Buddhadasa.org

อานาปานสติภาวนา เล่ม 3 ว่าด้วยปัญญาล้วน ตอนที่ ๘ — ภาคผนวกที่ ๑ ข. อริยมรรค ๔ ตัดสัญโญชน์

อานาปานสติภาวนา เล่ม 3 ว่าด้วยปัญญาล้วน — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — อานาปานสติภาวนา เล่ม 3 ว่าด้วยปัญญาล้วน (๑๐ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.463 ทางที่สะดวกที่สุดสำหรับการศึกษา นั้น ควรจะกำหนดมาจากการที่ อริยมรรคทั้ง ๔ ตัดสัญโญชน์และอนุสัยนั้นโดยตรง แล้วพิจารณากันถึงลักษณะ แห่งสัญโญชน์และอนุสัยนั้นโดยละเอียดจนเห็นได้ว่า ถ้าสิ่งเหล่านี้ ๆ หมดไปแล้ว ผลอะไรจะเกิดขึ้น ก็จะทราบคุณสมบัติแห่งวิมุตติสุขญาณเหล่านั้นได้เป็นอย่างดี ดังต่อไปนี้ คือ :- ๑. โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติมรรค ย่อมตัดสัญโญชน์คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา และ สีลัพพตปรามาสและย่อมตัดอนุสัยคือ ทิฏฐานุสัยและวิจิกิจฉานุสัย ถ้านับเรียง อย่างก็ถึง ๕ อย่าง หรือกล่าวได้ว่า มีวิมุตติสุขและวิมุตติสุขญาณ เกิดขึ้นได้ถึง ๕ อย่าง ข้อนี้เป็นไปได้ในเมื่อตีความของคำว่า สัญโญชน์และอนุสัยให้ต่างกัน จนกระทั่งเมื่อละได้แล้ว ย่อมเกิดผลเป็นความสุขต่างกันจริง ๆ เช่นสัญโญชน์หรือ อนุสัยอันมีนามว่าวิจิกิจฉานั้น ถือว่ามีความหมายต่างกัน กล่าวคือวิจิกิจฉานุสัย หมายถึงวิจิกิจฉาที่นอนเนื่องอยู่ในสันดาน มีผลทำให้สันดานเศร้าหมอง ซึ่งเมื่อ ละได้แล้ว ทำให้สันดานบริสุทธิ์. ส่วนวิจิกิจฉาที่เป็นสัญโญชน์นั้น หมายถึงวิจิกิจฉา ที่ทำหน้าที่ผูกพันสัตว์ไว้ในสังสารวัฏ คือการเวียนว่ายอยู่ในกองทุกข์ ซึ่งเมื่อละ ได้แล้ว มีผลเกิดขึ้นคือ สัตว์หลุดพ้นจากความทุกข์ หรือจากวัฏฏสงสาร. นี่ทำ ให้เห็นความแตกต่างกันอยู่คือ ตัดอนุสัยได้ทำให้สันดานบริสุทธิ์ ตัดสัญโญชน์ได้ ทำให้หลุดพ้นจากความทุกข์ แต่ความหมายอันแท้จริงของผลทั้ง ๒ อย่างนี้ก็คือ

น.464 ๔๕๒ ความไม่มีทุกข์ หรือที่เรียกว่าวิมุตติสุขอย่างเดียวกันนั่นเอง. ฉะนั้นถ้าจะถือเอาโดย นัยอันละเอียดเช่นนี้ ก็ทำให้กล่าวอาการของวิมุตติสุขในขั้นโสดาปัตติมรรคนี้ได้โดย เจาะจงลงไปว่า วิมุตติสุขเกิดขึ้น ๓ อย่างแรก เพราะเครื่องผูกพันถูกตัดออกไป ๓ อย่างแล้ว คือสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส และวิมุติสุขเกิดขึ้นอีก ๒ อย่าง เพราะสันดานของผู้นั้นถูกชำระให้หมดจดจากอนุสัย ๒ อย่างคือ ทิฏฐานุสัย และ วิจิกิจฉานุสัย. แต่ถ้ากล่าวโดยตรงกันข้าม ก็อาจกล่าวได้อีกเหมือนกันว่า กิเลสทั้ง ๒ ประเภทนี้เป็นของอย่างเดียวกัน ชื่อเดียวกัน และสามารถทำหน้าที่พร้อมกันได้ถึง ๒ อย่างเป็นอย่างน้อย เช่นวิจิกิจฉานั่นเอง ในขณะที่นอนเนื่องอยู่ในสันดาน ก็ทำ หน้าที่ผูกพันสัตว์ให้ติดอยู่ในสังสารวัฏฏ์ พร้อมกันไปในตัวในคราวเดียวกัน ไม่ใช่ นอนอยู่เฉย ๆ โดยไม่ทำอะไร หรือไม่ให้เกิดผลอย่างใดขึ้น. ถ้าเป็นดังนี้ก็เป็นอัน ว่ากิเลสสัญโญชน์หรืออนุสัยนั้นเป็นอกุศลธรรมอย่างเดียว มีเพียงอย่างเดียว แล้ว ทำหน้าที่ได้หลาย ๆ อย่าง จนเป็นเหตุให้ได้ชื่อแตกต่างกันออกไป เช่นวิจิกิจฉา สัญโญชน์ วิจิกิจฉาอนุสัย และวิจิกิจฉานิวรณ์ ดังนี้เป็นต้น. ถ้าตัดวิจิกิจฉาตัวแท้ ได้เด็ดขาดก็เป็นอันตัดวิจิกิจฉาได้ทุกชื่อ วิมุตติสุขเนื่องด้วยการตัดวิจิกิจฉาก็มีเพียง อย่างเดียวไม่แยกเป็นสองเหมือนที่กล่าวโดยนัยแรก. นี่คือใจความสำคัญ ที่จะต้อง สังเกตให้เห็นในคำกล่าว ที่อาจจะกล่าวได้ต่าง ๆ กัน จนทำให้เกิดการฟั่นเฝือขึ้นได้ เพราะเพียงแต่ใช้หลักเกณฑ์ในการกล่าวที่ต่างกันเท่านั้น ; เมื่อกล่าวโดยนัยหลังนี้ สัญโญชน์ที่เหลืออีกสองคือ สักกายทิฏฐิและสีลัพพตปรามาส ย่อมถูกสงเคราะห์ เข้าในทิฏฐานุสัย เพราะทั้ง ๒ อย่างนั้นเป็นตัวความเห็นผิด หรือเป็นมิจฉาทิฏฐิ ประเภทเดียวกับทิฏฐานุสัยนั่นเอง. การตัดทิฏฐานุสัยเสียได้ จึงได้แก่การตัด

น.465 ๔๕๓ สักกายทิฏฐิ และสีลัพพตปรามาสเสียได้ เรื่องจึงสั้นเข้ามาทุกที ๆ กล่าวคือโสดา- ปัตติมรรค ตัดกิเลสเพียง ๒ ประเภท คือตัดสัญโญชน์สามหรืออนุสัยสอง แล้วแต่ เราจะมุ่งหมายกล่าวถึงกิเลสประเภทไหนนั้นต่างหาก. และเมื่อสัญโญชน์สามมีค่า เท่ากับอนุสัยสอง ก็เป็นอันกล่าวได้อีกว่าสัญโญชน์สามไม่ต้องกล่าวถึง ; โสดา- ปัตติมรรคคงตัดเพียงอนุสัยสอง คือทิฏฐานุสัย ซึ่งเป็นมิจฉาทิฏฐิกลุ่มหนึ่งใน อันดับแรก และวิจิกิจฉานุสัยซึ่งได้แก่ความลังเล ไม่แน่ใจในความรู้ในสรณะและ ในทางปฏิบัติที่ตนจะเลือกเอา ; ซึ่งสรุปความได้ว่า โสดาปัตติมรรคคงตัดเพียง ของ ๒ อย่างคือ มิจฉาทิฏฐิขั้นต้นกับวิจิกิจฉาเท่านั้น : และเมื่อกล่าวให้สรุป ยิ่งไปกว่านั้นอีก ก็ยังกล่าวได้สืบไปว่ามิจฉาทิฏฐิกับวิจิกิจฉา ๒ อย่างนี้รวมกันเข้า ก็คือโมหะ ในขั้นที่ทำให้บุคคลไม่รู้จักหนทางแห่งพระนิพพานในเบื้องต้นนั่นเอง. ฉะนั้นเป็นอันกล่าวได้ในที่สุดว่าโสดาปัตติมรรคตัดเพียงของอย่างเดียว คือตัดเสีย ซึ่ง โมหะ ในขั้นที่ทำให้บุคคลดำเนินไม่ถูกทางแห่งพระนิพพาน ครั้นตัดได้แล้ว ก็ทำบุคคลนั้นให้ดำเนินลงสู่ต้นทางของพระนิพพาน สมตามความหมายของคำว่า โสดาบันซึ่งแปลว่าผู้ถึงกระแส คือถึงต้นทางแห่งพระนิพพาน นั่นเอง. โดยนัยที่เปรียบเทียบกันมาแล้วนี้ ทำให้เห็นได้ว่า ถ้าเรามีความมุ่งหมาย ที่จะจำแนกและทำการจำแนกออกไปแล้ว โสดาปัตติมรรคก็ตัดสัญโญชน์และอนุสัย ได้ถึง ๕ อย่างและมีวิมุตติสุขเกิดขึ้นถึง ๕ ชนิด ; แต่ถ้าเรามีความมุ่งหมายจะทำ การสงเคราะห์ คือย่นย่อและทำการย่นย่อแล้ว พระโสดาบันก็ตัดกิเลสเพียงหนึ่ง คือ โมหะชนิดที่ทำให้คนเดินผิดทางของพระนิพพาน ดังที่กล่าวมาแล้วนั้นเอง และวิมุตติสุขก็มีเพียงหนึ่ง กล่าวคือวิมุตติสุขที่เกิดมาจากการเดินที่ถูกทาง หรือ กำลังดำรงตนอยู่ในทางของพระนิพพาน ดังนี้ก็พอแล้ว. ฉะนั้นพึงเข้าใจว่า การที่ท่านจำแนกเป็น ๕ อย่างนั้น เป็นแต่เพียงมุ่งหมายกล่าวอย่างแยกแยะ

น.466 ๔๕๔ ให้ละเอียดออกไปในทุกแง่ทุกมุม จากของเพียงอย่างเดียวเท่านั้น. ถ้าเข้าใจ ของท่านถูก ก็เป็นเครื่องเรื่องปัญญา ถ้าเข้าใจผิดหรือเข้าใจไม่ได้ก็ฟั่นเผื่อเป็น ธรรมดา. สัญโญชน์และอนุสัย ในขั้นที่โสดาปัตติมรรคจะพึงตัดพร้อมทั้งผลที่ เกิดขึ้นจากการตัด มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ คือ :- -๕๕- ๔ ธันวาคม ๒๕๐๒ ก. สักกายทิฏฐิ คำนี้แปลว่า ความเห็นว่ามีกายของตน หรือมีกาย ชนิดที่เป็นของเที่ยงแท้ถาวร ทำนองที่เป็นอาตมัน คือเป็นตัวตนที่ไม่รู้จักสูญ และไม่รู้จักเปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นได้โดยง่ายที่สุด ถึงกับกลาย เป็นสัญชาตญาณอันหนึ่งไป. จะถือว่าตัวตนนี้ไม่รู้จักดับสูญ หรือเพียงแต่ถือ ว่าขณะนี้ตนกำลังมีตนชนิดนั้นอยู่เป็นของตน จนตลอดชีวิตก็ตาม ล้วนแต่จัดว่า เป็นสักกายทิฏฐิในที่นี้ทั้งนั้น. ความเห็นข้อนี้โดยใจความสำคัญนั้น ตรงกันข้าม จากความเห็นที่ว่าสิ่งทั้งปวงมีเหตุมีปัจจัย และเป็นไปตามอำนาจของเหตุปัจจัย เช่นเกิดขึ้นก็เพราะมีเหตุ และดับไปก็เพราะเหตุดับ. ถ้าถือว่ามีกายของตนเป็น ของเที่ยงเสียแล้ว ก็ไม่มีเรื่องอะไรเกี่ยวกับการดับทุกข์ เพราะตนหรือกายของตน เป็นของเที่ยง หรือของสุขอยู่ในตัวเองแล้ว จะต้องไปฏิบัติเพื่อนิพพานอีกทำไม กัน. ฉะนั้นความเห็นว่ามีตัวตนเป็นของเที่ยง จึงเป็นปฏิปักษ์ต่อการปฏิบัติเพื่อ

น.467 ๔๕๕ นิพพาน ซึ่งเป็นการปฏิบัติให้เห็นความที่สิ่งทั้งปวงว่างเปล่าจากตัวตน ไม่มีสิ่งใด ที่ควรกล่าวว่าตัวตนหรือว่าสักกายะก็ตาม เพราะฉะนั้นสักกายทิฏฐิจึงเป็นสิ่งที่ ขัดขวางต่อเบื้องต้นของพรหมจรรย์ กล่าวคือการปฏิบัติที่เป็นไปเพื่อนิพพานโดย ตรง; ต่อเมื่อเพิกถอนความเห็นผิดอันนี้เสียได้ ไปมีความเห็นถูกในทำนองที่ ตรงกันข้าม คือเห็นว่าตัวตนไม่มี มีแต่ธรรมชาติธรรมดา ซึ่งไม่ใช่ตัวตนทั้งนั้น จึงจะเรียกว่ามีความเห็นที่อยู่ในร่องในรอย หรือในกระแสที่เอียงไปหาพระนิพพาน ที่เป็นของพุทธศาสนา. แม้ว่ายังละความยึดถือตัวตนหรือของตนไม่ได้โดยเด็ดขาด แต่ก็เห็นชัดว่าสิ่งทั้งปวงไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตนจริง ๆ และกำลังพยายามทำลายความ ยึดถืออยู่ตลอดเวลา แม้เพียงเท่านี้ ก็ชื่อว่ามีการย่างเหยียบลงไปสู่ต้นทางแห่ง นิพพานได้. ฉะนั้นการละสักกายทิฏฐิ จึงเป็นการละมิจฉาทิฏฐิ หรือละโมหะชนิด ที่ทำให้บุคคลย่างเหยียบลงในร่องรอยของหนทางแห่งนิพพานไม่ได้ ประการหนึ่ง ; ถ้าละเสียได้ ก็ถือว่าเป็นความดีงามหรือความสุข หรือความหลุดพ้นในทางที่ถูก ตามหลักแห่งพุทธศาสนาได้ประการหนึ่ง. เมื่อเรียกว่าสักกายทิฏฐิ ก็จัดเป็น สัญโญชน์ ซึ่งแปลว่าเครื่องผูกพัน ; เมื่อเรียกว่าทิฏฐานุสัย ก็จัดเป็นอนุสัย ซึ่งแปลว่าสิ่งเป็นเครื่องนอนเนื่องในสันดาน ; ต่างกันสักว่าชื่อเท่านั้น. ข. วิจิกิจฉา แปลว่า ความลังเล หมายถึงมิจฉาทิฏฐิยังมีอยู่มาก เกินไป สัมมาทิฏฐิยังมีไม่มากพอ จึงทำให้ไม่แน่ใจต่อการปฏิบัติที่ถูกต้อง คือ ที่เป็นไปเพื่อนิพพานโดยตรง ; และความลังเลนี้ ขยายตัวออกไปได้ในทุก ๆ สิ่งที่ เกี่ยวกับการปฏิบัติเพื่อนิพพาน ตามแต่เราจะเพ่งเล็งไปยังอะไร หรือเรียกว่าอะไร. เช่นลังเลต่อวิชชาความรู้หรือสัจจะความจริง ที่เรียกว่าสัจจธรรมหรือหลักธรรม ที่ตนจะยึดถือว่าเป็นของจริงหรือของถูก ; หรือมีความลังเลในสิ่งที่ตนจะยึดถือ เอาเป็นที่พึ่งเป็นสรณะ เช่น ลังเลต่อการถือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

น.468 ๔๕๖ เพราะความไม่ไว้ใจว่าจะเป็นที่พึ่งได้จริง ทั้งที่เห็นเขาพากันถืออยู่ และตนได้ สมัครถือไปตามเขาแล้วก็ตาม ; รวมทั้งการลังเลต่อการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ต่อสิ่งซึ่งพระองค์ทรงนำมาสอน ซึ่งเมื่อรวมใจความแล้วก็คือลังเลต่อการปฏิบัติ เพื่อนิพพาน ว่าจะไม่เป็นทางดับทุกข์ได้จริง กล่าวโดยเจาะจงก็คือลังเลว่าอริย- มรรคนั้น จักไม่ตัดกิเลสได้จริง จึงไม่สมัครที่จะเดินตามทางแห่งอริยมรรค. ถ้า ความรู้สึกอย่างนี้ยังมีอยู่ ก็เป็นอันกล่าวได้ว่า เจตสิกธรรมที่เป็นอกุศลชนิด ที่นอนเนื่องอยู่ในสันดาน ที่บัญญัติชื่อเรียกว่าวิจิกิจฉานั้นยังคงมีอยู่ในสันดาน พร้อมอยู่เสมอที่จะปรุงแต่งจิตให้มีความคิดไปทางลังเล โดยอาการดังที่กล่าวแล้ว ข้างต้น. ความรู้สึกตามสัญชาตญาณของสัตว์ ย่อมเอียงไปในกามและภพ คือ ความเป็น ตามที่ตนอยากจะเป็นอยู่เป็นประจำ หรือเรียกว่าเป็นนิสัย ; เมื่อ ได้ยินได้ฟังหรือได้รับความรู้ความคิดอันใหม่ ซึ่งเป็นไปในทางที่จะไถ่ถอนเสีย ซึ่งกามและภพ ก็มีความลังเลยากที่จะยอมรับเอาข้อปฏิบัติเหล่านั้นได้ ; ฉะนั้น วิจิกิจฉาจึงเป็นมิจฉาทิฏฐิหรือโมหะประเภทที่กีดกันสัตว์ ไม่ให้ย่างเหยียบลงสู่ ร่องรอยของหนทางแห่งนิพพาน อีกอย่างเดียวกัน. เมื่อใดกำลังแห่งความรู้ ที่ถูกต้อง ที่เรียกว่าสัมมาทิฏฐิมีมากพอ จนตัดความลังเลนั้นเสียได้ บุคคลนั้น ก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้ก้าวลงสู่หนทางของนิพพานได้แล้วโดยแน่นอน และเราบัญญัติ เรียกบุคคลอย่างนี้ว่า เป็นพระโสดาบัน. อกุศลเจตสิกที่เรียกว่า วิจิกิจฉานี้ ถ้าเพ่ง ถึงอาการที่มันผูกพันสัตว์ไว้ ในการเดินทางที่ผิด ในการเป็นอยู่ที่ผิด ความหมกจม ว่ายเวียนอยู่กับความทุกข์ แล้วก็เรียกว่า วิจิกิจฉาสัญโญชน์ ; และเมื่อเพ่งเล็งถึง อาการที่มันมีประจำอยู่ในสันดานของปุถุชนอย่างเหนียวแน่น และไม่ขาดสายแล้ว ก็ถูกเรียกว่า วิจิกิจฉานุสัย ตรงตามความหมายของคำว่าสัญโญชน์และคำว่าอนุสัย ดังที่วินิจฉัยแล้วข้างต้น ; ละเสียได้เมื่อใด ก็ไม่มีอะไรเป็นเครื่องผูกพันสัตว์ ไม่ให้ย่างเหยียบลงในร่องรอยแห่งนิพพานอีกต่อไป.

น.469 ๔๕๗ ค. สีลัพพตปรามาส คำนี้ แปลว่า การลูบคลำซึ่งศีลและพรต หรือ การลูบคลำแห่งศีลและพรต. อย่างแรกหมายถึงความเข้าใจผิดต่อความหมายอัน แท้จริงของคำว่าศีลและพรต ; อย่างหลังหมายถึงความที่ยังโง่มากยังหลงมาก ถึงขนาดที่ให้ศีลพรตประเภทที่ผิด ๆ หรืองมงายไร้สาระครอบงำเอา. ทั้ง ๒ อย่าง นี้ นำให้เกิดความยึดมั่นถือมั่นต่อศีลและพรตผิดไปหมดทุกอย่างทุกทาง จนไม่ สามารถใช้ศีลและพรตใดๆ ให้เป็นประโยชน์แก่การดำเนินไปในทางของพระ นิพพานได้แม้แต่น้อย ทั้งยังหลับหูหลับตายึดมั่นถือมั่นในศีลและพรต โดยวิธี ไร้สาระอยู่อย่างไม่รู้สร่าง. ตามที่เป็นอยู่จริงในที่ทั่ว ๆไปนั้น เป็นไปโดยอาการ ๒ สถาน คือหลงใหลยึดถือ การถือสรณคมณ์ การบำเพ็ญทาน การรักษาศีล การเจริญสมาธิ และวิปัสสนาที่ถูกต้อง ให้เขวไปในทางขลังทางศักดิ์สิทธิ์ อธิบาย ไม่ได้ด้วยเหตุผล ทำบุคคลให้กลายเป็นบุคคลศักดิ์สิทธิ์วิเศษไปอย่างหลับหูหลับตา เพราะจิตยึดมั่นในความขลังความศักดิ์สิทธิ์แต่อย่างเดียวนั่นเอง นี้ทางหนึ่ง ซึ่งสรุป เรียกได้ว่าทำของดีหรือของสะอาด ให้กลายเป็นของสกปรกไป ; ส่วนอีกทางหนึ่ง ตรงกันข้าม คือไปเอาของปลอมหรือของสกปรกภายนอกพุทธศาสนาเข้ามาถือไว้ ในฐานะเป็นของดี ของสะอาด ในพุทธศาสนา. ข้อนี้ได้แก่การที่ไปหลงเอาข้อ ปฏิบัติงมงายไร้สาระ หรือถึงกับสกปรกโสมมนอกพุทธศาสนา หรือก่อน พุทธศาสนา มายึดถือเป็นข้อปฏิบัติ หรือทำที่พึ่งให้แก่ตนด้วยความสำคัญผิด หรือด้วยอำนาจของโมหะอย่างเดียวกัน. รวมใจความเข้าด้วยกันอย่างสั้น ๆ ก็คือ โมหะหรือความหลงที่ทำให้ไม่สามารถจับฉวยเอาศีล และพรตที่ถูกต้องแท้จริง มาประพฤติปฏิบัติให้สำเร็จประโยชน์ได้นั่นเอง. ถ้าโมหะในขั้นนี้ยังมีอยู่ในสันดาน อยู่เพียงใดแล้ว ก็เป็นที่เห็นชัดอยู่แล้วว่า ไม่มีช่องทางที่เขาจะย่างเหยียบลง สู่ร่องรอยแห่งการปฏิบัติเพื่อนิพพานได้เลย แต่ถ้าชำระชะล้างหรือเพิกถอนเสียได้ เมื่อใด แนวทางแห่งนิพพานก็จะเปิดเผยอย่างโล่งโถง และชัดเจนแก่บุคคลนั้น ทันที ทำให้เขาหมดความลังเล ที่จะไม่ปฏิบัติเพื่อนิพพาน หรือทำให้เขามีความ

น.470 ๔๕๘ เข้าใจถูกต้องในความจริงที่ว่า สิ่งทั้งปวงไม่ใช่ตัวตน ; เป็นอันว่าเขากำลังปฏิบัติถูก ปฏิบัติชอบ กำลังมีศีลและพรตอย่างสมบูรณ์ ในทางที่จะเป็นไปเพื่อนิพพาน โดยส่วนเดียว. พิจารณาดูแล้วจะเห็นได้ด้วยตนเองว่า ความเข้าใจผิดต่อศีลและ พรตโดยทำนองที่กล่าวนี้ มันผูกพันหรือทำการกักกันสัตว์ไม่ให้ออกจากความเป็น ปุถุชน ไปสู่ความเป็นพระอริยเจ้าได้อย่างไร เพราะฉะนั้นจึงได้นามว่าสัญโญชน์ แต่ถ้าเล็งถึงความที่สัตว์มีความโง่เขลาชนิดนี้อยู่เป็นของประจำตัว ด้วยอำนาจ สัญชาตญาณแห่งการหลงใหลในสิ่งที่แปลกประหลาดอัศจรรย์ผิดธรรมดา อย่างที่ เรียกว่าความขลัง ความศักดิ์สิทธิ์ไม่มีสร่างแล้ว การถือศีลและพรตอย่างผิด ๆ ก็ได้นามว่าอนุสัย สงเคราะห์ลงในคำว่า ทิฏฐานุสัย กล่าวคือการเห็นผิดชนิดหนึ่ง ที่มีประจำสันดานนั่นเอง ; ทำนองเดียวกับที่ได้สงเคราะห์สักกายทิฏฐิสัญโญชน์ ว่าเป็นทิฏฐานุสัย ดังที่กล่าวแล้วข้างต้น. สัญโญชน์สามก็ดี อนุสัยสองก็ดี ดังที่กล่าวมาแล้วนี้ โดยใจความเล็งถึง โมหะอย่างเดียวกันและเท่ากัน สติปัญญาหรือญาณที่ถึงขนาดที่จะตัดโมหะส่วนนี้ ได้นั้น ถูกบัญญัติชื่อว่าโสดาปัตติมรรคญาณหรือเรียกสั้นๆ ว่าโสดาปัตติมรรค ซึ่งแปลว่ามรรคหรือญาณเพื่อการถึงกระแส (โสต = กระแส + อาปฺติ = การถึงทั่ว + มรรค = ทาง คือปัญญา) ถ้ามีการถามว่าโสดาปัตติมรรคญาณนี้มีอำนาจหรือ กำลังเท่าไร หรืออย่างไร ก็อาจตอบได้แต่เพียงว่า มันมีอำนาจหรือกำลังเท่าที่ หรืออย่างที่จะสามารถทำลายสัญโญชน์สาม หรืออนุสัยสอง ก็ตามให้หมดไปจาก สันดานได้เท่านั้นเอง ไม่ต้องการอะไรให้มากไปกว่านั้น ไม่หวังจะให้ขลังหรือ ศักดิ์สิทธิ์อะไรนอกไปจากนั้น กล่าวคือต้องการแต่เพียงให้สามารถย่างเท้าลงสู่ ร่องรอยแห่งหนทางของนิพพานได้เป็นเบื้องต้นเท่านั้นเอง ปัญญาถึงขนาดนี้แหละ ที่เรียกว่าโสดาปัตติมรรคญาณ.

น.471 ๔๕๙ เพื่อความกระจ่างยิ่งขึ้นไปอีก ควรพิจารณาให้ทราบถึงข้อที่ว่า การตัดสัญโญชน์สามหรืออนุสัยสองได้ด้วยโสดาปัตติมรรคญาณนี้ ที่แท้ก็มาจากการเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ในขณะแห่งอานาปานสติขั้นสมบูรณ์ คือ เห็นว่าเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่มีอะไรเป็นตัวตน จนถึงกับละสักกายทิฏฐิได้ ; เห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อย่างแจ่มแจ้งว่าเราเป็นทุกข์กันอยู่ก็เพราะไม่เห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตาแท้ ๆ จึงมีความแน่ใจไม่ลังเลในการที่จะปฏิบัติเพื่อให้เห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ยิ่งขึ้นไป ตามแบบของพระพุทธเจ้า จึงตัดวิจิกิจฉาได้ ไม่ลังเลในสรณะและการปฏิบัติของตนอีกต่อไป ; และมีการเห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อย่างแจ่มแจ้ง จนรู้จักกฎเกณฑ์ของความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นอย่างดี ไม่หลงงมงายในศีลและพรตชนิดที่ไม่เป็นไปเพื่อทำให้เห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ได้อีกต่อไป จึงตัดสีลัพพตปรามาสได้ ซึ่งหมายความถึงตัดอนุสัยทั้ง ๒ อย่างข้างต้นได้ด้วยอีกนั่นเอง. สรุปความได้ ว่าการเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นั่นแหละค่อย ๆ ไต่ขึ้นมาตามลำดับ จนถึงขนาดเห็นความจริงของสิ่งทั้งปวงในระดับหนึ่งได้ จึงสามารถตัดสัญโญชน์สาม หรือตัดตัวโมหะที่สะกัดกั้นไม่ให้สัตว์เดินถูกทางแห่งนิพพานได้อย่างราบเตียน ดังนี้.

น.472 ๔๖๐ - ๕๖ - ๕ ธันวาคม ๒๕๐๒ ๒. สกิทาคามิมรรค สกิทาคามิมรรค ย่อมตัดสัญโญชน์สองหรืออนุสัยสอง ซึ่งมีชื่ออย่างเดียวกันเพิ่มขึ้นอีก กล่าวคือกามราคะสัญโญชน์หรือกามราคานุสัย และปฏิฆะสัญโญชน์หรือปฏิฆานุสัย หากแต่ไม่สามารถตัดได้โดยสิ้นเชิง คงตัดได้เฉพาะที่เป็นชั้นหยาบหรือที่เรียกว่าโอฬาริกะ คงเหลืออยู่ที่เป็นชั้นละเอียด ซึ่งแทบไม่ปรากฏอาการ. กามราคะ และ ปฏิมะ มีชื่อตรงกันทั้งที่เป็นสัญโญชน์และเป็นอนุสัย ข้อนี้ย่อมแสดงว่าเป็นกิเลสที่มีชื่อ เป็นที่รู้จักกันแพร่หลายยิ่งกว่ากิเลสชื่ออื่น. ความหมายของคำว่าสัญโญชน์ และคำว่าอนุสัยต่างกันอย่างไรได้กล่าวแล้วข้างต้น แต่ข้อสำคัญที่จะต้องไม่ลืมนั้นมีอยู่ว่า มันเป็นสิ่งที่แยกกันไม่ได้ กล่าวคือถ้าตัดกามราคะสัญโญชน์ ก็ต้องเป็นอันตัดกามราคานุสัยด้วย อย่างที่จะหลีกเลี่ยงไม่ได้เพราะเป็นของสิ่งเดียวกัน แต่ทำหน้าที่หลายอย่าง และเราไปให้ชื่อมันแปลก ๆ กันตามหน้าที่ ที่มันกระทำดังที่กล่าวแล้วข้างต้น ซึ่งจะต้องกำหนดไว้เป็นหลักเสมอไปมิฉะนั้นจะฟั่นเฝือ จึงได้กล่าวย้ำอีกในที่นี้.

น.473 ๔๖๑ คำว่า สกิทาคามิมรรค แปลว่า มรรคแห่งบุคคลผู้มาอีกเพียงคราวเดียว (สกิ = คราวเดียว + อาคามี = ผู้มีการมา + มรรค = หนทาง คือปัญญา) จากความ หมายของคำ ๆ นี้ ทำให้เห็นได้ชัดอยู่ในตัวว่า เมื่อกล่าวโดยบุคคลาธิษฐานแล้ว พระอริยบุคคลในขั้นนี้ เป็นพวกที่มีการเดินทางไปบ้างแล้ว ผิดจากพระอริยบุคคล ในขั้นแรกกล่าวคือพระโสดาบัน ซึ่งเป็นเพียงผู้ที่ย่างเหยียบลงสู่ทางเท่านั้น หรือ ถ้ากล่าวโดยธรรมาธิษฐาน ก็เป็นอันกล่าวได้ว่าอริยมรรคในขั้นที่สองนี้ ได้ตัดกิเลส ประเภทอื่นรุดหน้าต่อไปอีก จากที่โสดาปัตติมรรคได้ตัดแล้ว ดังที่ได้ระบุไว้ ข้างต้นว่า ได้ตัดกามราคะและปฏิฆะ ส่วนที่เป็นโอฬาริกะ คือที่แสดงกิริยาอาการ ให้ปรากฏได้สิ้นเชิง จึงเป็นเหมือนกับการรุดหน้าไปแล้วตอนหนึ่งแม้จะยังไม่ถึง ที่สุดก็ตาม และคำว่า "มาอีกเพียงครั้งเดียว" นั่นเอง ย่อมแสดงถึงความสูงต่ำ ของอริยมรรค ขั้นนี้อยู่ในตัว หมายความว่ามีจิตใจสูงไปในทางของโลกุตตระ ถึงขนาดที่ว่าหากจะหวนย้อนมาระลึกถึงโลกิยะด้วยความอาลัยอีก ก็มีได้เพียง ครั้งเดียวเท่านั้น ซึ่งมักจะใช้โวหารพูดกันไปในทำนองว่า จะมาเกิดในกามภพ ได้อีกเพียงครั้งเดียว หรือบางคนก็มักจะระบุลงไปเลยว่ามาเกิดในมนุษย์โลกอีก เพียงครั้งเดียว ซึ่งเป็นการกล่าวอย่างบุคคลาธิษฐานที่รุนแรงยิ่งขึ้นไปอีก. ถ้าจะ กล่าวสรุปสั้น ๆ อย่างธรรมาธิษฐานแท้ ก็กล่าวได้ว่าหากความคิดจะน้อมมาในทาง กาม หรือในทางปฏิฆะอย่างหยาบ ก็จะน้อมมาได้เพียงครั้งเดียว ; ซึ่งพูดอย่าง โวหารธรรมดาก็ว่า จะมีความคิดน้อมมารู้สึกรักหรือชังอย่างปุถุชนธรรมดาสามัญ ได้อีกอย่างมาก ก็เพียงครั้งเดียวเท่านั้น ไม่ต้องกล่าวถึงการกระทำหรือกล่าวถึง การเกิดทางรูปกายเป็นหลักแต่ประการใด นี้คือขอบเขตที่เป็นการบัญญัติความ แตกต่าง ระหว่างอริยมรรคขั้นที่หนึ่งและอริยมรรคขั้นที่สอง.

น.474 ๔๖๒ ถ้าจะกล่าวเปรียบเทียบกันอีกทางหนึ่ง เพื่อให้เห็นชัดโดยง่ายยิ่งขึ้นไปอีก ก็อาจจะกล่าวได้ว่า โสดาปัตติมรรคละสัญโญชน์ประเภทโมหะได้ ๓ ชนิด หรือ อนุสัยประเภทโมหะได้ ๒ ชนิดก็ตาม สกิทาคามิมรรค ก็ละสัญโญชน์หรืออนุสัย ประเภทราคะและโทสะได้อีกตั้งครึ่งตั้งค่อน ซึ่งเปรียบกันได้กับการเดินทางไปบ้าง แล้วเป็นส่วนมาก ในเมื่อโสดาปัตติมรรคเป็นแต่เพียงการคลำหาจนพบหนทางที่ถูก และเริ่มลงมือเดินเท่านั้น. จากข้อเปรียบเทียบนี้ ย่อมแสดงให้เห็นความจริงที่ สำคัญได้บางอย่าง เช่นว่า จะต้องมีการตัดโมหะที่จำเป็นบางส่วนเสียก่อน ก่อน การตัดราคะหรือโทสะโดยตรง. สมตามที่ได้ทรงบัญญัติไว้ว่า มรรคมีองค์แปด มีสัมมาทิฏฐิหรือปัญญานำหน้า แล้วจึงมาถึงศีลหรือสมาธิ แต่คนทั่วไปมักจะ หลงผิดไปตามลำดับแห่งการบัญญัติทางฝ่ายหลักวิชาหรือฝ่ายหลักทฤษฎี กล่าวคือ เรียงลำดับ ราคะหรือโลภะเป็นที่หนึ่ง โทสะหรือโกธะเป็นที่สอง และโมหะ เป็นที่สาม หรือเรียงลำดับไตรสิกขาเป็นศีล สมาธิ ปัญญา ; ส่วนหลักในทาง ปฏิบัติจริง ๆ นั้นกลับไขว้กัน คือยกเอาโมหะขึ้นมาเป็นสิ่งแรก ที่จะต้องตัดก่อนแล้ว จึงจะตัดราคะหรือโทสะเป็นลำดับไป ดังที่ปรากฏอยู่ในหน้าที่ที่โสดาปัตติมรรค และสกิทาคามิมรรค จะพึงตัดสัญโญชน์ดังกล่าวแล้ว และทำให้ต้องยกเอาปัญญา มาวางไว้หน้าศีลและสมาธิดังที่ปรากฏในการจัดลำดับแห่งองค์ ๘ ของมรรค ดังที่ ใคร ๆ ก็ทราบกันอยู่แล้วว่า สัมมาทิฏฐิองค์ที่หนึ่งและสัมมาสังกัปปะองค์ที่สองนั้น เป็นปัญญา เหลือจากนั้นจึงเป็นศีลและเป็นสมาธิไปตามลำดับ. ข้อนี้ ทำให้ สรุปความได้ว่าทางแห่งการปฏิบัติเพื่อนิพพานนั้น ต้องเริ่มผจญกันเข้ากับ กิเลสประเภทโมหะบางส่วนก่อน แล้วจึงสามารถทำลายกิเลสประเภทราคะโทสะ และโมหะที่เหลือ รุดหน้าไปได้ตามลำดับ ถ้ามิฉะนั้นแล้วก็จะมัวแต่หลงอยู่ ไม่รู้ว่าจะทำลายราคะหรือโทสะได้อย่างไรอยู่นั่นเอง. จึงควรตั้งข้อสังเกตไว้ สักอย่างหนึ่งว่า ถ้าเรียงลำดับกิเลสอย่างนักปริยัติ ก็จะเรียกว่า ราคะ โทสะ

น.475 ๔๖๓ โมหะ แต่ถ้าเรียงอย่างนักปฏิบัติที่แท้จริง ก็จะกลายเป็นเรียงว่า โมหะ ราคะ โทสะ ตามลำดับที่จะต้องตัดจริงก่อนหลังด้วยอำนาจอริยมรรคนั่นเอง. นักปริยัติจะเรียงลำดับไตรสิกขาว่า ศีล สมาธิ ปัญญา ซึ่งเป็นการเรียงตามลำดับ ความสูงต่ำกว่ากัน. แต่นักปฏิบัติจะเรียงว่า ปัญญา ศีล สมาธิ ตามลำดับเวลา ก่อนและหลังที่อริยมรรคจะพึงตัดกิเลสเหล่านั้น ดังที่มีหลักอันตายตัวและชัดแจ้ง อยู่แล้ว ในลำดับแห่งการตัดสัญโญชน์ของอริยมรรค หรือในลำดับแห่งองค์ของ อริยมรรค ซึ่งมีสัมมาทิฏฐิเป็นข้อต้นที่สุดดังที่เห็น ๆ กันอยู่ ถ้าถามว่าเพราะเหตุใด จึงเป็นดังนี้ ก็ตอบได้ง่าย ๆ ว่า การปฏิบัติในพุทธศาสนานั้นเป็นการปฏิบัติที่ เปรียบกันได้กับการทำงานในที่สว่าง มันจะต้องจุดตะเกียงขึ้นเสียก่อนจึงจะทำอะไร ต่อไปได้ ด้วยอาศัยแสงสว่างนั้น. ตามธรรมดาสามัญสัตว์ตกอยู่ในที่มืดคือโมหะ หรืออวิชชา คว้าอะไรไม่ถูก จะต้องขจัดความมืดออกไป ด้วยอาศัยแสงสว่าง คือปัญญา หรือสัมมาทิฏฐิเป็นเบื้องต้นก่อน จึงจะสามารถอาศัยแสงสว่างนั้นทำกิจ ที่เหลือต่อไปตามลำดับจนถึงที่สุด เพราะเหตุนี้เองพระพุทธองค์จึงตรัสว่ามัชฌิมา- ปฏิปทาอันประกอบด้วยองค์แปดนั้น มีสัมมาทิฏฐิเป็นเหมือนรุ่งอรุณ คือต้อง มาก่อน แล้วสิ่งต่าง ๆ จึงจะตามมาได้โดยสมบูรณ์. แม้โดยหลักทั่วไปก็ถือกันว่า ปัญญาเป็นตัวนำมาซึ่งกุศลธรรมทั้งหลาย ตั้งแต่ระยะแรกเริ่มต้นจนถึงระยะสุดท้าย เช่นปัญญา ทำให้อยากรู้ อยากเรียน อยากปฏิบัติ ทำให้รู้จักสงสัยในความไม่ สมบูรณ์ของความรู้ที่มีอยู่ก่อน ทำให้รู้จักเลือกความรู้ หรือเปลี่ยนแนวทาง ทำให้ รู้จักเลือกถือสรณะเป็นขั้นแรก แล้วรู้จักให้ทาน รักษาศีล เจริญสมาธิ และวิปัสสนา เป็นลำดับไป ซึ่งอะไร ๆ ถ้าเป็นไปในทางถูกแล้ว ก็ล้วนแต่มีปัญญาเป็น ผู้เบิกอรุณแล้วจูงไปทั้งนั้น.

น.476 ๔๖๔ การวินิจฉัยในข้อนี้ อย่างยืดยาวนั้น เป็นการป้องกันเสียซึ่งความหลงผิด ยึดถือเอาตามตัวหนังสือมากเกินไป โดยไปเอาหลักของนักปริยัติมาเป็นหลักของ นักปฏิบัติ ก็จะเกิดการติดตันขึ้นอย่างเส้นผมบังภูเขาทีเดียว ดังที่เราจะเห็นกันได้ อยู่ทั่วไปในหมู่บุคคลผู้ยึดมั่นถือมั่นด้วยอุปาทานในความรู้ตามตัวหนังสือ ตามที่ตัว ท่องบ่นอยู่เหล่านั้น. - ๕๗ - ๖ ธันวาคม ๒๕๐๒ สิ่งที่ต้องเข้าใจอีกอย่างหนึ่งก็คือ การระบุชื่อสัญโญชน์หรืออนุสัยที่อริย- มรรคนั้น ๆ จะพึงตัด : ถ้าระบุเฉพาะชื่อที่อริยมรรคนั้น สามารถตัดได้ขาดโดย ตรง และแม้แต่ตัดเพียงครั้งเดียวส่วนเดียว ก็ยังเป็นการตัดประเภทสมุจเฉทปหาน อยู่นั่นเอง. ฉะนั้นพึงทราบว่าแม้จะไม่มีการระบุว่าโสดาปัตติมรรคได้ตัด กามราคะ หรือปฏิฆะเลย ก็มิได้หมายความว่า พระโสดาบันเป็นผู้ที่ยังคงมีกามราคะหรือ ปฏิฆะจัด อย่างไม่มีการบรรเทาเบาบางเสียเลยก็หาไม่ หากแต่ว่ายังไม่สามารถ ตัดได้ถึงขนาดที่เป็นสมุจเฉทปหานไป เพียงบางส่วนเท่านั้น, ดังนั้นท่านจึงไม่กล่าว ถึงการตัดกามราคะหรือปฏิฆะโดยตรง สำหรับพระโสดาบัน คงกล่าวแต่การตัด โมหะ ๓ ชนิด ประเภทที่ทำให้ไม่รู้จักทางหรือเดินผิดทางดังที่กล่าวแล้ว. และถ้า จะมีการบรรเทาแห่งกามราคะและปฏิฆะเกิดขึ้นบ้าง ก็เป็นเพียงผลพลอยได้ตาม สัดส่วนเท่านั้นเอง หาใช่เป็นการตัดด้วยสมุจเฉทปหานไม่ ฉะนั้นท่านจึงไปกล่าว ถึงการตัดกามราคะและปฏิฆะประเภทหยาบโดยสมบูรณ์ ในขั้นสกิทาคามิ

น.477 ๔๖๕ มรรค และตัดประเภทละเอียดโดยสมบูรณ์ในขั้นอนาคามิมรรคโดยตรง ฉะนั้น ทำให้เห็นพร้อมกันไปได้อีกทางหนึ่งว่า การที่ท่านระบุสกิทาคามิมรรค ว่ามีหน้าที่ ตัดกามราคะและปฏิฆะโดยตรงนั้น ย่อมหมายความว่าการบรรเทาโมหะบางอย่าง บางประเภทได้เพิ่มขึ้นอีกตามสัดส่วนอยู่ด้วยเหมือนกัน หากแต่ว่าไม่ถึงขนาด ที่อาจจะนำมากล่าวไดเท่านั้น ฉะนั้นจะต้องถือเป็นหลักว่า อริยมรรคที่สูงขึ้นไป นอกจากจะตัดกิเลสที่มีชื่อโดยตรงตามหน้าที่ของตนแล้ว ก็ยังสามารถบรรเทา กิเลสชื่ออื่น ซึ่งไม่ถูกระบุชื่อได้มากไปกว่าอริยมรรคที่ต่ำกว่า อยู่เป็นธรรมดา และเป็นเรื่องของธรรมดา. คำว่า กามราคะ ในภาษาไทยฟังดูแล้วคล้ายกับหมายถึงแต่ราคะที่กำลัง แก่กล้า หรือที่เป็นไปอย่างแรงกล้าถึงที่สุดเท่านั้น. ส่วนความหมายในภาษา บาลีนั้น มีความหมายชนิดทั่วไป คือหมายถึงความกำหนัดยินดีในสิ่งที่เรียกว่ากาม ทุกประเภท ส่วนที่จะแบ่งแยกเป็นอย่างหยาบอย่างละเอียดเพียงไรนั้น ย่อมมีได้ ตามควรแก่กรณี แต่ไม่จำเป็นถึงกับต้องเปลี่ยนชื่อก็ได้ ดังที่เรียกในที่นี้ว่ากามราคะ อย่างหยาบและกามราคะอย่างละเอียดเป็นต้น. ฉะนั้นเป็นอันให้เข้าใจว่าการที่ ไม่ได้จัดกามราคะไว้ในฐานะเป็นสิ่งที่โสดาปัตติมรรคจะพึงตัดนั้น มิได้หมาย ความว่าพระโสดาบันเป็นบุคคลประเภทที่ยังมีกามราคะจัดแต่ประการใด แต่ต้อง เป็นสิ่งที่บรรเทาเบาบางไปแล้วตามสัดส่วนที่สมควรแก่โมหะ ๓ อย่าง ที่ตัดแล้ว นั่นเอง. สรุปความว่า ความหมายของคำ ๆ นี้ จะถือเอาตามที่หมาย กันอยู่ในโวหารภาษาไทยทั่ว ๆ ไปหาได้ไม่ แต่ให้หมายกว้าง ถึงความพอใจในกาม ทุกประเภท ดังที่กล่าวแล้ว. สำหรับคำว่า ปฏิฆะ ซึ่งแปลว่า ความกระทบกระทั่งนั้น ในภาษาไทย กลับมีความหมายที่เบากว่าความหมายเดิมในภาษาบาลี กล่าวคือคล้ายกับว่าจะ

น.478 ๔๖๖ หมายถึงความขัดใจ หรือขุ่นข้องอยู่ในใจเพียงเล็กน้อย ; ส่วนความหมายใน ภาษาบาลีเป็นความหมายที่กว้างหรือทั่วไปอีกอย่างเดียวกัน คือหมายถึงความโกรธ หรือโทสะนั่นเอง จึงต้องแบ่งเป็นอย่างหยาบและอย่างละเอียด ดังที่กล่าวแล้ว ข้างต้น และพึงเข้าใจอย่างเดียวกันกับที่กล่าวมาแล้ว ในกรณีของกามราคะส่วนที่ เกี่ยวกับโสดาปัตติมรรค กล่าวคือแม้พระโสดาบันไม่สามารถละปฏิฆะได้โดย สมุจเฉทปหานสักประเภทเดียว แต่ก็มิได้หมายความว่า ท่านจะต้องเป็นคนมักโกรธ อย่างเต็มที่เหมือนปุถุชน ทั้งนี้เพราะเหตุที่ปฏิฆะนั้นบรรเทาไปแล้วตามสัดส่วน ด้วยอริยมรรคนั้น แม้ไม่มากก็น้อย ฉะนั้นการกล่าวชื่อของวิมุตติสุขญาณไปตาม ชื่อของสัญโญชน์หรืออนุสัยที่อริยมรรคนั้น ๆ สามารถตัดได้นั้น เป็นการกล่าว ที่เหมาะสมอย่างยิ่ง กล่าวคือทำให้มองเห็นลักษณะของวิมุตติสุขนั้น ๆ ได้อย่าง ชัดแจ้งจริง ๆ. สรุปความได้สั้น ๆ ว่า สกิทาคามีบุคคลสามารถบรรลุวิมุตติสุขเพิ่มขึ้น อีก ๒ ขั้น กล่าวคือวิมุตติสุขที่เกิดขึ้นเพราะ การละกามราคะอย่างหยาบ และ การ ละปฏิฆะอย่างหยาบ เสียได้นั่นเอง หรือถ้าจะแยกเป็น ๔ ชื่อ ก็อาจจะทำได้ด้วย การแยกกิเลสทั้ง ๒ ชื่อนี้ ให้เป็นสัญโญชน์อย่างหนึ่งและให้เป็นอนุสัยอีกอย่าง หนึ่ง ดังที่ปรากฏอยู่ในรายชื่อของวิมุตติสุขญาณ ๒๑ นั้นแล้ว กล่าวสรุปได้สั้น ๆ ว่า เมื่อโสดาปัตติมรรคละกิเลสประเภททำความมืดได้ ๓ อย่าง สกิทาคามิมรรค ก็ ละกิเลสประเภททำความร้อนได้เพิ่มขึ้นอีก ๒ อย่าง โดยอัตราส่วนที่เหมาะ กับกำลังของตน. ๓. อนาคามิมรรค อนาคามิมรรค ย่อมตัดสัญโญชน์สองหรืออนุสัยสอง ชื่อเดียวกันกับที่ สกิทาคามิมรรคตัด แต่เป็นการตัดส่วนที่ละเอียด (ที่เหลือวิสัยของสกิทาคามิมรรค)

น.479 ๔๖๗ ได้อย่างสิ้นเชิง ซึ่งเป็นมาตรฐานที่กล่าวกันอยู่ทั่ว ๆ ไป ได้ยินกันอยู่ทั่ว ๆ ไป และถือเป็นหลักกันได้ง่าย ๆ ทั่ว ๆไป พระอนาคามีย่อมปราศจากกามราคะ และปฏิมะโดยสิ้นเชิง คงเหลืออยู่แต่โมหะบางส่วน ที่จะพึงตัดต่อไปเท่านั้น. เป็นอันว่าพระอนาคามีไม่มีราคะในกามโดยเด็ดขาดแล้ว แต่ไปมีราคะในภพคือ ความเป็นแห่งบุคคลผู้เสวยสุขอันไม่เนื่องด้วยกาม ส่วนปฏิฆะหรือโทสะนั้น เป็น อันหมดไปโดยประการทั้งปวง โดยนัยนี้เป็นอันกล่าวได้สั้น ๆ ว่าอนาคามิมรรคนั้น ตัดโทสะได้สิ้นเชิงไม่มีส่วนเหลือ ตัดราคะได้เฉพาะส่วนที่เป็นกาม ยังเหลืออยู่ ในส่วนที่เป็นภพ และตัดโมหะเพิ่มขึ้นได้ตามส่วน จนเหลืออยู่แต่ส่วนที่เป็นชั้น ละเอียดเกี่ยวกับอัตตวาทุปาทานโดยตรงเป็นส่วนใหญ่. เพื่อเข้าใจความหมายของอนาคามิมรรค หรือความเป็นอนาคามีได้ อย่างชัดเจน จำเป็นจะต้องทำการเปรียบเทียบดูทั้งข้างหน้าและข้างหลัง คือ เปรียบเทียบกันดูกับสัญโญชน์ หรืออนุสัย ที่โสดาปัตติมรรคและสกิทาคามิมรรคได้ ตัดมาแล้วและสัญโญชน์บางอย่างที่เหลืออยู่ ให้อรหัตตมรรคตัดต่อไปข้างหน้า ก็จะทราบความหมายของคำว่าอนาคามี ซึ่งอยู่ตรงกลางได้ดี. ใจความสำคัญ ของข้อนี้อยู่ตรงที่ว่า คนธรรมดาสามัญเมื่อได้ยินคำว่าราคะ ย่อมรู้สึกไปในทาง ราคะในกามอย่างเดียวเท่านั้น เมื่อได้ยินว่าพระอนาคามีตัดกามราคะได้สิ้นเชิง ก็ย่อมเข้าใจว่าพระอนาคามีปราศจากราคะโดยสิ้นเชิงเป็นธรรมดา แต่เมื่อเหลียว ไปข้างหน้า ยังมีราคะเหลืออยู่อีก ๒ ประเภท ที่พระอนาคามีจะต้องตัดต่อไปเพื่อ ความเป็นพระอรหันต์ ราคะ ๒ ประเภทนั้น คือ รูปราคะ อรูปราคะ : หรือรวม เรียกเข้าด้วยกันเป็นอย่างเดียวว่า ภวราคะ ดังนี้ก็ได้. รูปราคะ คือความกำหนัด ยินดีในความสุขอันเกิดจากรูปฌาน, อรูปราคะ คือความกำหนัดยินดีในความ สุขอันเกิดจากอรูปฌาน รวมกันเข้าแล้วเรียกว่า ภวราคะ หรือความกำหนัดยินดี

น.480 ๔๖๘ ในความเป็นชนิดใดชนิดหนึ่งที่ไม่เกี่ยวข้องกับกามเลย. ราคะเหล่านี้ฟังดูแล้ว คนธรรมดาสามัญทั่วไปไม่อาจจะเข้าใจได้ว่ามันจะเป็นราคะไปได้อย่างไร เพราะเคย เข้าใจหรือรู้สึกซึมซาบ แต่ในเรื่องของกามราคะที่เป็นของร้อนโดยเปิดเผย จึงไม่ สามารถเข้าใจไฟคือ ราคะชนิดเย็น กล่าวคือความกำหนัดยินดีต่อความสุขที่เกิด จากฌาน นี้ว่าเป็นราคะได้. ถ้าพูดอย่างบุคคลาธิษฐาน ก็พูดได้อย่างสั้น ๆ น่าขบขัน แต่แสดงความหมายได้ถูกต้องที่สุด ว่า พระอนาคามีละได้แต่ราคะร้อน แต่ไม่สามารถละราคะเย็น กล่าวคือความยินดีในสุขที่เกิดจากฌานหรือความยินดี ในความได้เป็นบุคคลเช่นนั้นได้เลย. เมื่อเข้าใจความหมายข้อนี้ดี ย่อมเข้าใจ ความหมายของความเป็นพระอนาคามีในส่วนที่เกี่ยวกับราคะได้ดี และไม่หลงไป ตามเขาว่า ว่าพระอนาคามีย่อมละราคะได้โดยสิ้นเชิงดังนี้เป็นต้น. ฉะนั้นเมื่อจะ วินิจฉัยในวิมุตติสุขของพระอนาคามีกันอย่างถูกต้องว่ามีอยู่อย่างสูงต่ำเพียงไร ก็พึง พิจารณาถึงการละราคะ ๓ ประเภท คือกามราคะ รูปราคะ อรูปราคะ นี้กันโดย ละเอียดก็จะทราบความแตกต่างของวิมุตติสุขญาณที่มีอยู่เป็นชั้น ๆ ได้เป็นอย่างดี. กล่าวโดยที่จริงแล้ว รูปราคะ และอรูปราคะ ไม่น่าจะถูกจัดเป็นราคะ น่าจะถูกจัดเป็นโมหะชนิดใดชนิดหนึ่งมากกว่า เช่นเดียวกับคำว่า ธรรมราคะ ซึ่งแปลว่ากำหนัดในธรรม ซึ่งหมายถึงธรรมซึ่งมีนิพพานเป็นผล แต่ท่านก็ยังไม่จัด หรือไม่บัญญัติว่าเป็นโมหะ คงจัดว่าราคะอยู่นั่นเอง โดยประสงค์เอาใจความ สำคัญตรงที่ ใจไปกำหนัดรักยินดีเกี่ยวข้องติดพันอยู่ อย่างแน่นแฟ้นนั่นเอง. ฉะนั้นทุกคนควรจะจับหลักให้ได้ว่า ราคะก็ดี โทสะก็ดี โมหะก็ดี แม้จะมีมูล มาจากอวิชชาด้วยกันทั้งนั้น ก็ยังมีความมุ่งหมายในการกระทำที่ต่างกัน กล่าวคือ ราคะหมายถึงความกำหนัดหรือความพอใจ ที่จะเอาไว้เป็นของตน : ส่วนโทสะ หมายถึงความเดือดพล่าน ในสิ่งที่ไม่เป็นที่ตั้ง แห่งความกำหนัด หรือพอใจ

น.481 ๔๖๙ กล่าวคือความรู้สึกที่เป็นไปในทางที่จะไม่เอาไว้เป็นของตน หรือผลักออกไป เสียจากความเป็นของตน เพราะรู้สึกว่าเป็นสิ่งที่เข้ามาทำลายหรือเป็นอันตราย ต่อสิ่งที่เป็นของของตน ; ส่วนโมหะนั้นมีความหมายดิ่งไปในทางหลงผิด ที่ยึดถือ โดยความเป็นตัวตนเป็นส่วนใหญ่ตลอดถึงแบ่งแยกว่า เป็นตัวตนชนิดไหนคือดี หรือชั่ว น่ารักหรือน่าชังเป็นต้นเป็นคู่ ๆ ไป. สรุปความสั้น ๆ ที่สุดก็คือว่าโมหะ ทำให้รู้สึกว่ามีตัวตนของสิ่งนั้นสิ่งนี้ ที่ทำให้ถูกแบ่งแยกเป็นน่ารักน่าชังขึ้นมา ราคะก็คือการเข้าไปติดในส่วนที่น่ารัก โทสะก็คือการเข้าไปติดในส่วนที่น่าชังนั่นเอง ไม่มีอะไรมากไปกว่านี้. ตลอดเวลาที่พระอนาคามียังไม่สามารถละโมหะโดยสิ้นเชิง อยู่เพียงใด ก็ยังมีความรู้สึกว่ายังมีสิ่งที่น่ารักน่าชังอยู่เพียงนั้น ; แม้จะละการเข้า ไปติดในส่วนที่น่าชังได้เด็ดขาด ก็ยังมีส่วนที่น่ารักเหลืออยู่ ; แม้จะละการเข้าไป ติดในฝ่ายที่น่ารักเกี่ยวกับกามได้ ก็ยังเหลือส่วนที่น่ารักที่ประณีตหรือสุขุมยิ่งขึ้นไป กล่าวคือส่วนที่ไม่เกี่ยวกับกามเลย อันได้แก่ความสุขที่เกิดจากธรรม ที่มีรูปและ ไม่มีรูป อันหมดจดจากกามที่ถูกนำเอามาใช้เป็นอารมณ์แห่งฌาน หรือสมาบัติ นั่นเอง. ฉะนั้นจึงยังเป็นอันกล่าวได้อยู่ว่ายังมีการติดอยู่ ในส่วนที่น่ารัก และ ถูกจัดว่ามีราคะที่เรียกว่ารูปราคะหรืออรูปราคะ ดังกล่าวแล้ว. วิมุตติสุขของท่าน มีเพิ่มขึ้นกว่าที่พระโสดาบัน พระสกิทาคามีได้รับก็อยู่ตรงที่ละโทสะได้เด็ดขาด และละราคะส่วนที่เราสมมติเรียกว่าราคะร้อนนั้นเสียได้เท่านั้นเอง คงเหลือราคะ เย็นอยู่ สำหรับจะต้องละอีกต่อไปพร้อมกับโมหะส่วนที่ทำให้สำคัญว่ามีตัวตนของสิ่ง ที่น่ารักและน่าชังทั้งหมดจนกว่าจะหมดสิ้นไปด้วยกัน. จึงเป็นอันกล่าวได้สั้น ๆ ตามชื่อของวิมุตติสุขญาณนั้น ๆ ว่าพระอนาคามีย่อมเสวยวิมุตติสุข อันเกิดจาก ความสิ้นไปแห่งกามราคะ และแห่งความสิ้นไปของปฏิฆะโดยสิ้นเชิง ดังนี้.

น.482 ๔๗๐ - ๕๘ - ๒๕ ธันวาคม ๒๕๐๒ ๔. อรหัตตมรรค อรหัตตมรรค ย่อมตัดสัญโญชน์ที่เหลืออยู่อีก ๕ และอนุสัยที่เหลือ อยู่อีก ๓ ซึ่งที่แท้ก็ได้แก่กิเลสอย่างเดียวกัน ในเมื่อนำมาเปรียบเทียบกัน กล่าวคือ อนุสัย ๓ ได้แก่มานานุสัย ภวราคานุสัย และอวิชชานุสัย ; ส่วนสัญโญชน์อีก ๕ คือ รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะและอวิชชา ; เมื่อสงเคราะห์กันกับ อนุสัย จะลงกันได้คือ รูปราคะกับอรูปราคะ ก็คือภวราคานุสัยนั่นเอง มานะและ อุทธัจจะก็คือมานานุสัย ส่วนอวิชชา ก็คืออวิชานุสัยโดยตรงอยู่แล้ว. เป็นอันว่า อนุสัย ๓ ที่เหลือ และสัญโญชน์ ๕ ที่เหลือ สำหรับอรหัตตมรรคตัดนั้น มีความ หมายเท่ากัน หากแต่พวกหนึ่งได้จำแนกออกไปให้มากขึ้นโดยชื่อเท่านั้นเอง. ที่ว่ารูปราคะและอรูปราคะ รวมกันคือภวราคะหรือภวราคานุสัยนั้น อธิบายว่า คำว่าภวราคะ แปลว่าราคะในภพ. คำว่าภพในที่นี้หมายถึงรูปภพ และอรูปภพเท่านั้น ไม่หมายถึงกามภพ เพราะคำว่ากามภพได้หมายถึงแล้วใน กามราคะ ซึ่งอนาคามิมรรคได้ตัดไปเสร็จสิ้นแล้ว จึงเหลืออยู่แต่รูปภพและอรูปภพ ซึ่งอนาคามิมรรคไม่สามารถจะตัด และเหลืออยู่เป็นที่ตั้งแห่งราคะที่อรหัตตมรรค จะพึงตัดและรวมเข้าด้วยกันทั้ง ๒ อย่าง คือ รูปราคะ และอรูปราคะ เป็นเพียง

น.483 ๔๗๑ อย่างเดียวคือภวราคะ และเติมคำว่าอนุสัยต่อท้ายเข้า จึงเป็นภวราคานุสัย เป็นอันกล่าวได้ว่าภวราคานุสัย อันเป็นอนุสัยที่ ๖ ก็คือรูปราคะสัญโญชน์ และอรูปราคะสัญโญชน์อันเป็นสัญโญชน์ลำดับที่ ๖ และที่ ๗ ตามลำดับนั่นเอง. ที่ว่ามานะและอุทธัจจะ อันเป็นสัญโญชน์ ๒ ชื่อนี้ สงเคราะห์เข้าได้ในอนุสัย ชื่อมานานุสัยนั้น อธิบายว่า มานะสัญโญชน์มีชื่อตรงกับมานานุสัยอยู่อย่างชัดแจ้งแล้ว ; ส่วนอุทธัจจะก็สงเคราะห์เข้าในกิเลสประเภทมานะ เพราะจิตฟุ้งขึ้นหรือกระเพื่อมขึ้นด้วยอำนาจความสนใจหรือความทึ่งก็ตาม นี้มีมูลมาจากความสำคัญว่าตัวตนหรือว่าของตน ซึ่งได้แก่มานะนั้นเอง ถ้าไม่มีอาการแห่งมานะแล้ว อาการแห่งอุทธัจจะก็มีไม่ได้ จึงได้สงเคราะห์อุทธัจจะที่เป็นสัญโญชน์ข้อนี้เข้าในมานานุสัย เพื่อตัดปัญหาหรือทางที่จะสงสัยว่า ทำไมจึงละอนุสัยเพียง ๓ และละสัญโญชน์ ถึง ๕ ซึ่งจะเป็นที่ฉงนสำหรับผู้ที่มองไม่เห็นว่าสิ่งทั้งห้า และสิ่งทั้งสามนี้จะเท่ากันได้อย่างไร. สำหรับอวิชชานั้น มีชื่อตรงต่อกันและกันอยู่แล้ว ไม่ต้องทำการสงเคราะห์สิ่งที่ต้องวินิจฉัยต่อไปก็คือ รายละเอียดของสัญโญชน์เรียงอย่างทั้ง ๕ อย่าง ซึ่งเมื่อวินิจฉัยครบถ้วนแล้ว ก็จะเป็นอันว่าวินิจฉัยอนุสัย ๓ ที่เหลือเสร็จสิ้นพร้อมกันไปในตัว ดังต่อไปนี้ : ก. รูปราคะ คำนี้โดยพยัญชนะแปลว่า ความกำหนัดในรูป (รูปะ=รูป, ราคะ=ความกำหนัด) คำว่ารูปในที่นี้หมายถึงสิ่งที่มีรูปหรือสิ่งที่มีรูปเป็นที่ตั้ง แต่รูปนั้น ๆ ไม่มีความหมายของกามหรือเป็นไปในทางกาม กล่าวคือไม่เกี่ยวกับกามเลย จึงต้องเรียกมันแต่เพียงว่ารูป แม้ว่ากามตามปรกติก็เป็นสิ่งที่มีรูปหรือเนื่องอยู่กับรูป แต่ถ้ามีความหมายทางกามเข้ามาเป็นส่วนสำคัญ เราเรียกสิ่ง

น.484 ๔๗๒ เหล่านั้นว่ากาม ไม่เรียกว่ารูป โดยกันเอาคำว่ารูปมาใช้กับรูปที่บริสุทธิ์จากกามคือไม่มีกามเข้ามาเกี่ยวข้องเลย. คำว่ารูปในที่นี้ยังมีความหมายลึกลงไปอีกชั้นหนึ่งคือหมายถึงผลที่เกิดมาจากรูป เช่นนำเอารูปธรรมอันใดอันหนึ่ง ดังเช่นลมหายใจ ในกรณีแห่งการเจริญอานาปานสตินี้มาเป็นอารมณ์ สำหรับเจริญสมาธิภาวนามีผลเกิดขึ้นเป็นฌาน อันมีลมหายใจเป็นอารมณ์ ฌานนั้นทำให้เกิดความรู้สึกทีเป็นสุข ความสุขจึงเป็นผลเกิดมาจากรูป กล่าวคือลมหายใจ ; ถ้ากำหนัดยินดีในความสุขข้อนี้ก็เรียกว่า กำหนัดในรูปด้วยเหมือนกัน ; นี้เป็นตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นชัด ว่ารูปที่ไม่เกี่ยวกับกามเป็นรูปบริสุทธิ์ล้วน ๆ ก็ยังเป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัดได้ หรือกล่าวกลับกันอีกอย่างหนึ่ง ก็กล่าวได้ว่าความกำหนัดนั้น มิได้มีเฉพาะแต่ในกาม แต่อาจจะมีได้แม้ในรูปธรรมบริสุทธิ์ ซึ่งเรียกสั้น ๆ ว่า "รูป" ในที่นี้ หรือที่เรียกว่า "ภพ" ในคำว่า ภวราคานุสัย อนุสัยคือ ความกำหนัดในภพ ดังนี้เป็นต้น, ข้อนี้เป็นการชี้ให้เห็นพร้อมกันไปในตัวว่าสิ่งที่เรียกว่าราคะหรือความกำหนัดนั้นมีอยู่หลายระดับซึ่งไม่เหมือนกันเลย หรือสูงต่ำกว่ากันอย่างที่ไม่อาจจะเปรียบกันได้ เช่น กามราคะความกำหนัดในกาม ที่กล่าวถึงในกรณีของพระอนาคามี และรูปราคะที่กล่าวถึงในที่นี้ และอรูปราคะที่จะกล่าวถึงข้างหน้า ถ้าพิจารณาดูแล้วจะเห็นว่าสูงต่ำกว่ากันคนละระดับจริง ๆ ; และเมื่อเข้าใจได้ทุกระดับแล้ว จะสามารถเข้าใจความหมายของวิมุตติสุขขั้นนั้น ๆ ได้เต็มที่. คำว่ารูปราคะโดยทั่วไป มีความหมายกว้าง ๆ หมายถึงความยินดีหรือกำหนัดในความสุขอันเกิดแต่รูปธรรม ที่ไม่เกี่ยวกับกามทุกชนิด และอาจขยายความออกไปได้ถึงความกำหนัดยินดีใน ความที่ได้เป็นอย่างนั้น หรือ ความที่ได้เกิดในโลกที่มีความเป็นอย่างนั้น หากแต่ว่าความเป็นอย่างนั้นหรือความได้เกิดในโลกที่มีความเป็นอย่างนั้น นั้นมันมีความหมายอยู่ตรงความสุขอันบริสุทธิ์

น.485 ๔๗๓ ไม่เกี่ยวกับกาม อันเกิดมาจากรูปธรรมที่มิใช่กามนั่นเอง. ถ้าจะเข้าใจสิ่ง ๆ นี้ให้ชัดแจ้งจริง ๆ จะต้องนำไปเปรียบเทียบกันกับความสุขที่เกิดมาจากกามโดยตรง จึงจะเข้าใจได้ คือเปรียบเทียบให้เห็นว่าต่างฝ่ายต่างมีอำนาจดึงดูดหรือย้อมใจสัตว์ ได้อย่างเต็มที่อย่างไร. แต่ข้อนี้ทำยากสำหรับคนธรรมดาสามัญซึ่งมีจิตใจอยู่ในระดับกามาวจรภูมิ คือเข้าใจซึมซาบได้เฉพาะความสุขที่เกิดจากกาม เพราะเป็นสิ่งที่มีประจำอยู่ในใจ แต่ไม่สามารถจะเข้าใจความสุขที่เกิดมาจากรูปเพราะยังไม่เคยรู้รส เพราะเหตุที่เป็นของสำหรับสัตว์ประเภทที่ตั้งอยู่ในรูปาวจรภูมิ ฉะนั้น มีทางที่จะทำได้โดยทางการศึกษาเปรียบเทียบจากบุคคลตัวอย่างบางคนเท่านั้น. ตัวอย่างที่กล่าวนี้ได้แก่ บุคคลที่เสวยกามสุขในฐานะเป็นกษัตริย์หรือเป็นเศรษฐีเป็นต้นอย่างเต็มที่ แล้วออกบวชเป็นนักบวชแสวงหาความสุขจากความสงบหรือวิเวก ด้วยความรู้สึกขยะแขยงต่อกามสุข ซึ่งเป็นความสุขที่อัดแอและวุ่นวายที่เคยผ่านมาแล้วแต่หนหลัง. ในกรณีนี้เราต้องไม่เล็งถึงพระพุทธเจ้า สิทธัตถะโคตมะผู้ซึ่งสละความสุขออกบวชด้วย เพราะว่าท่านออกบวชแล้ว หรือทิ้งกามสุขแล้ว แล้วไม่ไปติดอยู่แค่รูปสุขหรืออรูปสุขดังเช่นชฎิลหรือฤษีทั่วไป แต่ได้ผ่านเลยไปถึงโลกุตตรภูมิ ซึ่งอยู่เหนือสุขเหนือทุกข์ เราจะต้องเจาะจงเอาเฉพาะพวกดาบสหรือฤษี ที่ละจากกามสุขแล้วมาติดอยู่ในฌานสุข ซึ่งจะเป็นรูปฌานหรืออรูปฌานก็ตาม โดยการหยั่งให้ทราบลงไปในจิตใจของบุคคลเหล่านี้ว่า ความสุขเกิดแต่ฌานที่เขากำลังพอใจหลงใหลนั้น มันต่างจากความสุขที่เกิดจากการที่เขาขยะแขยง หรือต้องขยะแขยงมากน้อยเพียงไร ก็จะเข้าใจคำว่ารูปราคะได้ง่ายขึ้น. ถ้าจะมีผู้ถามว่า ถ้าเป็นบุคคลที่อยู่ในบ้านในเมือง ไม่ออกบวชเป็นดาบสหรือฤษีเล่า รูปราคะของเขาจะมีเป็นอย่างไร เพราะเราก็เคยได้ยินว่าพระอนาคามีที่เป็นสามัญชนอยู่ ในบ้านในเมืองก็ยังมี และอยู่ในเพศที่เรียกกันว่า

น.486 ๔๗๔ เพศคฤหัสถ์ด้วยซ้ำไป ข้อนี้อธิบายว่าพระอนาคามีเหล่านี้ปราศจากการเกี่ยวข้องด้วยกามทั้งทางกายและทางจิต ความสงบเย็นอันใดเกิดขึ้น เพราะความอยู่ปราศจากกามทั้งทางกายและทางจิต ท่านพอใจหลงใหลในความสงบเย็นนั้นหรือในความเป็นอย่างนั้นของท่าน ซึ่งมีรสเช่นเดียวกับรสแห่งฌานขั้นใดขั้นหนึ่งโดยไม่รู้ตัว นี้เรียกว่ารูปราคะหรือภวราคะของท่าน ข้อนี้ทำให้เห็นได้ว่าถ้าคำว่าคฤหัสถ์หรือฆราวาส มีความหมายว่าบุคคลผู้บริโภคกามแล้ว พระอนาคามีในลักษณะเช่นนี้หาได้เป็นฆราวาสหรือคฤหัสถ์ไม่ แม้จะอาศัยอยู่ในบ้านในเรือนกินอยู่นุ่งห่มอย่างคนธรรมดาสามัญและประกอบอาชีพเช่นปั้นหม้อขาย เพื่อเลี้ยงบิดามารดาดังที่มีกล่าวอยู่ในปกรณ์นั้น ๆ แม้ที่เป็นชั้นบาลีสังคีติ ทั้งนี้เพราะเหตุว่าไม่มีการบริโภคกาม หรือเกี่ยวข้องกับกามเลยทั้งโดยทางร่างกายและจิตใจ มีความยินดีอยู่ในความได้เป็นอย่างนั้นอยู่อย่างเต็มที่ คือความเป็นคนสงบเย็นเพราะปราศจากกาม และมีความยึดมั่นถือมั่นในตัวตนที่เป็นอย่างนั้นเพราะยังถอนความยึดถือว่าตัวตนไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่มีจิตใจอยู่เหนือกามโดยเด็ดขาดแล้วเช่นนั้น. นี้เรียกว่า มีรูปราคะหรือภวราคะที่เหลืออยู่สำหรับจะตัดตัวยอรหัตตมรรคต่อไป. ถ้าจะเปรียบเทียบด้วยตัวอย่างที่ต่ำกว่านั้นลงไปอีก ก็พึงพิจารณาดูที่จิตใจของคนบางคนและในบางขณะ ที่เขาไม่ยินดีพอใจในกาม ไม่มีความรู้สึกที่เป็นกามหรือความสุขอันเกิดมาจากความพอใจในกาม แต่มีความยินดีในความสุขที่เกิดมาจากอะไรบางอย่าง ที่มิใช่กาม แล้วหลงใหลติดใจในรสชาติของความเป็นอย่างนั้นอย่างยิ่งอยู่ก็มี เป็นความพอใจที่เกิดมาจากการเดินเล่นในที่สงัดหรืออยู่ในที่สงัดหรือยินดีในการปลูกต้นไม้ การเลี้ยงสัตว์บางชนิด หรือการมีวัตถุสิ่งของบางอย่างซึ่งเป็นที่ติดตาต้องใจ แต่ทุกสิ่งไม่ได้เป็นไปในทางกามเลย ดังนี้ก็มี หากแต่มีเพียงบางขณะและยังแถมน้อยคนที่สุด. ถ้าเรากันเอามาแต่ความรู้สึกส่วนนี้ในใจ

น.487 ๔๗๕ ของเขา ออกมาพิจารณาดูแล้ว ก็จะช่วยให้เข้าใจความแตกต่างระหว่างคำว่า รูปราคะ และคำว่ากามราคะได้เป็นอย่างดี ; และจะทำให้เห็นได้ว่ารูปราคะนั้น สูงกว่าหรือสะอาดกว่ากามราคะมากน้อยเพียงไรซึ่งเป็นเหตุให้เข้าใจความแตกต่าง ระหว่างอนาคามิมรรค และอรหัตตมรรคได้พร้อมกันไปในตัว เพราะว่าอนาคามิ- มรรคตัดได้เพียงกามราคะ ไม่สามารถตัดรูปราคะ ; ส่วนอรหัตตมรรคซึ่ง สามารถตัดรูปราคะได้นั้นจะสูงไปกว่าอนาคามิมรรคเพียงไร. เมื่อเข้าใจคำว่ารูปราคะได้ชัดเจนโดยนัยดังที่กล่าวแล้ว ก็สามารถหยั่ง ทราบความหมายของวิมุตติสุข ที่เกิดมาจากการตัดรูปราคะหรือภวราคานุสัยได้อย่าง ชัดแจ้ง โดยการเปรียบเทียบกันดูว่า คนเราเมื่อตัดราคะร้อน คือกามราคะได้แล้ว ก็มีความสงบเย็นเหลือที่จะประมาณได้อยู่แล้ว เมื่อสามารถตัดราคะเย็นเป็นต้นนี้ ได้อีก นั่นจะยิ่งบริสุทธิ์สะอาด ยิ่งสงบเย็นยิ่งไปอีกเพียงไร และญาณคือความรู้ ในวิมุตติสุขข้อนี้ (ข้อที่ ๑๔ และข้อที่ ๒๐) จะเป็นญาณที่สูงยิ่งขึ้นไปเพียงไร.

น.488 ๔๗๖ - ๕๙ - ๒๖ ธันวาคม ๒๕๐๒ ข. อรูปราคะ คำว่า อรูปราคะ แปลว่า ความกำหนัดใน อรูป คือสิ่งที่ไม่มีรูป มีลักษณะอาการทำนองเดียวกันกับความกำหนัดในรูป ผิดกันเพียง แต่ในที่นี้มีสิ่งที่เป็นอรูปเข้ามาแทนและเป็นสิ่งที่ประณีตยิ่งขึ้นไปกว่า. ถ้ากล่าว อย่างสมมติดังที่เราเคยกล่าวกันมาแล้วว่า รูปราคะเป็นราคะเย็น อรูปราคะก็เป็น ราคะเย็นยิ่งไปกว่านั้นอีก เพราะความที่ประณีตกว่านั่นเอง. คำว่ารูปในกรณี ของรูปราคะหมายถึงความสุขที่เกิดมาจากสมาธิ อันมีรูปธรรมเป็นอารมณ์ หรือความได้เกิดในโลกที่มีความสุขเช่นนั้นฉันใด ; คำว่าอรูปในที่นี้ย่อม หมายถึงความสุข ที่เกิดมาจากสมาธิอันมีอรูปธรรมเป็นอารมณ์ หรือหมายถึง การได้เกิดอยู่ในโลกที่สมบูรณ์ด้วยความสุขชนิดนั้นฉันนั้น. แต่ไม่ว่าจะกล่าวถึง ความสุขหรือกล่าวถึงภพที่เต็มไปด้วยความสุขชนิดนั้นก็ตาม สิ่งอันเป็นที่ตั้งแห่ง ความกำหนัดในกรณีหลังนี้ ย่อมเป็นสิ่งที่ประณีตกว่าในกรณีแรกอยู่นั่นเอง. ฉะนั้นเพื่อจะได้ทราบถึงความที่สัญโญชน์ข้อนี้ เป็นสัญโญชน์ที่ประณีตหรือสูงยิ่ง ขึ้นไป จะต้องมีการวินิจฉัยในสิ่งที่เรียกว่าอรูปนั้น ให้เป็นที่เข้าใจแจ่มแจ้งตาม สมควร โดยการเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างคำว่ารูปฌานกับอรูปฌาน และคำว่ารูปภพ กับคำว่าอรูปภพ หรือแม้ที่สุดแต่คำว่า รูปาวจรกุศลกับคำว่า อรูปาวจรกุศลก็ตาม ดังต่อไปนี้ : รูปฌาน กับอรูปฌาน. รูปฌานหมายถึง ฌานทั้ง ๔ มี ปฐมฌาน เป็นต้น มีจตุตถฌานเป็นที่สุด ดังที่ได้กล่าวแล้วในอานาปานสติขั้นที่ ๔ โดย

น.489 ๔๗๗ ละเอียด ; ส่วนอรูปฌานนั้นเป็นฌานที่ประณีตยิ่งขึ้นไป เพราะเกิดขึ้นจากความ รู้สึกที่ว่า สมาธิที่อาศัยรูปยังเป็นของหยาบไม่ละเอียดเหมือนอรูปหรือนาม ถ้าอย่างไรเราจะละรูปเสีย ถือเอาอรูปหรือนามเป็นอารมณ์ของสมาธิเถิด ดังนี้ก็มี หรือความคิดที่ว่า รูปอันได้แก่มหาภูตเหล่านี้เป็นของแตกทำลายง่าย เพราะตั้งอยู่ ด้วยปัจจัยที่หยาบ หรือทำลายง่าย ถ้าอย่างไรเราจะเว้นรูปเสีย ถือเอานาม ซึ่งเป็นสิ่งที่มีปัจจัยอันละเอียด และไม่แตกทำลายง่ายเหมือนรูป มาเป็นอารมณ์ ของสมาธิเถิด สมาธินั้นจะละเอียดประณีตและสงบรำงับยิ่งขึ้นไป ดังนี้ก็ดี ; ผู้แสวงหาความสุข ในฌานที่ประณีตยิ่งขึ้นไป จึงเว้นรูปธรรมทั้งหลายเสีย ถือเอา สิ่งที่ไม่มีรูป มาเป็นอารมณ์ สำหรับเพ่งฌานที่ประณีตยิ่งขึ้นไปคือ :- ๑. ถือเอาความว่างหรืออากาศเป็นอารมณ์เรียกว่า อ า ก า ส า นั ญ - จายตนฌาน. ๒. ถือเอานามธาตุหรือวิญญาณเป็นอารมณ์เรียกว่า วิ ญ ญ า ณั ญ - จายตนฌาน. ๓. ถือเอาความไม่มีอะไรเลยเป็นอารมณ์เรียกว่า อ า กิ ญ จั ญ ญ า - ยตนฌาน. ๔. ถือเอาการดับความรู้สึกเป็นอารมณ์เรียกว่า เ น ว สั ญ ญ า น า - สัญญายตนฌาน. ทั้ง ๔ นี้ เรียกว่า อรูปฌาน เพราะถือเอาสิ่งที่ไม่มีรูปเป็นอารมณ์ ดังที่กล่าวแล้ว มีความประณีตยิ่งกว่ารูปฌานคือ จิตที่กำหนดอยู่กับความว่างหรือ อากาศ โดยทำความรู้สึกว่า ความว่างเป็นสิ่งที่ไม่มีที่สุด จิตเข้าถึงความเป็นอัน

น.490 ๔๗๘ เดียวกันกับความว่างนั้น ด้วยอำนาจของการเพ่งที่ประณีตยิ่งขึ้นไปกว่าเดิม ความแน่วแน่หรืออัปปนาของจิตก็ประณีตไปกว่าเดิม ฌานจึงประณีตยิ่งกว่าเดิม ความสุขที่เกิดจากฌานนั้น จึงประณีตน่าพอใจ เป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นถือมั่นอัน ประณีตสุขุมยิ่งไปกว่าเดิม ความกำหนัดที่มีอยู่ในความสุขอันเกิดจากอรูปฌาน จึงเหนียวแน่นอย่างสุขุมยิ่งขึ้นไปอีก เพราะเหตุนั้นอากาสานัญจายตนฌานเป็น สิ่งที่ประณีตกว่าจตุตถฌาน อันเป็นรูปฌานขั้นสูงสุดเห็นปานนี้แล้ว วิญญาณัญ- จายตนฌาน ยังประณีตไปกว่านั้นอีก กล่าวคือผู้ตั้งอยู่ในอากาสานัญจายตนะแล้ว พิจารณาเห็นว่าอากาศนี้ยังหยาบอยู่ และยังกระเดียดไปในทางที่จะเป็นรูปหรือใกล้ ชิดต่อรูปอยู่มาก ถ้ากระไรเราจะถือเอาวิญญาณธาตุซึ่งเป็นนามธรรมที่ละเอียด ไปกว่ามาเป็นอารมณ์เถิด จึงได้เพ่งต่อวิญญาณ ว่าวิญญาณเป็นสิ่งไม่มีที่สุด ทำจิตให้เข้าถึงความเป็นอันเดียวกันกับวิญญาณธาตุ อันเป็นสิ่งที่ละเอียดยิ่งขึ้นไป ด้วยความเพ่งที่ละเอียดสุขุมยิ่งไปกว่าที่แล้วมา. วิญญาณัญจายตนะซึ่งเป็นอรูปฌาน ที่สอง จึงมีความละเอียดสุขุมยิ่งขึ้นไปกว่าอากาสานัญจายตนะซึ่งเป็นอรูปฌาน ที่หนึ่ง ฉะนั้นความสุขที่เกิดจากฌานนี้ ก็ยิ่งเป็นไปในทางสงบรำงับจืดชืดสนิท หรือบริสุทธิ์ยิ่งขึ้นไปอีก แต่พร้อมกันนั้น ยิ่งเป็นการทำให้เป็นที่ตั้งแห่งความ ยึดมั่นถือมั่น ที่ละเอียดยิ่งขึ้นไปตามส่วนของความที่ผู้นั้นยิ่งมีความสำคัญว่านี่เป็น สิ่งที่วิเศษสูงสุดยิ่งขึ้นทุกที และยิ่งจับใจเขามากยิ่งขึ้นทุกที. อรูปราคะในขั้นนี้ ก็ยิ่งละเอียดขึ้นตามลำดับ. ถัดจากนั้นไปอีกก็คือผู้ที่ช่ำชองในวิญญาณัญ- จายตนฌานเข้า เกิดความรู้สึกว่า แม้วิญญาณธาตุก็ยังเป็นของหยาบ สู้ความไม่มี อะไรเสียเลยทีเดียวไม่ได้ เขาจึงละจากการเพ่งต่อวิญญาณมาเพ่งที่ความไม่มีอะไร ถือเอาความไม่มีอะไรเป็นอารมณ์ ว่าความไม่มีอะไรเป็นสิ่งที่ไม่มีที่สุด ตามที่เขา มองเห็นว่า ความไม่มีอะไรนี่แหละยิ่งประณีตและยิ่งไม่มีที่สุดยิ่งไปกว่า ๒ อย่าง ที่แล้วมา ฉะนั้นเขาต้องเพ่งด้วยการเพ่งหรือวิธีเพ่งที่ละเอียดสุขุมยิ่งไปกว่าเดิม

น.491 ๔๗๙ ฌานที่เกิดขึ้น ก็ยิ่งเป็นฌานที่สุขุมไปกว่าเดิม ความสุขที่เกิดจากฌานนั้น ก็ยิ่งเป็น ที่ตั้งแห่งความยึดมั่นถือมั่นยิ่งไปกว่าเดิม คือเป็นอรูปราคะที่สุขุมยิ่งกว่า ๒ ขั้น ที่แล้วมาอีกตามส่วน. ถัดไปจากนั้นอีกก็คือผู้ที่ช่ำชองในอากิญจัญญาตนะ มีการพิจารณาเห็นว่า แม้ฌานนี้จะละเอียดสุขุมเพียงไร ก็ยังเป็นสิ่งที่มีความรู้สึก เหลืออยู่ นับว่ายังหยาบอยู่นั่นเอง ถ้าอย่างไรเราจะเพ่งต่อความดับเสียซึ่งความ รู้สึก กล่าวคือปราศจากความรู้สึกเป็นอารมณ์ จักเป็นของประณีตกว่า ; เขาจึงเพ่ง ต่อความไม่มีความรู้สึก แต่มิได้หมายถึงความตาย ฉะนั้นจึงเรียกว่าเนวสัญญานา- สัญญายตนะ คือความเพ่งซึ่งในตัวมันเอง จะเรียกว่ามีสัญญา คือความรู้สึกก็ไม่ใช่ จะเรียกว่าไม่มีสัญญา คือไม่มีความรู้สึกก็ไม่ใช่ ซึ่งถือว่าเป็นอรูปฌานขั้นสุดท้าย และเป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือ ของบุคคลผู้หลงใหลในฌานสุข ยิ่งกว่าฌานขั้นใด ๆ. ทั้งหมดนี้ลองคำนวณดูหรือเปรียบเทียบดูเถิด ว่าเป็นความสุขที่ไกลจากความสุข อันเกิดจากรูปฌานสักเพียงไร และยิ่งไกลจากความสุขประเภทกามสุข อย่างที่จะ เปรียบเทียบกันไม่ได้เพียงไร ยิ่งขึ้นอีก. เมื่อเข้าใจความหมายข้อนี้ ก็ย่อมเข้าใจ ความแตกต่างและความสูงต่ำเป็นลดหลั่นของคำว่า อรูปราคะ รูปราคะ และ กามราคะ ไปตามลำดับได้เป็นอย่างดี ซึ่งทำให้เห็นความจริงในข้อที่ว่า ทำไม พระอนาคามีจึงละได้แต่กามราคะ ไม่สามารถละรูปราคะและอรูปราคะ ซึ่งต้อง ทิ้งไว้ให้เป็นกิจของอรหัตตมรรคดังนี้. รูปภพ กับ อรูปภพ หมายถึงความได้เป็นหรือได้มี ในความสุขที่เกิด จากรูปและอรูปนั่นเอง ถ้ากล่าวอย่างบุคคลาธิษฐาน ก็กล่าวเป็นสถานที่หรือเป็น โลกที่มีความเป็นอย่างนั้นไป ตามธรรมดาของการกล่าว โดยโวหารพูดของ

น.492 ๔๘๐ ชาวบ้าน ชาวเมืองตามธรรมดา ; แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังพอจะเข้าใจได้ว่าในโลกนั้นหรือในสถานที่นั้น มันมีความสำคัญอยู่ตรงที่ความได้หรือความมีความสุข ที่เกิดจากรูปฌาน หรืออรูปฌานนั่นเอง. ถ้าปราศจากความได้หรือความมีสิ่งทั้ง ๒ นี้แล้ว โลกหรือสถานที่นั้น ก็ไม่มีความหมายอะไรเลย ฉะนั้นสิ่งซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งราคะทั้ง ๒ ชนิดนี้ จึงได้แก่ความได้หรือความมีสิ่งทั้ง ๒ นี้เองและเราเรียกมันว่า รูปภพ อรูปภพตามลำดับกัน. สรุปความสั้น ๆ อีกครั้งหนึ่งว่า อรูปภพในที่นี้ได้แก่ความมีหรือความได้ซึ่งความสุข ในขั้นอรูปฌานดังที่กล่าวแล้ว ความยึดมั่นถือมั่นในความมีหรือความได้สิ่ง ๆ นี้ เรียกว่าอรูปราคะ ในที่นี้คือมีราคะในอรูปภพ และเรียกว่า อรูปราคะ. รูปาวจรกุศลและอรูปาวจรกุศล ทั้ง ๒ คำนี้ เป็นคำที่มีความหมายในทางที่จะเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นถือมั่นอย่างเดียวกัน. ความหมายของคำว่ากุศลนั่นเอง เป็นสิ่งที่ยั่วความยึดมั่นถือมั่นยิ่งขึ้นไป หรือเป็นที่ตั้งแห่งราคะได้มากกว่าที่จะกล่าวว่าภพหรือภูมิ. กามาวจรกุศลหมายถึงกุศลที่เป็นไปในทางให้ได้มาซึ่งกามสุข จึงจัดเป็นกุศลชั้นต่ำ ; รูปาวจรกุศล คือกุศลที่เป็นไปในทางให้ได้มาซึ่งความสุขที่เกิดจากรูปฌาน ซึ่งห่างไกลจากกามสุขโดยสิ้นเชิง ; อรูปาวจรกุศล เป็นไปทำนองเดียวกัน หากแต่ว่าประณีตหรือสูงยิ่งขึ้นไปกว่า กล่าวคือเป็นกุศล ที่เป็นไปในทางให้ได้มาซึ่งความสุข ประเภทที่เป็นอรูปนั่นเอง. รูปาวจรกุศล นั่นแหละเป็นที่ตั้งของรูปราคะ และอรูปาวจรกุศลนั่นเอง เป็นที่ตั้งของอรูปราคะโดยทำนองเดียวกันแท้. ฉะนั้นแม้เราจะกล่าวว่าอรูปราคะมีที่ตั้งอยู่ที่ความสุข อันเกิดจากอรูปฌานก็ตาม หรืออยู่ที่อรูปภพก็ตาม หรืออยู่ที่อรูปาวจรกุศลก็ตาม ย่อมมีความหมายอย่างเดียวกัน และเป็นคำกล่าวที่ถูกต้องด้วยกันทั้งนั้น.

