Buddhadasa.org

อานาปานสติภาวนา เล่ม 3 ว่าด้วยปัญญาล้วน ตอนที่ ๗ — ภาคผนวกที่ ๑ ก. ญาณเนื่องด้วยอานาปานสติ ๑๑ หมวด

อานาปานสติภาวนา เล่ม 3 ว่าด้วยปัญญาล้วน — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — อานาปานสติภาวนา เล่ม 3 ว่าด้วยปัญญาล้วน (๑๐ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.433 คำว่า "ญาณ" มีความหมาย ๒ ความหมาย อย่างแรกหมายถึงการรู้สิ่งที่ ต้องรู้ ซึ่งอาจจะรู้ได้เมื่อกำลังทำอยู่พร้อมกันไปในตัว หรือว่าด้วยการศึกษามาก่อน ถึงเรื่องนั้น ๆ ตามสมควร แล้วมารู้แจ้งสิ่งนั้นอย่างสมบูรณ์ ในเมื่อมีการปฏิบัติ ไปจนถึงที่สุด. ตัวอย่างเช่นเมื่อทำบ้านเรือนสำเร็จ คน ๆ นั้นก็มีความรู้เรื่อง การทำบ้านเรือน ; ความรู้บางอย่างก็มีมาแล้วก่อนทำ ความรู้บางอย่างก็เพิ่งจะ มีขึ้นเมื่อกำลังทำ และความรู้ทั้งหมดย่อมสมบูรณ์เมื่อทำงานนั้นสำเร็จไปแล้ว จริง ๆ ฉะนั้นคำว่า ญาณในประเภทแรกนี้หมายถึงสิ่งที่เราเรียกกันตามโวหาร ธรรมดาว่า " ความรู้ " หมายถึงความรู้ที่ถูกต้องเพราะได้ผ่านสิ่งนั้น ๆ มาแล้วจริง ๆ. ส่วนความหมายของคำว่า ญาณอย่างที่สองนั้น เล็งถึงความรู้แจ้งแทงตลอดเฉพาะ เรื่อง และเป็นการเห็นแจ้งภายในใจล้วน เนื่องมาจากการเพ่งโดยลักษณะ มีลักษณะแห่งความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เป็นประธาน ซึ่งเรียกโดย โวหารธรรมดาว่า "ความรู้แจ้ง" เห็นแจ้งหรือเลยไปถึงความแทงตลอด ซึ่งมีหน้าที่ เจาะแทงกิเลสโดยตรง; ในเมื่อญาณตามความหมายที่แรก หมายถึงเพียงความรู้ ที่ทำให้เราสามารถทำสิ่งต่าง ๆ ได้สำเร็จ และรู้ถึงที่สุดเมื่อทำสำเร็จเท่านั้น. และ เราจะได้วินิจฉัยกันในญาณตามความหมายประเภทแรกก่อน ดังต่อไปนี้ :- ๔๒๑

น.434 ๔๒๒ เมื่อบุคคลเจริญอานาปานสติมีวัตถุ ๑๖ หรือมีจตุกกะสี่ ดังที่กล่าวแล้ว โดยละเอียดถึงที่สุดไปแล้ว เขาย่อมมีความรู้เกี่ยวกับการทำอานาปานสติทั้งหมด หรือแม้ว่าก่อนแต่จะเจริญอานาปานสติอันมีวัตถุสิบหกนี้ ถ้าเขาอยากจะศึกษามา ก่อน เขาก็ต้องศึกษาเรื่องความรู้เหล่านี้เอง ซึ่งจะต้องตรงเป็นอันเดียวกันเสมอไป ความรู้ที่กล่าวนี้แบ่งเป็น ๑๑ หมวด ดังต่อไปนี้ :- หมวดที่ ๑ ญาณ ในธรรมที่เป็นอันตรายต่อสมาธิ ๘ ประการ หมวดที่ ๒ ญาณ ในธรรมที่เป็นอุปการะต่อสมาธิ ๘ ประการ หมวดที่ ๓ ญาณ ในโทษที่เป็นเครื่องเศร้าหมองของสมาธิ ๑๘ ประการ หมวดที่ ๔ ญาณ ในธรรมคือความผ่องแผ้วของสมาธิ ๑๓ ประการ หมวดที่ ๕ ญาณ ในการทำตนให้เป็นผู้มีสติปัฏฐาน ๓๒ ประการ หมวดที่ ๖ ญาณ ที่เป็นไปตามอำนาจสมาธิ ๒๔ ประการ หมวดที่ ๗ ญาณ ที่เป็นไปตามอำนาจของวิปัสสนา ๗๒ ประการ หมวดที่ ๔ ญาณ ในนิพพิทา ๘ ประการ หมวดที่ ๙ ญาณ อันอนุโลมต่อนิพพิทา ๘ ประการ หมวดที่ ๑๐ ญาณ เป็นที่ระงับเสียซึ่งนิพพิทา ๘ ประการ หมวดที่ ๑๐ ญาณ ในสุขอันเกิดแต่วิมุตติ ๒๑ ประการ รวมทั้งหมดเป็น ๒๒๐ ประการ หรือ ๒๒๐ เรื่องดังนี้ :-

น.435 ๔๒๓ หมวดที่ ๑ - ๒๒ ญาณในธรรมเป็นอันตราย และ ในธรรมเป็นอุปการะต่อสมาธิ นั้น อาจจะกล่าวเป็นคู่ ๆ ในฐานะที่เป็นของตรงกันข้ามต่อกันและกันดังต่อไปนี้ :- กามฉันทะ เป็นอันตราย เนกขัมมะ เป็นอุปการะ นี้คู่หนึ่ง, พยาบาท เป็นอันตราย อัพพยาบาท เป็นอุปการะ นี้คู่หนึ่ง, ถีนมิทธะ เป็นอันตราย อาโลกสัญญา เป็นอุปการะ นี้คู่หนึ่ง, อุทธัจจะ เป็นอันตราย อวิกเขปะ เป็นอุปการะ นี้คู่หนึ่ง, วิจิกิจฉา เป็นอันตราย ธัมมววัฏฐานะ เป็นอุปการะ นี้คู่หนึ่ง, อวิชชา เป็นอันตราย วิชชาหรือญาณ เป็นอุปการะ นี้คู่หนึ่ง, อรติ เป็นอันตราย ปามุชชะ เป็นอุปการะ นี้คู่หนึ่ง, อกุศลธรรมทั้งปวง เป็นอันตราย กุศลกรรมทั้งปวง เป็นอุปการะ นี้คู่หนึ่ง; รวมเป็น ๘ คู่ จำแนกเรียงอย่าง เป็น ๑๖ อย่างด้วยกัน. ดังที่กล่าวมาแล้วบ่อย ๆ ว่า จะกำหนดรู้สิ่งใดต้องทำสิ่งนั้น ให้ปรากฏแก่ใจจริง ๆ เสียก่อน แล้วจึงกำหนดรู้; ถ้าสิ่งนั้นปรากฏอยู่เองแล้ว ก็มีการกำหนดรู้ที่สิ่งนั้นไปได้เลย. การกำหนดรู้ความเป็นอันตราย และการกำหนด รู้ความเป็นอุปการะ จะต้องกำหนดรู้ที่ธรรม ๑๖ ประการนี้จริง ๆ จนกระทั่งรู้จัก ตัวจริงของสิ่งนั้นจริง ๆ รู้จักความที่สิ่งนั้นทำอันตรายแก่สมาธิ หรือเป็นอุปการะ แก่สมาธิอย่างประจักษ์ชัดแก่ใจตน ในขณะที่ตนกำลังพยายามจะทำจิตให้เป็นสมาธิ ซึ่งต้องทำการต่อสู้หรือทำการประคับประคองอย่างใดอย่างหนึ่งอยู่ในขณะนั้น ว่ามัน มีความจริงในการทำหน้าที่ของมันอย่างไร จึงจะเรียกว่าญาณในที่นี้. รายละเอียด ต่าง ๆ เกี่ยวกับธรรมทั้ง ๑๖ ประการนี้ มีอยู่แล้วในวินิจฉัยแห่งอานาปานสติขั้นที่สี่

น.436 ๔๒๔ หมวดที่ ๓ ญาณในโทษเป็นเครื่องเศร้าหมองของสมาธิ นั้น หมายถึงความรู้ เท่าถึงการณ์ในการพลิกแพลงของจิต ในขณะที่มีการกำหนดลมหายใจหรือนิมิต ที่กระทำไปไม่สำเร็จ ซึ่งมีอยู่ ๑๘ ชนิดด้วยกันคือ :- ๑. เมื่อกำหนดเบื้องต้น ท่ามกลาง ที่สุดแห่งลมหายใจออก จิตฟุ้งซ่าน ในภายใน. ๒. เมื่อกำหนดเบื้องต้น ท่ามกลาง ที่สุด แห่งลมหายใจเข้า จิตฟุ้งซ่าน ในภายนอก. ๓. ความหวัง ความใคร่ ความพอใจ หรือความทะเยอทะยานอยากต่อ ลมหายใจออก. ๔. ความหวัง ความใคร่ ความพอใจ หรือความทะยานอยากต่อลม หายใจเข้า. ๕. เมื่อสนใจในลมหายใจออกมากเกินไป จนเรียกได้ว่าถูกลมหายใจออก ครอบงำ ความเลือนก็เกิดขึ้นในการกำหนดลมหายใจเข้า. ๖. เมื่อสนใจในลมหายใจเข้ามากเกินไป จนเรียกได้ว่าถูกลมหายใจเข้า ครอบงำ ความเลือนก็เกิดขึ้นในการกำหนดลมหายใจออก. ๗. เมื่อกำหนดนิมิตอยู่ จิตที่กำหนดลมหายใจออกหวั่นไหว. ๘. เมื่อกำหนดลมหายใจออกอยู่ จิตที่กำหนดนิมิตหวั่นไหว. ๙. เมื่อกำหนดนิมิตอยู่ จิตที่กำหนดลมหายใจเข้าหวั่นไหว. ๑๐. เมื่อกำหนดลมหายใจเข้าอยู่ จิตที่กำหนดนิมิตหวั่นไหว. ๑๑. เมื่อกำหนดลมหายใจออกอยู่ จิตที่กำหนดลมหายใจเข้าหวั่นไหว. ๑๒. เมื่อกำหนดลมหายใจเข้าอยู่ จิตที่กำหนดลมหายใจออกหวั่นไหว.

น.437 ๔๒๕ ๑๓. จิตแล่นไปตามอารมณ์ในอดีต เป็นจิตตกไปสู่ความกระสับกระส่าย. ๑๔. จิตหวังในอารมณ์อันเป็นอนาคต เกิดเป็นจิตกวัดแกว่งขึ้น. ๑๕. จิตหดหู่มีอาการแห่งความเกียจคร้านหรือตกลงไปสู่ความเกียจคร้าน ๑๖. จิตเพียรจัดเกินไป จนตกไปฝ่ายความฟุ้งซ่าน. ๑๗. จิตไวต่อความรู้สึกอารมณ์เกินไป เป็นจิตตกไปสู่ความกำหนัด. ๑๘. จิตไม่แจ่มใส ไม่ผ่องแผ้ว เป็นจิตตกไปสู่ความขัดเคืองหรือความ ประทุษร้าย. รวมทั้ง ๑๘ ประการนี้เรียกว่าโทษ เป็นเครื่องทำความเศร้าหมองแก่ สมาธิ. ญาณ หรือความรู้ เกิดขึ้นในสิ่งเหล่านี้ ในเมื่อสิ่งเหล่านี้ปรากฏเป็น อุปสรรค แล้วตนสามารถแก้ไขให้ลุล่วงไปได้ จึงจะเรียกว่า " ญาณ " ในที่นี้. ผู้ไม่มี ญาณข้อนี้อาจจะไม่รู้แม้แต่เพียงว่าเป็นโทษ แม้สิ่งเหล่านี้เกิดอยู่ก็ไม่สามารถ กำหนดได้ ว่าคืออะไรและจะต้องจัดการอย่างไร บางทีก็ไม่สามารถแม้แต่จะแจ้ง อาการเหล่านี้แก่กัลยาณมิตรหรืออาจารย์ ฉะนั้นควรได้รับการศึกษามาก่อนคือ ก่อนที่จะเจริญอานาปานสติอย่างเพียงพอ หรือเต็มที่อย่างที่จะสามารถทำได้ แล้ว มารู้ถึงที่สุดเอาเมื่อได้ปฏิบัติเสร็จแล้ว. แม้รายละเอียดเรื่องนี้ก็ได้วินิจฉัยแล้ว โดยละเอียดในอานาปานสติขั้นที่สี่ตอนต้น ๆ. หมวดที่ ๔ ญาณในธรรมที่เป็นการผ่องแผ้วของสมาธิ มีอาการตรงกันข้ามหรือ เป็นไปในทำนองที่ตรงกันข้าม จากอาการที่กล่าวมาแล้วในเรื่องธรรมที่เป็นเครื่อง ทำความเศร้าหมอง หากแต่ว่าหมวดนี้มีเพียง ๑๓ อย่างคือ : -

น.438 ๔๒๖ ๑. เมื่อจิตแล่นไปตามอารมณ์ในอดีต จนตกไปสู่ความกระสับกระส่าย เธอเว้นจิตดวงนั้นเสีย ตั้งจิตไว้ในฐานอันเดียว ย่อมระงับโทษคือความกระสับ กระส่ายนั้นได้. ๒. จิตหวังต่ออารมณ์ในอนาคต เป็นจิตหวั่นไหวแล้ว เธอเว้นจิต ดวงนั้นเสีย น้อมจิตไปในฐานอันเดียว คือการเว้นจิตดวงนั้นเสียนั้นเอง ย่อม ชำระความเศร้าหมองนั้นได้. ๓. จิตหดหู่ตกไปข้างฝ่ายเกียจคร้าน เธอย่อมทำการประคับประคอง ยกขึ้นซึ่งจิตนั้นด้วยการปลอบด้วยอุบายมีประการต่างๆ ย่อมละความเศร้าหมองได้. ๔. จิตเพียรจัดเกินไป จนตกไปข้างฝ่ายฟุ้งซ่าน เธอย่อมข่มซึ่งจิตนั้น ด้วยอุบายมีประการต่างๆ ย่อมละความเศร้าหมองได้. ๕. จิตไวต่อความรู้สึกเกินไป จนตกไปสู่ความกำหนัด เธอเพิ่ม สัมปชัญญะทำความรู้สึกตัวทั่วพร้อม หรือความรู้เท่าทันในการที่จะหยุดการไวต่อ ความรู้สึกนั้นเสีย ย่อมละเว้นความเศร้าหมองได้. ๖. จิตไม่แจ่มใส ตกไปฝ่ายประทุษร้าย เธอเพิ่มสัมปชัญญะ มีความ รู้สึกตัวทั่วพร้อมและรู้เท่าทันในการทำจิตให้แจ่ม ย่อมละเว้นความเศร้าหมองได้. ต่อไปนี้เป็นความผ่องใสของจิต โดยความเป็นจิตเอก. ๗. ความเป็นจิตเอก เพราะจิตมีการสละสิ่งทั้งปวงปรากฏชัด ๘. ความเป็นจิตเอก เพราะนิมิตแห่งสมถะปรากฏชัด ๙. ความเป็นจิตเอก เพราะลักษณะแห่งความสิ้นไปและเสื่อมไป ปรากฏชัดแก่จิต.

น.439 ๔๒๗ ๑๐. ความเป็นจิตเอก เพราะธรรมเป็นที่ดับเสีย ซึ่งความรู้สึกว่าตัวตน หรือของตนปรากฏชัด ความเป็นเอกต่าง ๆ กันนี้ มีได้ต่างกันแก่หมู่ชน ที่มีพื้นเพอุปนิสัยเดิม ต่างกัน เช่นชอบให้ทานเป็นนิสัย ชอบทำสมาธิเป็นนิสัย ชอบพิจารณาเพื่อ วิปัสสนาเป็นนิสัย และพวกพระอริยเจ้าในที่สุด. ๑๑. ความผ่องใส เกิดแก่จิตเพราะรู้ความหมดจดแห่งการปฏิบัติของตน. ๑๒. จิตผ่องใส เพราะเจริญด้วยอุเบกขา หรือพรั่งพรูด้วยอุเบกขา. ๑๓. จิตร่าเริงด้วยญาณ แล้วเป็นจิตผ่องใส ดังนี้. ความผ่องใสทั้ง ๑๓ ประการนี้ สำเร็จมาจากความรู้ อันเป็นเครื่องทำ ความผ่องใส ในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เฉพาะกรณี และเฉพาะบุคคลก็จริง แต่บุคคลผู้ผ่านการเจริญอานาปานสติไปจนถึงที่สุดแล้ว ย่อมมีญาณเหล่านี้อย่าง ครบถ้วน ด้วยการประจักษ์บ้าง ด้วยการหยั่งทราบบ้าง. รายละเอียดเกี่ยวกับการ ผ่องแผ้วทั้ง ๑๓ ประการนี้ มีวินิจฉัยอยู่แล้วในอานาปานสติขั้นที่สี่เช่นเดียวกัน.

น.440 ๔๒๘ - ๕๑ ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๐๒ หมวดที่ ๕ ญาณในความเป็นผู้มีสติปัฏฐาน ๓๒ ประการ นั้น หมายถึงความรู้ที่ ประจักษ์ในขณะเจริญอานาปานสติ มีวัตถุ ๑๖ หรือ ๑๖ ขั้น มีรายละเอียดดังที่ กล่าวมาแล้วแต่ต้นจนละเอียดนั่นเอง หากแต่ว่าวัตถุหนึ่ง ๆ ถูกแบ่งออกเป็น สองตามขณะแห่งการหายใจออกและการหายใจเข้า เพราะมีการกำหนดอย่างเดียว! กันและอย่างเต็มที่ทุกครั้งที่หายใจออกหรือหายใจเข้า. ความรู้ในขณะหายใจออก ก็ถูกจัดเป็นญาณอันหนึ่ง ในขณะหายใจเข้า ก็เป็นญาณอีกอันหนึ่งไปทุก ๆ วัตถุ รวมทั้ง ๑๖ วัตถุจึงเป็น ๓๒ ญาณ มีชื่อตามอาการที่กำหนดแห่งวัตถุนั้น ๆ คือ : ๑. ญาณเป็นเครื่องรู้ลมหายใจออกยาว ว่าเราหายใจออกยาวๆ ๒. ญาณเป็นเครื่องรู้ลมหายใจเข้ายาว ว่าเราหายใจเข้ายาว. ๓. ญาณเป็นเครื่องรู้ลมหายใจออกสั้น ว่าเราหายใจออกสั้น ๔. ญาณเป็นเครื่องรู้ลมหายใจเข้าสั้น ว่าเราหายใจเข้าสั้น ๕. ญาณเป็นเครื่องรู้พร้อมเฉพาะซึ่งกายทั้งปวง หายใจออก. ๖. ญาณเป็นเครื่องรู้พร้อมเฉพาะซึ่งกายทั้งปวง หายใจเข้า. ๗. ญาณเป็นเครื่องรู้การทำกายสังขารให้รำงับอยู่ หายใจออก.

น.441 รู้การทำกายสังขารให้รำงับอยู่ หายใจเข้า. ๙. ญาณเป็นเครื่องรู้พร้อมเฉพาะซึ่งปีติ หายใจออก. ๑๐. ญาณเป็นเครื่องรู้พร้อมเฉพาะซึ่งปีติ หายใจเข้า. ๑๑. ญาณเป็นเครื่องรู้พร้อมเฉพาะซึ่งสุข หายใจออก. ๑๒. ญาณเป็นเครื่องรู้พร้อมเฉพาะซึ่งสุข หายใจเข้า. ๑๓. ญาณเป็นเครื่องรู้พร้อมเฉพาะซึ่งจิตตสังขาร หายใจออก. ๑๔. ญาณเป็นเครื่องรู้พร้อมเฉพาะซึ่งจิตตสังขาร หายใจเข้า. ๑๕. ญาณเป็นเครื่องรู้การทำจิตตสังขารให้รำงับอยู่ หายใจออก. ๑๖. ญาณเป็นเครื่องรู้การทำจิตตสังขารให้รำงับอยู่ หายใจเข้า. ๑๗. ญาณเป็นเครื่องรู้พร้อมเฉพาะซึ่งจิต หายใจออก. ๑๘. ญาณเป็นเครื่องรู้พร้อมเฉพาะซึ่งจิต หายใจเข้า. ๑๙. ญาณเป็นเครื่องรู้การทำจิตให้บันเทิงยิ่งอยู่ หายใจออก. ๒๐. ญาณเป็นเครื่องรู้การทำจิตให้บันเทิงยิ่งอยู่ หายใจเข้า. ๒๑. ญาณเป็นเครื่องรู้การทำจิตให้ตั้งมั่นอยู่ หายใจออก. ๒๒. ญาณเป็นเครื่องรู้การทำจิตให้ตั้งมั่นอยู่ หายใจเข้า. ๒๓. ญาณเป็นเครื่องรู้การทำจิตให้ปล่อยอยู่ หายใจออก. ๒๔. ญาณเป็นเครื่องรู้การทำจิตให้ปล่อยอยู่ หายใจเข้า. ๒๕. ญาณเป็นเครื่องตามเห็นความไม่เที่ยงอยู่เป็นประจำ หายใจออก. ๒๖. ญาณเป็นเครื่องตามเห็นความไม่เที่ยงอยู่เป็นประจำ หายใจเข้า. ๒๗. ญาณเป็นเครื่องตามเห็นความจางคลายอยู่เป็นประจำ หายใจออก. ๒๘. ญาณเป็นเครื่องตามเห็นความจางคลายอยู่เป็นประจำ หายใจเข้า. ๒๙. ญาณเป็นเครื่องตามเห็นธรรมเป็นที่ดับอยู่เป็นประจำ หายใจออก. ๓๐. ญาณเป็นเครื่องตามเห็นธรรมเป็นที่ดับอยู่เป็นประจำ หายใจเข้า.

น.442 ตามเห็นความสลัดคืนอยู่เป็นประจำ หายใจออก. ๓๒. ญาณเป็นเครื่องตามเห็นความสลัดคืนอยู่เป็นประจำ หายใจเข้า. ญาณเหล่านี้มีชื่อเรียกสั้น ๆ ว่า สโตการีญาณ มีชื่อตามลำดับเลข ว่าสโตการีญาณที่หนึ่งที่สองตามลำดับไป. สโตการี แปลว่า ผู้กระทำซึ่งสติ ; สโตการีญาณ จึงแปลว่าญาณของผู้ทำสติ จำแนกเป็น ๓๒ ตามอาการที่ทำ ดังที่กล่าวแล้ว. หมวดที่ ๖ ญาณด้วยอำนาจความเป็นสมาธิ ๒๔ นั้น หมายถึงความรู้ในความ เป็นสมาธิ หรือเพราะมีความเป็นสมาธิปรากฏอยู่อย่างนั้น ๆ แล้วเกิดความรู้ ต่อความเป็นสมาธินั้น จำแนกเป็น ๒๔ ตามอาการของความเป็นสมาธิ ที่มีอยู่ ในอานาปานสติเพียง ๓ จตุกกะข้างต้น คือ :- ๑. ญาณ คือความรู้ว่าสมาธิ เพราะจิตเป็นเอกคตาไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยอำนาจลม หายใจออกยาว ๒. ญาณ คือความรู้ว่าสมาธิ เพราะจิตเป็นเอกคตาไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยอำนาจลม หายใจเข้ายาว ๓. ญาณ คือความรู้ว่าสมาธิ เพราะจิตเป็นเอกคตาไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยอำนาจสม หายใจออกสั้น ๔. ญาณ คือความรู้ว่าสมาธิ เพราะจิตเป็นเอกคตาไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยอำนาจลม หายใจเข้าสั้น

น.443 ความเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งกายทั้งปวง หายใจออก. ๖. ญาณ คือความรู้ว่าสมาธิ เพราะจิตเป็นเอกกตาไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยอำนาจ ความเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งกายทั้งปวง หายใจเข้า. ๗. ญาณ คือความรู้ว่าสมาธิ เพราะจิตเป็นเอกคตาไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยอำนาจ การทำกายสังขารให้รำงับอยู่ หายใจออก. ๘. ญาณ คือความรู้ว่าสมาธิ เพราะจิตเป็นเอกคตาไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยอำนาจ การทำกายสังขารให้รำงับอยู่ หายใจเข้า. ๙. ญาณ คือความรู้ว่าสมาธิ เพราะจิตเป็นเอกคตาไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยอำนาจ ความเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งปีติ หายใจออก. ๑๐. ญาณ คือความรู้ว่าสมาธิ เพราะจิตเป็นเอกคตาไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยอำนาจ ความเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งปีติ หายใจเข้า. ๑๑. ญาณ คือความรู้ว่าสมาธิ เพราะจิตเป็นเอกคตาไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยอำนาจ ความเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งสุข หายใจออก ๑๒. ญาณ คือความรู้ว่าสมาธิ เพราะจิตเป็นเอกคตาไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยอำนาจ ความเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งสุข หายใจเข้า. ๑๓. ญาณ คือความรู้ว่าสมาธิ เพราะจิตเป็นเอกคตาไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยอำนาจ ความเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งจิตตสังขาร หายใจออก. ๑๔. ญาณ คือความรู้ว่าสมาธิ เพราะจิตเป็นเอกคตาไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยอำนาจ ความเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งจิตตสังขาร หายใจเข้า.

น.444 การทำจิตตสังขารให้รำงับอยู่ หายใจออก. ๑๖. ญาณ คือความรู้ว่าสมาธิ เพราะจิตเป็นเอกคตาไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยอำนาจ การทำจิตตสังขารให้รำงับอยู่ หายใจเข้า. ๑๗. ญาณ คือความรู้ว่าสมาธิ เพราะจิตเป็นเอกคตาไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยอำนาจ ความเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งจิต หายใจออก. ๑๘. ญาณ คือความรู้ว่าสมาธิ เพราะจิตเป็นเอกคตาไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยอำนาจ ความเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งจิต หายใจเข้า. ๑๙. ญาณ คือความรู้ว่าสมาธิ เพราะจิตเป็นเอกคตาไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยอำนาจ การทำจิตให้บันเทิงยิ่งอยู่ หายใจออก. ๒๐. ญาณ คือความรู้ว่าสมาธิ เพราะจิตเป็นเอกคตาไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยอำนาจ การทำจิตให้บันเทิงยิ่งอยู่ หายใจเข้า. ๒๑. ญาณ คือความรู้ว่าสมาธิ เพราะจิตเป็นเอกคตาไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยอำนาจ การกระทำจิตให้ตั้งมั่นอยู่ หายใจออก. ๒๒. ญาณ คือความรู้ว่าสมาธิ เพราะจิตเป็นเอกคตาไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยอำนาจ การทำจิตให้ตั้งมั่นอยู่ หายใจเข้า. ๒๓. ญาณ คือความรู้ว่าสมาธิ เพราะจิตเป็นเอกคตาไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยอำนาจ การทำจิตให้ปล่อยอยู่ หายใจออก. ๒๔. ญาณ คือความรู้ว่าสมาธิ เพราะจิตเป็นเอกคตาไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยอำนาจ การทำจิตให้ปล่อยอยู่ หายใจเข้า. ญาณด้วยอำนาจสมาธิมีเพียง ๒๔ เพราะมีใน ๓ จตุกกะข้างต้น ส่วน ในจตุกกะที่สี่นั้น เป็นการกำหนดด้วยอำนาจวิปัสสนา จึงไม่ถูกนับรวมอยู่ในญาณ ในประเภทนี้.

น.445 ๔๓๓ หมวดที่ ๗ ญาณด้วยอำนาจวิปัสสนา ๗๒ อย่าง จำแนกโดยทำนองของญาณ ด้วยอำนาจสมาธิ ๒๔ อย่างดังที่กล่าวมาแล้วในหมวดก่อน หากแต่ว่าจำแนก ออกไปอีกอย่างละสาม ด้วยอำนาจลักษณะทั้งสามคือ อนิจจลักษณะ ๑, ทุกขลักษณะ ๑, อนัตตลักษณะ ๑, เป็นการตรีคูณญาณทั้ง ๒๔ ญาณ จึงกลาย เป็น ๗๒ ญาณ มีชื่อแห่งอาการตามการกำหนด เช่นเดียวกันคือ :- ๑. วิปัสสนาญาณ เพราะการตามเห็นความไม่เที่ยง เมื่อหายใจออกยาว, ๒. วิปัสสนาญาณ เพราะการตามเห็นความเป็นทุกข์ เมื่อหายใจออกยาว, ๓. วิปัสสนาญาณ เพราะการตามเห็นความเป็นอนัตตา เมื่อหายใจออกยาว ๔. วิปัสสนาญาณ เพราะการตามเห็นความไม่เที่ยง เมื่อหายใจเข้ายาว. ๕. วิปัสสนาญาณ เพราะการตามเห็นความเป็นทุกข์ เมื่อหายใจเข้ายาว ๖. วิปัสสนาญาณ เพราะการตามเห็นความเป็นอนัตตา เมื่อหายใจเข้ายาว ๗. วิปัสสนาญาณ เพราะการตามเห็นความไม่เที่ยง เมื่อหายใจออกสั้น ๘. วิปัสสนาญาณ เพราะการตามเห็นความเป็นทุกข์ เมื่อหายใจออกสั้น ๙. วิปัสสนาญาณ เพราะการตามเห็นความเป็นอนัตตา เมื่อหายใจออกสั้น ๑๐. วิปัสสนาญาณ เพราะการตามเห็นความไม่เที่ยง เมื่อหายใจเข้าสั้น ๑๑ วิปัสสนาญาณ เพราะการตามเห็นความเป็นทุกข์ เมื่อหายใจเข้าสั้น ๑๒. วิปัสสนาญาณ เพราะการตามเห็นความเป็นอนัตตา เมื่อหายใจเข้าสั้น ๑๓. วิปัสสนาญาณ เพราะการตามเห็นความไม่เที่ยง เมื่อรู้พร้อมเฉพาะ ซึ่งกายทั้งปวง หายใจออก ๑๔. วิปัสสนาญาณ เพราะการตามเห็นความเป็นทุกข์ เมื่อรู้พร้อมเฉพาะ ซึ่งกายทั้งปวง หายใจออก

น.446 อนัตตา เมื่อรู้พร้อมเฉพาะ ซึ่งกายทั้งปวง หายใจออก ๑๖. วิปัสสนาญาณ เพราะการตามเห็นความไม่เที่ยง เมื่อรู้พร้อมเฉพาะ ซึ่งกายทั้งปวง หายใจเข้า ๑๗. วิปัสสนาญาณ เพราะการตามเห็นความเป็นทุกข์ เมื่อรู้พร้อมเฉพาะ ซึ่งกายทั้งปวง หายใจเข้า ๑๘. วิปัสสนาญาณ เพราะการตามเห็นความเป็นอนัตตา เมื่อรู้พร้อมเฉพาะ ซึ่งกายทั้งปวง หายใจเข้า ๑๙. วิปัสสนาญาณ เพราะการตามเห็นความไม่เที่ยง เมื่อทำกายสังขาร ให้รำงับอยู่ หายใจออก ๒๐. วิปัสสนาญาณ เพราะการตามเห็นความเป็นทุกข์ เมื่อทำกายสังขาร ให้รำงับอยู่ หายใจออก ๒๑. วิปัสสนาญาณ เพราะการตามเห็นความเป็นอนัตตา เมื่อทำกายสังขาร ให้รำงับอยู่ หายใจออก ๒๒. วิปัสสนาญาณ เพราะการตามเห็นความไม่เที่ยง เมื่อทำกายสังขาร ให้รำงับอยู่ หายใจเข้า ๒๓. วิปัสสนาญาณ เพราะการตามเห็นความเป็นทุกข์ เมื่อทำกายสังขาร ให้รำงับอยู่ หายใจเข้า ๒๔. วิปัสสนาญาณ เพราะการตามเห็นความเป็นอนัตตา เมื่อทำกายสังขาร ให้รำงับอยู่ หายใจเข้า ๒๕. วิปัสสนาญาณ เพราะการตามเห็นความไม่เที่ยง เมื่อเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะ ซึ่งปีติ หายใจออก.

น.447 ป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะ ซึ่งปีติ หายใจออก. ๒๗. วิปัสสนาญาณ เพราะการตามเห็นความเป็นอนัตตา เป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะ ซึ่งปีติ หายใจออก ๒๘. วิปัสสนาญาณ เพราะการตามเห็นความไม่เที่ยง เป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะ ซึ่งปีติ หายใจเข้า. ๒๙. วิปัสสนาญาณ เพราะการตามเห็นความเป็นทุกข์ เป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะ ซึ่งปีติ หายใจเข้า. ๓๐. วิปัสสนาญาณ เพราะการตามเห็นความเป็นอนัตตา เป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะ ซึ่งปีติ หายใจเข้า. ๓๑. วิปัสสนาญาณ เพราะการตามเห็นความไม่เที่ยง เมื่อเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะ ซึ่งสุข หายใจออก. ๓๒. วิปัสสนาญาณ เพราะการตามเห็นความเป็นทุกข์ เมื่อเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะ ซึ่งสุข หายใจออก. ๓๓. วิปัสสนาญาณ เพราะการตามเห็นความเป็นอนัตตา เมื่อเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะ ซึ่งสุข หายใจออก. ๓๔. วิปัสสนาญาณ เพราะการตามเห็นความไม่เที่ยง เมื่อเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะ ซึ่งสุข หายใจเข้า. ๓๕. วิปัสสนาญาณ เพราะการตามเห็นความเป็นทุกข์ เมื่อเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะ ซึ่งสุข หายใจเข้า. ๓๖. วิปัสสนาญาณ เพราะการตามเห็นความเป็นอนัตตา เมื่อเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะ ซึ่งสุข หายใจเข้า. ๓๗. วิปัสสนาญาณ เพราะการตามเห็นความไม่เที่ยง เมื่อเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะ ซึ่งจิตตสังขาร หายใจออก.

น.448 มื่อเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะ ซึ่งจิตตสังขาร หายใจออก. ๓๙. วิปัสสนาญาณเพราะการตามเห็นความเป็นอนัตตาเมื่อเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะ ซึ่งจิตตสังขาร หายใจออก. ๔๐. วิปัสสนาญาณ เพราะการตามเห็นความไม่เที่ยง เมื่อเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะ ซึ่งจิตตสังขาร หายใจเข้า. ๔๑. วิปัสสนาญาณ เพราะการตามเห็นความเป็นทุกข์ เมื่อเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะ ซึ่งจิตตสังขาร หายใจเข้า. ๔๒. วิปัสสนาญาณเพราะการตามเห็นความเป็นอนัตตาเมื่อเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะ ซึ่งจิตตสังขาร หายใจเข้า. ๔๓. วิปัสสนาญาณ เพราะการตามเห็นความไม่เที่ยง เมื่อทำจิตตสังขารให้ รำงับอยู่ หายใจออก. ๔๔. วิปัสสนาญาณ เพราะการตามเห็นความเป็นทุกข์ เมื่อทำจิตตสังขารให้ รำงับอยู่ หายใจออก. ๔๕. วิปัสสนาญาณ เพราะการตามเห็นความเป็นอนัตตา เมื่อทำจิตตสังขารให้ รำงับอยู่ หายใจออก. ๔๖. วิปัสสนาญาณ เพราะการตามเห็นความไม่เที่ยง เมื่อทำจิตตสังขารให้ รำงับอยู่ หายใจเข้า. ๔๗. วิปัสสนาญาณ เพราะการตามเห็นความเป็นทุกข์ เมื่อทำจิตตสังขารให้ รำงับอยู่ หายใจเข้า. ๔๘. วิปัสสนาญาณ เพราะการตามเห็นความเป็นอนัตตา เมื่อทำจิตตสังขารให้ รำงับอยู่ หายใจเข้า.

น.449 เป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะ ซึ่งจิต หายใจออก ๕๐. วิปัสสนาญาณ เพราะการตามเห็นความเป็นทุกข์ เมื่อเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะ ซึ่งจิต หายใจออก ๕๑. วิปัสสนาญาณเพราะการตามเห็นความเป็นอนัตตาเมื่อเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะ ซึ่งจิต หายใจออก ๕๒. วิปัสสนาญาณ เพราะการตามเห็นความไม่เที่ยง เมื่อเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะ ซึ่งจิต หายใจเข้า ๕๓. วิปัสสนาญาณ เพราะการตามเห็นความเป็นทุกข์ เมื่อเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะ ซึ่งจิต หายใจเข้า ๕๔. วิปัสสนาญาณเพราะการตามเห็นความเป็นอนัตตาเมื่อเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะ ซึ่งจิต หายใจเข้า ๕๕. วิปัสสนาญาณเพราะการตามเห็นความไม่เที่ยงเมื่อทำจิตให้บันเทิงยิ่งอยู่ หายใจออก ๕๖. วิปัสสนาญาณเพราะการตามเห็นความเป็นทุกข์ เมื่อทำจิตให้บันเทิงยิ่งอยู่ หายใจออก ๕๗. วิปัสสนาญาณ เพราะการตามเห็นความเป็นอนัตตา เมื่อทำจิตให้บันเทิงยิ่งอยู่ หายใจออก ๕๘. วิปัสสนาญาณเพราะการตามเห็นความไม่เที่ยง เมื่อทำจิตให้บันเทิงยิ่งอยู่ หายใจเข้า ๕๙.วิปัสสนาญาณเพราะการตามเห็นความเป็นทุกข์เมื่อทำจิตให้บันเทิงยิ่งอยู่ หายใจเข้า ๖๐. วิปัสสนาญาณ เพราะการตามเห็นความเป็นอนัตตา เมื่อทำจิตให้บันเทิงยิ่งอยู่ หายใจเข้า

น.450 ทำจิตให้ตั้งมั่นอยู่ หายใจออก ๖๒. วิปัสสนาญาณ เพราะการตามเห็นความเป็นทุกข์ เมื่อทำจิตให้ตั้งมั่นอยู่ หายใจออก ๖๓. วิปัสสนาญาณ เพราะการตามเห็นความเป็นอนัตตา เมื่อทำจิตให้ตั้งมั่นอยู่ หายใจออก ๖๔. วิปัสสนาญาณ เพราะการตามเห็นความไม่เที่ยง เมื่อทำจิตให้ตั้งมั่นอยู่ หายใจเข้า ๖๕. วิปัสสนาญาณ เพราะการตามเห็นความเป็นทุกข์ เมื่อทำจิตให้ตั้งมันอยู่ หายใจเข้า ๖๖. วิปัสสนาญาณ เพราะการตามเห็นความเป็นอนัตตา เมื่อทำจิตให้ตั้งมั่นอยู่ · หายใจเข้า ๖๗. วิปัสสนาญาณ เพราะการตามเห็นความไม่เที่ยง เมื่อทำจิตให้ปล่อยอยู่ หายใจออก ๖๘. วิปัสสนาญาณ เพราะการตามเห็นความเป็นทุกข์ เมื่อทำจิตให้ปล่อยอยู่ หายใจออก ๖๙. วิปัสสนาญาณ เพราะการตามเห็นความเป็นอนัตตา เมื่อทำจิตให้ปล่อยอยู่ หายใจออก ๗๐. วิปัสสนาญาณ เพราะการตามเห็นความไม่เที่ยง เมื่อทำจิตให้ปล่อยอยู่ หายใจเข้า ๗๑. วิปัสสนาญาณ เพราะการตามเห็นความเป็นทุกข์ เมื่อทำจิตให้ปล่อยอยู่ หายใจเข้า ๗๒. วิปัสสนาญาณ เพราะการตามเห็นความเป็นอนัตตา เมื่อทำจิตให้ปล่อยอยู่ หายใจเข้า.

น.451 ๔๓๙ โดยนัยเป็นอันกล่าวได้ว่าวิปัสสนาญาณ ๗๒ ก็คือ ความเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แต่ละอย่าง ๆ ในขณะที่จิตมีความเป็นสมาธิ ๒๔ ขณะ แต่ละขณะ ๆ นั่นเอง และเป็นวิธีการนับที่ใช้เฉพาะอยู่ในวงการแห่งการเจริญอานาปานสติ โดยตรง. หมวดที่ ๘ ญาณเนื่องจากความเบื่อหน่ายเรียกว่า นิพพิทาญาณ จำแนกตาม อาการของการเห็นความไม่เที่ยง เห็นความจางคลาย เห็นธรรมเป็นที่ดับ และ เห็นความสลัดคืน แล้วแยกออกเป็นสอง ๆ ตามขณะแห่งการหายใจออกและการ หายใจเข้า จึงรวมกันเป็น ๘ อย่าง มีชื่อตามอาการแห่งการเห็นธรรมนั้น ๆ ดังต่อไปนี้ : ๑. นิพพิทาญาณ เมื่อตามเห็นความไม่เที่ยง รู้อยู่ เห็นอยู่ ตามที่ เป็นจริง หายใจออก. ๒. นิพพิทาญาณ เมื่อตามเห็นความไม่เที่ยง รู้อยู่ เห็นอยู่ ตามที่ เป็นจริง หายใจเข้า. ๓. นิพพิทาญาณ เมื่อตามเห็นอยู่ซึ่งความจางคลาย รู้อยู่ เห็นอยู่ ตามที่ เป็นจริง หายใจออก. ๔. นิพพิทาญาณ เมื่อตามเห็นอยู่ซึ่งความจางคลาย รู้อยู่ เห็นอยู่ ตามที่ เป็นจริง หายใจเข้า.

น.452 ญาณ เมื่อตามเห็นอยู่ซึ่งธรรมเป็นที่ดับ รู้อยู่ เห็นอยู่ ตามที่ เป็นจริง หายใจออก. ๖. นิพพิทาญาณ เมื่อตามเห็นอยู่ซึ่งธรรมเป็นที่ดับ รู้อยู่ เห็นอยู่ ตามที่ เป็นจริง หายใจเข้า. ๗. นิพพิทาญาณ เพราะตามเห็นความสลัดคืน รู้อยู่ เห็นอยู่ ตามที่ เป็นจริง หายใจออก. ๘. นิพพิทาญาณ เพราะตามเห็นความสลัดคืน รู้อยู่ เห็นอยู่ ตามที่ เป็นจริง หายใจเข้า. โดยนัยนี้ เป็นอันกล่าวได้ว่านิพพิทาญาณโดยสมบูรณ์ ตามความหมาย ของญาณ ๆ นี้ มีอยู่ในอานาปานสติจตุกกะที่สี่ หรือหมวดธรรมานุปัสสนา สติปัฏฐานภาวนาเท่านั้น แม้จะมีการพิจารณาโดยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นทุกข์ เป็นอนัตตามาแล้ว ตั้งแต่จตุกกะที่สอง คือหมวดเวทนานุปัสสนาภาวนา ก็หาได้ มุ่งหมายที่จะทำนิพพิทาญาณให้เกิดขึ้นโดยสมบูรณ์และโดยตรงไม่ ; แต่ถ้าผู้ใดถือ เอาการเห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ในขั้นนั้น แล้วทำนิพพิทาให้เป็นไปโดย สมบูรณ์ได้ เรื่องก็กลายเป็นเรื่องลัดตรงไปสู่จตุกกะที่สี่ หรือสู่ธรรมานุบัสสนา สติปัฏฐานภาวนามาเสียตั้งแต่ขณะนั้น ดังนี้ก็ได้. ดังที่กล่าวแล้วข้างต้นว่า ไม่มีความจำเป็นสำหรับทุกคน ที่จะต้องทำอานาปานสติตามลำดับวัตถุทั้ง ๑๖ ไปจนหมด ถ้าสามารถทำวิปัสสนาญาณ และนิพพิทาญาณให้เกิดขึ้นได้ที่วัตถุใด แล้วทำจตุกกะที่สี่ให้สมบูรณ์ได้ด้วยเหตุนั้น ก็ย่อมเป็นการลัดสั้นของบุคคลนั้น อย่างเป็นที่น่าพอใจ. สำหรับในที่นี้เป็นการกล่าว ที่กล่าวไปตามหลักเกณฑ์ จึงได้กล่าวนิพพิทาญาณไว้ในจตุกกะที่สี่โดยตรง.

น.453 ๔๔๑ - ๕๒ - ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๐๒ หมวดที่ ๙ ญาณหมวดนี้ได้แก่ นิพพิทานุโลมญาณ ๘ อย่าง คือ ๑. นิพพิทานุโลมญาณ คือปัญญาในความเข้าไปปรากฏโดยความเป็นภัย เมื่อ ตามเห็นความไม่เที่ยง หายใจออก. ๒. นิพพิทานุโลมญาณ คือปัญญาในความเข้าไปปรากฏโดยความเป็นภัย เมื่อ ตามเห็นความไม่เที่ยง หายใจเข้า. ๓. นิพพิทานุโลมญาณ คือปัญญาในความเข้าไปปรากฏโดยความเป็นภัย เมื่อ ตามเห็นความจางคลาย หายใจออก. ๔. นิพพิทานุโลมญาณ คือปัญญาในความเข้าไปปรากฏโดยความเป็นภัย เมื่อ ตามเห็นความจางคลาย หายใจเข้า. ๕. นิพพิทานุโลมญาณ คือปัญญาในความเข้าไปปรากฏโดยความเป็นภัย เมื่อ ตามเห็นธรรมเป็นเครื่องดับ หายใจออก. ๖. นิพพิทานุโลมญาณ คือปัญญาในการเข้าไปปรากฏโดยความเป็นภัย เมื่อ ตามเห็นธรรมเป็นเครื่องดับ หายใจเข้า. ๗. นิพพิทานุโลมญาณ คือปัญญาในการเข้าไปปรากฏโดยความเป็นภัย เมื่อ ตามเห็นความสลัดคืน หายใจออก.

น.454 นุโลมญาณ คือปัญญาในความเข้าไปปรากฏโดยความเป็นภัย เมื่อ ตามเห็นความสลัดคืน หายใจเข้า. ญาณเหล่านี้ชื่อว่า อนุโลมต่อนิพพิชา เพราะเป็นเหตุให้เกิดนิพพิทา ขึ้นได้ในที่สุด ญาณเหล่านี้มีมาก่อนนิพพิทาญาณ เท่าที่จะกำหนดได้ว่าจะสนับสนุน ให้เกิดนิพพิทาได้โดยแน่แท้ กล่าวคือเมื่อได้เห็นความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็น อนัตตาในรูปของการเกิดและการดับอย่างเพียงพอแล้ว จึงเกิดความรู้สึกที่เป็นไป ในทำนองที่กลัวต่อภัย อันเกิดมาจากการที่ต้องเกิดต้องดับ หรือการทนทุกข์ ทรมานนั่นเอง. ความกลัวที่ปรากฏชัดเรียกว่าการเข้าไปปรากฏแห่งภัย. ปัญญาที่ รู้เห็นความเป็นอย่างนี้ เรียกว่าปัญญาในความเข้าไปปรากฏแห่งภัย. มีอยู่ได้ตลอด อานาปานสติจตุกกะที่สี่ นี้เรียกว่านิพพิทานุโลมญาณ เป็นความรู้ที่นับเนื่องอยู่ใน นิพพิทาญาณ. ในกรณีที่มีการแยกความรู้ในระยะนี้ให้ละเอียดลงไปอีก กล่าวคือ เมื่อเห็นโดยความเป็นภัยแล้ว ก็ย่อมเห็นโดยความเป็นโทษ ซึ่งเรียกการเห็นนั้น ว่าอาทีนวญาณ หรืออาทีนวานุปัสสนาญาณนั้น ; แม้ญาณนี้ ก็สงเคราะห์เข้าใน นิพพิทานุโลมญาณด้วยอย่างเดียวกัน. ฉะนั้น เป็นอันว่าภยตุปัฏฐานญาณก็ดี อาทีนวญาณก็ดี จัดเป็นพวกนิพพิทานุโลมญาณด้วยกันทั้งสิ้น ; จะถือว่ามีผลเป็น นิพพิทาญาณ หรือว่าเป็นนิพพิทาญาณอยู่ในตัวมันเอง ก็ถูกทั้งสองอย่าง เพราะ ได้ผลเท่ากันโดยพฤตินัย. ในวงแห่งการเจริญอานาปานสติจำแนกญาณเหล่านี้ตาม ธรรมสี่ มีอนิจจตาเป็นต้นมีปฏินิสสัคคะเป็นที่สุด และการจำแนกตามขณะที่ หายใจออกและเข้า จึงได้จำนวนเป็น ๘ อย่างด้วยกัน ผิดจากในที่อื่นซึ่งระบุถึงแต่ สักว่าชื่อ ไม่จำแนกตามวัตถุหรือขณะเป็นต้นเลย ซึ่งทำให้มีจำนวนเพียงหนึ่ง เพราะการไม่จำแนกนั่นเอง. อีกอย่างหนึ่งการที่ไม่จำแนกนั้น เป็นการปฏิบัติ ในแนวอื่น ซึ่งไม่ใช่การเจริญอานาปานสติ จึงไม่รู้ที่จะจำแนกอย่างไรนั่นเอง.

น.455 ๔๔๓ หมวดที่ ๑๐ นิพพิทาปฏิปัสสัทธิญาณ หมายถึงบรรดาญาณที่รำงับอาการ แห่งนิพพิทาเสียแล้ว ดำเนินหน้าที่ หรือทำจิตอื่นที่สูงขึ้นไปตามลำดับ จำแนกเป็น ๘ ตามวัตถุที่กำหนด และขณะที่กำหนดอย่างเดียวกันอีกคือ :- ๑. นิพพิทาปฏิปัสสัทธิญาณ คือปัญญาที่ทำหน้าที่การพิจารณาแล้วตั้งมั่นอยู่ ด้วยดีในขณะเห็นความไม่เที่ยง หายใจออก ๒. นิพพิทาปฏิปัสสัทธิญาณ คือปัญญาที่ทำหน้าที่การพิจารณาแล้วตั้งมั่นอยู่ ด้วยดีในขณะเห็นความไม่เที่ยง หายใจเข้า ๓. นิพพิทาปฏิปัสสัทธิญาณ คือปัญญาที่ทำหน้าที่การพิจารณาแล้วตั้งมั่นอยู่ ด้วยดีในขณะเห็นความจางคลาย หายใจออก ๔. นิพพิทาปฏิปัสสัทธิญาณ คือปัญญาที่ทำหน้าที่การพิจารณาแล้วตั้งมั่นอยู่ ด้วยดีในขณะเห็นความจางคลาย หายใจเข้า ๕. นิพพิทาปฏิปัสสัทธิญาณ คือปัญญาที่ทำหน้าที่การพิจารณาแล้วตั้งมั่นอยู่ ด้วยดีในขณะเห็นธรรมเป็นเครื่องดับ หายใจออก ๖. นิพพิทาปฏิปัสสัทธิญาณ คือปัญญาที่ทำหน้าที่การพิจารณาแล้วตั้งมั่นอยู่ ด้วยดีในขณะเห็นธรรมเป็นเครื่องดับ หายใจเข้า ๗. นิพพิทาปฏิปัสสัทธิญาณ คือปัญญาที่ทำหน้าที่การพิจารณาแล้วตั้งมั่นอยู่ ด้วยดีในขณะเห็นความสลัดคืน หายใจออก ๘. นิพพิทาปฏิปัสสัทธิญาณ คือปัญญาที่ทำหน้าที่การพิจารณาแล้วตั้งมั่นอยู่ ด้วยดีในขณะเห็นความสลัดคืน หายใจเข้า

น.456 ๔๔๔ ญาณ ชื่อนี้ระงับเสียซึ่งอาการแห่งนิพพิทาแล้วดำเนินกิจต่อไปในการ พิจารณาหาทางพ้นเพราะอยากจะพ้น จนกระทั่งพบทางหลุดพ้น. พึงทราบว่า ถ้ากำลังแห่งนิพพิทายังคงอยู่ ก็มีแต่ความกลัว ความหวาดเสียว และความเบื่อ หน่ายซึ่งล้วนแต่เป็นการถอยกำลัง หรือทำให้ถอยกำลัง และเป็นความทนทุกข์ ทรมานอยู่ในตัว ฉะนั้นจึงต้องรำงับกำลังแห่งนิพพิทาเสียด้วยญาณอื่นที่ถัดไป ; หรือ กล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ เปลี่ยนการใช้กำลังของญาณไปในทางอื่นนั่นเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แทนที่จะมัวเบื่อหน่ายอยู่ ก็กลายเป็นความอยากพ้นอย่างแรง กล้า แล้วแสวงหาความพ้นหรือทางพ้น จนกระทั่งพบว่าความวางเฉยต่อสังขาร ทั้งปวง เป็นความพ้นที่แท้จริง ; ฉะนั้นเป็นอันว่า ญาณที่มีชื่อว่า มุญจิตุกัมมยตา- ญาณก็ดี ปฏิสังขานุปัสสนาญาณก็ดี ตลอดถึง สังขารุเบกขาญาณก็ดี ย่อม นับเนื่องอยู่ในนิพพิทาปฏิปัสสัทธิญาณด้วยกันทั้งสิ้น. อีกอย่างหนึ่งต้องไม่ลืมว่า แม้ในญาณเหล่านี้ในขณะนี้ ก็ยังคงมีกำลังแห่งการเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา หนุนเนื่องอยู่ตามเคย และมีกำลังยิ่งขึ้นตามส่วนด้วย. กล่าวได้ว่าญาณ ทุกญาณตั้งอาศัยอยู่บนกำลังแห่งการเห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ตลอดสาย ในรูปที่ต่างกัน ตั้งแต่ต้นมาทีเดียวซึ่งมีใจความสั้น ๆ คือ ญาณที่เห็นการเกิดดับ ก็คือการเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ; ญาณที่ทำให้กลัวภัยในวัฏฏสงสาร ก็เพราะเห็นอยู่ว่าในวัฏฏสงสารเต็มไปด้วยความเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ; ญาณที่ทำให้เห็นโทษ ก็เพราะเห็นว่าโทษนั้นเกิดมาจากความที่เป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ; ญาณที่เป็นความอยากพ้น ก็คืออยากพ้นจากความเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ; ราวกะว่ากำลังแห่ง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นเครื่อง รุกเร้าให้หาทางพ้น. ญาณที่เป็นเครื่องพิจารณาหาทาง ก็หมายถึงหาทางออก

น.457 ๔๔๕ ที่ความเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จะทำอะไรแก่ตนไม่ได้. และในที่สุดญาณ ซึ่งเป็นเครื่องวางเฉยต่อสังขารธรรมทั้งปวงนั้น ก็หมายถึงการวางเฉยโดยเด็ดขาด ต่อสิ่งที่เป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตานั่นเอง. เป็นอันว่ากำลังแห่งการเห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ย่อมมีอยู่ในญาณเหล่านี้และมีมากยิ่งขึ้นเพื่อหนุนกำลัง แห่งญาณเหล่านั้นให้มากยิ่งขึ้น จนกระทั่งถึงญาณ ประเภทที่นับเนื่องอยู่ใน อริยมรรคญาณ ก็ทำการตัดกิเลสด้วยอำนาจของการเห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ที่มีกำลังถึงที่สุดนั่นเอง. ทั้งหมดนี้เป็นการแสดงให้เห็นชัดว่า ญาณประเภทที่ อนุโลมต่อนิพพิทาญาณ หรือเป็นบุรพภาคของนิพพิทาญาณก็ดี ตัวนิพพิทาญาณ เองก็ดี ญาณทั้งหลายที่เกิดขึ้นภายหลังระงับอาการแห่งนิพพิทาญาณ แล้วทำกิจ ต่อไปก็ดี ล้วนแต่ต้องอาศัยกำลังแห่งการเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ด้วยกัน ทั้งนั้น. เมื่อเป็นดังนั้นญาณเหล่านั้นจึงมีได้ ทั้งในขณะที่ตามเห็นความเป็นอนิจจัง ตามเห็นความจางคลาย ตามเห็นธรรมเป็นเครื่องดับ และตามเห็นความสลัดคืน ดังที่กล่าวมาแล้วได้ด้วยกันทั้งสิ้น และทุกขณะแห่งการหายใจออกและเข้า ดังนั้น จึงสามารถจำแนกญาณเหล่านี้ออกได้เป็น ๘ เสมอไป โดยอาศัยวัตถุ ๔ คือ อนิจจตา วิราคะ นิโรธะ และปฏินิสสัคคะ ; และอาศัยขณะสอง คือขณะแห่งการหายใจออก และขณะแห่งการหายใจเข้า ดังที่กล่าวแล้วนั่นเอง.

น.458 ๔๔๖ -๕๓- ๒ ธันวาคม ๒๕๐๒ หมวดที่ ๑๑ วิมุตติสุข คือ ญาณในความสุขอันเกิดแก่วิมุติ ได้แก่ความรู้โดยประจักษ์ ต่อความสุขที่เกิดขึ้น เพราะจิตหลุดพ้นจากสัญโญชน์ และอนุสัย นับว่าเป็น ความรู้ผลของการปฏิบัติ เป็นญาณหมวดสุดท้าย จำแนกตามสัญโญชน์และอนุสัย ที่อริยมรรคทั้งสี่จะพึงตัด จำแนกโดยละเอียดได้เป็น ๒๑ อย่างคือ- ๑. วิมุตติสุขญาณ เกิดขึ้นเพราะสักกายทิฏฐิถูกละ ถูกตัด เสียได้ ด้วย โสดาปัตติมรรค ๒. วิมุตติสุขญาณ เกิดขึ้นเพราะวิจิกิจฉาถูกละ ถูกตัด เสียได้ ด้วย โสดาปัตติมรรค ๓. วิมุตติสุขญาณ เกิดขึ้นเพราะสีลัพพตปรามาสถูกละ ถูกตัด เสียได้ ด้วยโสดาปัตติมรรค ๔. วิมุตติสุขญาณ เกิดขึ้นเพราะทิฏฐานุสัยถูกละ ถูกตัด เสียได้ ด้วย โสดาปัตติมรรค ๕. วิมุตติสุขญาณ เกิดขึ้นเพราะวิจิกิจฉานุสัยถูกละ ถูกตัด เสียได้ ด้วย โสดาปัตติมรรค

น.459 กามราคะอย่างหยาบถูกละ ถูกตัดเสียได้ ด้วยสกิทาคามิมรรค ๗. วิมุตติสุขญาณ เกิดขึ้นเพราะปฏิฆะอย่างหยาบถูกละ ถูกตัดเสียได้ ด้วยสกิทาคามิมรรค ๘. วิมุตติสุขญาณ เกิดขึ้นเพราะกามราคานุสัยอย่างหยาบถูกละ ถูกตัด เสียได้ ด้วยสกิทาคามิมรรค ๙. วิมุตติสุขญาณ เกิดขึ้นเพราะปฏิฆานุสัยอย่างหยาบถูกละ ถูกตัดเสียได้ ด้วยสกิทาคามิมรรค. ๑๐. วิมุตติสุขญาณ เกิดขึ้นเพราะกามราคะอันละเอียด ถูกละ ถูกตัดเสียได้ ด้วยอนาคามิมรรค. ๑๑. วิมุตติสุขญาณ เกิดขึ้นเพราะปฏิฆะอันละเอียดถูกละ ถูกตัดเสียได้ ด้วยอนาคามิมรรค ๑๒. วิมุตติสุขญาณ เกิดขึ้นเพราะกามราคานุสัยอันละเอียด ถูกละ ถูกตัด เสียได้ ด้วยอนาคามิมรรค ๑๓. วิมุตติสุขญาณ เกิดขึ้นเพราะปฏิฆานุสัยอันละเอียดถูกละ ถูกตัดเสียได้ ด้วยอนาคามิมรรค ๑๔. วิมุตติสุขญาณ เกิดขึ้นเพราะรูปราคะถูกละ ถูกตัดเสียได้ ด้วย อรหัตตมรรค ๑๕. วิมุตติสุขญาณ เกิดขึ้นเพราะอรูปราคะถูกละ ถูกตัดเสียได้ ด้วย อรหัตตมรรค ๑๖. วิมุตติสุขญาณ เกิดขึ้นเพราะมานะถูกละ ถูกตัดเสียได้ ด้วย อรหัตตมรรค

น.460 อุทธ้จจะ ถูกละ ถูกตัดเสียได้ด้วย อรหัตตมรรค ๑๘. วิมุตติสุขญาณ เกิดขึ้นเพราะอวิชชา ถูกละ ถูกตัดเสียได้ด้วย อรหัตตมรรค ๑๙. วิมุตติสุขญาณ เกิดขึ้นเพราะมานานุสัย ถูกละ ถูกตัดเสียได้ด้วย อรหัตตมรรค ๒๐. วิมุตติสุขญาณ เกิดขึ้นเพราะภวราคานุสัย ถูกละ ถูกตัดเสียได้ด้วย อรหัตตมรรค ๒๑. วิมุตติสุขญาณ เกิดขึ้นเพราะอวิชชานุสัย ถูกละ ถูกตัดเสียได้ด้วย อรหัตตมรรค ทั้งหมดนี้จะเห็นได้ว่า ท่านเรียงลำดับเหล่านี้ตาม อาการที่มรรคทั้งสี่ จะพึงละ . สิ่งที่จะพึงละจำแนกเป็น ๒ หมวด คือ หมวดสัญโญชน์ และ หมวดอนุสัย . ใน ๒๑ ข้อนั้นข้อที่ ๑ - ๒ - ๓ - ๖ - ๗ - ๑๐ - ๑๑ - ๑๔ - ๑๕ - ๑๖ ๑๗ - ๑๘ สิบสองข้อนี้เป็นพวกสัญโญชน์ ; ข้อที่ ๔ - ๕ - ๘-๙-๑๒ -๑๓ - ๑๙ - ๒๐ - ๒๑ เก้าข้อนี้ เป็นหมวดอนุสัย เมื่อเป็นดังนี้เห็นได้สืบไปว่า เป็นการ จำแนกที่ซ้ำกันอยู่ คือ ถ้าถือเอาสัญโญชน์ ๑๐ เป็นหลัก ก็มีอนุสัยซ้ำเข้ามาถึง ๗. ถ้าถือเอาอนุสัย ๗ เป็นหลัก ก็มีสัญโญชน์ซ้ำหรือเกินเข้ามาสิบ. นอกจากนั้น พึงสังเกตให้เห็นว่าท่านได้แยกสัญโญชน์หรืออนุสัยบางอย่าง ออกไปเป็นชั้น หยาบและชั้นละเอียดอีก ตามควรแก่อำนาจของอริยมรรคจะพึงตัด เช่นจำแนก กามราคะและปฏิฆะ ว่ามีเป็นอย่างหยาบและอย่างละเอียด ทั้งที่เป็นสัญโญชน์ และอนุสัย ด้วยการจำแนกออกไปเช่นนี้ด้วย และด้วยการรวมเข้าด้วยกันทั้ง สัญโญชน์และอนุสัยด้วย จึงได้จำนวนเป็น ๒๑ ดังกล่าว.

น.461 ๔๔๙ สัญโญชน์ ๑๐ คือ ๑. สักกายทิฏฐิ ๒. วิจิกิจฉา ๓. ลีลัพพตปรามาส ๔. กามราคะ (มีทั้งอย่างหยาบและอย่างละเอียด) ๕ . ปฏิฆะ (มีทั้งอย่างหยาบและ อย่างละเอียด) ๖. รูปราคะ ๗. อรูปราคะ ๘. มานะ ๙. อุทธัจจะ ๑๐. อวิชชา. โสดาปัตติมรรคย่อมตัด สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ; สกิทาคามิ มรรคย่อมตัดเพิ่มจากโสดาปัตติมรรคคือ ตัดกามราคะอย่างหยาบและปฏิฆะอย่าง หยาบ ; อนาคามิมรรคย่อมตัดเพิ่มจากสกิทาคามิมรรคคือ ตัดกามราคะอย่าง ละเอียด และปฏิฆะอย่างละเอียด เป็นอันว่ากามราคะ และปฏิฆะ ถูกตัดหมดไป ในขั้นอนาคามิมรรคนี้. ส่วนอรหัตตมรรค ย่อมตัดเพิ่มจากอนาคามิมรรคคือ รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ และอวิชชา, เป็นอันว่าหมดสัญโญชน์ โดยประการทั้งปวง. เมื่อกล่าวโดยยกเอาอนุสัยเป็นหลัก ; พึงทราบว่า อนุสัยมี ๗ คือ ๑. ทิฏฐานุสัย ๒. วิจิกิจฉานุสัย ๓. กามราคานุสัย (จำแนกเป็นอย่างหยาบ และอย่างละเอียด) ๔. ปฏิฆานุสัย (จำแนกเป็นอย่างหยาบและอย่างละเอียด) ๕. มานานุสัย ๖. ภวราคานุสัย ๗. อวิชชานุสัย. โสดาปัตติมรรคย่อมตัด ทิฏฐานุสัยและวิจิกิจฉานุสัย ; สกิทาคามิมรรค ย่อมตัดกามราคานุสัยอย่างหยาบ และปฏิฆานุสัยอย่างหยาบเพิ่มขึ้น ; อนาคามิมรรค ย่อมตัดกามราคานุสัยอย่าง ละเอียด และปฏิฆานุสัยอย่างละเอียดเพิ่มขึ้น ; ส่วนอรหัตตมรรค ย่อมตัด มานานุสัย ภวราคานุสัย และอวิชชานุสัย. เมื่อนำสัญโญชน์ ๑๐ และอนุสัย ๗ มาเปรียบเทียบกันดู ย่อมจะเห็นได้ว่า เพียงแต่จำนวนต่างกัน เพราะเล็งถึงกิริยาอาการ ที่ทำหน้าที่เป็นกิเลสต่างกัน คือ สัญโญชน์หมายถึง เครื่องผูกพัน และอนุสัยหมายถึง เครื่องนอนเนื่องอยู่ในสันดาน

น.462 ๔๕๐ แต่โดยเนื้อแท้นั้นเป็นของอย่างเดียวกันได้ โดยการปรับให้เข้ากันดังต่อไปนี้คือ : เมื่อเอาอนุสัยเจ็ดเป็นหลักยืน เอาสัญโญชน์สิบมาทำการสงเคราะห์เข้าในอนุสัย เรื่องก็จะกลายเป็นว่า สักกายทิฏฐิและสีลัพพตปรามาส ๒ อย่างนี้คือทิฏฐานุสัย, วิจิกิจฉา คือวิจิกิจฉานุสัย, กามราคะ คือกามราคานุสัย, รูปราคะและอรูป ราคะ ๒ อย่างนี้คือภวราคานุสัย, มานะและอุทธัจจะ ๒ อย่างนี้ คือมานานุสัย, อวิชชาคือ อวิชชานุสัย. สัญโญชน์ ๑๐ อย่าง จึงลงตัวกันได้กับอนุสัย ๗ อย่าง ด้วยอาการดังกล่าวนี้. สัญโญชน์ ๑๐ และอนุสัย ๗ รวมกันเป็น ๑๗ กามราคะและปฏิฆะ ทั้งของสัญโญชน์ และของอนุสัย ถูกแยกออกเป็นอย่างหยาบและอย่างละเอียด ทั้ง ๒ ชื่อ และทั้ง ๒ ประเภท จึงได้เพิ่มมาอีก ๔ เมื่อไปรวมกับ ๑๗ จึงเป็น ๒๑ วิมุตติสุขญาณ จำแนกโดยอาการอย่างนี้จึงมี ๒๑ ดังกล่าวแล้ว ซึ่งแท้จริงอาจจะ กล่าวได้ว่ามีเพียง ๑๐ เท่ากับจำนวนแห่งสัญโญชน์ หรือมีเพียง ๗ เท่ากับจำนวน อนุสัย หรือแม้ในที่สุดมีเพียง ๔ เท่ากับจำนวนแห่งอริยมรรค ก็นับว่าเป็นสิ่งที่ อาจจะกล่าวได้อยู่นั้นเอง.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต