น.156 วันนี้ ใคร่จะปรับความเข้าใจในหมู่ผู้ปฏิบัติธรรม เกี่ยวกับวิธีทำ อานาปานสติ. แรกที่สุดที่จะต้องพิจารณาให้มองเห็นเสียก่อน ก็คือ เกี่ยวกับคำว่า "วิปัสสนา" เรื่องนี้มีปัญหาอยู่มาก ขอจงตั้งใจฟังให้เข้าใจ. คำว่า "วิปัสสนา" มันหลอกให้เข้าใจความหมายผิดไปได้มาก คืออะไร ๆ ก็ดูจะเป็น วิปัสสนา ไปเสียหมด; เที่ยวยึดแบบรูปว่าเป็น วิปัสสนา บ้างก็มี; บาง คนก็ไปยึด การยืน เดิน นั่ง นอน ว่าเป็น วิปัสสนา ฯลฯ. ไม่ใช่; บางคราวมี ผู้ถามว่า "ที่สวนโมกข์ทำวิปัสสนากันไหม?” เช่นนี้เป็นต้น นี่ก็เพราะยังไม่เข้าใจคำว่า"วิปัสสนา." จะอธิบายให้เข้าใจ คำว่า "วิปัสสนา" นี้ ต้องถือความหมายตามตัวหนังสือด้วย; วิปัสสนา มีความหมายว่า เห็นแจ้งชัด; การเห็นแจ้งชัดนี้อย่างไร ?ก็คือ ตัววิปัสสนามีความหมายตามตัวศัพท์ อยู่ที่ ปัสสนา = เห็น; วิ = ทำให้แจ้งชัด; วิปัสสนา ไม่ใช่กำหนดที่ สมาธิ หรือการกระทำใดอื่น. ตัวเห็นแจ้งชัดเท่านั้น จึงจะเป็นวิปัสสนา, การเริ่มต้นทำใจให้สงบก็ดี การคิด หรือการกำหนดจิต อย่างไรก็ดี ยังไม่ใช่ตัววิปัสสนาแท้.
น.157 ๒ วิปัสสนา ที่ปฏิบัติกันอยู่ขั้นแรก เป็นเรื่องของการเตรียมพร้อมเท่านั้น ขั้นนี้มิใช่วิปัสสนา; แต่มักจะเข้าใจผิดว่า ขั้นเตรียม เป็นตัววิปัสสนา เสียเลยก็มี; เพราะ ไม่เข้าใจคำว่า เห็นแจ้ง. การเห็นแจ้งก็คือ เท่ากับคิดให้ออก แล้วเพ่งสิ่งที่คิดออก นั้นอยู่เสมอ จนเกิดความเห็นแจ้งชัด ในความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา; ตัด ความสงสัยเสียได้. คำนี้จะตรงกับที่รู้กันมาก่อนหรือไม่ก็ตาม; แต่อาตมาขอยืนยันอย่าง นี้ อาจไม่ตรงกับที่เขาสอนกันก็ได้ ความเห็นแจ้งย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ ความเห็นแจ้งที่พลุ่งขึ้นเป็นขณะ ๆ ในบางคราวและบางเรื่อง ก็เรียกว่าเห็นแจ้งได้เหมือนกัน; เช่นในคราวคิดจะเขียนเรื่องยาก ๆ เมื่อมีความจำเป็นจะต้องคิด เขียน ก็เกิดความเห็นแจ้งได้; หรือจะคิด เขียนแต่งโคลงกลอน ฯลฯ ก็เกิดความเห็นแจ้งได้; แต่การเห็นแจ้งอย่างนี้ไม่ใช่ วิปัสสนา;เพราะจะเห็นแจ้งเพียงขณะเดียว ในขณะที่คิดอยู่เท่านั้น ต่อนั้นแล้วจะเลือนไป; นี่ไม่ใช่วิปัสสนา เพราะเป็นการคิดเห็นชั่วขณะ. วิปัสสนาแท้จริงจะต้อง เห็นแจ้ง อยู่อย่าง นั้น คงที่เรื่อยไป; การเห็นแจ้งอย่างนี้ ก็คือ เพ่งหรือดูให้เห็นชัดแจ้ง เพ่งดูอยู่ที่ความรู้ชัดแจ้งนั้น. มีปัญหาว่า การเพ่งจะเป็นฌาน หรือสมาธิ หรือปัญญา, ตาม โรงเรียนมัก จะสอนกันว่า เพ่งจะเป็น ฌาน; ก็กลายเป็นเพ่งเพื่อสงบ ไม่ใช่เพ่งเพื่อ ความเห็นแจ้ง หรือเพื่อความรู้แจ้ง การเพ่งย่อมมีสองแนว; คือแนว สมถะ หรือ แนว สมาธิ; แนวสมถะจะทำ ให้อารมณ์สงบเงียบ หรือแข็งเป็นท่อนไม้ ซึ่งเป็นฌานก็ได้. อีกอย่างหนึ่งเพ่งให้เห็น แจ่มแจ้ง ในอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ด้วยปัญญา; เพ่งเพื่อให้รู้แจ้งชัดเด็ดขาดที่เรียก ว่าวิปัสสนา ก็ทำได้; เพราะฉะนั้น การเพ่งจึงเป็นสมถะก็ได้ วิปัสสนาก็ได้.
น.158 ๓ (ขอซ้อมความเข้าใจก่อนว่า ผู้ที่ปฏิบัติธรรมนึกออกไหมว่า การเพ่งให้เป็น ปัญญา มีอยู่ที่ไหนบ้าง มีพระพุทธวจนะกล่าวอ้างไว้ที่ใดบ้าง? (ผู้ตอบกล่าวโดยย่อว่า: ความเพียรเพ่งย่อมไม่มีแก่ผู้ไม่มีปัญญา เป็นต้น.) ความเพ่งกับปัญญา แท้จริงก็เป็นอย่างเดียวกันนั่นเอง ซึ่งมีคำกล่าวในบาลี ก็มี เช่น "เมื่อใดธรรมทั้งหลายปรากฏแก่พราหมณ์ ผู้มีความเพียรเพ่งอยู่; เมื่อ นั้นความมืดย่อมหายไป ความรู้แจ้งจะเข้ามา ฯลฯ." คำว่า "ฌายโต" ไม่ใช่เพ่งเป็นฌาน; การสอนในโรงเรียนมักไปยึดว่า “ฌาย- โต" เป็นฌาน; ถ้าจะกล่าวว่า เพ่งเพื่อความแจ่มแจ้ง เพื่อให้เกิดปัญญาก็มักไม่เข้าใจ ต่างฝ่ายต่างติเตียนกันอยู่; จึงขอเตือนให้เข้าใจให้ถูกต้องว่า เพ่ง ไม่ใช่ ฌาน อย่างเดียว แต่ควรเพ่งให้เป็นวิปัสสนา คือประกอบด้วยปัญญา. คำว่า "สมาธิ" หรือ "สมาธิภาวนา" ก็เท่ากับเจริญสมาธิ. เจริญสมาธิเป็น ปัญญาได้ ขอเตือนให้ระลึกไว้ว่า สมาธิภาวนามีความมุ่งหมายดังนี้.- ๑. เพื่อความสุขในทิฏฐธรรม ก็เจริญสมาธิ ตามแนวฌานสี่ ที่เรียก รูปฌาน. ๒. สมาธิภาวนา อันเป็นไปเพื่อ ญาณทัสสนะ อันเป็นทิพย์ ต้องทำอาโลก- สัญญา ทิวาสัญญา ฯลฯ ทำไปจนถึงที่สุดจะได้ผล มีหูทิพย์ ตาทิพย์ เป็นต้น. ๓. สมาธิภาวนา อันเป็นไปเพื่อความสมบูรณ์ สติสัมปชัญญะ ต้องกำหนด ความรู้อยู่ที่ เกิด ดับ สัญญา เวทนา วิตก จะทำให้มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ วิธีนี้ ต้องกำหนดรู้ทุกอิริยาบถ.
น.159 ๔ ๔. สมาธิภาวนา เป็นไปเพื่อสิ้นอาสวะ ให้กำหนดความเกิดขึ้น ความเสื่อม สลาย ของเบญจขันธ์ที่ประกอบด้วยอุปาทาน; ที่สอนกันมักไม่สอนสมาธิตามที่กล่าวใน ข้อสี่ สมาธิข้อสี่ต้องเพ่งเบญจขันธ์ที่ประกอบด้วยอุปาทาน (ให้ดูความใน จตุกนิบาต). สมาธิที่เข้าใจกันมา มักมีความหมายแคบ อย่างที่เข้าใจ ๆ กันมาแต่ก่อน. พิจารณาให้ ชัดจะเห็นว่า วิปัสสนาแท้ อยู่ที่ประเภทสี่ ขั้นที่เป็นฌานและอื่น ๆ มิใช่วิปัสสนา เพราะมิได้เห็นแจ้ง. สมาธิภาวนาตามข้อหนึ่งจึงไม่ใช่ วิปัสสนา; สมาธิภาวนาตามข้อสองก็ไม่ใช่ วิปัสสนา; เพราะไม่ใช่ความเห็นแจ้ง; สมาธิภาวนาตามข้อสาม ก็ยังไม่ใช่ วิปัสสนาแท้ เพราะว่าเพียงแต่ทำให้มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์. สมาธิภาวนาตามข้อสี่ ทำให้สิ้น อาสวะกิเลส นี้เป็น วิปัสสนาแท้ เพราะจะทำให้เห็นแจ้งในความไม่ยึดมั่น ควร สนใจเพ่งให้เห็นแจ้งเป็นนิจ. ทำไมจึงควรเพ่งให้เห็นแจ้ง การเข้าใจอะไรทำไมจะต้องเพ่ง ? ก็เพราะ ว่า เพ่งดูเพื่อจะให้รู้ชัดว่าอะไรเป็นอะไร; และการละกิเลส ไม่อาจละได้ด้วยเพียงกุศล เจตนา ซึ่งในโรงเรียนมักสอนกันให้ละกิเลสที่มีขนาดหยาบ กลาง และละเอียด แท้จริงกิเลสมีอย่างเดียว. ที่สอนกันว่า กิเลสอย่างหยาบ ได้แก่กิเลสที่สำแดงทะลุออกมาทางกาย วาจา. กิเลสอย่างกลางได้แก่กิเลสที่กรุ่นอยู่ข้างใน มี กามฉันทะ พยาบาท วิจิกิจฉา อุทธัจ- จะกุกกุจจะ ถีนะมิทธะ อันเรียกว่านิวรณ์ห้านั้น. กิเลสอย่างละเอียดได้แก่ อนุสัย อาสวะ สังโยชน์. แต่แท้จริง กิเลสมีอย่างเดียว คือกิเลสอย่างละเอียดนั่นเอง; ซึ่งกิเลสอย่าง ละเอียดเมื่อแสดงออก ก็แสดงออก โดยอาการต่าง ๆ ที่แสดงออกเป็นกิเลสหยาบ กลาง นั่นก็เพียงแต่อาการของกิเลสเท่านั้น; ถ้ากิเลสแสดงออกทางกาย วาจา นั่นก็เท่ากับ
น.160 ๕ กิเลสแสดงอาการอย่างรุนแรงออกมา; แสดงอาการเบาหน่อยก็เป็นขนาดกลาง ซึ่งจะ หยาบหรือกลาง ก็ไม่ควรจะถือว่ากิเลสมีเป็นขั้น ๆ เพราะแท้จริงมีอย่างเดียว. การละอาการของกิเลสสองประการแรก คือที่เรียก หยาบหรือกลาง อาจละ ได้ด้วยกุศลเจตนา แต่ กุศลเจตนาไม่อาจจะละกิเลสอันแท้จริงได้; กิเลสแท้จริงจะ ละได้ด้วยโลกุตตระธรรม เท่านั้น การทำวิปัสสนา ก็เพื่อละกิเลสด้วยโลกุตตระธรรม คือละกิเลสอันแท้ จริง ซึ่งหมายถึง สังโยชน์ตั้งแต่หนึ่งถึงสิบ. การละกิเลสแท้จริง ไม่สามารถละได้ด้วย กุศลเจตนา ต้องละได้ ด้วยปัญญา เท่านั้น. ฌานอันเป็นกุศลก็ดีก็ละได้เพียงอาการของกิเลส เพียงสองขั้นแรกเท่านั้น. การละกิเลสแท้จริงต้องทำอย่างไร ? ก็คือจะต้องทำให้เกิดปัญญาเห็นแจ้งชัด เหมือนเอาไฟลนจี้อยู่เรื่อย ไม่ให้โอกาสกิเลสเพิ่มเชื้อ; กิเลสต้องขาดอาหารก็จะเหี่ยว แห้ง ดับสิ้นไป. เพราะฉะนั้นจึงต้องสร้างอริยกุศลอริยมรรค; พอมีอริยมรรคอวิชชา ก็จะดับเอง เหมือนจุดไฟขึ้น ความมืดก็หายไป หรือไฟลุกขึ้นมีน้ำมาดับ ไฟก็จะดับ ไปเอง. การดับกิเลสภายในแท้จริงจะต้องใช้ปัญญาเห็นแจ้ง ซึ่งทำให้กิเลสดับได้เอง ไม่ เหมือนกับอาการของกิเลสอย่างต้น ๆ ที่ระงับได้เพียงอาการ; แต่ไม่อาจระงับ ตัวโลภะ โทสะ โมหะ โดยตรงได้ และระงับอย่างอริยะก็ไม่ได้. การทำวิปัสสนามุ่งหมายเพื่อฆ่ากิเลสโดยตรง เพราะว่าจะสร้างกุศล เจตนาขึ้นมาฆ่ากิเลสยังไม่ได้ผล จึงต้องสร้างอริยมรรค อริยกุศล ให้เกิดปัญญาอันถูก- ต้องแล้ว กิเลสจะถูกฆ่าเอง. เมื่อประสงค์จะละโลภะ โทสะ โมหะ จะไปบอกว่า เรา จะเว้นอย่างนั้นอย่างนี้ เราตั้งใจจะทำอย่างนั้น อย่างนี้ จะเว้นได้แท้จริงหาได้ไม่; จะ ทำได้ก็ต่อเมื่อสร้าง อริยมรรค ปัญญา อริยกุศล.
น.161 ๖ อริยมรรคมีขึ้นแล้ว กิเลสจะไม่มีอาหาร ไม่มีทางมาของอาหาร เหมือนกับ การ Boycott; เมื่อกิเลสไม่มีอาหารช่วยหล่อเลี้ยง กิเลสก็จะต้องแห้งดับไป เหมือนดัง ขังสัตว์ไว้ในกรง ไม่มีอาหารเลย ไม่ส่งอาหารให้ สัตว์ก็จะผอมลงจนสิ้นชีวิตไป ฉันนั้น. พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า "ถ้าภิกษุเป็นอยู่ให้ถูก ให้ชอบไซร้ พระอรหันต์ก็จะไม่ว่างจาก โลก" ข้อนี้ขอให้พิจารณาจงมาก มีบาลีกล่าวไว้ว่า "อิเม จ สุภทฺท ภิกขู สมฺมา วิหเรยฺยุํ อสุญฺโญ โลโก อรหนฺเตหิ อสฺส". ที่ว่า "เป็นอยู่โดยชอบ" นี่เป็นอย่างไร? บางคนมัก เข้าใจว่า การเป็นอยู่โดยชอบก็คือ การบำเพ็ญทาน รักษาศีล เท่านี้ยังไม่ถูกต้อง. ที่ถูกต้องแท้จริง จะต้องเป็นอยู่ให้ถูกต้อง ให้ชอบ ได้ด้วยการวิปัสสนา ซึ่งเท่ากับต้องมี ปัญญา มีอริยมรรคมีองค์แปด อันเป็นทางปิดหนทางมาซึ่งเป็นอาหารของกิเลส ทำให้ เห็นแจ้งใน ทุกขัง อนิจจัง อนัตตา; เมื่อเห็นแจ้งเช่นนี้ โลภะ โทสะ โมหะ จะไม่ ได้รับอาหาร ก็จะค่อย ๆ ผอมลง ๆ ; ผู้สิ้น โลภะ โทสะ โมหะ จะเข้าสู่ความเป็น อริยบุคคลตามขั้นแต่ละขั้นได้ โดยไม่ต้องรู้จักชื่ออริยบุคคลขั้นนั้น ๆ. วิปัสสนา ไม่ใช่กุศลเจตนา ดังกล่าวแล้ว ซึ่งตั้งใจทำหรือตั้งใจละเว้น ไม่ ได้ผล; จะต้องใช้วิปัสสนาให้ถูกทาง คือต้องเป็นอยู่โดยชอบทุกลมหายใจเข้าออก เห็น แจ้งใน ทุกขัง อนิจจัง อนัตตา ชัดอยู่ทุกลมหายใจเข้าออก อย่างนี้จึงจะเรียกว่า "ฌายโต" คือเพ่งดู ซึ่งไม่ใช่สมาธิ สมถะ; แต่ให้เห็น ให้รู้แจ้ง ให้สว่างขึ้น ๆ สว่าง ขึ้นเรื่อย ถ้าทำวิปัสสนาเพียงขั้นทำจิตให้สงบระงับ ก็ยังไม่ใช่วิปัสสนา และวิปัสสนานั้น จะทำในอิริยาบถไหน เมื่อไรก็ได้. การทำวิปัสสนาต้องทำทุกลมหายใจเข้าออก หรือเพ่งทุกลมหายใจเข้าออก เป็นอย่างไร? ปัญหาอยู่ที่ตรงนี้ นั่นก็คือ ควรหัดอานาปานสติ และอานาปานสติจะ ทำทุกลมหายใจเข้าออกได้อย่างไร การทำอย่างนี้ก็เพื่อหาอำนาจอย่างหนึ่ง สำหรับการ Boycott กิเลส; การฝึกก็ต้องตั้งต้นหัดตัวเอง ให้สามารถคิด พิจารณาได้ทุกลมหายใจ
น.162 ๗ เข้าออก. บางคนกล่าวว่า การคิด พิจารณา ทุกลมหายใจเข้าออก ไม่ใช่วิสัยที่จะทำได้ นี่จะต้องพิจารณากันแก้ปัญหานี้เสียก่อน. จะขออธิบายให้ฟัง เช่นเวลาที่เราโกรธ หรือ เกลียดใคร ทำไมความรู้สึกอย่างนี้ จึงเป็นอยู่ได้ทุกลมหายใจเข้าออก, ยิ่งเพ่งโกรธ เกลียด ก็ยิ่ง โกรธ เกลียด มากเข้าทุกที, หรือเวลาเรารักใคร เพ่งตรงรักนั้นอยู่ทุก ลมหายใจเข้าออก ก็ยิ่งรักมากเข้า; นี่ฉันใด ต้องหัดคิดว่า ทำไมจึงเป็นอยู่อย่างนี้ ทำไมจึง เกลียด โกรธ รัก อยู่ได้อย่างนี้ ทุกลมหายใจเข้าออก. พิจารณาใหม่ในทางมุมกลับ ตรงกันข้ามกับข้างต้น ทำเพื่อให้ละ วาง หน่าย ทำทุกอิริยาบถจะทำอย่างไร ? ก็ให้คิดว่า ถ้าหัดจนเคยชิน จนติดเป็นนิสัย ก็ย่อมทำได้ เช่นในเวลาเดินเล่น เวลานั่ง นอน ยืน เดิน ถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ ฯลฯ หัดคิดทำ อะไร ๆ ในขณะนั้น ก็ย่อมคิดทำอะไร ๆ ก็ได้. ความเคยชินอย่างนี้ย่อมทำควบกับอิริยา- บถใด ๆ ก็ได้ ทำสิ่งใดได้อย่างนี้ เกิดขึ้นได้ด้วยความเคยชิน; การทำวิปัสสนาก็ควรฝึก เพ่งให้แรงเหมือนตัวอย่างข้างต้น คือไม่ว่าจะเดิน นั่ง ยืน นอน ฯลฯ ต้องฝึกอยู่ทุก อิริยาบถ ทุกลมหายใจเข้าออก. โดยเฉพาะวิธีทำอานาปานสติหมวดสี่ ที่กล่าวถึง อนิจจานุปัสสี, วิราคานุ- ปัสสี, ปฏินิสสัคคานุปัสสี ก็คือพิจารณา เห็นความไม่เที่ยง เห็นธรรมอันปราศจากราคะ ธรรมเป็นเครื่องดับสนิท และความจางคลาย นี่เป็นตัวแท้ของวิปัสสนา; ถ้ายังทำหมวด สี่ไม่ได้ทีเดียว ก็ต้องฝึกหัดตั้งแต่หมวด ๑ - ๓ ไปโดยลำดับแล้วเพ่งให้ชัดในระยะหมวดสี่ เมื่อได้ฝึกให้ถูกวิธีแล้ว จิตของบุคคลอาจเข้าสู่ปัญญาขั้นแรง จนบรรลุผล เลยก็ได้ ดังเช่นอริยบุคคลในสมัยก่อน; เมื่อเพ่งจนเห็นแจ้งตามระยะในหมวดสี่ ความ จางคลายจะเกิด เมื่อเพ่งความไม่เที่ยงจนเข้าใจ จิตจะน้อมไปสู่ความดับ; ระยะต่อไปจะ ดับความยึดถือตัวตนได้โดยลำดับ ที่เรียกว่า วิราคะ นิโรธะ ปฏินิสสัคคะ. การฝึก อานาปานสติหมวดสี่ เป็นธัมมานุปัสสนา.
น.163 ๘ สำหรับคนทั่วไป ข้อที่ว่าให้เพ่งอะไร ๆ ทุกลมหายใจเข้าออก จะทำไม่ได้; ขอให้หัดทำอย่างง่าย ๆ คือเพ่งดูตัวลมหายใจเสียเอง ซึ่งเป็นวิธีทำอานาปานสติ เริ่มแต่ หมวด ๑-๓ ซึ่งเป็นขั้นเตรียมการของวิปัสสนา ( ดูแบบ ๑ - ๑๒ ); ต่อจากระยะนี้ขึ้นไป จึงจะเป็นวิปัสสนา การเพ่งอย่างนี้เทียบกับสติปัฏฐานสูตร ได้แก่ .- อานาปานสติ หมวดที่ ๑ เท่ากับ กายานุปัสสนา สติปัฏฐาน. อานาปานสติ หมวดที่ ๒ เท่ากับ เวทนานุปัสสนา สติปัฏฐาน. อานาปานสติ หมวดที่ ๓ เท่ากับ จิตตานุปัสสนา สติปัฏฐาน. อานาปานสติ หมวดที่ ๔ เท่ากับ ธัมมานุปัสสนา สติปัฏฐาน. วิธีฝึกหัด อาจเริ่มต้นด้วยการหัด ให้จิตจดจ่ออยู่ในอะไรก็ได้; กำหนดเอา อะไรก็ได้เป็นหลัก ให้จิตจ่ออยู่ทุกลมหายใจเข้าออก เช่นกำหนดเอาตัวลม ก็กำหนดไว้ ทุกลมหายใจเข้าออก นี้ประการหนึ่ง; อีกประการหนึ่ง ต้องพยายามกำจัดเรื่องแทรก ที่ต้องใช้ความคิดในระยะนี้ จนกว่าจิตจะสงบระงับแล้ว เข้าขั้นธัมมานุปัสสนาแล้ว จึง เพ่งพิจารณาต่อไป. การฝึก สติปัฏฐาน กับ อานาปานสติ เกี่ยวข้องกันอย่างไร? นั้นก็คือ .- ๑. กายานุปัสสนา ได้แก่การเพ่งทางกาย ซึ่งกำหนดอะไรก็ได้ ดังกล่าว ข้างต้น ซึ่งต้องทำทุกลมหายใจเข้าออก จนรู้สึกว่าทุกอย่างยินยอม จนเกิดความรู้สึก เบา สบาย สงบเย็น. ๒. ขั้นต่อไปเป็นเวทนานุปัสสนา เมื่อมีกายสงบแล้ว เปลี่ยนการเพ่ง เป็น กำหนดที่ตัวเวทนา สุข ทุกข์ หรือไม่สุขไม่ทุกข์; กำหนดเพ่งตัวเวทนาอยู่อย่างนั้น ทุก
น.164 ๙ ลมหายใจเข้าออก เช่น กำหนดรู้ที่ ปีติสุข ก็กำหนดเพ่งอยู่จนเป็นนามธรรมมากขึ้น จนผัสสะ เวทนาระงับไป นี่เรียกว่า เวทนานุปัสสนา. ๓. เลิกกำหนดเวทนาเสีย แต่กำหนดเพ่งดูที่ จิต ดูตัวจิตว่า กำลังคิดนึก อะไร อย่างไร หรือไม่คิดนึกอะไร มีความปราโมทย์ ตั้งมั่นอยู่อย่างไร มีความปลด เปลื้องปล่อยวางอยู่อย่างไร; ก็กำหนดเพ่งดูอยู่อย่างนั้น ถ้าจิตเฉยไม่ปราโมทย์ อาจน้อม ให้ปราโมทย์ แล้วปล่อยจิตให้เบา พร้อมที่จะพิจารณา และควรแก่การงาน นี่เรียกว่า จิตตานุปัสสนา. ๔. เมื่อจิตพร้อม ควรแก่การงาน คือเบาสบายแล้ว กำหนดจิตพิจารณา ในความไม่เที่ยงของสังขารทั้งปวง ดูความเหลวไหล มายาของจิตเสียเลยก็ได้; ซึ่งย่อม เห็นความไม่เที่ยงชัดขึ้น เพราะความไม่เที่ยงมีมาโดยลำดับ ตั้งแต่หมวดที่หนึ่ง กำหนด ความไม่เที่ยงให้แจ๋วอยู่ทุกลมหายใจเข้าออก เห็นความไม่เที่ยงแจ่มชัด; แล้วจะเห็น วิราคะ ความยึดถือคลายตัวออก แล้วน้อมไปสู่ความดับอันเป็นนิโรธ นิพพานเป็น อารมณ์ เช่นนี้จะเห็น อนิจจัง อนัตตา ชัด, ขั้นนี้เป็นวิปัสสนาโดยตรง. การวิปัสสนาที่ถูกต้องจะต้องเพ่งจนเห็นชัดว่า นี่ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของ ของเรา ที่เรียกว่าอหังการ มมังการ; ซึ่งอหังการ มมังการนี้ต้องละ; เพราะ อหัง- การคือ "กู" นี้ไม่ยอมใครง่ายๆ: มมังการคือ "ของกู” นี้ก็ไม่ยอมทำลายง่าย ๆ. กู, ของกู ยังมีอยู่ก็ดับทุกข์ไม่ได้. ความไม่เที่ยงจะกำหนดอย่างไร ? จงพิจารณาจะเห็นว่า กู, ของกู ไม่เที่ยง อย่างไร เพ่งให้เห็นจริง ไม่ใช่เพ่งให้เงียบ เพราะเพ่งจะเท่ากับดูจนรู้แจ้ง ไม่ใช่ คิดเอาเอง หรือคิดจนรู้.
น.165 ๑๐ ความรู้ที่เกิดแจ่มแจ้งในขั้น วิราคะ นิโรธะ ปฏินิสสัคคะ จะต้องรู้เด็ดขาด ถ้าฝึกได้ถึงระยะนี้แล้ว ชื่อว่าบรรลุมรรคผลขั้นใดขั้นหนึ่งได้. ความไม่เที่ยงทั้งปวง จะต้องฝึกพิจารณา ให้เห็นอย่างที่เรียกว่า ญาณ ๑๖ ให้เห็นแจ่มอยู่ทุกลมหายใจเข้าออก ที่จริงชื่อญาณต่าง ๆ มีกี่ชั้น ไม่จำเป็นต้องสนใจ ควรพิจารณาเพียงให้เกิดความรู้ชัดใจว่า "สิ่งทั้งปวงไม่ไหว ไม่น่าเอา ไม่น่าเป็น" เท่านั้น ญาณก็จะเกิดขึ้นเอง; แต่บางทีเรามักไปรู้จักญาณเสียก่อนทำ ซึ่งย่อมก่อให้เกิดตัณหายิ่ง ขึ้นไปอีก เรื่องเลยเกิดความยุ่งยากไปกันใหญ่. · การเห็นความไม่เที่ยงเป็นทุกข์นั้น จะรวมอยู่ในอนัตตา ในขณะเดียวกัน แล้วย่อมเข้าสู่ระดับวิราคานุปัสสีด้วย; แต่การฝึกให้เห็นแจ้งเช่นนี้ มีปัญหาอยู่ที่จะต้อง ทำให้นาน และมากขึ้นทุกที ดังคำที่ว่า ภาวิตา, พหุลีกตา คือเท่ากับต้องเพ่งดู อยู่เสมอ ให้ติดต่อ ไม่ใช่คิดเอา จนเกิดความรู้สึกชิน มั่นอยู่ ไม่หายไป. ถ้ารู้ความ จริงเห็นแจ้งไม่ขาดตอน ความรู้จะเกิดแรงขึ้น สามารถเปลี่ยนแปลงจิตในภายในได้; และการฝึกหัดเพ่งในระยะวิปัสสนาที่เห็นแจ้งง่าย ขอแนะให้เพ่งความทุกข์; แต่อย่า หลงเอาทุกข์มาเป็นของเรา แต่ให้เพ่งดูให้เห็นตัวความทุกข์ และอาการของทุกข์นั้น ตามความเป็นจริง แล้วใจจะไม่ยึดถือ มีสัมมาทิฏฐิเกิดขึ้น จะพ้นทุกข์ทั้งปวง. สัมมาทิฏฐิ ขอแนะนำเรื่องการพ้นทุกข์ว่า จะพ้นทุกข์ทั้งปวงได้ด้วย สัมมาทิฏฐิ แม้บางคราว คำว่า สัมมาทิฏฐิ ก็หมายถึงปัญญานั่นเอง; และปัญญาอัน ชอบก็คือ สัมมาทิฏฐิ. คำว่า "สัมมาทิฏฐิ" ตามความมุ่งหมายมีความหมายสองประการคือ .- ๑. ขั้นโลกิยะ เป็นขั้นที่สอนให้ ละชั่ว ทำดี จะมีผลเป็นความดี ความ เจริญในทางโลก และโลกก็อาจเป็นโลกนรก โลกสวรรค์; ถ้าละชั่วทำดีก็ย่อมเกิดดี ถ้า ทำดีมากก็ได้ผลดีมาก นับว่าจะเวียนว่ายอยู่ในโลกนี้เป็นอย่างดี
น.166 ๑ ๑ ๒. ขั้นโลกุตตระ เป็นขั้นที่ทิ้งทั้งหมดทั้ง ดี ชั่ว บุญ บาป สุข ทุกข์ เพราะ ดีก็ทุกข์ ชั่วก็ทุกข์ บุญก็ทุกข์ บาปก็ทุกข์ สุขก็ทุกข์ ทุกข์ก็ทุกข์ ไม่ว่าดีหรือชั่ว ล้วน เป็นทุกขัง อนิจจัง อนัตตา ทั้งนั้น; ชั้นโลกุตตระนี้จะทำให้กระเด็นไปพ้นโลก จะเห็น ความสุขอย่างเหนือโลก จะพ้นทุกข์ทั้งปวงได้. ผู้มีสัมมาทิฏฐิอย่างโลกียะ ก็จะมีทุกข์อย่างโลกียะ; เป็นความทุกข์ ของคน มีบาป มีบุญ แล้วแต่สภาพของแต่ละบุคคล; ใครมีสิ่งใดก็จะต้องทุกข์เพราะสิ่งนั้น จะเป็นคนมีสุข หรือมีทุกข์ ก็จะต้องมีทุกข์ตามแบบของผู้มีสุข มีทุกข์แต่ละคนนั้น ๆ. ถ้ามีสัมมาทิฏฐิอย่างโลกุตตระแล้ว จะเห็นความไม่เที่ยงของทุกข์ สุข แล้ว จะน้อมไปในทางไม่เกิด จะเห็นทุกข์ชัดแจ้ง อย่างที่ดูแล้วกล่าวได้ว่า ไม่ไหว ไม่น่าเอา ไม่น่าเป็น น่าระอาใจ น่าสั่นหัว; แม้แต่อำนาจราชศักดิ์ทรัพย์สมบัติก็น่าสั่นหัว น่า ระอาใจทั้งนั้น. ดูให้เห็นจริงอย่างนี้ จะเห็นลักษณะอันเป็น " สัมพาหะ" คือมีแต่วุ่นวาย ถูกกระทบกระทั่ง ผลักดัน ไม่มีเวลาหยุด มีแต่ความอึดอัด เบียดเบียน; มีสมบัติหรือ มีสิ่งใดต้องดูให้เห็นจริง จะเห็นความน่าระอาใจ; ส่วนในทางตรงกันข้าม คือนิพพาน ไม่เป็นสิ่งน่าระอาใจ; การดูให้เห็นความจริง จะเกิดความเบื่อหน่ายที่เรียก นิพพิทา ซึ่งหมายถึงเบื่อ ชนิดที่เห็นความจริง เห็นน่าเบื่อตามธรรมชาติ ; แต่ถ้า เบื่อต่อสิ่งที่มารบกวนทำความรำคาญ ทนไม่ได้อย่างนี้ไม่ใช่นิพพิทา นิพพิทาต้องมอง เห็น ทุกสิ่งไม่ไหว ไม่น่าเอา ไม่น่าเป็น.
Buddhadasa