น.493 ๔๘๑ รูปาวจรภูมิ และ อรูปาวจรภูมิ. เมื่อได้กล่าวถึงมาเพียงนี้แล้ว ควรจะได้กล่าวถึงภูมิทั้ง ๒ นี้ไปเสียด้วยในคราวเดียวกัน เพื่อความเข้าใจชัดแจ้งในสิ่งที่เรียกว่ารูปราคะและอรูปราคะยิ่งขึ้นไป คำว่า "ภูมิ" แปลว่า ชั้นหรือลำดับขั้นแต่หมายถึงชั้นแห่งจิตใจ หรือระดับแห่งใจที่มีความสูงต่ำอย่างไร. รูปาวจรภูมิหมายถึงระดับแห่งใจ ที่ไม่ท่องเที่ยวไปในกาม แต่ท่องเที่ยวไปในรูป กล่าวคือการแสวงหาความสุขในรูปฌาน. ถ้ายังต่ำจนท่องเที่ยวไปในกาม คือแสวงหาหรือเกลือกกลั้วในความสุข ที่เกิดมาจากกาม ก็เรียกว่ายังตั้งอยู่ในกามาวจรภูมิ คือของสามัญสัตว์ทั่วไป. ส่วนอรูปาวจรภูมินั้นหมายถึงระดับที่ท่องเที่ยวไปในอรูป คือแสวงหาความสุขจากอรูป ฉะนั้นทำให้จับคู่กันได้ว่า พวกกามาวจรภูมิ ก็คือพวกที่แสวงหาความสุขจากกามภพ โดยอาศัยกามาวจรกุศล ; พวกที่ตั้งอยู่ในรูปาวจรภูมิก็คือพวกที่แสวงหาความสุขจากรูปฌานในรูปภพ ด้วยอาศัยอำนาจของรูปาวจรกุศล, พวกที่ตั้งอยู่ในอรูปาวจรภูมิ ก็คือพวกที่แสวงสุขประเภทที่เกิดจากอรูปฌาน ในอรูปภพ โดยอาศัยอำนาจของอรูปาวจรกุศล. เมื่อเปรียบเทียบกันดูทั้ง ๓ พวก จะเห็นได้ว่าอรูปราคะเป็นอาการโดยตรงของสัตว์ ที่ตั้งอยู่ในอรูปาวจรภูมิ หรือแม้สัตว์ที่ตั้งอยู่ในขั้น โลกุตตรภูมิขั้นต้น ๆ ที่ยังละราคะส่วนนี้ไม่ได้นั่นเอง ; ซึ่งเป็นการชี้ให้เห็นอยู่ในตัวแล้วว่า อรูปราคะนี้ประณีตเพียงไร หรือกล่าวอย่างสมมติดังที่เคยกล่าวแล้ว ก็ว่า เป็นราคะเย็นที่หวาดเสียวเพียงไร และละได้ยากเพียงไร ; และพร้อมกันนั้น ก็แสดงให้เห็นได้ด้วยว่า ถ้าละอรูปราคะเสียได้ วิมุตติสุขที่เกิดขึ้นก็ดี ญาณในวิมุตติสุขนั้นก็ดี จะเป็นสิ่งที่สูงยิ่งขึ้นไปเพียงไรอย่างเดียวกัน. แม้อรูปราคะสัญโญชน์นี้ ก็สงเคราะห์รวมลงในภวราคานุสัย เช่นเดียวกับรูปราคะ.

น.494 ๔๘๒ - ๖๐ - ๒๗ ธันวาคม ๒๕๐๒ ค. มานะ คำว่ามานะโดยพยัญชนะ แปลว่าความสำคัญด้วยความรู้. โดยใจความได้แก่ความรู้สึกที่เป็นไปในตัวเอง จนทำให้เกิดความยึดถือเกี่ยวกับ ตัวเองขึ้นมา และแบ่งได้เป็น ๒ ชั้น ความสำคัญว่าตนมีอยู่หรือเป็นอยู่ ซึ่งเรียก ว่า อัสมิมานะ โดยแท้จริงนี้อย่างหนึ่ง, อีกอย่างหนึ่งเป็นมานะที่ขยายออกไปว่า ตนเป็นอะไร และเมื่อนำไปเปรียบเทียบกับคนอื่นแล้วดีกว่า หรือเลวกว่า หรือ เสมอกันอย่างไร. ถ้ามานะอย่างแรกคืออัสมิมานะยังมีอยู่เพียงใดแล้ว มานะ อย่างหลังย่อมมีอยู่เพียงนั้น : และมานะอย่างหลังนี้เอง ที่เป็นตัวการทำความวุ่นวาย จนกระทั้งเป็นความทุกข์อย่างหยาบขึ้นมา. มานะนี้ จำแนกเป็น ๓ หมวด คือ ๑. ตนดีกว่าเขา มีความสำคัญว่าตนดีกว่าเขาบ้าง ตนเสมอกันกับเขาบ้าง ตนเลวกว่าเขาบ้าง. ๒. ตนเสมอกันกับเขา สำคัญว่าตนดีกว่าเขาบ้าง ตนเสมอกันกับเขาบ้าง ตนเลวกว่าเขาบ้าง. ๓. ตนเลวกว่าเขา แต่สำคัญว่าตนดีกว่าเขาบ้าง ตนเสมอกันกับเขาบ้าง ตนเลวกว่าเขาบ้าง ดังนี้.

น.495 ๔๘๓ ถ้านับเป็นหมวด มีอยู่ ๓ หมวด ถ้านับเรียงอย่างก็มีอยู่ถึง ๙ อย่าง แต่ ทุกอย่างย่อมมาจากอัสมิมานะ คือความสำคัญว่าตัวเรามีอยู่ด้วยกันทั้งนั้น. โดย นัยนี้จะเห็นได้ว่า สิ่งที่เรียกว่า “มานะ” หรือคำว่ามานะก็ตาม ในภาษาธรรมะนี้ มีความหมายกว้างกว่าคำว่า "มานะ" ในภาษาไทย ซึ่งมีความหมายไปในทางความ ถือตัวของผู้ที่มีอะไรด้อยกว่าต่ำกว่าอย่างเดียวเท่านั้น. ส่วนในทางธรรมะนั้นคำว่า มานะ มีความหมายกว้างครอบคลุมไปหมด จนไม่มีช่องทางที่ใครจะรอดพ้นไป จากมานะได้ เช่นคนที่ต่ำต้อยที่สุด รู้สึกตัวว่าต่ำต้อยอยู่แท้ๆ ก็ยังจัดเป็นมานะ ที่ถึงที่สุดอยู่นั่นเอง : หรือแม้จะรู้สึกว่ามีอะไร ๆ เสมอกันก็ยังจัดเป็นมานะถึงที่สุด. ทั้งนี้เพราะเหตุว่า ได้เล็งถึงความรู้สึกส่วนละเอียดหรือส่วนลึกเป็นใหญ่ คือ ความ รู้สึกที่ว่าเรามีตัวมีตนอยู่ และตัวตนของเรากำลังเป็นอย่างไรนั้นเอง ; ส่วนที่ จะดีกว่าใคร เสมอกันกับใคร หรือเลวกว่าใครนั้น เป็นการเปรียบเทียบ คือเอา ลักษณะแห่ง "ความเป็น" ของตน ๆ ไปวัดกัน แล้วเกิดความสำคัญผิดไปตามอำนาจ ของความหลง. ถ้าหากทำลายความสำคัญว่ามีตัวตนเสียได้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ความสำคัญเอาเองทั้ง ๙ อย่างก็หมดไป. ข้อนี้จะเห็นได้ว่าสิ่งที่เรียกว่ามานะนั้น มีความเร้นลับลึกซึ้งและยากแก่การตัดเพียงไร จนถึงกับอย่าว่าแต่ปุถุชนคนธรรมดา เลยแม้แต่พระโสดาบันก็ละมันไม่ได้ พระสกิทาคามีก็ละมันไม่ได้ แม้พระอนาคามี ก็ละมันไม่ได้ ต้องเหลือไว้เป็นหน้าที่ของอรหัตตมรรคจะพึงตัดดังนี้. ทั้งนี้ เพราะว่าสิ่งที่เรียกว่ามานะนี้ เป็นกิเลสประเภทโมหะชั้นที่ละเอียดที่สุด และ เป็นของธรรมชาติธรรมดาที่สุด ซึ่งถ้ากล่าวอย่างโวหารสมัยใหม่ก็เรียกว่า เป็นสัญชาตญาณของสัตว์ทั่วไป และเป็น สัญชาตญาณชั้นหัวหน้า หรือชั้นประธาน ของสัญชาตญาณอื่น ๆ เช่นสัญชาตญาณแห่งการต่อสู้ สัญชาตญาณแห่งการหนีภัย สัญชาตญาณแห่งการแสวงหาอาหาร และสัญชาตญาณแห่งการสืบพันธุ์เป็นต้น ซึ่งคนสมัยนี้ถือว่าเป็นสิ่งที่ไม่อาจละได้เลยเป็นอันขาด.

น.496 ๔๘๔ อีกอย่างหนึ่ง หรืออีกทางหนึ่งซึ่งพร้อมกันนั้น เมื่อมีความรู้สึกว่าตัวตน เป็นอย่างไรแล้ว ก็ย่อม มีความรู้สึกว่าของของตนเป็นอย่างไรตามไปด้วย เช่น ของของตนดีกว่าของคนอื่น เสมอกันกับของคนอื่น หรือเลวกว่าของคนอื่น ซึ่งอาจจำแนกออกได้เป็น ๙ อย่าง โดยนัยเดียวกับที่กล่าวมาแล้วข้างต้น แม้ความ สำคัญมั่นหมายในของของตนเหล่านี้ ในทำนองนี้ ก็จัดเป็นมานะในที่นี้ด้วย เหมือนกัน และเป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือได้เท่ากับตัวเอง หรือยิ่งกว่าตัวเอง ดังในกรณีของสัตว์บางเหล่ามีความรักในบุตรภรรยาเป็นต้น ยิ่งกว่าชีวิตของตัวเอง ก็ยังมี ฉะนั้นจึงจัดว่าเป็นมานะที่มีค่าเท่ากัน และมีต้นตออันเดียวกัน. จากมานะทั้งที่เป็นไปในตน และทั้งที่เป็นไปในของของตน โดยนัยดังที่ กล่าวมาแล้วนี่เอง ที่ความเดือดร้อนระส่ำระสายต่างๆ ได้เกิดขึ้นอย่างแปลก ประหลาด หรืออย่างไร้ความหมาย น่าเอน็ดอนาถที่สุด แต่ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เพื่อ วัตถุสิ่งของที่มีค่าอันใด แต่เป็นเพราะ ความถือตัว หรือ เห็นแก่เกียรติของตัว ซึ่งเรียกว่ามานะในที่นี้นิดเดียวเท่านั้น ; และอีกทางหนึ่ง ซึ่งเป็นการเบียดเบียน ตนเองล้วน ๆ ไม่เกี่ยวกับบุคคลอื่นมาเบียดเบียนเลย ได้แก่การที่คนบางคน หรือสัตว์บางเหล่า ยอมลำบากตรากตรำทนทุกข์ทรมานอย่างเอาชีวิตเข้าแลก เป็นระยะยาวนานได้ อย่างเหลือที่จะสมเพชเวทนา ก็เพราะอาศัยสิ่งที่เรียกว่า มานะนี้อีกอย่างเดียวกัน. เป็นอันว่าสัตว์เบียดเบียนซึ่งกันและกัน และเบียดเบียน ตนเองอยู่ตามลำพังในชั้นที่ลึกซึ้งที่สุด ที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ที่สุด ก็เพราะอาศัยสิ่ง ที่เรียกว่ามานะนี้ ; ส่วนที่อาศัย โลภะ หรือโทสะนั้นเป็นชั้นตื้น ๆ และเป็นชั้น ธรรมดาสามัญ เพราะฉะนั้นพึงพิจารณาดูเถิดว่า มานะนี้เป็นสิ่งที่น่าหวาดเสียว เพียงไร ละยากกว่าโลภะและโทสะเพียงไร จึงตกมาอยู่ในระยะรั้งท้ายของบรรดา สัญโญชน์ที่จะต้องละ.

น.497 ๔๘๕ สิ่งที่จะต้องศึกษาหรือระมัดระวังเป็นพิเศษอีกข้อหนึ่งก็คือ ต้องไม่เอาความหมายของคำว่ามานะไปปนกับความหมายของคำว่า สักกายทิฏฐิ ซึ่งเป็นสัญโญชน์ข้อต้น อันพระโสดาบันจะพึงละ เพราะมีความหมายคล้ายกันอยู่บางอย่าง แต่มิใช่เป็นกิเลสชั้นเดียวกัน ดังที่เห็นได้จากการที่ถูกจัดไว้คนละขั้นคนละตอนอย่างไกลกันมากทีเดียว. สักกายทิฏฐินั้นเป็นความสำคัญว่ามีตัวตนชั้นหยาบที่สุด และเป็นไปในทางกายหรือทางวัตถุ หรือทางรูปธรรมมากที่สุดซึ่งแม้จะละได้แล้ว ความสำคัญตนในชั้นมานะนี้ หรือที่เรียกว่าอัสมิมานะนี้ ก็ยังเหลืออยู่อย่างเต็มที่ ดังที่ได้กล่าวแล้วว่า แม้พระอนาคามีก็ยังไม่สามารถละมานะในขั้นนี้ ทั้งนี้เพราะ ว่ามานะนี้มิได้เป็นเพียงความเข้าใจผิดหรือเห็นผิด หากแต่เป็น ความรู้สึกที่ลึกซึ้ง ของสัญชาตญาณ ชนิดที่มีอยู่โดยไม่รู้สึกตัวเอาเสียทีเดียว. ควรจะสังเกตไว้อีกอย่างหนึ่งว่า สิ่งที่เรียกว่ามานะนี้เป็นกิเลสประเภทที่มีความยึดถือตัวตน ในฝ่ายความดีหรือความดียิ่ง ๆ ขึ้นไปโดยส่วนเดียว ; ฉะนั้น แม้จะได้ทำดีถึงที่สุด จนไม่รู้ว่าจะทำดีอย่างไรต่อไปอีกแล้ว ก็ไม่สามารถที่จะเอาชนะกิเลสข้อนี้ได้ และพ้นทุกข์ไม่ได้ ด้วยความดีที่สุดที่ตนจะพึงกระทำดีได้. การเอาชนะความทุกข์ได้โดยสิ้นเชิง จึงต้องเป็นการละมานะเสียโดยสิ้นเชิง หมายความว่า ไม่ให้คุณค่าหรืออำนาจของความดีมาครอบงำได้อีกต่อไป. อุทาหรณ์ในข้อนี้ จะเห็นได้จากการค้นคว้าและการปฏิบัติในลัทธินอกพุทธศาสนา หรือก่อน พุทธศาสนา ซึ่งมีการค้นคว้าและการปฏิบัติชนิดที่ใคร ๆ ก็ต้องยอมรับว่า กว้างขวางและลึกซึ้งไม่น้อยเลย แต่ในที่สุดก็เอาชนะความทุกข์ไม่ได้ เนื่องจาก ไม่เป็นไปเพื่อถอนเสียซึ่งความสำคัญว่าตัวตน หรือความที่เป็นตัวตนที่ดีวิเศษยิ่ง ๆ ขึ้นไปนั้นเอง : เห็นได้จากการที่พระพุทธองค์ทรงยอมรับว่าอุทกดาบสรามบุตร ซึ่งเคยเป็นอาจารย์ของพระองค์ในขณะที่ยังเที่ยวศึกษาค้นคว้าอยู่นั้น

น.498 ๔๘๖ อยู่ในประเภทบุคคลที่ยังไขว้กันอยู่เพียงนิดเดียว มิฉะนั้นก็จะตรัสรู้ ซึ่งเป็นเหตุให้พระองค์ทรงนึกถึงดาบสผู้นี้ก่อนบุคคลอื่นใด ภายหลังจากการตรัสรู้แล้ว ดังนี้เป็นต้น. สรุปรวมความว่า สิ่งที่เรียกว่ามานะนี้ เป็นกิเลสประเภทที่มีมูลมาจากความยึดมั่นถือมั่น "ในตัวตนที่เต็มไปด้วยความดี" ซึ่งจะเป็น "ตนเอง" หรือ ‘ตนผู้อื่น" ก็ตาม หรือ "ตนสิ่งอื่น" ก็ตาม แล้วมีความรู้สึกขยายออกไป ในทางที่จะเปรียบเทียบกัน ซึ่งทำให้กิเลสข้อนี้มีพิษสงมากขึ้น. อริยมรรคญาณในขั้นอรหัตตมรรคเท่านั้น ที่จะมีแสงสว่างหรือมีกำลังมากพอที่จะทำลายถ่ายถอนสัญโญชน์ข้อนี้ได้ เพราะการเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ในขั้นอรหัตตมรรคนั้นเป็นไปอย่างแรงกล้า เพราะถึงที่สุดจริงๆ สามารถทำลายเสียได้ซึ่งความรู้สึกว่าตน หรือมีตัวตนชนิดที่เป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือ ซึ่งเป็นช่องทางที่จะช่วยให้พิจารณาเห็นสืบไปว่า วิมุตติสุขที่เกิดมาจากการถอนความสำคัญว่ามีตัวตนอยู่ในลักษณะอย่างไร มันจะนำมาซึ่งความสงบสุขเพียงไร และวิมุตติสุขญาณในชั้นนี้ มีความสูงยิ่งขึ้นไปอีกเท่าไร. มานะสัญโญชน์ตรงเป็นอันเดียวกันกับมานานุสัย ฉะนั้นจึงไม่จำเป็นจะต้องวินิจฉัยในคำว่ามานานุสัยอีกแต่ประการใด.

น.499 ๔๘๗ - ๖๑ - ๒๘ ธันวาคม ๒๕๐๒ ฆ. อุทธัจจะ คำนี้ตามปรกติแปลกันว่าความฟุ้งซ่าน แต่ความหมายอันแท้จริงนั้นมีอยู่ลึกกว่านั้น มิได้หมายความเพียงความฟุ้งซ่านตามความหมายในภาษาไทย ซึ่งเป็นเรื่องของนิวรณ์มากกว่าที่จะเป็นเรื่องของสัญโญชน์. ถ้าคำว่าฟุ้งซ่านมีความหมายไปในทางความคิดเลื่อนลอย เช่นความคิดทำนองสร้างวิมานในอากาศด้วยแล้ว จะยิ่งเป็นการน่าขบขันมากทีเดียว ถ้าพระอนาคามี ก็ยังละความฟุ้งซ่านเช่นนี้ไม่ได้ ; ฉะนั้นจะต้องทำความเข้าใจกันในเรื่องนี้ให้ดี ๆ. โดยความหมายอันแท้จริง คำว่าอุทธัจจะในที่นี้ หมายถึง ความที่จิตพุ่งขึ้นกว่าระดับปรกติ เพราะอำนาจ ความสนใจ ความสงสัย ความหวัง ความระแวง หรือแม้แต่ ความกลัว อย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งพระอนาคามียังละไม่ได้นั่นเอง ; และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ก็คือความสนใจด้วยความสงสัย หรือความอยากรู้ว่าสิ่งนี้เป็นอะไร หรือเพื่ออะไร หรือเพื่อประโยชน์อะไรเป็นต้น. พระอรหันต์จำพวกเดียวเท่านั้น ที่ตัดความสงสัย ความหวัง ความกังวล ความกลัวหรือกิเลสอันละเอียดประเภทเดียวกันชื่ออื่น ๆ เสียได้ จึงไม่มีความสนใจว่านั่นมันน่ารู้ น่าสนใจ หรือน่ากลัวเป็นต้น. ถ้ายังละกิเลสอันละเอียดเหล่านี้ไม่ได้ จิตจะต้องฟุ้งขึ้น ฟูขึ้น กระเพื่อมขึ้น หรือถึงกับระรัวขึ้น ในเมื่อมีสิ่งใดสิ่งหนึ่งผ่านเข้ามา และมีอาการที่น่าสนใจ น่าสงสัย หรือน่าหวาดเสียวเป็นต้น. ความฟุ้งขึ้นแห่งจิตในทำนองนี้เอง เรียกว่า อาการของอุทธัจจะ. กิเลสที่เป็นเหตุให้ฟุ้งขึ้นอย่างนี้เอง เรียกว่าอุทธัจจะสัญโญชน์ ซึ่งเป็นสิ่งที่เหมือนนอนเนื่องอยู่ในสันดาน.

น.500 ๔๘๘ พิจารณาดูให้ละเอียดยิ่งขึ้นไป จะเห็นได้ว่ากิเลสที่ทำหน้าที่ให้จิตฟุ้งขึ้นในลักษณะเช่นนี้นั้น มีมูลมาจากความยึดถือในตัวตนอย่างเดียวกัน คือมีความสำคัญว่าตนมีอยู่นั่นเอง แต่มิได้เป็นไปในทางที่จะเปรียบเทียบ ว่าดีกว่าหรือเลวกว่าหรือเสมอกัน ดังที่กล่าวมาแล้ว แต่เป็นไปในทางเห็นแก่ตน ชนิดที่ละเอียดจนถึงขนาดที่ไม่รู้สึกตัว และเคลื่อนไหวไปในทางที่จะแสวงหาประโยชน์แก่ตัวหรือการป้องกันชีวิตของตัวโดยไม่รู้สึกตัวอีกอย่างเดียวกัน. เพราะความรู้สึกว่ามีตัวนั่นเอง จึงมีความรู้สึกในทางที่จะหาประโยชน์ใส่ตัว ฉะนั้นพอมีอะไรผ่านเข้ามาในลักษณะที่จะเป็นประโยชน์แก่ตัว ก็อดสนใจไม่ได้ หรือแม้แต่สิ่งที่ยังไม่แน่ว่าจะเป็นประโยชน์หรือไม่เป็นประโยชน์แก่ตัวผ่านเข้ามา เช่นสิ่งที่ตัวยังไม่รู้จักเลย แต่ถ้าแปลกประหลาดกว่าธรรมดา ก็อดสนใจไม่ได้ว่าชะรอยสิ่งนี้จะเป็นประโยชน์แก่ตน เพราะจิตยังอยู่ในวิสัยของการแสวงหาประโยชน์เพราะมีตน เป็นที่รองรับประโยชน์นั้นเอง. ความสนใจเหล่านี้ล้วนแต่ทำให้จิตกระเพื่อมหรือไหวตัวไปจากระดับปรกติ. อีกทางหนึ่งซึ่งตรงกันข้าม ก็คือเมื่อสิ่งที่มีลักษณะตรงกันข้ามผ่านมา ในทางที่แสดงว่าไม่เป็นประโยชน์แก่ตัวแต่จะทำลายประโยชน์ของตัว หรือทำลายชีวิตของตัวโดยตรง ความสนใจก็เกิดขึ้นในสิ่งนั้นอย่างรุนแรง จนถึงกับเป็นการสั่นระรัวไปด้วยอำนาจความกลัว. อาการเช่นนี้มีได้แม้ในสิ่งที่ตนไม่รู้จักว่ามันเป็นอะไร แต่มันดูน่ากลัว : จะเป็นของจริงตามธรรมชาติ หรือแม้แต่ของที่มนุษย์ทำเทียมขึ้น ก็เป็นที่ตั้งแห่งความสนใจ หรือความกลัว ได้โดยเท่ากัน ; เมื่อใจกระเพื่อมแล้ว ก็ล้วนแต่เรียกว่าอุทธัจจะ ได้ด้วยกันทั้งนั้น. อาการเหล่านี้มีอยู่เป็นประจำ ในจิตของสัตว์ที่ยังอยู่ในอำนาจของประโยชน์ ยังอยู่ในวิสัยแห่งการแสวงหาประโยชน์เพราะยังละความยึดถือว่าตัวตน ว่าของตนไม่ได้นั่นเอง. นี่เป็นเครื่องชี้ให้เห็นได้ชัดอยู่ในตัวแล้วว่าทำไมพระอนาคามี จึงยังละอุทธัจจะไม่ได้.

น.501 ๔๘๙ ความกระเพื่อมแห่งจิตเหล่านี้ แม้มิได้เป็นไปอย่างรุนแรงถึงขนาดที่ทำ ให้เพ้อคลั่งเป็นบ้า หรือถึงกับขาดใจตาย แต่ก็เป็นเครื่องทำลายความสงบสุข ชั้นละเอียด จนถึงกับว่าทำให้ความดีต่าง ๆ เป็นหมันไปทีเดียว กล่าวคือ คนดี คนมีบุญกุศล คนร่ำรวย มีอำนาจวาสนาเพียงไรก็ตาม ถ้ายังมีความเสียว ความหวั่นระแวง และความวิตกกังวลเป็นต้น กลุ้มรุมอยู่ในใจแล้ว ความดีหรือ บุญกุศลเหล่านั้นจะมีประโยชน์อะไร เพราะช่วยแก้ไขให้ไม่ได้ : ทั้งนี้เป็นเพราะว่า สิ่งเหล่านี้ต้องแก้ไข ด้วยสิ่งที่ยิ่งไปกว่าบุญกุศลนั้นเอง. เมื่อแก้ไข สิ่งเหล่านี้ได้หมดจดแล้ว สิ่งต่าง ๆ ก็พลอยเป็นประโยชน์ไปตาม คืออำนวยความ สะดวกสบายให้ตามหน้าที่ของมัน. อรหัตตมรรคเท่านั้นที่จะตัดสิ่งเหล่านี้ให้ขาด ไปได้. ลองพิจารณาดูเถิดว่า เมื่อตัดสิ่งรบกวนใจอันเป็นข้าศึกศัตรูชั้นละเอียด เหล่านี้ได้ขาดแล้ว จิตจะประสบความสงบเย็นสักเพียงไร นั่นแหละคือค่าหรือ ความหมายของวิมุตติสุข อันเกิดมาจากการตัดอุทธัจจะสัญโญชน์เสียได้ และวิมุตติ- สุขญาณข้อนี้ มีความหมายสมกับเป็นสิ่งที่เคียงคู่กันกับอรหัตตมรรคญาณจริง ๆ. อุทธัจจะ หรือความกระเพื่อมแห่งจิต มีมูลมาจากความสำคัญว่ามีตัว มีตน ฉะนั้น จึงสงเคราะห์สัญโญชน์ข้อนี้ลงในมานานุสัย. ง. อวิชชา. สัญโญชน์ข้อสุดท้ายนี้แปลว่าความไม่รู้. ถูกจัดไว้เป็น ข้อสุดท้าย เพราะเหตุใดนั้น มีสิ่งที่ต้องวินิจฉัยกันอย่างละเอียด ซึ่งจะทำให้เข้าใจ คำว่าอวิชชาได้ดี. ความจริงที่ใคร ๆ ต้องยอมรับมีอยู่ว่า กิเลสทุกชนิดและทุกระดับ ย่อมมีมูลมาจากอวิชชาหรือเป็นส่วนใดส่วนหนึ่งของอวิชชาด้วยกันทั้งนั้น. เมื่อ

น.502 ๔๙๐ กล่าวถึงกิเลสชื่อต่างๆ ไปหมดสิ้นแล้ว มากล่าวถึงอวิชชาอีก มิเป็นการซ้ำกัน ไปหรือ นี่แหละคือปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในที่นี้. หลักเกณฑ์ในปฏิจจสมุปบาท มีอยู่ว่าความทุกข์หรือสังขารทั้งปวง รวมทั้งกิเลสด้วยมีมูลมาจากอวิชชา ; ถ้าทำลายอวิชชาเสียเพียงอย่างเดียวเท่านั้น สิ่งต่าง ๆ ที่เป็นกิเลสหรือความทุกข์ก็ดับไปหมด และเรื่องก็สิ้นสุดเพียงเท่านั้น. ส่วนในเรื่องของสัญโญชน์นี้ ได้ระบุการละสัญโญชน์เป็นลำดับ ๆไป กระทั่งละ อวิชชาเป็นขั้นสุดท้าย คือขั้นที่ ๑๐ คล้าย ๆ กับว่า มีกิเลสอีกตั้ง ๙ อย่าง ซึ่งอยู่ นอกเหนือไปจากอวิชชา ; ความจริงหาได้เป็นไปโดยทำนองนั้นไม่ กิเลสและ สัญโญชน์ทั้งหลาย ที่มีชื่อต่างกันเหล่านั้น เป็นสิ่งที่เกิดมาจากอวิชชา มีลักษณะ เป็นอาการของอวิชชา ในรูปต่าง ๆ กัน จึงได้ชื่อแปลก ๆ ตามอาการที่มันแสดง. การเกิดมาจากอวิชชานั้น เกิดเสร็จเรียบร้อยอยู่ในภายใน โดยการที่เร้นลับเห็นได้ ยากที่สุด จึงไม่ชวนให้คิดไปในทำนองว่า มันเป็นพวกอวิชชาด้วยกัน : แต่ถ้า พิจารณาให้ดีแล้ว จะเห็นได้ว่าสัญโญชน์ทั้ง ๙ มีมูลมาจากอวิชชา มีอยู่ได้เพราะ อวิชชามีอยู่. เช่นสักกายทิฏฐิเห็นว่ากายนี้เที่ยงแท้เป็นของตนก็เพราะอวิชชา ครอบงำ ทำให้เห็นไปอย่างนั้น. วิจิกิจฉา ลังเลต่อข้อปฏิบัติที่จะข้ามฟากจาก โลกิยะไปสู่โลกุตตระ เพราะยังอาลัยในโลกิยะอยู่ นี้เพราะอำนาจครอบงำของ อวิชชาดึงเอาไว้. สีลัพพตปรามาส คือการจับฉวยเอาสิ่งต่าง ๆ ผิดจากความจริง หรือผิดจากความหมายอันแท้จริงนั้น เป็นอาการของอวิชชาอย่างชัดแจ้งอยู่แล้ว. กามราคะมีความกำหนัดในกาม เพราะไม่รู้จักสิ่งที่เรียกว่ากาม ตามที่เป็นจริง. ปฏิฆะ ความกลัดกลุ้มด้วยอำนาจโทสะ ก็เนื่องมาจากความไม่รู้จักสิ่งที่เป็นมูลเหตุ แห่งความกลัดกลุ้มตามที่เป็นจริง จึงไปกลัดกลุ้มเข้า ; ความไม่รู้ตามที่เป็นจริงนี้ เป็นอาการโดยตรงของอวิชชา ทั้งอย่างหยาบและอย่างละเอียด. สำหรับรูปราคะ

น.503 ๔๙๑ หรืออรูปราคะนั้น เป็นเรื่องของอวิชชาชั้นละเอียด คือไม่รู้จักความสุขอันเกิดมา จากรูป และอรูป ตามที่เป็นจริงหรือถึงที่สุด จึงหลงยึดถือ เพราะหลงในความ ประณีตของความสุขประเภทนี้. มานะและอุทธัจจะนั้น คือความไม่รู้จริง และเป็น เรื่องความรู้ผิดอันเกี่ยวกับตัวตนดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น. ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่า สัญโญชน์ทั้ง ๙ นั้น หรืออนุสัยทั้ง ๖ ข้างต้นนั้น ล้วนแต่เป็น "ลูก" ของอวิชชา โดยตรง อย่างที่ไม่ควรจะถือว่าเป็นพี่น้องหรือเพื่อนฝูงของอวิชชาเลย. ฉะนั้น การฆ่าลูก ๆ ให้ตายหมด หาได้หมายความว่าเป็นการฆ่าแม่ของมันให้ตายด้วยไม่ แม่ของมันยังเหลืออยู่ในฐานะเป็นสิ่งที่จะคลอดลูกทั้งหลายอีกต่อไปไม่มีหยุด . งานขั้นสุดท้ายจึงได้แก่การฆ่าอวิชชา ซึ่งเป็นเหมือนแม่แห่งกิเลสทั้งปวง. การที่ อรหัตตมรรคญาณตัดสัญโญชน์ในเบื้องสูงคราวเดียวทั้ง ๕ อย่างนั้น หมายความว่า อรหัตตมรรคญาณ มีกำลังมากพอที่ไม่จำเป็นจะต้องรอฆ่าลูก ๆ ๔ คน ให้ตายไป ทีละคนก่อน แล้วจึงฆ่าแม่เป็นคนสุดท้าย. อรหัตตมรรคญาณมีวิสัยหรืออำนาจ ที่สามารถทำลายสิ่งทั้ง ๕ นี้ ได้พร้อมกันไปในตัวในคราวเดียวกัน แต่ถึงกระนั้น ก็มิได้หมายความว่า อวิชชาไม่ได้เป็นแดนเกิดของสัญโญชน์ทั้ง ๔ ที่ถูกตัดพร้อมกัน กับอวิชชานั้น. ข้อนี้เปรียบเหมือนกับแม่โจรคนหนึ่ง ถูกฆ่าพร้อมกันไปกับ ลูก ๔ คน ชั้นที่เป็นหัวหน้าหรือหัวปี ด้วยอำนาจอรหัตตมรรค ในเมื่อลูกชั้น เล็ก ๆ หรือน้อง ๆ ถูกฆ่าตายไปแล้วโดยง่าย ด้วยอำนาจโสดาปัตติมรรค สกิทาคา- มิมรรค และอนาคามิมรรคตามลำดับ. การกล่าวด้วยอุปมา อย่างนี้เรียกว่า การกล่าวโดย ภาพพจน์ หรือที่เรียกโดยภาษาธรรมะว่า การกล่าวอย่างบุคคลา- ธิษฐาน ทั้งนี้เพื่อช่วยให้เกิดความเข้าใจได้ง่าย เข้าใจได้ทันที แล้วลืมได้ยาก จึงนำมาใช้อธิบายธรรมะในขั้นที่ลึกซึ้งและสับสน.

น.504 ๔๙๒ เมื่อได้พบว่าสัญโญชน์ชื่ออื่น ๆ เป็นเพียงสิ่งที่งอกออกไปจากอวิชชา ดังที่กล่าวแล้ว ซึ่งเป็นการแสดงว่าสัญโญชน์เหล่านั้นไม่ใช่ตัวอวิชชาโดยตรง ดังนี้ แล้ว ปัญหาก็เหลืออยู่ว่า สิ่งที่เรียกว่าอวิชชาโดยตรงนั้นคืออะไร. อวิชชาคือความไม่รู้ดังที่กล่าวแล้วข้างต้น แต่มีสิ่งที่จะต้องศึกษาต่อไป ว่า : สุภาพแห่งความไม่รู้นั้นเป็นอย่างไร ? และไม่รู้ซึ่งอะไร ? และเกิดอะไรขึ้น เพราะความไม่รู้นั้น ? รวมกันเป็น ๓ อย่าง ซึ่งจะได้วินิจฉัยทีละอย่างดังต่อไปนี้ :- สภาพแห่งความไม่รู้ นั้น หมายถึงภาวะแห่งปราศจากความรู้ที่ควรจะรู้ ไม่ใช่ว่าไม่รู้อะไรเสียเลย เพราะความรู้ที่ผิดก็ยังมี รู้อย่างถูกครึ่งผิดครึ่งก็ยังมี การที่จะให้มนุษย์ที่มีชีวิตอยู่ไม่มีความรู้อะไรเสียเลยนั้น เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เพราะเวลาที่ล่วง ๆไป ย่อมสอนอยู่ในตัวให้เขามีความรู้อย่างใดอย่างหนึ่งเพิ่มขึ้น แต่ความรู้เหล่านี้ ยังไม่ถึงขีดที่จะได้นามว่า "สิ่งที่ควรรู้" ตามความมุ่งหมายของ พุทธศาสนา ยังรู้ผิดบ้าง รู้ถูกแต่มิได้เป็นไปในทางที่มุ่งหมายบ้าง ความปราศจาก ความรู้ที่ควรรู้ เช่นนี้เองเรียกว่า อวิชชา . หมายความว่าในความรู้หรือภาวะแห่ง ความรู้เหล่านั้น ปราศจากความรู้ที่สามารถตัดสัญโญชน์ทั้ง ๑๐ ได้. ภาวะอย่าง ที่เรียกว่าอวิชชาในที่นี้ จะถือว่ามีอยู่ในที่ทั่วไป เป็นอนันตะก็ได้ หรือจะถือว่า มีอยู่ในจิตของสัตว์ก็ได้ เพราะว่าถ้ามีอยู่ในที่ทั่วไป ก็หมายถึงมีอยู่ในจิตใจของ สัตว์ด้วย และเพราะว่ามีอยู่ในจิตใจของสัตว์นั่นเอง จึงเกิดเป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมา. ความหมายอันสำคัญจึงอยู่ที่ความมีอยู่ในจิตใจของสัตว์ เพราะสัตว์นั่นเองเป็นตัว เจ้าทุกข์ และกำลังศึกษาปฏิบัติซึ่งเป็นการดิ้นรนเพื่อความพ้นจากทุกข์ สรุปความ เฉพาะข้อนี้ว่า อวิชชาคือภาวะแห่งความปราศจาก ความรู้ที่ควรรู้ ซึ่งมีอยู่ใน จิตใจของสัตว์ทั่วไป ในลักษณะที่ครอบคลุมไปทั้งโลก.

น.505 ๔๙๓ สำหรับปัญหาที่ว่า ไม่รู้ซึ่งอะไร นั้น ตอบได้อย่างกำปั้นทุบดินชั้นหนึ่ง ก่อนว่า ไม่รู้สิ่งที่ควรรู้ ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น. ครั้นถามต่อไปว่าสิ่งที่ควรรู้ คืออะไร ? คำตอบย่อมมีโดยเฉพาะเจาะจงลงไปว่า ไม่รู้สิ่งที่จะทำให้ไม่มีทุกข์. สำหรับสิ่งที่จะทำให้ไม่มีทุกข์นี้ จำแนกออกไปสำหรับการศึกษา และการปฏิบัติ ได้โดยง่ายเป็น ๔ อย่างคือ ความจริงเรื่องทุกข์ ความจริงเรื่องเหตุให้เกิดทุกข์นี้ คู่หนึ่ง ; อีกคู่หนึ่งคือความจริงเรื่องสภาพแห่งความไม่มีทุกข์เลย และความจริง เรื่องหนทางปฏิบัติเพื่อเข้าถึงความไม่มีทุกข์นั้น. ถ้าจำแนกออกไปก็เป็น ๔ ดังที่ กล่าวแล้วนี้ ถ้าย่นเข้ามาอีกก็เหลือเพียง ๒ คือ ความทุกข์ กับความดับทุกข์ ; ถ้าย่นลงอีกก็จะเหลือเพียง ๑ คือ ความดับทุกข์ นั่นเอง. การกล่าวอย่างย่น ให้เหลือเพียง ๑ เพียง ๒ เช่นนี้ ไม่เพียงพอแก่การศึกษาของคนทั่วไป คงใช้ได้ เฉพาะเพียงบางคน จึงต้องบัญญัติไว้ในมาตรฐานที่เหมาะแก่คนทั่วไป คือบัญญัติ เป็น ๔ อย่าง ดังที่กล่าวแล้วซึ่งอาจจะย่นเป็นหนึ่ง เป็นสองได้ด้วยตนเอง ในเมื่อ มีความเข้าใจในเรื่องนี้อย่างทั่วถึงแล้ว. ความจริงเรื่องทุกข์ คือข้อที่ว่า สิ่งทั้งปวงเป็นทุกข์ แม้แต่สิ่งที่เรียก กันว่าสุข ว่าบุญ ว่าสวรรค์ ก็เป็นทุกข์ โดยไม่ต้องพูดถึงความเกิดแก่เจ็บตาย เป็นต้น ข้อนี้หมายความว่า สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ โดยไม่ยกเว้นสิ่งใดเลย แต่สัตว์มีอวิชชาครอบงำ ย่อมเห็นบางอย่างเป็นสุข บางอย่างเป็นทุกข์ จึงเลือก ที่รักผลักที่ชัง โดยเป็นสิ่งที่น่ารัก น่าชังขึ้นมาหลอกตัวเอง ให้ผละจากสิ่งนี้ วิ่งไป หาสิ่งโน้น จากสิ่งโน้นมาหาสิ่งนี้เรื่อยไปไม่มีที่สิ้นสุด ตามอำนาจอวิชชาของตัวมัน เอง ที่ไม่รู้ว่า สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ เพราะความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัต ตา ; ถ้าทราบความจริงข้อนี้ ก็เป็นอันว่าทราบความจริงเรื่องทุกข์.

น.506 เหตุให้เกิดทุกข์ นั้น หมายความว่า ทุกข์ไม่ได้เกิดขึ้นเอง ลอย ๆ แต่มีเหตุมีปัจจัยที่ทำให้เกิด. เหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดนน มิใช่สิ่งภายนอก เช่น ผีสางเทวดาเป็นต้น แต่ เป็นสิ่งที่มีอยู่ในภายใน คือ กิเลสนานาชนิด รวมทั้งกิเลสที่เป็นเหตุให้เชื่อในผีสางเทวดาเป็นต้นเหล่านั้นด้วย. สำหรับกิเลส ที่ใกล้ชิด และเนื่องกันอยู่โดยตรงกับความทุกข์โดยประจักษ์นั้นคือ กิเลสที่เรา เรียกกันว่าตัณหา แปลว่า ความอยาก หมายถึง ความอยากทุกชนิด มีมากมาย เหลือที่จะประมาณได้ แต่จัดเป็นหมวด ๆ ได้เพียง ๓ หมวด คือ อยากมีหรือ อยากได้ ๑. อยากเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ๑. อยากไม่ให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ๑. ความอยากหรือตัณหานี้ มีผลมาจากอวิชชา เพราะไม่รู้จึงได้อยากไปในสิ่งต่าง ๆ ซึ่งที่แท้ไม่มีอะไรที่น่าอยากเลย เพราะสังขารทั้งหลายทั้งปวงเป็นทุกข์โดยเสมอกัน ดังที่กล่าวแล้วข้างต้น. ความไม่รู้ ทำให้อยาก หรืออยากเพราะไม่รู้ จึงกล่าวได้ว่า ความอยากมีอยู่ตราบใด ความไม่รู้ก็มีอยู่ตราบนั้น ; หรือความไม่รู้มีอยู่ตราบใด ก็ไม่มีทางที่จะให้รู้ได้ว่า ความอยากเป็นเหตุให้เกิดความทุกข์อยู่ตราบนั้น. เมื่อใดรู้ว่า ความอยากเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ก็เป็นอันรู้ความจริง เรื่องเหตุ ให้เกิดทุกข์. ความจริงเรื่องสภาพแห่งความไม่มีทุกข์ โดยประการทั้งปวง นี้หมาย ถึงความจริงเรื่องนิพพาน. นิพพาน แปลว่า ดับไม่เหลือ เ ป็นความดับไม่เหลือ ของกิเลสและความทุกข์ เป็นความว่างจากกิเลสและความทุกข์ ถึงที่สุดจริงๆ แต่สัตว์มิได้แสวงหาความทุกข์ในลักษณะเช่นนี้ แต่ไปแสวงหาความดับทุกข์ จากกามคุณบ้าง หรือสูงขึ้นไปก็คือ ความสุขอันเกิดจาก รูป และ อรูปบ้าง ซึ่งไม่อาจจะเป็นความดับทุกข์อย่างแท้จริง หรือถึงที่สุดไปได้เลย นี้คืออวิชชาของ สัตว์เหล่านั้นในข้อนี้. เมื่อใดทราบว่า ดับกิเลสสิ้นเชิงเป็นความดับทุกข์ สิ้นเชิง เมื่อนั้นกล่าวได้ว่า รู้ความจริงเรื่องความดับทุกข์.

น.507 หนทางให้ถึงสภาพแห่งความไม่มีทุกข์เลย นั้น คือ การปฏิบัติชนิดที่ ถูกตรงตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ ในลักษณะที่จะดับอวิชชาและตัณหาเสียได้ ซึ่งเรียกว่าการปฏิบัติชอบ หรือการปฏิบัติสายกลาง คือพอเหมาะพอสม หมายถึงการปฏิบัติต่อชีวิตไม่ตึงเครียดเกินไป ไม่ย่อหย่อนเกินไป แต่ให้พอเหมาะพอสมเพื่อจะเป็นอยู่ ชนิดที่เป็นการละกิเลสไปในตัว ทั้งกลางวันและกลางคืน หรือเรียกว่าทั้งหลับทั้งตื่น ไม่มีระยะว่างเว้น แม้จะหลับอยู่ก็ยังใช้เป็นการควบคุมกิเลสหรือบรรเทากิเลสอยู่เสมอไป. ข้อปฏิบัติเหล่านี้มีชื่อเรียกว่ามรรคบ้างสติปัฏฐานบ้าง โพชฌงค์บ้าง และอื่น ๆ อีกหลายอย่าง โดยใจความเป็นอย่างเดียวด้วยกันทั้งนั้น แต่ที่นิยมใช้เรียกมากกว่าอย่างอื่นนั้น คือ มรรค. มรรค ในที่นี้แปลว่า ทาง หมายถึง ทางปฏิบัติเพื่อทำลายตัณหา หรืออวิชชา โดยตรง. มรรคนี้ประกอบด้วยองค์ประกอบจำนวนหนึ่ง จะว่ามีองค์ ๑๐ ก็ได้ องค์ ๘ ก็ได้ มีองค์ ๓ ก็ได้ แล้วแต่จะย่นหรือจะขยายตามต้องการ ; แต่ที่ใช้เป็นหลักสำหรับกล่าวกันทั่วไปนั้น ถือว่ามีองค์ ๘ มีสัมมาทิฏฐิเป็นต้น มีสัมมาสมาธิเป็นที่สุด เพราะเป็นพระพุทธภาษิตที่ตรัสมากกว่าอย่างอื่น. ถ้าจะขยายออกเป็น ๑๐ ก็เพิ่มสัมมาญาณะและสัมมาวิมุตติต่อท้ายมรรคมีองค์ ๘. ถ้าย่นให้เหลือ ๓ ก็สงเคราะห์สิ่งเหล่านั้นให้เป็นเพียง อธิศีล อธิจิต และ อธิปัญญา ดังนี้เป็นต้น. แต่โดยใจความแล้ว คือข้อปฏิบัติที่มีผลดิ่งไปในทางที่จะทำลายกิเลสตัณหาโดยตรงเท่านั้น. ส่วนสัตว์ผู้ถูกอวิชชาครอบงำไว้ ย่อมปฏิบัติแต่ในทางให้ได้มาซึ่งสวรรค์ อันรวมทั้งความสนุกสนานเพลิดเพลินในโลกนี้ หรืออย่างมากที่สุด ก็มุ่งต่อความสุขอันเกิดจากรูปหรืออรูป นี้คือ อวิชชาในเรื่องทางดับทุกข์ ของสัตว์เหล่านั้น. เมื่อใดมีความรู้แจ้งในข้อปฏิบัติ ที่เป็นการทำลายกิเลสโดยตรงอย่างเดียว เมื่อนั้นเรียกว่า มีวิชชา ในความจริงเรื่องหนทางแห่งความดับทุกข์.

น.508 ๔๙๖ ความไม่รู้ความจริงทั้ง ๔ ข้อนั้น เรียกว่าอวิชชาในที่นี้ เมื่อมีอวิชชาเหล่านี้แล้ว นอกจากไม่รู้ความจริงต่าง ๆ ดังที่กล่าวมาแล้ว ยังเป็นเหตุให้รู้ความเท็จ กล่าวคือ มิจฉาทิฏฐิต่าง ๆ ที่อยู่ในรูปของกิเลสชื่อต่าง ๆ สัญโญชน์ชื่อต่าง ๆ อนุสัยชื่อต่าง ๆ นอกไปจากอวิชชา ดังที่ได้เห็นกันอยู่ทั่ว ๆ ไป. นี้เป็นการแสดงให้เห็นว่าอะไรเป็นสิ่งที่ควรรู้ อะไรเป็นสิ่งที่แม้รู้ ก็ยังไม่เรียกว่ารู้สิ่งที่ควรรู้ ; ซึ่งสรุปความได้เฉพาะในข้อนี้ว่า อวิชชา คือความไม่รู้ หรือปราศจากความรู้ชนิดที่ทำให้เดินถูกทางแห่งความดับทุกข์นั่นเอง. ส่วนข้อที่ว่า อวิชชา จะทำให้เกิดผลอย่างไรสืบไป นั้น ย่อมเห็นได้จากคำอธิบายที่กล่าวมาแล้ว ๒ ข้อข้างต้น คือเมื่อไม่รู้ก็เดินผิดทาง คำว่าเดินผิดทางหมายถึงเป็นไปในลักษณะที่จะทำให้กิเลสต่าง ๆ เกิดขึ้นมาใหม่ และมีความทุกข์ต่าง ๆ เกิดขึ้นมาใหม่ แล้วหลงใหลอยู่ในกิเลสและความทุกข์นั้น ในลักษณะที่เรียกว่า เห็นกงจักรเป็นดอกบัว คือทำไปด้วยความสมัครใจ ในการที่จะเวียนว่ายอยู่ในวัฏฏสงสาร กล่าวคือความทุกข์ที่วนเวียนอยู่ด้วยกิเลส และการกระทำกรรมอย่างซ้ำซากไม่มีที่สิ้นสุด. นี้คือผลที่เกิดมาจากอวิชชา หรือกล่าวได้ว่า ขึ้นชื่อว่าอวิชชาแล้ว ต้องมีผลอย่างนี้เสมอไป จึงจะได้นามว่าอวิชชาสมชื่อ. เมื่อทราบว่า ภาวะ แห่ง อวิชชา คืออะไร, อวิชชา ขาดความรู้ในเรื่องอะไร ย่อมก่อให้เกิดผลอะไรขึ้น ดังนี้แล้ว ก็พอจะกล่าวได้ว่าเป็นผู้รู้จักตัวอวิชชาซึ่งเป็นเหมือนแม่ของกิเลสทั้งหลายอย่างหนึ่ง ทำให้สัตว์เดินผิดทางอย่างหนึ่ง เป็นการช่วยกันทั้งแม่ทั้งลูกในการที่ครอบงำสัตว์ กักขังสัตว์ เบียดเบียน ย่ำยีหรือทรมานสัตว์. อรหัตตมรรค มีคุณสมบัติตรงกันข้าม เพราะเกิดมา

น.509 ๔๙๗ จากสิ่งที่ตรงกันข้าม กล่าวคือวิชชา ซึ่งได้บำเพ็ญมาโดยประการต่างๆ ในทุกขั้น ของอานาปานสติ ตั้งแต่ขั้นที่หนึ่งจนขั้นสุดท้าย ล้วนแต่เป็นการส่งเสริมให้วิชชา เกิดขึ้น จนกระทั่งสมบูรณ์ ทำลายอวิชชาให้สูญสิ้นไป เหมือนแสงสว่างเกิดขึ้น ย่อมกำจัดความมืดให้หายไปฉะนั้น. เมื่ออวิชชาหมดไปแล้ว เป็นอันว่ากิเลส หรือความทุกข์ดับไปโดยสิ้นเชิง เป็นทางที่จะทราบได้โดยง่ายว่า วิมุตติสุขที่เกิดขึ้น จากการทำลายอวิชชาเสียได้นี้ จะเป็นสิ่งสูงสุดเพียงไร และญาณวิมุตติสุขขั้นนี้ จะนำมาซึ่งความชื่นชมยินดี ในการชนะมารแก่ผู้ปฏิบัติเพียงไร. วินิจฉัยในวิมุตติสุขญาณ ๒๑ ประการ สิ้นสุดลงเพียงเท่านี้ - ๖๒ - ๔ มกราคม ๒๕๐๓ ญาณทั้ง ๑๑ หมวด รวมเป็น ๒๒๐ ประการ จัดเป็นความรู้ที่ผู้ปฏิบัติ ในอานาปานสติจะพึงศึกษามาก่อน เพื่อความสะดวกแก่การปฏิบัติ แต่จัดเป็นญาณ สำหรับบุคคลผู้ปฏิบัติถึงที่สุดแล้ว คือเป็นความรู้ที่ได้เกิดขึ้นจริง ๆ และสมบูรณ์ แล้ว ไม่ใช่ความรู้ที่จะศึกษาหรือกำลังศึกษาอยู่ เพื่อนำไปปฏิบัติอีกต่อหนึ่ง. ผู้ศึกษาพึงทราบความหมายของคำว่าญาณ ๒๒๐ ประการ ว่ามีความหมายอยู่เป็น ๒ ความหมาย หรืออาจนำไปใช้ได้โดย ๒ ความหมายอย่างนี้. สำหรับผู้ศึกษา

น.510 ๔๙๘ เพื่อนำไปปฏิบัติ จะต้องพยายามศึกษาให้เข้าใจว่าหมวดไหน กล่าวด้วยเรื่องอะไร สัมพันธ์กับหมวดอื่นก่อนหลังกันอย่างไร และตนจะต้องปฏิบัติต่อหมวดไหน ในลักษณะที่เป็นการละเว้นอย่างไร และต่อหมวดไหนในลักษณะที่เป็นการเจริญ คือทำให้เกิดมีขึ้นอย่างไร ; ให้มีความเข้าใจแจ่มแจ้ง เพื่อความไม่ติดขัดในการ ปฏิบัติทุกขั้นทุกตอน. ส่วนผู้ที่ได้ปฏิบัติจนถึงที่สุดแล้วนั้น ย่อมเห็นประจักษ์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ในฐานะที่เป็นตัวความจริงหรือเป็นของจริงโดยตรง. ความรู้ อย่างแรกเหมือนกับความรู้ที่ได้มาจากการดูแผนที่ ส่วนความรู้อย่างหลังเหมือน กับความรู้ในขณะที่ได้ไปถึงที่นั้น ๆ แล้ว และดูของจริงหรือบ้านเมืองจริง ๆ ตามที่เคยแสดงอยู่ในแผนที่. พึงเปรียบเทียบดูด้วยตนเองว่า ความรู้ ๒ อย่างนี้ ต่างกันอย่างไร. ด้วยเหตุฉะนี้แหละจึงได้เรียกอย่างแรกว่าความรู้ และเรียก อย่างหลังว่าญาณ ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นอยู่ในตัวแล้วว่า ความรู้เรื่องนั้น ๆ มีได้ ก่อนการบรรลุธรรม แต่ยังไม่ใช่ญาณ ส่วนญาณนั้นมีมาภายหลังการบรรลุธรรม จึงเป็นการรู้อย่างแท้จริง และจากของจริงโดยตรงอย่างที่กล่าวแล้ว. ดังนั้นท่าน จึงกล่าวไว้เป็นหลักว่า เมื่อปฏิบัติในอานาปานสติ อันมีวัตถุ ๑๖ โดยสมบูรณ์แล้ว ย่อมเกิดญาณ ๒๒๐ ประการดังนี้.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต