยึดถือว่าเป็นของจริงหรือของถูก ; หรือมีความลังเลในสิ่งที่ตนจะยึดถือ เอาเป็นที่พึ่งเป็นสรณะ เช่น ลังเลต่อการถือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

น.468 ๔๕๖ เพราะความไม่ไว้ใจว่าจะเป็นที่พึ่งได้จริง ทั้งที่เห็นเขาพากันถืออยู่ และตนได้ สมัครถือไปตามเขาแล้วก็ตาม ; รวมทั้งการลังเลต่อการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ต่อสิ่งซึ่งพระองค์ทรงนำมาสอน ซึ่งเมื่อรวมใจความแล้วก็คือลังเลต่อการปฏิบัติ เพื่อนิพพาน ว่าจะไม่เป็นทางดับทุกข์ได้จริง กล่าวโดยเจาะจงก็คือลังเลว่าอริย- มรรคนั้น จักไม่ตัดกิเลสได้จริง จึงไม่สมัครที่จะเดินตามทางแห่งอริยมรรค. ถ้า ความรู้สึกอย่างนี้ยังมีอยู่ ก็เป็นอันกล่าวได้ว่า เจตสิกธรรมที่เป็นอกุศลชนิด ที่นอนเนื่องอยู่ในสันดาน ที่บัญญัติชื่อเรียกว่าวิจิกิจฉานั้นยังคงมีอยู่ในสันดาน พร้อมอยู่เสมอที่จะปรุงแต่งจิตให้มีความคิดไปทางลังเล โดยอาการดังที่กล่าวแล้ว ข้างต้น. ความรู้สึกตามสัญชาตญาณของสัตว์ ย่อมเอียงไปในกามและภพ คือ ความเป็น ตามที่ตนอยากจะเป็นอยู่เป็นประจำ หรือเรียกว่าเป็นนิสัย ; เมื่อ ได้ยินได้ฟังหรือได้รับความรู้ความคิดอันใหม่ ซึ่งเป็นไปในทางที่จะไถ่ถอนเสีย ซึ่งกามและภพ ก็มีความลังเลยากที่จะยอมรับเอาข้อปฏิบัติเหล่านั้นได้ ; ฉะนั้น วิจิกิจฉาจึงเป็นมิจฉาทิฏฐิหรือโมหะประเภทที่กีดกันสัตว์ ไม่ให้ย่างเหยียบลงสู่ ร่องรอยของหนทางแห่งนิพพาน อีกอย่างเดียวกัน. เมื่อใดกำลังแห่งความรู้ ที่ถูกต้อง ที่เรียกว่าสัมมาทิฏฐิมีมากพอ จนตัดความลังเลนั้นเสียได้ บุคคลนั้น ก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้ก้าวลงสู่หนทางของนิพพานได้แล้วโดยแน่นอน และเราบัญญัติ เรียกบุคคลอย่างนี้ว่า เป็นพระโสดาบัน. อกุศลเจตสิกที่เรียกว่า วิจิกิจฉานี้ ถ้าเพ่ง ถึงอาการที่มันผูกพันสัตว์ไว้ ในการเดินทางที่ผิด ในการเป็นอยู่ที่ผิด ความหมกจม ว่ายเวียนอยู่กับความทุกข์ แล้วก็เรียกว่า วิจิกิจฉาสัญโญชน์ ; และเมื่อเพ่งเล็งถึง อาการที่มันมีประจำอยู่ในสันดานของปุถุชนอย่างเหนียวแน่น และไม่ขาดสายแล้ว ก็ถูกเรียกว่า วิจิกิจฉานุสัย ตรงตามความหมายของคำว่าสัญโญชน์และคำว่าอนุสัย ดังที่วินิจฉัยแล้วข้างต้น ; ละเสียได้เมื่อใด ก็ไม่มีอะไรเป็นเครื่องผูกพันสัตว์ ไม่ให้ย่างเหยียบลงในร่องรอยแห่งนิพพานอีกต่อไป.

น.469 ๔๕๗ ค. สีลัพพตปรามาส คำนี้ แปลว่า การลูบคลำซึ่งศีลและพรต หรือ การลูบคลำแห่งศีลและพรต. อย่างแรกหมายถึงความเข้าใจผิดต่อความหมายอัน แท้จริงของคำว่าศีลและพรต ; อย่างหลังหมายถึงความที่ยังโง่มากยังหลงมาก ถึงขนาดที่ให้ศีลพรตประเภทที่ผิด ๆ หรืองมงายไร้สาระครอบงำเอา. ทั้ง ๒ อย่าง นี้ นำให้เกิดความยึดมั่นถือมั่นต่อศีลและพรตผิดไปหมดทุกอย่างทุกทาง จนไม่ สามารถใช้ศีลและพรตใดๆ ให้เป็นประโยชน์แก่การดำเนินไปในทางของพระ นิพพานได้แม้แต่น้อย ทั้งยังหลับหูหลับตายึดมั่นถือมั่นในศีลและพรต โดยวิธี ไร้สาระอยู่อย่างไม่รู้สร่าง. ตามที่เป็นอยู่จริงในที่ทั่ว ๆไปนั้น เป็นไปโดยอาการ ๒ สถาน คือหลงใหลยึดถือ การถือสรณคมณ์ การบำเพ็ญทาน การรักษาศีล การเจริญสมาธิ และวิปัสสนาที่ถูกต้อง ให้เขวไปในทางขลังทางศักดิ์สิทธิ์ อธิบาย ไม่ได้ด้วยเหตุผล ทำบุคคลให้กลายเป็นบุคคลศักดิ์สิทธิ์วิเศษไปอย่างหลับหูหลับตา เพราะจิตยึดมั่นในความขลังความศักดิ์สิทธิ์แต่อย่างเดียวนั่นเอง นี้ทางหนึ่ง ซึ่งสรุป เรียกได้ว่าทำของดีหรือของสะอาด ให้กลายเป็นของสกปรกไป ; ส่วนอีกทางหนึ่ง ตรงกันข้าม คือไปเอาของปลอมหรือของสกปรกภายนอกพุทธศาสนาเข้ามาถือไว้ ในฐานะเป็นของดี ของสะอาด ในพุทธศาสนา. ข้อนี้ได้แก่การที่ไปหลงเอาข้อ ปฏิบัติงมงายไร้สาระ หรือถึงกับสกปรกโสมมนอกพุทธศาสนา หรือก่อน พุทธศาสนา มายึดถือเป็นข้อปฏิบัติ หรือทำที่พึ่งให้แก่ตนด้วยความสำคัญผิด หรือด้วยอำนาจของโมหะอย่างเดียวกัน. รวมใจความเข้าด้วยกันอย่างสั้น ๆ ก็คือ โมหะหรือความหลงที่ทำให้ไม่สามารถจับฉวยเอาศีล และพรตที่ถูกต้องแท้จริง มาประพฤติปฏิบัติให้สำเร็จประโยชน์ได้นั่นเอง. ถ้าโมหะในขั้นนี้ยังมีอยู่ในสันดาน อยู่เพียงใดแล้ว ก็เป็นที่เห็นชัดอยู่แล้วว่า ไม่มีช่องทางที่เขาจะย่างเหยียบลง สู่ร่องรอยแห่งการปฏิบัติเพื่อนิพพานได้เลย แต่ถ้าชำระชะล้างหรือเพิกถอนเสียได้ เมื่อใด แนวทางแห่งนิพพานก็จะเปิดเผยอย่างโล่งโถง และชัดเจนแก่บุคคลนั้น ทันที ทำให้เขาหมดความลังเล ที่จะไม่ปฏิบัติเพื่อนิพพาน หรือทำให้เขามีความ

น.470 ๔๕๘ เข้าใจถูกต้องในความจริงที่ว่า สิ่งทั้งปวงไม่ใช่ตัวตน ; เป็นอันว่าเขากำลังปฏิบัติถูก ปฏิบัติชอบ กำลังมีศีลและพรตอย่างสมบูรณ์ ในทางที่จะเป็นไปเพื่อนิพพาน โดยส่วนเดียว. พิจารณาดูแล้วจะเห็นได้ด้วยตนเองว่า ความเข้าใจผิดต่อศีลและ พรตโดยทำนองที่กล่าวนี้ มันผูกพันหรือทำการกักกันสัตว์ไม่ให้ออกจากความเป็น ปุถุชน ไปสู่ความเป็นพระอริยเจ้าได้อย่างไร เพราะฉะนั้นจึงได้นามว่าสัญโญชน์ แต่ถ้าเล็งถึงความที่สัตว์มีความโง่เขลาชนิดนี้อยู่เป็นของประจำตัว ด้วยอำนาจ สัญชาตญาณแห่งการหลงใหลในสิ่งที่แปลกประหลาดอัศจรรย์ผิดธรรมดา อย่างที่ เรียกว่าความขลัง ความศักดิ์สิทธิ์ไม่มีสร่างแล้ว การถือศีลและพรตอย่างผิด ๆ ก็ได้นามว่าอนุสัย สงเคราะห์ลงในคำว่า ทิฏฐานุสัย กล่าวคือการเห็นผิดชนิดหนึ่ง ที่มีประจำสันดานนั่นเอง ; ทำนองเดียวกับที่ได้สงเคราะห์สักกายทิฏฐิสัญโญชน์ ว่าเป็นทิฏฐานุสัย ดังที่กล่าวแล้วข้างต้น. สัญโญชน์สามก็ดี อนุสัยสองก็ดี ดังที่กล่าวมาแล้วนี้ โดยใจความเล็งถึง โมหะอย่างเดียวกันและเท่ากัน สติปัญญาหรือญาณที่ถึงขนาดที่จะตัดโมหะส่วนนี้ ได้นั้น ถูกบัญญัติชื่อว่าโสดาปัตติมรรคญาณหรือเรียกสั้นๆ ว่าโสดาปัตติมรรค ซึ่งแปลว่ามรรคหรือญาณเพื่อการถึงกระแส (โสต = กระแส + อาปฺติ = การถึงทั่ว + มรรค = ทาง คือปัญญา) ถ้ามีการถามว่าโสดาปัตติมรรคญาณนี้มีอำนาจหรือ กำลังเท่าไร หรืออย่างไร ก็อาจตอบได้แต่เพียงว่า มันมีอำนาจหรือกำลังเท่าที่ หรืออย่างที่จะสามารถทำลายสัญโญชน์สาม หรืออนุสัยสอง ก็ตามให้หมดไปจาก สันดานได้เท่านั้นเอง ไม่ต้องการอะไรให้มากไปกว่านั้น ไม่หวังจะให้ขลังหรือ ศักดิ์สิทธิ์อะไรนอกไปจากนั้น กล่าวคือต้องการแต่เพียงให้สามารถย่างเท้าลงสู่ ร่องรอยแห่งหนทางของนิพพานได้เป็นเบื้องต้นเท่านั้นเอง ปัญญาถึงขนาดนี้แหละ ที่เรียกว่าโสดาปัตติมรรคญาณ.

น.471 ๔๕๙ เพื่อความกระจ่างยิ่งขึ้นไปอีก ควรพิจารณาให้ทราบถึงข้อที่ว่า การตัดสัญโญชน์สามหรืออนุสัยสองได้ด้วยโสดาปัตติมรรคญาณนี้ ที่แท้ก็มาจากการเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ในขณะแห่งอานาปานสติขั้นสมบูรณ์ คือ เห็นว่าเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่มีอะไรเป็นตัวตน จนถึงกับละสักกายทิฏฐิได้ ; เห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อย่างแจ่มแจ้งว่าเราเป็นทุกข์กันอยู่ก็เพราะไม่เห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตาแท้ ๆ จึงมีความแน่ใจไม่ลังเลในการที่จะปฏิบัติเพื่อให้เห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ยิ่งขึ้นไป ตามแบบของพระพุทธเจ้า จึงตัดวิจิกิจฉาได้ ไม่ลังเลในสรณะและการปฏิบัติของตนอีกต่อไป ; และมีการเห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อย่างแจ่มแจ้ง จนรู้จักกฎเกณฑ์ของความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นอย่างดี ไม่หลงงมงายในศีลและพรตชนิดที่ไม่เป็นไปเพื่อทำให้เห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ได้อีกต่อไป จึงตัดสีลัพพตปรามาสได้ ซึ่งหมายความถึงตัดอนุสัยทั้ง ๒ อย่างข้างต้นได้ด้วยอีกนั่นเอง. สรุปความได้ ว่าการเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นั่นแหละค่อย ๆ ไต่ขึ้นมาตามลำดับ จนถึงขนาดเห็นความจริงของสิ่งทั้งปวงในระดับหนึ่งได้ จึงสามารถตัดสัญโญชน์สาม หรือตัดตัวโมหะที่สะกัดกั้นไม่ให้สัตว์เดินถูกทางแห่งนิพพานได้อย่างราบเตียน ดังนี้.

น.472 ๔๖๐ - ๕๖ - ๕ ธันวาคม ๒๕๐๒ ๒. สกิทาคามิมรรค สกิทาคามิมรรค ย่อมตัดสัญโญชน์สองหรืออนุสัยสอง ซึ่งมีชื่ออย่างเดียวกันเพิ่มขึ้นอีก กล่าวคือกามราคะสัญโญชน์หรือกามราคานุสัย และปฏิฆะสัญโญชน์หรือปฏิฆานุสัย หากแต่ไม่สามารถตัดได้โดยสิ้นเชิง คงตัดได้เฉพาะที่เป็นชั้นหยาบหรือที่เรียกว่าโอฬาริกะ คงเหลืออยู่ที่เป็นชั้นละเอียด ซึ่งแทบไม่ปรากฏอาการ. กามราคะ และ ปฏิมะ มีชื่อตรงกันทั้งที่เป็นสัญโญชน์และเป็นอนุสัย ข้อนี้ย่อมแสดงว่าเป็นกิเลสที่มีชื่อ เป็นที่รู้จักกันแพร่หลายยิ่งกว่ากิเลสชื่ออื่น. ความหมายของคำว่าสัญโญชน์ และคำว่าอนุสัยต่างกันอย่างไรได้กล่าวแล้วข้างต้น แต่ข้อสำคัญที่จะต้องไม่ลืมนั้นมีอยู่ว่า มันเป็นสิ่งที่แยกกันไม่ได้ กล่าวคือถ้าตัดกามราคะสัญโญชน์ ก็ต้องเป็นอันตัดกามราคานุสัยด้วย อย่างที่จะหลีกเลี่ยงไม่ได้เพราะเป็นของสิ่งเดียวกัน แต่ทำหน้าที่หลายอย่าง และเราไปให้ชื่อมันแปลก ๆ กันตามหน้าที่ ที่มันกระทำดังที่กล่าวแล้วข้างต้น ซึ่งจะต้องกำหนดไว้เป็นหลักเสมอไปมิฉะนั้นจะฟั่นเฝือ จึงได้กล่าวย้ำอีกในที่นี้.

น.473 ๔๖๑ คำว่า สกิทาคามิมรรค แปลว่า มรรคแห่งบุคคลผู้มาอีกเพียงคราวเดียว (สกิ = คราวเดียว + อาคามี = ผู้มีการมา + มรรค = หนทาง คือปัญญา) จากความ หมายของคำ ๆ นี้ ทำให้เห็นได้ชัดอยู่ในตัวว่า เมื่อกล่าวโดยบุคคลาธิษฐานแล้ว พระอริยบุคคลในขั้นนี้ เป็นพวกที่มีการเดินทางไปบ้างแล้ว ผิดจากพระอริยบุคคล ในขั้นแรกกล่าวคือพระโสดาบัน ซึ่งเป็นเพียงผู้ที่ย่างเหยียบลงสู่ทางเท่านั้น หรือ ถ้ากล่าวโดยธรรมาธิษฐาน ก็เป็นอันกล่าวได้ว่าอริยมรรคในขั้นที่สองนี้ ได้ตัดกิเลส ประเภทอื่นรุดหน้าต่อไปอีก จากที่โสดาปัตติมรรคได้ตัดแล้ว ดังที่ได้ระบุไว้ ข้างต้นว่า ได้ตัดกามราคะและปฏิฆะ ส่วนที่เป็นโอฬาริกะ คือที่แสดงกิริยาอาการ ให้ปรากฏได้สิ้นเชิง จึงเป็นเหมือนกับการรุดหน้าไปแล้วตอนหนึ่งแม้จะยังไม่ถึง ที่สุดก็ตาม และคำว่า "มาอีกเพียงครั้งเดียว" นั่นเอง ย่อมแสดงถึงความสูงต่ำ ของอริยมรรค ขั้นนี้อยู่ในตัว หมายความว่ามีจิตใจสูงไปในทางของโลกุตตระ ถึงขนาดที่ว่าหากจะหวนย้อนมาระลึกถึงโลกิยะด้วยความอาลัยอีก ก็มีได้เพียง ครั้งเดียวเท่านั้น ซึ่งมักจะใช้โวหารพูดกันไปในทำนองว่า จะมาเกิดในกามภพ ได้อีกเพียงครั้งเดียว หรือบางคนก็มักจะระบุลงไปเลยว่ามาเกิดในมนุษย์โลกอีก เพียงครั้งเดียว ซึ่งเป็นการกล่าวอย่างบุคคลาธิษฐานที่รุนแรงยิ่งขึ้นไปอีก. ถ้าจะ กล่าวสรุปสั้น ๆ อย่างธรรมาธิษฐานแท้ ก็กล่าวได้ว่าหากความคิดจะน้อมมาในทาง กาม หรือในทางปฏิฆะอย่างหยาบ ก็จะน้อมมาได้เพียงครั้งเดียว ; ซึ่งพูดอย่าง โวหารธรรมดาก็ว่า จะมีความคิดน้อมมารู้สึกรักหรือชังอย่างปุถุชนธรรมดาสามัญ ได้อีกอย่างมาก ก็เพียงครั้งเดียวเท่านั้น ไม่ต้องกล่าวถึงการกระทำหรือกล่าวถึง การเกิดทางรูปกายเป็นหลักแต่ประการใด นี้คือขอบเขตที่เป็นการบัญญัติความ แตกต่าง ระหว่างอริยมรรคขั้นที่หนึ่งและอริยมรรคขั้นที่สอง.

น.474 ๔๖๒ ถ้าจะกล่าวเปรียบเทียบกันอีกทางหนึ่ง เพื่อให้เห็นชัดโดยง่ายยิ่งขึ้นไปอีก ก็อาจจะกล่าวได้ว่า โสดาปัตติมรรคละสัญโญชน์ประเภทโมหะได้ ๓ ชนิด หรือ อนุสัยประเภทโมหะได้ ๒ ชนิดก็ตาม สกิทาคามิมรรค ก็ละสัญโญชน์หรืออนุสัย ประเภทราคะและโทสะได้อีกตั้งครึ่งตั้งค่อน ซึ่งเปรียบกันได้กับการเดินทางไปบ้าง แล้วเป็นส่วนมาก ในเมื่อโสดาปัตติมรรคเป็นแต่เพียงการคลำหาจนพบหนทางที่ถูก และเริ่มลงมือเดินเท่านั้น. จากข้อเปรียบเทียบนี้ ย่อมแสดงให้เห็นความจริงที่ สำคัญได้บางอย่าง เช่นว่า จะต้องมีการตัดโมหะที่จำเป็นบางส่วนเสียก่อน ก่อน การตัดราคะหรือโทสะโดยตรง. สมตามที่ได้ทรงบัญญัติไว้ว่า มรรคมีองค์แปด มีสัมมาทิฏฐิหรือปัญญานำหน้า แล้วจึงมาถึงศีลหรือสมาธิ แต่คนทั่วไปมักจะ หลงผิดไปตามลำดับแห่งการบัญญัติทางฝ่ายหลักวิชาหรือฝ่ายหลักทฤษฎี กล่าวคือ เรียงลำดับ ราคะหรือโลภะเป็นที่หนึ่ง โทสะหรือโกธะเป็นที่สอง และโมหะ เป็นที่สาม หรือเรียงลำดับไตรสิกขาเป็นศีล สมาธิ ปัญญา ; ส่วนหลักในทาง ปฏิบัติจริง ๆ นั้นกลับไขว้กัน คือยกเอาโมหะขึ้นมาเป็นสิ่งแรก ที่จะต้องตัดก่อนแล้ว จึงจะตัดราคะหรือโทสะเป็นลำดับไป ดังที่ปรากฏอยู่ในหน้าที่ที่โสดาปัตติมรรค และสกิทาคามิมรรค จะพึงตัดสัญโญชน์ดังกล่าวแล้ว และทำให้ต้องยกเอาปัญญา มาวางไว้หน้าศีลและสมาธิดังที่ปรากฏในการจัดลำดับแห่งองค์ ๘ ของมรรค ดังที่ ใคร ๆ ก็ทราบกันอยู่แล้วว่า สัมมาทิฏฐิองค์ที่หนึ่งและสัมมาสังกัปปะองค์ที่สองนั้น เป็นปัญญา เหลือจากนั้นจึงเป็นศีลและเป็นสมาธิไปตามลำดับ. ข้อนี้ ทำให้ สรุปความได้ว่าทางแห่งการปฏิบัติเพื่อนิพพานนั้น ต้องเริ่มผจญกันเข้ากับ กิเลสประเภทโมหะบางส่วนก่อน แล้วจึงสามารถทำลายกิเลสประเภทราคะโทสะ และโมหะที่เหลือ รุดหน้าไปได้ตามลำดับ ถ้ามิฉะนั้นแล้วก็จะมัวแต่หลงอยู่ ไม่รู้ว่าจะทำลายราคะหรือโทสะได้อย่างไรอยู่นั่นเอง. จึงควรตั้งข้อสังเกตไว้ สักอย่างหนึ่งว่า ถ้าเรียงลำดับกิเลสอย่างนักปริยัติ ก็จะเรียกว่า ราคะ โทสะ

น.475 ๔๖๓ โมหะ แต่ถ้าเรียงอย่างนักปฏิบัติที่แท้จริง ก็จะกลายเป็นเรียงว่า โมหะ ราคะ โทสะ ตามลำดับที่จะต้องตัดจริงก่อนหลังด้วยอำนาจอริยมรรคนั่นเอง. นักปริยัติจะเรียงลำดับไตรสิกขาว่า ศีล สมาธิ ปัญญา ซึ่งเป็นการเรียงตามลำดับ ความสูงต่ำกว่ากัน. แต่นักปฏิบัติจะเรียงว่า ปัญญา ศีล สมาธิ ตามลำดับเวลา ก่อนและหลังที่อริยมรรคจะพึงตัดกิเลสเหล่านั้น ดังที่มีหลักอันตายตัวและชัดแจ้ง อยู่แล้ว ในลำดับแห่งการตัดสัญโญชน์ของอริยมรรค หรือในลำดับแห่งองค์ของ อริยมรรค ซึ่งมีสัมมาทิฏฐิเป็นข้อต้นที่สุดดังที่เห็น ๆ กันอยู่ ถ้าถามว่าเพราะเหตุใด จึงเป็นดังนี้ ก็ตอบได้ง่าย ๆ ว่า การปฏิบัติในพุทธศาสนานั้นเป็นการปฏิบัติที่ เปรียบกันได้กับการทำงานในที่สว่าง มันจะต้องจุดตะเกียงขึ้นเสียก่อนจึงจะทำอะไร ต่อไปได้ ด้วยอาศัยแสงสว่างนั้น. ตามธรรมดาสามัญสัตว์ตกอยู่ในที่มืดคือโมหะ หรืออวิชชา คว้าอะไรไม่ถูก จะต้องขจัดความมืดออกไป ด้วยอาศัยแสงสว่าง คือปัญญา หรือสัมมาทิฏฐิเป็นเบื้องต้นก่อน จึงจะสามารถอาศัยแสงสว่างนั้นทำกิจ ที่เหลือต่อไปตามลำดับจนถึงที่สุด เพราะเหตุนี้เองพระพุทธองค์จึงตรัสว่ามัชฌิมา- ปฏิปทาอันประกอบด้วยองค์แปดนั้น มีสัมมาทิฏฐิเป็นเหมือนรุ่งอรุณ คือต้อง มาก่อน แล้วสิ่งต่าง ๆ จึงจะตามมาได้โดยสมบูรณ์. แม้โดยหลักทั่วไปก็ถือกันว่า ปัญญาเป็นตัวนำมาซึ่งกุศลธรรมทั้งหลาย ตั้งแต่ระยะแรกเริ่มต้นจนถึงระยะสุดท้าย เช่นปัญญา ทำให้อยากรู้ อยากเรียน อยากปฏิบัติ ทำให้รู้จักสงสัยในความไม่ สมบูรณ์ของความรู้ที่มีอยู่ก่อน ทำให้รู้จักเลือกความรู้ หรือเปลี่ยนแนวทาง ทำให้ รู้จักเลือกถือสรณะเป็นขั้นแรก แล้วรู้จักให้ทาน รักษาศีล เจริญสมาธิ และวิปัสสนา เป็นลำดับไป ซึ่งอะไร ๆ ถ้าเป็นไปในทางถูกแล้ว ก็ล้วนแต่มีปัญญาเป็น ผู้เบิกอรุณแล้วจูงไปทั้งนั้น.

น.476 ๔๖๔ การวินิจฉัยในข้อนี้ อย่างยืดยาวนั้น เป็นการป้องกันเสียซึ่งความหลงผิด ยึดถือเอาตามตัวหนังสือมากเกินไป โดยไปเอาหลักของนักปริยัติมาเป็นหลักของ นักปฏิบัติ ก็จะเกิดการติดตันขึ้นอย่างเส้นผมบังภูเขาทีเดียว ดังที่เราจะเห็นกันได้ อยู่ทั่วไปในหมู่บุคคลผู้ยึดมั่นถือมั่นด้วยอุปาทานในความรู้ตามตัวหนังสือ ตามที่ตัว ท่องบ่นอยู่เหล่านั้น. - ๕๗ - ๖ ธันวาคม ๒๕๐๒ สิ่งที่ต้องเข้าใจอีกอย่างหนึ่งก็คือ การระบุชื่อสัญโญชน์หรืออนุสัยที่อริย- มรรคนั้น ๆ จะพึงตัด : ถ้าระบุเฉพาะชื่อที่อริยมรรคนั้น สามารถตัดได้ขาดโดย ตรง และแม้แต่ตัดเพียงครั้งเดียวส่วนเดียว ก็ยังเป็นการตัดประเภทสมุจเฉทปหาน อยู่นั่นเอง. ฉะนั้นพึงทราบว่าแม้จะไม่มีการระบุว่าโสดาปัตติมรรคได้ตัด กามราคะ หรือปฏิฆะเลย ก็มิได้หมายความว่า พระโสดาบันเป็นผู้ที่ยังคงมีกามราคะหรือ ปฏิฆะจัด อย่างไม่มีการบรรเทาเบาบางเสียเลยก็หาไม่ หากแต่ว่ายังไม่สามารถ ตัดได้ถึงขนาดที่เป็นสมุจเฉทปหานไป เพียงบางส่วนเท่านั้น, ดังนั้นท่านจึงไม่กล่าว ถึงการตัดกามราคะหรือปฏิฆะโดยตรง สำหรับพระโสดาบัน คงกล่าวแต่การตัด โมหะ ๓ ชนิด ประเภทที่ทำให้ไม่รู้จักทางหรือเดินผิดทางดังที่กล่าวแล้ว. และถ้า จะมีการบรรเทาแห่งกามราคะและปฏิฆะเกิดขึ้นบ้าง ก็เป็นเพียงผลพลอยได้ตาม สัดส่วนเท่านั้นเอง หาใช่เป็นการตัดด้วยสมุจเฉทปหานไม่ ฉะนั้นท่านจึงไปกล่าว ถึงการตัดกามราคะและปฏิฆะประเภทหยาบโดยสมบูรณ์ ในขั้นสกิทาคามิ

น.477 ๔๖๕ มรรค และตัดประเภทละเอียดโดยสมบูรณ์ในขั้นอนาคามิมรรคโดยตรง ฉะนั้น ทำให้เห็นพร้อมกันไปได้อีกทางหนึ่งว่า การที่ท่านระบุสกิทาคามิมรรค ว่ามีหน้าที่ ตัดกามราคะและปฏิฆะโดยตรงนั้น ย่อมหมายความว่าการบรรเทาโมหะบางอย่าง บางประเภทได้เพิ่มขึ้นอีกตามสัดส่วนอยู่ด้วยเหมือนกัน หากแต่ว่าไม่ถึงขนาด ที่อาจจะนำมากล่าวไดเท่านั้น ฉะนั้นจะต้องถือเป็นหลักว่า อริยมรรคที่สูงขึ้นไป นอกจากจะตัดกิเลสที่มีชื่อโดยตรงตามหน้าที่ของตนแล้ว ก็ยังสามารถบรรเทา กิเลสชื่ออื่น ซึ่งไม่ถูกระบุชื่อได้มากไปกว่าอริยมรรคที่ต่ำกว่า อยู่เป็นธรรมดา และเป็นเรื่องของธรรมดา. คำว่า กามราคะ ในภาษาไทยฟังดูแล้วคล้ายกับหมายถึงแต่ราคะที่กำลัง แก่กล้า หรือที่เป็นไปอย่างแรงกล้าถึงที่สุดเท่านั้น. ส่วนความหมายในภาษา บาลีนั้น มีความหมายชนิดทั่วไป คือหมายถึงความกำหนัดยินดีในสิ่งที่เรียกว่ากาม ทุกประเภท ส่วนที่จะแบ่งแยกเป็นอย่างหยาบอย่างละเอียดเพียงไรนั้น ย่อมมีได้ ตามควรแก่กรณี แต่ไม่จำเป็นถึงกับต้องเปลี่ยนชื่อก็ได้ ดังที่เรียกในที่นี้ว่ากามราคะ อย่างหยาบและกามราคะอย่างละเอียดเป็นต้น. ฉะนั้นเป็นอันให้เข้าใจว่าการที่ ไม่ได้จัดกามราคะไว้ในฐานะเป็นสิ่งที่โสดาปัตติมรรคจะพึงตัดนั้น มิได้หมาย ความว่าพระโสดาบันเป็นบุคคลประเภทที่ยังมีกามราคะจัดแต่ประการใด แต่ต้อง เป็นสิ่งที่บรรเทาเบาบางไปแล้วตามสัดส่วนที่สมควรแก่โมหะ ๓ อย่าง ที่ตัดแล้ว นั่นเอง. สรุปความว่า ความหมายของคำ ๆ นี้ จะถือเอาตามที่หมาย กันอยู่ในโวหารภาษาไทยทั่ว ๆ ไปหาได้ไม่ แต่ให้หมายกว้าง ถึงความพอใจในกาม ทุกประเภท ดังที่กล่าวแล้ว. สำหรับคำว่า ปฏิฆะ ซึ่งแปลว่า ความกระทบกระทั่งนั้น ในภาษาไทย กลับมีความหมายที่เบากว่าความหมายเดิมในภาษาบาลี กล่าวคือคล้ายกับว่าจะ

น.478 ๔๖๖ หมายถึงความขัดใจ หรือขุ่นข้องอยู่ในใจเพียงเล็กน้อย ; ส่วนความหมายใน ภาษาบาลีเป็นความหมายที่กว้างหรือทั่วไปอีกอย่างเดียวกัน คือหมายถึงความโกรธ หรือโทสะนั่นเอง จึงต้องแบ่งเป็นอย่างหยาบและอย่างละเอียด ดังที่กล่าวแล้ว ข้างต้น และพึงเข้าใจอย่างเดียวกันกับที่กล่าวมาแล้ว ในกรณีของกามราคะส่วนที่ เกี่ยวกับโสดาปัตติมรรค กล่าวคือแม้พระโสดาบันไม่สามารถละปฏิฆะได้โดย สมุจเฉทปหานสักประเภทเดียว แต่ก็มิได้หมายความว่า ท่านจะต้องเป็นคนมักโกรธ อย่างเต็มที่เหมือนปุถุชน ทั้งนี้เพราะเหตุที่ปฏิฆะนั้นบรรเทาไปแล้วตามสัดส่วน ด้วยอริยมรรคนั้น แม้ไม่มากก็น้อย ฉะนั้นการกล่าวชื่อของวิมุตติสุขญาณไปตาม ชื่อของสัญโญชน์หรืออนุสัยที่อริยมรรคนั้น ๆ สามารถตัดได้นั้น เป็นการกล่าว ที่เหมาะสมอย่างยิ่ง กล่าวคือทำให้มองเห็นลักษณะของวิมุตติสุขนั้น ๆ ได้อย่าง ชัดแจ้งจริง ๆ. สรุปความได้สั้น ๆ ว่า สกิทาคามีบุคคลสามารถบรรลุวิมุตติสุขเพิ่มขึ้น อีก ๒ ขั้น กล่าวคือวิมุตติสุขที่เกิดขึ้นเพราะ การละกามราคะอย่างหยาบ และ การ ละปฏิฆะอย่างหยาบ เสียได้นั่นเอง หรือถ้าจะแยกเป็น ๔ ชื่อ ก็อาจจะทำได้ด้วย การแยกกิเลสทั้ง ๒ ชื่อนี้ ให้เป็นสัญโญชน์อย่างหนึ่งและให้เป็นอนุสัยอีกอย่าง หนึ่ง ดังที่ปรากฏอยู่ในรายชื่อของวิมุตติสุขญาณ ๒๑ นั้นแล้ว กล่าวสรุปได้สั้น ๆ ว่า เมื่อโสดาปัตติมรรคละกิเลสประเภททำความมืดได้ ๓ อย่าง สกิทาคามิมรรค ก็ ละกิเลสประเภททำความร้อนได้เพิ่มขึ้นอีก ๒ อย่าง โดยอัตราส่วนที่เหมาะ กับกำลังของตน. ๓. อนาคามิมรรค อนาคามิมรรค ย่อมตัดสัญโญชน์สองหรืออนุสัยสอง ชื่อเดียวกันกับที่ สกิทาคามิมรรคตัด แต่เป็นการตัดส่วนที่ละเอียด (ที่เหลือวิสัยของสกิทาคามิมรรค)

น.479 ๔๖๗ ได้อย่างสิ้นเชิง ซึ่งเป็นมาตรฐานที่กล่าวกันอยู่ทั่ว ๆ ไป ได้ยินกันอยู่ทั่ว ๆ ไป และถือเป็นหลักกันได้ง่าย ๆ ทั่ว ๆไป พระอนาคามีย่อมปราศจากกามราคะ และปฏิมะโดยสิ้นเชิง คงเหลืออยู่แต่โมหะบางส่วน ที่จะพึงตัดต่อไปเท่านั้น. เป็นอันว่าพระอนาคามีไม่มีราคะในกามโดยเด็ดขาดแล้ว แต่ไปมีราคะในภพคือ ความเป็นแห่งบุคคลผู้เสวยสุขอันไม่เนื่องด้วยกาม ส่วนปฏิฆะหรือโทสะนั้น เป็น อันหมดไปโดยประการทั้งปวง โดยนัยนี้เป็นอันกล่าวได้สั้น ๆ ว่าอนาคามิมรรคนั้น ตัดโทสะได้สิ้นเชิงไม่มีส่วนเหลือ ตัดราคะได้เฉพาะส่วนที่เป็นกาม ยังเหลืออยู่ ในส่วนที่เป็นภพ และตัดโมหะเพิ่มขึ้นได้ตามส่วน จนเหลืออยู่แต่ส่วนที่เป็นชั้น ละเอียดเกี่ยวกับอัตตวาทุปาทานโดยตรงเป็นส่วนใหญ่. เพื่อเข้าใจความหมายของอนาคามิมรรค หรือความเป็นอนาคามีได้ อย่างชัดเจน จำเป็นจะต้องทำการเปรียบเทียบดูทั้งข้างหน้าและข้างหลัง คือ เปรียบเทียบกันดูกับสัญโญชน์ หรืออนุสัย ที่โสดาปัตติมรรคและสกิทาคามิมรรคได้ ตัดมาแล้วและสัญโญชน์บางอย่างที่เหลืออยู่ ให้อรหัตตมรรคตัดต่อไปข้างหน้า ก็จะทราบความหมายของคำว่าอนาคามี ซึ่งอยู่ตรงกลางได้ดี. ใจความสำคัญ ของข้อนี้อยู่ตรงที่ว่า คนธรรมดาสามัญเมื่อได้ยินคำว่าราคะ ย่อมรู้สึกไปในทาง ราคะในกามอย่างเดียวเท่านั้น เมื่อได้ยินว่าพระอนาคามีตัดกามราคะได้สิ้นเชิง ก็ย่อมเข้าใจว่าพระอนาคามีปราศจากราคะโดยสิ้นเชิงเป็นธรรมดา แต่เมื่อเหลียว ไปข้างหน้า ยังมีราคะเหลืออยู่อีก ๒ ประเภท ที่พระอนาคามีจะต้องตัดต่อไปเพื่อ ความเป็นพระอรหันต์ ราคะ ๒ ประเภทนั้น คือ รูปราคะ อรูปราคะ : หรือรวม เรียกเข้าด้วยกันเป็นอย่างเดียวว่า ภวราคะ ดังนี้ก็ได้. รูปราคะ คือความกำหนัด ยินดีในความสุขอันเกิดจากรูปฌาน, อรูปราคะ คือความกำหนัดยินดีในความ สุขอันเกิดจากอรูปฌาน รวมกันเข้าแล้วเรียกว่า ภวราคะ หรือความกำหนัดยินดี

น.480 ๔๖๘ ในความเป็นชนิดใดชนิดหนึ่งที่ไม่เกี่ยวข้องกับกามเลย. ราคะเหล่านี้ฟังดูแล้ว คนธรรมดาสามัญทั่วไปไม่อาจจะเข้าใจได้ว่ามันจะเป็นราคะไปได้อย่างไร เพราะเคย เข้าใจหรือรู้สึกซึมซาบ แต่ในเรื่องของกามราคะที่เป็นของร้อนโดยเปิดเผย จึงไม่ สามารถเข้าใจไฟคือ ราคะชนิดเย็น กล่าวคือความกำหนัดยินดีต่อความสุขที่เกิด จากฌาน นี้ว่าเป็นราคะได้. ถ้าพูดอย่างบุคคลาธิษฐาน ก็พูดได้อย่างสั้น ๆ น่าขบขัน แต่แสดงความหมายได้ถูกต้องที่สุด ว่า พระอนาคามีละได้แต่ราคะร้อน แต่ไม่สามารถละราคะเย็น กล่าวคือความยินดีในสุขที่เกิดจากฌานหรือความยินดี ในความได้เป็นบุคคลเช่นนั้นได้เลย. เมื่อเข้าใจความหมายข้อนี้ดี ย่อมเข้าใจ ความหมายของความเป็นพระอนาคามีในส่วนที่เกี่ยวกับราคะได้ดี และไม่หลงไป ตามเขาว่า ว่าพระอนาคามีย่อมละราคะได้โดยสิ้นเชิงดังนี้เป็นต้น. ฉะนั้นเมื่อจะ วินิจฉัยในวิมุตติสุขของพระอนาคามีกันอย่างถูกต้องว่ามีอยู่อย่างสูงต่ำเพียงไร ก็พึง พิจารณาถึงการละราคะ ๓ ประเภท คือกามราคะ รูปราคะ อรูปราคะ นี้กันโดย ละเอียดก็จะทราบความแตกต่างของวิมุตติสุขญาณที่มีอยู่เป็นชั้น ๆ ได้เป็นอย่างดี. กล่าวโดยที่จริงแล้ว รูปราคะ และอรูปราคะ ไม่น่าจะถูกจัดเป็นราคะ น่าจะถูกจัดเป็นโมหะชนิดใดชนิดหนึ่งมากกว่า เช่นเดียวกับคำว่า ธรรมราคะ ซึ่งแปลว่ากำหนัดในธรรม ซึ่งหมายถึงธรรมซึ่งมีนิพพานเป็นผล แต่ท่านก็ยังไม่จัด หรือไม่บัญญัติว่าเป็นโมหะ คงจัดว่าราคะอยู่นั่นเอง โดยประสงค์เอาใจความ สำคัญตรงที่ ใจไปกำหนัดรักยินดีเกี่ยวข้องติดพันอยู่ อย่างแน่นแฟ้นนั่นเอง. ฉะนั้นทุกคนควรจะจับหลักให้ได้ว่า ราคะก็ดี โทสะก็ดี โมหะก็ดี แม้จะมีมูล มาจากอวิชชาด้วยกันทั้งนั้น ก็ยังมีความมุ่งหมายในการกระทำที่ต่างกัน กล่าวคือ ราคะหมายถึงความกำหนัดหรือความพอใจ ที่จะเอาไว้เป็นของตน : ส่วนโทสะ หมายถึงความเดือดพล่าน ในสิ่งที่ไม่เป็นที่ตั้ง แห่งความกำหนัด หรือพอใจ

น.481 ๔๖๙ กล่าวคือความรู้สึกที่เป็นไปในทางที่จะไม่เอาไว้เป็นของตน หรือผลักออกไป เสียจากความเป็นของตน เพราะรู้สึกว่าเป็นสิ่งที่เข้ามาทำลายหรือเป็นอันตราย ต่อสิ่งที่เป็นของของตน ; ส่วนโมหะนั้นมีความหมายดิ่งไปในทางหลงผิด ที่ยึดถือ โดยความเป็นตัวตนเป็นส่วนใหญ่ตลอดถึงแบ่งแยกว่า เป็นตัวตนชนิดไหนคือดี หรือชั่ว น่ารักหรือน่าชังเป็นต้นเป็นคู่ ๆ ไป. สรุปความสั้น ๆ ที่สุดก็คือว่าโมหะ ทำให้รู้สึกว่ามีตัวตนของสิ่งนั้นสิ่งนี้ ที่ทำให้ถูกแบ่งแยกเป็นน่ารักน่าชังขึ้นมา ราคะก็คือการเข้าไปติดในส่วนที่น่ารัก โทสะก็คือการเข้าไปติดในส่วนที่น่าชังนั่นเอง ไม่มีอะไรมากไปกว่านี้. ตลอดเวลาที่พระอนาคามียังไม่สามารถละโมหะโดยสิ้นเชิง อยู่เพียงใด ก็ยังมีความรู้สึกว่ายังมีสิ่งที่น่ารักน่าชังอยู่เพียงนั้น ; แม้จะละการเข้า ไปติดในส่วนที่น่าชังได้เด็ดขาด ก็ยังมีส่วนที่น่ารักเหลืออยู่ ; แม้จะละการเข้าไป ติดในฝ่ายที่น่ารักเกี่ยวกับกามได้ ก็ยังเหลือส่วนที่น่ารักที่ประณีตหรือสุขุมยิ่งขึ้นไป กล่าวคือส่วนที่ไม่เกี่ยวกับกามเลย อันได้แก่ความสุขที่เกิดจากธรรม ที่มีรูปและ ไม่มีรูป อันหมดจดจากกามที่ถูกนำเอามาใช้เป็นอารมณ์แห่งฌาน หรือสมาบัติ นั่นเอง. ฉะนั้นจึงยังเป็นอันกล่าวได้อยู่ว่ายังมีการติดอยู่ ในส่วนที่น่ารัก และ ถูกจัดว่ามีราคะที่เรียกว่ารูปราคะหรืออรูปราคะ ดังกล่าวแล้ว. วิมุตติสุขของท่าน มีเพิ่มขึ้นกว่าที่พระโสดาบัน พระสกิทาคามีได้รับก็อยู่ตรงที่ละโทสะได้เด็ดขาด และละราคะส่วนที่เราสมมติเรียกว่าราคะร้อนนั้นเสียได้เท่านั้นเอง คงเหลือราคะ เย็นอยู่ สำหรับจะต้องละอีกต่อไปพร้อมกับโมหะส่วนที่ทำให้สำคัญว่ามีตัวตนของสิ่ง ที่น่ารักและน่าชังทั้งหมดจนกว่าจะหมดสิ้นไปด้วยกัน. จึงเป็นอันกล่าวได้สั้น ๆ ตามชื่อของวิมุตติสุขญาณนั้น ๆ ว่าพระอนาคามีย่อมเสวยวิมุตติสุข อันเกิดจาก ความสิ้นไปแห่งกามราคะ และแห่งความสิ้นไปของปฏิฆะโดยสิ้นเชิง ดังนี้.

น.482 ๔๗๐ - ๕๘ - ๒๕ ธันวาคม ๒๕๐๒ ๔. อรหัตตมรรค อรหัตตมรรค ย่อมตัดสัญโญชน์ที่เหลืออยู่อีก ๕ และอนุสัยที่เหลือ อยู่อีก ๓ ซึ่งที่แท้ก็ได้แก่กิเลสอย่างเดียวกัน ในเมื่อนำมาเปรียบเทียบกัน กล่าวคือ อนุสัย ๓ ได้แก่มานานุสัย ภวราคานุสัย และอวิชชานุสัย ; ส่วนสัญโญชน์อีก ๕ คือ รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะและอวิชชา ; เมื่อสงเคราะห์กันกับ อนุสัย จะลงกันได้คือ รูปราคะกับอรูปราคะ ก็คือภวราคานุสัยนั่นเอง มานะและ อุทธัจจะก็คือมานานุสัย ส่วนอวิชชา ก็คืออวิชานุสัยโดยตรงอยู่แล้ว. เป็นอันว่า อนุสัย ๓ ที่เหลือ และสัญโญชน์ ๕ ที่เหลือ สำหรับอรหัตตมรรคตัดนั้น มีความ หมายเท่ากัน หากแต่พวกหนึ่งได้จำแนกออกไปให้มากขึ้นโดยชื่อเท่านั้นเอง. ที่ว่ารูปราคะและอรูปราคะ รวมกันคือภวราคะหรือภวราคานุสัยนั้น อธิบายว่า คำว่าภวราคะ แปลว่าราคะในภพ. คำว่าภพในที่นี้หมายถึงรูปภพ และอรูปภพเท่านั้น ไม่หมายถึงกามภพ เพราะคำว่ากามภพได้หมายถึงแล้วใน กามราคะ ซึ่งอนาคามิมรรคได้ตัดไปเสร็จสิ้นแล้ว จึงเหลืออยู่แต่รูปภพและอรูปภพ ซึ่งอนาคามิมรรคไม่สามารถจะตัด และเหลืออยู่เป็นที่ตั้งแห่งราคะที่อรหัตตมรรค จะพึงตัดและรวมเข้าด้วยกันทั้ง ๒ อย่าง คือ รูปราคะ และอรูปราคะ เป็นเพียง

น.483 ๔๗๑ อย่างเดียวคือภวราคะ และเติมคำว่าอนุสัยต่อท้ายเข้า จึงเป็นภวราคานุสัย เป็นอันกล่าวได้ว่าภวราคานุสัย อันเป็นอนุสัยที่ ๖ ก็คือรูปราคะสัญโญชน์ และอรูปราคะสัญโญชน์อันเป็นสัญโญชน์ลำดับที่ ๖ และที่ ๗ ตามลำดับนั่นเอง. ที่ว่ามานะและอุทธัจจะ อันเป็นสัญโญชน์ ๒ ชื่อนี้ สงเคราะห์เข้าได้ในอนุสัย ชื่อมานานุสัยนั้น อธิบายว่า มานะสัญโญชน์มีชื่อตรงกับมานานุสัยอยู่อย่างชัดแจ้งแล้ว ; ส่วนอุทธัจจะก็สงเคราะห์เข้าในกิเลสประเภทมานะ เพราะจิตฟุ้งขึ้นหรือกระเพื่อมขึ้นด้วยอำนาจความสนใจหรือความทึ่งก็ตาม นี้มีมูลมาจากความสำคัญว่าตัวตนหรือว่าของตน ซึ่งได้แก่มานะนั้นเอง ถ้าไม่มีอาการแห่งมานะแล้ว อาการแห่งอุทธัจจะก็มีไม่ได้ จึงได้สงเคราะห์อุทธัจจะที่เป็นสัญโญชน์ข้อนี้เข้าในมานานุสัย เพื่อตัดปัญหาหรือทางที่จะสงสัยว่า ทำไมจึงละอนุสัยเพียง ๓ และละสัญโญชน์ ถึง ๕ ซึ่งจะเป็นที่ฉงนสำหรับผู้ที่มองไม่เห็นว่าสิ่งทั้งห้า และสิ่งทั้งสามนี้จะเท่ากันได้อย่างไร. สำหรับอวิชชานั้น มีชื่อตรงต่อกันและกันอยู่แล้ว ไม่ต้องทำการสงเคราะห์สิ่งที่ต้องวินิจฉัยต่อไปก็คือ รายละเอียดของสัญโญชน์เรียงอย่างทั้ง ๕ อย่าง ซึ่งเมื่อวินิจฉัยครบถ้วนแล้ว ก็จะเป็นอันว่าวินิจฉัยอนุสัย ๓ ที่เหลือเสร็จสิ้นพร้อมกันไปในตัว ดังต่อไปนี้ : ก. รูปราคะ คำนี้โดยพยัญชนะแปลว่า ความกำหนัดในรูป (รูปะ=รูป, ราคะ=ความกำหนัด) คำว่ารูปในที่นี้หมายถึงสิ่งที่มีรูปหรือสิ่งที่มีรูปเป็นที่ตั้ง แต่รูปนั้น ๆ ไม่มีความหมายของกามหรือเป็นไปในทางกาม กล่าวคือไม่เกี่ยวกับกามเลย จึงต้องเรียกมันแต่เพียงว่ารูป แม้ว่ากามตามปรกติก็เป็นสิ่งที่มีรูปหรือเนื่องอยู่กับรูป แต่ถ้ามีความหมายทางกามเข้ามาเป็นส่วนสำคัญ เราเรียกสิ่ง

น.484 ๔๗๒ เหล่านั้นว่ากาม ไม่เรียกว่ารูป โดยกันเอาคำว่ารูปมาใช้กับรูปที่บริสุทธิ์จากกามคือไม่มีกามเข้ามาเกี่ยวข้องเลย. คำว่ารูปในที่นี้ยังมีความหมายลึกลงไปอีกชั้นหนึ่งคือหมายถึงผลที่เกิดมาจากรูป เช่นนำเอารูปธรรมอันใดอันหนึ่ง ดังเช่นลมหายใจ ในกรณีแห่งการเจริญอานาปานสตินี้มาเป็นอารมณ์ สำหรับเจริญสมาธิภาวนามีผลเกิดขึ้นเป็นฌาน อันมีลมหายใจเป็นอารมณ์ ฌานนั้นทำให้เกิดความรู้สึกทีเป็นสุข ความสุขจึงเป็นผลเกิดมาจากรูป กล่าวคือลมหายใจ ; ถ้ากำหนัดยินดีในความสุขข้อนี้ก็เรียกว่า กำหนัดในรูปด้วยเหมือนกัน ; นี้เป็นตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นชัด ว่ารูปที่ไม่เกี่ยวกับกามเป็นรูปบริสุทธิ์ล้วน ๆ ก็ยังเป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัดได้ หรือกล่าวกลับกันอีกอย่างหนึ่ง ก็กล่าวได้ว่าความกำหนัดนั้น มิได้มีเฉพาะแต่ในกาม แต่อาจจะมีได้แม้ในรูปธรรมบริสุทธิ์ ซึ่งเรียกสั้น ๆ ว่า "รูป" ในที่นี้ หรือที่เรียกว่า "ภพ" ในคำว่า ภวราคานุสัย อนุสัยคือ ความกำหนัดในภพ ดังนี้เป็นต้น, ข้อนี้เป็นการชี้ให้เห็นพร้อมกันไปในตัวว่าสิ่งที่เรียกว่าราคะหรือความกำหนัดนั้นมีอยู่หลายระดับซึ่งไม่เหมือนกันเลย หรือสูงต่ำกว่ากันอย่างที่ไม่อาจจะเปรียบกันได้ เช่น กามราคะความกำหนัดในกาม ที่กล่าวถึงในกรณีของพระอนาคามี และรูปราคะที่กล่าวถึงในที่นี้ และอรูปราคะที่จะกล่าวถึงข้างหน้า ถ้าพิจารณาดูแล้วจะเห็นว่าสูงต่ำกว่ากันคนละระดับจริง ๆ ; และเมื่อเข้าใจได้ทุกระดับแล้ว จะสามารถเข้าใจความหมายของวิมุตติสุขขั้นนั้น ๆ ได้เต็มที่. คำว่ารูปราคะโดยทั่วไป มีความหมายกว้าง ๆ หมายถึงความยินดีหรือกำหนัดในความสุขอันเกิดแต่รูปธรรม ที่ไม่เกี่ยวกับกามทุกชนิด และอาจขยายความออกไปได้ถึงความกำหนัดยินดีใน ความที่ได้เป็นอย่างนั้น หรือ ความที่ได้เกิดในโลกที่มีความเป็นอย่างนั้น หากแต่ว่าความเป็นอย่างนั้นหรือความได้เกิดในโลกที่มีความเป็นอย่างนั้น นั้นมันมีความหมายอยู่ตรงความสุขอันบริสุทธิ์

น.485 ๔๗๓ ไม่เกี่ยวกับกาม อันเกิดมาจากรูปธรรมที่มิใช่กามนั่นเอง. ถ้าจะเข้าใจสิ่ง ๆ นี้ให้ชัดแจ้งจริง ๆ จะต้องนำไปเปรียบเทียบกันกับความสุขที่เกิดมาจากกามโดยตรง จึงจะเข้าใจได้ คือเปรียบเทียบให้เห็นว่าต่างฝ่ายต่างมีอำนาจดึงดูดหรือย้อมใจสัตว์ ได้อย่างเต็มที่อย่างไร. แต่ข้อนี้ทำยากสำหรับคนธรรมดาสามัญซึ่งมีจิตใจอยู่ในระดับกามาวจรภูมิ คือเข้าใจซึมซาบได้เฉพาะความสุขที่เกิดจากกาม เพราะเป็นสิ่งที่มีประจำอยู่ในใจ แต่ไม่สามารถจะเข้าใจความสุขที่เกิดมาจากรูปเพราะยังไม่เคยรู้รส เพราะเหตุที่เป็นของสำหรับสัตว์ประเภทที่ตั้งอยู่ในรูปาวจรภูมิ ฉะนั้น มีทางที่จะทำได้โดยทางการศึกษาเปรียบเทียบจากบุคคลตัวอย่างบางคนเท่านั้น. ตัวอย่างที่กล่าวนี้ได้แก่ บุคคลที่เสวยกามสุขในฐานะเป็นกษัตริย์หรือเป็นเศรษฐีเป็นต้นอย่างเต็มที่ แล้วออกบวชเป็นนักบวชแสวงหาความสุขจากความสงบหรือวิเวก ด้วยความรู้สึกขยะแขยงต่อกามสุข ซึ่งเป็นความสุขที่อัดแอและวุ่นวายที่เคยผ่านมาแล้วแต่หนหลัง. ในกรณีนี้เราต้องไม่เล็งถึงพระพุทธเจ้า สิทธัตถะโคตมะผู้ซึ่งสละความสุขออกบวชด้วย เพราะว่าท่านออกบวชแล้ว หรือทิ้งกามสุขแล้ว แล้วไม่ไปติดอยู่แค่รูปสุขหรืออรูปสุขดังเช่นชฎิลหรือฤษีทั่วไป แต่ได้ผ่านเลยไปถึงโลกุตตรภูมิ ซึ่งอยู่เหนือสุขเหนือทุกข์ เราจะต้องเจาะจงเอาเฉพาะพวกดาบสหรือฤษี ที่ละจากกามสุขแล้วมาติดอยู่ในฌานสุข ซึ่งจะเป็นรูปฌานหรืออรูปฌานก็ตาม โดยการหยั่งให้ทราบลงไปในจิตใจของบุคคลเหล่านี้ว่า ความสุขเกิดแต่ฌานที่เขากำลังพอใจหลงใหลนั้น มันต่างจากความสุขที่เกิดจากการที่เขาขยะแขยง หรือต้องขยะแขยงมากน้อยเพียงไร ก็จะเข้าใจคำว่ารูปราคะได้ง่ายขึ้น. ถ้าจะมีผู้ถามว่า ถ้าเป็นบุคคลที่อยู่ในบ้านในเมือง ไม่ออกบวชเป็นดาบสหรือฤษีเล่า รูปราคะของเขาจะมีเป็นอย่างไร เพราะเราก็เคยได้ยินว่าพระอนาคามีที่เป็นสามัญชนอยู่ ในบ้านในเมืองก็ยังมี และอยู่ในเพศที่เรียกกันว่า

น.486 ๔๗๔ เพศคฤหัสถ์ด้วยซ้ำไป ข้อนี้อธิบายว่าพระอนาคามีเหล่านี้ปราศจากการเกี่ยวข้องด้วยกามทั้งทางกายและทางจิต ความสงบเย็นอันใดเกิดขึ้น เพราะความอยู่ปราศจากกามทั้งทางกายและทางจิต ท่านพอใจหลงใหลในความสงบเย็นนั้นหรือในความเป็นอย่างนั้นของท่าน ซึ่งมีรสเช่นเดียวกับรสแห่งฌานขั้นใดขั้นหนึ่งโดยไม่รู้ตัว นี้เรียกว่ารูปราคะหรือภวราคะของท่าน ข้อนี้ทำให้เห็นได้ว่าถ้าคำว่าคฤหัสถ์หรือฆราวาส มีความหมายว่าบุคคลผู้บริโภคกามแล้ว พระอนาคามีในลักษณะเช่นนี้หาได้เป็นฆราวาสหรือคฤหัสถ์ไม่ แม้จะอาศัยอยู่ในบ้านในเรือนกินอยู่นุ่งห่มอย่างคนธรรมดาสามัญและประกอบอาชีพเช่นปั้นหม้อขาย เพื่อเลี้ยงบิดามารดาดังที่มีกล่าวอยู่ในปกรณ์นั้น ๆ แม้ที่เป็นชั้นบาลีสังคีติ ทั้งนี้เพราะเหตุว่าไม่มีการบริโภคกาม หรือเกี่ยวข้องกับกามเลยทั้งโดยทางร่างกายและจิตใจ มีความยินดีอยู่ในความได้เป็นอย่างนั้นอยู่อย่างเต็มที่ คือความเป็นคนสงบเย็นเพราะปราศจากกาม และมีความยึดมั่นถือมั่นในตัวตนที่เป็นอย่างนั้นเพราะยังถอนความยึดถือว่าตัวตนไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่มีจิตใจอยู่เหนือกามโดยเด็ดขาดแล้วเช่นนั้น. นี้เรียกว่า มีรูปราคะหรือภวราคะที่เหลืออยู่สำหรับจะตัดตัวยอรหัตตมรรคต่อไป. ถ้าจะเปรียบเทียบด้วยตัวอย่างที่ต่ำกว่านั้นลงไปอีก ก็พึงพิจารณาดูที่จิตใจของคนบางคนและในบางขณะ ที่เขาไม่ยินดีพอใจในกาม ไม่มีความรู้สึกที่เป็นกามหรือความสุขอันเกิดมาจากความพอใจในกาม แต่มีความยินดีในความสุขที่เกิดมาจากอะไรบางอย่าง ที่มิใช่กาม แล้วหลงใหลติดใจในรสชาติของความเป็นอย่างนั้นอย่างยิ่งอยู่ก็มี เป็นความพอใจที่เกิดมาจากการเดินเล่นในที่สงัดหรืออยู่ในที่สงัดหรือยินดีในการปลูกต้นไม้ การเลี้ยงสัตว์บางชนิด หรือการมีวัตถุสิ่งของบางอย่างซึ่งเป็นที่ติดตาต้องใจ แต่ทุกสิ่งไม่ได้เป็นไปในทางกามเลย ดังนี้ก็มี หากแต่มีเพียงบางขณะและยังแถมน้อยคนที่สุด. ถ้าเรากันเอามาแต่ความรู้สึกส่วนนี้ในใจ

น.487 ๔๗๕ ของเขา ออกมาพิจารณาดูแล้ว ก็จะช่วยให้เข้าใจความแตกต่างระหว่างคำว่า รูปราคะ และคำว่ากามราคะได้เป็นอย่างดี ; และจะทำให้เห็นได้ว่ารูปราคะนั้น สูงกว่าหรือสะอาดกว่ากามราคะมากน้อยเพียงไรซึ่งเป็นเหตุให้เข้าใจความแตกต่าง ระหว่างอนาคามิมรรค และอรหัตตมรรคได้พร้อมกันไปในตัว เพราะว่าอนาคามิ- มรรคตัดได้เพียงกามราคะ ไม่สามารถตัดรูปราคะ ; ส่วนอรหัตตมรรคซึ่ง สามารถตัดรูปราคะได้นั้นจะสูงไปกว่าอนาคามิมรรคเพียงไร. เมื่อเข้าใจคำว่ารูปราคะได้ชัดเจนโดยนัยดังที่กล่าวแล้ว ก็สามารถหยั่ง ทราบความหมายของวิมุตติสุข ที่เกิดมาจากการตัดรูปราคะหรือภวราคานุสัยได้อย่าง ชัดแจ้ง โดยการเปรียบเทียบกันดูว่า คนเราเมื่อตัดราคะร้อน คือกามราคะได้แล้ว ก็มีความสงบเย็นเหลือที่จะประมาณได้อยู่แล้ว เมื่อสามารถตัดราคะเย็นเป็นต้นนี้ ได้อีก นั่นจะยิ่งบริสุทธิ์สะอาด ยิ่งสงบเย็นยิ่งไปอีกเพียงไร และญาณคือความรู้ ในวิมุตติสุขข้อนี้ (ข้อที่ ๑๔ และข้อที่ ๒๐) จะเป็นญาณที่สูงยิ่งขึ้นไปเพียงไร.

น.488 ๔๗๖ - ๕๙ - ๒๖ ธันวาคม ๒๕๐๒ ข. อรูปราคะ คำว่า อรูปราคะ แปลว่า ความกำหนัดใน อรูป คือสิ่งที่ไม่มีรูป มีลักษณะอาการทำนองเดียวกันกับความกำหนัดในรูป ผิดกันเพียง แต่ในที่นี้มีสิ่งที่เป็นอรูปเข้ามาแทนและเป็นสิ่งที่ประณีตยิ่งขึ้นไปกว่า. ถ้ากล่าว อย่างสมมติดังที่เราเคยกล่าวกันมาแล้วว่า รูปราคะเป็นราคะเย็น อรูปราคะก็เป็น ราคะเย็นยิ่งไปกว่านั้นอีก เพราะความที่ประณีตกว่านั่นเอง. คำว่ารูปในกรณี ของรูปราคะหมายถึงความสุขที่เกิดมาจากสมาธิ อันมีรูปธรรมเป็นอารมณ์ หรือความได้เกิดในโลกที่มีความสุขเช่นนั้นฉันใด ; คำว่าอรูปในที่นี้ย่อม หมายถึงความสุข ที่เกิดมาจากสมาธิอันมีอรูปธรรมเป็นอารมณ์ หรือหมายถึง การได้เกิดอยู่ในโลกที่สมบูรณ์ด้วยความสุขชนิดนั้นฉันนั้น. แต่ไม่ว่าจะกล่าวถึง ความสุขหรือกล่าวถึงภพที่เต็มไปด้วยความสุขชนิดนั้นก็ตาม สิ่งอันเป็นที่ตั้งแห่ง ความกำหนัดในกรณีหลังนี้ ย่อมเป็นสิ่งที่ประณีตกว่าในกรณีแรกอยู่นั่นเอง. ฉะนั้นเพื่อจะได้ทราบถึงความที่สัญโญชน์ข้อนี้ เป็นสัญโญชน์ที่ประณีตหรือสูงยิ่ง ขึ้นไป จะต้องมีการวินิจฉัยในสิ่งที่เรียกว่าอรูปนั้น ให้เป็นที่เข้าใจแจ่มแจ้งตาม สมควร โดยการเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างคำว่ารูปฌานกับอรูปฌาน และคำว่ารูปภพ กับคำว่าอรูปภพ หรือแม้ที่สุดแต่คำว่า รูปาวจรกุศลกับคำว่า อรูปาวจรกุศลก็ตาม ดังต่อไปนี้ : รูปฌาน กับอรูปฌาน. รูปฌานหมายถึง ฌานทั้ง ๔ มี ปฐมฌาน เป็นต้น มีจตุตถฌานเป็นที่สุด ดังที่ได้กล่าวแล้วในอานาปานสติขั้นที่ ๔ โดย

น.489 ๔๗๗ ละเอียด ; ส่วนอรูปฌานนั้นเป็นฌานที่ประณีตยิ่งขึ้นไป เพราะเกิดขึ้นจากความ รู้สึกที่ว่า สมาธิที่อาศัยรูปยังเป็นของหยาบไม่ละเอียดเหมือนอรูปหรือนาม ถ้าอย่างไรเราจะละรูปเสีย ถือเอาอรูปหรือนามเป็นอารมณ์ของสมาธิเถิด ดังนี้ก็มี หรือความคิดที่ว่า รูปอันได้แก่มหาภูตเหล่านี้เป็นของแตกทำลายง่าย เพราะตั้งอยู่ ด้วยปัจจัยที่หยาบ หรือทำลายง่าย ถ้าอย่างไรเราจะเว้นรูปเสีย ถือเอานาม ซึ่งเป็นสิ่งที่มีปัจจัยอันละเอียด และไม่แตกทำลายง่ายเหมือนรูป มาเป็นอารมณ์ ของสมาธิเถิด สมาธินั้นจะละเอียดประณีตและสงบรำงับยิ่งขึ้นไป ดังนี้ก็ดี ; ผู้แสวงหาความสุข ในฌานที่ประณีตยิ่งขึ้นไป จึงเว้นรูปธรรมทั้งหลายเสีย ถือเอา สิ่งที่ไม่มีรูป มาเป็นอารมณ์ สำหรับเพ่งฌานที่ประณีตยิ่งขึ้นไปคือ :- ๑. ถือเอาความว่างหรืออากาศเป็นอารมณ์เรียกว่า อ า ก า ส า นั ญ - จายตนฌาน. ๒. ถือเอานามธาตุหรือวิญญาณเป็นอารมณ์เรียกว่า วิ ญ ญ า ณั ญ - จายตนฌาน. ๓. ถือเอาความไม่มีอะไรเลยเป็นอารมณ์เรียกว่า อ า กิ ญ จั ญ ญ า - ยตนฌาน. ๔. ถือเอาการดับความรู้สึกเป็นอารมณ์เรียกว่า เ น ว สั ญ ญ า น า - สัญญายตนฌาน. ทั้ง ๔ นี้ เรียกว่า อรูปฌาน เพราะถือเอาสิ่งที่ไม่มีรูปเป็นอารมณ์ ดังที่กล่าวแล้ว มีความประณีตยิ่งกว่ารูปฌานคือ จิตที่กำหนดอยู่กับความว่างหรือ อากาศ โดยทำความรู้สึกว่า ความว่างเป็นสิ่งที่ไม่มีที่สุด จิตเข้าถึงความเป็นอัน

น.490 ๔๗๘ เดียวกันกับความว่างนั้น ด้วยอำนาจของการเพ่งที่ประณีตยิ่งขึ้นไปกว่าเดิม ความแน่วแน่หรืออัปปนาของจิตก็ประณีตไปกว่าเดิม ฌานจึงประณีตยิ่งกว่าเดิม ความสุขที่เกิดจากฌานนั้น จึงประณีตน่าพอใจ เป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นถือมั่นอัน ประณีตสุขุมยิ่งไปกว่าเดิม ความกำหนัดที่มีอยู่ในความสุขอันเกิดจากอรูปฌาน จึงเหนียวแน่นอย่างสุขุมยิ่งขึ้นไปอีก เพราะเหตุนั้นอากาสานัญจายตนฌานเป็น สิ่งที่ประณีตกว่าจตุตถฌาน อันเป็นรูปฌานขั้นสูงสุดเห็นปานนี้แล้ว วิญญาณัญ- จายตนฌาน ยังประณีตไปกว่านั้นอีก กล่าวคือผู้ตั้งอยู่ในอากาสานัญจายตนะแล้ว พิจารณาเห็นว่าอากาศนี้ยังหยาบอยู่ และยังกระเดียดไปในทางที่จะเป็นรูปหรือใกล้ ชิดต่อรูปอยู่มาก ถ้ากระไรเราจะถือเอาวิญญาณธาตุซึ่งเป็นนามธรรมที่ละเอียด ไปกว่ามาเป็นอารมณ์เถิด จึงได้เพ่งต่อวิญญาณ ว่าวิญญาณเป็นสิ่งไม่มีที่สุด ทำจิตให้เข้าถึงความเป็นอันเดียวกันกับวิญญาณธาตุ อันเป็นสิ่งที่ละเอียดยิ่งขึ้นไป ด้วยความเพ่งที่ละเอียดสุขุมยิ่งไปกว่าที่แล้วมา. วิญญาณัญจายตนะซึ่งเป็นอรูปฌาน ที่สอง จึงมีความละเอียดสุขุมยิ่งขึ้นไปกว่าอากาสานัญจายตนะซึ่งเป็นอรูปฌาน ที่หนึ่ง ฉะนั้นความสุขที่เกิดจากฌานนี้ ก็ยิ่งเป็นไปในทางสงบรำงับจืดชืดสนิท หรือบริสุทธิ์ยิ่งขึ้นไปอีก แต่พร้อมกันนั้น ยิ่งเป็นการทำให้เป็นที่ตั้งแห่งความ ยึดมั่นถือมั่น ที่ละเอียดยิ่งขึ้นไปตามส่วนของความที่ผู้นั้นยิ่งมีความสำคัญว่านี่เป็น สิ่งที่วิเศษสูงสุดยิ่งขึ้นทุกที และยิ่งจับใจเขามากยิ่งขึ้นทุกที. อรูปราคะในขั้นนี้ ก็ยิ่งละเอียดขึ้นตามลำดับ. ถัดจากนั้นไปอีกก็คือผู้ที่ช่ำชองในวิญญาณัญ- จายตนฌานเข้า เกิดความรู้สึกว่า แม้วิญญาณธาตุก็ยังเป็นของหยาบ สู้ความไม่มี อะไรเสียเลยทีเดียวไม่ได้ เขาจึงละจากการเพ่งต่อวิญญาณมาเพ่งที่ความไม่มีอะไร ถือเอาความไม่มีอะไรเป็นอารมณ์ ว่าความไม่มีอะไรเป็นสิ่งที่ไม่มีที่สุด ตามที่เขา มองเห็นว่า ความไม่มีอะไรนี่แหละยิ่งประณีตและยิ่งไม่มีที่สุดยิ่งไปกว่า ๒ อย่าง ที่แล้วมา ฉะนั้นเขาต้องเพ่งด้วยการเพ่งหรือวิธีเพ่งที่ละเอียดสุขุมยิ่งไปกว่าเดิม

น.491 ๔๗๙ ฌานที่เกิดขึ้น ก็ยิ่งเป็นฌานที่สุขุมไปกว่าเดิม ความสุขที่เกิดจากฌานนั้น ก็ยิ่งเป็น ที่ตั้งแห่งความยึดมั่นถือมั่นยิ่งไปกว่าเดิม คือเป็นอรูปราคะที่สุขุมยิ่งกว่า ๒ ขั้น ที่แล้วมาอีกตามส่วน. ถัดไปจากนั้นอีกก็คือผู้ที่ช่ำชองในอากิญจัญญาตนะ มีการพิจารณาเห็นว่า แม้ฌานนี้จะละเอียดสุขุมเพียงไร ก็ยังเป็นสิ่งที่มีความรู้สึก เหลืออยู่ นับว่ายังหยาบอยู่นั่นเอง ถ้าอย่างไรเราจะเพ่งต่อความดับเสียซึ่งความ รู้สึก กล่าวคือปราศจากความรู้สึกเป็นอารมณ์ จักเป็นของประณีตกว่า ; เขาจึงเพ่ง ต่อความไม่มีความรู้สึก แต่มิได้หมายถึงความตาย ฉะนั้นจึงเรียกว่าเนวสัญญานา- สัญญายตนะ คือความเพ่งซึ่งในตัวมันเอง จะเรียกว่ามีสัญญา คือความรู้สึกก็ไม่ใช่ จะเรียกว่าไม่มีสัญญา คือไม่มีความรู้สึกก็ไม่ใช่ ซึ่งถือว่าเป็นอรูปฌานขั้นสุดท้าย และเป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือ ของบุคคลผู้หลงใหลในฌานสุข ยิ่งกว่าฌานขั้นใด ๆ. ทั้งหมดนี้ลองคำนวณดูหรือเปรียบเทียบดูเถิด ว่าเป็นความสุขที่ไกลจากความสุข อันเกิดจากรูปฌานสักเพียงไร และยิ่งไกลจากความสุขประเภทกามสุข อย่างที่จะ เปรียบเทียบกันไม่ได้เพียงไร ยิ่งขึ้นอีก. เมื่อเข้าใจความหมายข้อนี้ ก็ย่อมเข้าใจ ความแตกต่างและความสูงต่ำเป็นลดหลั่นของคำว่า อรูปราคะ รูปราคะ และ กามราคะ ไปตามลำดับได้เป็นอย่างดี ซึ่งทำให้เห็นความจริงในข้อที่ว่า ทำไม พระอนาคามีจึงละได้แต่กามราคะ ไม่สามารถละรูปราคะและอรูปราคะ ซึ่งต้อง ทิ้งไว้ให้เป็นกิจของอรหัตตมรรคดังนี้. รูปภพ กับ อรูปภพ หมายถึงความได้เป็นหรือได้มี ในความสุขที่เกิด จากรูปและอรูปนั่นเอง ถ้ากล่าวอย่างบุคคลาธิษฐาน ก็กล่าวเป็นสถานที่หรือเป็น โลกที่มีความเป็นอย่างนั้นไป ตามธรรมดาของการกล่าว โดยโวหารพูดของ

น.492 ๔๘๐ ชาวบ้าน ชาวเมืองตามธรรมดา ; แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังพอจะเข้าใจได้ว่าในโลกนั้นหรือในสถานที่นั้น มันมีความสำคัญอยู่ตรงที่ความได้หรือความมีความสุข ที่เกิดจากรูปฌาน หรืออรูปฌานนั่นเอง. ถ้าปราศจากความได้หรือความมีสิ่งทั้ง ๒ นี้แล้ว โลกหรือสถานที่นั้น ก็ไม่มีความหมายอะไรเลย ฉะนั้นสิ่งซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งราคะทั้ง ๒ ชนิดนี้ จึงได้แก่ความได้หรือความมีสิ่งทั้ง ๒ นี้เองและเราเรียกมันว่า รูปภพ อรูปภพตามลำดับกัน. สรุปความสั้น ๆ อีกครั้งหนึ่งว่า อรูปภพในที่นี้ได้แก่ความมีหรือความได้ซึ่งความสุข ในขั้นอรูปฌานดังที่กล่าวแล้ว ความยึดมั่นถือมั่นในความมีหรือความได้สิ่ง ๆ นี้ เรียกว่าอรูปราคะ ในที่นี้คือมีราคะในอรูปภพ และเรียกว่า อรูปราคะ. รูปาวจรกุศลและอรูปาวจรกุศล ทั้ง ๒ คำนี้ เป็นคำที่มีความหมายในทางที่จะเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นถือมั่นอย่างเดียวกัน. ความหมายของคำว่ากุศลนั่นเอง เป็นสิ่งที่ยั่วความยึดมั่นถือมั่นยิ่งขึ้นไป หรือเป็นที่ตั้งแห่งราคะได้มากกว่าที่จะกล่าวว่าภพหรือภูมิ. กามาวจรกุศลหมายถึงกุศลที่เป็นไปในทางให้ได้มาซึ่งกามสุข จึงจัดเป็นกุศลชั้นต่ำ ; รูปาวจรกุศล คือกุศลที่เป็นไปในทางให้ได้มาซึ่งความสุขที่เกิดจากรูปฌาน ซึ่งห่างไกลจากกามสุขโดยสิ้นเชิง ; อรูปาวจรกุศล เป็นไปทำนองเดียวกัน หากแต่ว่าประณีตหรือสูงยิ่งขึ้นไปกว่า กล่าวคือเป็นกุศล ที่เป็นไปในทางให้ได้มาซึ่งความสุข ประเภทที่เป็นอรูปนั่นเอง. รูปาวจรกุศล นั่นแหละเป็นที่ตั้งของรูปราคะ และอรูปาวจรกุศลนั่นเอง เป็นที่ตั้งของอรูปราคะโดยทำนองเดียวกันแท้. ฉะนั้นแม้เราจะกล่าวว่าอรูปราคะมีที่ตั้งอยู่ที่ความสุข อันเกิดจากอรูปฌานก็ตาม หรืออยู่ที่อรูปภพก็ตาม หรืออยู่ที่อรูปาวจรกุศลก็ตาม ย่อมมีความหมายอย่างเดียวกัน และเป็นคำกล่าวที่ถูกต้องด้วยกันทั้งนั้น.

น.493 ๔๘๑ รูปาวจรภูมิ และ อรูปาวจรภูมิ. เมื่อได้กล่าวถึงมาเพียงนี้แล้ว ควรจะได้กล่าวถึงภูมิทั้ง ๒ นี้ไปเสียด้วยในคราวเดียวกัน เพื่อความเข้าใจชัดแจ้งในสิ่งที่เรียกว่ารูปราคะและอรูปราคะยิ่งขึ้นไป คำว่า "ภูมิ" แปลว่า ชั้นหรือลำดับขั้นแต่หมายถึงชั้นแห่งจิตใจ หรือระดับแห่งใจที่มีความสูงต่ำอย่างไร. รูปาวจรภูมิหมายถึงระดับแห่งใจ ที่ไม่ท่องเที่ยวไปในกาม แต่ท่องเที่ยวไปในรูป กล่าวคือการแสวงหาความสุขในรูปฌาน. ถ้ายังต่ำจนท่องเที่ยวไปในกาม คือแสวงหาหรือเกลือกกลั้วในความสุข ที่เกิดมาจากกาม ก็เรียกว่ายังตั้งอยู่ในกามาวจรภูมิ คือของสามัญสัตว์ทั่วไป. ส่วนอรูปาวจรภูมินั้นหมายถึงระดับที่ท่องเที่ยวไปในอรูป คือแสวงหาความสุขจากอรูป ฉะนั้นทำให้จับคู่กันได้ว่า พวกกามาวจรภูมิ ก็คือพวกที่แสวงหาความสุขจากกามภพ โดยอาศัยกามาวจรกุศล ; พวกที่ตั้งอยู่ในรูปาวจรภูมิก็คือพวกที่แสวงหาความสุขจากรูปฌานในรูปภพ ด้วยอาศัยอำนาจของรูปาวจรกุศล, พวกที่ตั้งอยู่ในอรูปาวจรภูมิ ก็คือพวกที่แสวงสุขประเภทที่เกิดจากอรูปฌาน ในอรูปภพ โดยอาศัยอำนาจของอรูปาวจรกุศล. เมื่อเปรียบเทียบกันดูทั้ง ๓ พวก จะเห็นได้ว่าอรูปราคะเป็นอาการโดยตรงของสัตว์ ที่ตั้งอยู่ในอรูปาวจรภูมิ หรือแม้สัตว์ที่ตั้งอยู่ในขั้น โลกุตตรภูมิขั้นต้น ๆ ที่ยังละราคะส่วนนี้ไม่ได้นั่นเอง ; ซึ่งเป็นการชี้ให้เห็นอยู่ในตัวแล้วว่า อรูปราคะนี้ประณีตเพียงไร หรือกล่าวอย่างสมมติดังที่เคยกล่าวแล้ว ก็ว่า เป็นราคะเย็นที่หวาดเสียวเพียงไร และละได้ยากเพียงไร ; และพร้อมกันนั้น ก็แสดงให้เห็นได้ด้วยว่า ถ้าละอรูปราคะเสียได้ วิมุตติสุขที่เกิดขึ้นก็ดี ญาณในวิมุตติสุขนั้นก็ดี จะเป็นสิ่งที่สูงยิ่งขึ้นไปเพียงไรอย่างเดียวกัน. แม้อรูปราคะสัญโญชน์นี้ ก็สงเคราะห์รวมลงในภวราคานุสัย เช่นเดียวกับรูปราคะ.

น.494 ๔๘๒ - ๖๐ - ๒๗ ธันวาคม ๒๕๐๒ ค. มานะ คำว่ามานะโดยพยัญชนะ แปลว่าความสำคัญด้วยความรู้. โดยใจความได้แก่ความรู้สึกที่เป็นไปในตัวเอง จนทำให้เกิดความยึดถือเกี่ยวกับ ตัวเองขึ้นมา และแบ่งได้เป็น ๒ ชั้น ความสำคัญว่าตนมีอยู่หรือเป็นอยู่ ซึ่งเรียก ว่า อัสมิมานะ โดยแท้จริงนี้อย่างหนึ่ง, อีกอย่างหนึ่งเป็นมานะที่ขยายออกไปว่า ตนเป็นอะไร และเมื่อนำไปเปรียบเทียบกับคนอื่นแล้วดีกว่า หรือเลวกว่า หรือ เสมอกันอย่างไร. ถ้ามานะอย่างแรกคืออัสมิมานะยังมีอยู่เพียงใดแล้ว มานะ อย่างหลังย่อมมีอยู่เพียงนั้น : และมานะอย่างหลังนี้เอง ที่เป็นตัวการทำความวุ่นวาย จนกระทั้งเป็นความทุกข์อย่างหยาบขึ้นมา. มานะนี้ จำแนกเป็น ๓ หมวด คือ ๑. ตนดีกว่าเขา มีความสำคัญว่าตนดีกว่าเขาบ้าง ตนเสมอกันกับเขาบ้าง ตนเลวกว่าเขาบ้าง. ๒. ตนเสมอกันกับเขา สำคัญว่าตนดีกว่าเขาบ้าง ตนเสมอกันกับเขาบ้าง ตนเลวกว่าเขาบ้าง. ๓. ตนเลวกว่าเขา แต่สำคัญว่าตนดีกว่าเขาบ้าง ตนเสมอกันกับเขาบ้าง ตนเลวกว่าเขาบ้าง ดังนี้.

น.495 ๔๘๓ ถ้านับเป็นหมวด มีอยู่ ๓ หมวด ถ้านับเรียงอย่างก็มีอยู่ถึง ๙ อย่าง แต่ ทุกอย่างย่อมมาจากอัสมิมานะ คือความสำคัญว่าตัวเรามีอยู่ด้วยกันทั้งนั้น. โดย นัยนี้จะเห็นได้ว่า สิ่งที่เรียกว่า “มานะ” หรือคำว่ามานะก็ตาม ในภาษาธรรมะนี้ มีความหมายกว้างกว่าคำว่า "มานะ" ในภาษาไทย ซึ่งมีความหมายไปในทางความ ถือตัวของผู้ที่มีอะไรด้อยกว่าต่ำกว่าอย่างเดียวเท่านั้น. ส่วนในทางธรรมะนั้นคำว่า มานะ มีความหมายกว้างครอบคลุมไปหมด จนไม่มีช่องทางที่ใครจะรอดพ้นไป จากมานะได้ เช่นคนที่ต่ำต้อยที่สุด รู้สึกตัวว่าต่ำต้อยอยู่แท้ๆ ก็ยังจัดเป็นมานะ ที่ถึงที่สุดอยู่นั่นเอง : หรือแม้จะรู้สึกว่ามีอะไร ๆ เสมอกันก็ยังจัดเป็นมานะถึงที่สุด. ทั้งนี้เพราะเหตุว่า ได้เล็งถึงความรู้สึกส่วนละเอียดหรือส่วนลึกเป็นใหญ่ คือ ความ รู้สึกที่ว่าเรามีตัวมีตนอยู่ และตัวตนของเรากำลังเป็นอย่างไรนั้นเอง ; ส่วนที่ จะดีกว่าใคร เสมอกันกับใคร หรือเลวกว่าใครนั้น เป็นการเปรียบเทียบ คือเอา ลักษณะแห่ง "ความเป็น" ของตน ๆ ไปวัดกัน แล้วเกิดความสำคัญผิดไปตามอำนาจ ของความหลง. ถ้าหากทำลายความสำคัญว่ามีตัวตนเสียได้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ความสำคัญเอาเองทั้ง ๙ อย่างก็หมดไป. ข้อนี้จะเห็นได้ว่าสิ่งที่เรียกว่ามานะนั้น มีความเร้นลับลึกซึ้งและยากแก่การตัดเพียงไร จนถึงกับอย่าว่าแต่ปุถุชนคนธรรมดา เลยแม้แต่พระโสดาบันก็ละมันไม่ได้ พระสกิทาคามีก็ละมันไม่ได้ แม้พระอนาคามี ก็ละมันไม่ได้ ต้องเหลือไว้เป็นหน้าที่ของอรหัตตมรรคจะพึงตัดดังนี้. ทั้งนี้ เพราะว่าสิ่งที่เรียกว่ามานะนี้ เป็นกิเลสประเภทโมหะชั้นที่ละเอียดที่สุด และ เป็นของธรรมชาติธรรมดาที่สุด ซึ่งถ้ากล่าวอย่างโวหารสมัยใหม่ก็เรียกว่า เป็นสัญชาตญาณของสัตว์ทั่วไป และเป็น สัญชาตญาณชั้นหัวหน้า หรือชั้นประธาน ของสัญชาตญาณอื่น ๆ เช่นสัญชาตญาณแห่งการต่อสู้ สัญชาตญาณแห่งการหนีภัย สัญชาตญาณแห่งการแสวงหาอาหาร และสัญชาตญาณแห่งการสืบพันธุ์เป็นต้น ซึ่งคนสมัยนี้ถือว่าเป็นสิ่งที่ไม่อาจละได้เลยเป็นอันขาด.

น.496 ๔๘๔ อีกอย่างหนึ่ง หรืออีกทางหนึ่งซึ่งพร้อมกันนั้น เมื่อมีความรู้สึกว่าตัวตน เป็นอย่างไรแล้ว ก็ย่อม มีความรู้สึกว่าของของตนเป็นอย่างไรตามไปด้วย เช่น ของของตนดีกว่าของคนอื่น เสมอกันกับของคนอื่น หรือเลวกว่าของคนอื่น ซึ่งอาจจำแนกออกได้เป็น ๙ อย่าง โดยนัยเดียวกับที่กล่าวมาแล้วข้างต้น แม้ความ สำคัญมั่นหมายในของของตนเหล่านี้ ในทำนองนี้ ก็จัดเป็นมานะในที่นี้ด้วย เหมือนกัน และเป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือได้เท่ากับตัวเอง หรือยิ่งกว่าตัวเอง ดังในกรณีของสัตว์บางเหล่ามีความรักในบุตรภรรยาเป็นต้น ยิ่งกว่าชีวิตของตัวเอง ก็ยังมี ฉะนั้นจึงจัดว่าเป็นมานะที่มีค่าเท่ากัน และมีต้นตออันเดียวกัน. จากมานะทั้งที่เป็นไปในตน และทั้งที่เป็นไปในของของตน โดยนัยดังที่ กล่าวมาแล้วนี่เอง ที่ความเดือดร้อนระส่ำระสายต่างๆ ได้เกิดขึ้นอย่างแปลก ประหลาด หรืออย่างไร้ความหมาย น่าเอน็ดอนาถที่สุด แต่ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เพื่อ วัตถุสิ่งของที่มีค่าอันใด แต่เป็นเพราะ ความถือตัว หรือ เห็นแก่เกียรติของตัว ซึ่งเรียกว่ามานะในที่นี้นิดเดียวเท่านั้น ; และอีกทางหนึ่ง ซึ่งเป็นการเบียดเบียน ตนเองล้วน ๆ ไม่เกี่ยวกับบุคคลอื่นมาเบียดเบียนเลย ได้แก่การที่คนบางคน หรือสัตว์บางเหล่า ยอมลำบากตรากตรำทนทุกข์ทรมานอย่างเอาชีวิตเข้าแลก เป็นระยะยาวนานได้ อย่างเหลือที่จะสมเพชเวทนา ก็เพราะอาศัยสิ่งที่เรียกว่า มานะนี้อีกอย่างเดียวกัน. เป็นอันว่าสัตว์เบียดเบียนซึ่งกันและกัน และเบียดเบียน ตนเองอยู่ตามลำพังในชั้นที่ลึกซึ้งที่สุด ที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ที่สุด ก็เพราะอาศัยสิ่ง ที่เรียกว่ามานะนี้ ; ส่วนที่อาศัย โลภะ หรือโทสะนั้นเป็นชั้นตื้น ๆ และเป็นชั้น ธรรมดาสามัญ เพราะฉะนั้นพึงพิจารณาดูเถิดว่า มานะนี้เป็นสิ่งที่น่าหวาดเสียว เพียงไร ละยากกว่าโลภะและโทสะเพียงไร จึงตกมาอยู่ในระยะรั้งท้ายของบรรดา สัญโญชน์ที่จะต้องละ.

น.497 ๔๘๕ สิ่งที่จะต้องศึกษาหรือระมัดระวังเป็นพิเศษอีกข้อหนึ่งก็คือ ต้องไม่เอาความหมายของคำว่ามานะไปปนกับความหมายของคำว่า สักกายทิฏฐิ ซึ่งเป็นสัญโญชน์ข้อต้น อันพระโสดาบันจะพึงละ เพราะมีความหมายคล้ายกันอยู่บางอย่าง แต่มิใช่เป็นกิเลสชั้นเดียวกัน ดังที่เห็นได้จากการที่ถูกจัดไว้คนละขั้นคนละตอนอย่างไกลกันมากทีเดียว. สักกายทิฏฐินั้นเป็นความสำคัญว่ามีตัวตนชั้นหยาบที่สุด และเป็นไปในทางกายหรือทางวัตถุ หรือทางรูปธรรมมากที่สุดซึ่งแม้จะละได้แล้ว ความสำคัญตนในชั้นมานะนี้ หรือที่เรียกว่าอัสมิมานะนี้ ก็ยังเหลืออยู่อย่างเต็มที่ ดังที่ได้กล่าวแล้วว่า แม้พระอนาคามีก็ยังไม่สามารถละมานะในขั้นนี้ ทั้งนี้เพราะ ว่ามานะนี้มิได้เป็นเพียงความเข้าใจผิดหรือเห็นผิด หากแต่เป็น ความรู้สึกที่ลึกซึ้ง ของสัญชาตญาณ ชนิดที่มีอยู่โดยไม่รู้สึกตัวเอาเสียทีเดียว. ควรจะสังเกตไว้อีกอย่างหนึ่งว่า สิ่งที่เรียกว่ามานะนี้เป็นกิเลสประเภทที่มีความยึดถือตัวตน ในฝ่ายความดีหรือความดียิ่ง ๆ ขึ้นไปโดยส่วนเดียว ; ฉะนั้น แม้จะได้ทำดีถึงที่สุด จนไม่รู้ว่าจะทำดีอย่างไรต่อไปอีกแล้ว ก็ไม่สามารถที่จะเอาชนะกิเลสข้อนี้ได้ และพ้นทุกข์ไม่ได้ ด้วยความดีที่สุดที่ตนจะพึงกระทำดีได้. การเอาชนะความทุกข์ได้โดยสิ้นเชิง จึงต้องเป็นการละมานะเสียโดยสิ้นเชิง หมายความว่า ไม่ให้คุณค่าหรืออำนาจของความดีมาครอบงำได้อีกต่อไป. อุทาหรณ์ในข้อนี้ จะเห็นได้จากการค้นคว้าและการปฏิบัติในลัทธินอกพุทธศาสนา หรือก่อน พุทธศาสนา ซึ่งมีการค้นคว้าและการปฏิบัติชนิดที่ใคร ๆ ก็ต้องยอมรับว่า กว้างขวางและลึกซึ้งไม่น้อยเลย แต่ในที่สุดก็เอาชนะความทุกข์ไม่ได้ เนื่องจาก ไม่เป็นไปเพื่อถอนเสียซึ่งความสำคัญว่าตัวตน หรือความที่เป็นตัวตนที่ดีวิเศษยิ่ง ๆ ขึ้นไปนั้นเอง : เห็นได้จากการที่พระพุทธองค์ทรงยอมรับว่าอุทกดาบสรามบุตร ซึ่งเคยเป็นอาจารย์ของพระองค์ในขณะที่ยังเที่ยวศึกษาค้นคว้าอยู่นั้น

น.498 ๔๘๖ อยู่ในประเภทบุคคลที่ยังไขว้กันอยู่เพียงนิดเดียว มิฉะนั้นก็จะตรัสรู้ ซึ่งเป็นเหตุให้พระองค์ทรงนึกถึงดาบสผู้นี้ก่อนบุคคลอื่นใด ภายหลังจากการตรัสรู้แล้ว ดังนี้เป็นต้น. สรุปรวมความว่า สิ่งที่เรียกว่ามานะนี้ เป็นกิเลสประเภทที่มีมูลมาจากความยึดมั่นถือมั่น "ในตัวตนที่เต็มไปด้วยความดี" ซึ่งจะเป็น "ตนเอง" หรือ ‘ตนผู้อื่น" ก็ตาม หรือ "ตนสิ่งอื่น" ก็ตาม แล้วมีความรู้สึกขยายออกไป ในทางที่จะเปรียบเทียบกัน ซึ่งทำให้กิเลสข้อนี้มีพิษสงมากขึ้น. อริยมรรคญาณในขั้นอรหัตตมรรคเท่านั้น ที่จะมีแสงสว่างหรือมีกำลังมากพอที่จะทำลายถ่ายถอนสัญโญชน์ข้อนี้ได้ เพราะการเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ในขั้นอรหัตตมรรคนั้นเป็นไปอย่างแรงกล้า เพราะถึงที่สุดจริงๆ สามารถทำลายเสียได้ซึ่งความรู้สึกว่าตน หรือมีตัวตนชนิดที่เป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือ ซึ่งเป็นช่องทางที่จะช่วยให้พิจารณาเห็นสืบไปว่า วิมุตติสุขที่เกิดมาจากการถอนความสำคัญว่ามีตัวตนอยู่ในลักษณะอย่างไร มันจะนำมาซึ่งความสงบสุขเพียงไร และวิมุตติสุขญาณในชั้นนี้ มีความสูงยิ่งขึ้นไปอีกเท่าไร. มานะสัญโญชน์ตรงเป็นอันเดียวกันกับมานานุสัย ฉะนั้นจึงไม่จำเป็นจะต้องวินิจฉัยในคำว่ามานานุสัยอีกแต่ประการใด.

น.499 ๔๘๗ - ๖๑ - ๒๘ ธันวาคม ๒๕๐๒ ฆ. อุทธัจจะ คำนี้ตามปรกติแปลกันว่าความฟุ้งซ่าน แต่ความหมายอันแท้จริงนั้นมีอยู่ลึกกว่านั้น มิได้หมายความเพียงความฟุ้งซ่านตามความหมายในภาษาไทย ซึ่งเป็นเรื่องของนิวรณ์มากกว่าที่จะเป็นเรื่องของสัญโญชน์. ถ้าคำว่าฟุ้งซ่านมีความหมายไปในทางความคิดเลื่อนลอย เช่นความคิดทำนองสร้างวิมานในอากาศด้วยแล้ว จะยิ่งเป็นการน่าขบขันมากทีเดียว ถ้าพระอนาคามี ก็ยังละความฟุ้งซ่านเช่นนี้ไม่ได้ ; ฉะนั้นจะต้องทำความเข้าใจกันในเรื่องนี้ให้ดี ๆ. โดยความหมายอันแท้จริง คำว่าอุทธัจจะในที่นี้ หมายถึง ความที่จิตพุ่งขึ้นกว่าระดับปรกติ เพราะอำนาจ ความสนใจ ความสงสัย ความหวัง ความระแวง หรือแม้แต่ ความกลัว อย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งพระอนาคามียังละไม่ได้นั่นเอง ; และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ก็คือความสนใจด้วยความสงสัย หรือความอยากรู้ว่าสิ่งนี้เป็นอะไร หรือเพื่ออะไร หรือเพื่อประโยชน์อะไรเป็นต้น. พระอรหันต์จำพวกเดียวเท่านั้น ที่ตัดความสงสัย ความหวัง ความกังวล ความกลัวหรือกิเลสอันละเอียดประเภทเดียวกันชื่ออื่น ๆ เสียได้ จึงไม่มีความสนใจว่านั่นมันน่ารู้ น่าสนใจ หรือน่ากลัวเป็นต้น. ถ้ายังละกิเลสอันละเอียดเหล่านี้ไม่ได้ จิตจะต้องฟุ้งขึ้น ฟูขึ้น กระเพื่อมขึ้น หรือถึงกับระรัวขึ้น ในเมื่อมีสิ่งใดสิ่งหนึ่งผ่านเข้ามา และมีอาการที่น่าสนใจ น่าสงสัย หรือน่าหวาดเสียวเป็นต้น. ความฟุ้งขึ้นแห่งจิตในทำนองนี้เอง เรียกว่า อาการของอุทธัจจะ. กิเลสที่เป็นเหตุให้ฟุ้งขึ้นอย่างนี้เอง เรียกว่าอุทธัจจะสัญโญชน์ ซึ่งเป็นสิ่งที่เหมือนนอนเนื่องอยู่ในสันดาน.

น.500 ๔๘๘ พิจารณาดูให้ละเอียดยิ่งขึ้นไป จะเห็นได้ว่ากิเลสที่ทำหน้าที่ให้จิตฟุ้งขึ้นในลักษณะเช่นนี้นั้น มีมูลมาจากความยึดถือในตัวตนอย่างเดียวกัน คือมีความสำคัญว่าตนมีอยู่นั่นเอง แต่มิได้เป็นไปในทางที่จะเปรียบเทียบ ว่าดีกว่าหรือเลวกว่าหรือเสมอกัน ดังที่กล่าวมาแล้ว แต่เป็นไปในทางเห็นแก่ตน ชนิดที่ละเอียดจนถึงขนาดที่ไม่รู้สึกตัว และเคลื่อนไหวไปในทางที่จะแสวงหาประโยชน์แก่ตัวหรือการป้องกันชีวิตของตัวโดยไม่รู้สึกตัวอีกอย่างเดียวกัน. เพราะความรู้สึกว่ามีตัวนั่นเอง จึงมีความรู้สึกในทางที่จะหาประโยชน์ใส่ตัว ฉะนั้นพอมีอะไรผ่านเข้ามาในลักษณะที่จะเป็นประโยชน์แก่ตัว ก็อดสนใจไม่ได้ หรือแม้แต่สิ่งที่ยังไม่แน่ว่าจะเป็นประโยชน์หรือไม่เป็นประโยชน์แก่ตัวผ่านเข้ามา เช่นสิ่งที่ตัวยังไม่รู้จักเลย แต่ถ้าแปลกประหลาดกว่าธรรมดา ก็อดสนใจไม่ได้ว่าชะรอยสิ่งนี้จะเป็นประโยชน์แก่ตน เพราะจิตยังอยู่ในวิสัยของการแสวงหาประโยชน์เพราะมีตน เป็นที่รองรับประโยชน์นั้นเอง. ความสนใจเหล่านี้ล้วนแต่ทำให้จิตกระเพื่อมหรือไหวตัวไปจากระดับปรกติ. อีกทางหนึ่งซึ่งตรงกันข้าม ก็คือเมื่อสิ่งที่มีลักษณะตรงกันข้ามผ่านมา ในทางที่แสดงว่าไม่เป็นประโยชน์แก่ตัวแต่จะทำลายประโยชน์ของตัว หรือทำลายชีวิตของตัวโดยตรง ความสนใจก็เกิดขึ้นในสิ่งนั้นอย่างรุนแรง จนถึงกับเป็นการสั่นระรัวไปด้วยอำนาจความกลัว. อาการเช่นนี้มีได้แม้ในสิ่งที่ตนไม่รู้จักว่ามันเป็นอะไร แต่มันดูน่ากลัว : จะเป็นของจริงตามธรรมชาติ หรือแม้แต่ของที่มนุษย์ทำเทียมขึ้น ก็เป็นที่ตั้งแห่งความสนใจ หรือความกลัว ได้โดยเท่ากัน ; เมื่อใจกระเพื่อมแล้ว ก็ล้วนแต่เรียกว่าอุทธัจจะ ได้ด้วยกันทั้งนั้น. อาการเหล่านี้มีอยู่เป็นประจำ ในจิตของสัตว์ที่ยังอยู่ในอำนาจของประโยชน์ ยังอยู่ในวิสัยแห่งการแสวงหาประโยชน์เพราะยังละความยึดถือว่าตัวตน ว่าของตนไม่ได้นั่นเอง. นี่เป็นเครื่องชี้ให้เห็นได้ชัดอยู่ในตัวแล้วว่าทำไมพระอนาคามี จึงยังละอุทธัจจะไม่ได้.

น.501 ๔๘๙ ความกระเพื่อมแห่งจิตเหล่านี้ แม้มิได้เป็นไปอย่างรุนแรงถึงขนาดที่ทำ ให้เพ้อคลั่งเป็นบ้า หรือถึงกับขาดใจตาย แต่ก็เป็นเครื่องทำลายความสงบสุข ชั้นละเอียด จนถึงกับว่าทำให้ความดีต่าง ๆ เป็นหมันไปทีเดียว กล่าวคือ คนดี คนมีบุญกุศล คนร่ำรวย มีอำนาจวาสนาเพียงไรก็ตาม ถ้ายังมีความเสียว ความหวั่นระแวง และความวิตกกังวลเป็นต้น กลุ้มรุมอยู่ในใจแล้ว ความดีหรือ บุญกุศลเหล่านั้นจะมีประโยชน์อะไร เพราะช่วยแก้ไขให้ไม่ได้ : ทั้งนี้เป็นเพราะว่า สิ่งเหล่านี้ต้องแก้ไข ด้วยสิ่งที่ยิ่งไปกว่าบุญกุศลนั้นเอง. เมื่อแก้ไข สิ่งเหล่านี้ได้หมดจดแล้ว สิ่งต่าง ๆ ก็พลอยเป็นประโยชน์ไปตาม คืออำนวยความ สะดวกสบายให้ตามหน้าที่ของมัน. อรหัตตมรรคเท่านั้นที่จะตัดสิ่งเหล่านี้ให้ขาด ไปได้. ลองพิจารณาดูเถิดว่า เมื่อตัดสิ่งรบกวนใจอันเป็นข้าศึกศัตรูชั้นละเอียด เหล่านี้ได้ขาดแล้ว จิตจะประสบความสงบเย็นสักเพียงไร นั่นแหละคือค่าหรือ ความหมายของวิมุตติสุข อันเกิดมาจากการตัดอุทธัจจะสัญโญชน์เสียได้ และวิมุตติ- สุขญาณข้อนี้ มีความหมายสมกับเป็นสิ่งที่เคียงคู่กันกับอรหัตตมรรคญาณจริง ๆ. อุทธัจจะ หรือความกระเพื่อมแห่งจิต มีมูลมาจากความสำคัญว่ามีตัว มีตน ฉะนั้น จึงสงเคราะห์สัญโญชน์ข้อนี้ลงในมานานุสัย. ง. อวิชชา. สัญโญชน์ข้อสุดท้ายนี้แปลว่าความไม่รู้. ถูกจัดไว้เป็น ข้อสุดท้าย เพราะเหตุใดนั้น มีสิ่งที่ต้องวินิจฉัยกันอย่างละเอียด ซึ่งจะทำให้เข้าใจ คำว่าอวิชชาได้ดี. ความจริงที่ใคร ๆ ต้องยอมรับมีอยู่ว่า กิเลสทุกชนิดและทุกระดับ ย่อมมีมูลมาจากอวิชชาหรือเป็นส่วนใดส่วนหนึ่งของอวิชชาด้วยกันทั้งนั้น. เมื่อ

น.502 ๔๙๐ กล่าวถึงกิเลสชื่อต่างๆ ไปหมดสิ้นแล้ว มากล่าวถึงอวิชชาอีก มิเป็นการซ้ำกัน ไปหรือ นี่แหละคือปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในที่นี้. หลักเกณฑ์ในปฏิจจสมุปบาท มีอยู่ว่าความทุกข์หรือสังขารทั้งปวง รวมทั้งกิเลสด้วยมีมูลมาจากอวิชชา ; ถ้าทำลายอวิชชาเสียเพียงอย่างเดียวเท่านั้น สิ่งต่าง ๆ ที่เป็นกิเลสหรือความทุกข์ก็ดับไปหมด และเรื่องก็สิ้นสุดเพียงเท่านั้น. ส่วนในเรื่องของสัญโญชน์นี้ ได้ระบุการละสัญโญชน์เป็นลำดับ ๆไป กระทั่งละ อวิชชาเป็นขั้นสุดท้าย คือขั้นที่ ๑๐ คล้าย ๆ กับว่า มีกิเลสอีกตั้ง ๙ อย่าง ซึ่งอยู่ นอกเหนือไปจากอวิชชา ; ความจริงหาได้เป็นไปโดยทำนองนั้นไม่ กิเลสและ สัญโญชน์ทั้งหลาย ที่มีชื่อต่างกันเหล่านั้น เป็นสิ่งที่เกิดมาจากอวิชชา มีลักษณะ เป็นอาการของอวิชชา ในรูปต่าง ๆ กัน จึงได้ชื่อแปลก ๆ ตามอาการที่มันแสดง. การเกิดมาจากอวิชชานั้น เกิดเสร็จเรียบร้อยอยู่ในภายใน โดยการที่เร้นลับเห็นได้ ยากที่สุด จึงไม่ชวนให้คิดไปในทำนองว่า มันเป็นพวกอวิชชาด้วยกัน : แต่ถ้า พิจารณาให้ดีแล้ว จะเห็นได้ว่าสัญโญชน์ทั้ง ๙ มีมูลมาจากอวิชชา มีอยู่ได้เพราะ อวิชชามีอยู่. เช่นสักกายทิฏฐิเห็นว่ากายนี้เที่ยงแท้เป็นของตนก็เพราะอวิชชา ครอบงำ ทำให้เห็นไปอย่างนั้น. วิจิกิจฉา ลังเลต่อข้อปฏิบัติที่จะข้ามฟากจาก โลกิยะไปสู่โลกุตตระ เพราะยังอาลัยในโลกิยะอยู่ นี้เพราะอำนาจครอบงำของ อวิชชาดึงเอาไว้. สีลัพพตปรามาส คือการจับฉวยเอาสิ่งต่าง ๆ ผิดจากความจริง หรือผิดจากความหมายอันแท้จริงนั้น เป็นอาการของอวิชชาอย่างชัดแจ้งอยู่แล้ว. กามราคะมีความกำหนัดในกาม เพราะไม่รู้จักสิ่งที่เรียกว่ากาม ตามที่เป็นจริง. ปฏิฆะ ความกลัดกลุ้มด้วยอำนาจโทสะ ก็เนื่องมาจากความไม่รู้จักสิ่งที่เป็นมูลเหตุ แห่งความกลัดกลุ้มตามที่เป็นจริง จึงไปกลัดกลุ้มเข้า ; ความไม่รู้ตามที่เป็นจริงนี้ เป็นอาการโดยตรงของอวิชชา ทั้งอย่างหยาบและอย่างละเอียด. สำหรับรูปราคะ

น.503 ๔๙๑ หรืออรูปราคะนั้น เป็นเรื่องของอวิชชาชั้นละเอียด คือไม่รู้จักความสุขอันเกิดมา จากรูป และอรูป ตามที่เป็นจริงหรือถึงที่สุด จึงหลงยึดถือ เพราะหลงในความ ประณีตของความสุขประเภทนี้. มานะและอุทธัจจะนั้น คือความไม่รู้จริง และเป็น เรื่องความรู้ผิดอันเกี่ยวกับตัวตนดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น. ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่า สัญโญชน์ทั้ง ๙ นั้น หรืออนุสัยทั้ง ๖ ข้างต้นนั้น ล้วนแต่เป็น "ลูก" ของอวิชชา โดยตรง อย่างที่ไม่ควรจะถือว่าเป็นพี่น้องหรือเพื่อนฝูงของอวิชชาเลย. ฉะนั้น การฆ่าลูก ๆ ให้ตายหมด หาได้หมายความว่าเป็นการฆ่าแม่ของมันให้ตายด้วยไม่ แม่ของมันยังเหลืออยู่ในฐานะเป็นสิ่งที่จะคลอดลูกทั้งหลายอีกต่อไปไม่มีหยุด . งานขั้นสุดท้ายจึงได้แก่การฆ่าอวิชชา ซึ่งเป็นเหมือนแม่แห่งกิเลสทั้งปวง. การที่ อรหัตตมรรคญาณตัดสัญโญชน์ในเบื้องสูงคราวเดียวทั้ง ๕ อย่างนั้น หมายความว่า อรหัตตมรรคญาณ มีกำลังมากพอที่ไม่จำเป็นจะต้องรอฆ่าลูก ๆ ๔ คน ให้ตายไป ทีละคนก่อน แล้วจึงฆ่าแม่เป็นคนสุดท้าย. อรหัตตมรรคญาณมีวิสัยหรืออำนาจ ที่สามารถทำลายสิ่งทั้ง ๕ นี้ ได้พร้อมกันไปในตัวในคราวเดียวกัน แต่ถึงกระนั้น ก็มิได้หมายความว่า อวิชชาไม่ได้เป็นแดนเกิดของสัญโญชน์ทั้ง ๔ ที่ถูกตัดพร้อมกัน กับอวิชชานั้น. ข้อนี้เปรียบเหมือนกับแม่โจรคนหนึ่ง ถูกฆ่าพร้อมกันไปกับ ลูก ๔ คน ชั้นที่เป็นหัวหน้าหรือหัวปี ด้วยอำนาจอรหัตตมรรค ในเมื่อลูกชั้น เล็ก ๆ หรือน้อง ๆ ถูกฆ่าตายไปแล้วโดยง่าย ด้วยอำนาจโสดาปัตติมรรค สกิทาคา- มิมรรค และอนาคามิมรรคตามลำดับ. การกล่าวด้วยอุปมา อย่างนี้เรียกว่า การกล่าวโดย ภาพพจน์ หรือที่เรียกโดยภาษาธรรมะว่า การกล่าวอย่างบุคคลา- ธิษฐาน ทั้งนี้เพื่อช่วยให้เกิดความเข้าใจได้ง่าย เข้าใจได้ทันที แล้วลืมได้ยาก จึงนำมาใช้อธิบายธรรมะในขั้นที่ลึกซึ้งและสับสน.

น.504 ๔๙๒ เมื่อได้พบว่าสัญโญชน์ชื่ออื่น ๆ เป็นเพียงสิ่งที่งอกออกไปจากอวิชชา ดังที่กล่าวแล้ว ซึ่งเป็นการแสดงว่าสัญโญชน์เหล่านั้นไม่ใช่ตัวอวิชชาโดยตรง ดังนี้ แล้ว ปัญหาก็เหลืออยู่ว่า สิ่งที่เรียกว่าอวิชชาโดยตรงนั้นคืออะไร. อวิชชาคือความไม่รู้ดังที่กล่าวแล้วข้างต้น แต่มีสิ่งที่จะต้องศึกษาต่อไป ว่า : สุภาพแห่งความไม่รู้นั้นเป็นอย่างไร ? และไม่รู้ซึ่งอะไร ? และเกิดอะไรขึ้น เพราะความไม่รู้นั้น ? รวมกันเป็น ๓ อย่าง ซึ่งจะได้วินิจฉัยทีละอย่างดังต่อไปนี้ :- สภาพแห่งความไม่รู้ นั้น หมายถึงภาวะแห่งปราศจากความรู้ที่ควรจะรู้ ไม่ใช่ว่าไม่รู้อะไรเสียเลย เพราะความรู้ที่ผิดก็ยังมี รู้อย่างถูกครึ่งผิดครึ่งก็ยังมี การที่จะให้มนุษย์ที่มีชีวิตอยู่ไม่มีความรู้อะไรเสียเลยนั้น เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เพราะเวลาที่ล่วง ๆไป ย่อมสอนอยู่ในตัวให้เขามีความรู้อย่างใดอย่างหนึ่งเพิ่มขึ้น แต่ความรู้เหล่านี้ ยังไม่ถึงขีดที่จะได้นามว่า "สิ่งที่ควรรู้" ตามความมุ่งหมายของ พุทธศาสนา ยังรู้ผิดบ้าง รู้ถูกแต่มิได้เป็นไปในทางที่มุ่งหมายบ้าง ความปราศจาก ความรู้ที่ควรรู้ เช่นนี้เองเรียกว่า อวิชชา . หมายความว่าในความรู้หรือภาวะแห่ง ความรู้เหล่านั้น ปราศจากความรู้ที่สามารถตัดสัญโญชน์ทั้ง ๑๐ ได้. ภาวะอย่าง ที่เรียกว่าอวิชชาในที่นี้ จะถือว่ามีอยู่ในที่ทั่วไป เป็นอนันตะก็ได้ หรือจะถือว่า มีอยู่ในจิตของสัตว์ก็ได้ เพราะว่าถ้ามีอยู่ในที่ทั่วไป ก็หมายถึงมีอยู่ในจิตใจของ สัตว์ด้วย และเพราะว่ามีอยู่ในจิตใจของสัตว์นั่นเอง จึงเกิดเป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมา. ความหมายอันสำคัญจึงอยู่ที่ความมีอยู่ในจิตใจของสัตว์ เพราะสัตว์นั่นเองเป็นตัว เจ้าทุกข์ และกำลังศึกษาปฏิบัติซึ่งเป็นการดิ้นรนเพื่อความพ้นจากทุกข์ สรุปความ เฉพาะข้อนี้ว่า อวิชชาคือภาวะแห่งความปราศจาก ความรู้ที่ควรรู้ ซึ่งมีอยู่ใน จิตใจของสัตว์ทั่วไป ในลักษณะที่ครอบคลุมไปทั้งโลก.

น.505 ๔๙๓ สำหรับปัญหาที่ว่า ไม่รู้ซึ่งอะไร นั้น ตอบได้อย่างกำปั้นทุบดินชั้นหนึ่ง ก่อนว่า ไม่รู้สิ่งที่ควรรู้ ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น. ครั้นถามต่อไปว่าสิ่งที่ควรรู้ คืออะไร ? คำตอบย่อมมีโดยเฉพาะเจาะจงลงไปว่า ไม่รู้สิ่งที่จะทำให้ไม่มีทุกข์. สำหรับสิ่งที่จะทำให้ไม่มีทุกข์นี้ จำแนกออกไปสำหรับการศึกษา และการปฏิบัติ ได้โดยง่ายเป็น ๔ อย่างคือ ความจริงเรื่องทุกข์ ความจริงเรื่องเหตุให้เกิดทุกข์นี้ คู่หนึ่ง ; อีกคู่หนึ่งคือความจริงเรื่องสภาพแห่งความไม่มีทุกข์เลย และความจริง เรื่องหนทางปฏิบัติเพื่อเข้าถึงความไม่มีทุกข์นั้น. ถ้าจำแนกออกไปก็เป็น ๔ ดังที่ กล่าวแล้วนี้ ถ้าย่นเข้ามาอีกก็เหลือเพียง ๒ คือ ความทุกข์ กับความดับทุกข์ ; ถ้าย่นลงอีกก็จะเหลือเพียง ๑ คือ ความดับทุกข์ นั่นเอง. การกล่าวอย่างย่น ให้เหลือเพียง ๑ เพียง ๒ เช่นนี้ ไม่เพียงพอแก่การศึกษาของคนทั่วไป คงใช้ได้ เฉพาะเพียงบางคน จึงต้องบัญญัติไว้ในมาตรฐานที่เหมาะแก่คนทั่วไป คือบัญญัติ เป็น ๔ อย่าง ดังที่กล่าวแล้วซึ่งอาจจะย่นเป็นหนึ่ง เป็นสองได้ด้วยตนเอง ในเมื่อ มีความเข้าใจในเรื่องนี้อย่างทั่วถึงแล้ว. ความจริงเรื่องทุกข์ คือข้อที่ว่า สิ่งทั้งปวงเป็นทุกข์ แม้แต่สิ่งที่เรียก กันว่าสุข ว่าบุญ ว่าสวรรค์ ก็เป็นทุกข์ โดยไม่ต้องพูดถึงความเกิดแก่เจ็บตาย เป็นต้น ข้อนี้หมายความว่า สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ โดยไม่ยกเว้นสิ่งใดเลย แต่สัตว์มีอวิชชาครอบงำ ย่อมเห็นบางอย่างเป็นสุข บางอย่างเป็นทุกข์ จึงเลือก ที่รักผลักที่ชัง โดยเป็นสิ่งที่น่ารัก น่าชังขึ้นมาหลอกตัวเอง ให้ผละจากสิ่งนี้ วิ่งไป หาสิ่งโน้น จากสิ่งโน้นมาหาสิ่งนี้เรื่อยไปไม่มีที่สิ้นสุด ตามอำนาจอวิชชาของตัวมัน เอง ที่ไม่รู้ว่า สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ เพราะความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัต ตา ; ถ้าทราบความจริงข้อนี้ ก็เป็นอันว่าทราบความจริงเรื่องทุกข์.

น.506 เหตุให้เกิดทุกข์ นั้น หมายความว่า ทุกข์ไม่ได้เกิดขึ้นเอง ลอย ๆ แต่มีเหตุมีปัจจัยที่ทำให้เกิด. เหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดนน มิใช่สิ่งภายนอก เช่น ผีสางเทวดาเป็นต้น แต่ เป็นสิ่งที่มีอยู่ในภายใน คือ กิเลสนานาชนิด รวมทั้งกิเลสที่เป็นเหตุให้เชื่อในผีสางเทวดาเป็นต้นเหล่านั้นด้วย. สำหรับกิเลส ที่ใกล้ชิด และเนื่องกันอยู่โดยตรงกับความทุกข์โดยประจักษ์นั้นคือ กิเลสที่เรา เรียกกันว่าตัณหา แปลว่า ความอยาก หมายถึง ความอยากทุกชนิด มีมากมาย เหลือที่จะประมาณได้ แต่จัดเป็นหมวด ๆ ได้เพียง ๓ หมวด คือ อยากมีหรือ อยากได้ ๑. อยากเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ๑. อยากไม่ให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ๑. ความอยากหรือตัณหานี้ มีผลมาจากอวิชชา เพราะไม่รู้จึงได้อยากไปในสิ่งต่าง ๆ ซึ่งที่แท้ไม่มีอะไรที่น่าอยากเลย เพราะสังขารทั้งหลายทั้งปวงเป็นทุกข์โดยเสมอกัน ดังที่กล่าวแล้วข้างต้น. ความไม่รู้ ทำให้อยาก หรืออยากเพราะไม่รู้ จึงกล่าวได้ว่า ความอยากมีอยู่ตราบใด ความไม่รู้ก็มีอยู่ตราบนั้น ; หรือความไม่รู้มีอยู่ตราบใด ก็ไม่มีทางที่จะให้รู้ได้ว่า ความอยากเป็นเหตุให้เกิดความทุกข์อยู่ตราบนั้น. เมื่อใดรู้ว่า ความอยากเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ก็เป็นอันรู้ความจริง เรื่องเหตุ ให้เกิดทุกข์. ความจริงเรื่องสภาพแห่งความไม่มีทุกข์ โดยประการทั้งปวง นี้หมาย ถึงความจริงเรื่องนิพพาน. นิพพาน แปลว่า ดับไม่เหลือ เ ป็นความดับไม่เหลือ ของกิเลสและความทุกข์ เป็นความว่างจากกิเลสและความทุกข์ ถึงที่สุดจริงๆ แต่สัตว์มิได้แสวงหาความทุกข์ในลักษณะเช่นนี้ แต่ไปแสวงหาความดับทุกข์ จากกามคุณบ้าง หรือสูงขึ้นไปก็คือ ความสุขอันเกิดจาก รูป และ อรูปบ้าง ซึ่งไม่อาจจะเป็นความดับทุกข์อย่างแท้จริง หรือถึงที่สุดไปได้เลย นี้คืออวิชชาของ สัตว์เหล่านั้นในข้อนี้. เมื่อใดทราบว่า ดับกิเลสสิ้นเชิงเป็นความดับทุกข์ สิ้นเชิง เมื่อนั้นกล่าวได้ว่า รู้ความจริงเรื่องความดับทุกข์.

น.507 หนทางให้ถึงสภาพแห่งความไม่มีทุกข์เลย นั้น คือ การปฏิบัติชนิดที่ ถูกตรงตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ ในลักษณะที่จะดับอวิชชาและตัณหาเสียได้ ซึ่งเรียกว่าการปฏิบัติชอบ หรือการปฏิบัติสายกลาง คือพอเหมาะพอสม หมายถึงการปฏิบัติต่อชีวิตไม่ตึงเครียดเกินไป ไม่ย่อหย่อนเกินไป แต่ให้พอเหมาะพอสมเพื่อจะเป็นอยู่ ชนิดที่เป็นการละกิเลสไปในตัว ทั้งกลางวันและกลางคืน หรือเรียกว่าทั้งหลับทั้งตื่น ไม่มีระยะว่างเว้น แม้จะหลับอยู่ก็ยังใช้เป็นการควบคุมกิเลสหรือบรรเทากิเลสอยู่เสมอไป. ข้อปฏิบัติเหล่านี้มีชื่อเรียกว่ามรรคบ้างสติปัฏฐานบ้าง โพชฌงค์บ้าง และอื่น ๆ อีกหลายอย่าง โดยใจความเป็นอย่างเดียวด้วยกันทั้งนั้น แต่ที่นิยมใช้เรียกมากกว่าอย่างอื่นนั้น คือ มรรค. มรรค ในที่นี้แปลว่า ทาง หมายถึง ทางปฏิบัติเพื่อทำลายตัณหา หรืออวิชชา โดยตรง. มรรคนี้ประกอบด้วยองค์ประกอบจำนวนหนึ่ง จะว่ามีองค์ ๑๐ ก็ได้ องค์ ๘ ก็ได้ มีองค์ ๓ ก็ได้ แล้วแต่จะย่นหรือจะขยายตามต้องการ ; แต่ที่ใช้เป็นหลักสำหรับกล่าวกันทั่วไปนั้น ถือว่ามีองค์ ๘ มีสัมมาทิฏฐิเป็นต้น มีสัมมาสมาธิเป็นที่สุด เพราะเป็นพระพุทธภาษิตที่ตรัสมากกว่าอย่างอื่น. ถ้าจะขยายออกเป็น ๑๐ ก็เพิ่มสัมมาญาณะและสัมมาวิมุตติต่อท้ายมรรคมีองค์ ๘. ถ้าย่นให้เหลือ ๓ ก็สงเคราะห์สิ่งเหล่านั้นให้เป็นเพียง อธิศีล อธิจิต และ อธิปัญญา ดังนี้เป็นต้น. แต่โดยใจความแล้ว คือข้อปฏิบัติที่มีผลดิ่งไปในทางที่จะทำลายกิเลสตัณหาโดยตรงเท่านั้น. ส่วนสัตว์ผู้ถูกอวิชชาครอบงำไว้ ย่อมปฏิบัติแต่ในทางให้ได้มาซึ่งสวรรค์ อันรวมทั้งความสนุกสนานเพลิดเพลินในโลกนี้ หรืออย่างมากที่สุด ก็มุ่งต่อความสุขอันเกิดจากรูปหรืออรูป นี้คือ อวิชชาในเรื่องทางดับทุกข์ ของสัตว์เหล่านั้น. เมื่อใดมีความรู้แจ้งในข้อปฏิบัติ ที่เป็นการทำลายกิเลสโดยตรงอย่างเดียว เมื่อนั้นเรียกว่า มีวิชชา ในความจริงเรื่องหนทางแห่งความดับทุกข์.

น.508 ๔๙๖ ความไม่รู้ความจริงทั้ง ๔ ข้อนั้น เรียกว่าอวิชชาในที่นี้ เมื่อมีอวิชชาเหล่านี้แล้ว นอกจากไม่รู้ความจริงต่าง ๆ ดังที่กล่าวมาแล้ว ยังเป็นเหตุให้รู้ความเท็จ กล่าวคือ มิจฉาทิฏฐิต่าง ๆ ที่อยู่ในรูปของกิเลสชื่อต่าง ๆ สัญโญชน์ชื่อต่าง ๆ อนุสัยชื่อต่าง ๆ นอกไปจากอวิชชา ดังที่ได้เห็นกันอยู่ทั่ว ๆ ไป. นี้เป็นการแสดงให้เห็นว่าอะไรเป็นสิ่งที่ควรรู้ อะไรเป็นสิ่งที่แม้รู้ ก็ยังไม่เรียกว่ารู้สิ่งที่ควรรู้ ; ซึ่งสรุปความได้เฉพาะในข้อนี้ว่า อวิชชา คือความไม่รู้ หรือปราศจากความรู้ชนิดที่ทำให้เดินถูกทางแห่งความดับทุกข์นั่นเอง. ส่วนข้อที่ว่า อวิชชา จะทำให้เกิดผลอย่างไรสืบไป นั้น ย่อมเห็นได้จากคำอธิบายที่กล่าวมาแล้ว ๒ ข้อข้างต้น คือเมื่อไม่รู้ก็เดินผิดทาง คำว่าเดินผิดทางหมายถึงเป็นไปในลักษณะที่จะทำให้กิเลสต่าง ๆ เกิดขึ้นมาใหม่ และมีความทุกข์ต่าง ๆ เกิดขึ้นมาใหม่ แล้วหลงใหลอยู่ในกิเลสและความทุกข์นั้น ในลักษณะที่เรียกว่า เห็นกงจักรเป็นดอกบัว คือทำไปด้วยความสมัครใจ ในการที่จะเวียนว่ายอยู่ในวัฏฏสงสาร กล่าวคือความทุกข์ที่วนเวียนอยู่ด้วยกิเลส และการกระทำกรรมอย่างซ้ำซากไม่มีที่สิ้นสุด. นี้คือผลที่เกิดมาจากอวิชชา หรือกล่าวได้ว่า ขึ้นชื่อว่าอวิชชาแล้ว ต้องมีผลอย่างนี้เสมอไป จึงจะได้นามว่าอวิชชาสมชื่อ. เมื่อทราบว่า ภาวะ แห่ง อวิชชา คืออะไร, อวิชชา ขาดความรู้ในเรื่องอะไร ย่อมก่อให้เกิดผลอะไรขึ้น ดังนี้แล้ว ก็พอจะกล่าวได้ว่าเป็นผู้รู้จักตัวอวิชชาซึ่งเป็นเหมือนแม่ของกิเลสทั้งหลายอย่างหนึ่ง ทำให้สัตว์เดินผิดทางอย่างหนึ่ง เป็นการช่วยกันทั้งแม่ทั้งลูกในการที่ครอบงำสัตว์ กักขังสัตว์ เบียดเบียน ย่ำยีหรือทรมานสัตว์. อรหัตตมรรค มีคุณสมบัติตรงกันข้าม เพราะเกิดมา

น.509 ๔๙๗ จากสิ่งที่ตรงกันข้าม กล่าวคือวิชชา ซึ่งได้บำเพ็ญมาโดยประการต่างๆ ในทุกขั้น ของอานาปานสติ ตั้งแต่ขั้นที่หนึ่งจนขั้นสุดท้าย ล้วนแต่เป็นการส่งเสริมให้วิชชา เกิดขึ้น จนกระทั่งสมบูรณ์ ทำลายอวิชชาให้สูญสิ้นไป เหมือนแสงสว่างเกิดขึ้น ย่อมกำจัดความมืดให้หายไปฉะนั้น. เมื่ออวิชชาหมดไปแล้ว เป็นอันว่ากิเลส หรือความทุกข์ดับไปโดยสิ้นเชิง เป็นทางที่จะทราบได้โดยง่ายว่า วิมุตติสุขที่เกิดขึ้น จากการทำลายอวิชชาเสียได้นี้ จะเป็นสิ่งสูงสุดเพียงไร และญาณวิมุตติสุขขั้นนี้ จะนำมาซึ่งความชื่นชมยินดี ในการชนะมารแก่ผู้ปฏิบัติเพียงไร. วินิจฉัยในวิมุตติสุขญาณ ๒๑ ประการ สิ้นสุดลงเพียงเท่านี้ - ๖๒ - ๔ มกราคม ๒๕๐๓ ญาณทั้ง ๑๑ หมวด รวมเป็น ๒๒๐ ประการ จัดเป็นความรู้ที่ผู้ปฏิบัติ ในอานาปานสติจะพึงศึกษามาก่อน เพื่อความสะดวกแก่การปฏิบัติ แต่จัดเป็นญาณ สำหรับบุคคลผู้ปฏิบัติถึงที่สุดแล้ว คือเป็นความรู้ที่ได้เกิดขึ้นจริง ๆ และสมบูรณ์ แล้ว ไม่ใช่ความรู้ที่จะศึกษาหรือกำลังศึกษาอยู่ เพื่อนำไปปฏิบัติอีกต่อหนึ่ง. ผู้ศึกษาพึงทราบความหมายของคำว่าญาณ ๒๒๐ ประการ ว่ามีความหมายอยู่เป็น ๒ ความหมาย หรืออาจนำไปใช้ได้โดย ๒ ความหมายอย่างนี้. สำหรับผู้ศึกษา

น.510 ๔๙๘ เพื่อนำไปปฏิบัติ จะต้องพยายามศึกษาให้เข้าใจว่าหมวดไหน กล่าวด้วยเรื่องอะไร สัมพันธ์กับหมวดอื่นก่อนหลังกันอย่างไร และตนจะต้องปฏิบัติต่อหมวดไหน ในลักษณะที่เป็นการละเว้นอย่างไร และต่อหมวดไหนในลักษณะที่เป็นการเจริญ คือทำให้เกิดมีขึ้นอย่างไร ; ให้มีความเข้าใจแจ่มแจ้ง เพื่อความไม่ติดขัดในการ ปฏิบัติทุกขั้นทุกตอน. ส่วนผู้ที่ได้ปฏิบัติจนถึงที่สุดแล้วนั้น ย่อมเห็นประจักษ์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ในฐานะที่เป็นตัวความจริงหรือเป็นของจริงโดยตรง. ความรู้ อย่างแรกเหมือนกับความรู้ที่ได้มาจากการดูแผนที่ ส่วนความรู้อย่างหลังเหมือน กับความรู้ในขณะที่ได้ไปถึงที่นั้น ๆ แล้ว และดูของจริงหรือบ้านเมืองจริง ๆ ตามที่เคยแสดงอยู่ในแผนที่. พึงเปรียบเทียบดูด้วยตนเองว่า ความรู้ ๒ อย่างนี้ ต่างกันอย่างไร. ด้วยเหตุฉะนี้แหละจึงได้เรียกอย่างแรกว่าความรู้ และเรียก อย่างหลังว่าญาณ ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นอยู่ในตัวแล้วว่า ความรู้เรื่องนั้น ๆ มีได้ ก่อนการบรรลุธรรม แต่ยังไม่ใช่ญาณ ส่วนญาณนั้นมีมาภายหลังการบรรลุธรรม จึงเป็นการรู้อย่างแท้จริง และจากของจริงโดยตรงอย่างที่กล่าวแล้ว. ดังนั้นท่าน จึงกล่าวไว้เป็นหลักว่า เมื่อปฏิบัติในอานาปานสติ อันมีวัตถุ ๑๖ โดยสมบูรณ์แล้ว ย่อมเกิดญาณ ๒๒๐ ประการดังนี้.

น.511 ภาคผนวกที่ ๒ บาลี ที่กล่าวถึงอานาปานสติ ต่อไปนี้ จะได้กล่าวถึงบาลีพระพุทธภาษิตโดยตรง ที่ได้ตรัสไว้ในที่ต่างๆ กัน ซึ่งล้วนแต่กล่าวถึง อานาปานสติปริยายใดปริยายหนึ่งด้วยกันทั้งนั้น ประมวล มาไว้ในที่แห่งเดียวกัน เพื่อสะดวกแก่การศึกษาจากพระพุทธภาษิตนั้น ๆ โดยตรง เพื่อความเข้าใจยิ่งขึ้นจากข้อความที่กล่าวมาแล้วนี้อย่างหนึ่ง อีกอย่างหนึ่งเพื่อเป็น เครื่องช่วยให้เกิดความเชื่อ ความพอใจ และความพากเพียรในการปฏิบัติยิ่ง ๆ ขึ้นไปดังต่อไปนี้ :- (ก) เกี่ยวกับอานิสงส์แห่งการเจริญอานาปานสติ นั้น มีพระพุทธภาษิต ในเอกธรรมวรรค อานาปานสังยุตต์ สังยุตตนิกาย (๑๙/๓๙๗/๑๓๑๔) ว่า : "ภิกษุ ท .! อานาปานสติ อันบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมมี ผลใหญ่ ย่อมมีอานิสงส์ใหญ่" "ภิกษุ ท .! ก็อานาปานสติ อันบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว อย่างไรเล่า? จึงมีผลใหญ่ มีอานิสงส์ใหญ่" "ภิกษุ ท. ! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ไปแล้วสู่ป่าก็ตาม ไปแล้วสู่โคนไม้ก็ตาม ไปแล้วสู่เรือนว่างก็ตาม นั่งคู้ขาเข้ามาโดยรอบแล้ว ตั้งกายตรงดำรงสติมั่น. ภิกษุนั้นเป็นผู้มีสติอยู่นั้นเที่ยว หายใจออก; มีสติอยู่นั้นเที่ยว หายใจเข้า. ภิกษุนั้น. ๔๙๙

น.512 ๕๐๐ (๑) เมื่อหายใจออกยาว ก็รู้สึกตัวทั่วถึง ว่าเราหายใจออกยาว ดังนี้ ; เมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้สึกตัวทั่วถึง ว่าเราหายใจเข้ายาว ดังนี้. (๒) เมื่อหายใจออกสั้น ก็รู้สึกตัวทั่วถึง ว่าเราหายใจออกสั้น ดังนี้ : เมื่อหายใจเข้าสั้น ก็รู้สึกตัวทั่วถึง ว่าเราหายใจเข้าสั้น ดังนี้. (๓) ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งกายทั้งปวง จักหายใจออก ดังนี้ ; ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งกายทั้งปวง จักหายใจเข้า ดังนี้. (๔) ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ทำกายสังขารให้รำงับอยู่ จัก หายใจออก ดังนี้; ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ทำกายสังขารให้รำงับอยู่ จักหายใจเข้า ดังนี้. (จบจตุกกะที่ ๑) (๕) ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งปีติ จักหายใจ ออก ดังนี้ ; ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งปีติ จักหายใจเข้า ดังนี้. (๖) ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งสุข จักหายใจออก ดังนี้ ; ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งสุข จักหายใจเข้า ดังนี้.

น.513 ๕๐๑ (๗) ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งจิตตสังขาร จักหายใจออก ดังนี้; ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่ง จิตตสังขาร จักหายใจเข้า ดังนี้. (๘) ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ทำจิตตสังขารให้รำงับอยู่ จักหายใจ ออก ดังนี้, ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ทำจิตตสังขารให้รำงับอยู่ จักหายใจ เข้า ดังนี้. (จบจตุกกะที่ ๒) (๙) ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งจิต จักหายใจออก ดังนี้ : ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งจิต จักหายใจเข้า ดังนี้. (๑๐) ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ทำจิตให้ปราโมทย์ยิ่งอยู่ จัก หายใจออก ดังนี้; ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ทำจิตให้ปราโมทย์ยิ่งอยู่ จักหายใจเข้า ดังนี้. (๑๑) ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ทำจิตให้ตั้งมั่นอยู่ จักหายใจออก ดังนี้ ; ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ทำจิตให้ตั้งมั่นอยู่ จักหายใจเข้า ดังนี้.

น.514 ๕๐๒ (๑๒) ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ทำจิตให้ปล่อยอยู่ จักหายใจออก ดังนี้ ; ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ทำจิตให้ปล่อยอยู่ จักหายใจเข้า ดังนี้. (จบจตุกกะที่ ๓) (๑๓) ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ตามเห็นซึ่งความไม่เที่ยงอยู่ เป็นประจำ จักหายใจออก ดังนี้; ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ตามเห็น ซึ่งความไม่เที่ยงอยู่เป็นประจำ จักหายใจเข้า ดังนี้. (๑๔) ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ตามเห็นซึ่งความจางคลายอยู่ เป็นประจำ จักหายใจออก ดังนี้; ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ตามเห็น ซึ่งความจางคลายอยู่เป็นประจำ จักหายใจเข้า ดังนี้. (๑๕) ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ตามเห็นซึ่งความดับไม่เหลืออยู่ เป็นประจำ จักหายใจออก ดังนี้; ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ตามเห็นซึ่ง ความดับไม่เหลืออยู่เป็นประจำ จักหายใจเข้า ดังนี้. (๑๖) ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ตามเห็นซึ่งความสลัดคืนอยู่เป็น ประจำ จักหายใจออก ดังนี้ ; ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ตามเห็นซึ่งความ สลัดคืนอยู่เป็นประจำ จักหายใจเข้า ดังนี้. (จบจตุกกะที่ ๔)

น.515 อานาปานสติ อันบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว อย่างนี้แล ย่อมมีผลใหญ่ ย่อมมีอานิสงส์ใหญ่. ภิกษุ ท. ! เมื่ออานาปานสติ อันบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้วอยู่ อย่างนี้ ผลอานิสงส์ ๗ ประการ ย่อมเป็นสิ่งที่หวังได้. ผลอานิสงส์ ๗ ประการ เป็นอย่างไรเล่า ? ผลอานิสงส์ ๗ ประการ คือ :- ๑. การบรรลุ อรหัตตผลทันที ในทิฏฐธรรมนี้. ๒. ถ้าไม่เช่นนั้น ย่อมบรรลุอรหัตผล ในกาลแห่งมรณะ. ๓. ถ้าไม่เช่นนั้น เพราะสิ้นโอรัมภาคิยสัญโญชน์ ๕ ย่อมเป็น อันตราปรินิพพานี. ๔. ถ้าไม่เช่นนั้น เพราะสิ้นโอรัมภาคิยสัญโญชน์ ๕ ย่อมเป็น อุปหัจจ- ปรินิพพายี. ๕. ถ้าไม่เช่นนั้น เพราะสิ้นโอรัมภาคิยสัญโญชน์ ๕ ย่อมเป็น อสังขาร- ปรินิพพายี. ๖. ถ้าไม่เช่นนั้น เพราะสั้นโอรัมภาคิยสัญโญชน์ ๕ ย่อมเป็น สสังขาร- ปรินิพพานี. ๗. ถ้าไม่เช่นนั้น เพราะสิ้นโอรัมภาคิยสัญโญชน์ ๕ ย่อมเป็น อุทธังโสโต อกนิฏฐคามี. ภิกษุ ท. ! อานาปานสติ อันบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้วอย่างนี้แล ผลอานิสงส์ ๗ ประการ ย่อมหวังได้ ดังนี้.

น.516 ๕๐๔ นี้เป็นการแสดงผลของการเจริญ อานาปานสติ ที่ระบุไปยังตัวผล คือ อรหัตตผล และ อนาคามีผล. (ข) เกี่ยวกับอานิสงส์พิเศษออกไป ซึ่งเป็นอัจฉริยธรรม และเป็น การแสดงถึงผลพิเศษ ที่เป็นความสงบสุขอยู่ในตัว มีตรัสไว้ในสังยุตต์เดียวกัน (๑๙/๓๙๙/๑๓๒๑) มีใจความว่าครั้งหนึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ทอดพระเนตรเห็น พระมหากัปปินะ ผู้มีกายไม่โยกโคลง แล้วได้ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายว่า : ภิกษุ ท. ! พวกเธอเห็นความหวั่นไหว หรือความโยกโคลงแห่งกาย ของมหากัปปินะบ้างหรือไม่ ? ดังนี้. "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เวลาใดที่ข้าพระองค์ทั้งหลาย เห็นท่านผู้มีอายุ นั่งในที่ท่ามกลางสงฆ์ก็ดี นั่งในที่ลับคนเดียวก็ดี ในเวลานั้น ๆ ข้าพระองค์ ทั้งหลายไม่ได้เห็นความหวั่นไหว หรือความโยกโคลงแห่งกายของท่านผู้มีอายุ รูปนั้นเลย" ดังนี้. ภิกษุ ท. ! ความหวั่นไหวโยกโคลงแห่งกายก็ตาม ความหวั่นไหวโยกโคลง แห่งจิตก็ตามมีขึ้นไม่ได้ เพราะการเจริญทำให้มากซึ่งสมาธิใด ; ภิกษุมหากัปปินะ นั้น เป็นผู้ได้ตามปรารถนา ได้ไม่ยาก ได้ไม่ลำบาก ซึ่งสมาธินั้น ภิกษุ ท. ! ความหวั่นไหวโยกโคลงแห่งกายก็ตาม ความหวั่นไหวโยกโคลง แห่งจิตก็ตาม มีขึ้นไม่ได้เพราะการเจริญทำให้มากซึ่งสมาธิเหล่าไหนเล่า ? ภิกษุ ท. ! ความหวั่นไหวโยกโคลงแห่งกายก็ตาม ความหวั่นไหวโยกโคลงแห่งจิตก็ตาม ย่อมมี ไม่ได้ เพราะการเจริญทำให้มากซึ่งอานาปานสติสมาธิ

น.517 มื่ออานาปานสติสมาธิ อันบุคคลเจริญทำให้มากแล้ว อย่างไรเล่า ความหวั่นไหวโยกโคลงแห่งกายก็ตาม ความหวั่นไหวโยกโคลงแห่ง จิตก็ตาม จึงไม่มี ? ภิกษุ ท. ! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ไปแล้วสู่ป่าก็ตาม ไปแล้วสู่โคนไม้ ก็ตาม ไปแล้วสู่เรือนว่างก็ตาม ..... ฯลฯ ..... (ตรัสอานาปานสติอันมีวัตถุ ๑๖ ดังที่กล่าวแล้วข้างต้นในข้อ ก.) เห็นความสลัดคืนอยู่เป็นประจำ จักหายใจเข้า ดังนี้. ภิกษุ ท. ! เมื่ออานาปานสติสมาธิ อันบุคคลเจริญทำให้มากแล้ว อย่างนี้แล ความหวั่นไหวโยกโคลงแห่งกายก็ตาม ความหวั่นไหวโยกโคลงแห่ง จิตก็ตาม ย่อมมีไม่ได้" ดังนี้. ข้อนี้เป็นการแสดงอานิสงส์พิเศษ คือผู้ที่ทำอานาปานสติ โดยสมบูรณ์ ย่อม มีจิตมั่นคง ซึ่งเป็นเหตุให้มีกายมั่นคง ดำรงอยู่ได้นิ่ง ๆ แม้เหมือนสิ่งที่ไม่มี ชีวิต ซึ่งถือกันว่าเป็นสิ่งที่มีได้จากการเจริญอานาปานสติโดยตรงแต่อย่างเดียว.

น.518 - ๖๓ - ๘ มกราคม ๒๕๐๓ (ค) เกี่ยวกับพระองค์เอง ทรงได้รับประโยชน์อย่างใหญ่หลวง จากอานาปานสติ แล้วทรงแนะให้ภิกษุทั้งหลายสนใจในอานาปานสติ โดยแสดง ประโยชน์แห่งอานาปานสตินี้ โดยนัยต่าง ๆ กัน นับตั้งแต่ประโยชน์ทั่วไป และประโยชน์สูงขึ้นไปตามลำดับ จนกระทั่งบรรลุอรหัตตผล ปรากฏอยู่ใน เอกธัมมวรรค อานาปานสังยุตต์ มหาวาร. สํ. (๑๙/๔๐๐/๑๓๒๘) ดังต่อไปนี้ : - ภิกษุ ท. ! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ไปแล้วสู่ป่าก็ตาม ไปแล้วสู่โคนไม้ ก็ตาม ไปแล้วสู่เรือนว่างก็ตาม นั่งคู้ขาเข้ามาโดยรอบแล้ว ตั้งกายตรงดำรงสติมั่น. ภิกษุนั้น มีสติอยู่นั่นเที่ยวหายใจออก มีสติอยู่นั่นเที่ยวหายใจเข้า. (๑) เมื่อหายใจออกยาว ก็รู้สึกตัวทั่วถึง ว่าหายใจออกยาว ดังนี้ ...... ฯลฯ (เหมือนในข้อ ก. ทุกประการ) (๑๖) ย่อมทำความศึกษาว่า เราเป็นผู้ตามเห็นความสลัดคืนอยู่เป็น ประจำ จักหายใจเข้า ดังนี้. ภิกษุ ท. ! อานาปานสติ อันบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้วอย่างนี้แล ย่อมมีผลใหญ่ ย่อมมีอานิสงส์ใหญ่ ๕๐๖

น.519 แม้เราเอง เมื่อยังไม่ตรัสรู้ ก่อนกาลตรัสรู้ยังเป็นโพธิสัตว์ อยู่ ย่อมอยู่ด้วยวิหารธรรมนี้เป็นอันมาก. ภิกษุ ท. ! เมื่อเราอยู่ด้วยวิหารธรรม นี้เป็นอันมาก กายก็ไม่ลำบาก ตาก็ไม่ลำบาก และจิตของเราก็หลุดพ้นจากอาสวะ ทั้งหลาย เพราะไม่ถือมั่นด้วยอุปาทาน. ภิกษุ ท. ! เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้ ถ้าภิกษุปรารถนาว่า "กายของเรา ไม่พึงลำบาก ตาของเราไม่พึงลำบาก และจิตของเราพึงหลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ถือมั่นด้วยอุปาทาน" ดังนี้แล้วไซร้ อานาปานสติสมาธินี่แหละอันภิกษุนั้น พึงทำไว้ในใจให้เป็นอย่างดี. (ข้อนี้หมายความว่า การปฏิบัติอานาปานสติ ไม่ทำร่างกายให้ลำบากเหมือนกัมมัฏฐาน อื่นบางอย่าง อย่างไม่มีความรบกวนทางตา ไม่ต้องใช้สายตาเหมือนการเพ่งกสิณ เป็นต้น ; แล้ว ยังสามารถทำจิตให้หลุดพ้นได้ด้วย) ภิกษุ ท. ! เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้ ถ้าภิกษุปรารถนาว่า "ความ ระลึกและความดำริ อันอาศัยเรือนเหล่าใดของเรามีอยู่ ความระลึกและความดำริ เหล่านั้นพึงสิ้นไป" ดังนี้แล้ว อานาปานสติสมาธินี่แหละอันภิกษุนั้น พึงทำไว้ ในใจให้เป็นอย่างดี. ( ข้อนี้หมายความว่า อานาปานสติป้องกันการดำริ ที่น้อมไปในทางกาม มีแต่ที่จะให้ น้อมไปในทางเนกขัมมะ ดังที่กล่าวแล้วโดยละเอียดในขั้นที่ ๕ และนขั้ที่ ๑๐) ภิกษุ ท. ! เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้ ถ้าภิกษุปรารถนาว่า "เราพึง เป็นผู้มีสัญญาว่าปฏิกูลในสิ่งที่ไม่เป็นปฏิกูลอยู่เถิด" ดังนี้แล้ว อานาปานสติสมาธิ นี่แหละ อันภิกษุนั้นพึงทำไว้ในใจให้เป็นอย่างดี. (ข้อนี้หมายความว่า การเจริญอานาปานสติช่วยให้พิจารณาเห็นสังขารที่ไม่เป็นปฏิกูล โดยสีและกลิ่นเป็นต้น แต่มีความเป็นปฏิกูลโดยความเป็นมายา ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา และปรุงแต่งให้เกิดทุกข์ ดังนี้เป็นต้น).

น.520 พราะเหตุนั้นในเรื่องนี้ ถ้าภิกษุปรารถนาว่า "เราพึง เป็นผู้มีสัญญาว่า ไม่ปฏิกูลในสิ่งที่ปฏิกูลอยู่เถิด" ดังนี้แล้ว อานาปานสติสมาธิ นี่แหละ อันภิกษุนั้นพึงทำไว้ในใจให้เป็นอย่างดี. (ข้อนี้หมายความว่า อานาปานสติทำให้เกิดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องว่าการปฏิกูล นั้น ที่แท้ไม่ใช่ปฏิกูลเพราะกลิ่นและสีน่าเกลียด หากแต่ว่าเป็นปฏิกูลตรงที่เป็นมายา และทำให้ เกิดทุกข์ ฉะนั้นสิ่งที่มีสีและกลิ่นอันน่าเกลียด ถ้ามิได้เป็นเหตุให้เกิดกิเลสหรือเกิดทุกข์แล้ว ก็หา ใช่สิ่งที่ปฏิกูลไม่.) ภิกษุ ท. ! เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้ ถ้าภิกษุปรารถนาว่า "เราพึง เป็นผู้มีสัญญาว่า ปฏิกูลทั้งในสิ่งที่ไม่ปฏิกูล และทั้งในสิ่งที่ปฏิกูลอยู่เถิด" ดังนี้แล้ว อานาปานสติสมาธินี้แหละ พึงทำไว้ในใจให้เป็นอย่างดี. ( ข้อนี้หมายความว่า สติและญาณ ในอานาปานสติสามารถทำให้เห็นความน่าขยะแขยง เพราะทำให้เกิดความทนทุกข์ทรมาน ว่ามีอยู่ทั้งในสิ่งที่ตามธรรมดาถือกันว่าปฏิกูลและไม่ปฏิกูล หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็ได้ว่า ไม่ควรถือว่าเป็นตัวตนหรือของตน ทั้งในสิ่งที่ปฏิกูลและในสิ่งที่ไม่ ปฏิกูล.) ภิกษุ ท. ! เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้ ถ้าภิกษุปรารถนาว่า "เราพึง เป็นผู้มีสัญญาว่า ไม่ปฏิกูลทั้งในสิ่งที่ปฏิกูลและในสิ่งไม่ปฏิกูลอยู่เถิด" ดังนี้แล้ว อานาปานสติสมาธินี้แหละ อันภิกษุนั้นพึงทำไว้ในใจให้เป็นอย่างดี. (ข้อนี้หมายความว่า สติและญาณในอานาปานสติขั้นสูง ที่สามารถทำให้เห็นสุญญตา ย่อมสามารถทำให้วางเฉยได้ทั้งในสิ่งที่ปฏิกูล และสิ่งที่ไม่ปฏิกูลอยู่โดยเสมอกัน.) ภิกษุ ท. ! เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้ ถ้าภิกษุปรารถนาว่า "เราพึง เป็นผู้เว้นขาดจากความรู้สึกว่าปฏิกูล และความรู้สึกว่าไม่เป็นปฏิกูลทั้ง ๒ อย่าง

น.521 ๕๐๙ เสียโดยเด็ดขาดแล้ว เป็นผู้อยู่อุเบกขา มีสติสัมปชัญญะอยู่เถิด" ดังนี้แล้วไซร้ อานาปานสติสมาธินี้แหละ อันภิกษุนั้นพึงทำไว้ในใจให้เป็นอย่างดี. ( ข้อนี้หมายความว่า ในขั้นที่มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ และอยู่ด้วยอุเบกขาจริง ๆ นั้น ย่อมไม่มีความรู้สึกว่าปฏิกูลและไม่ปฏิกูลทั้ง ๒ อย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นผลของอานาปานสติ ขั้นสูง กล่าวคือจตุกกะที่ ๔ ที่ทำให้เห็นความว่างจากตัวตน หรือว่างจากความหมายอันเป็นที่ตั้ง แห่งความยึดถือ โดยประการทั้งปวงจริง ๆ แล้ว ) ภิกษุ ท. ! เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้ ถ้าภิกษุปรารถนาว่า "เราพึงเป็นผู้ สงัดจากกามทั้งหลาย สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลาย เข้าถึงปฐมฌานอันมีวิตก วิจาร มีปีติและสุข อันเกิดจากวิเวกแล้วแลอยู่เถิด" ดังนี้แล้วไซร้ อานาปานสติ สมาธินั่นแหละ อันภิกษุนั้นพึงทำไว้ในใจให้เป็นอย่างดี. ( ข้อนี้หมายความว่า อานาปานสติ สามารถช่วยให้เกิดปฐมฌานได้สมตามความปรารถนา มีรายละเอียดดังกล่าวแล้ว ในอานาปานสติขั้นที่ ๔ ) ภิกษุ ท. ! เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้ ถ้าภิกษุปรารถนาว่า "เพราะวิตก วิจารระงับไป เราพึงเข้าถึงทุติยฌาน อันเป็นเครื่องผ่องใสแห่งจิตในภายใน เพราะธรรมอันเอก คือสมาธิผุดมีขึ้น ไม่มีวิตกไม่มีวิจาร มีแต่ปีติและสุขอันเกิด จากสมาธิแล้วแลอยู่เถิด" ดังนี้แล้วไซร้ อานาปานสติสมาธินี่แหละ อันภิกษุนั้น พึงทำไว้ในใจให้เป็นอย่างดี. ( ข้อนี้หมายความว่า อานาปานสติ สามารถอำนวยให้เกิดทุติยฌานได้ตามปรารถนา มีรายละเอียดแห่งการปฏิบัติ ดังกล่าวแล้ว ในอานาปานสติขั้นที่ ๔ ) ภิกษุ ท. ! เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้ ถ้าภิกษุปรารถนาว่า "เพราะความ จางคลายไปแห่งปีติ เราพึงเป็นผู้อยู่อุเบกขา มีสติสัมปชัญญะเสวยสุขด้วยนามกาย ชนิดที่พระอริยเจ้ากล่าวว่าผู้นั้นเป็นผู้อยู่อุเบกขา มีสติ มีการอยู่เป็นสุข เข้าถึง

น.522 ๕๑๐ ตติยฌานแล้วแลอยู่เถิด" ดังนี้แล้วไซร้ อานาปานสติสมาธินี่แหละ อันภิกษุนั้น พึงทำไว้ในใจให้เป็นอย่างดี. ( ข้อนี้หมายความว่า อานาปานสติสามารถอำนวยให้เกิดตติยฌานได้ตาม ปรารถนา มีรายละเอียดแห่งการปฏิบัติ ดังกล่าวแล้ว ในอานาปานสติขั้นที่ ๔ ) ภิกษุ ท. ! เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้ ถ้าภิกษุปรารถนาว่า "เพราะละสุข และทุกข์เสียได้ เพราะความดับไปแห่งโสมนัสและโทมนัสในกาลก่อน เราพึงเข้า ถึงจตุตถฌานอันไม่มีทุกข์ไม่มีสุข มีแต่ความบริสุทธิ์แห่งสติเพราะอุเบกขา แล้ว แลอยู่เถิด" ดังนี้แล้วไซร้ ; อานาปานสติสมาธินี่แหละ อันภิกษุนั้นพึงทำไว้ในใจ ให้เป็นอย่างดี. ( ข้อนี้หมายความว่า อานาปานสติสามารถอำนวยให้เกิดจตุตถฌานได้ตามปรารถนา มีรายละเอียดแห่งการปฏิบัติ ดังกล่าวแล้วในอานาปานสติขั้นที่ ๔ ) ภิกษุ ท. ! เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้ ถ้าภิกษุปรารถนาว่า "เพราะก้าว ล่วงรูปสัญญาเสียโดยประการทั้งปวง เพราะความดับไปแห่งปฏิฆะสัญญาทั้งหลาย เพราะการไม่กระทำในใจ ซึ่งอัตตสัญญามีประการต่างๆ เราพึงเข้าถึงอากาสานัญ จายตนะ ว่าอากาศไม่มีที่สุด ดังนี้แล้วแลอยู่เถิด" ดังนี้แล้วไซร้ อานาปานสติสมาธิ นี่แหละ อันภิกษุนั้นพึงทำไว้ในใจให้เป็นอย่างดี. ( ข้อนี้หมายความว่า อานาปานสติสมาธิสามารถอำนวยให้เกิดอากาสานัญจายตนะได้ โดยเมื่อทำอรูปฌานให้เกิดขึ้นแล้ว กำหนดนิมิตคือลมหายใจโดยประจักษ์แล้ว ทำการเพิกถอน ลมหายใจออกไปเสียจากนิมิตเหลือความว่างอยู่แทน และความว่างนั้น ตั้งอยู่ในฐานะเป็นอารมณ์ อรูปฌานขั้นที่หนึ่งในที่นี้ แม้ทำอย่างนี้ ก็กล่าวได้ว่าอากาสานัญจายตนะนั้น สืบเนื่องมาจาก อานาปานสตินี้โดยตรง. ถ้าจำเป็นจะต้องสงเคราะห์อรูปฌานเข้าในอานาปานสติอันมีวัตถุ ๑๖ แล้ว พึงสงเคราะห์เข้าในอานาปานสติขั้นที่ ๔ คือการทำกายสังขารให้รำงับ. เท่าที่กล่าวมาแล้ว ข้างต้น ไม่มีการกล่าวถึงอรูปฌาน ก็เพราะไม่เป็นที่มุ่งหมายโดยตรงของการทำอานาปานสติที่เป็น ไปเพื่อความสิ้นอาสวะโดยเฉพาะ )

น.523 - ๖๔ - ๙ มกราคม ๒๕๐๓ ภิกษุ ท. ! เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้ ถ้าภิกษุปรารถนาว่า "เราพึงก้าว ล่วงอากาสานัญจายตนะโดยประการทั้งปวงเสียแล้ว พึงเข้าถึงวิญญาณัญจายตนะ ว่า วิญญาณไม่มีที่สุด ดังนี้แล้วแลอยู่เถิด" ดังนี้แล้วไซร้ อานาปานสติสมาธิ นี่แหละ อันภิกษุนั้นพึงทำไว้ในใจให้เป็นอย่างดี. (ข้อนี้หมายความว่า ต้องมีการทำอากาสานัญจายตนะ ดังที่กล่าวแล้วในข้อบนให้ เกิดขึ้นอย่างมั่นคงเสียก่อน แล้วจึงเพิกถอนการกำหนดอากาศมากำหนดวิญญาณแทน หมายถึง วิญญาณธาตุที่ไม่มีรูปร่าง ซึ่งจัดเป็นนามธาตุหรือนามธรรม เนื่องจากทำสืบต่อมาจากอานาปานสติ จึงกล่าวว่าสำเร็จมาจากอานาปานสติ) ภิกษุ ท. ! เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้ ถ้าภิกษุปรารถนาว่า "เราพึงก้าว ล่วงวิญญาณัญจายตนะเสียโดยประการทั้งปวง เข้าถึงอากิญจัญญายตนะ ว่าไม่มีอะไร ไม่มีอะไร แล้วและอยู่เถิด" ดังนี้แล้วไซร้ อานาปานสติสมาธินี่แหละ อันภิกษุนั้นพึงทำไว้ในใจให้เป็นอย่างดี. ( ข้อนี้หมายความว่า เมื่อทำวิญญาณัญจายตนะให้เกิดขึ้นอย่างมั่นคงแล้ว เพิกถอน การกำหนดอารมณ์ว่าวิญญาณไม่มีที่สุดเสีย มากำหนดความไม่มีอะไรเลยเป็นอารมณ์. เนื่องจากมี อานาปานสติเป็นมูล จึงกล่าวว่าสำเร็จมาจากอานาปานสติ) ภิกษุ ท. ! เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้ ถ้าภิกษุปรารถนาว่า "เราพึงก้าว ล่วงอากิญจัญญายตนะเสียโดยประการทั้งปวง เข้าถึงเนวสัญญานาสัญญายตนะ ๔๑๑

น.524 ๕๑๒ แล้วแลอยู่เถิด" ดังนี้แล้วไซร้ อานาปานสติสมาธินี่แหละ อันภิกษุนั้น พึงทำ ไว้ในใจให้เป็นอย่างดี. ( ข้อนี้หมายความว่า ได้มีการทำอากิญจัญญาย์ตนะให้เกิดขึ้นแล้วอย่างมั่นคง แล้วเพิกถอน การกำหนดความไม่มีอะไร เป็นอารมณ์นั้นเสีย หน่วงเอาความรำงับที่ประณีตยิ่งขึ้นไปคือความ ไม่ทำความรู้สึกอะไรเลย แต่ก็ไม่ใช่สลบหรือตาย จึงเรียกว่าเนวสัญญานาสัญญายคนะซึ่งหมาย ความว่า จะว่ามีสัญญาอยู่ก็ไม่ใช่ จะว่าไม่มีสัญญาเลยก็ไม่ใช่. เพราะมีอานาปานสติเป็นมูลในขั้น ต้นด้วยกันทั้ง ๔ ขั้น จึงเรียกว่าสำเร็จมาแต่อานาปานสติ อีกอย่างหนึ่งอาจจะกล่าวได้ว่า ในขณะ แห่งรูปฌานแม้ไม่มีการหายใจอยู่โดยตรง ก็ต้องถือว่า มีการหายใจอยู่โดยอ้อมคือไม่รู้สึก ฉะนั้น เป็นอันกล่าวสืบไปว่า เพราะมีความชำนาญ หรือมีความเคยชินในการกำหนดสิ่งใดสิ่งหนึ่งอยู่ทุกลม หายใจออก - เข้ามาแล้ว แต่ในขั้นก่อน ในขั้นนี้ ย่อมมีการกำหนดอารมณ์แห่งอรูปฌาน และ ความสงบอันเกิดจากอรูปฌานตลอดถึงการพิจารณาหรือปัจจเวกขณ์ในอาการทั้งหลายแห่งอรูปฌาน อยู่ทุกลมหายใจออก - เข้า ทั้งโดยมีความรู้สึกตัวและไม่มีความรู้สึกตัว คือทั้งโดยตรงและโดยอ้อม อีกนั่นเอง) ภิกษุ ท. ! เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้ ถ้าภิกษุปรารถนาว่า "เราก้าว ล่วงซึ่งเนวสัญญานาสัญญายตนะเสียได้โดยประการทั้งปวง เข้าถึงสัญญาเวทยิตนิ- โรธแล้วแลอยู่เถิด" ดังนี้แล้วไซร้ อานาปานสติสมาธินั่นแหละ อันภิกษุนั้นพึงทำ ไว้ในใจให้เป็นอย่างดี. (ข้อนี้หมายความว่า มีการทำเนวสัญญานาสัญญายตนะให้เกิดขึ้นได้อย่างมั่นคง แล้วละความรู้สึกที่เป็นเนวสัญญานาสัญญายตนะนั้นเสีย น้อมจิตไปสู่ความรำงับ ที่ยิ่งไปกว่านั้นอีก คือการดับสัญญาและเวทนาเสีย ด้วยการทำไม่ให้เจตสิกชื่อสัญญาและเจตสิกชื่อเวทนาได้ทำหน้าที่ ของตนตามปรกติแต่ประการใดเลย. ความรู้สึกที่เป็นสัญญาและเวทนาตามปรกติธรรมดา จึง ไม่ปรากฏ เรียกว่าเป็นสัญญาเวทยิตนิโรธ คือความดับไปแห่งสัญญาและเวทนา ตลอดเวลา เหล่านั้น ซึ่งเรียกกันสั้น ๆ ว่า เข้าสู่นิโรธสมาบัติ หรือเรียกสั้นจนถึงกับว่าเข้านิโรธเฉย ๆ. การ กระทำอันนี้ตั้งต้นขึ้นด้วยอานาปานสติสมาธิ ดังนั้นจึงกล่าวว่าสำเร็จมาจากอานาปานสติ)

น.525 ๕๑๓ ทั้งหมดนี้เป็นการแสดงว่า อานาปานสติภาวนานั้น นอกจากจะใช้เป็น เครื่องมือสำหรับปฏิบัติเพื่อทำอาสวะให้สิ้นโดยตรงแล้ว ยังสามารถใช้เป็นเครื่อง มือ เพื่อการปฏิบัติที่ดำเนินไปในทางฝ่ายจิต หรือฝ่ายสมถะโดยส่วนเดียวจนกระทั่ง ถึงสัญญาเวทยิตนิโรธได้ด้วยอาการอย่างนี้ และพร้อมกันนั้น ซึ่งไม่จำเป็นต้อง กล่าวว่าเป็นไปในทางไหน แต่เป็นประโยชน์ทั่วไป สำหรับการปฏิบัติทุกแนวก็คือ การอยู่ด้วยอานาปานสตินั้นไม่ลำบากกาย และไม่ลำบากตา ซึ่งนับว่าเป็นการพัก ผ่อนอยู่ในตัวเองเป็นอย่างยิ่งอยู่แล้ว นับว่าเป็นอานิสงส์พิเศษส่วนหนึ่งของ อานาปานสติ. ฆ. เกี่ยวกับอานิสงส์พิเศษอีกอย่างหนึ่ง ของอานาปานสติ นั้นทรง แสดงไว้ในฐานะเป็นเครื่องมือ สำหรับให้รู้เท่าทันเวทนาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น รู้จัก สังเกตความผันแปรของเวทนาชนิดต่าง ๆ จนกระทั่งสามารถทราบได้ว่าเวทนานี้ จักเป็นเวทนาอันมีในที่สุดแห่งชีวิตหรือไม่ พุทธภาษิตมีอยู่ในมหาวาร. สํ. อย่าง เดียวกัน (๑๙/๔๐๔/๑๓๔๖) ดังต่อไปนี้ :- "ภิกษุ ท. ! เมื่ออานาปานสติสมาธิ อันภิกษุเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว อยู่อย่างนี้ ; ถ้าภิกษุเสวยเวทนาอันเป็นสุข เธอย่อมรู้ตัวว่า เวทนานั้นไม่เที่ยง เธอย่อมรู้ตัวว่าเวทนานั้น อันเราไม่สยบมัวเมาแล้ว ย่อมรู้ตัวว่าเวทนานั้น อันเรา ไม่เพลิดเพลินเฉพาะแล้ว ดังนี้. ถ้าภิกษุนั้นเสวยเวทนาอันเป็นทุกข์ เธอย่อมรู้ตัวว่าเวทนานั้นไม่เที่ยง เธอย่อมรู้ตัวว่า เวทนานั้น อันเราไม่สยบมัวเมาแล้ว ย่อมรู้ตัวว่าเวทนานั้น อันเราไม่เพลิดเพลินเฉพาะแล้ว ดังนี้.

น.526 ๕๑๔ ถ้าภิกษุนั้นเสวยเวทนาอันเป็นอทุกขมสุข เธอย่อมรู้ตัวว่า เวทนานั้น ไม่เที่ยง เธอย่อมรู้ตัวว่าเวทนานั้น อันเราไม่สยบมวเมาแล้ว ย่อมรู้ตัวว่าเวทนา นั้น อันเราไม่เพลิดเพลินเฉพาะแล้ว ดังนี้. ภิกษุนั้น ถ้าเสวยเวทนาอันเป็นสุข ก็เป็นผู้ไม่ติดใจพัวพันเสวยเวทนา นั้น ; ถ้าเสวยเวทนาอันเป็นทุกข์ ก็เป็นผู้ไม่ติดใจพัวพันเสวยเวทนานั้น; ถ้าเสวย เวทนาอันเป็นอทุกขมสุข ก็เป็นผู้ไม่ติดใจพัวพันเสวยเวทนานั้น. ภิกษุนั้น เมื่อเสวยเวทนาอันเป็นที่สุดรอบแห่งกาย เธอย่อมรู้ตัวว่า เราเสวยเวทนาอันเป็นที่สุดรอบแห่งกาย ดังนี้. เมื่อเสวยเวทนาอันเป็นที่สุดรอบ แห่งชีวิต เธอย่อมรู้ตัวว่าเราเสวยเวทนา อันเป็นที่สุดรอบแห่งชีวิต ดังนี้. เพราะการทำลายแห่งกาย ในที่สุดแห่งการถือเอารอบซึ่งชีวิต เธอย่อมรู้ตัวว่า เวทนาทั้งปวง อันเราไม่เพลิดเพลินเฉพาะแล้ว จักเป็นของดับเย็นในที่นี้ นั่นเที่ยว ดังนี้. "ภิกษุ ท. ! ประทีปน้ำมันลุกอยู่ได้เพราะอาศัยน้ำมันด้วย เพราะอาศัย ไส้ด้วย เมื่อหมดน้ำมันหมดไส้ ก็เป็นประทีปที่หมดเชื้อดับไป ข้อนี้ฉันใด ; ภิกษุนั้น ก็ฉันนั้น กล่าวคือเมื่อเสวยเวทนาอันเป็นที่สุดรอบแห่งกายย่อมรู้ตัวว่า เราเสวยเวทนาอันเป็นที่สุดรอบแห่งกาย ; เพราะการทำลายแห่งกายอันเป็นที่สุด รอบแห่งชีวิต ย่อมรู้ตัวว่าเราเสวยเวทนา อันเป็นที่สุดรอบแห่งชีวิต ; เพราะการ ทำลายแห่งกาย ในที่สุดแห่งการถือเอารอบซึ่งชีวิต ย่อมรู้ตัวว่าเวทนาทั้งปวง อันเราไม่เพลิดเพลินเฉพาะแล้ว จักเป็นของดับเย็นในที่นี้นั่นเที่ยว" ดังนี้.

น.527 ๕๑๕ อธิบายว่าการเจริญอานาปานสตินั้น ทำให้เกิดความเคยชินในการกำหนด เวทนาอยู่เป็นประจำ มาตลอดเวลาแห่งการฝึกเป็นระยะยาว จนรู้เท่าทันเวทนามา ก่อนแล้ว ; มีเวทนาชนิดไหนแปลกประหลาดน่าอัศจรรย์เพียงไรผ่านเข้ามา ก็สามารถที่จะมีสติสัมปชัญญะรู้เท่าทันเวทนานั้นว่า เป็นสักแต่ว่าเวทนา ที่เป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จึงไม่จับฉวยเอาเวทนานั้น ไม่ติดใจพัวพันมัวเมาอยู่ใน เวทนานั้น เพราะอำนาจของการที่เคยฝึกอานาปานสติมาแล้วอย่างชำนาญ โดย เฉพาะคืออานาปานสติขั้นที่ ๕ ; จนกระทั่งกล่าวได้ว่า เป็นผู้ทรงไว้ซึ่งอำนาจ เหนือเวทนาทั้งปวง. ส่วนข้อที่ว่า "เป็นผู้รู้เท่าทันเวทนา ซึ่งเป็นที่สิ้นสุดแห่งชีวิต" นั้น หมายความว่าเนื่องจากมีความชำนาญเชี่ยวชาญในลักษณะต่าง ๆ ของเวทนาทุก ชนิด ทำให้ทราบได้ว่าเวทนาที่กำลังเกิดนี้ เป็นเวทนาที่ทำความสิ้นสุดแก่ชีวิต. และยิ่งไปกว่านั้นอีก ยังสามารถทำให้ทราบได้ว่า เวทนานั้นจักดำเนินไปอีกกี่ชั่ว ระยะลมหายใจออก - เข้า จึงจะนำความสิ้นสุดแก่ชีวิต. ข้อนี้เป็นเหตุให้ผู้นั้นมี ความสามารถทำการกำหนดได้ว่า ตนจักดับจริมกจิตหรือทำการหายใจครั้งสุดท้าย ในการหายใจครั้งไหน กล่าวโดยโวหารธรรมดา ก็คือว่า ตนจักสิ้นชีวิตในการ หายใจครั้งไหนนั่นเอง ดังที่มีตัวอย่างกล่าวไว้ในคัมภีร์ต่าง ๆ เช่นคัมภีร์วิสุทธิมรรค เป็นต้นว่า พระเถระผู้เชี่ยวชาญในอานาปานสติรูปหนึ่ง เมื่อทราบเวลาอันเป็น ที่สุดรอบแห่งชีวิต ว่าจักมีในการหายใจครั้งไหนแล้ว ก็ออกไปสู่ลานเป็นที่จงกรม เรียกประชุมสัทธิวิหาริก อันเตวาสิกมาพร้อมกันในขณะนั้น แล้วสั่งให้คอยดูว่า เมื่อท่านเดินจงกรม ไปถึงที่สุดแห่งที่จงกรมข้างโน้น แล้วเดินกลับมาจนถึงที่สุด แห่งที่จงกรมข้างนี้ แล้วจักเดินกลับมา จนกระทั่งถึงที่กึ่งกลางของที่จงกรมนั้นแล้ว จักทำกาละ ณ ที่นั้น พระเถระนั้นได้ปรินิพพานแล้วด้วยกิริยายืน แห่งก้าว

น.528 ๕๑๖ สุดท้ายของการเดิน ที่ตรงกึ่งกลางของที่จงกรมนั้น ในมือของสัทธิวิหาริกผู้ ประคับประคอง อยู่ด้วยอิริยาบถยืนด้วยกันทุกรูป ข้อนี้เป็นการแสดงถึงความ เชี่ยวชาญในอานาปานสติ และความมีอำนาจเหนือเวทนาทั้งหลายของพระเถระ นั้นด้วย เป็นการแสดงอานิสงส์ของอานาปานสติข้อนี้ด้วย เป็นการประกาศ พระศาสนาด้วยความเป็นธรรมะดี แห่งพระธรรมด้วย. ส่วนพระบาลีที่ว่า "เธอย่อมรู้ตัวว่าเวทนาทั้งปวง อันเราไม่เพลินเฉพาะ แล้ว จักเป็นของดับเย็นในที่นี้นั่นเทียว" ดังนี้นั้น อธิบายว่า เป็นอำนาจของการ พิจารณา โดยความเป็นของไม่ใช่ตน จึงไม่ได้มีตัวตนเหลืออยู่เป็นผู้ที่แตกดับ ในขณะนี้. ในขณะนี้มีเหลืออยู่แต่เวทนาเท่านั้น ซึ่งจักเป็นของดับลงไป ; กล่าว สั้น ๆ ก็คือ ไม่มีใครตาย มีแต่เวทนาดับ. ส่วนโวหารที่ว่า "จักเป็นของ ดับเย็นนั้น" หมายความว่า เวทนาที่ยังมีปัจจัยปรุงแต่ง ยังเป็นของร้อน เวทนา ที่หมดปัจจัยปรุงแต่ง จักเป็นของดับเย็นเหมือนไฟที่หมดเชื้อดับลงฉะนั้น โวหาร ที่ว่าเวทนาร้อนดับเย็นลงนี้ ก็เป็นโวหารที่แสดงความไม่มีตัวไม่ใช่ตัวตนยิ่งขึ้นไปอีก. สำหรับคำว่า "ในที่นี้นั่นเทียว" นั้น หมายถึงรู้ขณะจิตที่เวทนานั้น จะดับลง ว่าจักมีในที่นี้ ว่าจักมีในเวลานี้ ซึ่งหมายถึงในขณะแห่งการหายใจ ครั้งไหนโดยเฉพาะ และจะมีด้วยอาการอย่างไร คือด้วยอาการที่สงบรำงับอย่างไร. เพราะทราบอย่างเฉพาะเจาะจงว่าที่ไหนเมื่อไร และอย่างไรโดยแน่นอนและ ประจักษ์จริง ๆ จึงใช้คำว่า "นั่นเทียว" ข้อนี้เป็นการแสดงถึงความเชี่ยวชาญในการ เจริญอานาปานสติ จนรู้เท่าทันเวทนา จนอาจกล่าวได้ว่าเป็นผู้มีอำนาจอยู่เหนือ เวทนา โดยประการทั้งปวงนั่นเอง.

น.529 ๕๑๗ ง. อานิสงส์แห่งอานาปานสติอีกประการหนึ่ง ทรงแสดงไว้ในฐานะเป็นเครื่องมือสำหรับทำจิตให้สงบเย็น เป็นความสุขเกิดแต่ธรรม จนเป็นที่พอใจหรือเป็นที่จับใจแก่บุคคลผู้ปฏิบัติได้จริง ระงับเสียซึ่งความฟุ้งซ่านหรือความรำคาญในการที่มีชีวิตอยู่อย่างน่าสะอิดสะเอียนต่อความเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ของสังขารทั้งปวง ที่มีอยู่รอบตัวหรือแม้ที่มีอยู่ภายในตัว ความฟุ้งหรือความรำคาญนั้น มีได้มากแก่บุคคลผู้ปฏิบัติในขั้นที่เริ่มเห็น ความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แต่ยังไม่มากพอที่จะปล่อยตัวตนเสียโดยประการทั้งปวง ความรำคาญย่อมเกิดขึ้น ถ้าไม่มีสิ่งใดเป็นเครื่องรำงับ นอกจากจะไม่มีความสงบสุขเสียเลยแล้ว ยังเป็นอันตรายต่อการปฏิบัติธรรม ที่จะพึงมีข้างหน้าสืบไปด้วย หรือถึงกับทำให้เบื่อหน่ายต่อการที่จะมีชีวิตอยู่ด้วยซ้ำไป เป็นเหตุให้แสวงหาโอกาส หรืออุบายที่คิดจะทำลายตัวเอง. มีเรื่องเล่าว่า ที่กุฎฎาคารศาลาป่ามหาวันใกล้เมืองเวสาลี พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงพระอสุภกถาเป็นอันมาก แล้วเสด็จหลีกออกไปสู่ปฏิสัลลีนะ คือการอยู่เงียบพระองค์เดียว เสียเป็นเวลา ๒ สัปดาห์ ภิกษุบางพวกอาศัยอำนาจแห่งอสุภสัญญา เกิดความเบื่อหน่ายต่อร่างกายและชีวิตอย่างแรงกล้าหาความสงบสุขมิได้ ได้แกล้งปล่อยให้เหตุการณ์หรืออันตรายต่าง ๆ ที่มาถึงเข้าโดยบังเอิญ ทำลายชีวิตตนให้สูญสิ้นไปเป็นจำนวนมาก ต่อมาพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบเรื่อง ได้ทรงแสดงเรื่องอานาปานสติ เพื่อระงับความฟุ้งซ่านรำคาญนั้น ปรากฏอยู่ในมหาวาร. สํ. อย่างเดียวกัน (๑๙/๔๐๕/๑๓๔๘) มีใจความว่า :– “ภิกษุ ท. ! อานาปานสติสมาธินี้แล อันบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นของประณีต เป็นของรำงับ เป็นของเย็น เป็นของบริสุทธิ์ เป็นสุขวิหาร และย่อมยังอกุศลธรรมอันลามก อันเกิดขึ้นแล้ว และเกิดขึ้นแล้วให้อันตรธานไป ให้รำงับไป โดยควรแก่ฐานะ.

น.530 เปรียบเหมือนฝุ่นธุลีฟุ้งขึ้นแห่งเดือนสุดท้ายของฤดูร้อน ฝนหนักที่ผิดฤดูตกลงมา ย่อมทำฝุ่นธุลีเหล่านั้นให้อันตรธานไป ให้รำงับไปได้โดยควรแก่ฐานะ ข้อนี้ฉันใด ; ภิกษุ ท. ! อานาปานสติสมาธิอันบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ก็เป็นของรำงับ เป็นของประณีต เป็นของเย็น เป็นสุขวิหาร และย่อมยังอกุศลธรรมอันลามก ที่เกิดขึ้นแล้วและเกิดขึ้นแล้วให้อันตรธานไป โดยควรแก่ฐานะได้ ฉันนั้น. ภิกษุ ท. ! ก็อานาปานสติสมาธิ อันบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้วอย่างไรเล่า ? ที่เป็นของรำงับ เป็นของประณีต เป็นของเย็น เป็นสุขวิหาร และย่อมยังอกุศลธรรมอันลามกที่เกิดขึ้นแล้วแลเกิดขึ้นแล้ว ให้อันตรธานไปโดยควรแก่ฐานะได้. ภิกษุ ท. ! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ไปแล้วสู่ป่าก็ตาม ไปแล้วสู่โคนไม้ก็ตาม ไปแล้วสู่เรือนว่างก็ตาม นั่งคู้ขาเข้ามาโดยรอบแล้ว ตั้งกายตรงดำรงสติมั่น. ภิกษุนั้น ........ ฯลฯ ........ ( ข้อความต่อไปนี้ เหมือนข้อความที่กล่าวแล้วในข้อ ก. ทุกประการจนกระทั่งถึงคำว่า) ...... ฯลฯ ...... เห็นความสลัดคืนอยู่เป็นประจำจักหายใจเข้าดังนี้. “ภิกษุ ท. ! อานาปานสติสมาธิ อันบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้วด้วยอาการอย่างนี้ ย่อมเป็นของรำงับ เป็นของประณีต เป็นของเย็น เป็นสุขวิหาร และย่อมยังอกุศลธรรมอันลามก ที่เกิดขึ้นแล้ว และเกิดขึ้นแล้ว ให้อันตรธานไป โดยควรแก่ฐานะ ดังนี้ แล"

น.531 ๕๑๙ ข้อนี้สรุปความว่า อานาปานสติ เป็นเครื่องทำให้เกิดความเย็นใจหรือ สุขวิหาร สำหรับบุคคลผู้มีความกระวนกระวาย หรือความฟุ้งซ่านรำคาญ ไม่พอใจ ในการเป็นอยู่หรือชีวิตประจำวันของตน อันเกิดมาแต่ความเบื่อระอาสิ่งต่าง ๆ หรือความไม่ประสบความสำเร็จในสิ่งที่ตนกระทำ. อานาปานสตินี้ จักเป็นธรรม อันสุขุมและละเอียด มีอานุภาพในทางทำความสงบรำงับเป็นขั้น ๆ ไปตามลำดับ ดังที่แสดงอยู่แล้วในอานาปานสติทุกขั้น อันทำให้เห็นได้ว่า สามารถทำความ รำงับได้จริงอย่างไร ในเมื่อผู้ศึกษาได้พิจารณาดูอย่างละเอียด. - ๖๕ - ๑๐ มกราคม ๒๕๐๓ จ. เกี่ยวกับอานาปานสติ เป็นสุขวิหาร คือเป็นเครื่องทำความ อยู่เป็นสุข ไม่มีธรรมอื่นเสมอเหมือนเป็นประจำวัน แล้วยังเป็นการปฏิบัติ ที่ ดำเนินไปในตัวเองตามลำดับ จนกระทั่งความสิ้นอาสวะนั้น มีพระพุทธภาษิตที่ ตรัสที่ป่าอิจฉานังคละปรากฏอยู่ที่ มหาวาร. สํ. ทุติยวรรค แห่งอานาปานสังยุตต์ (๑๙/๔๑๒/๑๓๖๔) ดังต่อไปนี้ :

น.532 ๕๒๐ ‘ภิกษุ ท. ! ถ้าพวกปริพพาชกเดียรถีย์ลัทธิอื่นถามพวกเธอว่า สมณโคดม อยู่ตลอดพรรษากาลเป็นอันมาก ด้วยวิหารธรรมอย่างไหน ดังนี้แล้ว พวกเธอ พึงตอบว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงอยู่ตลอดพรรษากาล เป็นอันมาก ด้วยอานาปานสติสมาธิ. ภิกษุ ท. ! ในกรณีนี้ เราเป็นผู้มีสติหายใจออก มีสติหายใจเข้า : เมื่อหายใจออกยาว ก็รู้ว่าหายใจออกยาว ; เมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้ว่าหายใจ เข้ายาว ....... ฯลฯ ....... ( มีข้อความแสดงในอานาปานสติ ๑๖ ขั้น เหมือนที่กล่าวแล้วในข้อ ก. ทุกประการ สิ้นสุดลงที่คำว่า ) ย่อมทำความศึกษาว่า เราเป็นผู้ตามเห็นความสลัดคืนอยู่เป็นประจำ จักหายใจเข้า ดังนี้. ภิกษุ ท. ! เมื่อใครผู้ใด จะกล่าวสิ่งใดให้ถูกต้องชอบธรรม ว่าเป็น อริยวิหาร ว่าเป็นพรหมวิหารก็ดี ว่าเป็นตถาคตวิหารก็ดี เขาพึงกล่าวอานา- ปานสติสมาธินี่แหละ ว่าเป็นอริยวิหาร ว่าเป็นพรหมวิหาร ว่าเป็นตถาคตวิหาร. ภิกษุ ท. ! ภิกษุเหล่าใดยังเป็นเสขะ ยังไม่ลุถึงธรรมที่ต้องประสงค์ แห่งใจ ปรารถนาอยู่ ซึ่งโยคเขมธรรมอันไม่มีอะไรยิ่งกว่า ภิกษุเหล่านั้นเมื่อ เจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ซึ่งอานาปานสติสมาธิ ย่อมเป็นไปเพื่อความสิ้นไปแห่ง อาสวะทั้งหลาย. ส่วนภิกษุทั้งหลาย เหล่าใดเป็นอรหันต์ สิ้นอาสวะแล้ว มีพรหมจรรย์ อยู่จบแล้ว มีสิ่งที่ต้องทำอันตนทำเสร็จแล้ว มีภาระอันปลงลงแล้ว มีประโยชน์

น.533 ๕๒๑ ตนอันลุถึงแล้ว มีสัญโญชน์ในภพทั้งหลายสิ้นรอบแล้ว เป็นผู้หลุดพ้นแล้วเพราะรู้ โดยชอบ ; ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น เมื่อเจริญทำให้มากแล้ว ซึ่งอานาปานสติสมาธิ ย่อมเป็นสุขวิหารในทิฏฐธรรมนี้ด้วย เพื่อความสมบูรณ์แห่งสติสัมปชัญญะด้วย. ภิกษุ ท. ! ฉะนั้น เมื่อใครจะกล่าวสิ่งใดให้ถูกต้องชอบธรรม ว่าเป็น อริยวิหารก็ดี ว่าเป็นพรหมวิหารก็ดี ว่าเป็นตถาคตวิหารก็ดี เขาพึงกล่าว อานาปานสติสมาธินี่แหละ ว่าเป็นอริยวิหาร ว่าเป็นพรหมวิหาร ว่าเป็นตถาคต วิหาร ดังนี้". ข้อความทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่า อานาปานสติ เป็นวิหารธรรมที่ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอยู่มากที่สุด จนสมควรที่จะได้นามว่าเป็น "ตถาคตวิหาร" คือเป็นวิหารธรรมของพระตถาคต ; ว่าเป็น "อริยวิหาร" คือเป็นวิหารธรรม เครื่องอยู่ของพระอริยเจ้าทั้งหลาย ; และว่าเป็น "พรหมวิหาร" คือเป็นวิหาร- ธรรมเครื่องอยู่ของผู้ที่เป็นพรหม. พึงสังเกตว่าพรหมในที่นี้หมายถึงพระอรหันต์ ซึ่งเป็นพรหมอีกประเภทหนึ่งต่างหาก จากพรหมธรรมดา แม้ที่เป็นปุถุชนซึ่งมี พรหมวิหารเป็นเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ดังที่ทราบกันอยู่ทั่วไป. ส่วน ที่สำคัญไปกว่านั้น ยังมีต่อไปอีก คือข้อที่ว่าอานาปานสตินี้ ทำผู้ที่ยังไม่สิ้นอาสวะ ให้สิ้นอาสวะ ทำผู้ที่สิ้นอาสวะแล้ว ให้มีความอยู่เป็นสุขในทิฏฐธรรม และให้ เป็นผู้สมบูรณ์อยู่ตลอดเวลา ซึ่งเมื่อรวมเข้าด้วยกันทั้ง ๒ ประเภทแล้ว ทำให้ กล่าวได้ว่า ในบรรดาสมาธิภาวนา ซึ่งมีอยู่ ๔ ประเภทนั้น อานาปานสติเป็น สมาธิภาวนาถึง ๓ ประเภท ได้จริงๆ กล่าวคือเป็นสมาธิภาวนาประเภททำให้ อยู่เป็นสุขในทิฏฐธรรม, ประเภทที่ทำให้สมบูรณ์ด้วยสติสัมปชัญญะ, และ

น.534 ๕๒๒ ประเภทที่ได้ทำอาสวะให้สิ้น ซึ่งจัดเป็นสมาธิภาวนา ประเภทที่หนึ่ง ที่สาม และ ที่สี่ตามลำดับ ; ยังขาดอยู่แต่ประเภทที่สองคือ สมาธิภาวนา ที่เป็นเหตุให้ได้ ญาณทัสนะอันเป็นทิพย์ มีหูทิพย์ ตาทิพย์ เป็นต้น ซึ่งเราไม่ประสงค์ในที่นี้ เพราะไม่เป็นไปเพื่อความดับทุกข์แต่ประการใด. นี่เป็นการแสดงให้เห็นว่า อานาปานสติสมาธิ เป็นสิ่งที่มีคุณประโยชน์อันเพียงพอแก่ความต้องการของบุคคล ผู้ประสงค์ จะทำความดับทุกข์โดยแท้จริง. สรุปความสั้น ๆ ว่า อานาปานสติ เป็นประโยชน์ถึงที่สุด ทั้งแก่บุคคลที่ไม่สิ้นอาสวะ และบุคคลที่สิ้นอาสวะแล้ว นับว่าเป็นสิ่งที่น่าสนใจอย่างน่าอัศจรรย์ทีเดียว. ฉ. อานิสงส์ของอานาปานสติที่ทรงแสดงไว้ อย่างชัดเจน และ อย่างละเอียดยิ่งขึ้นไป เกี่ยวกับการทำอาสวะให้สิ้นนั้น อาจจะประมวลมาได้อีก เป็นหมวดสุดท้าย ที่แสดงไว้ในมหาวาร. สํ. ทุติยวรรค อานาปานสังยุตต์ (๑๙/๔๒๔/๑๔๒๐) เนื่องกันไปหลายบรรพด้วยกัน ซึ่งจะประมวลเอามาเฉพาะ ที่ทรงแสดงไว้แปลกกัน อันมีอยู่ดังต่อไปนี้ :- "ภิกษุ ท. ! ธรรมอันเอกนั้นมีอยู่ ซึ่งเมื่อบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มาก แล้ว ย่อมทำธรรมทั้ง ๔ ให้บริบูรณ์ ; ครั้นธรรมทั้ง ๔ นั้น อันบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมทำธรรมทั้ง ๗ ให้บริบูรณ์ ; ครั้นธรรมทั้ง ๗ นั้น อันบุคคล เจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมทำธรรมทั้ง ๒ ให้บริบูรณ์ได้. "ภิกษุ ท. ! อานาปานสติสมาธินี้แล เป็นธรรมอันเอกซึ่งเมื่อบุคคล เจริญแล้วทำให้มากแล้ว ย่อมทำสติปัฏฐานทั้ง ๔ ให้บริบูรณ์ ; สติปัฏฐาน ๔ อันบุคคลเจริญแล้วทำให้มากแล้ว ย่อมทำโพชฌงค์ทั้ง ๗ ให้บริบูรณ์ ; โพชฌงค์ ทั้ง ๗ อันบุคคลเจริญแล้วทำให้มากแล้ว ย่อมทำวิชชาและวิมุตติให้บริบูรณ์ได้

น.535 อานาปานสติสมาธิ อันบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อการกำจัดเสียซึ่ง อนุสัย (๑๔๐๖)......... ภิกษุ ท. ! อานาปานสติสมาธิ อันบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความรอบรู้ ซึ่งทางไกล (อวิชชา) (๑๔๐๙) ภิกษุ ท. ! อานาปานสติสมาธิ อันบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย (๑๔๑๐) ภิกษุ ท. ! อานาปานสติ อันบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้วอย่างไรเล่า จึงเป็นไปเพื่อการละสัญโญชน์ทั้งหลาย ? ภิกษุ ท. ! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ไปแล้วสู่ป่าก็ตาม ไปแล้วสู่โคนไม้ ก็ตาม ไปแล้วสู่เรือนว่างก็ตาม นั่งคู้ขาเข้ามาโดยรอบแล้ว ตั้งกายตรง ดำรง สติมั่น ; ภิกษุนั้นมีสติอยู่นั่นเที่ยว หายใจออก มีสติอยู่นั่นเทียวหายใจเข้า....... (มีรายละเอียดแห่งอานาปานสติ ๑๖ ขั้น ดังที่กล่าวแล้วในข้อหนึ่งถึงข้อสิบหก จนกระทั่งถึงคำว่า) ...... ย่อมทำความศึกษาว่า เราเป็นผู้ตามเห็นซึ่งความสลัดคืน อยู่เป็นประจำ จักหายใจเข้า ดังนี้. ภิกษุ ท. ! อานาปานสติสมาธิ อันบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว อย่างนี้แล ย่อมเป็นไปเพื่อความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย. .... " ข้อความทั้งหมดนี้ แสดงให้เห็นโดยสรุปว่า อานาปานสติ มีผลทำให้ ละสัญโญชน์ได้ ทำให้กำจัดอนุสัยได้ ทำให้รอบรู้ทางไกล คืออวิชชา เหตุให้ เกิดอวิชชา ความไม่เหลือแห่งอวิชชา และทางปฏิบัติให้ถึงความดับไม่เหลือแห่ง

น.536 ๕๒๔ อวิชชา ในที่สุดย่อมทำอาสวะให้สิ้นไป; ซึ่งโดยใจความแล้ว ก็มีความหมาย อย่างเดียวกัน คือการดับกิเลสสิ้นเชิงนั่นเอง. ทั้งนี้เพราะอานาปานสติภาวนา ทำสติปัฏฐาน ๔ ให้สมบูรณ์; สติปัฏฐาน ๔ สมบูรณ์แล้วย่อมทำโพชฌงค์ ๗ ให้สมบูรณ์; โพชฌงค์ ๗ สมบูรณ์แล้ว ย่อมทำวิชชาและวิมุตติให้สมบูรณ์ ; เพราะเหตุนั้นจึงถูกยกขึ้น เป็นธรรมอันเอก หรือทางปฏิบัติสายเอก ดังนี้. คำว่า เอกในที่นี้ หมายความว่า เป็นวิธีเดียว สำหรับบุคคลผู้เดียว ดำเนิน ไปสู่สิ่ง ๆ เดียว กล่าวคือนิพพาน. - ๖๖ - ๑๑ มกราคม ๒๕๐๓ ซ. การเจริญอานาปานสติ หมายถึงการเจริญภาวนาอย่างใด อย่างหนึ่งอยู่ทุกลมหายใจเข้า - ออก ฉะนั้นจึงมีได้หลายแบบ ถ้ามีการกำหนด โดยใช้ลมหายใจเป็นหลักแล้ว ก็เรียกว่าอานาปานสติได้ด้วยกันทุกแบบ แต่แบบ ที่พระองค์ทรงใช้เป็นวิหารธรรม ทรงสรรเสริญและทรงแนะให้บุคคลอื่นประพฤติ ปฏิบัตินั้น ได้แก่อานาปานสติ แบบที่ประกอบด้วยวัตถุ ๑๖ หรือที่เรียกกัน ในที่นี้ว่า อานาปานสติ ๑๖ ขั้น. ดังที่กล่าวแล้ว ในข้อ ก. และมีรายละเอียด แห่งการปฏิบัติโดยพิศดาร ดังที่กล่าวแล้วข้างต้นทั้ง ๑๖ ขั้น. สำหรับอานา- ปานสติอย่างอื่น ซึ่งน่าจะทราบไว้เป็นตัวอย่าง ก็อาจจะทราบได้จากเรื่องราวที่ ปรากฏอยู่ในมหาวาร. สํ. เอกธรรมวรรค อานาปานสังยุตต์ (๑๙-๔๙๙-๑๓๑๗)

น.537 ๕๒๕ ในที่นั้นมีเรื่องกล่าวว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสถามขึ้นท่ามกลางหมู่ภิกษุผู้ ประชุมกันอยู่ถึงเรื่องอานาปานสติ ภิกษุชื่ออริฏฐะได้ทูลตอบสนอง และมีการ ซักไซ้ไล่เลียงกัน ดังต่อไปนี้ :- ภิกษุ ท. ! พวกเธอทั้งหลาย ย่อมเจริญอานาปานสติกันหรือไม่? ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์แล ย่อมเจริญอานาปานสติ. ดูก่อนอริฏฐะ! ก็เธอย่อมเจริญอานาปานสติอย่างไรเล่า? ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! ข้าพระองค์ย่อมเจริญอานาปานสติ ด้วยอาการ อย่างนี้ว่า "กามฉันทะ ในกามทั้งหลายอันเป็นอดีต เราก็ละเสียแล้ว กามฉันทะ ในกามทั้งหลายอันเป็นอนาคตของเราก็ไม่มี ปฏิฆะสัญญาในธรรมทั้งหลาย ทั้งที่ เป็นภายในและภายนอก เราก็นำออกเสียได้ด้วยดีแล้ว; เรานั้นมีสติอยู่เทียว จักหายใจออก มีสติอยู่เทียว จักหายใจเข้า" ดังนี้. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ย่อมเจริญอานาปานสติ ด้วยอาการอย่างนี้แล. ดูก่อนอริฏฐะ! อานาปานสติเช่นนั้นก็มีอยู่เหมือนกัน; เรามิได้กล่าวว่า อานาปานสติเช่นนั้นไม่มี; ดูก่อนอริฏฐะ! แต่ว่าอานาปานสติที่สมบูรณ์โดยพิศดาร ย่อมมีอยู่อย่างไร เธอจงฟังซึ่งอานาปานสตินั้น เธอจงทำในใจให้ดีเราจักกล่าว บัดนี้. ดูก่อนอริฏฐะ! อานาปานสติที่สมบูรณ์ โดยพิศดารนั้น เป็นอย่างไรเล่า? ดูก่อนอริฏฐะ! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ไปแล้วสู่ป่าก็ตาม ไปแล้วสู่โคนไม้ก็ตาม

น.538 ๕๒๖ ไปแล้วสู่เรือนว่างก็ตาม นั่งคู้ขาเข้ามาโดยรอบแล้ว ตั้งกายตรงดำรงสติมั่น ; ภิกษุนั้นมีสติอยู่นั้นเทียว หายใจออก มีสติอยู่นั่นเทียว หายใจเข้า ( มีข้อความ เหมือนที่กล่าวแล้วในข้อ ก. จนกระทั่งถึงคำว่า ) เราเป็นผู้ตามเห็นซึ่งความสลัดคืนอยู่ เป็นประจำ จักหายใจเข้า ดังนี้. ดูก่อนอริฏฐะ! อานาปานสติที่สมบูรณ์โดยพิศดาร มีอยู่อย่างนี้แล. ข้อที่พึงสังเกตมีอยู่ว่า พระองค์มิได้ทรงปฏิเสธ ว่าอานาปานสติสมาธิ อย่างของอริฏฐะภิกษุนั้นใช้ไม่ได้ เป็นแต่ตรัสว่าไม่บริบูรณ์ และไม่พิศดาร. คำว่าบริบูรณ์ในที่นี้ หมายถึงสมบูรณ์หรือสิ้นเชิง คือตั้งแต่ต้นจนตลอดสาย จนถึงกับทำความสิ้นอาสวะได้. คำว่าพิศดารหมายถึงละเอียดละออ ชัดเจนแจ่มแจ้ง. แม้ว่าอานาปานสติอย่างของอริฏฐะภิกขุ จะมิใช่อานาปานสติที่สมบูรณ์ ก็ยังเป็น สิ่งที่ควรได้รับการพิจารณาดูอย่างละเอียด เพื่อเข้าใจสิ่งที่เรียกว่าอานาปานสติ โดยสมบูรณ์อีกนั่นเอง. จากข้อความที่ปรากฏอยู่นั้น ทำให้เราเห็นได้ว่า การ เจริญอานาปานสติอย่างนั้น เป็นการกำหนดความที่ตนเป็นอยู่โดยปราศจาก อกุศลวิตก มีความพอใจในการกระทำ หรือความเป็นอยู่ของตน แล้วมีสติกำหนด ความเป็นอย่างนั้น หายใจออกอยู่ หายใจเข้าอยู่. ถ้าจะเปรียบเทียบกันกับ อานาปานสติมีวัตถุ ๑๖ ก็อาจสงเคราะห์ลงได้ในอานาปานสติขั้นที่ ๕ ; แม้กระนั้น แล้วก็ยังไม่สมบูรณ์อยู่นั่นเอง เพราะปราศจากการพิจารณาปีตินั้น โดยความ เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา. ส่วนข้อที่จัดเป็นอานาปานสติได้นั้น ก็เนื่องจาก มีการกำหนดธรรมปีติ หรือธรรมนันทิอยู่อย่างระมัดระวังทุกลมหายใจออก-เข้า นั่นเอง. สรุปความว่า ถ้ามีการกำหนดอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งอยู่ ทุกครั้ง ที่หายใจออก-เข้าแล้ว ย่อมจัดเป็นอานาปานสติได้ด้วยกันทั้งนั้น ส่วนที่จะจัด เป็นธรรมหรือไม่เป็นธรรม บริบูรณ์หรือไม่บริบูรณ์ พิศดารหรือไม่พิศดารนั้น เป็นอีกเรื่องหนึ่ง.

น.539 ๕๒๗ อีกทางหนึ่ง เราอาจจะเห็นได้พร้อมกันไปในตัวว่า อานาปานสติ ที่สมบูรณ์ตามแบบของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น มีแต่อานาปานสติ ที่ประกอบด้วย วัตถุ ๑๖ อย่างเดียวเท่านั้น เพราะปรากฏว่า ไม่ว่าจะตรัสไว้ในที่ไหน เมื่อไร ก็ล้วนแต่ตรัสอย่างนี้เหมือนกันทุกตัวอักษร ; ฉะนั้นจึงยุติเป็นหลักได้ว่า อานาปานสติที่สมบูรณ์ถึงที่สุด คือทำความสิ้นอาสวะได้ ต้องหมายถึงอานาปานสติ มีวัตถุ ๑๖ นี้ ซึ่งเราอาจจะวินิจฉัยได้ว่าทำความสมบูรณ์ให้ได้อย่างไร ด้วย พระพุทธภาษิตที่ตรัสไว้ในที่อื่นสืบไป. ซ. ข้อที่อานาปานสติมีวัตถุ ๑๖ มีความสมบูรณ์ในการทำที่สุด แห่งทุกข์ นั้น โดยหลักใหญ่ย่อมหมายถึง ข้อที่อานาปานสติมีวัตถุ ๑๖ นี้ เมื่อ บุคคลเจริญเต็มที่แล้ว ย่อมเป็นการทำสติปัฏฐาน ๔ โพชฌงค์ ๗ และวิชชา และวิมุตติให้เกิดขึ้นได้ ด้วยอาการดังที่ตรัสไว้อย่างละเอียดในอานาปานสติสูตร อุปริปัณณาส มัชฌิมนิกาย (๑๔/๑๙๐/๒๘๒) ว่า : "ภิกษุ ท. ! ก็อานาปานสติ อันบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว อย่างไรเล่า จึงทำสติปัฏฐานทั้ง ๔ ให้บริบูรณ์ได้ ? ภิกษุ ท. ! สมัยใด ภิกษุ (๑) เมื่อหายใจออกยาว ก็รู้สึกตัวทั่วถึงว่าเรา หายใจออกยาว ; เมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้สึกตัวทั่วถึง ว่าเราหายใจเข้ายาว ดังนี้ก็ดี ; (๒) เมื่อหายใจออกสั้น ก็รู้สึกตัวทั่วถึง ว่าเราหายใจออกสั้น ; เมื่อหายใจเข้าสั้น ก็รู้สึกตัวทั่วถึง ว่าเราหายใจเข้าสั้น ดังนี้ก็ดี ; (๓) ย่อมทำ ในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งกายทั้งปวง จักหายใจออก จักหายใจ เข้า ดังนี้ก็ดี ; (๔) ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ทำกายสังขารให้รำงับอยู่

น.540 ๕๒๘ จักหายใจออก จักหายใจเข้า ดังนี้ก็ดี ; ภิกษุ ท. ! สมัยนั้น ภิกษุนั้น ชื่อว่า เป็นผู้ตามเห็นกาย ในกายทั้งหลายอยู่เป็นประจำ เป็นผู้มีความเพียรเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ นำอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้. ภิกษุ ท. ! เราย่อม กล่าวว่าลมหายใจออก และลมหายใจเข้า ว่าเป็นกายอย่างหนึ่ง ๆ ในบรรดากาย ทั้งหลาย. ภิกษุ ท. ! เพราะเหตุนั้นในกรณีนี้ ภิกษุนั้นย่อมชื่อว่า เป็นผู้ตาม เห็นกายในกายทั้งหลายอยู่เป็นประจำ. ( ข้อนี้อธิบายว่า การกำหนดลมหายใจทั้ง ๔ ขั้นนั้น ชื่อว่าการกำหนดภายในกาย เพราะพระองค์ทรงเรียกลมหายใจว่ากาย .... เมื่อกำหนดและพิจารณาลมหายใจอยู่ ก็ชื่อว่ากำหนด และพิจารณากายอยู่ ในบรรดากายทั้งหลาย อันนี้เรียกว่า กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน จัดเป็น สติปัฏฐานที่หนึ่ง ) ภิกษุ ท. ! สมัยใด ภิกษุ (๕) ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้รู้ พร้อมเฉพาะซึ่งปีติ จักหายใจออก จักหายใจเข้า ดังนี้ก็ดี ; (๖) ย่อมทำในบท ศึกษาว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งสุข จักหายใจออก จักหายใจเข้า ดังนี้ก็ดี ; (๗) ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งจิตตสังขาร จักหายใจออก จักหายใจเข้า ดังนี้ก็ดี ; (๘) ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ทำจิตตสังขาร ให้รำงับอยู่ จักหายใจออก จักหายใจเข้า ดังนี้ก็ดี , ภิกษุ ท. ! สมัยนั้นภิกษุนั้น ชื่อว่าเป็นผู้ตามเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลายอยู่เป็นประจำ เป็นผู้มีความเพียรเผา กิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ นำอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้. ภิกษุ ท. ! เราย่อมกล่าวว่า การทำในใจเป็นอย่างดี ถึงลมหายใจออก และลมหายใจเข้า ว่านั่นเป็นเวทนาอย่างหนึ่ง ๆ ในบรรดาเวทนาทั้งหลาย. ภิกษุ ท. ! เพราะเหตุ นั้นในกรณีนี้ ภิกษุนั้น ย่อมชื่อว่า เป็นผู้ตามเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลายอยู่เป็น ประจำ.

น.541 ความรู้สึกในใจต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นมาจากการกำหนดลมหายใจ นั้นแหละ เรียกว่าเวทนา ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ ฉะนั้นการกำหนดต่อความรู้สึกเหล่านั้น ได้ชื่อว่า เป็นการกำหนดเวทนา และเรียกโดยบาลีว่า เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน จัดเป็นสติปัฏฐานที่สอง ) ภิกษุ ท. ! สมัยใดภิกษุ (๙) ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้รู้พร้อม เฉพาะซึ่งจิต จักหายใจออก จักหายใจเข้า ดังนี้ก็ดี ; (๑๐) ย่อมทำในบทศึกษา ว่าเราเป็นผู้ทำจิตให้ปราโมทย์ยิ่งอยู่ จักหายใจออก จักหายใจเข้า ดังนี้ก็ดี ; (๑๑) ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ทำจิตให้ตั้งมั่นอยู่ จักหายใจออก จักหาย ใจเข้า ดังนี้ก็ดี ; (๑๒) ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ทำจิตให้ปล่อยอยู่ จัก หายใจออก จักหายใจเข้า ดังนี้ก็ดี ; ภิกษุ ท. ! สมัยนั้นภิกษุนั้นชื่อว่า เป็นผู้ ตามเห็นจิตในจิตอยู่เป็นประจำ เป็นผู้มีความเพียรเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ นำอภิชฌา และโทมนัสในโลกออกเสียได้ ; ภิกษุ ท. ! เราไม่กล่าวว่า อานาปานสติ เป็นสิ่งที่มีได้ แก่บุคคลผู้มีสติอันลืมหลงแล้ว ผู้ไม่มีสัมปชัญญะ. ภิกษุ ท. ! เพราะเหตุนั้นในกรณีนี้ ภิกษุนั้น ย่อมชื่อว่าเป็นผู้ตามเห็นจิตในจิตอยู่เป็นประจำ. ( ข้อนี้อธิบายว่า ผู้มีสติลืมหลงหรือไม่มีสัมปชัญญะนั้น ชื่อว่าไม่มีจิต ย่อมไม่สามารถ กำหนดอานาปานสติ ซึ่งเป็นการกำหนดด้วยสติหรือจิต ซึ่งเรียกเป็นบาลีว่า จิตตานุปัสสนา สติปัฏฐาน จัดเป็นสติปัฏฐานที่สาม ) ภิกษุ ท. ! สมัยใดภิกษุ (๑๓) ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ตามเห็น ความไม่เที่ยงอยู่เป็นประจำ จักหายใจออก จักหายใจเข้า ดังนี้ก็ดี ; (๑๔) ย่อม ทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ตามเห็นความจางคลายอยู่เป็นประจำจักหายใจออก จักหายใจเข้า ดังนี้ก็ดี ; (๑๕) ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ตามเห็นซึ่งความ

น.542 ๕๓๐ ดับไม่เหลืออยู่เป็นประจำ จักหายใจออก จักหายใจเข้า ดังนี้ก็ดี ; (๑๖) ย่อมทำ ในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ตามเห็นซึ่งความสลัดคืนอยู่เป็นประจำ จักหายใจออก จักหายใจเข้า ดังนี้ก็ดี ; ภิกษุ ท. ! สมัยนั้นภิกษุนั้น ชื่อว่าเป็นผู้ตามเห็นธรรม ในธรรมทั้งหลายอยู่เป็นประจำ เป็นผู้มีความเพียรเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ นำอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้. ภิกษุ ท. ! ภิกษุนั้นเป็นผู้เข้าไปเพ่งเฉพาะ เป็นอย่างดีแล้ว เพราะเธอเห็นการละอภิชฌาและโทมนัสทั้งหลายของเธอนั้น ด้วยปัญญา ; ภิกษุ ท. ! เพราะเหตุนั้นในกรณีนี้ ภิกษุนั้น ย่อมชื่อว่าเป็น ผู้ตามเห็นธรรมในธรรมทั้งหลายอยู่เป็นประจำ. (ข้อนี้อธิบายว่า ลักษณะแห่งความไม่เที่ยง ความจางคลาย ความดับไม่เหลือและความ สลัดคืนก็ดี ลักษณะแห่งอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา หรือสุญญตาก็ดี ตลอดถึงลักษณะแห่งความหลุดพ้น จากกิเลส อันเป็นผลสุดท้ายที่เนื่องมาจากการเห็นลักษณะทั้งหลายข้างต้นก็ดี ล้วนแต่เรียกว่าธรรม ในกรณีนี้ด้วยกันทั้งนั้น. พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงเล็งถึงผลแห่งการปฏิบัติหมวดนี้ว่าเป็นธรรม จึงได้ตรัสเอาการละอภิชฌาและโทมนัสเสียได้ ว่าเป็นสิ่งที่ภิกษุนั้น ตามเห็นอยู่ในกรณีนี้ และทรง บัญญัติว่านั่นเป็นการเห็นธรรมในบรรดาธรรมทั้งหลาย ซึ่งเรียกโดยบาลีว่า ธรรมานุปัสสนาสติ ปัฏฐาน จัดเป็นสติปัฏฐานที่สี่ ) ภิกษุ ท. ! อานาปานสติ อันบุคคลเจริญแล้วทำให้มากแล้ว อย่างนี้แล ย่อมทำสติปัฏฐานทั้ง ๔ ให้บริบูรณ์." ทั้งหมดนี้ เป็นการแสดงให้เห็นว่า ในอานาปานสติทั้ง ๑๖ วัตถุนั้น มีสติปัฏฐาน ๔ รวมอยู่ด้วยในตัว หรือว่าเป็นสติปัฏฐาน ๔ อยู่ในตัว พร้อมกันไป ในคราวเดียวกันโดยลักษณะอย่างไร. ต่อนี้ไป เป็นพระพุทธภาษิตที่แสดงว่า สติปัฏฐานทั้ง ๔ นั้น จะกระทำโพชฌงค์ทั้ง ๗ ให้บริบูรณ์ได้อย่างไรสืบไป :- "ภิกษุ ท. ! ก็สติปัฏฐานทั้ง ๔ อันบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว อย่างไรเล่า จึงทำโพชฌงค์ทั้ง ๗ ให้บริบูรณ์ได้ ?

น.543 ๕๓๑ -๖๗- ๑๒ มกราคม ๒๕๐๓ ภิกษุ ท. ! สมัยใด ภิกษุเป็นผู้ตามเห็นกายในกายทั้งหลายอยู่เป็น ประจำก็ดี ; เป็นผู้ตามเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลายอยู่เป็นประจำก็ดี ; เป็นผู้ตาม เห็นจิตในจิตอยู่เป็นประจำก็ดี ; เป็นผู้ตามเห็นธรรมในธรรมทั้งหลายอยู่เป็นประจำ ก็ดี ; มีความเพียรเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ นำอภิชฌาและโทมนัสในโลก ออกเสียได้ ; สมัยนั้น สติที่ภิกษุเข้าไปตั้งไว้แล้ว ก็เป็นธรรมชาติไม่ลืมหลง. ภิกษุ ท. ! สมัยใด สติที่ภิกษุเข้าไปตั้งไว้แล้ว เป็นธรรมชาติไม่ลืมหลง สมัยนั้น สติสัมโพชฌงค์; ก็เป็นอันว่าภิกษุนั้นปรารภแล้ว ; สมัยนั้นภิกษุชื่อว่า ย่อมเจริญ สติสัมโพชฌงค์ ; สมัยนั้น สติสัมโพชฌงค์ของภิกษุนั้น ชื่อว่าถึงความเต็มรอบ แห่งการเจริญ ; ภิกษุนั้น เมื่อเป็นผู้มีสติเช่นนั้นอยู่ ชื่อว่าย่อมทำการเลือก ย่อมทำการเพ้น ย่อมทำการใคร่ครวญ ซึ่งธรรมนั้นด้วยปัญญา ( ข้อนี้อธิบายว่า เมื่อมีการตามเห็นกาย ตามเห็นเวทนา ตามเห็นจิต ตามเห็นธรรม อยู่โดยนัยแห่งจตุกกะทั้ง ๔ แล้ว ก็ย่อมมีการ กำหนดสติในสิ่งเหล่านั้นอยู่ สติที่เป็นการกำหนด นั้นเอง ชื่อว่าสติสัมโพชฌงค์ในที่นี้. สรุปความสั้น ๆ ว่า เมื่อมีการเจริญอานาปานสติมีวัตถุ ๑๖ อยู่ ก็ย่อมมีสติสัมโพชฌงค์หรือเป็นสติสัมโพชฌงค์อยู่ในตัว. ถ้าการเจริญอานาปานสติถึงที่สุด การเจริญสัมโพชฌงค์ ก็เป็นอันว่าถึงที่สุดด้วย นี่อย่างหนึ่ง ; อีกอย่างหนึ่ง เมื่อมีสติสัมโพชฌงค์ อยู่ด้วยอาการเช่นนั้น ย่อมชื่อว่า มีการเลือกเฟ้นใคร่ครวญซึ่งธรรมนั้นด้วยปัญญา ดังจะเห็นได้ชัด ในการพิจารณาองค์ฌานขั้นปีติและสุขเป็นต้น หรือพิจารณาในฐานะที่เป็นเวทนาก็ตาม โดยความ เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาก็ดี โดยที่เวทนานั้น มีเหตุปัจจัยอะไรปรุงแต่งก็ดี หรือโดยที่เวทนานั้น ปรุงแต่งสิ่งอื่นสืบไปก็ดี หรือแม้ที่สุดแต่การสโมธานมาซึ่งธรรม การรู้โคจรแห่งธรรมนั้น ๆ และ

น.544 ๕๓๒ การแทงตลอดสมัตถะแห่งธรรมนั้น ๆ ก็ดี มีรายละเอียดดังที่กล่าวแล้วในอานาปานสติขั้นที่ ๕ ; นั่นแหละ คือการเลือกเฟ้น ใคร่ครวญธรรม ซึ่งเป็นสิ่งที่มีอยู่โดยสมบูรณ์แล้ว ในการเจริญ อานาปานสติ หรือในขณะที่เรียกว่ามีสติสัมโพชฌงค์ ดังที่กล่าวแล้ว สรุปความว่า เมื่อมีสติ สัมโพชฌงค์โดยอาการของอานาปานสติ ก็ย่อมมีการใคร่ครวญธรรม เพราะสติที่สมบูรณ์ย่อมทำการ กำหนดในเบื้องต้น แล้วทำการพิจารณาในฐานะเป็นอนุปัสสนาญาณในลำดับถัดมา อย่างที่เรียกว่า เนื่องกันไปในตัว. การกำหนดชื่อว่าสติ การพิจารณาชื่อว่าการเลือกเฟ้นใคร่ครวญในที่นี้. เพราะฉะนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า "ภิกษุนั้น เมื่อเป็นผู้มีสติ เช่นนั้นอยู่ ย่อมทำการเลือก ย่อมทำการเพ็น ย่อมทำการใคร่ครวญอยู่ ซึ่งธรรมนั้นด้วยปัญญา" ดังที่กล่าวแล้ว) ภิกษุ ท. ! สมัยใด ภิกษุเป็นผู้มีสติเช่นนั้นอยู่ ทำการเลือกเฟ้น ทำการใคร่ครวญ ธรรมนั้นอยู่ด้วยปัญญา สมัยนั้น ธรรมวิจยะสัมโพชฌงค์ ก็เป็นอันว่าภิกษุนั้นปรารภแล้ว ; สมัยนั้น ภิกษุนั้นชื่อว่าย่อมเจริญธรรมวิจยะ สัมโพชฌงค์ ; สมัยนั้น ธรรมวิจยะสัมโพชฌงค์ของภิกษุนั้นชื่อว่าถึงความเต็มรอบ แห่งการเจริญ. ภิกษุนั้น เมื่อเลือกเฟ้น ใคร่ครวญ ซึ่งธรรมนั้นด้วยปัญญาอยู่ ความเพียรอันไม่ย่อหย่อน ก็ชื่อว่าเป็นธรรมอันภิกษุนั้นปรารภแล้ว. (ข้อนี้อธิบายว่า เมื่อมีการเจริญอานาปานสติวัตถุ ๑๖ อยู่ โดยลักษณะที่เป็นสติ สัมโพชฌงค์ และธรรมวิจยะสัมโพชฌงค์ ดังที่กล่าวแล้วข้างต้น ก็ย่อมเห็นได้ว่า เป็นสิ่งที่ต้อง กระทำอย่างขยันขันแข็ง ด้วยความบากบั่นเต็มที่เพียงไร. ข้อนี้ย่อมคำนวณดูได้จากความเพียรที่ ใช้ไป ในการเจริญอานาปานสติทั้ง ๑๖ วัตถุ ดังที่วินิจฉัยกันมาแล้วข้างต้น. เพราะฉะนั้นพระผู้มี พระภาคเจ้าจึงตรัสว่า "ภิกษุนั้น เมื่อเลือกเฟ้นใคร่ครวญซึ่งธรรมนั้นด้วยปัญญาอยู่ ความเพียรอัน ไม่ย่อหย่อน ชื่อว่าเป็นธรรมอันภิกษุนั้นปรารภแล้ว" ดังนี้) ภิกษุ ท. ! สมัยใด ความเพียรอันไม่ย่อหย่อน อันภิกษุผู้เลือกเฟ้น ใคร่ครวญธรรมด้วยปัญญา ได้ปรารภแล้ว ; สมัยนั้น วิริยะสัมโพชฌงค์ ก็เป็นอันว่าภิกษุนั้นปรารภแล้ว ; สมัยนั้น ภิกษุนั้น ย่อมชื่อว่าเจริญวิริยะ สัมโพชฌงค์ ; สมัยนั้น วิริยะสัมโพชฌงค์ของภิกษุนั้นก็เต็มรอบแห่งการเจริญ ภิกษุนั้น เมื่อมีความเพียรอันปรารภแล้วเช่นนั้น ปีติอันเป็นนิรามิสก็เกิดขึ้น.

น.545 ที่เป็นไปด้วยดีนั้น ย่อมมีสติ สัมโพชฌงค์อยู่ในตัว โดยนัยดังที่กล่าวแล้ว จากวิริยะสัมโพชฌงค์นั่นเอง ปีติย่อมเกิดขึ้น ด้วย อำนาจธรรมฉันทะ ธรรมนันทิ กล่าวคือความพอใจในการกระทำของตน หรือในการประสบความ สำเร็จแห่งการปฏิบัติธรรมขั้นหนึ่ง ๆ โดยอาการดังที่กล่าว ในตอนที่ว่าด้วยการเกิดของปีติ ใน อานาปานสติ ขั้นที่ ๕ เป็นต้น . ปีติในที่นี้ชื่อว่าเป็นนิรามิส หมายความว่าไม่เจือด้วยอามิส กล่าว คือรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส แต่เป็นปีติที่ประกอบด้วยเนกขัมมะ คือการเว้นจากกามโดยสิ้นเชิง และเป็นปีติอาศัยธรรม หรือความเป็นธรรมเกิดขึ้น เพราะเหตุฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า "ภิกษุนั้น เมื่อมีความเพียรอันปรารภแล้ว บีติอันเป็นนิรามิสก็เกิดขึ้น" ดังนี้.) ภิกษุ ท. ! สมัยใด ปีติอันเป็นนิรามิส เกิดขึ้นแก่ภิกษุผู้มีความเพียร อันปรารภแล้ว ; สมัยนั้น ปีติสัมโพชฌงค์ก็เป็นอันว่าภิกษุนั้นปรารภแล้ว ; สมัยนั้น ภิกษุนั้นชื่อว่าย่อมเจริญปีติสัมโพชฌงค์; สมัยนั้นปีติสัมโพชฌงค์ของ ภิกษุนั้น ชื่อว่าถึงความเต็มรอบแห่งการเจริญ. ภิกษุนั้นเมื่อมีใจประกอบด้วยปีติ แม้กายก็รำงับ แม้จิตก็รำงับ. (ข้อนี้อธิบายว่า การเจริญอานาปานสติมีวัตถุ ๑๖ เป็นโพชฌงค์อยู่ในตัว เป็นลำดับมา ตั้งแต่สติสัมโพชฌงค์ ธรรมวิจยะสัมโพชฌงค์ วิริยะสัมโพชฌงค์ และปีติสัมโพชฌงค์. โดยนัย ดังที่กล่าวแล้ว ด้วยอำนาจของบีตินั่นเอง ย่อมเกิดความสงบรำงับ ดังที่กล่าวแล้วในอานาปานสติ ขั้นที่ ๔ โดยนัยว่าปีติเกิดขึ้น ลมหายใจยิ่งละเอียดลง ซึ่งหมายถึงอาการแห่งการรำงับโดยลักษณะ แห่งสมถะนี้อย่างหนึ่ง และเมื่อมีการพิจารณาธรรม จนความเห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตาปรากฏ ขึ้นแล้วปีติเกิดขึ้นเพราะเหตุนั้น ทำลมหายใจให้ละ เอียดยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นอาการแห่งความรำงับ นั่นเอง แต่เป็นความรำงับตามนัยแห่งวิปัสสนา เมื่อรวมเข้าด้วยกัน ทั้งความรำงับโดยนัยแห่ง สมถะและความรำงับโดยนัยแห่งวิปัสสนา ย่อมชื่อว่าความรำงับถึงที่สุด และเป็นความรำงับ ที่เกิด มาจากปีติโดยตรง เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า "ภิกษุนั้น เมื่อมีใจประกอบด้วย ปีติ แม้กายก็รำงับ แม้จิตก็รำงับ" ดังนี้.) ภิกษุ ท. 1 สมัยใด ทั้งกายและทั้งจิตของภิกษุ ผู้มีใจประกอบด้วยปีติ ย่อมรำงับ ; สมัยนั้นปัสสิทธิสัมโพชฌงค์ ก็เป็นอันว่าภิกษุนั้นปรารภแล้ว ; สมัยนั้นภิกษุนั้น ย่อมชื่อว่าเจริญบัสสัทธิสัมโพชฌงค์ สมัยนั้นบัสสิทธิสัมโพชฌงค์ ของภิกษุนั้น ชื่อว่าถึงความเต็มรอบแห่งการเจริญ ; ภิกษุนั้น เมื่อมีกายอัน รำงับแล้ว มีความสุขอยู่ จิตย่อมตั้งมันเป็นสมาธิ

น.546 ย่อมประกอบอยู่ด้วยความเป็นสัมโพชฌงค์ต่าง ๆ โดยนัยดังที่กล่าวแล้วข้างต้น จนกระทั่งถึงปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ กล่าวคือความรำงับทั้งกายและจิต สิ่งที่เรียกว่าความสุขมีรวมอยู่ด้วย ในความรำงับนั้น ไม่จำเป็นจะต้องแยกออกมาเป็นโพชฌงค์อีกต่างหาก. เมื่อกายรำงับ ก็สุขกาย เมื่อใจรำงับ ก็สุขใจ ฉะนั้นความสุขจึงถูกนับรวมอยู่ด้วย ในความรำงับ ; ครั้นมีความรำงับแล้ว จิตย่อมมีความตั้งมั่น ซึ่งเรียกว่าสมาธิ.ความรำงับที่เป็นองค์ฌาน หมายถึงปีติและสุข ทำให้จิตตั้งมั่นอย่างสมถะ ความรำงับที่เกิดมาจากความเห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ย่อมทำให้จิตตั้งมั่น โดยนัยแห่งวิปัสสนา เมื่อรวมกันทั้งความตั้งมั่น โดยนัยแห่งสมถะ และโดยนัยแห่งวิปัสสนา ย่อมเป็นความตั้งมั่นที่สมบูรณ์ ซึ่งเรียกว่าความตั้งมั่นในที่นี้. อานาปานสติขั้นที่หนึ่งถึงที่สี่ มีความตั้งมั่นโดยนัยแห่งสมถะ อานาปานสติขั้นที่ ๕ขึ้นไป มีความตั้งมั่นโดยนัยแห่งวิปัสสนา เพราะทุกขั้นทำให้เกิดความรำงับ เพราะเหตุนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสว่า "ภิกษุนั้น เมื่อมีกายอันรำงับแล้ว มีความสุขอยู่ จิตย่อมตั้งมั่น" ดังนี้) ภิกษุ ท. ! สมัยใด จิตของภิกษุผู้มีกายอันรำงับแล้ว มีความสุขอยู่ย่อมเป็นจิตตั้งมั่น ; สมัยนั้น สมาธิสัมโพชฌงค์ ก็เป็นอันว่าภิกษุนั้นปรารภแล้ว ;สมัยนั้นภิกษุนั้น ชื่อว่าย่อมเจริญ สมาธิสัมโพชฌงค์ ; สมัยนั้นสมาธิสัมโพชฌงค์ของภิกษุนั้น ชื่อว่าถึงความเต็มรอบแห่งการเจริญ : ภิกษุนั้นย่อมเป็นผู้เข้าไปเพ่งเฉพาะ ซึ่งจิตอันตั้งมั่นแล้วอย่างนั้น เป็นอย่างดี. (ข้อนี้อธิบายว่า อานาปานสติมีวัตถุ ๑๖ ย่อมทำให้เกิดสัมโพชฌงค์ต่าง ๆ กระทั่งสมาธิสัมโพชฌงค์ คือความที่จิตตั้งมั่นทั้งโดยนัยแห่งสมถะและวิปัสสนา. ความตั้งมั่นโดยนัยแห่งสมถะเป็นความสงบรำงับ ทำให้มีกำลังหนุนเนื่องอยู่ตลอดไป ส่วนความตั้งมั่นโดยนัยแห่งวิปัสสนานั้นเป็นความตั้งมั่นในการเห็นธรรม ทำให้กิเลสรำงับลง ด้วยอำนาจความรู้แจ้งเห็นแจ้ง ซึ่งมีความตั้งมั่นด้วยดีเหมือนกัน. การเพ่งต่อความตั้งมั่นทั้ง ๒ อย่างนี้ มีขึ้นต่อเมื่อมีความตั้งมั่นแล้วจริง ๆแล้วคุมความตั้งมั่นให้แน่วแน่อยู่ตลอดเวลา จนกว่าจะมีการบรรลุธรรมในเบื้องสูง. การคุมความตั้งมั่นไว้นั่นเอง เรียกว่า การเข้าไปเพ่งเฉพาะซึ่งจิตอันตั้งมั่นแล้ว โดยอุปมัยที่ได้กล่าวแล้วหลายครั้งหลายหนว่าเหมือนนายสารถีที่เพียงแต่คุมบังเหียนเฉยอยู่ ในเมื่อม้าและรถ และสิ่งต่าง ๆได้เป็นไปอย่างเรียบร้อยแล้ว ในอานาปานสติขั้นที่ ๕ และอานาปานสติขั้นที่ ๑๑ และขั้นอื่น ๆอีกโดยปริยาย. เมื่อจิตตั้งมั่นแล้วโดยนัยทั้ง ๒ คือทั้งโดยนัยแห่งสมถะและวิปัสสนา ผู้ปฏิบัติมีหน้าที่แต่เพียงคุมความตั้งมั่นนั้น ให้เป็นไปอย่างนั้นอยู่ตลอดเวลา เป็นการเผาลนกิเลสอยู่ในตัวเรื่อยไปจนกว่าจะสิ้นสุด เพราะฉะนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า "ภิกษุนั้น ย่อมเป็นผู้ข้าไปเพ่งเฉพาะซึ่งจิตอันตั้งมั่นแล้วอย่างนั้นเป็นอย่างดี" ดังนี้)

น.547 ๕๓๕ ภิกษุ ท. ! สมัยใด ภิกษุเป็นผู้เข้าไปเพ่งเฉพาะ ซึ่งจิตอันตั้งมั่นแล้วอย่างนั้น เป็นอย่างดี ; สมัยนั้น อุเบกขาสัมโพชฌงค์ เป็นอันว่า ภิกษุนั้นปรารภแล้ว ; สมัยนั้นภิกษุนั้นชื่อว่า ย่อมเจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์ ; สมัยนั้นอุเบกขาสัมโพชฌงค์ของภิกษุนั้น ชื่อว่าถึงความเต็มรอบแห่งความเจริญ. (ข้อนี้อธิบายว่า อานาปานสติมีวัตถุ ๑๖ สมบูรณ์แล้ว เมื่อมีการเข้าไปเพ่งซึ่งจิตอันเป็นขึ้นแล้ว ในร่องรอยแห่งสมถะและวิปัสสนา แล้วควบคุมความเป็นอย่างนั้นอยู่ตลอดเวลาเรียกว่าความเพ่งในที่นี้ หรือเรียกโดยบาลีว่า อุเบกขา ซึ่งแปลว่า เข้าไปเพ่ง หรือเข้าไปดูอยู่ตลอดเวลา ที่ความตั้งมั่นนั้นเผาลนกิเลส และขณะที่กิเลสสูญสิ้นไปแล้ว ในที่สุดก็เพ่งความที่กิเลสสิ้นไปนั่นเอง เป็นอารมณ์ของสติ ซึ่งมีในอานาปานสติจตุกกะที่ ๔ ขั้นท้าย ๆ คือขั้นที่ ๑๔-๑๕-๑๖อันเป็นขั้นที่สัมโพชฌงค์ทั้งหลาย ได้เป็นไปสมบูรณ์ถึงที่สุดจริงๆ. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสเพียงการเต็มรอบ ของอุเบกขาสัมโพชฌงค์ ในฐานะที่เป็นการปฏิบัติขั้นสุดท้าย) ภิกษุ ท. ! สติปัฏฐานทั้ง ๔ อันบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้วอย่างนี้แล ย่อมทำโพชฌงค์ทั้ง ๗ ให้บริบูรณ์ได้. (ข้อนี้อธิบายว่า เมื่อมีการเจริญอานาปานสติมีวัตถุ ๑๖ อย่างเต็มที่ ก็ชื่อว่ามีการเจริญสติปัฏฐานทั้ง ๔ อย่างเต็มที่ เมื่อมีการเจริญสติปัฏฐานทั้ง๔ อย่างเต็มที่ ก็เป็นการเจริญโพชฌงค์ทั้ง ๗ อย่างเต็มที่ เป็นอันว่าในสิ่งทั้ง ๓ นี้ โดยพฤตินัย เมื่อกล่าวถึงสิ่งใด ก็เป็นอันกล่าวถึงสิ่งที่กล่าวแล้วทั้ง ๒ ที่เหลือด้วย โดยไม่มีทางที่จะหลีกเลี่ยงได้) เมื่อโพชฌงค์ทั้ง ๗ บริบูรณ์แล้ว ย่อมเป็นการง่าย ที่จะทำวิชชาและวิมุตติให้บริบูรณ์ ; หากแต่ว่า การเจริญโพชฌงค์นั้น จักต้องเป็นไปโดยถูกวิธีอย่างยิ่ง ซึ่งท่านจำกัดความไว้ว่า โพชฌงค์ที่เจริญนั้น ต้องอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ ซึ่งทั้ง ๓ อย่างนั้น น้อมไปเพื่อโวสสัคคะ กล่าวคือ การสละหรือการสลัด สิ่งซึ่งเคยยึดถือไว้ด้วยอุปาทานโดยประการทั้งปวงเท่านั้น.

น.548 ๕๓๖ อานาปานสติขั้นที่ ๑๖ เป็นไปเพื่อสิ่งเหล่านี้โดยตรง เพราะฉะนั้นโพชฌงค์ต่าง ๆที่เกิดขึ้นด้วยการเจริญอานาปานสติ จึงเป็นโพชฌงค์ที่ตรงตามวัตถุประสงค์ ในการที่จะทำวิชชาและวิมุตติให้บริบูรณ์ดังที่พระพุทธภาษิตตรัสไว้สืบไปว่า ... "ภิกษุ ท. ! โพชฌงค์ทั้ง ๗ อันบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้วอย่างไรเล่าจึงจะทำวิชชาและวิมุตติให้บริบูรณ์ ?" - ๖๘ - ๑๕ มกราคม ๒๕๐๓ " ภิกษุ ท. ! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสติสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก. อันอาศัยวิราคะ. อันอาศัยนิโรธ อันน้อมไปเพื่อโวสสัคคะ ; ย่อมเจริญธรรมวิจยะสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก อันอาศัยวิราคะ อันอาศัยนิโรธ อันน้อมไปเพื่อโวสสัคคะ ย่อมเจริญวิริยะสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก อันอาศัยวิราคะ อันอาศัยนิโรธ อันน้อมไปเพื่อโวสสัคคะ ย่อมเจริญปีติสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก อันอาศัยวิราคะ อันอาศัยนิโรธ อันน้อมไปเพื่อโวสสัคคะ ย่อมเจริญปัสสิทธิสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก อันอาศัยวิราคะ อันอาศัยนิโรธ อันน้อมไปเพื่อโวสสัคคะ

น.549 ย่อมเจริญสมาธิสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก อันอาศัยวิราคะ อันอาศัยนิโรธ อันน้อมไปเพื่อโวสสัคคะ ย่อมเจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก อันอาศัยวิราคะ อันอาศัยนิโรธ อันน้อมไปเพื่อโวสสัคคะ ภิกษุ ท. ! โพชฌงค์ทั้ง ๗ อันบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้วอย่างนี้แล ย่อมทำวิชชาและวิมุตติให้บริบูรณ์ได้ ดังนี้". ข้อนี้อธิบายว่า การเจริญโพชฌงค์ ก็เป็นเช่นเดียวกับการเจริญอานาปานสติ กล่าวคือมีหลักเกณฑ์หลายอย่างหลายวิธี ต่อเมื่อเป็นไปอย่างถูกต้องตามหลักเกณฑ์เท่านั้น จึงจะสำเร็จประโยชน์ หรือตรงตามที่พระพุทธองค์ทรงประสงค์. อานาปานสติ อย่างของอริฏฐภิกขุ ย่อมไม่สำเร็จประโยชน์ ต้องเป็นอานาปานสติที่มีวัตถุ ๑๖ จึงจะสำเร็จประโยชน์. ข้อนี้ฉันใด กรณีของการเจริญโพชฌงค์ ก็ฉันนั้น กล่าวคือการเจริญโพชฌงค์ในลักษณะอย่างอื่น ย่อมไม่สำเร็จประโยชน์ แต่ต้องเป็นโพชฌงค์ ที่อาศัยวิเวก ที่อาศัยวิราคะ ที่อาศัยนิโรธ และที่น้อมไปเพื่อโวสสัดคะเท่านั้น จึงจะสำเร็จประโยชน์ คำว่าอาศัยวิเวก หมายความว่าการปฏิบัติของบุคคลนั้นปรารภวิเวก มีวิเวกเป็นที่มุ่งหมาย. คำว่าวิเวก โดยเฉพาะหมายถึงทั้งกายวิเวก จิตวิเวกและอุปธิวิเวก. การเจริญอานาปานสติในที่สงัด ชื่อว่าปรารภหรืออาศัยกายวิเวกอยู่แล้ว ; การทำจิตให้สงบในอานาปานสติขั้นที่หนึ่งถึงขั้นที่สี่ เป็นการปรารภหรืออาศัยจิตวิเวก ; อานาปานสติขั้นที่ห้าขึ้นไป จนถึงขั้นสุดท้าย ย่อมปรารภหรืออาศัยอุปธิวิเวกโดยตรง และจัดเป็นวิเวกอื่นโดยอ้อม. เพราะฉะนั้นการเจริญสัมโพชฌงค์ โดยอาศัยอานาปานสติเป็นบาทฐาน จึงเป็นการกระทำที่กล่าวได้ว่า อาศัยวิเวกโดยสมบูรณ์. กายวิเวกแปลว่าสงัดทางกาย คือกายไม่ถูกรบกวนด้วยสิ่งแวดล้อม. จิตวิเวกแปลว่าความสงัดทางจิต หมายถึงจิตที่ไม่ถูก

น.550 ๕๓๘ นิวรณ์รบกวน. อุปธิวิเวก แปลว่า ความสงัดจากอุปธิ หมายถึงสันดาน ไม่มีกิเลสอันละเอียดประเภทสัญโญชน์ อนุสัยรบกวน ข้อนี้ทำให้เห็นได้ว่า ข้อปฏิบัติที่อาศัยวิเวก ย่อมเป็นข้อปฏิบัติที่ถูกตรงถึงที่สุด. คำว่าอาศัยวิราคะ หมายความว่า ปรารภหรืออาศัยความจางคลายกล่าวคือ ความคลายออกของความกำหนัด ซึ่งมีอาการเหมือนกับการย้อมติดของสิ่งที่ย้อมผ้าเป็นต้น ข้อปฏิบัติที่ทำให้ราคะหน่ายออก เรียกข้อปฏิบัติอาศัยวิราคะทั้งนั้น. การเจริญอานาปานสติ ทำให้มีการคลายออกจากอารมณ์ทางกามไปตั้งแต่ต้นจนปลาย แต่ในขั้นต้น ๆ ยังเป็นไปโดยอ้อมมากเกินไป จึงสังเกตได้ยาก นับตั้งแต่อานาปานสติขั้นที่ห้าเป็นต้นไป ย่อมเห็นอาการที่เป็นไปเพื่อวิราคะโดยชัดแจ้ง และชัดแจ้งเป็นพิเศษในอานาปานสติขั้นที่ ๑๔. เพราะฉะนั้นการเจริโพชฌงค์ ที่ตั้งรากฐานอยู่บนอานาปานสติ จึงเป็นโพชฌงค์ที่อาศัยวิราคะ. คำว่าอาศัยนิโรธ หมายถึงปรารภหรืออาศัยความดับ หรือธรรมเป็นที่ดับ ด้วยความมุ่งหมายจะไม่ให้มีการเกิดขึ้น โดยนัยแห่งปฏิจจสมุปบาทฝ่ายสมุทยวาร ; แต่ประสงค์จะให้มีการดับลง โดยอาการแห่งปฏิจจนิโรธ ซึ่งมักชอบเรียกกันว่าปฏิจจสมุปบาทฝ่ายนิโรธวาร. การเจริญอานาปานสติไม่เปิดโอกาสให้แก่การเกิดขึ้นของปฏิจจสมุปบาทฝ่ายสมุทยวาร โดยประการทั้งปวง กล่าวคือไม่มีการปรุงแต่งของสังขารธรรม จนกระทั่งความทุกข์เกิดขึ้น โดยเฉพาะเช่นเวทนา จะถูกทำให้ดับไป ไม่ปรุงแต่งสัญญาและวิตก ดังที่กล่าวแล้วในอานาปานสติขั้นที่แปดโดยละเอียด และในขั้นที่ ๑๕ อีกครั้งหนึ่งโดยสรุป. การปฏิบัติโดยทำนองนั้น มีแต่จะทำให้เกิดความดับ มาเสียตั้งแต่ขั้นที่ยังเป็นเพียงผัสสะด้วยซ้ำไป กล่าวคือพอสักว่ากระทบผัสสะ ก็มีสติควบคุมไม่ให้เกิดเป็น

น.551 ๕๓๙ เวทนาขึ้นมาได้ เรียกว่าดับไปเสียตั้งแต่ในขั้นที่เป็นผัสสะ. ถ้าดับไม่ได้ในขั้นผัสสะ คือเกิดเป็นเวทนาขึ้นเสียแล้ว ก็ให้ดับเสียเพียงขั้นที่เป็นเวทนา ไม่ปล่อยให้ปรุงเป็นสัญญา คือความสำคัญว่าเวทนาเป็นของเราเป็นต้น และไม่ปล่อยให้สัญญาปรุงจนเกิดวิตก หรือตัณหา อันได้แก่ความคิดอยากอย่างนั้นอย่างนี้ จนกระทั่งเกิดทุกข์ตามควรแก่ตัณหานั้น. อานาปานสติ ย่อมเป็นไปเพื่อความรำงับ ความดับแห่งปฏิจจสมุปบาทธรรมโดยอาการอย่างนี้เสมอไป เพราะฉะนั้นการเจริญโพชฌงค์ ที่ตั้งรากฐานอยู่บนอานาปานสติ จึงเป็นการปฏิบัติที่อาศัยนิโรธโดยสมบูรณ์อีกอย่างเดียวกัน. คำว่า "น้อมไปเพื่อโวสสัคคะ" หมายความว่าเป็นไปเพื่อความสลัดหรือการปล่อย การวาง ซึ่งสิ่งที่เคยยึดถือไว้ โดยความเป็นตัวตน หรือโดยความเป็นของของตน. ตามปกติเบญจขันธ์ที่เป็นภายในทั้งหมด หรือส่วนใดส่วนหนึ่ง ถูกยึดถือไว้โดยความเป็นตัวตน เบญจขันธ์ภายนอก หรือเบญจขันธ์ที่เหลือจากนั้น ถูกยึดถือไว้โดยความเป็นของของตน เพราะฉะนั้นสิ่งที่ถูกสละ จึงได้แก่เบญจขันธ์ทั้งปวง ที่กำลังถูกยึดถืออยู่ด้วยอุปาทานนั่นเอง การเจริญอานาปานสติ ที่เป็นไปอย่างถูกต้อง กล่าวคือที่เป็นสติปัฏฐานทั้งสี่อยู่ในตัว ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นนั้น ย่อมสลัดความยึดถือว่าตน หรือของของตนมาแล้วตั้งแต่ต้นทีเดียว กล่าวคือ เมื่อมีการพิจารณาลมหายใจ โดยประการใดก็ตาม ย่อมกำหนดลมหายใจ หรือกายนั้น โดยความเป็นของไม่ใช่ตน หรือไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล มาแล้วโดยปริยาย ; ในการกำหนดเวทนาและจิต ก็มีการพิจารณาโดยทำนองนั้นเป็นลำดับมาและสูงยิ่งขึ้น. ครั้นมาถึงอานาปานสติขั้นที่ ๑๖ มีการย้อนกลับไปพิจารณาโดยความไม่ใช่ตนนี้ ตั้งต้นมาใหม่ตั้งแต่ขั้นที่หนึ่งเป็นลำดับมาอีกครั้งหนึ่ง ฉะนั้น ในการเจริญอานาปานสติ ที่สมบูรณ์ด้วยวัตถุ ๑๖ จึงมีการพิจารณา ที่เป็นการ

น.552 ๕๔๐ สลัดคืนสิ่งทั้งปวง โดยประการทั้งปวง จากความเป็นตัวตนและเป็นของของตนอย่างสิ้นเชิง. โดยเหตุดังกล่าวมานี้การเจริญโพชฌงค์ ที่ตั้งรากฐานอยู่บนอานาปานสติ มีวัตถุ ๑๖ จึงได้ชื่อว่า "โวสสัคคะปริณามี" คือน้อมไปรอบเพื่อการปล่อยลง หรือสลัดลงโดยสมบูรณ์ ดังนี้. เมื่อพิจารณาดูอีกทางหนึ่ง ย่อมพบว่าชื่อทั้ง ๔ นี้ คือวิเวกก็ดี วิราคะก็ดี นิโรธก็ดี และโวสสัคคะก็ดี เป็นคำแทนชื่อของคำว่า นิพพาน เพราะว่าอาการทั้ง ๔ นั้นเมื่อเป็นไปถึงที่สุดแล้ว ย่อมหมายถึงการลุถึงนิพพาน. วิเวกเป็นชื่อของนิพพาน เพราะสลัดจากกิเลสและความทุกข์. วิราคะเป็นชื่อของนิพพานเพราะความจางออกของกิเลส โดยไม่มีส่วนเหลือ. นิโรธเป็นชื่อของนิพพาน เพราะการดับความปรุงแต่งโดยสิ้นเชิง. โวสสัคคะ เป็นชื่อของนิพพาน เพราะความไม่มีอะไรเกี่ยวเกาะโดยประการทั้งปวง. ฉะนั้นเมื่อถือเอาโดยนัยนี้ เป็นอันกล่าวได้ว่า การเจริญโพชฌงค์ ที่ตั้งรากฐานอยู่บนอานาปานสติวัตถุ ๑๖ นั้นย่อมเป็นการปฏิบัติ ที่เป็นไปเพื่อนิพพานโดยตรง แล้วทำไมจะไม่ทำให้วิชชา และวิมุตติสมบูรณ์ได้เล่า. เมื่อมีการแยกกล่าวเป็นวิชชาและวิมุตติ ก็หมายความว่า กล่าวถึงความรู้กับความหลุดพ้น. ญาณต่าง ๆ ในอานาปานสติทั้งหมด เรียกว่าวิชชาในที่นี้ ผลของอานาปานสติ คือความหลุดพ้นจากกิเลสและความทุกข์เรียกว่าวิมุตติในที่นี้. เพราะฉะนั้น การเจริญโพชฌงค์ ที่ตั้งรากฐานอยู่บนอานาปานสติมีวัตถุ ๑๖ ย่อมทำวิชชาและวิมุตติให้บริบูรณ์ได้.

น.553 ๕๔๑ จากข้อความทั้งหมดนี้ ทำให้สรุปความได้ว่า การเจริญอานา- ปานสติ ที่มีผลใหญ่ มีอานิสงส์ใหญ่นั้น ได้แก่การเจริญอานาปานสติมีวัตถุ ๑๖ ดังที่กล่าวมาแล้ว เพราะเป็นอานาปานสติ ที่ทำสติปัฏฐานทั้ง ๔ ให้บริบูรณ์ และทำโพชฌงค์ ๗ ให้บริบูรณ์ และทำวิชชาและวิมุตติให้บริบูรณ์ในที่สุด หรือถ้า กล่าวกลับกันก็กล่าวได้ว่า การเจริญสติปัฏฐานและการเจริญโพชฌงค์ ที่เป็นไป อย่างสำเร็จประโยชน์ถึงที่สุดนั้น ต้องตั้งรากฐานอยู่บนอานาปานสติ หรือประกอบ ด้วยอานาปานสติอยู่ในตัว สมดังพระพุทธภาษิตที่ควรอ้างถึงเป็นข้อสุดท้าย จากมหาวาร. สํ. (๑๙-๓๙๕-๑๓๐๘) อีกครั้งหนึ่งว่า : ภิกษุ ท. ! อานาปานสติ อันบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว อย่างไรเล่า จึงมีผลใหญ่ มีอานิสงส์ใหญ่ ? ภิกษุ ท. ! ในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสติสัมโพชฌงค์ สหรคตะด้วย อานาปานสติ (คือทำพร้อมกับอานาปานสติ) .... ย่อมเจริญธรรมวิจยะสัมโพชฌงค์ สหรคตะด้วยอานาปานสติ... ย่อมเจริญวิริยะสัมโพชฌงค์ สหรคตะด้วยอานาปานสติ. ...ย่อมเจริญปัสสัทธิสัมโพชฌงค์สหรคตะด้วยอานาปานสติ...เป็นโพชฌงค์ที่อาศัยวิเวก เป็นโพชฌงค์ที่อาศัยวิราคะ เป็นโพชฌงค์ที่อาศัยนิโรธ เป็นโพชฌงค์ที่อาศัยนิโรธ เป็นโพชฌงค์ที่น้อมไปเพื่อโวสสัคคะ. ภิกษุ ท. ! อานาปานสติ ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้วอย่างนี้แล ย่อมมีผลใหญ่ มีอานิสงส์ใหญ่ ดังนี้. จบผนวกภาคที่สอง

น.554 บทสวดมนต์ อานาปานสติ ปาฐะ แปล [หนฺท มยํ อานาปานสติ ปาฐํ ภณามเส ฯ] ๏ อานาปานสติ ภิกฺขเว ภาวิตา พหุลีกตา. มหปฺผลา โหติ มหานิสํสา ฯ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, อานาปานสติอันบุคคลเจริญ ทำให้มากแล้ว, ย่อมมีผลใหญ่ มีอานิสงส์ใหญ่, อานาปานสติ ภิกฺขเว ภาวิตา พหุลีกตา, จตฺตาโร สติปฏฺฐาเน ปริปูเรนฺติ ฯ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, อานาปานสติอันบุคคลเจริญ ทำให้มากแล้ว, ย่อมทำสติปัฏฐานทั้งสี่ ให้บริบูรณ์. จตฺตาโร สติปฏฺาฐานา ภาวิตา พหุลีกตา, โพชฺฌงุค ปริปูเรนฺติ ฯ สติปัฏฐานทั้งสี่ อันบุคคลเจริญ ทำให้มากแล้ว, ย่อมทำโพชฌงค์ ทั้งเจ็ดให้บริบูรณ์. สตฺต โพชฺฌงฺคา ภาวิตา พหุลีกตา, วิชฺชา วิมุตฺตึ ปริปูเรนติ ฯ โพชฌงค์ทั้งเจ็ด อันบุคคลเจริญ ทำให้มากแล้ว, ย่อมทำวิชชาและ วิมุตติให้บริบูรณ์. ๏ กถํ ภาวิตา จ ภิกฺขเว อานาปานสติ กถํ พหุลีกตา, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, ก็อานาปานสติอันบุคคลเจริญ ทำให้มากแล้ว อย่างไรเล่า มหปฺผลา โหติ มหานิสํสา ? จึงมีผลใหญ่ มีอานิสงส์ใหญ่ ? ๕๔๒

น.555 ๕๔๓ ๏ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ; อรญฺญคโต วา, รุกฺขมูลคโต วา, สุญฺญาคารคโต วา, ไปแล้วสู่ป่าก็ตาม ไปแล้วสู่โคนไม้ก็ตาม ไปแล้วสู่เรือนว่างก็ตาม ; นิสีทติ ปลฺลงฺกํ อาภุชิตฺวา ; นั่งคู้ขาเข้ามาโดยรอบแล้ว ; อุชํ กายํ ปณิธาย ปริมุขํ สตี อุปฏฐเปตฺวา ; ตั้งกายตรง ดำรงสติมั่น ; โส สโต ว อสฺสสติ สโต ปสฺสสติ ; ภิกษุนั้นเป็นผู้มีสติอยู่นั่นเทียว หายใจออก ; มีสติอยู่ หายใจเข้า ; ๏ [๑] ทีฆํ วา อสฺสสนฺโต ทีฆํ อสฺสสามีติ ปชานาติ ; ภิกษุนั้น เมื่อหายใจออกยาว ก็รู้สึกตัวทั่วถึง ว่าเราหายใจออกยาว ดังนี้ ; ทีฆํ วา ปสฺสสนฺโต ทีฆํ ปสฺสสามีติ ปชานาติ ; เมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้สึกตัวทั่วถึง ว่าเราหายใจเข้ายาว ดังนี้ ; [๒] รสฺสํ วา อสฺสสนฺโต รสฺสํ อสฺสสามีติ ปชานาติ ; ภิกษุนั้น เมื่อหายใจออกสั้น ก็รู้สึกตัวทั่วถึง ว่าเราหายใจออกสั้น ดังนี้ ; รสฺสํ วา ปสฺสสนฺโต รสฺสํ ปสฺสสามีติ ปชานาติ ; เมื่อหายใจเข้าสั้น ก็รู้สึกตัวทั่วถึง ว่าเราหายใจเข้าสั้น ดังนี้ ;

น.556 ๕๔๔ [๓] สพฺพกายปฏิสํเวที อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ; ภิกษุนั้น ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งกายทั้งปวง จักหายใจออก ดังนี้ ; สพฺพกายปฏิสํเวที ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ; ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งกายทั้งปวง จักหายใจเข้า ดังนี้ ; [๔] ปสฺสมฺภยํ กายสงฺขารํ อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ; ภิกษุนั้น ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ทำกายสังขารให้รำงับอยู่ จักหายใจออก ดังนี้ ; ปสฺสมฺภยํ กายสงฺขารํ ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ; ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ทำกายสังขารให้รำงับอยู่ จักหายใจเข้า ดังนี้. (จบ จตุกกะที่หนึ่ง) [๕] ปีติปฏิสํเวที อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ; ภิกษุนั้น ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งปีติ จักหายใจออก ดังนี้ ; ปีติปฏิสํเวที ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ; ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งปีติ จักหายใจเข้า ดังนี้ ;

น.557 ๕๔๕ [๖] สุขปฏิสํเวที อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ; ภิกษุนั้น ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งสุข จักหายใจออก ดังนี้ ; สุขปฏิสํเวที ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ; ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งสุข จักหายใจเข้า ดังนี้ : [๗] จิตฺตสงฺขารปฏิสํเวที อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ; ภิกษุนั้น ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งจิตตสังขาร จักหายใจออก ดังนี้ ; จิตฺตสงฺขารปฏิสํเวที ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ; ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งจิตตสังขาร จักหายใจเข้า ดังนี้ ; [๘] ปสฺสมฺภยํ จิตฺตสงฺขารํ อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ; ภิกษุนั้น ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ทำจิตตสังขารให้รำงับอยู่ จักหายใจออก ดังนี้ ; ปสฺสมฺภยํ จิตฺตสงฺขารํ ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ; ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ทำจิตตสังขารให้รำงับอยู่ จักหายใจเข้า ดังนี้. (จบ จตุกกะที่สอง)

น.558 ๕๔๖ [๙] จิตฺตปฏิสํเวที อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ; ภิกษุนั้น ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งจิต จักหายใจออก ดังนี้ ; จิตฺตปฏิสํเวที ปฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ; ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งจิต จักหายใจเข้า ดังนี้ ; [๑๐] อภิปฺปโมทยํ จิตฺตํ อฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ; ภิกษุนั้น ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ทำจิตให้ปราโมทย์ยิ่งอยู่ จักหายใจออก ดังนี้ ; อภิปฺปโมทยํ จิตฺตํ ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ; ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ทำจิตให้ปราโมทย์ยิ่งอยู่ จักหายใจเข้า ดังนี้ ; [๑๑] สมาทหํ จิตฺตํ อสฺสิสฺสามีติ สิกฺขติ ; ภิกษุนั้น ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ทำจิตให้ตั้งมั่นอยู่ จักหาย ใจออก ดังนี้ ; สมาทหํ จิตฺตํ ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ; ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ทำจิตให้ตั้งมั่นอยู่ จักหายใจเข้า ดังนี้ ; [๑๒] วิโมจยํ จิตฺตํ อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ; ภิกษุนั้น ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ทำจิตให้ปล่อยอยู่ จักหายใจออก ดังนี้ ;

น.559 ๕๔๗ วิโมจยํ จิตฺตํ ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ; ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ทำจิตให้ปล่อยอยู่ จักหายใจเข้าดังนี้. (จบ จตุกกะที่สาม) [๑๓] อนิจฺจานุปสฺสี อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺข ติ ; ภิกษุนั้น ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ตามเห็นซึ่งความไม่เที่ยงอยู่ เป็นประจำ จักหายใจออก ดังนี้ ; อนิจฺจานุปสฺสี ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ; ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ตามเห็นซึ่งความไม่เที่ยงอยู่เป็น ประจำ จักหายใจเข้า ดังนี้ ; [๑๔] วิราคานุปสฺสี อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ; ภิกษุนั้น ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ตามเห็นซึ่งความจางคลายอยู่ เป็นประจำ จักหายใจออก ดังนี้ ; วิราคานุปสฺสี ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ : ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ตามเห็นซึ่งความจางคลายอยู่เป็น ประจำ จักหายใจเข้า ดังนี้ ; [๑๕] นิโรธานุปสฺสี อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ; ภิกษุนั้น ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ตามเห็นซึ่งความดับไม่เหลือ อยู่เป็นประจำ จักหายใจออก ดังนี้ ;

น.560 ๕๔๘ นิโรธานุปสฺสี ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ; ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ตามเห็นซึ่งความดับไม่เหลืออยู่เป็น ประจำ จักหายใจเข้า ดังนี้ ; [๑๖] ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสี อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ; ภิกษุนั้น ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ตามเห็นซึ่งความสลัดคืน อยู่ เป็นประจำ จักหายใจออก ดังนี้ ; ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสี ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ; ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ตามเห็นซึ่งความสลัดคืน อยู่เป็น ประจำ จักหายใจเข้า ดังนี้ ; (จบ จตุกกะที่สี่) เอวํ ภาวิตา โข ภิกฺขเว อานาปานสติ เอวํ พหุลีกตา ; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อานาปานสติอันบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว อย่างนี้แล ; มหปฺผลา โหติ มหานิสํสา ; ย่อมมีผลใหญ่ มีอานิสงส์ใหญ่ ; อิติ ฯ ด้วยประการฉะนี้แล. พิมพ์ที่ ห้างหุ้นส่วนจำกัด การพิมพ์พระนคร 92 - 94 ถนนบุญศิริ พระนคร โทร. 212337, 221674 นายบุญธรรม สุนทรวาที ผู้พิมพ์และผู้โฆษณา 2515

น.561 ภิกษุทั้งหลาย! ความหวั่นไหวโยกโคลงทางกาย หรือ ความหวั่นไหวโยกโคลงทางจิต ย่อมมีขึ้นไม่ได้ ด้วยอำนาจ ของการเจริญสมาธิภาวนาไหนกันเล่า ? ภิกษุทั้งหลาย! ความหวั่นไหวโยกโคลงทางกาย หรือ ความหวั่นไหวโยกโคลงทางจิต ย่อมมีขึ้นไม่ได้ ด้วยอำนาจของ การเจริญทำให้มาก ซึ่งอานาปานสติ แล. ภิกษุทั้งหลาย! แม้ตถาคตเอง ก็เหมือนกัน ครั้งที่ยัง ไม่ได้ตรัสรู้ ยังเป็นโพธิสัตว์อยู่ ย่อมอยู่ด้วยวิหารธรรมคือ อานาปานสตินี้เป็นส่วนมาก. คราวที่เราตถาคตอยู่ด้วยวิหาร ธรรมนี้ กายก็ไม่ลำบาก ตาก็ไม่ลำบาก ทั้งจิตของเราก็ยัง หลุดพ้นจากอาสวะ หมดอุปาทานได้. ภิกษุทั้งหลาย! เพราะฉะนั้นในเรื่องนี้ ถ้าบุคคลใด หวังว่ากายของเราอย่าได้ลำบาก ตาของเราก็อย่าได้ลำบาก และจิตของเราก็จงหลุดพ้นจากอาสวะ หมดอุปาทานเถิด ดังนี้ แล้ว บุคคลนั้นจงทำในใจในอานาปานสตินี้ให้เป็นอย่างดีเถิด บาลี มหาวาร. สํ ๑๙/๓๙๙/๑๓๒๔

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต